บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
สัมภาษณ์ผู้จัดการ 8/2003
 

WIN.. or Lost

โดย นกป่า อุษาคเนย์

จากหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ อาทิตย์ทอดวง

ฉบับประจำวัน เสาร์-อาทิตย์ที่ 2-3 สิงหาคม 2546 


เขาคือเจ้าของ 2 เข็มขัดแชมเปี้ยนซีไรต์ไทยแลนด์รายที่สองต่อจาก ชาติ กอบจิตติ และมีทีท่าว่าจะคว้าแฮตทริกในปี 2546 นี้? ซึ่งหากจะกล่าวจำเพาะเจาะจงลง ณ ห้วงเวลาปัจจุบันก็คงมิต้องเอ่ยอ้างอารัมภบทเกี่ยวกับปูมประวัติและชื่อ เสียงเรียงนามของนักเขียนหนุ่มใหญ่ที่ชื่อ วินทร์ เลียววาริณ กันให้มากความ ยิ่งในโมงยามเยี่ยงนี้ที่เสียงปี่กลองมโหรีกำลังเร้าเร่งโรมระรัว ก็ยิ่งจักได้สดับตรับฟังเรื่องราวหลายหลากจากปากคำของบรรดา Short List ทั้ง 7 ทางสื่อต่างๆ อยู่อย่างต่อเนื่องแล้ว ... ทว่า, นี่น่าจะเป็นปากคำล่าสุดของดับเบิ้ลซีไรต์- หนึ่งใน Short List ที่ชื่อ วินทร์ เลียววาริณ อันจะได้เปิดใจ-ให้สัมภาษณ์กับหนึ่งในทีมงาน 200 กว่าชีวิตของ อาทิตย์ทอดวง ระหว่างห้วงเวลาของเทศกาลงานประกวดวรรณกรรมประจำปี เชิญทัศนา...

> ช่วงที่ผ่านมาดูจะสับสนในข่าวที่ว่า วินทร์ เลียววาริณ เลิกทำงานประจำ- หันมาจับปากกาเขียนหนังสืออย่างเดียวเพียวๆ ความสับสนก็คือจริงๆ แล้วปิดบริษัท,บริษัทปิด หรือ ลาออก

> ปิดบริษัทครับ ไม่ใช่ลาออก คือบริษัทเขายุบตัวไป ก็เลยต้องลาออกโดยอัตโนมัติ

> คล้ายกับว่าคุณมีหุ้นในบริษัทนั้นด้วย

> มีอยู่บ้าง... คือคุยกันแล้วสรุปว่าเลิกกิจการ ก็เลยแยกย้ายกันไป

> จากนั้นก็มาลงหลักปักฐานกับอาชีพเขียนหนังสือ

> ครับ... เดิมทีผมเขียนหนังสือเป็นไซด์ไลน์ คือมีรายได้ประจำจากงานด้านอื่น ส่วนหนังสือก็เขียนมาเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันนี้ รายได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์มาจากการเขียนหนังสือ ซึ่งก็ยังคงมีส่วนที่มาจากการทำงานในด้านอื่นช่วยเสริมอยู่ด้วย ไม่งั้นก็อาจจะลำบากนิดนึง รับออกแบบปก - เอ่อ ...ก็ไม่ได้รับออกแบบเป็นเรื่องเป็นราวอะไร คือมีเพื่อนอยู่ในวงการหนังสือ เราก็รับอาสามาทำ เป็นการหารายได้เสริมจากการเขียนน่ะ ต่อไปนี้จะเขียนหนังสืออย่างเดียวเพียวๆ

> ตั้งใจจะทำให้สำเร็จให้ได้ งานเก่าๆ ก็ดึงออกมาจากดอกหญ้าหมดแล้ว

> ดึงมาหลายปีแล้วครับ เพราะว่าพอตั้งบริษัท-ตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นราวๆ เมื่อสามปีที่แล้ว ก็เริ่มทำงานของตัวเองเรื่อยมา

> สำนักพิมพ์ของคุณวินทร์เปิดกว้างรึเปล่าครับ

> เอ่อ.. ยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ เพราะทำของตัวเองก็กินเวลาไปมากพอสมควรแล้ว แต่คิดว่าก็คงจะทำ แต่อาจไม่ได้กว้างเหมือนกับสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ทั้งหลาย คือ อาจจะเอางานประเภทความคิดที่ดูแล้วน่าสนใจ...แต่คงค่อยๆเป็น ค่อยๆไป มั้งครับ เพราะไม่ได้มีทุนทรัพย์หรือสายป่านอะไรมากมาย

