บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
วินทร์ เลียววาริณ ในวันเวลาที่ 'ตกผลึก'
 

จากนิตยสาร Hi Class

ฉบับ 224 เมษายน 2546


ความโดดเด่นในความเป็นนักเขียนของ วินทร์ เลียววาริณ นอกจากการนำรูปแบบการเขียนสารพัดอย่างมาทดลองใช้ในการนำ เสนอเรื่องสั้น เพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้อ่าน ขณะเดียวกันเนื้อหายังอัดแน่นด้วยมุมมองที่น่าสนใจ ในระดับได้รับคัดเลือกให้ได้รางวัลทั้งเรื่องสั้นและนวนิยายจากคณะกรรมการ หลายคณะ รวมทั้งเรื่องสั้นส่วนหนึ่งยังได้รับการแปลพิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่น

ความหลากหลายของแนวเรื่องที่เขียนเป็นอีกความโดดเด่นของนักเขียนหนุ่มวัย 46 ปีคนนี้ ไล่เรียงตั้งแต่ สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง รวมเรื่องสั้นแนวหักมุมรุนแรง รางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติปี 2538

อาเพศกำสรวล รวมเรื่องสั้นแนวทดลอง รางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติปี 2538

ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน รางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติปี 2538 รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรท์) ประเภทนวนิยาย ปี 2540

เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ หนึ่งใน 88 เล่มหนังสือดีวิทยาศาสตร์สกว. ปี 2544

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน รวมเรื่องสั้น รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประเภทเรื่องสั้น ปี 2544

หนึ่งวันเดียวกัน รวมเรื่องสั้นแนวทดลอง, หลังอานบุรี รวมเรื่องสั้นหัสคดี, ปีกแดง นวนิยายประวัติศาสตร์การเมือง

วินทร์บอกว่าความเป็นคนขี้เบื่อง่ายของเขาเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของความหลาก หลายของงานเขียน "แล้วแต่สไตล์ บางคนอาจจะไม่ชอบแนววิทยาศาสตร์ หรือปรัชญา ถ้าไม่ชอบก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเขียน เพราะมันไม่สนุก แต่ความสนใจของผมในแต่ละเรื่องมันสั้น คือพอเขียนเรื่องแนวนี้เสร็จแล้วเลยเปลี่ยนไปเขียนเรื่องแบบอื่น"

ความบันเทิงเป็นเครื่องปรุงหลักในงานเขียนทุกชิ้นที่กลั่นจากความคิดของเขา สู่สายตานักอ่าน เพราะในความคิดของเขาการอ่านหนังสือต้องได้ความสนุกสนาน

"ถึงแม้ว่าเราจะอ่านสารคดีซีเรียสก็สามารถอ่านด้วยความสนุกเพลิดเพลินได้ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องมีอาหารที่มีคุณค่ามาก แต่ไม่อร่อย ผมคิดว่าเราสามารถที่จะกินอาหารที่มีคุณค่ามากและอร่อยด้วย ควรจะเป็นอย่างนั้น ปรัชญาที่ใช้ในการทำงานเสมอคือต้องสนุกและดีด้วย"

หากบางครั้งข้อจำกัดบางเรื่องบังคับให้ไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ
"แต่ผมพยายามจะใช้หลักการนี้มาตลอด ที่ทำไม่ได้ตลอดเพราะว่าบางเล่มต้องดูคนอ่านด้วย อย่างหนังสือบางเล่มก็เหมาะกับบางคนไม่ใช่เหมาะกับทุกคน เช่น รวมเรื่องสั้นเรื่อง หนึ่งวันเดียวกัน ก็เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านตัวหนังสือหนาๆ ตัวหนังสือเยอะ"

แต่ไม่ใช่ว่าเขาให้ความสำคัญต่อความบันเทิง จนมองข้ามความสำคัญต่อข้อมูลกับความรู้ข้อเท็จจริงในเรื่องราวที่เขียน

