บทเรียนจากงานเลี้ยงรุ่น 

เพื่อนชั้นมัธยมปลายชวนสมพลไปงานเลี้ยงรุ่น เขาไม่ได้พบเพื่อนเก่ามานานยี่สิบปี เขาเคยได้ยินข่าวว่าเพื่อนๆ แต่ละคนประสบความสำเร็จในชีวิต มีการงานดี เป็นเจ้าของบริษัท เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ เป็นนายพล บางคนเป็นเศรษฐีร้อยล้าน เขาไม่อยากไปพบเพื่อนๆ เขารู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยกว่า เขายังต้องหาเช้ากินค่ำ มีรถยนต์แพงๆ ส่วนเขาไม่มีรถยนต์สักคัน มีแต่จักรยานยนต์คันเก่า

ทว่าเมื่อเพื่อนเก่าคะยั้นคะยอ เขาก็ตอบรับด้วยความเกรงใจ หลังจากนั้นเขาก็เกิดอาการเครียด นอนไม่หลับทุกคืนจนถึงวันงาน เขากลัวว่าเมื่อพบกัน เพื่อนจะถามคำถามยอดนิยมว่า “ตอนนี้ทำอะไรอยู่?”

เขากลัวเพื่อนจะดูถูกเขา

สมพลเรียนเก่งและฉลาด แต่การเรียนเก่งและฉลาดเป็นคนละเรื่องกับความสำเร็จ ซึ่งมีเรื่องโอกาส (ที่เรียกว่าดวง) มาเกี่ยว

สมพลไปที่งานเลี้ยงรุ่น เขาพยายามทำตัวลีบเล็ก แต่ก็หลบไม่พ้น

เมื่อเขาถามเพื่อนๆ ว่า “สบายดีหรือ?” คำตอบของทุกคนคือ “สบายดี” แต่สีหน้าและแววตาของเพื่อนหลายคนไม่ได้แสดงว่าสบายดี เมื่อเขาถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า?” เพื่อนบางคนก็ยอมเล่า

สมัยที่เขาเรียนหนังสือ เพื่อนๆ เคยขอคำแนะนำจากเขาเสมอ ดังนั้นเพื่อนหลายคนจึงถือโอกาสปรึกษาเรื่องส่วนตัวกับเขา

กลับจากงานเลี้ยงรุ่นวันนั้น เขาเรียนรู้ว่าเพื่อนบางคนชีวิตสมรสล้มเหลว บางคนลูกติดยา บางคนธุรกิจกำลังล้ม บางคนตกงาน บางคนป่วยเป็นโรคร้าย เสียค่ารักษาเกือบหมดตัว

ทุกคนมีปัญหา ไม่เรื่องการงานก็เรื่องหนี้สิน ไม่เรื่องลูกก็เรื่องคู่ครอง ฯลฯ

เขารู้สึกว่าชีวิตเขาไม่ได้เลวร้ายเท่าไร

เขาดูถูกตัวเองว่าต่ำต้อยจนเป็นทุกข์
   
เขามองผิดจุดจนเป็นทุกข์

ทั้งหมดมาจากการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น




มนุษย์เรามักมีภาพบวกของคนอื่น และภาพลบของตัวเราเอง

ความทุกข์ของมนุษย์จำนวนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะพวกเขาชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือประโยคเต็มคือ เปรียบเทียบด้านลบของตัวเองกับด้านบวกของคนอื่น

เปรียบเทียบแบบนี้ก็ทุกข์ทั้งชาติ เพราะเปรียบคนละเรื่องกัน

บางทีแค่สลับกัน เปรียบด้านบวกของเรากับด้านลบของคนอื่น ก็อาจลดความรู้สึกอ่อนด้อยลงได้

ถ้าสมพลเปรียบเทียบฐานะการเงินของเขากับคนอื่น ย่อมเป็นทุกข์ แต่หากเปรียบสติปัญญาของเขากับคนอื่น เขาอาจไม่ทุกข์

ล้วนเป็นความทุกข์ที่สร้างขึ้นมาเอง

การถูกดูหมิ่นเป็นเรื่องแย่ แต่การดูหมิ่นตัวเองแย่ยิ่งกว่า

ไม่ใช่เรื่องสนุกที่จะอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ แต่ยิ่งไม่สนุกหากคนที่เราไม่ชอบคือตัวเราเอง

เมื่อเราไม่ชอบบ้านที่อยู่และย้ายออกไม่ได้ ก็ต้องปรับปรุงบ้านจนเราชอบและอยู่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ในเมื่อเราต้องอยู่กับตัวเองไปจนตาย หากไม่ชอบตัวเอง ก็ปรับปรุงตัวเองหรือปรับทัศนคติให้ชอบตัวเอง ไม่เช่นนั้นก็ต้องบ่นไปตลอดชีวิต

