บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
สัมภาษณ์นิตยสาร E-Commerce, 6/04
 

เมื่อพูดถึงนักเขียนรางวัลรีไรท์ หลายคนคงนึกถึงนาม วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนที่มีงานเขียนออกมาประจักษ์ต่อสายตานักอ่านมากมาย อย่าง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน, ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน, หลังอานบุรี และอื่นๆ อีกมากมายถ้าจะให้กล่าวออกมาทั้งหมดคงจะกินหน้ากระดาษไม่น้อย และบ่ายในวันหนึ่ง Dumber ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับนักเขียนซีไรท์ท่านนี้ ณ คอนโดฯใจกลางกรุงเทพ ถึงการใช้ไอทีในงานเขียนของเขา

Dumber : ในปัจจุบันไอทีมีความสำคัญกับชีวิตประจำวันของคนเราอย่างไรบ้าง

วินทร์ : แล้วแต่ว่าคนเราจะใช้เทคโนโลยีนี้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองอย่างไร ผมรู้จักกับคนจำนวนมากที่คิดว่าไอทีไม่มีผลกับชีวิตประจำวันของเขา บางคนก็ว่ามีผลกับตัวเขา คนรุ่นเก่าๆ มักจะปฏิเสธไอที แต่มันก็แล้วแต่คนแหละครับ อย่างผมในฐานะอาชีพนักเขียน ผมก็ใช้ประโยชน์ของมันในหลักใหญ่ๆ คือ การรีเสิร์ชข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต

Dumber : เข้าไปรีเสิรช์ข้อมูลอย่างไร

วินทร์ : มันมีหลายอย่าง เช่น ถ้าผมจะเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง ต้องการทราบข้อมูลที่เกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะเข้าไปที่ Google หรือเว็บเพจที่ไหนสักแห่ง ใส่ชื่อบุคคลที่ต้องการ และพยายามหาข้อมูลที่ได้มาให้มากที่สุด บางทีมันก็จะแตกหน่อไปยังข้อมูลใหม่ๆ แต่บางทีมันก็จะเป็นการเซิร์ฟเว็บดูว่ามีอะไรใหม่ๆ มาบ้างหรือเปล่า บางทีก็คีย์คำต่างๆ เข้าไปดูว่ามีอะไรขึ้นมา ทำให้เรียนรู้อะไรจากตรงนี้เยอะมาก ในสองสามปีนี้ผมใช้ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเยอะทีเดียว เพราะมันเป็นห้องสมุดที่ใหญ่มาก

Dumber : บางคนมองว่าห้องสมุดที่ใหญ่อย่างอินเทอร์เน็ตเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างไม่ค่อยน่าเชื่อถือ และเป็นข้อมูลที่บิดเบือนเยอะเหมือนกัน

วินทร์ : แล้วแต่วิจารณญาณของเรา ไม่ใช่ว่าเห็นอะไรก็เชื่อไปหมด ต้องใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์กับเรา ไม่ใช่ให้ข้อมูลมาบังคับอะไรเรา ต้องพิจารณาดูว่าข้อมูลไหนหน้าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือ แต่อย่างไรอินเทอร์เน็ตก็เป็นข้อมูลที่เปิดกว้างและชี้แหล่งข้อมูลใหม่ๆ ให้กับเราได้

Dumber : คุณวินทร์เริ่มมาใช้เน็ตจริงๆ จังๆ เมื่อสองสามปีที่ผ่านมาเหรอคะ แล้วเมื่อก่อนล่ะ

วินทร์: ผมก็ใช้มาเรื่อยๆ แต่เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ผมจะใช้ค่อนข้างเยอะหน่อย มีข้อมูลหลายอย่างที่ผมไม่ทรายว่าจะไปหาข้อมูลที่ไหน พอเข้าไปเสิร์ชในอินเทอร์เน็ต ก็จะหาเจอเป็นส่วนใหญ่ ก่อนหน้านั้นการหาข้อมูลจะมาจากการอ่านหนังสือ หรือหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเท่านั้นเอง แต่มันก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ถ้ามันมีให้ใช้ก็ใช้

Dumber : เมื่อเทียบกับอดีตการหาข้อมูลต้องเข้าไปในห้องสมุดเพื่อหาข้อมูล

วินทร์ : มันมีหลายอย่าง ถ้าเป็นข้อมูลชั้นหนึ่งคือสัมภาษณ์คน หรือไปคุยกับชาวบ้านที่รู้ข้อมูล และก็อย่างหนังสือ ซึ่งก็อาจจะเข้าห้องสมุดหรือซื้อหนังสือจากร้านหนังสือทั่วไป ซึ่งมันก็ยังเป็นวิธีหนึ่งที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน ผมยังเข้าไปร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือ แต่ในบางเรื่องผมต้องไปซื้อหนังสือต่างประเทศเพื่อเอาข้อมูลที่ต้องการมา เพียงนิดเดียว ต้องเสียเงินซื้อหนังสือในราคา 600-700 บาท ซึ่งในข้อมูลเดียวกันผมหาได้จากอินเทอร์เน็ตฟรี และเป็นข้อมูลเดียวกันเลย และก็ประหยัดกว่าด้วย