> นี่พูดได้เลยมั้ยว่า งานเก่าๆ สามารถเลี้ยงสำนักพิมพ์ 113 แห่งนี้ได้
> เลี้ยงตัวผมเองน่ะครับ (ยิ้ม) ไม่ได้เลี้ยงสำนักพิมพ์ คือ มันก็คงไม่ได้มีรายได้มากเหมือนทำโฆษณาหรืออะไร แต่มันก็โอเคอยู่ในระดับนึง ซึ่งผมก็จะวางแผนทำงานให้มันเป็นระบบมากขึ้นเพื่อที่จะทำให้เราสามารถอยู่ได้ด้วยการเขียนอย่างจริงๆ จังๆ คิดว่าน่าจะทำได้ถ้างานเป็นระบบ มากกว่าที่ผ่านมา

> เมื่อสักครู่ก่อนที่จะอัดเทปสัมภาษณ์ ได้ยินแว่วๆ ว่า คุณตัดพ้อทำนอง ปีนึงก็จะมาสัมภาษณ์กันที หรือว่าเรื่อง ปีกแดง แบบว่าต้องมีกระแสซีไรต์จึงจะขายได้... ฟังแล้วน่าตกใจว่าชื่อชั้นระดับ วินทร์’ นี่ยังต้องรอกระแส... ยอดหนังสือไม่เดินหรืออย่างไร 

> หนังสืออิงประวัติศาสตร์แบบนี้จะซีเรียส คนอ่านที่ไม่ใช่แฟนประจำคงไม่หยิบขึ้นมาเท่าไร แต่อย่างหนังสือที่... ยกตัวอย่างเช่น “หนึ่งวันเดียวกัน” ที่เป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวกับวัยรุ่นหน่อยๆ มันก็จะมีกลุ่มคนอ่านที่กว้างกว่า ส่วนอีกประเภทหนึ่งที่ต้องการการกระตุ้นอย่างแรงคืองานเขียนแนววิทยาศาสตร์ ที่มันจะไปช้า คือมันก็ใช้ได้แต่จะไปช้ามากเมื่อเทียบกับนิยายประเภทอื่นๆ แบบ ... กลุ่มคนที่อ่านหนังสือของเราเนี่ย ยังไงเขาก็อ่านอยู่แล้ว แต่ถ้าเราต้องการที่จะสร้างคนกลุ่มใหม่ๆขึ้นมานี่... มันไม่ได้ง่ายถึงอย่างนั้น เพราะว่ามันจะต้องมีการทำโปรโมชั่น ทำพีอาร์ ต้องมีการทำโฆษณาอย่างหนักหน่วง... ยิ่งถ้าทำด้วยตัวเองนี่มันก็ย่อมต้องมีเม็ดเงินที่แพงพอสมควรเมื่อนำมาเทียบ กับยอดขายที่มันไม่ได้สูงอะไร... มันไม่คุ้มที่จะลงไป - แต่มันก็คงต้องทำอะไรสักอย่างอยู่บ้างเหมือนกัน ซึ่งถ้ามันมีกระแสรางวัลอะไรสักอย่าง เช่น ซีไรต์นี่... ถ้าใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้บ้าง

> ได้ยินได้ฟังมาบ้างว่า วินทร์ เลียววาริณ บ่นเบื่อๆ เรื่องซีไรต์

> (หัวเราะ)... มันก็เบื่อๆ อยากๆ น่ะครับ!  คือเราก็เข้าใจว่ามันเป็นปรากฏการณ์ของบ้านเมืองเรา คือมันเป็นอย่างนี้ก็โอเค ... โดยภาพรวมแล้วมียังดีกว่าไม่มี ผมคิดอย่างนี้นะ

> คุณวินทร์มองรางวัลซีไรต์ในเชิงการขายหรือในเชิงคุณภาพ

> ผมไม่มองในจุดพวกนั้น ผมมองว่าการที่จะสามารถสร้างรางวัลขึ้นมาสักรางวัลนึง โดยเฉพาะรางวัลในทางวรรณกรรมแล้วทำให้ผู้คนรับรู้ได้มากขนาดนี้เนี่ยมันเป็น สิ่งที่ดี แต่มันจะดียิ่งขึ้นถ้าหากว่าเขาสามารถทำให้คนอ่านได้ประโยชน์มากกว่าที่เป็น อยู่ คือสามารถสร้างกระแสทำให้คนสนใจอ่านหนังสือจริงๆ จังๆ มากกว่าที่จะเป็นการอ่านหนังสือเล่มสุดท้ายเล่มเดียวที่ได้รางวัล จุดนี้ผมว่าน่าจะดีกว่า แต่ก็คิดว่ามันคงต้องค่อยๆเป็นค่อยๆ ไป... เทียบกับหลายปีที่แล้วน่ะครับ ผมว่าช่วงหลังๆ มานี้ เรายังมีการพูดถึง 7 เล่มสุดท้ายกันมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาอย่างหนึ่ง คงต้องใจเย็นกันหน่อยเพราะการที่จะเปลี่ยนนิสัยให้คนมาอ่านหนังสือกันมากๆ เนี่ยมันไม่ใช่เรื่องง่าย

