“แล้วไงล่ะ?”


ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553 ชายหนุ่มคนหนึ่งนาม หลิว เหว่ย สมัครเข้าประกวดคัดหาศิลปินเพลงในรายการ China’s Got Talent เขาแตกต่างจากคนอื่นมิใช่เพราะมีเรือนกายผอมบาง สวมแว่นตาขอบกระหนาซึ่งดูไม่เป็นศิลปินดนตรี แต่เก้าอี้ที่เขานั่งบรรเลงเปียโนสูงกว่าปกติมาก

หลิว เหว่ย ไม่มีแขนทั้งสองข้าง เขาเล่นดนตรีด้วยนิ้วเท้า!

ชายหนุ่มเล่นเพลงคลาสสิก Mariage D’amour ซึ่งเคยสร้างชื่อเสียงให้ Richard Clayderman มาแล้ว ด้วยนิ้วเท้าทั้งสิบที่ขยับไปมา โน้ตดนตรีหลั่งไหลออกจากเปียโนทีละตัว ต่อเนื่องแผ่วพลิ้วเป็นดนตรีเสียงสดใสกังวานท่ามกลางความคาดไม่ถึงของผู้ชม

หลิว เหว่ย เป็นชาวปักกิ่งวัยยี่สิบสาม เมื่ออายุสิบขวบ เขาเล่นซ่อนหากับเพื่อนๆ และเผลอถูกไฟฟ้าแรงสูงดูด เด็กชายนอนไม่รู้สึกตัวนานสี่สิบห้าวัน แต่ก็รอดชีวิตมาได้อย่างมหัศจรรย์แลกกับการสูญเสียแขนทั้งสองข้างไปอย่างถาวร

เด็กน้อยร้องไห้เสียใจ คนไม่มีแขนจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร บางคนถามเขาว่า “แล้วนี่จะกินข้าวยังไง?”

พลันเขาก็เข้าใจสัจธรรมว่า ชีวิตเป็นสิ่งเปราะบางยิ่ง เราทุกคนสามารถจากโลกไปได้ง่ายดายชั่วพลิกฝ่ามือ

พ่อแม่ของ หลิว เหว่ย บอกเขาว่า “ลูกต้องฝึกฝนการกินข้าวด้วยตัวเอง มิเช่นนั้นต่อไปเบื้องหน้า เมื่อพ่อแม่แก่แล้ว ใครจะดูแลลูก”

เมื่อนั้นเด็กพิการก็ได้สติ เข้าใจแล้วว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน

แม่ของเขาบอกว่า “ลูกก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่นเลย”

เมื่อคิดดูแล้ว ก็จริงอย่างที่แม่บอก ดูๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่น แค่ไม่มีสองแขนก็เท่านั้นเอง!

เมื่อปลงได้ เขาก็มองว่ามันเป็นชะตาชีวิตของเขา ป่วยการที่จะคร่ำครวญ เมื่อยอมรับความจริงได้ สติก็กลับคืนมา การไม่มีแขนไม่ใช่เรื่องทุกข์ระดับร้ายแรงอีกต่อไป เขาถามตัวเองว่า “แขนไม่อยู่แล้ว แล้วไงล่ะ?”

ตั้งแต่นั้นเขาก็ดำเนินชีวิตเยี่ยงคนปกติ เขาบอกว่า “ผมมีความสุขดีกับชีวิตที่มีสีสัน เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวอื่นๆ”

แม่ไม่เคยคาดหวังอะไรจากเขา ขอเพียงให้เขามีสุขภาพดีก็พอแล้ว แต่เขาอยากทำอะไรมากกว่านั้น อยากทำอะไรที่สำเร็จ

เขาฝันอยากเป็นโปรดิวเซอร์ดนตรีชั้นนำ

เป้าหมายเขาในวันนี้คืออยากได้ติดหนึ่งในสามอันดับแรกของการประกวด “เพื่อที่แม่จะได้มีอะไรพูดถึงลูกชายคนนี้กับคนอื่นบ้าง!”