ใช้พลังงานในการดูถูกตัวเองเป็นการปรับปรุงคุณภาพตัวเอง

อย่าดูถูกตัวเอง อย่าเสียเวลาดูถูกตัวเอง อย่าอายที่พยายามแล้วไม่ประสบความสำเร็จ

ถ้าไปไม่ถึงจุดหมาย ก็ไปไม่ถึงจุดหมาย โลกคงไม่แตก จักรวาลคงไม่ถล่มทลายเพราะเราไปไม่ถึงจุดหมาย ถ้าเราจับทุกเรื่องที่เปรียบเทียบกับคนอื่นมาเป็นทุกข์ จักรวาลภายในตัวเราต่างหากที่ร้าวราน

อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร เราทุกคนไม่เหมือนกัน มีวิถีทาง ความชอบ ความไม่ชอบต่างกัน มีโอกาสไม่เท่ากัน จะมีผลลัพธ์เหมือนกันได้อย่างไร

ถ้าเพื่อนไม่คบเราเพราะเรายากจน ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ถือเป็นวาสนาของเรา เพราะเราจะได้อยู่ห่างคนใจหยาบ
   
สถานะทางสังคมเป็นเพียงหัวโขน หมวกที่สวมเป็นเพียงหน้าที่ซึ่งไม่อยู่ค้ำฟ้า หัวใจภายในต่างหากที่สำคัญ

เป้าหมายจึงไม่ใช่ว่าเราสะสมอะไรในชีวิตได้มากแค่ไหน ทรัพย์สิน เงินทอง ชื่อเสียง สถานะทางสังคม แต่คือเราสามารถดำรงความสงบทางใจหรือไม่

และความสงบทางใจคือหัวใจของชีวิตที่ไม่ทุกข์

เพียงแค่ความสงบทางใจอย่างเดียวก็มีค่ามากกว่าทรัพย์สินเงินทอง ตำแหน่ง ชื่อเสียงทั้งหมด

เพราะความสุขของชีวิตมิได้เกิดขึ้นในจักรวาลภายนอก หากแต่ในจักรวาลภายในใจเรา



วินทร์ เลียววาริณ

www.winbookclub.com

14 ตุลาคม 2560


คมคำคนคม

When you look down on yourself, you set an example on how others should treat you.

เมื่อคุณดูถูกตัวเอง คุณทำให้คนอื่นเห็นว่าควรมองคุณอย่างไร

Bangambiki Habyarimana, Pearls Of Eternity

ส่งต่อให้เพื่อน :  
 
 
 
ความเห็นที่ 1
ต้นกล้า 14-10-2017 10:54

เคยได้ยินคำกล่าวประมาณว่า "สนามหญ้าบ้านคนอื่น มักเขียวกว่าบ้านตัวเองเสมอ" คงจะจริงครับ คนเรามักเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น (โดยเฉพาะข้อด้อย) การเปรียบเทียบไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากมันเป็นแรงผลักให้เราพัฒนาไปสู่ในจุดที่ดีขึ้น สิ่งนี้ผมคิดว่าสำคัญกว่า! 

 
ความเห็นที่ 2
sharing 19-10-2017 18:40

เรื่องที่คุณ วินทร์ เขียน ให้คำแนะนำคนไปมากมาย ที่มีทุกข์เพราะชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น 

ตามที่เขียนให้อ่านกันไปแล้ว ในสุภาษิตญี่ปุ่น เห็นสนามหญ้าคนอื่น เขียวและสวยกว่าสนามหญ้าตัวเอง 

คนทุกคนในโลกนี้ ถ้าเราสามารถ ประกัน ดีเอ็นเอ ของเราก่อนเกิด เพื่อทุกคนเกิดมาจะได้มีความสุข มีเงินทอง ไม่ต้องลำบาก นั่นคงไม่ใช่ชีวิตแล้วก็ได้

จากการที่ได้อ่าน ได้ฟังเรื่องต่างๆเกี่ยวกับ มนุษย์ ในสังคมปัจจุบัน เราวิ่งผิดลู่ ผิดสนามมามากเหลือเกิน

วิ่งหาแต่เงินทอง วิ่งตามวัตถุนิยม ขนาดเดินผ่านอะไรข้างตัวไปบ้างก็ยังไม่รู้ตัว ตามที่เห็นกันเกลื่อนตามที่ต่าง เร่ิ่มจากในบ้าน ตามถนนหนทาง กินก็ไม่เป็นเวลากิน นอนก็นอนไม่ได้ ไม่คิดว่า คนเราจะกลายเป็นพันธ์นี้ไปเสียแล้ว

ความทุกข์ เกิดจากใจของเรา คนอื่นเขาจะรวย เราก็ดีใจกับเขา แต่เราอยู่อย่างพอเพียง

ใครที่ชอบอวดตัว ก็ปล่อยเขาไปคนประเภทนี้มีเยอะ เพราะเขาแยกไม่ออกว่า ท้ายที่สุด ต่อให้มีเงินทองมากมาย ถ้าไม่มีความสุข เงินทองก็ช่วยอะไรไม่ได้

แต่คนเราเกิดมาทั้งที เกิดหนเดียว ตายหนเดียว ในขณะที่มีชีวิตอยู่ แทนที่จะเห็นแก่ตัว เราทำความดี ช่วยเหลือ มีน้ำใจกันคนละนิด เราก็มีความสุขใจ สุขกายไม่ทรมานมากเท่า ความไม่สุขใจ