> รางวัลวรรณกรรมอื่นๆ ก็ไม่เด่นเท่านี้

> ครับ

> ในแง่ของคุณวินทร์เอง ถ้าเกิดงวดนี้ไม่เข้ารอบล่ะจะว่ายังไง
> เฉยๆ คือผมไม่ได้คิดว่าส่งแล้วต้องได้รางวัล ผมมองว่าส่งแล้ว มันทำให้เกิดความเคลื่อนไหวบนแผงหนังสือเท่านั้นเอง เรามองแบบนั้น เพราะว่าบทบาทของนักเขียนนี่ ... ไม่ว่าเรื่องนี้ เรื่องไหน หน้าที่มันจบลงเมื่อเราเขียนเสร็จ และเมื่อตีพิมพ์รวมเป็นเล่มแล้วก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายการตลาดที่ต้องขายให้ ได้เท่านั้นเอง

> ถามตรงๆ เลยนะว่าตอนที่ Short List ยังไม่ประกาศนี่ คุณวินทร์มั่นใจกี่เปอร์เซ็นต์ว่าต้องเข้า 7 เล่มสุดท้าย

> ไม่ได้มั่นใจอะไรขนาดนั้น คือจริงๆ ผมเป็นคนที่ไม่ได้คิดว่าการแข่งขันมันเป็นแค่การแพ้ชนะกัน ผมมองว่ามันเป็นการสร้างสีสันเป็นความเคลื่อนไหวในวงการ ... ให้ดูภาพรวมดีกว่าว่ามันมีดีกว่าไม่มีคือ ให้มีการพูดถึงกันมากขึ้น คนก็อาจหันมาสนใจ แม้ว่าจะมีแค่ปีละครั้ง ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย เพราะมีข้อสังเกตว่าแชมป์เก่าหลายคน ก็ไม่เข้า Short List - คือถ้าเราคิดว่าต้องชนะนี่ไม่สนุกแล้ว มันเครียดแล้ว แต่หากเราคิดว่าจะลงแข่งแล้วทำให้มันมีสีสันมากขึ้น อย่างนี้จะดีในภาพรวม

> รู้สึกอย่างไรในกรณีที่ ชิทแตก (ของปราบดา หยุ่น) ไม่ส่ง

> ได้คุยกับคุ่นคร่าวๆ เหมือนกันว่าทำไมไม่ส่ง... ก็ยังเสียดาย คือคงจะมีการพูดถึงกันมากขึ้น ถ้าเขาส่งเพราะมันจะได้มีการพูดถึงภาพรวมของนิยายไทยร่วมสมัยให้มากกว่านี้

> คุณปราบดา เค้าว่ายังไง

> ต้องไปถามคุ่นเอง (ยิ้ม)

> ทีนี้ในกรณีที่คุณเวียง - วชิระ บัวสนธ์ เขียนไว้ในนิตยสารสีสัน... กรณีต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่เพิ่งถูกนำเข้ามาปลูกในบ้านเราราวปี 2500 แต่ในนิยายเรื่องปีกแดงกลับมีต้นไม้นี้ปรากฏอยู่ทั้งๆที่เป็นฉากก่อนเกิด สงครามโลกครั้งที่ 2

