จดหมายถึงเพื่อนต่างดาว ตอน : มิจฉาทิฐิ 

จดหมายถึงเพื่อนต่างดาว ตอน : มิจฉาทิฐิ


(หมายเหตุ : จดหมายฉบับนี้ยาวมาก ไม่สามารถจะย่อสั้นกว่านี้โดยไม่เสียความ ถ้าจะอ่านก็ควรอ่านทุกบรรทัด ถ้าจะส่งต่อ ช่วยส่งต่อทั้งฉบับ อย่าตัดตอนไป เพราะอาจทำให้เข้าใจเนื้อหาผิดเพี้ยนได้)


เพื่อนต่างดาวที่รัก

ในโลกของผมมีปรัชญาสายหนึ่งเรียกว่า เซน อาจารย์นิยมสอนศิษย์ด้วยนิทาน ผมก็ชอบอ่านนิทานเหล่านี้ แม้ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรนัก

นิทานเซนเรื่องที่ผมกำลังจะเล่าให้คุณฟังฝังในหัวผมมานานปีแล้ว น่าจะเป็นเรื่องเซนที่เข้าใจง่ายที่สุด แต่ปฏิบัติยากที่สุด

ครั้งหนึ่งอาจารย์คนหนึ่งเดินทางไปขอคำแนะนำเรื่องเซนจาก นันอิน อาจารย์เซนผู้มีชื่อเสียงมาก อาจารย์นันอินก็ชวนแขกไปสนทนาธรรมกันในห้องดื่มชา

อาจารย์นันอินอธิบายเรื่องเซนให้อาจารย์คนนั้นฟัง แต่ไม่ว่าพูดอย่างไร ผู้มาเยือนก็แย้งกลับเสมอ ไม่เปิดรับความคิดใหม่เลย อาจารย์นันอินก็ไม่พูดอะไร เมื่อถึงเวลารินชา ก็รินชาใส่ถ้วยของแขกผู้นั้นจนน้ำชาล้นถ้วย แต่ก็ยังคงรินต่อไปจนนองโต๊ะ

อาจารย์ผู้มาเยือนทนไม่ไหว กล่าวว่า “ชาล้นถ้วยแล้ว ไม่มีอะไรที่เข้าไปได้อีก”

อาจารย์นันอินกล่าวยิ้มๆ ว่า “ใจของท่านก็เต็มไปด้วยหลักการต่าง ๆ อาตมาจะแสดงหลักเซนให้ท่านรู้ได้อย่างไรเล่า หากท่านไม่ทำ ‘ถ้วย’ ของท่านให้ว่างลงก่อน”

ผมเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังก็เพราะผมรู้สึกว่าช่วงหลายปีนี้ ผมไม่มีความสามารถอธิบายเรื่องพุทธศาสนาในมุมมองของวิทยาศาสตร์และจักรวาลวิทยาให้ใครเข้าใจได้ ทุกครั้งที่เอ่ยคำว่า ‘วิทยาศาสตร์’ ดูเหมือนมีแรงสะท้อนกลับทันที พอพูดต่อถึงคำว่า ‘จักรวาลวิทยา’ ก็มักทำให้คนฟังใบ้รับประทาน!

แม้ผมบอกว่าวิทยาศาสตร์คือกระบวนการค้นหาความจริง ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไร ก็ไม่มีใครฟัง!

ถ้าเราอยากรู้ว่านาย ก. นาย ข. มีน้ำหนักตัวเท่าไร เราสามารถคาดประมาณด้วยตา บอกว่า นาย ก. หนัก 75 กก. นาย ข. หนัก 62 กก. แต่มันอาจไม่ใช่ความจริง จนกระทั่งเราใช้เครื่องมือชิ้นหนึ่งที่สามารถวัดน้ำหนักได้แม่นยำขึ้น เราจึงสามารถบอกได้ว่า นาย ก. หนัก 78.4 กก. นาย ข. หนัก 66.5 กก.

