บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
วินทร์ เลียววาริณ โดย ยูร กมลเสรีรัตน์
 

วินทร์ เลียววาริณ

สวรรค์ไม่เป็นใจให้เขารวย แต่ให้เขาเป็นนักเขียน

โดย ยูร กมลเสรีรัตน์

จากหนังสือสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
ปีที่ 51 ฉบับที่ 8 วันศุกร์ที่ 16- วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

 

ผมจำนามปากกาของนักเขียนคนนี้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เรื่องสั้น เกม ของเขาตีพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด ฉบับที่ 15 ที่มี สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการ ที่จำได้แม่น เพราะเล่มนี้มีเรื่องสั้นของผมลงด้วยนั่นเอง ตอนนั้นเขาเพิ่งเขียนหนังสือได้ไม่นาน ซัก 2-3 ปีเห็นจะได้ แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่านับจากเรื่องสั้นเรื่องแรก ไฟ ของเขาตีพิมพ์ในนิตยสารอิมเมจเมื่อปี 2534

อีก 6 ปี ต่อมา ชื่อเสียงของเขาจะโด่งดังเป็นพลุแตก เมื่อเขาได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี 2540 จากนวนิยาย เรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ซึ่งก่อนหน้านั้นนวนิยายเรื่องนี้ได้รับรางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนา หนังสือแห่งชาติ เมื่อปี 2538 มาแล้ว และในปีเดียวกันผลงานของเขาอีก 2 เล่มก็ได้รับรางวัลนี้คือ สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง ได้รับรางวัลชมเชประเภทรวมเรื่องสั้น และ อาเพศกำสรวล ได้รับรางวัลดีเด่น ประเภทรวมเรื่องสั้น อีก 2 ปีต่อมาคือ ในปี 2542 เขาก็สร้างปรากฏการณ์แก่วงการวรรณกรรมอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลซีไรต์เป็นครั้งที่ 2 จากรวมเรื่องสั้น สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน และเล่มนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เป็หนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มจาก สกว.ที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน

วินทร์ เลียววาริณ เคยพูดถึงนวนิยายเรื่องนี้ให้ผมฟังครั้งที่เลี้ยงอาหารกลางวันผมที่ร้าน อาหารย่านสีลมว่า "ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน เป็นนวนิยายเรื่องแรกที่เขียนสำเร็จ เคยลองเขียนนวนิยายมาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ไม่สำเร็จ ใช้ไม่ได้ เลยทิ้งไป มันดองอยู่หลายเรื่องในเครื่อง (คอมพิวเตอร์) อ่านดูมันห่วยสิ้นดี เขียนในสมัยแรกๆ ไม่จบ มันคาราคาซังอยู่ เรื่องที่อยากเขียนจริงๆ กลับไม่สำเร็จ"

จากการได้พูดคุยกัน ทำให้ผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ความมุ่งมั่นในการเขียนมาก เขียนหนังสือทุกวัน ไม่เว้นกระทั่งวันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าตัวหนังสือเปรียบกับผู้หญิงที่เขารัก เรียกได้ว่าเขาหมั่นเกี้ยวพาราสีด้วยความเพียรพยายาม ไม่เคยว่างเว้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงพบกับความสำเร็จในเวลาไม่นานนัก แต่ความสำเร็จนั้นใช่จะได้มาง่ายๆ

"ผมทำงาน 7-8 ปีหนักมาตลอด ไม่ใช่ทำงานเรื่อยเฉื่อย ผมเอาจริงเอาจังกับมัน ไม่เคยหยุดเขียนแม้แต่วันเดียว อย่างน้อยขอให้ได้เขียน 10-15 นาทีก็เอา ดีกว่าไม่ได้เขียนเลย แม้จะต้องหยุด สะดุด ติดลมบ้างก็จำเป็น คือพยายามทำเป็นกิจวัตร จะได้เป็นนิสัย"