> ครับ ที่เขาพูดก็น่าจะถูก ... ความจริงผมรู้มาจากคณะกรรมการตั้งแต่แรกแล้วว่านี่น่าจะเป็นจุดผิดพลาด... พูดไปแล้วก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไรที่มีการหลุดไปได้ เป็นเรื่องธรรมดาซึ่งผมก็ได้แก้ไขแล้วในฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุด แต่ว่าจริงๆ นิยายเรื่องนี้ผ่านสายตาบรรณาธิการ ผ่านสายตาคนช่วยอ่านมาแล้ว 6-7 คน ไม่มีใครมองเห็นเลย ผมว่าของอย่างนี้มันหลุดกันได้ คือมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมมองว่าจะผิดพลาดเพราะผมมัวมองในจุดอื่น และมันก็ไม่ได้แปลกอะไรกับการเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่มันจะมีจุดหลุด ได้เสมอ คือมันมีโอกาสหลุดเยอะกว่าการเขียนนิยายธรรมดา ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณสำหรับคำท้วงติง ยังมีประเด็นอื่นอีกที่คุณเวียงชี้เอาไว้ เช่นเรื่องการยัดเยียด... อันนั้นเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ใช่ประเด็นในเรื่อง อันนั้นเราวิจารณ์ได้ในแง่ส่วนบุคคล ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงแล้ว ถ้ามันผิด เราก็แก้เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของเทคนิค วิธีการ - ครับ ผมถือว่า เป็นเรื่องความเห็นของบุคคลมากกว่าซึ่งเราก็รับฟังไว้เสมอ คือเมื่อมีอะไร ต่างๆ นานา เราก็รับฟังแล้วมีการแก้ในการพิมพ์ครั้งต่อไปเสมอ ผมแก้อยู่ตลอดเวลา อย่างเล่มที่แก้มากที่สุด... เล่ม ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ก็แก้อยู่เรื่อยๆ ถ้าเป็นข้อมูลเข้ามาแล้วเป็นข้อมูลที่ทำให้เรื่องดีขึ้น บางจุดบางประเด็นที่มีการวิจารณ์เรารับฟังเสมอ ฟังแล้วก็แก้และก็ให้เครดิตคนที่วิจารณ์ไว้ด้วย นี่เป็นสิ่งที่ผมทำมาตลอดทุกเล่ม 

> ถ้าอย่างนั้นหากใครอยากอ่านฉบับที่สมบูรณ์คงต้องซื้อเล่มที่พิมพ์ครั้งล่าสุด... 

> คือทุกครั้งที่มีการพิมพ์ใหม่ ถ้ามีอะไรพลาดหรือหลุดเนี่ย จะแก้เสมอ โดยเฉพาะนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่มันหลุดได้ง่ายมากๆ ขนาดที่เราคิดว่ามั่นใจ-ชัวร์ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วเนี่ยมันก็ยังมีอะไรหลุดออกมาในแบบที่เราไม่อยากจะเชื่อ ซึ่งก็พยายามทำให้ดีที่สุด ...อย่างปีกแดงนี่ก็พยายามให้ผ่านตาคนช่วยอ่านมาก (เน้นเสียง) กว่าจะออกมาเนี่ยอ่านแล้วอ่านอีก คือต้องการจะให้ชัวร์จริงๆ มันก็ยังหลุดจนได้ หรือเป็นเพราะข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจมีใครชี้ชัดได้ - อยากให้คุณลองเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ดูสักเรื่องนึงแล้วจะรู้ คือมันมีรายละเอียดเยอะมาก มันต้องเช็กทุกอย่าง แล้วมันก็ไม่ใช่นิยายรักหรือเรื่องอิงสถานการณ์ปัจจุบัน... นิยายอิงประวัติศาสตร์เนี่ย ยิ่งเราจะย้อนหลังไปไกลๆ หรือไปต่างประเทศมันก็มีโอกาสจะหลุดได้ ก็พยายามเต็มที่- ทำเท่าที่คิดว่ามันถูกต้องในเวลานั้น และกับข้อมูลที่มี...

> รู้สึกคุณวินทร์เคยบอกไว้ว่า ปีกแดง นี่เป็นข้อมูลที่เหลือจากประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

> มันไม่ได้เป็นข้อมูลที่เหลืออย่างเดียว มันมีข้อมูลที่เรา research ไว้จำนวนมากซึ่งยังไม่ได้ใช้ คือถ้าใช้ในเล่มประชาธิปไตยฯ มันจะมากเกินไป อาจทำให้เรื่องเปลี่ยนแนว ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายจุดที่ผมอยากจะรู้ คือเรื่องเกี่ยวกับการเกิดและการดับของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งอยากจะรู้ ก็เลยถือโอกาสเขียนไปด้วย เรียนรู้ไปด้วย

> จริงๆ แล้ว ที่อยากถามก็คือเมื่อครั้งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ซีไรต์เล่มแรกของคุณ ซึ่งถูกโจมตีเรื่องข้อมูลผิดพลาดอยากถามว่าไม่เข็ดหรือ

