บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
กรุงเทพธุรกิจ 24 สิงหาคม 2546
 

วินทร์ เลียววาริณ
นักเขียนดับเบิ้ลซีไรต์กับศิลปะการเขียน

นสพ. กรุงเทพธุรกิจ
ฉบับ 24 สิงหาคม 2546

เส้นทางสู่ความเป็นนักเขียน บางคนยอกย้อนยาวไกล บางคนดิ่งตรง ราวกับลูกธนูพุ่งสู่เป้าอย่างฉับไว แถมยังแม่นราวปิศาจช่วยจับวาง

ความแปลกแตกต่างของแต่ละคน ประการหนึ่งเพราะการ "สั่งสม" ประสบการณ์การเรียนรู้ อีกประการหนึ่งเพราะเก่งในการค้นพบตัวเอง ว่าเหมาะกับอาชีพนักเขียนตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่บางคนกว่าจะรู้ ก็อายุมากแล้ว อย่าง เจ.เค โรว์ลิ่ง ผู้เขียน แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่เร็วหรือช้านั่นไม่สำคัญ เท่ากับการมี "จิตวิญญาณนักเขียน"

นักเขียนไม่มีทางลัด วัดกันที่ความอึด

พื้นฐานการเขียน ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายและเรื่องสั้น ในหนังสือ ช่อการะเกด ของ บก. สุชาติ สวัสดิ์ศรี ชุด รากต่อใบ บอกไว้ว่า ถ้าจะเขียนหนังสือแล้วต้อง "1. เขียนให้ดีที่สุด 2. เขียนให้ถึงที่สุด และ 3. ต้องเขียนให้จริงที่สุด"

ใครที่คิดจะเป็นนักเขียน ทั้งสามประการควรน้อมนำมาปฏิบัติ

นักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน และ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน นามปากกาว่า วินทร์ เลียววาริณ ไฉนสร้างสรรค์ผลงานได้ต้องใจคณะกรรมการรางวัลซีไรต์ และต้องตาคนอ่านนัก นั่นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

หนทางก้าวสู่ถนนนักเขียน วินทร์บอกว่า "ทางเดียวก็คือเขียน ไม่มีทางลัด เขียนแล้วต้องไม่วอกแวก ไม่ใช่เขียนไปเรื่องหนึ่งแล้วก็รอผลกระทบว่าจะมาอย่างไร มันไม่สามารถจะทำได้ถึงขนาดนั้น เขียนไปแล้วเรื่องหนึ่ง เราก็ต้องเขียนเรื่องที่สองต่อ เรื่องที่สามต่อ เขียนไปเรื่อย ๆ ความแตกต่างของคนเขียนหนังสือธรรมดา กับเขียนหนังสือจนเป็นนักเขียนได้ มันอยู่ตรงความอึด อยู่ที่ใครจะอึดจะทนกว่ากัน ถ้าเราผ่านจุดตรงนี้ได้ มันจะต้องไปจนได้ ไม่มีใครที่จะเขียนเรื่องลงตะกร้าไปตลอดชีวิตหรอกครับ" วินทร์เอ่ยด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ

เขียนหนังสือไม่ต้องพรสวรรค์

เรื่อง "พรสวรรค์ วินทร์บอกว่า การเขียนหนังสือ "ไม่ต้องพรสวรรค์อะไรทั้งสิ้น"
การหาเรื่องราวมาเขียน "ผมไม่ห่วงเรื่องการหาเรื่องราวมาเขียน เพราะมีเรื่องเยอะแยะไปหมด ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการหาพล็อต รอบๆ ตัวเรามีพล็อตเต็มไปหมด บางทีเรารู้สึกว่า เขาเขียนไปแค่ประเด็นสองประเด็นเท่านั้นเอง มีช่องว่างทางการตลาดให้เราเขียนอีกเยอะแยะ อย่างบ้านเรานี้ยังขาดหนังสือวิทยาศาสตร์ นวนิยายวิทยาศาสตร์ การหาเรื่องมาเขียน ผมว่าไม่มีปัญหา มันอยู่ที่เราจะเขียนได้ดีหรือเปล่าเท่านั้นเอง"

