แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ ด.ช. ประชา ธิปไตย อายุ ๘๕ 

เช้าวันนี้เมื่อ ๘๕ ปีก่อน เกิดเหตุการณ์หนึ่งบนผืนแผ่นดินไทย เรารู้จากตำราในชั้นเรียน เรารู้จากที่ครูสอน แต่อาจไม่เห็นภาพเหตุการณ์บ้านเมืองช่วงนั้นจริงๆ ขออนุญาตใช้นวนิยายแทนยานเวลา พาท่านกลับไปสู่เหตุการณ์ในวันนั้นและบรรยากาศบ้านเมืองในช่วงเวลานั้น



ดาวหางเดือนอ้ายมาเยือนโลกเมื่อต้นเดือนมกราคม ปี พ.ศ. ๒๔๕๓ มันกระโจนข้ามท้องฟ้าราตรีเหมือนกระต่ายเปรียวสีขาวข้ามท้องทุ่งดวงดาว ครั้นถึงกลางเดือนนั้น มันก็สว่างจนมองเห็นด้วยตาเปล่าแม้ในยามกลางวัน มันสว่างกว่าดาวพระศุกร์ สุกใสกว่าดาวหางฮัลลีย์ที่เดินทางตามมาสามเดือนให้หลัง หางยาวของมันพาดท้องฟ้าเหมือนสายรุ้งที่ปราศจากการประทินโฉมของสีทั้งเจ็ด โหรหลายคนทำนายว่ามันคือลางร้าย ถึงเดือนตุลาคมในปีนั้น ข่าวร้ายก็มาเยือนสยามประเทศจริง ๆ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต

ครั้นถึงต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ปรากฏดาวหางอีกดวงหนึ่งมาเยือนโลก ต่อมาในเดือนมิถุนายน ดาวหางอีกดวงหนึ่งก็ปรากฏเหนือฟ้า เดือนนั้นเองเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในบ้านเมือง สยามประเทศผลัดแผ่นดินอีกครั้ง คราวนี้ด้วยมือของราษฎร เป็นต้นกำเนิดของระบอบประชาธิปไตยแห่งประเทศสยาม

เมื่อดาวหางมาเยือนในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ นั้น ข้าพเจ้าอายุเจ็ดขวบ แม่เล่าว่าเคยชี้ให้ข้าพเจ้าดูดาวหางสุกสว่างดวงนั้น แต่ข้าพเจ้าจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ดาวหางปี ๒๔๗๕ มาเยือนโลกเมื่อข้าพเจ้าอายุยี่สิบเก้า ข้าพเจ้าจำภาพดาวหางดวงนั้นได้ดี ข้าพเจ้าไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์หรืออำนาจเหนือธรรมชาติ แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาในรอบปีทำให้ข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ว่า มันอาจเป็นลางร้ายจริง ๆ ก็ได้ บางทีอาจเป็นอำนาจของดาวหางดวงนั้นที่ส่งอิทธิพลให้ข้าพเจ้ากำลังเขียนบทความภาษาอังกฤษชื่อ Whose Power Is It Anyway? ในขณะนี้

เสียงก้านอักษรกระทบแป้นพิมพ์ดีดดังต่อเนื่อง นาน ๆ ทีถูกชำแรกด้วยเสียงฟ้าร้องครืน ๆ ลมพัดแรง ฝนกำลังจะตก แต่ข้าพเจ้ายังคงทำงานต่อไป

ก้านเครื่องพิมพ์ดีดติดขัด ข้าพเจ้าขยับมันให้เข้าที่และถือโอกาสหยุดทำงานชั่วขณะ จุดบุหรี่สูดเข้าเต็มปอดแล้วระบายควันออก มันละลายไปกับสายลมที่พัดโชยมา

ข้าพเจ้าทอดสายตาออกนอกหน้าต่าง สวนมะเกลือของชาวบ้านแผ่คลุมพื้นที่นี้ ลมแรงพัดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา กระดาษแผ่นหนึ่งตรึงด้วยหมุดที่บอร์ดบนกำแพงหลุดปลิวลงมา ข้าพเจ้าลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้มลงหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา มันเป็นใบปลิวพิมพ์ข้อความว่า “ตื่นเถิดชาวไทย มาร่วมกันแสวงหาประชาธิปไตย”

ข้าพเจ้าเพ่งดูกระดาษแผ่นนั้น จำได้ว่ามันเป็นใบปลิวที่ข้าพเจ้าได้รับด้วยมือตัวเองในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายนปีที่แล้ว ข้าพเจ้าจำทุกภาพในวันนั้นได้ดี มิใช่เพราะมันเพิ่งผ่านไปได้เพียงปีเดียว แต่มันเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของข้าพเจ้า