> ผมอยากจะรู้น่ะ คือผมไม่แคร์... คำวิจารณ์สมัยแรกๆ อาจจะหนักไปบ้าง แต่เราก็เรียนรู้จากมัน แล้วเราก็มองในแง่ดีที่ว่า เขาอุตส่าห์อ่านจนจบแล้วมองในรายละเอียดซะจนมากขนาดนั้น แต่ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ในการแก้งาน เราขอบคุณเขาจริงๆ แม้ว่าจะวิจารณ์แรงไปบ้างก็ไม่ได้คิดอะไรมาก การทำงานทุกชนิดถ้ามันผิดเราต้องยอมรับว่าผิด แก้ได้เราก็แก้ ส่วนเข็ดหรือเปล่า... ก็ไม่ได้เข็ดอะไร เพราะผมสนุกกับมัน

> คิดว่าจะเขียนในธีมของความขัดแย้งทางการเมืองหรือเรื่องสังคมนิยมอีกมั้ย

> มันยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมากในประวัติศาสตร์... ทำงานไปก็รู้สึกสนุกไปกับมัน ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าเขียน นั่นเป็นโครงการระยะยาว เพราะว่าไม่สามารถทำงานพวกนี้ เสร็จภายในปีเดียว สองปี มันเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่อง ที่อยากจะเขียนก็มีอย่างประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปสมัยสุโขทัย หรือสมัยอยุธยา น่าเขียนมากถ้ามีเวลา เพราะโปรเจกต์เช่นนี้ ชิ้นนึงอาจใช้เวลา 6-7 ปี ชุด อำ ในมติชนสุดสัปดาห์นี่ก็เป็นอีกอันนึง... - ชุดอำนี่ก็เป็นอีกโครงการหนึ่ง...

> ใน a day ก็ดี ใน อำ ก็ดี มันเสมือนการตอกย้ำหรือไม่ว่า วินทร์คือเจ้าพ่องานเขียนแนวทดลอง

> มันอาจเป็นภาพพจน์ที่ติดมา... พูดไปแล้วมันก็เหมือนแบรนด์เนมที่ติดหัวคนไปแล้วว่าถ้าเป็นงานของวินทร์แล้ว ต้องเป็นงานทดลองเสมอ ซึ่งอาจจะเป็นการจำกัดมุมมองของเรามากไปหน่อย ... ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ แม้ว่าโดยรวม พอเห็นปั๊บก็อาจดูออกว่าเป็นงานของผม แต่จริงๆ แล้ว ไม่ได้คิดแบบนั้น ว่าต้องเขียนแต่แนวทดลองหรือต้องเขียนอะไรให้หวือหวาตลอดเวลา

> ไม่อยากให้จำกัดความ

> ผมเลิกจำกัดตัวเองตั้งนานแล้ว ในเรื่องที่ว่าจะต้องเขียนให้มันหวือหวา เราไม่ควรจะคิดว่าเรื่องไหนเป็นการทดลอง ไม่ทดลองหรือต้องทดลองตลอดเวลา หรือว่าไม่เห็นด้วยกับเรื่อง แนว - ผมว่าการใช้คำว่า 'แนวทดลอง' นั้นเป็นเรื่องของทิศทางเป็นเรื่องของรูปแบบมากกว่า

> พูดได้ว่า วินทร์ เลียววาริณ แจ้งเกิดจากเวทีช่อการะเกซึ่งโดดเด่นในแง่ของสนามเรื่องสั้นแนวใหม่ที่ไมใช่เรื่องสั้นสูตร เช่น สูตรเพื่อชีวิต และหลายคนก็มองว่าเป็นเวทีของเรื่องสั้นแนวทดลอง คือบางท่านก็มองว่าการเกิดของคุณวินทร์นั้น มาได้จังหวะ

> ผมว่าเป็นการ บังเอิญนะ คือผมไม่รู้ขนบเดิมๆว่าต้องแบ่งค่ายแบ่งเขาแบ่งเราว่านี่เป็นนิยายหรือนั่น เป็นเรื่องสั้นประเภทนั้นประเภทนี้ เราเขียนในสิ่งที่เราอยากเขียน บางเรื่องก็สนุกสนาน บางเรื่องก็เพื่อชีวิตหน่อยๆ ปนๆกันไป ... บางทีก็เป็นวิทยาศาสตร์ บางทีก็เป็นแนวอื่น ก็ไม่ได้คิดว่าต้องเป็นแนวไหน -ยังไงคิดเพียงแต่ว่าเรื่องที่เราเขียนสามารถสื่อสารได้ดีหรือเปล่า