Dumber : รวดเร็วกว่าด้วย

วินทร์ : ถ้าเราหาเป็นก็เร็ว แต่ก็อาจไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการเสมอไป บางอย่างก็ไม่ได้ แต่หลายอย่างก็หาได้ อย่างข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย ประวัติศาสตร์ไทย ผมใช้อินเทอร์เน็ตจากต่างประเทศหาเจอ ซึ่งมันก็ไม่น่าเชื่อ

Dumber : ถ้าให้เลือกการหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตกับหาข้อมูลจากหนังสือ คุณวินทร์เลือกอย่างไหนก่อน

วินทร์: ถ้าให้เลือกปฏิบัติก่อน ก็คงเลือกจากอินเทอร์เน็ตก่อนอยู่แล้ว เพราะมันใกล้มือ

Dumber : แล้วนำข้อมูลที่หาได้จากหนังสือมายันข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต

วินทร์ : เปล่า เพราะข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเป็นข้อมูลที่ใช้ได้แล้ว แต่บางข้อมูลผมก็ยังตั้งคำถามอยู่ ไม่ว่าจะหาหนังสือหรือจากแหล่งข้อมูลที่ไหนก็ต้องมาวิเคราะห์อีกทีหนึ่งว่า ข้อมูลนั้นใช้ได้หรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเชื่อไปหมด

Dumber : ถ้ามีการซื้อขายข้อมูลเป็นเล่มๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตเลย จะได้บริการไหมคะ

วินทร์ : อาจจะใช้บริการ ถ้ามีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกก็โอเค ยอมรับมัน

Dumber : บางคนมองว่าอินเทอร์เน็ตคือของฟรี พอจ่ายตังก็จะไม่ยอมรับกับเรื่องตรงนี้

วินทร์ : ผมว่าไม่มีอะไรฟรีหรอกครับ อินเทอร์เน็ตก็ไม่ฟรี ต้องเสียค่าโทรศัพท์ เสียค่าใช้จ่ายหลายอย่างเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับเวลาผมว่ามันคุ้ม

Dumber : แต่ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเป็นข้อมูลที่จับต้องไม่ได้ อย่างมากก็แค่พริ้นต์มาอ่าน จะเย็บข้อมูลที่พริ้นต์มาเก็บเป็นเล่มๆ บนชั้นหนังสือก็ดูไม่สวยงาม

วินทร์ : มันแล้วแต่จุดประสงค์ของแต่ละคน อย่างผมเนี่ยก็ไม่จำเป็นพิมพ์ออกเป็นเล่ม ผมจับข้อมูลที่ได้มาและก็ใช้มันตรงนั้นเลย แต่บางทีก็เก็บไว้เป็นไฟล์ โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ออกมา

Dumber : ไม่กลัวข้อมูลหายหรือคะ

วินทร์ : ผมแบ็คอัพเสมอ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ต้องแบ็คอัพไว้เสมอ

Dumber : ในแต่ละวันใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเยอะไหมคะ

วินทร์: ผมเขียนหนังสือด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นถ้าผมเขียนหนังสือก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์

Dumber : เหมือนขาดไม่ได้เลย

วินทร์ : มันไม่ใช่ขาดไม่ได้แต่มันเป็นเครื่องมือในการเขียน

Dumber : อย่างไปต่างจังหวัดก็จะพกโน้ตบุ๊คตลอด

วินทร์ : บางสถานที่อาจไม่เหมาะกับการใช้โน้ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์ก็ต้องจดใส่กระดาษ แต่อย่าลืมว่าถ้าจดใส่กระดาษก็ต้องไปคีย์ลงคอมพิวเตอร์อีกครั้งหนึ่ง มันเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน ถ้าเป็นอย่างนั้นสู้ผมคีย์ลงคอมพิวเตอร์ไปทีเดียวเลยไม่ดีกว่าหรือ นี่คือวิธีการทำงานที่เร็วกว่า

Dumber : การทำงานผ่านคอมพิวเตอร์โดนตรงเลยอาจมีข้อเสียคือถ้าเขียนงานอยู่แล้วเครื่องแฮงก์ ไฟดับ ข้อมูลที่เขียนมาทั้งหมดก็จะหายไปด้วย

