บทเรียนนอกตำรา 

"เวลา เดิน เธอต้องรู้จักสังเกตสิ่งรอบตัว ศัตรูอาจตามหลังมา เธออาจสังเกตเงาของคนที่ติดตามมาจากกระจกรถที่จอดตามทาง อาจก้มลงผูกเชือกรองเท้าเพื่อชำเลืองดูว่าศัตรูมากี่คน เวลานั่งในร้านกาแฟ อย่านั่งหันหลังให้หน้าร้าน เพราะไม่รู้ว่าศัตรูมาโผล่มาเมื่อไหร่ ให้นั่งในมุมมืดของร้าน จุดที่ศัตรูมองไม่เห็น แต่ระวังอย่านั่งพิงพนักจนสบายเกินไป เพราะจะทำให้ขยับร่างไม่ทันการยามศัตรูจู่โจม ในการต่อสู้กัน ถ้าศัตรูแทงเธอด้วยมีด ก็ตั้งสติ ปล่อยให้มีดของศัตรูแทงเข้ามาสุดสุด นี่... ใช้มือหักแบบนี้..."

ผู้พูดสาธิตท่าวิธีการปลดมีดจากมือศัตรู "...แล้วกระแทกแบบนี้ เท่านี้เองมันก็สิ้นฤทธิ์..."

ผู้พูดเล่าต่อไป "สำหรับเรื่องผู้หญิงนั้น ชายชาตรีอย่างเราต้องเชี่ยวชาญ..."

เขาบรรยายวิธีจัดการสตรีให้หลงรักและหลงใหล ด้วยลีลาทางเพศที่ 'เด็ดสะระตี่' ยิ่งนัก (สำนวนสมัยนั้น แปลเป็นสำนวนสมัยนี้ว่า 'เทพมั่กมั่ก') พวกเราอ้าปากค้าง ฟังอย่างตั้งใจ พวกเราคือนักเรียนชั้นมัธยมต้น ส่วนเขาคือครูสอนวิชาภาษาอังกฤษของเรา!

นานหลายปีหลังลาจากชีวิตโรงเรียนชั้นมัธยมต้น ผมก็เชื่อว่าครูของเรามิใช่สายลับ นักบู๊ หรือเสือผู้หญิงแต่อย่างไร แกคงอ่านนิยายสายลับมามากจนลืมไปว่าหน้าที่แกคือสอนวิชาภาษาอังกฤษ

ส่วนวิชาสุขศึกษาก็ดูเหมือนวิชาวาดเขียน เพราะครูวาดรูปเก่งมาก จึงสำแดงฝีมือวาดภาพประกอบการสอน ทำให้เราทึ่งฝีมือวาดภาพของครูมากกว่าเนื้อหาที่สอน

ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับวิชาที่เรียนเลย แต่ผมได้เรียนประสบการณ์ชีวิตซึ่งเด็กต่างจังหวัดไม่มีโอกาสที่จะเรียนรู้ เหล่านี้แม้จะนอกเรื่อง แต่กลับทำให้นักเรียนได้รู้ว่านอกห้องเรียน ยังมีโลกใบใหญ่ที่เราไม่รู้อีกมาก



ไอแซค อสิมอฟ เคยเล่าว่า ความสำเร็จในชีวิตของเขามิได้จากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียน หากมาจากการอ่านหนังสือจากห้องสมุดสาธารณะ เขาใช้เวลานอกห้องเรียนในห้องสมุด อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ความรู้กับจินตนาการบวกกับแรงหนุนจากการอ่านทำให้เขากลายเป็นนักเขียนนิยาย วิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก

ขงจื๊อกล่าวว่า "ไม่ว่าเจ้าจะคิดว่าเจ้ายุ่งเพียงใด เจ้าต้องหาเวลาอ่านหนังสือ มิเช่นนั้นจะพ่ายแพ้ต่อความโง่เขลาที่เจ้าเลือกเอง"