ช่วงแรกที่ วินทร์ เลียววาริณ เขียนเรื่องสั้นส่งไปหนังสือต่างๆ เขาบอกว่าลงตะกร้าเยอะมาก ทำให้นึกถึง อาจินต์ ปัญจพรรค์ อดีตบรรณาธิการฟ้าเมืองไทยที่เคยโปรยไว้ในหน้าคอลัมน์ “เขาเริ่มต้นที่นี่” ว่า ตะกร้าสร้างนักเขียนมาทุกยุค

"ตอนเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกไม่แน่ใจอะไรเลย ก็ลองส่งดู ไม่สนใจค่าเรื่อง ลงฟรียังเอาเลย นักเขียนก็คงคิดยังงี้กันทุกคน ก็มีท้อบ้าง เขียนไปๆ เขียนไม่ออกบ้าง ถูกปฏิเสธบ้าง เอ!ทำไมไม่ได้ลงพิมพ์นะ แต่ต่อมาก็เข้าใจ ในช่วงแรกต้องเรียนรู้ในเรื่องการเขียนเยอะมาก ในเรื่องการใช้ภาษายังใช้ไม่ได้เลย ตอนเริ่มเขียน กว่าจะเริ่มคำๆ หนึ่งนี่ยากมาก มันไม่ลื่นไหลเลย ก็ต้องอาศัยฝึกทุกวัน ฝึกอย่างเดียวเท่านั้น"

การเขียนหนังสือช้าหรือเร็วไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะวิถีชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน คงไม่อาจวัดกันด้วยอายุ แต่แน่นอนที่สุดว่า คนที่เดินบนถนนสายนี้ย่อมมีเหตุจูงใจไม่ต่างกัน นั่นก็คือการเป็นนักอ่านมาก่อน ซึ่งสะสมมาตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งโต

เขาเล่าให้ฟังว่า ตอนยังเด็กชอบอ่านการ์ตูนภาพเรื่อง สิงห์ดำ ของ ราช เลอสรวง และ เจ้าชายผมทอง ของ จุก เบี้ยวสกุล จนติดงอมแงม จนถึงขั้นเขียนการ์ตูนเล่มละ 1 บาทขาย แล้วพัฒนาไปอ่านนวนิยายต่างๆ โดยเฉพาะนวนิยายกำลังภายใน นวนิยายอาชญากรรม ไปจนถึงนิยายวิทยาศาสตร์ หากเป็นเรื่องสั้น

เขาชอบเรื่องสั้นหักมุมของ โอ. เฮนรี่ และ ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว เรื่องสั้นเรื่องแรกทำให้ วินทร์ เลียววาริณ มีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขวัญคือเรื่องสั้น โลกีย-นิพพาน ตีพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด ฉบับที่ 12 เมื่อปี 2535 นอกจากได้ประดับช่อแล้ว ยังได้คะแนนเสียงจากสมาชิกช่อการะเกดให้เป็นนักเขียนช่อการะเกดยอดนิยมจาก เรื่องสั้น การหนีของราษโลกสามใบของราษฎร์ และเรื่องสั้น ตุ๊กตา ตามลำดับ สำหรับเรื่องสั้น เช็งเม้ง ได้รับรางวัลดีเด่นจากสมาคมภาษาและหนังสือฯ เมื่อปี 2541

