บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
นิทานที่ วินทร์ เลียววาริณ อยากให้คนรุ่นใหม่อ่าน
 

นิทานที่ วินทร์ เลียววาริณ อยากให้คนรุ่นใหม่อ่าน

  รายงานบันเทิง / อิสรีอิน 2547

นิทานดีย่อมมีผลต่อนิสัยรักการอ่านที่ดีของเด็กๆ ได้ (ตลอดไป)!!

เพราะเชื่อเช่นนี้ นักเขียนดับเบิลซีไรต์ อย่าง วินทร์ เลียววาริณ จึงไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย ในวันที่ ทศสิริ พูลนวล บรรณาธิการสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก ทาบทามให้เขียนนิทานให้กับ โครงการสมุดบันทึกนิทาน 2547 (Tale Diary 2004) เมื่อหลายเดือนก่อน

เพราะใจอยากปลูกฝังให้ 'เด็กรักการอ่าน' อยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่ง หลายครั้งที่ได้ยินได้ฟังข่าวเด็กไทยอ่านหนังสือน้อยลงๆ ด้วยแล้ว เขาเป็นคนหนึ่งที่อดตกใจไม่ได้เหมือนกัน

"มันอาจจะเป็นเรื่องธรรมดา หมายถึงว่า อาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็ได้ แต่ผมคิดว่าน่าตกใจเพราะว่าถึงแม้ว่าผมไม่ได้คิดว่าหนังสือจะต้องเป็นสิ่ง เดียวที่แก้ปัญหาชีวิตหรือสังคม แต่ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญต่อบ้านเมืองอยู่เหมือนกัน..

"ถ้าเราไม่รู้จักหนังสือเสียเลย มันเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง หนังสือมันมีคุณค่า มีสิ่งดีๆ ความรู้ แล้วก็มากมายที่ซ่อนอยู่ ผมว่าอย่างน้อยเด็กก็ควรมีนิสัยรักการอ่านอยู่บ้าง แม้ว่าไม่ได้อ่านหนังสือเป็นหลักเหมือนคนสมัยก่อน แต่ควรมีส่วนนี้อยู่บ้าง"

วินทร์บอกถึงความสำคัญ เพราะอย่างตัวเขาเอง หนังสือเล่มแรกที่เขาได้อ่านในห้องสมุดสมัย ป.5 ก็เป็นนิทานเหมือนกัน แม้จำชื่อไม่ได้แต่ก็ได้อ่านนิทานมาตลอด

"สำหรับผม นิทานเป็นการปูพื้นฐานให้รักการอ่าน ซึ่งผมคิดว่าสำคัญกว่าเนื้อหาของมัน ก็คือ ถ้าหากเราสามารถจับใจให้เด็กสนใจอ่านเพราะความสนุกสนานของนิทาน มันโอเค มันทำให้เด็กโตขึ้นจะมีนิสัยรักการอ่านไปโดยปริยาย อันนี้สำคัญมากๆ

"ถ้าเล่มแรกเป็นเล่มที่ยากๆ ถ้าไม่ชอบเกิดภาพลบต่อหนังสือนี่ โตขึ้นคงไม่เดินเข้าร้านหนังสือ ซึ่งจุดนี้ลำบากหน่อย ปัจจุบันก็ยากเหลือเกินที่จะให้เด็กมาอ่านหนังสือสักชั่วโมงหนึ่ง แทนที่จะเล่นเกมอย่างเดียวซึ่งมันยากกว่าเดิม..

"ผมว่าหนังสือมันมีหน้าที่ตรงจุดนี้ ที่จะทำให้เด็กหันมาอ่าน ทีนี้ถ้าหากหนังสือเล่มนั้น มี 'เนื้อหาซ้อน' ทำให้คนที่วัยวุฒิสูงขึ้นมาหน่อยได้อะไรมากกว่านั้น ก็ถือว่าเป็นโบนัสไป"

ในสภาวะเช่นนี้ ถ้าหากช่วยกันถูกทางแล้ว วินทร์คิดว่าน่าจะช่วยเพิ่มปริมาณคนอ่านหนังสือได้แน่นอน เขาจึงขอเป็นหนึ่งในขบวนนั้นด้วย

ว่าแล้วเมื่อทาง มูลนิธิเด็ก ให้โจทย์มาว่าให้เขียนนิทานพื้นบ้านภาคใต้ นักเขียนชาวหาดใหญ่ จ.สงขลา คนนี้จึงมิรอช้าใช้เวลาเพียงแค่ 2 วัน 'จีนกับใบมะขาม' ก็เสร็จสมบูรณ์