เขียนหนังสือให้ดี ต้องทำอย่างไร

สำหรับวินทร์แล้ว วินทร์มีขั้นตอนในการเขียนคือ "เราดูว่าเราจะเขียนหนังสือประเภทไหน มีข้อมูลใดที่เราต้องการ อะไรบ้าง เราหาข้อมูลไป แล้วเราก็หาโครงร่างว่า เรื่องแบบนี้ควรเขียนอย่างไร เราจะวางโครงเรื่อง วางโครงการไว้ก่อน กะเวลาว่า ทั้งหมดน่าจะประมาณกี่เดือนจบ ถ้าเราจะแบ่งงาน เราควรจะแบ่งอย่างไร ใช้เวลาแค่ไหน เมื่อไรเริ่มเขียน หรือทำไปพร้อมๆ กันได้ไหม...

"คือบางเรื่องไม่จำเป็นต้องทำรีเสิร์ซจนจบ เราทำเป็นตอนๆ ได้ไหม เพราะบางเรื่องเราอาจจะทำเป็นตอนๆ ตอนที่เราพร้อมเราก็เขียนไปก่อน และการเขียนหนังสือไม่ใช่ว่า เราจะมีอารมณ์สนุกเขียนตลอดเวลา มันเป็นไปไม่ได้ ช่วงเวลาที่เราเขียนช่วงเช้าเร็วที่สุด ดีที่สุด หรือว่าความคิดสร้างสรรค์เราแล่นที่สุด เราก็ใช้เวลานั้นในการเขียน สมมุติว่าช่วงบ่ายเราเหนื่อย เราไม่อยากจะคิดแล้ว เราก็เอาเวลานั้นไปรีเสิร์ซแทน"

เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ดูตัวอย่างการคิดเรื่อง เขียนเรื่อง และรีเสิร์ซเรื่องจากเรื่อง ปีกแดง ก็แล้วกัน

"โจทย์ของการเขียนจริงๆ ก็คือ การสอนวิชาประวัติศาสตร์เท่านั้นเอง โจทย์ของ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน คือ การสอนประวัติศาสตร์ที่คนไม่รู้เรื่องมาก่อน โดยไม่ต้องอ่านตำราเรียน ส่วน ปีกแดง เป็นการสอนวิชาสังคมนิยม ตั้งแต่วันแรกของคอมมิวนิสต์ จนวันสุดท้ายของคอมมิวนิสต์ นั่นคือโจทย์ เราหวังว่าคนอ่านๆ แล้วจะเข้าใจในเรื่องสังคมนิยมได้ดีกว่าเดิม โดยที่ไม่ต้องอ่านตำราอีกหลายสิบเล่ม นั่นคือโจทย์ ผมได้ทำทุกอย่างตามโจทย์ที่ตั้งไว้"

เมื่อได้เรื่องเขียนแล้ว ก็รีเสิร์ซข้อมูล

การรีเสิร์ซข้อมูลมันก็หืดขึ้นคอทีเดียว เพราะว่านิสัยส่วนตัว เมื่อผมทำอะไรแล้วไม่อยากทิ้ง ถ้าหากทำไม่จบ เรื่องนี้มันน่าจะทิ้งไปตั้งหลายครั้งแล้ว มันเหนื่อยเหลือเกิน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องทำงานประจำด้วย ตำราเกี่ยวกับสังคมนิยมที่เป็นเรื่องราวจริงๆ เป็นภาษาอังกฤษแทบทั้งนั้นเลย ไม่ค่อยมีภาษาไทย ภาษาไทยที่จะอ่านมีน้อยมาก เพราะฉะนั้นการหาข้อมูลต้องเป็นสองชั้น เราอ่านได้ช้าเนื่องจากเป็นภาษาอังกฤษ เราต้องอ่านหนังสือเป็นจำนวนมาก เพราะสงครามแต่ละสงครามมันก็มีรายละเอียดมากเหลือเกิน ข้อมูลมหาศาล ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่จำเป็นต้องอ่าน เพราะต้องทำให้จบ ดังที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนแรก และเก็บข้อมูลบางส่วนไว้แต่ตอนแรก และเขียนไว้แล้วแต่ไม่ชอบใจ ต้องรื้อใหม่ เขียนใหม่ ๆ มาหลายที ตอนหลังก็กะว่า ต้องจบภายในปีหรือสองปี ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ทำแล้ว ก็เลยโหมทำให้เสร็จ รวมทั้งหมดเวลา 6 ปี"