ผมทึ่งในความสามารถของนักเขียนคนนี้ตรงที่ เขาทุ่มเทให้กับการเขียนมากจริงๆ จนมีผลงานพิมพ์รวมเล่มถึง 12 เล่ม ในระยะเวลาประมาณ 12 ปีที่ทำงานเขียน ที่สำคัญก็คือ เขาสร้างผลงานได้หลายประเภท มีทั้งแนวหักมุม แนววิทยาศาสตร์ แนวหัสคดี และแนวสืบสวนฆาตกรรม นับตั้งแต่รวมเรื่องสั้น สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง,  อาเพศกำสรวล, สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน, เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว (1 ใน 88 เล่มหนังสือดีวิทยาศาสตร์จาก สกว. ปี 2544) หนึ่งวันเดียวกัน หลังอานบุรี, วันแรกของวันที่เหลือ, ฆาตกรรมกลางทะเล ปกิณกะ- รวมเรื่องสั้นและบทความ- ปั้นน้ำเป็นตัว (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น น้ำแข็งยูนิตตราควายบิน) นวนิยาย-ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน และ ปีกแดง อีกเล่มเป็นจดหมายเขียนร่วมกับ ปราบดา หยุ่น คือ ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน

ในรุ่นเดียวกัน ถือว่า วินทร์ เลียววาริณ เป็นนักเขียนที่มีฝีมือพอตัว ผลงานแต่ละเล่มของเขาโดดเด่นแตกต่างกันไป เหตุเพราะเขาเขียนงานได้หลากแนวนั่นเอง เหมือนจะบอกในตัวว่า โลโก้นี้ไม่ย่ำอยู่กับที่ ต้องมีอะไรแปลกใหม่มาเสนออยู่เสมอ ถ้าจะพูดว่านักเขียนคนนี้ชอบทดลองอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ก็คงไม่ผิดนัก

"อะไรก็ตามที่มันซ้ำอยู่กับที่ มันก็อาจจะน่าเบื่อ ผมไม่ชอบอะไรที่มันซ้ำซาก” เขาเคยบอกผมอย่างนั้น

“ทำอะไรก็ได้ที่มันดีขึ้น ฉีกไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือเนื้อหา" เขาเล่าให้ผมฟังว่า เขาจะเขียนพร้อมๆ กันหลายเรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่องสั้นจะเขียนค้างไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ คืเรื่องไหนเขียนแล้วติดขัด ก็จะไปเขียนเรื่องอื่น ตอนนั้นผมยังมองไม่เห็นชัดข้อดีของคอมพิวเตอร์หรอกว่า ทำให้ทำงานได้สะดวกอย่างไร และแนวที่เขาชอบ เพราะว่าตัวเองเขียนแล้วสนุก คือ นิยายวิทยาศาสตร์

"แต่ไม่รู้ว่าคนอ่านจะสนุกรึเปล่า แต่จะไปเทียบกับระดับปรมาจารย์ระดับโลกย่าง อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก หรือ ไอแซค อซิมอฟ ไม่ได้หรอกเขาเป็นนักเขียนที่สามารถเขียนได้ทุกเวลา ทุกโอกาส ทุกแนว แต่อย่างว่าเขาเป็น genius ถึงทำได้ระดับนี้"

นักอ่านที่เป็นแฟนประจำก็กระหายใคร่จะเห็นผลงานเล่มใหม่ของเขาแต่ละเล่มว่า จะฉีกออกมาแบบไหนอีก อย่างเล่มล่าสุดที่เขาส่งให้ผมคือ ฆาตกรรมกลางทะเล ซึ่งเป็นรวมเรื่องสั้นแนวสืบสวนฆาตกรรม ซึ่งเป็นเรื่องสั้นชุด เสี่ยวนักสืบ ลำดับ 1 นี่แสดงว่าต้องมีลำดับ 2 ออกมาอีกแน่นอน ผมว่าเล่มนี้เขามาแปลกกว่าทุกเล่ม เพราะฉีกจากงานแนวทดลองไปเลย เพราะงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นแนวนั้น แถมนักสืบในเรื่องนี้เป็นคนอีสาน ชื่อ พุ่มรัก พานสิงห์ เป็นนักร้อง เว้าอีสานปนไทยกลาง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ารู้ ชอบกินลาบ ข้าวเหนียว ส้มตำ แจ่ว แน่นอน