ปีกแดง เป็นหนึ่งในงานเขียนที่บ่งบอกให้เห็นว่าเขาเป็นนักเขียนที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลของเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอไม่น้อย

"ผมใช้เวลาในการค้นคว้าเยอะ เพราะว่าเป็นคนไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับลัทธิสังคมนิยม แต่เนื่องจากตอนเริ่มเขียน อยากจะรู้ว่ามันคืออะไร เลยเขียนถึงประเด็นที่อยากรู้ ใช้เวลาหลายปีทีเดียวในการรีเสิร์ชข้อมูลและเขียน ผมมีความรู้ในระดับหนึ่ง ไม่ได้ถือว่ามีความรู้ระดับเชี่ยวชาญลัทธิสังคมนิยม แต่รู้ในเรื่องหลักการประวัติศาสตร์ในระดับหนึ่ง อาจจะจับฉ่ายไปหน่อย แต่ผมก็รู้มากพอที่จะเขียนได้"

"ถ้าเราไม่รู้เรื่องอะไรเราก็สามารถแสวงหาเรื่องที่เราไม่รู้ได้ ในฐานะนักเขียน ผมถือว่าเราสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา เท่าที่ผมเขียนหนังสือมา ผมต้องวิจัยค้นคว้าตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่เรารู้มากมายขนาดนั้น ผมใช้ตัวเองเป็นหลักว่าเราต้องการมากน้อยแค่ไหน แต่บางเรื่องที่เราสนใจเป็นพิเศษเราก็ศึกษาให้มากกว่าการใช้"

ใน สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน รวมเรื่องสั้นหลายเรื่องเกี่ยวกับชีวิต วิทยาศาสตร์ ปรัชญา สะท้อนมุมมองของเขามีต่อชีวิตผู้คนในสังคมปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง คล้ายๆ เขารู้จักและเข้าใจชีวิตมนุษย์ถึงขั้นตกผลึกแล้ว

"ผมตอบไม่ได้เพราะผมไม่แน่ใจ เพราะคำว่า ตกผลึก ในความหมายของนักเขียนทั่วไป หมายถึงคนที่เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งทุกอย่าง เข้าใจอย่างลึกซึ้งชัดเจน คือผมทำงานไปเรื่อยๆ ผมไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าตกผลึกได้หรือเปล่า หรือว่าถึงขั้นไหน ผมเลิกสนใจในข้อนั้นไปแล้ว ผมก็ทำงานไป ตามข่าวบ้านเมืองสังคม มองดูโลกด้วยสายตาคนสังเกตการณ์"

เทียบกับ 10 ปีก่อนในฐานะนักสังเกตการณ์ วินทรสรุปความรับรู้ที่มีต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมได้เพียงว่า เขามองเห็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดได้ชัดเจนขึ้น

"แต่จะชัดพอหรือไม่ยังไม่รู้ สำหรับผมคำว่าตกผลึกคือความเข้าใจในชีวิตอย่างชัดเจน ถ้าถามตัวเองผมเห็นประเด็นในสังคมค่อนข้างชัดเจนพอสมควร รู้ว่าเราทำอะไรอยู่ อยู่ตรงไหน แต่ไม่กล้าพูดว่าตัวเองตกผลึกอะไร"

เช่นเดียวกันวินทร์ให้คำตอบไม่ได้ว่า ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันดีกว่าหรือมีความสุขกว่าชีวิตผู้คนเมื่อ 50 ปีก่อน

