คุณค่าของชีวิต ตอน 3 :
โทษประหารชีวิต


ในนวนิยายเรื่อง ฝนตกขึ้นฟ้า ที่ผมเขียนเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตัวละครคนหนึ่งชี้ว่าโทษประหารชีวิตเป็นวิธีหนึ่งในการกวาดล้างสังคมให้สะอาด เพราะมันคือการกวาดล้างยีนไม่ดีออกไปจากโลก

นี่คือนิยาย ในโลกของความจริง ประเด็นโทษประหารก็เป็นเรื่องร้อนเช่นเดียวกับเรื่องการทำแท้ง ทั้งนี้เพราะการฆ่าคนที่มีรูปร่างหน้าตา ตัวตน ชัดเจนกว่าตัวอ่อนเป็นเรื่องที่ทำใจยาก ไม่ว่าเขาเหล่านั้นทำเรื่องผิดหนักหนาเพียงใด

ในมุมมองของคนที่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต ฆาตกรจำนวนมากเป็นพวกที่ 'กู่ไม่กลับ' หรือ 'รักษาไม่หาย' แล้ว การประหารชีวิตเป็นการปรามคนที่คิดจะทำเรื่องไม่ดีในอนาคต แต่ในมุมมองของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับโทษประหาร เห็นว่าชีวิตมนุษย์เป็นของมีค่า และการ 'ปราม' นี้เป็นดาบสองคม

เหตุผลหลักของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับโทษประหารก็คล้ายกับฝ่าย Pro-life ในประเด็นการทำแท้ง นั่นคือชีวิตมนุษย์ทุกคนมีค่า ใครคนใดคนหนึ่งไม่มีสิทธิในการตัดสินทำลายชีวิตของคนอื่น

หลายประเทศในโลกยกเลิกบทลงโทษประหารชีวิต เนื่องจากมันไม่มีความเป็นมนุษยธรรม และมนุษย์ไม่มีสิทธิในการตัดสินฆ่ามนุษย์ด้วยกัน ทว่าในมุมของผู้เห็นด้วยกับโทษประหาร นี่เป็นพื้นที่สีเทาที่แฝงความขันขื่นอย่างยิ่ง เพราะหลายประเทศที่ต่อต้านโทษประหารเป็นประเทศส่งทหารเข้าร่วมรบในสงคราม

ประเด็นโทษประหารชีวิตต่างจากประเด็นการทำแท้งเล็กน้อย นั่นคือตัวอ่อนในครรภ์มารดายังไม่เคยทำความชั่วร้าย ขณะที่ผู้ต้องโทษประหารถูกตัดสินจากการกระทำที่ชั่วร้าย เช่นฆ่าคนตาย คำถามของฝ่ายที่เห็นด้วยกับโทษประหารคือ ทำไมสังคมต้องไว้ชีวิตคนที่สร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างร้ายแรง ทำให้สังคมเสียหาย หรือทำให้โลกเสียหาย?

พวกเขาเห็นว่า หลักกฎหมายของบางสังคมในสมัยโบราณคือ 'ตาต่อตา ฟันต่อฟัน' ฆาตกรต้องชดใช้ด้วยชีวิต มองในมุมของความยุติธรรม บางทีสังคมแบบนั้นอาจให้คุณค่าความเสมอภาคของมนุษย์กว่าปัจจุบัน? นั่นคือชีวิตต่อชีวิต!



มองในมุมของศาสนา การประหารชีวิตมิได้ช่วยให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วมลายหายไป มันทำหน้าที่เสมือนเครื่องปรามคนให้เกิดโอตตัปปะ (ความกลัวการทำบาป) มากกว่า พูดง่ายๆ คือ มันทำหน้าที่แบบ scare tactic คือขู่คนมิให้ทำเรื่องเลวร้าย แต่โทษประหารชีวิตจะสามารถลดอัตราการทำผิดหรือไม่ ยังไม่เห็นชัด เพราะทุกๆ วัน ทุกมุมโลก ก็ยังมีคนทำเรื่องเลวร้าย ราวกับว่า การทำเรื่องเลวร้ายอาจเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาในยีนแล้วจริงๆ !