อันที่จริงนิทานภาคใต้มีหลายเรื่องให้เลือกดู แต่เรื่องนี้เจ้าของสำนวนนิทานเรื่องนี้เห็นว่า "เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน" ที่สุด

"นิทานเรื่องนี้สอนให้เด็กเป็นคนสู้ชีวิต ไม่เป็นคนจับจด หรือเป็นคนหยิบโหย่ง แต่เป็นคนที่ทำงานให้สำเร็จลุล่วง ไม่เพ้อฝัน"

วินทร์กล่าวถึงจุดเด่นก่อนจะเอ่ยถึงความรู้สึกที่อยู่ในใจลึกๆ เกี่ยวกับ 'คนรุ่นใหม่' ให้ฟัง

"ผมมีความรู้สึกว่า คนรุ่นใหม่จะเป็นคนที่ค่อนข้างฉาบฉวยนิดหนึ่ง เพราะสภาพสังคมบ้านเราเป็นอย่างนี้ ก็เลยคิดว่าบางทีเราอาจจะใช้นิทานเป็นตัวสื่อตรงจุดนี้ก็ได้..

"ง่ายๆ คือ สอนให้รู้ว่าการจะก้าวไปสู่ความสำเร็จนั้น ไม่มีทางลัด มันต้องทำงานหนัก ทำงานจริงๆ จังๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ใครๆ ก็อยากจะได้อะไรง่ายๆ ไปหมด..

"ผมคิดว่ามันน่าจะหยุดคิดสักนิดหนึ่งว่า เราอาจจะใช้วิธีการของบรรพบุรุษเรา ซึ่งทำงานหนักมาตลอดแล้วก็สร้างชาติสร้างตัวมาได้ด้วยการทำงานหนัก ผมว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี เพราะไม่งั้นอะไรก็ทางลัดไปหมด ก็เลยคิดว่าน่าจะหยุดทบทวนสักนิดหนึ่ง"

ถึงตรงนี้ก็คงพอจะนึกถึงบรรยากาศร้านหนังสือและอันดับหนังสือที่ถูกจัดไว้หน้าร้านขึ้นมาได้ว่าเป็นยังไง

โดยเฉพาะ How to ประเภท รวยภายในสิบวัน ผิวขาวในสองอาทิตย์ สวยโดยไม่ต้องออกกำลังกาย ฯลฯ ที่เกลื่อนแผง

"คือทุกอย่างมันง่ายไปหมด ง่ายจนเกินไป มันเหมือนกับว่ามันมีปาฏิหาริย์อยู่ที่เราต้องพึ่งมันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมไม่เชื่อในเรื่องนี้

"ผมคิดว่า ทุกอย่างต้องทำงานหนักถึงจะได้มันมา แล้วเราจะรู้สึกว่ามันมีคุณค่า"

วินทร์กล่าวยาวเหยียด สำหรับนิทาน (สอนใจให้เด็กๆ รักความขยันหมั่นเพียร) ที่ไม่ได้เขียนไว้ให้อ่านเฉพาะเด็กเล็กๆ เท่านั้น

เหตุผลหนึ่งที่มูลนิธิเด็กติดต่อนักเขียนภาคใต้คนนี้ เพื่อถ่ายทอดนิทานพื้นบ้านท้องถิ่นนั้น ก็เนื่องจากเห็นว่าเป็นนักเขียนที่ใส่ใจกลวิธีในการนำเสนอดี น่าจะหลอกเด็กได้ เอ้ย...น่าจะมีกลวิธีเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือได้สนุก

แต่สำหรับวินทร์แล้ว กลับบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรพิเศษเลย เพราะตัวเรื่อง 'แรง' บอกอะไรชัดเจนพออยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคกลอุบายอะไรมากมาย

"จริงๆ ก็คิดว่าเล่ายังไงให้น่าสนใจ มานั่งอ่านนิทานจริงๆ ตัวนิทานมันเด่นอยู่แล้ว แทบไม่ต้องใช้เทคนิคหรือกลอุบายมากมาย คือใช้ภาษาที่เรียบง่ายที่สุด สละสลวยคือใช้ภาษาพื้นๆ มาก ไม่มีคำศัพท์พิสดารเลย"

"ผมคิดว่าลักษณะเรื่องเป็นเรื่องของคนสร้างตัวจากความไม่มีอะไร ทุกอย่างมันง่ายไปหมด เรียบง่ายก็เลยใช้ภาษาง่ายๆ แล้วคิดว่าตัวเรื่องมันบอกอะไรได้มากอยู่แล้ว"