"ถ้าดูเราก็มีความก้าวหน้าทางด้านวัตถุ แต่ว่าทางด้านจิตใจไม่ได้ดีกว่าเท่าไร แล้วเรายังทำลายมโหฬาร ยังไม่เข้าใจว่าธรรมชาติหรือธรรมชาติมีส่วนเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร ต่างคนต่างใช้ชีวิตเป็นเอกเทศ เข้าใจว่าเป้าหมายเป็นสุขนิยมมากกว่า ซึ่งผมไม่แน่ใจลักษณะชีวิตแบบนี้มันดีกว่า แต่เราก็เข้าใจว่านี่เป็นระบบที่พัฒนามาจากราก แล้วก็จะไปอย่างนี้ ผมว่าแต่ละยุคแต่ละสมัยมีจุดดีจุดไม่ดีของมัน"

ใน ปีกแดง วินทร์ผ่านตัวละครเอาไว้ว่า ชีวิตคือสงคราม เป็นสงครามที่เขายังมองไม่เห็นวิธีการยุติ

"ตราบใดที่มนุษย์ยังคงเป็นลักษณะแบบนี้ มีระบบ มีสังคมแบบนี้ เราคงไม่มีทางหยุดสงครามได้ มันเป็นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่จะต้องมีสงคราม เพราะประวัติศาสตร์ในช่วง 2,000-3,000 ปีมานี้ ชี้ไปในทิศทางที่ว่า สงครามเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ นอกเสียจากว่าเราสามารถตัดยีนความรุนแรงของมนุษย์ออกไปได้ เท่าที่ผมศึกษาในเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องปรัชญา เราค่อนข้างมีแนวโน้มในความเชื่อที่ว่าพฤติกรรมของคนหลายๆ อย่างถูกยีนกำหนดให้วิวัฒนาการมาในลักษณะแบบนี้ ทุกคนต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด"

ข้อมูลที่ถูกสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ ในปัจจุบันเป็นปัญหาหนึ่งในสังคมที่วินทร์เห็นว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะโฆษณา

"ในงานโฆษณาส่วนใหญ่เขาจะพูดความจริงกันทั้งนั้น แต่เป็นการพูดความจริงแค่ส่วนเดียว ถ้าเรามองในจุดนั้นมันไม่ผิดข้อมูลและไม่ผิดกฎหมาย เพียงแต่พูดไม่หมดบางครั้งอันตราย ถ้าคนทั่วไปไม่ได้มีความรู้พอ ก็อาจจะทำให้เกิดความหลงเชื่อในความต้องการใหม่ๆ โดยที่ตัวเองไม่รู้จริง ถ้าเราถูกฝึกให้รู้เท่าทันก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเราตามไม่ทัน นั่นคืออันตรายที่เรามองไม่เห็น แต่คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบอะไรได้มาก เพียงแต่สอนคนทางอ้อมให้รู้จักระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้นเอง"

คอลัมน์ในมติชน สุดสัปดาห์เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของเขา ที่ต้องการชี้ให้ผู้เสพสื่อเกิดคำถามต่อข้อมูลที่ได้รับ

"คอลัมน์ นี้เกิดจากเรื่องสั้นที่ชื่อ คำให้การ ในหนังสือชุด สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน มีเรื่องบันทึกคำให้การที่มีเรื่องจริงกับเรื่องเท็จปนกันในเรื่องเดียวกัน พอลงหนังสือไปแล้วมีคนเขียนจดหมายมาวิจารณ์ว่า ทำไมเขียนหนังสือผิดๆ ถูกๆ เพราะในเรื่องข้อมูลมันจะมั่วไปหมด จริงๆ แล้วมีความตั้งใจที่จะให้มีความผิดความถูกปนกัน พอหนังสือได้รับรางวัลซีไรท์ ก็มีคนท้วงคณะกรรมการว่า เรื่องนี้ในตอนท้ายน่าจะมีการบอกว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ เพราะคนอ่านที่ไม่รู้เรื่องจะถูกหลอกเอาได้ง่ายๆ ผมเลยมีแนวคิดขึ้นมาว่า น่าจะใช้กลวิธีเดียวกันบวกกับคำเฉลยในการที่สื่อถึงสังคมว่า สังคมมันเต็มไปด้วยความหลอกลวง เราต้องระวัง โดยเฉพาะคนที่ทำงานในวงการโฆษณา ประเด็นนี้ค่อนข้างชัดเจน ความจริงผมเขียนขึ้นมา ไม่ได้มาเล่นเกมว่า คนไหนจับได้ว่าข้อมูลตรงไหนจริงไม่จริง"