เออ! เขาช่างเข้าใจคิดนะ นี่ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นความแปลกใหม่ได้เหมือนกัน เพราะนิยายเกี่ยวกับนักสืบของไทยยังไม่เคยมีตัวละครเป็น “บักเสี่ยว” เลย ผมว่านักอ่านไม่ควรพลาดงานชุดนี้ของเขานะ เขาปรุงอาหารรสแปลกใหม่ให้ลิ้มลองแล้ว ก็น่าจะลิ้มรสดูบ้างปะไร ว่าฝีมือของเขาเป็นอย่างไร คงจะแซบอีหลีไม่น้อย

หลังจากที่ วินทร์ เลียววาริณ ได้รางวัลซีไรต์เป็นครั้งที่ 2 เขาก็เอาผลงานตัวเองมาพิมพ์เองในนามสำนักพิมพ์ 113 รู้สึกจะเป็นชื่อหมายเลขบ้านเกิดของเขา ตอนหลังตั้งเป็นบริษัทแล้ว สำนักงานก็ใช้บ้านตัวเองนั่นแหละ ปกก็ไม่ต้องจ้างคนออกแบบ เพราะเขาออกแบบปกเอง เรียกว่าด้านศิลปกรรม ทำเองหมด ประหยัดค่าใช้จ่ายดี เขาทำงานโฆษณามาก่อน มีฝีมือทางนี้อยู่แล้ว ต้องใช้หัวคิดในการออกแบบอยู่เป็นประจำ กิจการก็ไปได้ดี

สำนักพิมพ์ของเขาออกบูธในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ก็ขายดิบขายดี เขาไปนั่งเซ็นชื่อที่บูธด้วย มีนักอ่านมาอุดหนุนมากมาย โดยเฉพาะนักอ่านวัยรุ่น เห็นว่ามีแฟนคลับด้วย ผมดีใจแทนที่นักเขียนพิมพ์งานของตัวเองแล้วขายได้ สามารถยึดเป็นอาชีพได้สมกับความตั้งใจ ทั้งที่จะยังไม่ตั้งใจจะเป็นอาชีพในตอนนี้ เพราะเขาเคยพูดกับผมว่า... "ความใฝ่ฝันเป็นนักเขียน อาชีพเป็นอนาคต มันเสี่ยง ไม่ใช่คนโสด มีครอบครัวแล้ว ชีวิตเมืองหลวงค่าใช้จ่ายสูง ขายดีเฉพาะเล่มที่ได้ซีไรต์ ตอนเซ็นชื่อให้คนอ่าน บอกเขาซื้อเล่มอื่น เขาไม่สนใจ เขาซื้อเฉพาะเล่มที่ได้ซีไรต์ ถ้าเกิดเล่มต่อไปขายไม่ดีก็ลำบาก"

แต่จะเป็นด้วยชะตาชีวิตกำหนดมาแล้วว่าให้เขาเป็นนักเขียนอาชีพหรือวิถีชีวิต ทำให้เป็นไปก็ตามที หลังจากเขาออกมาตั้งบริษัทโฆษณากับเพื่อน ก็ประสบปัญหา เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย จึงต้องเลิกกิจการ หันมายึดอาชีพนักเขียนและทำสำนักพิมพ์ พิมพ์งานของตัวเอง อ้อ! อีกอาชีพหนึ่งที่เขาทำและไปได้ดีก็คือออกแบบปกพ็อกเก็ตบุ๊ก เขายังออกแบบปกนวนิยายของผมด้วย นักเขียนดังออกแบบปกให้ก็ดีใจและภูมิใจนะ สำหรับผมแล้วถือว่า วินทร์ เลียววาริณ เป็นกัลยาณมิตรคนหนึ่งที่หาได้ไม่ง่ายนักในวงวรรณกรรม ถึงเขาจะมีชื่อเสียงโด่งดัง เขาก็ยังเป็น “วินทร์” คนเดิมที่มีอัธยาศัยไมตรีเสมอต้นเสมอปลาย ไม่มีเปลี่ยนแปลง