การแบ่งเวลาการเขียน

วินทร์ไม่เคยปล่อยเวลาทิ้งไปเปล่าๆ ถ้าเขียนมาทั้งวันแล้วเกิดเหนื่อยล้า ตอนกลางคืนก็ไม่ฝืนเขียนต่อ แต่หันไปขัดเกลา

"ช่วงกลางคืน ถ้าเป็นช่วงที่เราเหนื่อยแล้ว เราก็ใช้เวลาเกลาภาษาเท่านั้นเอง ถ้าเราแบ่งช่วงให้ถูก การทำงานของเราก็จะมีความก้าวหน้าตลอดเวลา ทุกวัน โดยที่ไม่ใช่ว่าทำอะไรไม่ได้ก็หยุดแค่นั้น ถ้าสมมุติว่า ผมคิดเรื่องนี้ไม่ออก ผมก็จะทำโปรเจ็คท์ที่สอง ไปก่อนได้ ผมจะไม่มานั่งรอให้เกิดอารมณ์โปรเจ็คท์นั้นอยู่"

เพื่อความคล่องตัวในการเขียน วินทร์วางแผนทำงานข้ามปี

"ผมจะวางล่วงหน้าหลายปี ไม่ใช่ปีเดียว ผมอยากจะเขียนอะไร อยากจะทำอะไรบ้าง แต่ละโครงการผมอยากทำอะไรก่อน ผมก็จะทำอย่างนั้นไป ผมอาจจะทำคราวละ สามสี่โครงการพร้อมๆ กัน ช่วงไหนที่ผมได้ข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับโครงการใดโครงการหนึ่ง ผมอาจจะทำโครงการนั้นไปก่อนก็ได้ ทั้งหมดนี้เป็นการบริหารเวลามาใช้กับงานเขียน ซึ่งมันก็ดูแปลกๆ แต่มันทำได้ อยู่ที่คุณจะทำหรือเปล่า"

นักเขียนอาชีพต้องมีวินัย

นักเขียนต้องมีวินัยของนักเขียนเหมือนกัน เรื่องวินัยวินทร์ยืนยันว่า "ผมว่ามันฝึกกันได้ ถ้าหากว่าคุณกฤษณา อโศกสิน คุณ'รงค์ วงษ์สวรรค์ ทำทุกวันได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีที่เราควรจะตาม เขาทำได้เป็นระบบ เขียนได้ทุกวัน ตลอดเวลา เขาทำได้นั่นแสดงว่าวิธีการนี้คนอื่นก็ต้องทำได้"

วิธีการของ วินทร์ เลียววาริณ นับเป็นวิธีที่ "เหมาะ" สำหรับคนที่จะเป็นนักเขียนอาชีพ แต่ถ้านักเขียนสมัครเล่นจะรออารมณ์ รอแรงกระทบใจ รอปัจจัยต่างๆ ให้มากระตุ้นถึงจะเขียนออกมาได้ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่ประการใด