ตลอดระยะเวลา 10 ปี คำวิจารณ์เป็นสิ่งที่คุ้นเคยกับวินทร์เป็นอย่างดี เขาได้รับมาหมดแล้วทั้งดอกไม้และก้อนอิฐในเวลาพร้อมๆ กัน

"เท่าที่อ่านดูมีหลายคนที่เขียนดี บางคนอาจจะใช้อารมณ์อยู่บ้าง ในฐานะคนอ่านเราต้องอ่านบทวิจารณ์ด้วยสายตาที่เป็นกลาง และตั้งคำถามตลอดเวลาว่า ไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกอย่าง เพราะคำวิจารณ์เป็นแค่มุมมองของคนคนเดียวเท่านั้น"

ถ้ามีเวลาว่างพอ วินทร์บอกว่า งานเขียนวิจารณ์วรรณกรรมเป็นงานที่เขาสนใจ เขาวิเคราะห์โอกาสของวรรณกรรมไทยกับรางวัลโนเบลตามคำขออย่างตรงไปตรงมาว่า ความหลากหลายของเนื้อหาคือปัญหาใหญ่

"นักเขียนไทยต้องทำงานอีกไกลกว่าจะถึงจุดนั้น ผมว่าเราไม่ต้องคิดไกลไปถึงโนเบลหรอก ทำงานให้ดีให้คนในประเทศเราอ่าน ก็น่าจะเป็นเป้าหมายหลักได้ ถ้าดูความหลากหลายของหนังสือในตลาดบ้านเราจะมีน้อยมาก อย่างหาหนังสือนับสืบดีๆ ในตลาดเมืองไทยนี่น้อยมาก หนังสือแนวสืบสวนสอบสวนก็ไม่เจอ แนววิทยาศาสตร์มีอยู่คนสองคนที่เขียน พูดไปแล้วตลาดหนังสือเรายังแคบทีเดียว หาหนังสือดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเชิงสารคดี มันมีไม่มากเท่าไร เมื่อเทียบปริมาณหนังสือในตลาด เรามีหนังสือแนวซีเรียส แนวสังคมที่อยู่ในเกณฑ์ดีมากเยอะ แต่ถ้าเทียบโดยรวมแล้ว เรามีนักเขียนอยู่ในสไตล์ 2-3 สไตล์เท่านั้นเอง ถ้าพูดถึงพื้นที่สำหรับน้กเขียนใหม่ยังมีอีกเยอะ"

วินทร์ให้ความเห็นว่านักเขียนไทยหลายคนเขียนเรื่องสั้นได้ในระดับโลก

"สมัยก่อนอย่างเช่นงานของ มนัส จรรยงค์ ผมว่าเป็นระดับโลก หรือว่างานยุดหลังของคุณกนกพงศ์ (สงสมพันธุ์) ผมว่าหลายเรื่องดีมาก เช่น โลกใบเล็กของซัลมาน หรือ สะพานขาด เรื่องพวกนี้มีความลงตัวทั้งฉาก ทั้งมุมมอง ทุกอย่างลงตัวมาก"

จากโนเบลวินทร์ให้ความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องสั้นของซีไรท์รุ่นน้องอย่าง ปราดา หยุ่น ที่ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแบบสับเละและชื่นชมไม่แพ้ซีไรท์รุ่นพี่อย่าง เขาแบบไม่เข้าข้างฝ่ายไหนว่า