วินทร์ : มันไม่เกี่ยวกัน ไม่ใช่ผลเสียจากการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ มันเกิดขึ้นจากความไม่ระมัดระวังของคนทำงานมากกว่า ถ้าคุณทำงานด้วยคอมพิวเตอร์และไม่แบ็คอัพมันทุกสองนาทีหรือห้านาที ถือว่าเป็นการบกพร่องของคุณเอง ผมทำงานจะต้องเซฟงานทุกสองนาที และทุกๆ ห้านาทีถึงสิบนาทีผมจะเซฟไฟล์ใหม่ขึ้นมา ถ้าเกิดเครื่องมีปัญหาขึ้นมา อย่างมากก็จะย้อนการทำงานกลับไปแค่ 2 นาทีที่ผ่านมา

Dumber : มันไม่ยุ่งยากหรือคะ เวลาทำงานแล้วความคิดกำลังไหล ต้องหยุดมันเพื่อเซฟข้อมูล

วินทร์ : มันทำให้เป็นนิสัยได้ ทุกๆ ครั้งที่คีย์ไปได้สองนาทีหรือห้านาทีก็จะคอมมานด์-เซฟมันได้ เพียงกดปุ่มแค่สองนิ้วเท่านั้นเอง

Dumber : เป็นเพราะว่าคอมพิวเตอร์มัน User Friendly มากขึ้น ทำให้ทำงานได้ง่ายดาย เวลาจะเซฟงานในแต่ละครั้งก็จะง่าย

วินทร์ : มันง่าย แต่เราก็ต้องใช้ประโยชน์จากความง่ายของมัน ผมไม่ได้ตกเป็นทาสของเครื่องมือนะครับ แต่ผมใช้เครื่องมือให้เป็นประโยชน์กับการทำงานมากกว่า มันทำงานสะดวก ก็โอเค มันประหยัดเวลาได้เยอะ

Dumber : คนที่ตกเป็นทาสของเครื่องมือจะเป็นอย่างไรคะ เขาเสพเครื่องมืออย่างไร

วินทร์ : ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเล่นเกมคอมพิวเตอร์ และวันๆ ไม่ทำมาหากินอะไร ติดอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ นั่นแหละคือทาสของเครื่องมือ หรือบางคนทำงานอะไรง่ายๆ บางอย่างที่ใช้มือทำได้ ก็กลับไปใช้คอมพิวเตอร์ทำ เพราะว่าติดคอมพิวเตอร์ ผมว่ามันไม่จำเป็นบางงานที่ไม่จำเป็นใช้คอมพิวเตอร์ก็ไม่ต้องใช้ บางงานจำเป็นต้องใช้ก็ใช้ ต้องดูตามความเหมาะสม อย่างผมทำงานใช้คอมพิวเตอร์ เซฟเป็นไฟล์ดิจิตอล ก็สามารถส่งไปยังสำนักพิมพ์ หรือแมกกาซีนได้โดยตรง มันประหยัดเวลาของสำนักพิมพ์ได้มหาศาล เขาก็ไม่ต้องคีย์ใหม่ ผมทำให้หมดทุกอย่างเซฟเป็นไฟล์ให้ทุกฟอร์แมท ไม่ต้องและเสียกระดาษด้วย

Dumber : เหมือนเป็นการทำงานของนักเขียนยุคใหม่

วินทร์ : เรียกว่าปรับไปตามยุคสมัย มันประหยัดกว่า กระดาษก็ใช้น้อยลง เวลาตัดต่องานก็เร็วขึ้น

Dumber : งานเขียนแนวใหม่ของคุณวินทร์ที่ใช้ภาพสื่อความหมายแทนตัวหนังสือ ซึ่งมันต้องใช้ความรู้ทางด้านกราฟิก

วินทร์ : ผมทำทุกอย่างทุกขั้นตอนตั้งแต่ถ่ายรูปด้วยกล้องดิจิตอล แต่งภาพใหม่ และมาจัดเลย์เอาท์ทุกอย่าง ถ้านักเขียนไม่มีความรู้ด้านการออกแบบคอมพิวเตอร์จะยากนิดนึง เพราะต้องพึ่งให้ดีไซเนอร์ทำ แต่ผมทำขั้นตอนเดียวจบ เพราะฉะนั้นสำนักพิมพ์จะได้ดิสก์แผ่นเดียว และเอาไปเข้าโรงพิมพ์ได้เลย โดยไม่ต้องไปแต่งอะไรทั้งสิ้น มันเป็นการใช้เครื่องมือให้เกิดประโยชน์กับงาน

