ดร. เจคเคิล กับ มิสเตอร์ไฮด์


นวนิยายขนาดสั้นเรื่อง Strange Case of Dr Jekyll and Mr Hyde ของ รอเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน ที่ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2429 เป็นเรื่องของหมอคนหนึ่งซึ่งมีสองตัวตน ตัวตนหนึ่งดี ตัวตนหนึ่งร้าย

โดยปกติ ดร. เจคเคิล เป็นหมอที่ดีมีเมตตา แต่เมื่อเขาดื่มยาพิเศษที่ปรุงขึ้นมาเอง ก็จะกลายเป็นมิสเตอร์ไฮด์ที่มีความโหดเหี้ยมไร้ความเมตตา สามารถกระทำเรื่องชั่วร้ายต่างๆ ได้

วลี Jekyll and Hyde จึงกลายเป็นสำนวน หมายถึงคนที่บางครั้งดีบางครั้งร้าย มีความแตกต่างทางศีลธรรมคนละข้างราวกับเป็นคนละคน

ในมุมมองของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ จิตของมนุษย์ทำงานโดยแบ่งเป็นจิตสำนึกกับจิตใต้สำนึก หากเราฝังความรู้สึกหรือสัญชาตญาณเลวร้ายเข้าไปหมกอยู่ในจิตใต้สำนึกนานๆ โดยที่เปลือกนอกพยายามทำตัวเป็นคนดี ก็จะสร้าง 'มิสเตอร์ไฮด์' ซ่อนอยู่ รอวันปะทุออกมา



ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษยชาติชี้ชัดว่า สงครามมักเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนจำนวนหนึ่งปลดปล่อย 'สัตว์ป่า' ออกมา เพราะรู้ว่าไม่มีกฎหมายลงโทษ ฆาตกรรมกับการข่มขืนสตรีจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกสงคราม เพราะผู้กระทำรู้ว่าสามารถแสดงออกตัวตน 'ด้านมืด' ออกมาอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวอะไร

เช่นกัน เมื่อเกิดภาวะจลาจลในบ้านเมือง จะปรากฏคนไม่น้อยออกไปเผารถยนต์ ทุบกระจกร้านค้า มิใช่เพราะต้องการแสดงจุดยืนทางการเมืองใดๆ แต่เห็นเป็นโอกาสที่จะได้เป็นอิสระจาก 'ดร. เจคเคิล' สักที หลังจากที่ถูกกดทับไว้ด้วยระบบศีลธรรมและกฎหมายมานานทั้งชีวิต

ในระดับที่เบากว่านั้น หลายคนฝ่าฝืนกฎจราจรเมื่อไม่มีตำรวจเฝ้าอยู่ วาดภาพเลอะเทอะบนกำแพงสาธารณะ และในยุคอินเทอร์เน็ต ระบายอารมณ์ด้วยถ้อยคำหยาบคายตามเว็บไซต์ต่างๆ

คนร้ายจำนวนไม่น้อยสารภาพว่าที่ทำเรื่องเลวร้ายไปเพียงเพราะพวกเขาทำได้หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดพ้นจากกฎเกณฑ์บังคับ ฝ่าฝืนกระแสเมื่อรู้ว่าฝ่าฝืนได้ ประหนึ่งเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อโรคในร่างก็เริงร่า

นี่เป็นเครื่องชี้ว่ามนุษย์เรามี 'มนุษย์มืด' ที่ฝังอยู่ภายใน 'มิสเตอร์ไฮด์' ของแต่ละคนมีระดับความแย่ต่างกันออกไป



ระบบศีลธรรม ค่านิยม วัฒนธรรม กฎเกณฑ์ทางสังคมต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่หลอมเหลา 'คน' 'ให้เป็น 'มนุษย์' ในรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ ขณะเดียวกันมันก็กดทับการใช้ความรุนแรงให้อยู่ในระเบียบ

มนุษย์โบราณใช้เวลาอย่างน้อยสองล้านปีเป็นนักล่า-นักเก็บอาหาร (hunter-gatherer) สืบทอดยีนนักล่าซึ่งเป็นเป็นเครื่องมือสำคัญในการเอาชีวิตรอดในป่า ขณะที่มนุษย์ปัจจุบันเพิ่งพ้นจากสภาพมนุษย์โบราณมาเพียงสองแสนปีเท่านั้น เราออกจากป่ามาสร้างชุมชนได้ไม่กี่หมื่นปี และสร้างอารยธรรมมาเพียงหมื่นปีนี่เอง ช่วงเวลาของวิวัฒนาการจากสัตว์ป่าเป็นสัตว์สังคมแค่ไม่กี่หมื่นปียาวไม่พอที่จะลบพันธุกรรมความรุนแรงที่พัฒนามานานหลายล้านปีออกไป

คนโบราณบอกว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็นเหมือนผ้าขาว แต่ใครจะรู้ เราอาจเกิดมาเป็นผ้าดำก็ได้ และพยายามซ่อนความดำภายในความขาว