"ผมว่าโดนเยอะโดนน้อยไม่ใช่ประเด็น เพราะคนที่ได้รับรางวัลต้องโดนทุกคนอยู่แล้ว มากหรือน้อยเท่านั้นเอง ประเด็นอยู่ที่สิ่งที่เขาเขียนคืออะไร ผมว่างานปราบดาเป็นแนวทางอันหนึ่งที่เพิ่มความหลากหลายในงานเขียนบ้านเรา โดยรวมผมว่าเป็นงานที่ดีน่าสนใจ และดีใจที่มีคนเขียนแบบนี้ขึ้นมา มันน่าเบื่อมากถ้ามีคนเขียนอยู่สไตล์เดียว มีอะไรที่แปลกใหม่หลุดโลกมาบ้างก็ดี ซึ่งเป็นการสร้างทางเลือกทำให้เราเกิดการสันดาปความคิดก็ดีต่อภาพรวม"

ข้อหาเรื่องสั้นบางเรื่องของปราบดาถูกวิจารณ์ว่าอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในมุมมองของวินทร์

"แต่ละคนมีสไตล์และวิธีการนำเสนอที่ไม่เหมือนกัน เราน่าจะดีใจที่มีคนคิดอะไรที่ไม่เหมือนกัน ส่วนคุณจะคิดเหมือนคนเขียนหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว เพราะนักเขียนมีสิทธิ์ที่จะเสนอสิ่งที่เขาเชื่อ ส่วนสิ่งที่เขาเสนอออกมา คนอ่านก็มีสิทธิ์ที่จะตีความอย่างไรก็ได้ เป็นเรื่องปกติที่เราจะเขียนหนังสือเล่มหนึ่งแล้ว มีกระแสทั้งบวกและลบ มันดีกว่าเขียนหนังสือแล้วได้แต่คำชม"

เช่นเดียวกับที่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำวิจารณ์หรือมุมมองเรื่องสั้นของเขาว่า เป็นแบบโพสต์โมเดิร์น หรือโมเดิร์น

"ถ้าถามจริงๆ ว่าโมเดิร์นเป็นอย่างไร โพสต์โมเดิร์นเป็นอย่างไร ผมก็ตอบไม่ได้ ผมทำงานของผมไปเรื่อยๆ ถ้าคิดว่าดีผมก็จะทำ ผมคิดว่าการเป็นกลุ่มไหนมันไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่าเรื่องที่ดีเขียนดีแค่ไหน"

วินทร์ขยายความคำว่าเขียนดีในมุมมองของเขาว่า

"ในฐานะคนอ่านผมดูสองอย่างคือ ถ้าอ่านเรื่องสั้นย่อหน้าแรกแล้วมันไม่ดึงดูดใจให้อ่านต่อก็หยุดเลย ไม่ว่าเนื้อหาจะดีมากแค่ไหนก็ตาม ส่วนหนึ่งของการบอกว่าดีหรือไม่ คือการนำเสนอและเนื้อหา สองส่วนนี้ต้องลงตัว แต่อย่างไรก็ตาม เนื้อหาเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการนำเสนอ แต่ผมว่าการอ่านหนังสือต้องอ่านด้วยความรู้สึกสนุกมากกว่าการอ่านแล้วรู้สึก ทรมาน"

วินทร์ตั้งใจมาไม่ต่ำกว่า 4-5 ปีแล้วว่า ต้องการเป็นนักเขียนอาชีพที่มีรายได้จากการเขียนหนังสือเพียงอย่างเดียว วันนี้เขาได้โอกาสทำตามความต้องการที่ตั้งใจแล้ว

"เหตุผลคือบริษัทโฆษณาที่ทำมาหลายปีปิดกิจการ เลยถือโอกาสลงมาเขียนหนังสือเต็มที่เสียที ผมอยากออกจากวงการโฆษณาสักพัก แล้วถ้าเขียนหนังสืออยู่ได้ คงไม่เข้าไปทำงานโฆษณาอีก ให้เวลาประมาณ 6 เดือนหรือ 1 ปีแล้วค่อยมาว่ากัน"