กระบวนการวัดนี้ก็คือวิทยาศาสตร์

แน่ละ เครื่องมือที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์นี้อาจยังไม่สามารถวัดความจริงสูงสุดได้ น้ำหนักตัวของนาย ก. ตามความจริงสูงสุดอาจจะเป็น 78.432548136974512 กก. แต่อย่างน้อยด้วยเครื่องมือนี้ เราก็พอรู้ว่าเราไม่ได้หลงทางโดยสิ้นเชิง

ที่ผมคิดว่าบางคนปฏิเสธคำว่า ‘วิทยาศาสตร์’ เพราะพวกเขาเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสมัยใหม่ มาทีหลังศาสนาพุทธสองพันห้าร้อยกว่าปี เป็นเรื่องของโลกตะวันตกซึ่งไม่ค่อยรู้เรื่องจิตวิญญาณตะวันออก วิทยาศาสตร์มีภาพของห้องแล็บ ยานอวกาศ เทคโนโลยีที่ทำให้โลกเป็นวัตถุนิยม อะไรเทือกนั้น จึงดูไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ

แต่ที่แปลกก็คือ ไม่ว่ามีการค้นพบอะไรใหม่ๆ ในวงการวิทยาศาสตร์ ก็จะมีคนโยงว่า พระพุทธองค์ทรงค้นพบมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะตอม ควาร์ก นิวตริโน ฮิกซ์โบซอน มิติ การเหลื่อมของเวลา ฯลฯ มันทำให้นึกถึงกรณีของนอสตราดามุสซึ่งคนรุ่นหลังพยายามโยงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเข้ากับเรื่องเขาเขียนเมื่อหลายร้อยปีก่อน

ผมไม่มีปัญหาอะไรแม้แต่น้อยหากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบเรื่องอะตอม ควาร์ก นิวตริโน ฮิกซ์โบซอน มาก่อนใคร แต่ผมเห็นว่ามันควรมาจากหลักฐานมากกว่าความเชื่อล้วนๆ ผมนับถือว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นอัจฉริยะ แต่ไม่อาจเชื่อว่าพระองค์เป็นอำนาจเหนือธรรมชาติ มิเพียงเพราะมันสวนทางกับหลักพุทธ แต่พระองค์เองก็ทรงปฏิเสธอำนาจเหนือธรรมชาติ

มาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจอยากเคาะหัวผม หาว่าผมกำลังจะลดเกรดศาสนาพุทธลง เพราะมันเข้าข่ายเรื่องที่ไม่ควรแตะ บ้างว่ามันเป็นอจินไตย วิทยาศาสตร์ไม่สามารถเข้าใจเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างนี้ได้ มันอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์สามัญ และ “คุณอ่านพระไตรปิฎกหรือเปล่า?” ฯลฯ

ในสังคมของผม เราใช้คำว่า ‘มิจฉาทิฐิ’ กับพวกที่ไม่รู้จริงแต่บอกว่ารู้ โง่และดื้อด้าน เป็นคนตาบอดที่พยายามชี้ทางให้คนอื่น

ถ้าเรื่องเห็นได้ชัดเจนอย่างนั้นก็คงง่าย แต่ปัญหาของการถกเรื่องพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์คือมันไม่ชัดเจนว่าฝ่ายใดถูกจริงๆ อาจเป็นไปได้ว่าทั้งสองฝ่ายเป็นคนตาบอดคลำช้าง

ถ้าเราถกกันด้วยความเชื่อ ก็ไม่มีทางหาข้อสรุป

โชคดีที่ผมเกิดใน พ.ศ. นี้ ถ้าเกิดในสมัยหลายร้อยปีก่อน ในสังคมตะวันตก อาจถูกเผาตายทั้งเป็นอย่าง จิิออร์ดาโน บรูโน ที่เสนอแนวคิดซึ่งไม่เข้าหูคริสตจักร หรือถูกขังจนตายอย่างกาลิเลโอ โทษฐานที่มองผ่านกล้องโทรทรรศน์แล้วบอกว่าโลกไม่ได้เป็นอย่างที่คัมภีร์ไบเบิลบอก (376 ปีต่อมา คริสตจักรก็ออกมาขอโทษ)