เหตุการณ์ที่พลิกชะตาของชาวไทยทั้งประเทศเริ่มมีเค้าลางตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งมีงานสมโภชกรุงเทพฯครบหนึ่งร้อยห้าสิบปี วันนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จ ในเวลานั้น ข่าวลือเรื่อง พล.อ. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดชจะทำการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองหนาหู หลังจากที่พระองค์ทรงขัดแย้งกับจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพบก และทรงแพ้มติในที่ประชุมเสนาบดีสภาซึ่งไม่อนุมัติการขึ้นเงินเดือนทหาร พระองค์เจ้าบวรเดชจึงทรงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในกลางปี ๒๔๗๔ ใคร ๆ ก็เชื่อว่าพระองค์เจ้าบวรเดชจะทำการล้มล้างอำนาจเดิม แล้วการเปลี่ยนแปลงของแผ่นดินก็เกิดขึ้นจริง ๆ แต่มิได้เกิดจากพระองค์เจ้าบวรเดช

ดาวหางที่ปรากฏเหนือฟ้าพระนครเมื่อต้นปี ๒๔๗๕ โหรทำนายว่าโรคห่าจะกินเมือง ข้าวยากหมากแพง ตามด้วยข่าวลือว่าชาวบ้านเชิงสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์เห็นผู้เฒ่าหนวดเคราขาวคนหนึ่งเดินถือไม้เท้าขึ้นสะพานข้ามจากฝั่งพระนครถึงฝั่งธนบุรีแล้วหายวับไป บ้างว่าเป็นดวงพระวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เป็นลางว่าราชวงศ์จักรีอาจสิ้นสุดในวาระครบหนึ่งร้อยห้าสิบปี

รอยต่อของคืนวันที่ ๒๓ มิถุนายนกับเช้าวันที่ ๒๔ มิถุนายน ฝนตกหนักจนพระนครชุ่มฉ่ำไปทั้งเมือง ฝนซาเม็ดยามรุ่งเช้า ท้องฟ้าแจ่มใส เช้านั้นรถยนต์คันหนึ่งแล่นผ่านบ้านของข้าพเจ้า บนรถติดป้ายผ้าเขียนด้วยลายมือว่า ‘คณะราษฎร’ และ ‘ประชาธิปไตย’ ชายหนุ่มบนรถประกาศผ่านโทรโข่ง “ชาวสยามตื่นได้แล้ว จงมาร่วมกันแสวงหาประชาธิปไตย ร่วมมือกับคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงประเทศของเราไปสู่แผ่นดินแห่งความหวัง สันติภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาค ด้วยประชาธิปไตย...”

ทหารหลายคนบนรถที่กำลังแล่นช้า ๆ แจกใบปลิวให้ชาวบ้านริมทาง ทหารหนุ่มผู้ใช้โทรโข่งประกาศต่อไป “พ่อแม่พี่น้องที่รัก วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติสยาม เรากำลังก้าวไปสู่ระบอบการปกครองใหม่ เช่นเดียวกับอารยประเทศที่เจริญ สยามจะทัดเทียมกับนานาชาติด้วยประชาธิปไตย...”

เสียงของเขากังวานและมีพลังโน้มน้าวใจ ข้าพเจ้าสะดุดหู จำเสียงนี้ได้ทันที ข้าพเจ้ารู้จักชายผู้นี้ดี เขาคือ ประจักษ์ เดชประจักษ์ เพื่อนเก่าของข้าพเจ้าเอง เขาสวมเครื่องแบบทหารยศร้อยตรี ทันใดนั้นรถยนต์คันนั้นหยุด ประจักษ์โบกมือทักทายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถามเขา “ทำอะไรนี่?”

นัยน์ตาของเขาฉายรอยยิ้ม

“แสงก็รู้ว่านี่คืออะไร มันเป็นความจริงแล้วในวันนี้ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสยามกำลังเกิดขึ้นนาทีนี้ แสงจะไปกับเราไหม?”

ข้าพเจ้าสั่นศีรษะ เขาจ้องตาข้าพเจ้าเขม็ง เอ่ยยิ้ม ๆ “แสง นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของคุณแล้วที่จะร่วมขบวนกับเรา”

ข้าพเจ้าสั่นศีรษะอีกครั้ง รถของเขาแล่นออกไป

ข้าพเจ้าได้ยินชาวบ้านมาออกันตามทาง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า “ตอนนี้มีทหารเยอะแยะไปรวมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า...”