ที่สำคัญเขียนเรื่องนี้ แบบ 'ไหลลื่น' มาก

"พอนั่งลงปุ๊บมันไหลไปได้เรื่อยๆ จนจบ คือไม่ได้เขียนอย่างนี้มานาน คือมันไหลไปได้เลย มันแทบไม่มีอุปสรรคอะไรเลย สำหรับงานชุดนี้ อาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้ทำให้เราหวนคิดถึงวัยเด็ก ก็เลยทำด้วยความสบายใจ"

จีนกับใบมะขาม เป็นเรื่องราวของโกย้งกับโกผง เป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาทำมาหากินอยู่ทางภาคใต้ของไทย โกย้งขยันจนมีเงินทองเข้าขั้นเศรษฐี แต่โกผงเกียจคร้าน จึงพอมีกินไปวันๆ โกย้งจึงคิดอุบายสอนเพื่อน

แต่จะเป็นอะไรนั้น-มีทั้งเรื่องให้อ่าน (แบบ 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ) และรูปสวยๆ ให้ดู จากฝีมือของ ชนิศา ชงัดเวช อาจารย์คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร เล่มละ 50 บาทเท่านั้นเอง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำไปเป็นของขวัญวันปีใหม่ แบบไม่จำกัดเพศและวัย

ส่วนผู้ปกครองที่จะจัดกระเช้าหนังสือให้เด็กๆ อ่านกันแต่ต้นปีนั้น นักเขียนดับเบิลซีไรต์คนนี้มีข้อแนะนำ

อย่างแรกไม่จำเป็นต้องมีรางวัลรับประกันก็ได้

"ผมคิดว่าเราไม่ควรจะปลูกฝังให้เด็กอ่านหนังสือที่เป็นรางวัล ตรงกันข้ามผมว่าถ้าเห็นหนังสือที่มีรางวัลควรจะห่างๆ ออกมาก่อนเพราะว่ามันไม่ได้เหมาะสมกับเด็กทุกคน"

อย่างสองให้พ่อแม่อ่านกับลูกด้วย จะได้รู้ว่าเด็กแต่ละคนต้องการอะไรกันแน่

และสาม อย่าบังคับฝืนใจให้อ่านเด็ดขาด

"ผมดูจากตัวเองเวลาผมให้ลูกอ่าน ผมจะไม่บังคับให้อ่านหนังสือที่ผมชอบหรือหนังสือที่ (คิดว่า) ดี ให้เขาอ่านหนังสือที่เขาอยากอ่าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิทานหรือเป็นเรื่องเน้นความเพลิดเพลินบันเทิงอย่าง เดียว ผมก็ว่าไม่เป็นไร ตราบใดที่เราสร้างพื้นฐานรักการอ่านให้เขาแล้ว ก็โอเค เพราะอายุมากขึ้นแล้วเขาจะหันไปอ่านหนังสือที่ดีขึ้นโดยปริยาย โดยอัตโนมัติ"

ส่วนใครจะเริ่มต้นด้วยหนังสือดังๆ ในกระแสก็ไม่น่าจะมีปัญหา

"ถ้าเด็กอ่านบทสองบทแล้วไม่ชอบ เราก็ไม่ควรฝืนให้เขาอ่านเพียงเพราะว่ามันได้รางวัลหรือเห็นว่าเป็นหนังสือที่ดี"

ที่สำคัญมีการพูดคุยกันยิ่งดี จะได้ทำให้แตกหน่อทางสติปัญญาไปด้วย

และถ้ากลัวว่าเด็กๆ จะอ่านแค่เล่มเดียวก็แนะเล่มอื่นๆ ให้ลองอ่านดู

"ถ้าเขาไม่ยอมอ่าน ก็ยังไม่เป็นไร ตราบใดที่เราสร้างนิสัยรักการอ่านให้เขา ก็ยังโอเค ผมเชื่อว่าถ้าเขาชอบหนังสือนี้ เขาก็คงจะชอบตลอดไป เพราะมันเป็นภาพที่ดีที่ฝังอยู่ในใจแล้ว"

เรื่องแบบนี้นักเขียนคุณพ่อคนนี้ ทดลองมาเรียบร้อยแล้วจ้า!

ส่วนใครที่ติดใจสำนวนนิทานของวินทร์กันแล้ว อุดหนุนมูลนิธิเด็กกันหน่อย เพราะในไม่ช้าอาจจะมีทั้งนิทาน หนังสือเยาวชน ตลอดจนภาพประกอบเล่าเรื่องแปลกๆ (ที่ตั้งใจไว้แล้ว) มาให้อ่านกันอีก

จะได้ขึ้นชื่อว่า win ทั้งคนอ่าน-คนเขียนไปพร้อมๆ กัน!

 

(อ่านต้นฉบับได้ที่ห้องหนอนในตะกร้า - ข่าวหน้าหนึ่ง)