แน่นอน ผมคิดเสมอว่าผมอาจเป็นมิจฉาทิฐิ แต่ถ้าเป็นก็เป็นเพราะรู้ไม่พอ ไม่ใช่เพราะความพยายามจะหาทางเรียนรู้

น้อยคนรู้ว่าแม้ผมจะประกาศว่าผมไม่มีศาสนาหรือไม่สังกัด ‘ค่ายเพลง’ ใด แต่ความจริงคือผมใช้หลักพุทธในการดำเนินชีวิตมาตลอดชีวิต การที่ไม่บอกว่าตัวเองเป็นพุทธศาสนิกชนก็เพราะไม่ได้เชื่อทุกเรื่องหรือปฏิบัติตามทุกข้อของหลักพุทธ และผมใช้หลักของศาสนาของค่ายเพลงอื่นด้วย แต่ในหัวใจผมรู้ว่าพุทธเป็นศาสนาของผม และมองไม่เห็นจริงๆ ว่า การพิสูจน์ว่าทองในมือเป็นของแท้โดยใช้ไฟเป็นเรื่องไม่ถูกไม่ควรอย่างไร

ปราศจากไฟของความรู้ เราจะทดสอบว่าทองแท่งหนึ่งเป็นของแท้ได้อย่างไร?

ประเด็นของเรื่องนี้มิได้อยู่ที่เรื่องศาสนา หรือใครถูกใครผิด หรือใครเป็นมิจฉาทิฐิ หากคือทัศนคติในการเรียนรู้และการค้นหาความจริงว่าเราเปิดกว้างแค่ไหน ถ้าเราไม่สามารถตั้งคำถามได้ทุกเรื่อง โลกก็หยุดหมุน

แต่เราจะเริ่มต้นคุยกันได้อย่างไรหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ทำถ้วยชาให้ว่างลงก่อน

ประเด็นไม่ใช่ว่าชาใหม่ดีกว่าชาเก่า ประเด็นคือโอกาสในการหาข้อมูลใหม่ ชาใหม่อาจมีรสชาติเลวร้ายมาก และเป็นพิษด้วยซ้ำ แต่ก็อาจเป็นสมุนไพรปลุกประสาทหรือทำให้สดชื่นขึ้น ตาสว่างก็ได้ เราไม่รู้ จนกว่าจะลอง แล้ววิเคราะห์ และทดสอบ

เพื่อนต่างดาวที่รัก ในโลกของผมมันยากมากที่จะเปลี่ยนทัศนคติเรื่องศาสนาของคน เพราะเมื่อความเชื่อฝังเข้าไปลึก ยากมากที่จะเปลี่ยนต่อให้ยกหลักฐานมาวางตรงหน้า และต่อให้ผู้ที่บอกให้พวกเขา ‘เทชาเก่าออก’ ก็คือพระพุทธเจ้าเอง!




เมื่อสองพันหกร้อยปีก่อน พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ชาวกาลามะ แคว้นโกศล สอนไม่ให้เชื่ออย่างงมงายโดยไม่ตรึกตรองด้วยปัญญา (Skepticism) ธรรมนั้นต่อมาเรียก กาลามสูตร มีสิบประการคือ อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามๆ กันมา ด้วยการถือสืบๆ กันมา ด้วยการเล่าลือ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ เพราะเดาว่าเป็นเหตุผลกัน เพราะการอนุมานคาดคะเน ด้วยการเดาจากอาการที่เห็น เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว เพราะผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

ถ้านี่มิใช่หลักการของวิทยาศาสตร์แล้ว มันคืออะไร?

ถ้ากาลามสูตรจากพระโอษฐอนุญาตให้เราสงสัยและตั้งคำถาม ทำไมเราจึงไม่ยอมเปิดใจสักนิดเล่า? เรากลัวอะไร?