ข้าพเจ้าตัดสินใจขี่จักรยานตามรถคันนั้นไป ตลอดทางเสียงประกาศกังวาน ชาวบ้านมาออกันมากขึ้น ไม่นานรถก็ไปจอดที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ข้าพเจ้าเห็นทหารจำนวนมากรวมกันอยู่ที่นั่น รถทหารหลายคันจอดอยู่และอีกหลายคันทยอยเข้ามาสมทบ แม้ว่าข้าพเจ้ารู้ระแคะระคายมาก่อนว่าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ไม่นึกว่ามันจะเกิดขึ้นในวันนี้

รถทหารอีกหลายคันแล่นเข้ามาจอด เหล่าทหารกระโดดลงมาจากรถ จำนวนมากเป็นนักเรียนนายร้อย เตรียมเข้าแถวที่ลาน นายทหารผู้บังคับหน่วยร้องบอกลูกน้อง “ไม่ต้องเข้าแถว กระจายตัวคละกับหน่วยอื่น ๆ และชาวบ้าน”

เหล่าทหารกระจายตัวกันตามคำสั่ง ชาวบ้านมามุงดูกันมากขึ้น คนบนรถแจกใบปลิวให้ชาวบ้าน เพื่อนของข้าพเจ้าประกาศต่อไปว่า “ขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลอย่าขัดขวางคณะราษฎร หากท่านช่วยคณะราษฎรนี้ก็เท่ากับช่วยประเทศและช่วยตัวท่าน บุตร หลาน เหลน ของท่าน ทุกคนจะมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาส...”

เสียงของเขาถูกกลบด้วยเสียงร้องไชโยของทหารและประชาชนที่ชุมนุม เป็นระยะ กึกก้องราวแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น



ประชาธิปไตยแห่งประเทศสยามลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ใช้เวลาทำคลอดเพียงสามชั่วโมงก็สำเร็จเรียบร้อยโดยไม่เสียเลือดเนื้อ การทำคลอดมีสามขั้นตอนคือ หนึ่ง จับเจ้านายชั้นสูงและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งเป็นตัวประกัน สอง ยึดสถานที่สำคัญ สาม ระดมทหารจากหน่วยต่าง ๆ มารวมกันให้มากที่สุด ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อแสดงว่าเป็นเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แล้วสรุปว่าเรามีประชาธิปไตยแล้วเช่นนานาอารยชาติ

ก่อนหน้าวันนั้น ในบรรดาชาวไทยทั้งประเทศสิบสองล้านคน ข้าราชการสามหมื่นคน ส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ มาก่อน คนจำนวนมากเข้าใจว่ามันเป็นชื่อคน มันมาหาเราถึงที่บ้าน ราวกับว่าอยู่ดี ๆ ก็มีนกกระสาคาบทารกชื่อ ประชา นามสกุล ธิปไตย มาวางไว้ที่หน้าประตู เราอ้าแขนต้อนรับเขาทั้งที่ยังไม่ทันเตรียมขวดนมและเปล เขาเป็นทารกที่คลอดก่อนกำหนด ไม่มีใครรู้ว่าเด็กชายประชาคนนี้จะประสบโรคภัยไข้เจ็บในวัยเด็กหรือไม่ จะเติบใหญ่เป็นคนดีหรือไม่ ในเมื่อเขาเกิดมาแล้ว เราก็ต้องเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุด

ข้าพเจ้านึกถึงคำที่สนทนากับประจักษ์เมื่อหลายปีก่อนที่ปารีส ในสถานการณ์บ้านเมืองและสภาพไม่พร้อมของประชาชนอย่างนี้ ข้าพเจ้าไม่นึกว่าพวกเขาจะทำงานนี้สำเร็จ ข้าพเจ้ารู้ในเวลาต่อมาว่าพวกเขาตั้งใจก่อการในวันที่ ๑๙ มิถุนายน แต่เนื่องจากเจ้าฟ้าฯกรมพระนครสวรรค์วรพินิตไม่ได้ประทับอยู่ในเมืองหลวง เนื่องจากเสด็จทางเรือไปต่างจังหวัด จึงเลื่อนวันก่อการเป็นพฤหัสบดีที่ ๒๓ วันนั้นข้าราชการทุกกระทรวงอยู่ประจำหน่วย แต่ทหารเรือยังไม่กลับจากการซ้อมรบที่ต่างจังหวัด จึงเลื่อนไปอีกหนึ่งวัน และยืนยันว่าจะไม่เลื่อนอีกแล้ว เพราะมีโอกาสสูงที่ความจะแตก