รูปแบบไม่จำเป็นเสมอไป
กล่าวกันว่า วินทร์เป็นต้นแบบของ 'นักเขียนแนวทดลอง' อันหมายถึงมีรูปแบบหวือหวา และเป็นที่ยอมรับของนักเขียน นักอ่านรุ่นใหม่ๆ เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ วินทร์พรายยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนอธิบายว่า "ผมเลิกคิดเรื่องรูปแบบไปหลายปีแล้ว ผมดูที่ความเหมาะสมว่า จะเสนออย่างไร เวลาเราขาย เราดูหลายๆ อย่าง เช่น หนังสือบางเล่มอาจจะเหมาะสำหรับคนวัยน้อยๆ อย่าง หนึ่งวันเดียวกัน น่าจะเหมาะกับวัยรุ่นมากกว่าผู้ใหญ่ แต่นี่ไม่ได้แปลว่าผู้ใหญ่อ่านไม่ได้ แต่ว่าถ้าเราจะดูลักษณะรูปแบบการเขียน เราก็จะต้องเบาลงมาหน่อยหนึ่ง แต่เราไม่ทิ้งเนื้อหานะ"

สาเหตุที่ลดความหวือหวาลง วินทร์บอกว่า "ผมไม่ได้เปลี่ยนใจ ผมชอบทำงานที่มันแปลกออกไป อยากจะทดลองใหม่อยู่เสมอ แต่ผมไม่ได้ใช้แนวทดลอง ที่คนทั่วไปตีความว่างานทดลองคือรูปแบบ นั่นคือภาพที่คนอื่นมอง ผมว่ามันไม่จำเป็น พอทำงานถึงจุดหนึ่ง เราก็สามารถที่จะใช้อาวุธทุกอย่างมานำเสนอ ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเสมอไป รูปแบบอะไรก็ได้ นักเขียนรูปแบบทั่วไปมันก็เป็นแนวทดลองอยู่แล้ว"

พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า "สิ่งที่คนทั่วไปติดอยู่ ก็คือรูปแบบคือแนวทดลอง งานทดลองคือรูปแบบ เพราะฉะนั้นมันก็ฝังอยู่เรื่องนั้น นั่นมันก็จำกัดตัวเองอยู่พอสมควร "

ถึงอย่างไรก็ตาม "ผมยังชอบที่จะทำงานสนุกๆ อยู่ และนำเสนอที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ได้แปลว่าจะต้องหวือหวาอะไรเสมอไป" ผลงานของวินทร์เริ่มเด่นดังมาจากแนวทดลอง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเด่นในเรื่องของการนำเสนอ เมื่อชั่วโมงบินมากพอ การเปลี่ยนแปลงในผลงานที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา-ที่อาจไม่ธรรมดา

เขียนเพราะอยากเขียน อย่าเพื่อรางวัล ในฐานะเจ้าของผลงานหนังสือรางวัลซีไรต์ 2 เล่ม จึงอดที่จะถามเรื่องรางวัลตบท้ายไม่ได้ รางวัลในฐานะนักเขียนอย่างวินทร์มองอย่างไร

"รางวัลเป็นดาบสองคม รางวัลเป็นแค่ความเห็นของคณะกรรมการกลุ่มเดียวเท่านั้นเอง มันไม่ได้บอกอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว" วินทร์เน้นเสียงหนักแน่น "แต่มันเป็นสีสันของวงการ ทำให้วงการขับเคลื่อนออกไป ทำให้มีความเคลื่อนไหว มีข่าว ให้คนมาสนใจวงการหนังสือมากกว่าที่จะไม่มีรางวัล เพราะฉะนั้นโดยภาพรวม ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ใจจริงอยากให้บทบาทของรางวัลมีอะไรมากกว่านี้สักหน่อย รางวัลน่าจะสามารถกระตุ้นให้คนมาอ่านหนังสือมากกว่าปีละหนึ่งเล่ม"

สำหรับมือใหม่หัดเขียน เรื่องรางวัลคงต้องร้องเพลงประมาณว่า "ฉันเปล่าหนา เขามาเอง" คือให้เขาให้เองดีกว่าที่จะมุ่งมั่นเขียนเพื่อรางวัล

เพราะการบวกเลขถ้าผิดตั้งแต่แรก ยิ่งบวกต่อไปก็จะยิ่งพลาด