บ้านเรา ถ้าเรารักและเผื่อแผ่กัน เห็นอกเห็นใจกัน ไม่วัดคนที่เสื้อผ้าที่สวมใส่ วัดกันที่รถที่ขับยี่ห้ออะไร

แต่วัดกันที่จิตใจ ประเทศไทยเรา และคนไทยคงมีความสุขมากกว่านี้

และช่วยกันทำความดีเพื่อชาติ เพียงแค่อย่าคดโกง ประเทศตัวเอง

อย่ามัวแต่วิ่งหาสิ่งภายนอกมาประดับตัว เพราะนั่นคือ เปลือกนอก แค่นั้น ประเทศไทยและคนไทยคงมีความสุขมากกว่านี้

แต่ข้างในจิตใจ ขออย่าได้ลืม คอยทำความสะอาด ดูแล เพราะเรามองข้างในไม่เห็น จิตใจของเราอาจจะขุ่มมัว อาจจะไม่ใสสะอาดเพราะเจ้าของจิตใจ ไม่เคยเหลียวแลและไม่เคยดูแล มีแต่ความโลภ และกิเลส

คนที่ไม่ได้มั่งมี แต่ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข แถมพอใจกับสิ่งที่เขามี  เห็นแล้ว ซาบซึ้งใจ ทุกครั้งที่ได้เห็น ได้ยินความพึงพอใจกับการมีชีวิตที่พอเพียง และมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองมี

แต่คนมีเงินทอง แม้จะมีรถ มีบ้าน แต่หน้าตาส่วนใหญ่ ห่อเหี่ยว แม้จะห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าแพงๆ แต่ก็ปกปิดความทุกข์ไม้ได้ เพราะไม่มีความสุข ตามที่พระท่านสอนไว้ มีมากก็ทุกข์มาก มีน้อยก็ทุกข์น้อย

มีน้อย และมีให้พอเพียง เพียงพอกับการใช้สอย ตามที่ในหลวงสอน เราก็คงไม่ต้องกลัวว่า ใครจะมาดูถูกเราได้ เพราะมีผ้ายันต์ประจำตัวจากในหลวง ถ้าใครมาดูถูกก็ถามเขาว่า เรามีของขวัญพิเศษ สูตรพิเศษจากในหลวงของเรา เก็บใส่กล่องในใจของเรา เป็นของเรา ใครก็แย่งไปไม่ได้ ถ้าเราทำตามเราก็มีความสุขที่สุดเลยยยยยยยยยยย

หรือว่าไม่จริง

 
 
 
แสดงความเห็น
 
 
Email
 
Password
 
 
    
 
หนอนในตะกร้า (รวมบทความทั้งหมด)
 
บทเรียนจากงานเลี้ยงรุ่น
ทำดีในสถานการณ์ร้าย
ฟางเส้นสุดท้าย
“ล้อเล่นว่ะ!”
เบ้าหลอมทอง
ฟันเฟืองสีดำ
บทเรียนชีวิตจากซีล
บนหนทางล้างบาป
นกกระดาษกลางฝนสีดำ
ทางหนีไฟ
โลกของคนจิตตก
ฟลุก
ผีใต้เตียง
บาปกรรมของคนไม่มีหัวใจ
21 วัน
20 ปีไทยเสียเอกราชให้ความโลภ
แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ ด.ช. ประชา ธิปไตย อายุ ๘๕
เก่งเป็นคนละเรื่องกับประสบความสำเร็จ
ภาพลวงตาในองค์กร
# ขวานหิน
จากไปอย่างสวยงาม
เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
รถไฟสายน้ำตา
สัญญาณจากสวรรค์
ฟีนิกซ์
Hunter-gatherer
ยืดเรื่อง
ของเล่น
“คนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด”
จดหมายถึงเพื่อนต่างดาว ตอน : มิจฉาทิฐิ
เกย์คืออาชญากรรม!
วงจร
sidekick
กบเหลา
pH
สิงโตภูเขากับฉลาม
อาคารที่สำคัญที่สุดในโลก
บัญชี-วิต
อาชีพสุดท้าย
มักง่าย
ปลาตรงต่อเวลากว่าคน
หนึ่งชั่วโมง
A-D
เส้นสายลายชีวิต
สิ่งที่ดีสำหรับเรา
ถ่ายรูปชีวิต
ติดดอย
ธาตุแท้
ปากหนัก
คนบ้างาน
สัญชาติ : Minimalist
ราโชวาท
คนไทยทั้งปวง
หยดน้ำใสหนึ่งหยด สองหยด สามหยด...
Bad Bad Boss
ยืมหัว
ผู้ปิดบอลหลังพระ
คนมองเห็นอนาคต
แมวดำแมวขาว
เรื่องของนาจัต
เหนือเส้นชัย
ทลายกำแพง
ผ่าตัดรักษาวิสัยทัศน์
ปล่อยนะ
ข่มขืน = ประหาร?
เข็นลูกขึ้นภูเขา
กล้าทำกล้ารับ
1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
ชีวิตรุงรัง
ลูกค้าเล็ก