> อะไรคือเป้าหมายที่เป็นจุดร่วมในงานเขียนของคุณ

> ผมอาจจะมองไม่เหมือนนักเขียนอื่นๆ ตรงที่ผมคิดว่า การเขียนหนังสือก็คือการสื่อสารชนิดหนึ่ง เรื่องสั้นคือการสื่อสารชนิดหนึ่ง ซึ่งมันต้องมีสารอะไรที่จะสื่อออกไป ถ้าคุณไม่เข้าใจสาร มันก็ไม่มีทางที่คุณจะเขียนออกมาได้ เพราะฉะนั้นเวลาก่อนที่จะเขียน ผมรู้ล่วงหน้าแล้วว่าสารของเรื่องนั้นคืออะไร และต้องการบอกอะไร แต่บางเรื่องอาจไม่มีศิลปะ คือบอกมากไปหน่อย แต่ละชิ้นจะแยกอิสระออกจากกัน - ใช่ แต่ว่ามันก็มีข้อแม้อยู่เหมือนกัน เช่นบางครั้งผมเขียนเรื่องออกมาสักชุดนึง... อย่างชุดนี้อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิต ชุดนั้นอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคม หรือชุดโน้นอาจจะต้องการล้อเลียนใครในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพราะฉะนั้น เรื่องที่เขียนในแต่ละชุดมันก็จะมีกลิ่นอายหรือว่ามีวิธีการนำเสนอแตกต่างกัน

> หน้าที่ของวรรณกรรมในทัศนะของวินทร์ คืออะไร เช่น ต้องสร้างสันติภาพ...

> (หัวเราะ) ไม่มีวัตถุประสงค์อะไรไกลขนาดนั้น... ผมเขียนหนังสือเพื่อความบันเทิง เขียนเพื่อเอาใจตัวเอง มันอาจจะมีบางประเด็นในสังคมที่เราคิดว่ามันน่าจะเปลี่ยนแปลงหรือเราเห็น แล้วรู้สึกว่าไม่ดี คนอ่านถ้าอ่านไปแล้วคิดเห็นร่วมไปด้วย ก็ถือเป็นผลพลอยได้ ผมไม่ได้ตั้งใจจะใช้งานเขียนในการเปลี่ยนสังคมหรืออะไร ไม่ได้คิดว่ามันจะไปได้ไกลขนาดนั้น ถ้าไปได้ก็ดี - ถ้าไปได้ก็ดี มันเป็นผลพลอยได้

> กับประเด็นตลาดหนังสือในปัจจุบัน ที่แย่ลงเรื่อยๆ ล่ะครับ

> แย่ในแง่ไหนล่ะครับ ในแง่ยอดขายของงานเขียนแนวสร้างสรรค์ - แล้วแต่มุมมองนะ... อันนี้ผมดูตลาดแล้วมันก็คึกคักดี เช่น เรื่องแปล... ผมว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี อยากให้มองในแง่ดี มากกว่าจะมองเป็นคู่แข่ง ผมคิดว่านี่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เราทำงานหนักขึ้นเพื่อจะมีงานที่ดีโดยปริยาย คือถ้าเราไม่ทำตอนนี้เราตายแน่นอน (เน้นเสียง) เพราะฉะนั้น มันแทบจะเป็นการบังคับ...คือใครบางคนได้ถีบเราลงมาในสนามระดับโลกเรียบร้อย แล้ว เราก็ต้องรีบทำงานให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง ... คนอ่านมีทางเลือกมากขึ้นจากตลาดงานแปล ส่วนงาน Local นั้น ยังเล็กอยู่ มีช่องว่างมากมาย ที่ผมคิดว่าสามารถเข้าไปเขียนกันได้เช่น นิยายจารกรรมก็ยังไม่มีใครเขียนเป็นเรื่องเป็นราว แนวนับสืบยิ่งน้อยมาก ยังอย่างอื่นอีกสารพัดคือ มีอีกเยอะมาก...ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นจะต้องมานั่งเขียนเรื่องเดียวกันหรือทำ งานประเภทเดียวกันซ้ำๆซากๆอยู่ร่ำไป

> แล้วคิดว่านักเขียนไทยจะสู้เค้าได้บ้างมั้ย อย่างคุณวินทร์จะสู้ ’มูราคามิ’ ได้มั้ย