นานมาแล้วมนุษย์ยุคหินเห็นฟ้าผ่า แล้วสรุปว่ามันเป็นอำนาจของสิ่งเหนือธรรมชาติ ถ้ามนุษย์หินคนหนึ่งบอกเพื่อนว่า บางทีฟ้าผ่าอาจเกิดจากพลังบางอย่างบนท้องฟ้า เพื่อนๆ อาจบอกว่า “เอ็งกำลังลบหลู่เทพแห่งฟ้า นี่ไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์จะเข้าใจ เพราะมันอยู่เหนือกงการของมนุษย์ เวลาเจอฟ้าผ่า ก็กราบไหว้ต่อไป เข้าใจไหม?”

และนี่ก็คือวิธีคิดที่ทำให้ จิิออร์ดาโน บรูโน ถูกเผาตายทั้งเป็น

ดูเหมือนว่าผ่านมาหลายร้อยปี เรายังนิยมชี้นิ้วแบบนี้อยู่

สมัยผมเป็นเด็ก เราเรียนหนังสือโดยการท่องจำ ไม่ต้องถามอะไร สมองมีหน้าที่เก็บข้อมูล ไม่ใช่คิด นี่เป็นจุดบอดของการเรียนรู้ของเรา เพราะเราไม่ยอมรับกระบวนการค้นหาความจริง

สังคมแบบท่องจำนี่เองที่ทำให้เราไม่ต้องการข้อพิสูจน์ต่อความเชื่อใดๆ
 

คาร์ล เซเกน กล่าวในบทสัมภาษณ์กับ ชาร์ลี โรส ในปี 1996 ว่า “ใครอ่อนน้อมถ่อมตนกว่ากัน ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ผู้มองดูจักรวาลด้วยใจเปิดกว้างและยอมรับอะไรก็ตามที่มันสอน กับคนที่บอกว่าทุกอย่างในคัมภีร์นี้คือความจริงสูงสุด และไม่ต้องสนใจว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมวลมนุษยชาติอาจจะผิด”

หากเจ้าชายสิทธัตถะทรงเชื่อประโยค “เรื่องบางเรื่องไม่ใช่กงการของมนุษย์ที่จะรู้” ป่านนี้เราก็ยังไม่มีศาสนาพุทธอันเลอค่า และหากมนุษย์ทุกคนบนโลกเชื่ออย่างนี้ ตอนนี้เราก็ยังคงตีกลองเคาะฆ้องทุกครั้งที่ราหูอมจันทร์

ครั้งหนึ่ง คาร์ล เซเกน ถามทะไลลามะองค์ปัจจุบันว่า “จะเกิดอะไรขึ้น หากหลักการความเชื่อของท่านถูกลบล้างด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์?”

องค์ทะไลลามะตอบโดยไม่ลังเลว่า “งั้นพุทธศาสนาทิเบตก็คงต้องเปลี่ยนแปลง”

“แม้ว่าเป็นหลักใหญ่ อย่างเช่นการเวียนว่ายตายเกิดงั้นหรือ?”

“ใช่”

เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ใจกว้างทีเดียว

ประเด็นของบทสนทนานี้ไม่ได้เถียงกันที่ว่าการเวียนว่ายตายเกิดจริงหรือไม่จริง แต่อยู่ที่ว่าเราจะคุยเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร อย่างปราชญ์กับปราชญ์คุยกัน

เซเกนซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์แท้ๆ และทะไลลามะผู้เป็นผู้นำศาสนาแท้ๆ เห็นพ้องกันว่า ศาสนาที่แข็งแรงไม่มีอะไรที่ต้องกังวลเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

นักคิดนักเขียน อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก กล่าวว่า “ความเชื่อศรัทธาที่ไม่สามารถอยู่รอดการทดสอบด้วยความจริง ไม่มีค่าควรให้คิดถึง”

มาถึงวันนี้ เราเห็นตัวอย่างความเชื่อมากมายที่ถูกล้มล้างไปแล้ว เช่น ฟ้าผ่าเกิดจากเทพ ราหูเกิดจากเทพ ฯลฯ และตอนนี้มีใครที่แคร์ว่าความเชื่อดังกล่าวถูกลบล้างไป นอกจากเหลือบศาสนาที่หากินกับการขายสินค้าบูชาราหู?