ข้าพเจ้าติดใบปลิวแผ่นนั้นบนบอร์ดตามเดิม บนบอร์ดติดข่าวหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ที่ถูกตัดมา ทั้งหมดเป็นข่าวการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ และข่าวการเมืองสำคัญในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ภาพในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ไม่คมชัดนัก แต่ข้าพเจ้าเห็นภาพเหล่านั้นแจ่มชัดในมโนทัศน์ ภาพชาวบ้านจำนวนหนึ่งมุงดูเหตุการณ์, ภาพทหารคณะราษฎรบุกไปยึดสถานที่สำคัญ เช่น วังบางขุนพรหม, ภาพรัชกาลที่ ๗ พระราชทานรัฐธรรมนูญชั่วคราว

ในสายตาของข้าพเจ้า ไม่ว่าคำสัญญามอบความหวัง สันติภาพ เสรีภาพ ความเสมอภาคแก่ประชาชนจะจริงใจเพียงใด สาระของมันก็เป็นเพียงการช่วงชิงอำนาจจากพระมหากษัตริย์สู่มือของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ประชาชนไม่มีทางเลือก จำต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงนี้โดยดุษณี แต่หัวใจของเสรีชนบอกว่าข้าพเจ้ามีสองทางเลือก ทางหนึ่งคืออยู่เฉย ๆ ยอมรับชะตากรรมของแผ่นดิน อีกทางหนึ่งคือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้

ข้าพเจ้าเลือกทางสายที่สอง

ข้าพเจ้ามิใช่ผู้เดียวที่มีความคิดเห็นเช่นนี้ ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ สยามก็เข้าสู่วังวนของการต่อสู้ทางการเมือง รัฐประหารครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๗๖ พระยาพหลพลพยุหเสนายึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา แล้วขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สอง สถานการณ์การเมืองเริ่มอึมครึมเหมือนฟ้าก่อนพายุใหญ่

 

(คัดจากบทที่ ๑ นวนิยาย น้ำเงินแท้)

ส่งต่อให้เพื่อน :  
 
 
 
ความเห็นที่ 1
sharing 25-06-2017 06:33

อ่านหนังสือเล่มนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา ตอนบินกลับมาอเมริกา

อ่านหลังจากออกจากประเทศไทย เป็นอีกอารมณ์ของการรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำหรับตัวเองคิดว่าเป็นหนังสือที่รวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนำมาผูกเข้าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ได้อย่างแนบเนียน

ชอบมาก ยังจำความรู้สึกตอนที่อ่านได้ดี ขอขอบคุณอีกครั้ง

สำหรับหนังสือที่มีคุณค่าอีกเล่มที่ทุ่มเทเวลาเขียนให้ผู้อ่านที่ไม่มีโอกาสรู้เห็นเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง และมุมมองอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยเรา

 
 
 
แสดงความเห็น
 
 
Email
 
Password
 
 
    
 
หนอนในตะกร้า (รวมบทความทั้งหมด)
 
แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ ด.ช. ประชา ธิปไตย อายุ ๘๕
เก่งเป็นคนละเรื่องกับประสบความสำเร็จ
ภาพลวงตาในองค์กร
# ขวานหิน
จากไปอย่างสวยงาม
เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
รถไฟสายน้ำตา
สัญญาณจากสวรรค์
ฟีนิกซ์
Hunter-gatherer
ยืดเรื่อง
ของเล่น
“คนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด”
จดหมายถึงเพื่อนต่างดาว ตอน : มิจฉาทิฐิ
เกย์คืออาชญากรรม!
วงจร
sidekick
กบเหลา
pH
สิงโตภูเขากับฉลาม
อาคารที่สำคัญที่สุดในโลก
บัญชี-วิต
อาชีพสุดท้าย
มักง่าย
ปลาตรงต่อเวลากว่าคน
หนึ่งชั่วโมง
A-D
เส้นสายลายชีวิต
สิ่งที่ดีสำหรับเรา
ถ่ายรูปชีวิต
ติดดอย
ธาตุแท้
ปากหนัก
คนบ้างาน
สัญชาติ : Minimalist
ราโชวาท
คนไทยทั้งปวง
หยดน้ำใสหนึ่งหยด สองหยด สามหยด...
Bad Bad Boss
ยืมหัว
ผู้ปิดบอลหลังพระ
คนมองเห็นอนาคต
แมวดำแมวขาว
เรื่องของนาจัต
เหนือเส้นชัย
ทลายกำแพง
ผ่าตัดรักษาวิสัยทัศน์
ปล่อยนะ
ข่มขืน = ประหาร?
เข็นลูกขึ้นภูเขา