เมื่อฟังเหตุผลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับโทษประหาร คือมนุษยธรรม เราก็ต้องตั้งคำถามก่อนว่า อะไรคือมนุษยธรรม? คือความรู้สึกร่วมกันต่อความเป็นมนุษย์ด้วยกัน? คือความเมตตา? หรือว่าเรารู้สึกว่าการฆ่ามนุษย์เป็นเรื่องที่น่าหดหู่เพราะมันเป็นเรื่องใกล้ตัวเรา เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างเดียวกัน มีตับไตไส้พุงสมองปอด หัวใจเหมือนกับเรา ถ้าหากโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตนั้นต่างออกไป เช่น สัตว์ ต้นไม้ เห็ด ผัก ฯลฯ เราอาจไม่รู้สึกเช่นเดียวกัน ระดับความกลัวจากการเห็นคนถูกฆ่าสูงกว่าเมื่อเห็นสัตว์ถูกฆ่า หรือมันคือความรู้สึกกลัวที่ฝังในจิตใต้สำนึกของเราว่า สิ่งเลวร้ายนี้อาจเกิดขึ้นกับตัวเราเอง?

คำถามคือ เราสามารถยกโทษได้ต่อทุกความผิดจริงหรือ? มีขีดจำกัดหรือไม่? เรายกโทษให้การกระทำเรื่องเลวร้ายได้มากที่สุดแค่ไหน? ฆ่าคนตายหนึ่งคน? สองคน? สิบคน? ร้อยคน? หรือฆ่าเหยื่อแบบโหดเหี้ยมน่าสะพรึงกลัว? หรือผู้ถูกฆ่าเป็นบุคคลที่สังคมรักใคร่? เรายกโทษได้ไหมต่อผู้ก่อสงคราม? สังหารหมู่? เผาเมือง? และในเมื่อฆาตกรก่อความเสียหายต่อสังคมแล้ว ทำไมสังคมยังต้องเลี้ยงดูฆาตกร (ในคุก) ไปตลอดชีวิต?

ในขณะเดียวกัน หากมีสัตว์ร้ายเช่นเสือฆ่ามนุษย์สักคน เรามักจะจับตายมัน เมื่อมีโรคระบาดเช่นโรควัวบ้า โรคหวัดนก เราจะสังหารวัวกับสัตว์ปีกทั้งหมด (ในกรณีหลังคือการฝังทั้งเป็น) เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันทำอันตรายต่อมนุษย์ เราไม่เลี้ยงสัตว์เหล่านั้นไว้เพื่อ 'มนุษยธรรม' ทั้งที่พวกมันไม่ได้เจตนา หรือไม่ได้ฆ่ามนุษย์โดยตรง

เห็นชัดว่า มนุษยธรรมถูกจับจองไว้สำหรับมนุษย์เท่านั้น

บางทีนี่เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะเราไม่เคยและอาจไม่สามารถมองคุณค่าของชีวิตในมุมของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จึงไม่แปลกที่ขณะที่เราเห็นว่าการทำลายชีวิตมนุษย์เป็นเรื่องเลวร้าย เรากลับไม่เห็นว่าการทำลายป่าเป็นเรื่องเลวร้ายในระดับเดียวกัน เราไม่โยงระบบศีลธรรมเข้ากับการทำลายทรัพยากรโลก การจับฉลามมาตัดครีบแล้วโยนลงกลับทะเล การฆ่าสัตว์บางชนิดจนสูญพันธุ์ และไม่มีทางสั่งสอนลูกหลานว่า การทำให้โลกอยู่ในสภาวะร้อนจนน้ำแข็งขั้วโลกละลายเป็นเรื่องบาป

แต่ในมุมของมนุษยธรรมก็มีความขัดแย้งในตัวมันเอง ออกจะเป็นเรื่องที่น่าขันขื่นยิ่งคือ หากเราเคารพในคุณค่าของชีวิตมนุษย์จริงๆ เช่นที่เราสามารถยกโทษให้ฆาตกร ทำไมเราจึงยกย่องวีรบุรุษที่ชนะสงครามจากการเข่นฆ่าศัตรูมากมาย และจารึกวีรกรรมเหล่านั้นในตำราเรียน? ทำไมไม่มีระบบลงโทษผู้นำประเทศที่ก่อสงคราม? มิพักเอ่ยถึงการฆ่าคนทั้งเป็น เช่น จับเป็นทาส เหล่านี้ทำไมไม่มีคำตอบในเรื่องมนุษยธรรม?