ตอนที่ผมเป็นเด็ก มองดูก้อนเมฆ สิ่งรอบตัว ผมก็ตั้งคำถามยากๆ แล้ว เรามาจากไหน เรามาทำอะไรที่นี่ ผมมองเห็นได้อย่างไร ทำไมมันเป็นภาพอย่างที่เห็น ทำไมผมมีประสาทสัมผัส ทำไมโลกเป็นอย่างนี้ ฯลฯ

โชคดีที่ผมเก็บคำถามทั้งหมดเงียบไว้ในใจ ขืนถามออกไปคงโดนเขกหัวแน่นอน

ดังนั้นคุณลองนึกภาพดูว่า เมื่อผมค้นพบวิชาดาราศาสตร์และจักรวาลวิทยา ผมจะตื่นเต้นขนาดไหน ผมเริ่มมองเห็นภาพชัดขึ้นว่าทุกศาสตร์ในโลกเกี่ยวพันกัน เรื่องเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ดวงดาว โครงสร้างมนุษย์ สัตว์ พืช ฯลฯ ทุกอย่างเกี่ยวกันหมด ดังที่ไอน์สไตน์กล่าวว่า “ทุกศาสนา ศิลปะ และวิทยาศาสตร์เป็นกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ต้นเดียวกัน”

เป็นครั้งแรกนอกรั้วโรงเรียนที่ผมเพิ่งเห็นว่ามนุษย์เป็นเพียงธุลีในจักรวาล เราไม่มีความสำคัญอะไรเลยอย่างที่ผมได้รับการสั่งสอนมา คำว่า สัตว์ประเสริฐอะไรนั่นไร้สาระทั้งนั้น เป็นมายาที่เราสร้างขึ้นมาหลอกเราเอง

เราเพิ่งเกิดเป็นมนุษย์หน้าตาอย่างนี้เมื่อสองแสนปีที่ผ่านมานี่เอง เทียบกับอายุของจักรวาลที่เรารู้ เราก็เพิ่งปรากฏตัวในวินาทีสุดท้ายของเดือนสุดท้ายของปีปฏิทินจักรวาล และเราสร้างศาสนาในเสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยววินาทีสุดท้าย

ภาพจักรวาลเผยให้เราเห็นว่าสรรพสิ่งดำเนินไปตามกฎอิทัปปัจจยตา สิ่งหนึ่งก่อให้เกิดอีกสิ่งหนึ่ง ไล่ไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ่งใดชี้ว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติที่กำหนดให้พุทธศาสนาต้องเกิดขึ้นมาในโลกเป็นกรณีพิเศษ

หากโลกไม่ได้บังเอิญมาอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า Goldilocks Zone* หากไดโนเสาร์ไม่สูญพันธุ์ไป เราก็ไม่ได้เป็นมนุษย์อย่างที่เราเป็นในตอนนี้ หากเราไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เรายืนสองขา ไม่ได้ประดิษฐ์เครื่องมือ เราก็ไม่ได้พัฒนาสมองอย่างที่เรามีในตอนนี้ หากเราไม่ได้รวมกลุ่มเป็นสัตว์สังคม เราก็จะไม่มีศาสนา มันไม่มีปาฏิหาริย์อะไร มันเกิดขึ้นมาตามลำดับของโลกและมนุษย์ ไม่มีอะไรพิสดาร มันคืออิทัปปัจจยตาแห่งจักรวาล

เมื่อมองด้วย ‘กล้องโทรทรรศน์’ ชนิดนี้ ผมจึงไม่อาจเชื่อว่า ศาสดาองค์ใดในโลกเป็นเทวดา มาจากอำนาจเหนือธรรมชาติ

เมื่อยี่สิบปีก่อน ผมเขียนหนังสือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน เสนอความคิดว่าเราไม่มีทางเข้าใจความเป็นมนุษย์จริงๆ หากเราไม่มองชีวิตในสเกลใหญ่ระดับจักรวาล

