บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
DNA สัมภาษณ์
 

วินทร์ เลียววาริณ
นักคิด นักเขียน

จาก : dna, issue 034, August 2003

คอลัมน์ Et cetera : dna interview : Pens, Brains and The Whole New World โลก-เปลี่ยน-คน-เปล่า

เขาดูเป็นคนเฉยๆ ทำตัวปกติธรรมดา ไม่ได้มีทีท่าของคนที่มีซีไรทเป็นรางวัลสำหรับงานเขียนรับรองคุณภาพอยู่ถึง 2 ครั้ง 2 หน (ตัวเขาน่ะปกติ แต่เรื่องนี้-ไม่ปกติ ไม่ปกติแน่แล้ว) และถ้าจะถามกัน รางวัลสำหรับเขาน่าจะเป็นการที่เกิดมาแล้ว ได้ใช้สิ่งที่มีอยู่ในสมองให้เป็นประโยชน์ สร้าง และสร้าง และสร้าง เรื่อยไป

dna : งานของคุณหลากหลายมาก
win : เพราะความขี้เบื่อ ผมเป็นคนเบื่อง่าย ไม่ชอบทำอะไรซ้ำซาก อยากทำอะไรที่มันสนุก

dna : อย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้เขียนหนังสือ
win : ไม่เชิงทีเดียว ที่เขียนหนังสือเพราะมันว่าง และผมไม่ชอบให้มีเวลาว่าง

dna : คุณเน้นเรื่องวิธีเขียน ดูเหมือนมีวิธีการต่างๆ เยอะแยะมากมาย
win : นั่นเป็นความชอบส่วนตัวที่ไม่อยากจำเจ ผมก็ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ไม่ใช่ทุกครั้งที่ทำอะไรใหม่ๆ แล้วมันจะดีกว่าเดิมเสมอไป แต่ก็ทำ เพราะถ้าหยุดเมื่อไร ก็ถอยหลังเข้าคลองเมื่อนั้น

dna : ดูเหมือนจะมีโครงสร้างในงานเขียนทุกๆ เรื่อง
win : มันไม่ใช่โครงสร้างนะครับ มันเป็นแนวความคิด ถ้ามันมีแนวคิดรวม มันจะมีพลัง ชัดเจนกว่า มันจะไม่หลงทาง มันอาจจะติดนิสัยมาจากการคิดอะไรเป็นระบบก็ได้ ผมคิดอย่างเป็นระบบมานานแล้ว เวลาเรียนสถาปัตย์ (เขาเป็นสถาปนิกมาก่อน) มันมีการทำงานหลายส่วน การทำงานที่ไม่มีระบบจะไม่สามารถทำให้ทุกอย่างเสร็จภายใต้เวลาที่กำหนดไว้ ต้องจัดสรร แบ่งเวลาให้ถูก

dna : บอกได้ไหมว่า ตอนนี้คุณสนใจเรื่องอะไร
win : วิทยาศาสตร์กับปรัชญาครับ กำลังเขียนเรื่องในแนวนี้อยู่ คือศาสนาทางสายตะวันออกนี่มันจะเป็นวิทยาศาสตร์มากทีเดียว เป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิธีคิดที่เป็นแบบวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่มาจากความเชื่อ แต่มาจากความคิด แล้วเป็นวิธีคิดที่ไม่ล้าสมัย แต่ก็มีหลายอย่างที่อาจจะไม่เวิร์กแล้วสำหรับคนบางยุค เรื่องไสยศาสตร์ เรื่องของเปลือก ที่ติดเข้ามา

dna : อะไรดึงให้มาสนใจเรื่องนี้
win : อย่างที่ว่า ผมขี้เบื่อ เรื่องศาสนานี่ที่จริงสนใจมานานมากแล้ว นานมากทีเดียว ผมศึกษาด้วยการอ่าน ไม่ใช่ไปบวช ดูในหลักการ วิธีคิด ก็อ่านไปเรื่อยๆ เล่มไหนที่ไม่ดี คือเสนอความคิดในเชิงเหนือธรรมชาติ ไสยศาสตร์ ก็เขวี้ยงลงถังไปเลย ผมรู้สึกมันไร้สาระ เสียเวลาในชีวิตที่จะอ่าน มันไม่ช่วยอะไรสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า มีแต่ถอยหลัง แต่ถ้าเป็นหลักศาสนาที่ดี จะไม่มีล้าสมัย อย่างของท่านพุทธทาสฯ อ่านกี่ครั้งก็ยังใช้ได้อยู่ แล้วน่าจะมีคนอ่านมากกว่านี้ ถึงโลกจะไปถึงไหนแล้วก็ตามเถอะ