> คุณเล่นมูราคามิเลยเรอะ (หัวเราะ) กลัวตกเทรนด์น่ะครับ - ผมว่าได้นะ เราก็มีสมองมีปัญญา ถ้ามูราคามิมา เราก็ส่งปราบดาไปสู้ (ยิ้ม) เรายังมีคนเก่งอยู่เยอะเพียงแต่ว่าบางทีเรา... ไม่รู้สิผมว่าบางทีนักเขียนบ้านเราไม่รู้ว่าเกร็งกันมากไปรึเปล่า...คือผม ว่า ถ้าเราทำงานกันออกมาอย่างต่อเนื่องเนี่ย ดีไม่ดีก็ปนๆกันไป แต่ต้องทำออกมาเรื่อยๆ ผมว่ายังไงก็ต้องมีออกมาสู้จนได้ แล้วยังมีช่องว่างอีกเยอะ เรื่องผี เรื่องสยองขวัญ เรื่องวิทยาศาสตร์ต่างๆ คือยังมีช่องว่างอีกเยอะแยะมากเลยที่ไม่ค่อยมีใครลงไปเขียนเท่าไหร่ มัวแต่เขียนกันอยู่ประเภทเดียว ตลาดตรงนั้นมันก็เลยมีแค่เรื่องแค่แนวเดียว น่าเสียดายนะทั้งที่ต่างประเทศมีแนวต่างๆมากมาย

> ที่ว่าเขียนกันอยู่ประเภทเดียวนั้น คิดว่ากำลังติดกรอบอะไรกันอยู่ถึงทะลุไปไม่ได้

> ผมตอบแทนคนอื่นไม่ได้ครับ

> เคยเก็บข้อมูลมั่งมั้ยครับว่าแฟนหนังสือของคุณมีช่วงอายุเท่าไรบ้าง

> ผมว่าประมาณตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยดึกนะครับ ...สมัยก่อนอาจจะไม่มีวัยรุ่น ...ตั้งแต่เขียนลง a day มันก็จะมีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาเยอะพอสมควร แสดงว่าแต่เดิมก็ไม่ได้คาดหวังนักอ่านรุ่นใหม่ - เอ่อ ... ไม่ได้มองขนาดนั้น เพราะคิดว่าเรื่องที่ตัวเองเขียน มันอาจซีเรียสเกินไปกับเด็กวัย 12-13 ขวบ ผมว่าเขาอาจจะไม่อ่านหนังสือประเภทนี้ ช่วงหลังมาก็จะเปลี่ยนแบบแบ่งกลุ่มให้ชัดขึ้น อย่างที่เขียนลงใน a day ก็จะเน้นทางกลุ่มเด็กมากขึ้น โจทย์คือทำอย่างไรที่จะกระตุ้นให้เขาอยากอ่านหนังสือและก็หวังว่าถ้าเขาชอบ หนังสือที่เราเขียนไปเนี่ย โตขึ้น พวกเขาอาจจะมีนิสัยรักการอ่านบ้าง

> คิดว่านักอ่านฮาร์ดคอร์เช่นนักอ่านซ้ายจ๋าเพื่อชีวิตเก่าๆ ชอบอ่านงานของคุณมั้ย -

> ผมไม่รู้... แต่เท่าที่ทราบมันจะมีอยู่ 2 อย่างคือ ถ้าไม่เกลียดก็ชอบ-ไม่ค่อยมีคนอยู่ตรงกลางเท่าไหร่ ... ผมถือว่าถ้าทำได้อย่างนี้ก็ดี ...จริงๆแล้ว เราแค่อยากเห็นกลุ่มที่ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนอ่านและทุกคนชอบงานคุณ แล้วก็ไม่เคยหวังอย่างนั้นด้วย... หวังแค่ว่าโอเค ถ้าเราสามารถสร้างความสัมพันธ์กับนักอ่านที่มีมุมมองชีวิต – มีวิถีชีวิตคล้ายๆกับเรา ก็เหมือนกับเขียนหนังสือให้เพื่อนอ่าน เพราะการทำงานเขียนแบบนี้มันไม่ใช่การทำธุรกิจที่กอบโกยเงินทองมากมายอะไร

> ฐานคนอ่านของคุณมีประมาณเท่าไหร่

> ประมาณ 4,000-5,000 น่าจะได้ ... แต่ก็ไม่แน่นอน เพราะบางเล่มก็จะมากผิดสังเกต แต่ก็ถือว่าใช้ได้เป็นตัวเลขที่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ประมาณนี้ แล้วคิดว่าในอนาคต ตัวเลขตรงนี้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง - เท่าที่ดูอยู่หลายปี ... ฐานตรงนั้นมันก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงสักเท่าไหร่ ก็อยู่ประมาณนี้ แต่ถ้าเพิ่มมันก็ดีนะ คือขณะที่ยอดพิมพ์ส่วนใหญ่มันอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 เล่ม ที่เหลือมันก็จะค่อยๆกระจายในระยะยาว 5 ปี อาจจะได้ 5,000 หรือโชคดีก็เป็น 10,000 แต่ ตัวเลขในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ตัวเลขไม่น่าจะเกิน 20,000 หรอก คือ 20,0100 ก็ว่าสูงมากแล้ว สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ยอกพิมพ์มันสูงขึ้น ถ้านักเขียนสามารถทำให้สูงขึ้น นักเขียนก็สามารถผลิตงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แทนที่ปีหนึ่งๆ จะเขียนหนังสือ 2 เล่ม ก็เขียนเล่มเดียวพอ ถ้าเกิดผมอยากเขียนหนังสืออิงประวัติศาสตร์อีกซักเล่ม หากผมใช้เวลา 2 ปี ผมก็ยังมั่นใจว่ายังมีฐานพอรองรับค่าใช้จ่ายอยู่ แต่ถ้าตัวเลขอย่างนี้ก็คือจะทำโครงการที่ใช้เวลาถึง 2 ปี ไม่ได้แน่นอน