แนวคิดของ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน มาจากการที่ผมเห็นว่าเรามักมองปัญหาสังคมในมุมเดียว มุมที่เราเคยชิน มุมมองของมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อฆาตกรฆ่าต่อเนื่องคนหนึ่งฆ่าคนตายไปหลายคน เราจะโทษว่าเขาโตมาในสภาพแวดล้อมไม่ดี คบเพื่อนไม่ดี พ่อแม่ทิ้งแต่เล็ก ขาดความอบอุ่น ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองที่เรามองโลก แต่เป็นไปได้ไหมที่เขาฆ่าคนตายเพราะโครงสร้างของเขากำหนดให้เขาเป็นอย่างนั้น พูดง่ายๆ คือยีนกำหนดการกระทำของเขา เขาเป็นผลลัพธ์ของวิวัฒนาการ ไม่ใช่สังคม

มุมมองนี้เมื่อยี่สิบปีก่อนยังไม่ได้พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเป็นราว แต่เวลานี้เมื่อเครื่องมือสแกนของเราพัฒนาดีขึ้น เราก็รู้ว่าโครงสร้างสมองของฆาตกรต่างจากคนธรรมดาจริง นี่มิได้บอกว่าฆาตกรทุกคนเป็นอย่างนี้ แค่ชี้ให้เห็นว่า การมองโลกด้วยสายตาของคนอย่างเดียวอาจไม่พอที่จะทำให้เรารู้ความจริง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของวิธีคิดแบบนี้ ยังมีอีกมากมายที่เมื่อเราเข้าใจหรือมองจากมุมของจักรวาล เราอาจจะเห็นต่างจากเดิม รวมทั้งเรื่องศาสนา





เอาละ ผมอยากจะชวนเล่นเกมทายปัญหาข้อหนึ่ง ผมจะบอกใบ้หลักการของศาสนาหนึ่ง แล้วให้ทายว่ามันคือศาสนาอะไร

นี่คือศาสนาแรกที่พูดถึงเรื่องทุกข์และทางดับทุกข์ การดับทุกข์คือการตัดตัณหาออกไป ดำเนินชีวิตโดยใช้หลักอหิงสา ไม่ทำร้ายใคร ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ปฏิเสธอำนาจเหนือธรรมชาติ ปฏิเสธชนชั้นวรรณะ ปฏิเสธการเคารพรูปปั้น หลักศาสนานี้สอนว่า ทางพ้นทุกข์คือการปฏิบัติชอบ ไม่ใช่การอ้อนวอนเทพ ศาสดาของศาสนานี้เป็นชาวอินเดีย ประสูติในตระกูลสูงศักดิ์ ตอนประสูติโหรทำนายว่าจะได้เป็นจักรพรรดิหรือศาสดาเหมือนกัน ทรงศึกษาวิชาต่าง ๆ ทั้งศาสตร์และศิลป์ แต่ทรงเลือกทางสายนักบวช และให้กำเนิดศาสนานี้

คำถาม : นี่คือศาสนาอะไร?

หากใครตอบว่าพุทธ ก็คือผิดครับ คำตอบคือศาสนาเชน (Jainism)

ศาสนาเชนเก่าแก่กว่าศาสนาพุทธ ศาสดาของศาสนานี้คือมหาวีระ เป็นชาวอินเดีย เมื่อพระชนมายุสามสิบพรรษา มหาวีระเสด็จออกจากวังไป เปลี่ยนสถานะเป็นสามัญชน มุ่งหาทางหลุดพ้น ในช่วงนั้นไม่พูดจากับใครเลยสักคำเดียว ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่สิบสองปี ไม่พูดจากับใคร ในที่สุดก็เข้าใจหลักธรรม จึงเริ่มเผยแผ่ธรรมของตน

องค์ประกอบหลายเรื่องของศาสนาพุทธคล้ายกับศาสนาเชนมาก โดยส่วนตัวผมเห็นว่าพุทธลึกซึ้งกว่า พัฒนาไปไกลกว่า เรื่องนี้บอกเราว่าศาสนาก็มีวิวัฒนาการ เช่นที่ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามวิวัฒนาการมาจากศาสนายิว เซนวิวัฒนาการมาจากศาสนาพุทธ

