บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
นิตยสารไรเตอร์ ฉบับกันยายน 2540
 

วินทร์ เลียววาริณ ซีไรต์ หมายเลข 19

จาก : นิตยสารไรเตอร์

ปีที่ 6 ฉบับที่ 9 กันยายน 2540



หลังจากประกาศรางวัลแล้ว มีนิตยสารติดต่อขอเรื่องหรือสัญญาว่าจะเขียนให้ใครบ้าง

วินทร์ : ไม่ได้สัญญาใครเลย เพียงแต่บอกว่า เขียนได้ก็จะเขียนให้ ซีไรต์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตผมถึงขนาดว่าต้องรีบเขียนอะไรออกมา

ถ้าอย่างนั้นความหมายของคำว่า นักเขียนอาชีพ ที่คุณพูดถึงคืออะไร ที่บอกว่าซีไรต์ทำให้เป็นนักเขียนอาชีพได้เร็วขึ้น ไม่ได้หมายถึงว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วหรอกหรือ

วินทร์ : ไม่ ความหมายของผมไปเกี่ยวอยู่กับคำว่า “มืออาชีพ” ด้วย เพื่องานดีและก็เงินดีด้วย ทั้งกล่องทั้งเงินซึ่งมาพร้อมกัน หากผมคิดถึงเรื่องเงินอย่างเดียว ผมไม่เขียนวรรณกรรมแบบนี้ให้เสียเวลาหรอก ไปเขียนเรื่องอ่านเล่นดีกว่า ได้เงินแล้วก็ไม่โดนวิจารณ์ เขียนตามสบาย ผิดๆ ถูกๆ ไม่มีใครสนใจ

อย่างซีไรต์รุ่นพี่บางคน พอได้รางวัลมาก็เหมือนกับเป็นโรงงานผลิตต้นฉบ้บเลย...

วินทร์ : ผมว่าไม่ดีหรอก เป็นการฆ่าตัวตายเปล่าๆ รางวัลไม่ได้การันตีผลงาน อาจจะการันตีชื่อเสียงในช่วงหนึ่ง แต่ถ้าคุณไม่รักษาคุณภาพไว้มันก็ไปเหมือนกัน

ช่วงนี้อาจเจอคำพูดที่บาดใจ เช่นว่า หนังสือซีไรต์ขายดีก็จริง แต่ไม่แน่ว่าจะมีคนอ่าน บางคนก็ซื้อเก็บไว้ตามกระแส เหมือนเป็นแฟชั่น หรือไม่ก็ครูบาอาจารย์บังคับให้นักเรียนต้องซื้อ ซีไรต์ไม่ได้เป็นตราประทับคุณภาพที่แท้จริง....

วินทร์ : ผมก็ไม่ได้คิดอะไรกับซีไรต์มากไปกว่าเป็นส่วนโปรโมทหนังสืออย่างหนึ่ง คือต้องยอมรับว่าหนังสือเป็นสินค้าตัวหนึ่ง คุณเขียนหนังสือก็เพื่อจะขาย ถ้าไม่ต้องการขายก็คงไม่จำเป็นต้องตีพิมพ์ มันเป็นเรื่องการตลาด 100% ซึ่งบางคนก็มีทัศนะว่าการตลาดเป็นเรื่องของทุนนิยม เป็นความเลวร้าย แต่ลืมไปว่าเรากำลังขายสิ่งดีๆ สิ่งหนึ่ง แล้วมันเสียหายตรงไหน หากว่ามันจะเกิดขายได้แบบถล่มทลาย สำคัญที่วิธีการต่างหาก ซึ่งการใช้รางวัลมาโปรโมท มันก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่ง ผมมองไม่เห็นว่าจะมีส่วนเสียหายตรงไหน เป็นการพัฒนาการของการอ่านหนังสือในเมืองไทยด้วยซ้ำ ถึงจุดหนึ่งแล้วคนอาจจะอ่านหนังสือโดยที่ไม่สนใจกับรางวัล แต่กว่าจะถึงจุดนั้นได้ก็ต้องเริ่มจากจุดนี้ก่อน