หน้าประวัติศาสตร์บันทึกว่ามนุษย์นี่เองที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น ในยุคล่าอาณานิคม การฆ่าชาวอินเดียนแดง ชาวอะบอริจินส์ ชาวมายา ฯลฯ การค้าทาส ไปจนถึงการสังหารชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พวกเขาเห็นว่าการฆ่าคนบางเผ่าพันธุ์ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคนพื้นเมืองเหล่านั้นเป็นเพียงสัตว์ชั้นต่ำชนิดหนึ่ง การค้าทาสก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทาสเหล่านั้นเป็นสัตว์ชั้นต่ำไม่ต่างจากวัวควาย จนกระทั่งโลกส่งยานอวกาศไปนอกระบบสุริยะแล้ว เรายังมีการค้าทาสในรูปแบบต่างๆ นี่ทำให้ต้องตั้งคำถามต่อไปว่า หรือชีวิตมนุษย์บางกลุ่มมีคุณค่าเหนือกว่าอีกบางกลุ่ม? เราวัดคุณค่าของชีวิตกันที่สติปัญญา? ระดับของวิวัฒนาการ? สายเลือด? หรือเพียงแค่ความเชื่อ?

แทบทุกสังคมมีการวัดคุณค่าของมนุษย์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม คนไม่น้อยไม่ยอมยกลูกสาวให้ชายที่ไร้ 'คุณค่า' ซึ่งมักวัดกันที่อาชีพ การงาน ความสำเร็จ

เราเอามาตรใดมาวัดว่าชีวิตหนึ่งสำคัญกว่าหรือมีค่ากว่าอีกชีวิตหนึ่ง แม้จะเป็นมนุษย์ด้วยกันก็เถอะ นายกรัฐมนตรีมีค่ากว่าชาวบ้านเดินดิน? แพทย์มีค่ากว่าพ่อค้า? นักวิทยาศาสตร์มีค่ากว่านักเลง? พระมีค่ากว่าขโมย? ขโมยมีค่ากว่าฆาตกร? ฆาตกรมีค่ามากกว่าเป็ดไก่? คนหนุ่มสาวมีค่ามากกว่าคนแก่ในสถานสงเคราะห์คนชรา?

การสรุปว่ามนุษย์มีค่ามากกว่าสัตว์ก็ไม่จริงเสมอไป มนุษย์ไม่น้อยเห็นว่าชีวิตสุนัขบางตัวมีค่ามากกว่ามนุษย์บางเผ่าพันธุ์

คุณค่าของชีวิตอยู่ที่การกระทำของชีวิตนั้นๆ หรือว่าอยู่ที่ชีวิตในตัวมันเอง?

บางทีคุณค่าของชีวิตก็เช่นคุณค่าของศิลปะ อยู่ที่การมอง

ทุกชีวิตควรมีค่าเท่าเทียมกันจริงหรือไม่? อาจเป็นคำถามที่ขึ้นกับมุมมอง และใครเป็นผู้ถาม ซึ่งเมื่อดูจากประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแล้ว ก้ล้วนตั้งบนอคติ



เดรัจฉาน


ในอินเดียสมัยก่อนเสือชุมมากและกินคนเป็นว่าเล่น ในมุมมองของมนุษย์ การตามล่าเสือเป็นเรื่องชอบธรรมเพราะมันฆ่าและทำร้ายคน แต่ในมุมมองของเสือ การฆ่าคนเพื่อกินเป็นอาหารก็เป็นเรื่องชอบธรรม มันก็ต้องการอาหารเพื่อมีชีวิตสืบไปเช่นกัน

เมื่อเสือกัดชาวบ้าน เรายิงเสือ เพราะมันสมเหตุผล มดมาทำรังในบ้านเรา เราฆ่ามัน เพราะมันรบกวนเรา ยุงกัด เราก็ตบยุง ทั้งหมดนี้คือ 'ความชอบธรรม'

แต่ความชอบธรรมนี้ได้ขยายไปยังการฆ่าสัตว์อื่นๆ ด้วย เช่นการเลี้ยงสัตว์มาฆ่ากินเป็นอาหาร ไปจนถึงการล่าสัตว์เป็นกีฬา เพราะมนุษย์เห็นว่าชีวิตมนุษย์มีฐานะสูงกว่าสัตว์อื่นๆ

ในวิชาศีลธรรมที่ผมเรียนสมัยเด็ก เรียกมนุษย์ว่า 'สัตว์ประเสริฐ' เรียกสัตว์อื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดว่า 'เดรัจฉาน'

'เดรัจฉาน' กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเลว 'ไอ้สัตว์' เป็นคำด่าที่รุนแรง เช่นเดียวกับการด่าคนไม่ดีว่า "เลวเหมือนสัตว์เดรัจฉาน"

การทำฟาร์ม 'เดรัจฉาน' เพื่อเป็นอาหารหรือการฆ่าเดรัจฉานเป็นกีฬาจึงไมใช่เรื่องต้องคิดมากอะไร!