มาร์ก ทเวน นักเขียนชาวอเมริกัน กล่าวเป็นเรื่องขันว่า "ผมไม่เคยปล่อยให้โรงเรียนมาขัดขวางการศึกษาของผม"

เฮเลน เคลเลอร์ กล่าวว่า "มหาวิทยาลัยไม่ใช่สถานที่ที่จะไปหาความคิดใหม่ๆ"

ความรู้มิได้อยู่แต่ในตำราเรียน ปัญญามิได้เกิดมาจากการอบรมสั่งสอนของครูเท่านั้น เราเรียนรู้ได้จากทุกที่ จากทุกคน ไม่ใช่เฉพาะจากโรงเรียน สิ่งที่สำคัญกว่าความรู้ก็คือวิธีเรียนรู้ รู้จักหาหนังสือมาอ่าน แม้ออกจากโรงเรียนไปแล้วหรือได้รับปริญญามาสักกี่ใบก็ตาม

วันใดที่ใครคนหนึ่งเชื่อว่าตนรู้มากพอแล้วก็คือวันเริ่มต้นของความจบสิ้นของชีวิต เพราะสายน้ำแห่งความรู้นั้นไม่เคยหยุดไหล


วินทร์ เลียววาริณ

www.winbookclub.com

26 มิถุนายน 2553 

(บทความนี้เป็นหนึ่งในบทความที่ได้รวมพิมพ์เป็นเล่มในหนังสือเสริมกำลังใจเรื่อง สองปีกของความฝัน สั่งซื้อได้ที่ห้องผลงาน เหมาะเป็นของขวัญแก่คนที่รัก)


คมคำคนคม

Knowledge is of two kinds. We know a subject ourselves, or we know where we can find information on it.

ความรู้มีสองชนิด เรารู้วิชาหนึ่งด้วยตัวเอง หรือเรารู้ว่าจะหามันได้ที่ใด

Samuel Johnson
(1709 - 1784)

To acquire knowledge, one must study; but to acquire wisdom, one must observe.

เป็นเจ้าของความรู้โดยการเรียน เป็นเจ้าของปัญญาโดยการสังเกต

Marilyn vos Savant

ส่งต่อให้เพื่อน :  
 
 
 
 
แสดงความเห็น
 
 
Email
 
Password
 
 
    
 
หนอนในตะกร้า (รวมบทความทั้งหมด)
 
Hunter-gatherer
ยืดเรื่อง
ของเล่น
“คนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด”
จดหมายถึงเพื่อนต่างดาว ตอน : มิจฉาทิฐิ
เกย์คืออาชญากรรม!
วงจร
sidekick
กบเหลา
pH
สิงโตภูเขากับฉลาม
อาคารที่สำคัญที่สุดในโลก
บัญชี-วิต
อาชีพสุดท้าย
มักง่าย
ปลาตรงต่อเวลากว่าคน
หนึ่งชั่วโมง
A-D
เส้นสายลายชีวิต
สิ่งที่ดีสำหรับเรา
ถ่ายรูปชีวิต
ติดดอย
ธาตุแท้
ปากหนัก
คนบ้างาน
สัญชาติ : Minimalist
ราโชวาท
คนไทยทั้งปวง
หยดน้ำใสหนึ่งหยด สองหยด สามหยด...
Bad Bad Boss
ยืมหัว
ผู้ปิดบอลหลังพระ
คนมองเห็นอนาคต
แมวดำแมวขาว
เรื่องของนาจัต
เหนือเส้นชัย
ทลายกำแพง
ผ่าตัดรักษาวิสัยทัศน์
ปล่อยนะ
ข่มขืน = ประหาร?
เข็นลูกขึ้นภูเขา
กล้าทำกล้ารับ
1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
ชีวิตรุงรัง
ลูกค้าเล็ก
เขม่าที่เกาะหัว
เดินดุ่มๆ เข้าไป
ความลับของรหัส ฉ.
ข้ามช็อต
มูลค่าจริง