สิ่งที่เราทำก็คือเก็บกวาดขยะบางส่วนออกไปจากบ้าน ที่เหลือก็ซุกไว้ใต้พรม

แต่เราไม่อาจโยนความผิดทั้งหมดไปที่ยีนนักล่า เพราะเราวิวัฒนาการมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดได้ แยกแยะได้ และมีศักยภาพที่จะมีเมตตา ที่สำคัญดูเหมือนเราไม่มีทางเลือกที่จะเชื่อว่า มนุษย์มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น

ทว่าการพัฒนาตัวเราไปสู่ด้านที่ดีขึ้นอย่าง 'ดร. เจคเคิล' ต้องไม่กระทำโดยการกดทับด้านไม่ดีของ 'มิสเตอร์ไฮด์' เราต้องรับรู้ความคงอยู่ของมิสเตอร์ไฮด์ และใช้ปัญญาแยกแยะจนเห็นว่า ชีวิตเรามีคุณค่ามากกว่าในรูปของดร. เจคเคิล หรืออย่างน้อยที่สุด เราก็ต้องสามารถควบคุมความประพฤติของมิสเตอร์ไฮด์ ไม่ใช่ด้วยคำสั่ง แต่ด้วยคำขอร้อง ไม่ใช่ด้วยศีลธรรมหรือกฎหมาย แต่ด้วยความเข้าใจ



มีคำกล่าวว่า คนเลวคือคนที่เมื่อต้องเลือกระหว่างความชั่วสองอย่าง จะเลือกเอาอย่างหนึ่ง

เราไม่จำเป็นต้องเลือกที่จะยืนในด้านมืดเพียงเพราะเรามีโอกาสทำเช่นนั้น หรือทำเช่นนั้นได้ เราไม่กระทำเรื่องแย่ๆ มิใช่เพราะต้องการบุญหรือชาติหน้าที่ดีขึ้น หรือจะได้ขึ้นสวรรค์ เราทำเรื่องดีๆ ก็เพราะเรามีค่าพอที่รับสิ่งดีๆ ในชีวิต ในชาตินี้ ในวันนี้

เมื่อคิดแบบนี้ เราก็จะเติมน้ำดีใส่หัวใจของตัวเองเสมอๆ เสมอต้นเสมอปลายกับตัวเอง ไม่หลอกตัวเอง ไม่สวมหน้ากากทำดีมีมารยาท หรือดัดจริตแต่อย่างไร เราไม่พูดจาไม่สุภาพกับคนอื่นเพราะมันคือการดูถูกตัวเองอย่างหนึ่ง เพราะเราเชื่อว่าตนเองมีค่า สมควรรับสิ่งดีๆ ในชีวิต เราจึงไม่เสพขยะ และไม่เอาขยะมาใส่ตัว

เพราะหากเรายังไม่อาจรักแม้แต่ตัวเอง ชีวิตทั้งชีวิตบนโลกนี้ซึ่งเป็นชีวิตหนึ่งเดียวที่เรามีก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นชีวิตที่ดี


วินทร์ เลียววาริณ
26 มิถุนายน 2552

คมคำคนคม

เมื่อชาวโลกทั้งหมดรู้จักความงามอย่างที่เป็นความงาม
ก็ปรากฏความน่าเกลียด
เมื่อชาวโลกทั้งหมดรู้จักความดีอย่างที่เป็นความดี
ก็ปรากฏความชั่ว...

เล่าจื๊อ
คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง
 
ฝึกภาษาอังกฤษจากขำขัน


Kids


TEACHER: Maria, go to the map and find North America.

MARIA: Here it is.

TEACHER: Correct. Now class, who discovered   America?

CLASS: Maria.

----------


TEACHER: John, why are you doing your math multiplication on the floor?

JOHN: You told me to do it without using tables.

----------


TEACHER: Glenn, how do you spell 'crocodile?'

GLENN: K-R-O-K-O-D-I-A-L'

TEACHER: No, that's wrong.

GLENN: Maybe it is wrong, but you  asked me how I spell it.

----------


TEACHER: Donald, what is the chemical formula for water? DONALD: H I J K L M N O.

TEACHER: What are you talking about?

DONALD: Yesterday you said it's H to O.

----------


TEACHER: Winnie, name one important thing we have today that we didn't have ten years ago.

WINNIE: Me!

---------- 


TEACHER: Glen, why do you always get so dirty?

GLEN: Well, I'm a lot closer to the ground than you are.  

----------


TEACHER: Millie, give me a sentence starting with 'I.'

MILLIE: I is..

TEACHER: No, Millie... Always say, 'I am.'

MILLIE: All right.  'I am the ninth letter of the alphabet.'

----------


TEACHER: George Washington not only chopped down his father's cherry tree, but also admitted it. Now, Louie, do you know why his father  didn't punish him?

LOUIS: Because George still had the axe in his hand.

    ----------  


TEACHER: Now,  Simon, tell me frankly, do you say prayers  before eating?

SIMON: No sir, I don't have to, my Mom is a good cook.

  ----------


TEACHER: Clyde, your composition on 'My Dog' is exactly the same as your brother's. Did you copy his?

CLYDE : No, sir. It's the same dog.

  ----------


TEACHER: Harold, what do you call a person who  keeps on talking when people are no longer interested?

HAROLD: A teacher