> งานคอลัมน์ที่ทำอยู่ Support ได้มากน้อยแค่ไหน

> ช่วยแค่บิลค่าไฟฟ้า น้ำประปา (ยิ้ม) ที่ตั้งใจทำมาตลอดคืออยากจะสร้างฐานให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ และสาเหตุที่ผมอาศัยรางวัลเป็นตัวสร้าง... แต่ในระยะยาวแล้วเราไม่ควรพึ่งรางวัลเพราะมันจะเป็นการฆ่าตัวตาย คือมันไม่ดีเลยที่จะใช้รางวัลในการสร้างฐานคนอ่าน โอเค แม้ว่าใน พ.ศ. นี้ จะยังใช้อยู่ หรืออย่างการจัดงานสัปดาห์ขายหนังสือปีละ 2 ครั้งนั่น ระยะยาวก็ไม่ดี เพราะเหมือนเป็นการทำลายนิสัยรักการอ่านของคนไทย เพราะปีหนึ่งๆก็มีงานกันแค่ 2-3 ครั้ง จริงๆมันน่าจะเป็นแบบว่าว่างๆ ก็เดินไปร้านหนังสืออะไรทำนองนั้นจะดีกว่า เหมือนไปดูหนังน่ะนะ เราคงไม่ได้ดูหนังกันแค่ปีละ 2 ครั้ง อยากให้การซื้อ-การอ่านหนังสือมันเป็นเหมือนวิถีชีวิต ถ้าเราทำให้คนอ่านหนังสือจนเป็นเหมือนวิถีชีวิตแล้ว ผมคิดว่าน่าจะดีกว่านี้ แต่ก็คงต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆไป ...สำหรับนักเขียนก็คงทำอะไรได้ไม่มากเท่าไหร่ นอกจากทำงานให้ดีที่สุดเท่านั้น

> โครงการในอนาคตมีอะไรบ้าง

> ผมอยากทำอีกหลายโครงการ ... เป็นโครงการที่ต้องใช้เงินมหาศาลอย่างโครงการนิตยสารวิทยาศาสตร์และยังเรื่องเกี่ยวกับวรรณกรรม... มันเป็นโครงการที่ผมทำเองไม่ได้เพราะต้องใช้เม็ด เงินมาก ซึ่งถ้าสามารถใช้ประโยชน์จากรางวัลเพื่อให้ได้เม็ดเงินมามันก็สามารถทำให้ โครงการต่างๆ เป็นไปได้มากขึ้นเท่านั้นเอง

> เป้าหมายปลายทางในชีวิตวางไว้อย่างไร

> ผมมีความสุขกับการเขียนหนังสือ แล้วก็ดีใจที่ทำมันในเชิงการตลาดได้ระดับหนึ่ง ความฝันและความอยากเขียนก็คงอยู่ – ไม่ได้หายไปไหนตั้งแต่เริ่มต้นจับปากกามาเลย... อยากจะเขียนงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดไฟ จนกว่าไม่มีปัญญาเขียน มันคงมีเรื่องให้เขียนอีกเยอะแยะนะผมว่า ถ้าเรายังมีสมาธิและสติปัญญามากพอ

> ซีไรต์ปีนี้หวังไว้ขนาดไหน

> เฉยๆ ไม่ได้หวัง คือมาถึงวันนี้ก็โอเคแล้วในภาพรวม มันก็เหมือนประกวดออสการ์น่ะ มันก็แค่ดีที่สุดของปีเท่านั้นเอง ก็อาจดีในสายตาของคนกลุ่มเท่านั้นเอง ถ้าคิดอย่างนี้ได้ก็คงไม่ซีเรียสอะไร อย่างที่บอกเขียนเสร็จหน้าที่ผมก็จบลงตรงนั้นแล้ว