โลกเรามีตัวอย่างคนสู้ชีวิตจำนวนมากมาย ผู้ที่ไม่ยอมถอยแม้จะพิการ คนตาบอด คนไร้แขน ไร้ขา กระทั่งคนที่ใกล้ตาย

กระนั้นคนส่วนมากก็มองว่า “ก็พวกนั้นเป็นคนพิเศษ เป็นคนที่มีกำลังใจเข้มแข็งผิดมนุษย์ ฉันเป็นคนธรรมดา จะทำอย่างนั้นได้ยังไง”

หรือ “ถ้าฉันต้องตกในสภาพตาบอด แขนขาดสองข้างอย่างนั้น ฉันขอตายดีกว่า”

แต่ตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องพิสูจน์ให้เราเห็นว่า การต่อสู้กับชีวิตไม่ใช่ความพิเศษแบบพรสวรรค์ ใครๆ ก็ทำได้หากจะทำจริงๆ

ลีนา มาเรีย คลิงวัลล์ ไม่มีแขน มีขาสมบูรณ์เพียงข้างเดียว เธอว่ายน้ำระดับทีมชาติ เย็บปักถักร้อย ขับรถ เล่นวอลลีย์บอล แม้กระทั่งทำอาหาร

ทนง โคตรชมภู ป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้อสลายจนแขนขาลีบใช้การไม่ได้ เขาใช้ปากวาดรูประดับมืออาชีพ

ฯลฯ

มันคล้ายเป็นโบนัสที่ธรรมชาติมอบให้เมื่อเราสูญเสียอวัยวะบางชิ้นไป ขอเพียงแต่ไม่อยู่เฉยๆ รอความตาย

คนเหล่านี้เลือกที่จะพูดว่า “แล้วไงล่ะ?” แทนที่จะเป็น “ไม่เอาแม่ งแล้วโว้ย! ตายดีกว่า”

ไปต่อหรือไม่ไปต่อขึ้นกับทัศนคติของเราเองว่าจะใช้เกียร์เดินหน้าหรือถอยหลัง

“แขนไม่อยู่แล้ว แล้วไงล่ะ?”

“นัยน์ตาเสียไปแล้ว แล้วไงล่ะ?”

“เท้าหายไปแล้ว แล้วไงล่ะ?”

“อีกสองเดือนก็ตายแล้ว แล้วไงล่ะ?”

‘แล้วไงล่ะ?’แปลว่าก ูยังคิดที่จะมีชีวิตอยู่! ขอเวลาก ูคิดหน่อย แต่จะเดินหน้าไปแน่โว้ย!



หลิว เหว่ย ใช้เกียร์เดินหน้า

ชายหนุ่มไร้แขนเล่นเพลงนั้นจนจบ ทุกคนตะลึง เพราะลำพังใช้นิ้วมือเล่นเปียโนก็ยากแสนยากแล้ว เขาทำได้อย่างไร?

เขาเริ่มฝึกเล่นเปียโนตอนอายุสิบเก้า การฝึกทรมานมาก เพราะเปียโนไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเท้า ครูที่สอนเขาก็เลิก บอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่เล่นเปียโนด้วยนิ้วเท้า

หลิว เหว่ย เล่าว่าแค่ฝันว่าจะเล่นเปียโนก็ถูกหัวเราะเยาะเสียแล้ว มิพัก ‘ลงเท้า’ เล่นจริงๆ การฝึกฝนทีแรกนั้นลำบากแสนสาหัส โชคดีที่เขาเป็นพวกที่เมื่ออยากทำอะไร ก็ทำให้มันจบให้เรียบร้อย

เขาบอกตัวเองว่าเขามีทางเลือกแค่สองทาง หนึ่งคือ คร่ำครวญและภาวนาให้ตายเร็วๆ อีกทางหนึ่งก็คือทำเรื่องที่แสนวิเศษ

“ไม่มีใครกำหนดเป็นกฎว่า เปียโนต้องเล่นด้วยนิ้วมือเท่านั้นนี่หว่า!”

เมื่อข้ามอุปสรรคก้าวแรกไปได้ ก้าวที่สองก็ยากน้อยกว่าก้าวแรก ก้าวที่สามก็ยากน้อยกว่าก้าวที่สอง...

เมื่อไม่ยอมแพ้เสียอย่างเดียว อะไรๆ ก็เป็นไปได้

หลิว เหว่ย ผ่านเข้ารอบแรกไปได้ เขาอาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่วันนี้เขาได้รับชัยชนะไปเรียบร้อยแล้ว

‘เรื่องที่แสนวิเศษ’ เป็นความจริงได้ตั้งแต่เมื่อคิดได้ว่า “แล้วไงล่ะ?”


วินทร์ เลียววาริณ
สิงหาคม 2553


คมคำคนคม

Give me where to stand, and I will move the earth.

จงให้ที่ข้าฯยืน แล้วข้าฯจักเคลื่อนโลก

Archimedes
อาร์คิมีดิส
(287 BC - 212 BC)