วินทร์ตั้งสำนักพิมพ์ 113 ซึ่งเป็นเลขที่บ้านเกิดของเขาที่หาดใหญ่ เพื่อพิมพ์ผลงานเขียนของเขาโดยเฉพาะ ปัญหาราคากระดาษแพงทำให้เขาต้องลดทุนค่าใช้จ่ายด้านอื่นตั้งแต่ออกแบบปก จัดหน้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากลำบากสำหรับอดีตสถาปนิกอย่างเขา เพื่อต้องการให้ราคาขายหนังสือออกมาถูกที่สุด

ผลตอบแทนที่กลับคืนมาวินทร์บอกว่า อยู่ในระดับพอมีกำไรเล็กน้อย

การไม่ใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อจนเกินไป เป็นกฎข้อสำคัญสำหรับนักเขียนไทยในความคิดของวินทร์ เพราะผลตอบแทนยังอยู่ในระดับแค่พอเอาตัวรอดเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนำไปเทียบกับอาชีพอื่นที่ใช้สมองในระดับเดียวกันหรือนักเขียนต่าง ประเทศ แต่ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา

"ผมเพิ่งอ่านสัมภาษณ์ของนักเขียนจีน เขายังได้มากกว่าเราเลย อย่างที่ว่ามันต้องทำงานให้เต็มที่ ถ้าจะใช้ชีวิตเป็นนักเขียนก็ต้องยอมรับสภาพในหลายๆ ส่วนให้ได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือเราต้องปรับงานเขียนของเราให้ขายได้คงทำได้แค่นั้น"

ในทัศนะของวินทร์งานเขียนเป็นลักษณะการทำงานแบบอุดมคติ เมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่น

"คุณจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีกรอบอะไรมาบังคับ ไม่มีข้อแม้ในเรื่องการตลาดเท่าไรเลยทำให้เรามีความสุขกับมัน สิ่งที่ดีอีกอย่างหนึ่งคือการที่เราทำงานไปแล้วมีเสียงตอบรับอยู่ในเกณฑ์ที่ น่าพอใจ เป็นส่วนที่ทำให้มีกำลังใจในการทำงาน ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราทำงานได้อย่างมีระบบ ภายใต้เงื่อนไขเวลาได้ ถ้าเราสามารถจัดระบบได้ เราก็ไม่ได้สูญเสียเรื่องความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ลดคุณภาพของงาน ผมเชื่อว่าเราสามารถทำงานที่มีคุณภาพภายใต้เงื่อนไขเวลาได้"

ตอนนี้เขาอยู่ระหว่างเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ ทั้งที่เรื่องสั้นเป็นแนวการเขียนที่เขาชื่นชอบมากกว่านวนิยาย หากข้อจำกัดด้านรายได้และระยะเวลา คือสาเหตุที่เขาต้องเลือกเขียนนวนิยายก่อนในเวลานี้ ควบคู่ไปกับงานเขียนคอลัมน์ประจำในนิตยสาร 3-4 เล่ม

"ปกติผมใช้เวลาเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง 4-5 เดือนกว่าจะจบ ตอนนี้ถ้าทำแบบนั้นคงอยู่ไม่ได้ เรื่องสั้นเขียนเรื่องใหม่ต้องมีประเด็นใหม่ นิยายใช้ประเด็นเดียวแต่เขียนได้ยาวกว่า"

กับงานเขียนนวนิยายวินทร์บอกว่าเขายังไม่เข้ามือโปรในระดับที่สามารถกำหนดการเขียนส่งพิมพ์แบบอาทิตย์ต่ออาทิตย์ได้

"ถ้าเขียนอาทิตย์ต่ออาทิตย์มันเครียดเกินไป ผมต้องเขียนเรื่องให้เสร็จก่อนแล้วค่อยส่ง"

อดใจรอกันหน่อยแล้วกัน...