ทีนี้ลองมองไปในอนาคตกาล วันหนึ่งเมื่อเราพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีถึงจุดหนึ่ง เราจะสามารถใช้วิชาพันธุกรรมศาสตร์ นาโนเทคโนโลยี ฯลฯ เปลี่ยนมนุษย์ให้ ‘สมบูรณ์แบบ’ อาจจะใกล้เคียงความเป็นอมตะ เราทำได้แม้กระทั่งเปลี่ยนยีนของเราให้ทุกคนเป็นคนดี หรือกระทั่งไร้ร่างกาย ถึงเวลานั้น บทบาทของศาสนาก็จะเปลี่ยนไปจากวันนี้อาจโดยสิ้นเชิง อาจถึงจุดที่ศาสนาไม่จำเป็นอีกต่อไป นี่ไม่ใช่ประเด็นถูกหรือผิด แต่มันเป็นวิถีทางเลื่อนไหลของโลกอย่างนั้นเอง

ความงดงามของวิวัฒนาการคือมันตรงกับหลักอนิจจังของพุทธ

เราจะรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไรถ้าเราปิดล้อมตัวเองด้วยกำแพงความเชื่อว่าศาสนาของเราแตะต้องไม่ได้ เราจะรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไรถ้าไม่มองด้วยสเกลกว้างและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง?

และในยุคสมัยที่เหลือบศาสนาพากันยัดตะกั่วเข้าไปในทองแท้ของเรา ถ้าเราไม่ยอมให้ทดสอบ ตั้งคำถาม วันหนึ่งเราอาจตกใจใหญ่หลวงเมื่อพบว่าศาสนาของเราล้มลงแล้ว



(* Goldilocks Zone หมายถึงโซนที่ห่างจากดวงอาทิตย์พอเหมาะ ทำให้ดาวเคราะห์นั้นมีชีวิตได้ เพื่อที่จะได้น้ำบนผิวดาว ไม่ใกล้จนน้ำระเหยหมด ไม่ไกลจนเป็นน้ำแข็งหมด ไม่ได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์มากไป)

จาก มิจฉาทิฐิต่างดาว

วินทร์ เลียววาริณ

www.winbookclub.com

25 มีนาคม 2560

ส่งต่อให้เพื่อน :  
 
 
 
 
แสดงความเห็น
 
 
Email
 
Password
 
 
    
 
หนอนในตะกร้า (รวมบทความทั้งหมด)
 
จดหมายถึงเพื่อนต่างดาว ตอน : มิจฉาทิฐิ
เกย์คืออาชญากรรม!
วงจร
sidekick
กบเหลา
pH
สิงโตภูเขากับฉลาม
อาคารที่สำคัญที่สุดในโลก
บัญชี-วิต
อาชีพสุดท้าย
มักง่าย
ปลาตรงต่อเวลากว่าคน
หนึ่งชั่วโมง
A-D
เส้นสายลายชีวิต
สิ่งที่ดีสำหรับเรา
ถ่ายรูปชีวิต
ติดดอย
ธาตุแท้
ปากหนัก
คนบ้างาน
สัญชาติ : Minimalist
ราโชวาท
คนไทยทั้งปวง
หยดน้ำใสหนึ่งหยด สองหยด สามหยด...
Bad Bad Boss
ยืมหัว
ผู้ปิดบอลหลังพระ
คนมองเห็นอนาคต
แมวดำแมวขาว
เรื่องของนาจัต
เหนือเส้นชัย
ทลายกำแพง
ผ่าตัดรักษาวิสัยทัศน์
ปล่อยนะ
ข่มขืน = ประหาร?
เข็นลูกขึ้นภูเขา
กล้าทำกล้ารับ
1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
ชีวิตรุงรัง
ลูกค้าเล็ก
เขม่าที่เกาะหัว
เดินดุ่มๆ เข้าไป
ความลับของรหัส ฉ.
ข้ามช็อต
มูลค่าจริง
ตะกอนสีในหัวใจ
ปลูกวิญญาณในสวนแห่งจักรวาล
ทางที่ไม่ได้เดิน
พลังสำรอง