dna : หนังสือศาสนาบางเล่มจะบอกว่า ความเจริญของโลกที่มากเกินไปจะไม่ดี
win : อันนี้ไม่จริงหรอกครับ เราจะเอาอะไรมาวัดความเจริญล่ะ คอมพิวเตอร์หรือ อีก 100 ปีอาจจะไม่ใช่แล้ว โลกมันต้องก้าวไปข้างหน้า วันหนึ่งถ้าเรามีโลกใหม่อยู่ที่ดาวอังคาร ดาวศุกร์ ดาวอะไรก็ตาม ที่อยู่ของคนมันก็ขยายใหญ่ขึ้น ปัญหาก็คือเราตามมันทันหรือเปล่า ที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้เพราะเราตามไม่ทัน เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นเทคโนโลยีใหม่ก็กระโจนเข้าไป โดยไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่

dna : โลกที่มันเปลี่ยนเยอะ และเปลี่ยนเร็ว มีผลกับงานของคุณบ้างไหม
win : มันไม่มีผลหรอกครับ เพราะผมลอยตัวอยู่ ผมไม่ได้สนใจว่าเราจะต้องเขียนเรื่องให้มันทันสมัย ไม่จำเป็น แต่เราเขียนให้คนอ่านแล้วมีคุณค่า มีความบันเทิงอยู่ ผมเชื่อว่าเรายังสามารถเขียนเรื่องคลาสสิกใน พ.ศ.นี้ได้อยู่ ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร

dna : แล้วถ้าโลกนี้เกิดเหลือภาษาเดียวแบบที่ใครๆ เขาว่ากัน-ภาษาดิจิตอล
win : ผมว่ามันไม่แปลกหรอก โลกมันต้องหมุนไปข้างหน้า สมัยยุคหินมันก็ไม่มีภาษาไทย ภาษาอังกฤษ มันไม่ควรจะยึดติด มันไม่มีอะไรแน่นอน คุณจะไปยึดติดมันทำไม

dna : ดูเหมือนเทคโนโลยีกับศิลปะ มันไม่ค่อยจะไปด้วยกันเลย
win : ผมไม่เห็นด้วยกับอันนั้นเท่าไร ถ้าเราดูในศตวรรษที่ 10 ศตวรรษที่ 5 อะไรอย่างนี้ มีคนประดิษฐ์พู่กันขึ้นมา มันก็เป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนยิ่งใหญ่เหลือเกินในสมัยนั้น จากมนุษย์หินที่ต้องวาดรูปบนผนังถ้ำ แต่มีคนที่สามารถควบคุมเทคโนโลยีอันนั้นได้ แล้วสร้างงานที่ยิ่งใหญ่ออกมา ในทำนองเดียวกัน เราก็สามารถใช้คอมพิวเตอร์ สร้างวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน มันอยู่ที่คนใช้ อยู่ที่เจตนาในการใช้

dna : ไม่ใช่ว่าได้ยินคำว่า เทคโนโลยี แล้วปฏิเสธ
win : ใช่ครับ หรืออคติต่อคำว่าของเก่าของใหม่ ตราบใดที่เราใช้มันเป็น และไม่เป็นทาสของมัน ก็ไม่มีอะไรแปลก เราต้องรู้ว่าเราทำอะไรอยู่ อย่างสมมติว่าเราซื้อรถคันหนึ่งที่แพงมาก เราซื้อเพราะคุณค่าที่เอามาใช้ ไม่ใช่เพราะยี่ห้อที่ขับไปไหนก็มีคนกรี๊ด ชีวิตมันมีอะไรมากกว่านั้นนะ เราต้องใช้มัน ไม่ใช่มันใช้เรา

dna : แต่ดูเหมือนว่า เดี๋ยวนี้คนสนใจกันแต่เทคโนโลยีตลอดเวลา อย่างมือถือออกใหม่
win : นั่นคือเราตามมันไม่ทัน เราตกเป็นทาสมัน ต้องตามซื้อสินค้าให้ทันยุค นั่นคืออันตรายของสังคมอย่างยิ่ง ส่วนใหญ่มีอะไรเรารับหมด แต่ไม่สร้าง ประเทศเราจะหาคนที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้โลกยากมาก โดยเฉพาะถ้ากระบวนการทางความคิดยังเป็นแบบเดิม แบบที่ไม่ให้คิด