การติดตรา 'สัตว์เดรัจฉาน' และการบอกว่าสัตว์เหล่านั้นยังไม่มีพัฒนาการทางสมองหรือสติปัญญาเท่ามนุษย์ ไม่มีภาษาเช่นมนุษย์ ทำให้เราไม่ตะขิดตะขวงใจนักในการฆ่าพวกมัน เพราะเป็นธรรมชาติที่มนุษย์ต้องกินสัตว์เพื่อมีชีวิตรอดต่อไป ตามหลักสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่ฝังในยีนของสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ เพียงแต่มันเป็น 'ห่วงโซ่อาหาร' ที่เราควบคุมได้ทุกขั้นตอน หากเราเขียนแผนภูมิห่วงโซ่อาหารในมุมมองของมนุษย์ จะพบว่าไม่ว่าอะไรจะกินอะไรกี่ทอด ท้ายที่สุดแล้วมนุษย์ก็เป็นผู้กินรวบ ทั้งนี้เพราะมนุษย์พัฒนาสติปัญญาสูงกว่าสัตว์โลกอื่นๆ จนสามารถควบคุมทั้งระบบ

การทำปศุศัตว์ซึ่งเป็นรากฐานของอารยธรรมมนุษย์ถูกพัฒนามาเป็นการเลี้ยงสัตว์ในโรงงานอย่างเป็นระบบ โดยดัดแปลงธรรมชาติ เพื่อกำไรสูงสุด เป็นห่วงโซ่อาหารที่ก้าวพ้นคำว่า 'ความหมายของชีวิต' ไปแล้ว!

พจนานุกรมไทยให้คำจำกัดความของคำว่า 'ประเสริฐ' ว่า วิเศษ, ดีเลิศ, ดีที่สุด

เมื่อดูพฤติกรรมของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอารยธรรมแล้ว ก็ไม่พบว่ามนุษย์วิเศษ หรือดีกว่าสัตว์อื่นตรงไหน หากให้สัตว์โลกสายพันธุ์ต่างๆ โหวต คงไม่ผ่านความประเสริฐ เพราะพวกมันถูกรังแก ทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์มาโดยตลอด มองในมุมของธรรมชาติ ก็สอบไม่ผ่าน เพราะทุกวันนี้เราทำลายธรรมชาติด้วยอัตราเร่งสุดขีด

มองแล้วก็เห็นว่า การกำหนดว่าสิ่งใดมีคุณค่า ไร้คุณค่า ล้วนเป็นการกำหนดโดยมนุษย์

เราคือสัตว์โลกที่กำหนดเกม!

(อ่านตอนจบสัปดาห์หน้า)


วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
10 พฤษภาคม 2551

คมคำคนคม


All animals are equal but some animals are more equal than others.


สัตว์ทั้งหลายเสมอภาคกัน แต่บ้างเสมอภาคกว่าตัวอื่น


George Orwell (1903 - 1950)
จอร์จ ออร์เวลล์
Animal Farm
 
ขอแนะนำหนังสือ Non-fiction กึ่งวิชาการคุณภาพ :

สิวไม่เจียมวัย และ กลเม็ดแห่งการลดวัย เป็นหนังสือเกี่ยวกับศาสตร์สุขภาพความงาม

ทั้งสองเล่มนี้เป็นผลงานของ ปริสนา บุญสินสุข ก๊อบปี้ไรเตอร์คนแรกในวงการโฆษณาไทย อดีตบรรณาธิการความงามของนิตยสาร Elle ประเทศไทย ผู้คลุกคลีกับเครื่องสำอางมาร่วมสี่สิบปี จนกลายเป็นผู้รู้จริงในเรื่องของความงามและสุขภาพ เขียนขึ้นจากประสบการณ์ด้านความงามและสุขภาพ และอ้างอิงตำราต่างประเทศที่เชื่อถือได้ โดยเจาะลงไปถึงส่วนลึกของผิว