Dumber : นักเขียนบางคนมองว่าการแต่งภาพมันเป็นงานที่ค่อนข้างยาก

วินทร์ : การแต่งภาพมันไม่ใช่หน้าที่ของนักเขียน ผมเพียงแต่รำเรียนมาทางด้านนี้และมีความรู้ในระดับหนึ่ง ซึ่งคิดว่าทำมันเป็นงานได้ มันไม่ใช่หน้าที่ของนักเขียนที่จะต้องมาแต่งภาพ ทำเลย์เอาท์ แต่ผมมีความสุขในการทำงานแบบนี้ก็เลยทำมันเอง จะทำในช่วงเวลาที่ไม่ได้เขียนมา ก็จะมาออกแบบแก้เซ็งบ้าง จะได้ไม่จำเจ

Dumber : ในเรื่องของมือถือล่ะ ใช้ในงานเขียนหรือชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง

วินทร์ : โทรศัพท์มือถือไม่ได้ใช้ในเรื่องงานเขียนเลย แต่จะใช้ในเรื่องการสื่อสารเท่านั้นเอง แต่อย่ามาถามผมว่าเล่นเกมบนโทรศัพท์มือถืออย่างไร ผมไม่เป็น ส่งข้อความ รับข้อความอย่างไร ผมก็ไม่เป็น ผมใช้มือถือเพียงติดต่อสื่อสารอย่างเดียว เวลาผมซื้อโทรศัพท์มือถือจะง่ายมาก คือเลือกรุ่นที่ฟังก์ชั่นน้อยที่สุด

Dumber : ทำไมถึงคิดเช่นนั้นหละคะ เพราะบางเวลาที่ไปในสถานที่ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตเพื่อติดต่อสื่อสารได้

วินทร์ : บังเอิญผมไม่ได้อยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นสักเท่าไหร่ เลยไม่มีปัญหาอะไร ถ้าอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น สักพักหนึ่งคงถูกฝึกให้เป็นจนได้ เท่าที่ผ่านมามันไม่มีความจำเป็นต้องใช้

Dumber : เท่าที่ผ่านมางานเขียนของคุณวินทร์จะอยู่ห้องทำงานตัวเองและทำงานที่ ห้องอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้เดินทางไปทำงานในที่ต่างๆ อย่างนักเขียนบางท่านชอบที่จะเดินทางไปในที่ต่างๆ เพื่อที่จะเก็บข้อมูลและสร้างอารมณ์ในการเขียน

วินทร์ : การเดินทางไม่จำเป็นต้องแบกคอมพิวเตอร์เสมอไป การใช้ชีวิตของนักเขียนแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

Dumber : ถ้าให้ประมาณตัวเองว่าเป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีอยู่ในระดับไหน

วินทร์ : ผมเป็นคนโลว์-เทคครับ แต่เป็นคนที่ยอมรับสภาพการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและใช้มันให้เป็นประโยชน์ กับชีวิตการทำงาน แต่โดยทั่วไปแล้วค่อยข้างจะล้าสมัยนิดนึง จะหัวโบราณเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีปัญหาในการยอมสิงสิ่งใหม่ๆ และใช้มันให้เป็นประโยชน์

Dumber : สุดท้ายนี้ถ้าชีวิตนี้คุณวินทร์ต้องขาดไอทีจะอยู่ได้ไหม

วินทร์ : ถ้ามันไม่มี ผมก็ต้องอยู่ได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ ผมก็ใช้พิมพ์ดีดได้อย่างไม่มีปัญหา ถ้าเราใช้เครื่องมือต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ รถยนต์ หรือว่าอะไรทั้งหลาย ถ้าใช้มันให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ไม่ตกเป็นทาสของมันก็โอเค ที่ผมเห็นคนทั่วไปซื้อรถยนต์ราคาแพงเพื่อแสดงสถานะทางสังคม ผมว่ามันไร้สาระ

คนจำนวนมากที่ผมรู้จักซื้อโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปได้โดยไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องใช้ถ่ายรูปเลยแม้แต่น้อย แต่ซื้อเพราะว่าสังคมบอกว่านี่เป็นสิ่งที่เท่ที่สุดในปัจจุบัน ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แสดงว่าได้ตกเป็นเครื่องมือของมันไปแล้ว ถ้าเราเป็นเจ้านายมัน ถ้าในการทำงานจำเป็นต้องใช้ก็ใช้มัน ไม่ใช่เป็นคนขี้เห่อทางด้านไอที ถ้าต้องใช้ก็ใช้ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร มีคนจำนวนมากที่ใช้โทรศัพท์มือถือพร่ำเพรื่อ โดยไม่จำเป็น ไม่มีอะไรทำก็โทรหาเพื่อน นี่คือตกเป็นทาสของเครื่องมือแล้ว และถ้าไปดูหนังก็ยังไม่สามารถปิดมือถือได้ นั่นก็ตกเป็นทาสของเครื่องมือโดยสิ้นเชิง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่หน้าเป็นห่วง