dna : แต่มันต้องมีตัวที่ทำให้เกิดปัญหาอย่างแท้จริง
win : การศึกษาไงครับ การสอนในโรงเรียนยังเป็นแบบป้อนให้อยู่ เพราะฉะนั้นเวลาคิดนี่ จะไม่กล้าคิดแตกต่างมากเท่าไร ที่เราขาดน่าจะเป็นจุดนี้ เรื่องการใช้ความคิดสร้างสรรค์ไม่มากเท่าที่ควร

dna : คนอาจจะไม่ได้รับการศึกษามากพอ แล้วเทคโนโลยีก็มาถึงพอดี อย่างนั้นหรือเปล่า
win : นั่นคืออันตราย คือเราไม่รู้จริง แล้วเราก็คิดว่าเรารู้ นี่คือความสำคัญที่จะต้องสอนเด็กให้รับรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่สอนเด็กให้ตามอย่างเดียว ต้องรู้จักคิด จะมารับอย่างเดียว จำอย่างเดียว เด็กก็จะไม่ไปไหน อีกร้อยปี เราก็จะไม่ไปไหน แล้วเราก็จะไม่มีการสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ให้โลกนี้เลย ไม่มีทาง

dna : เราไม่ได้พูดว่าเด็กต้องเรียนเก่งใช่ไหม
win : เด็กที่เรียนเพื่อจะเอาเกรดเออย่างเดียว ก็ไม่น่าที่จะถูกต้องนะ น่าจะเรียนเพื่อที่จะรู้อะไรบางอย่าง เพื่อเอาไปใช้กับชีวิตจริง แล้วก็เป็นประโยชน์กับสังคมโดยส่วนรวมด้วย มันมีความงามของชีวิตในด้านอื่นๆ อีก มีศิลปะ มีรูปภาพ มีวรรณกรรมต่างๆ มันเป็นวิตามินของสมอง ของจิตใจของเรา เราอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยศูนย์การค้าโดยไม่มีหอศิลป์ได้ยังไง ผมไม่เข้าใจจริงๆ แต่ก็อีกนั่นแหละ ศิลปะกับวรรณกรรมก็ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

dna : แล้วอะไรคือคำตอบ
win : เอาอย่างนี้ ผมจะบอกให้ว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนในชีวิตของผม อย่างหนึ่งคือการที่ชีวิตช่วงหนึ่งได้ไปทำงานต่างประเทศ เราได้เห็นมุมมอง เห็นวิธีคิดของคนที่อยู่ในพื้นฐานวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน เขาจะจริงจังกับทุกอย่าง ซีเรียสเรื่องงาน แต่ถ้าถึงเวลาเล่นก็เล่น ของเราดูเหมือนจะเล่นไปหมดทุกเวลา กับอีกอย่างคือการได้รู้จักห้องสมุด

dna : การอ่านก็สำคัญ
win : ไม่ใช่คนไทยไม่อ่านนะครับ แต่เราอ่านไม่หลากหลาย อ่านไม่ครบทุกชนิด คือเราอ่านชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป ทำให้สมองเราคับแคบตีบตัน หนังสือหลากชนิดทำให้เรามองโลกในแง่ที่ลุ่มลึกกว่าเดิม แล้วต้องเป็นหนังสือในแนวที่สอนให้เราคิด ไม่ใช่สอนให้เราเชื่อ เมื่อคิดเป็นแล้ว เราก็เอามาใช้กับชีวิต ใช้แก้ปัญหา ผมมองทุกอย่างในโลกนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ปัญหาอะไรหลายๆ อย่าง ถ้าเรามองในระยะประชิดอาจจะไม่ชัดเจน ปัญหาหลายอย่างแก้ง่ายมาก เพียงแต่เปลี่ยนมุมมองเท่านั้นเอง

dna : แม้แต่ปัญหาของคน
win : ปัญหาของคนคือปัญหาเดิมเสมอ มันไม่มีอะไรแปลกใหม่อีกแล้วในโลก หลายปัญหามันเป็นเรื่องไร้สาระจริงๆ ต้องหัดมองต่างมุม ลองมองปัญหาในอีกมุมหนึ่งดูบ้าง สร้างทางเลือกบ้าง ไม่ใช่ทุกอย่างต้องมีคำตอบอยู่แบบเดียว โลกไปถึงไหนแล้วครับ

dna : สรุปง่ายๆ คือเราควรจะ -
win : รู้จักคิดและเป็นอิสระ ถ้าเราเป็นอิสระอย่างแท้จริง เราจะไม่ตกอยู่ในอำนาจอะไร เราจะตามทุกอย่างทันตลอดเวลา นั่นคือหัวใจของการมีชีวิตอยู่ในโลกมากกว่านะ ผมว่า...