มีบางคนบอกว่า งานเขียนที่ดีไม่จำเป็นต้องขายดี

วินทร์ :ใช่ สินค้าดีที่ขายไม่ออกก็มีเยอะแยะไป ขณะเดียวกันหนังสือที่ขายดีก็ใช่ว่าจะเป็นงานที่ดีเสมอไป ขึ้นอยู่กับกระบวนการทางการตลาด คือกลวิธีทางการขาย คุณสามารถขายให้ตรงกลุ่มที่คุณต้องการหรือเปล่า คำว่า ตลาด เป็นสิ่งที่กว้างมาก มีการแบ่งเป็นกลุ่มออกไปที่เรียกกันว่า กลุ่มเป้าหมาย ในทางโฆษณาก็ต้องหาจุดคุณสมบัติของตัวสินค้าตัวหนึ่งซึ่งเหมาะกับคนแค่กลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง อย่าไปคิดรวมหรือหวังว่าจะให้คนทั้งหมดมาใช้ มาสนใจ เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเขียนหนังสือให้คนทั้งหกสิบล้านมาอ่าน มันต้องเจาะเฉพาะกลุ่ม หาวิธีที่จะสื่อสารหรือโปรโมชั่นให้เขารู้ว่าหนังสือของคุณเหมาะกับกลุ่ม ส่วนจะเป็นกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่นั่น ก็อยู่ที่สินค้าของคุณ

ในทางการเขียนหนังสือแล้ว การตลาดหรือโปรโมชั่นมีความจำเป็นหรือสำคัญมากน้อยขนาดไหน

วินทร์ : ผมคิดว่าถ้าคุณจับตัวเองถูกจุดที่ภาษาการตลาดเรียกว่า โพสิชันนิ่ง (Positioning) คือวางตำแหน่งของคุณให้ถูกจุด คุณก็อยู่ได้ เหมือนกับที่ชาติ กอบจิตติอยู่ได้ด้วยกลุ่มของเขา ซึ่งกลุ่มของชาติอาจไม่อ่านหนังสือของโน้ต กลุ่มของโน้ตก็อาจไม่อ่านนิยายแนวละครทีวี กลุ่มแบบนี้มีอยู่จริง และทั้งโน้ตทั้งชาติก็จับจุดของเขาถูกว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น ทำอะไรก็เพื่อกลุ่มตรงนั้น ฉะนั้นคนที่อ่านก็ยังคงอ่านของเขาอย่างต่อเนื่อง พูดถึงการตลาดก็นับว่าเขาสำเร็จ ซึ่งถ้าอาศัยการโฆษณาเข้าไปเสริม ก็อาจมีกลุ่มคนอ่านของพวกเขาเพิ่มขึ้นเป็นล้านๆ คนก็ได้

ถึงอย่างไรผมก็เชื่อว่าการโปรโมทหนังสือไม่ใช่สิ่งเสียหาย เรามีปัญหาอยู่ว่า เมื่อพูดถึงวิธีคิดแบบนักโฆษณา หลายคนก็มองว่าเป็นสิ่งไม่ดี เป็นกลวิธีของทุนนิยม จริงๆ แล้วเราอยู่ในโลกของทุนนิยมหรือเปล่า ถ้าใช่มันก็ต้องโฆษณา เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของทุนนิยม หนีไม่พ้น แต่จะทำยังไงให้การโฆษณาอยู่ในระบบที่ควบคุมได้ มีจรรยาบรรณ เท่านั้นเอง

แน่นอนว่าเราเลี่ยงสังคมทุนนิยมไม่ได้ เป็นระบบที่เราเลือกที่จะอยู่ เพราะแม้ไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นระบบที่เลวน้อยที่สุด ในปัจจุบันถ้าให้คุณเลือกระหว่างทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์ คุณจะเอาแบบไหน... ผมว่าถึงยังไงเราก็ต้องเลือกไอ้ที่เป็นอยู่นี้ จะไปหวังถึงสังคมที่สมบูรณ์คงไม่ได้ มันไม่มี และเมื่อโฆษณาคืออาวุธของสังคมทุนนิยม แล้วทำไมเราถึงจะใช้ในการโฆษณาสิ่งดีๆ เช่นหนังสือไม่ได้ ในเมื่อทุกวันนี้มีการใช้การโฆษณาในสิ่งไม่ดีเยอะแยะไป

หมายถึงว่า นอกจากคุณจะคิดเรื่องเขียนหนังสือให้ดีแล้ว ยังต้องคิดเรื่องหนังสือของตัวเองต้องขายได้ด้วย 

วินทร์ : เปล่า! ผมไม่เคยคิดเลย เพราะผมเขียนหนังสือไม่ได้หวังให้มันเป็นเบสต์ เซลเลอร์ ผมเขียนเพื่อเอาใจตัวเองต่างหาก เขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากอ่าน และเชื่อว่ามีคนส่วนหนึ่งอยากที่จะอ่านอะไรแบบนี้ แต่ไม่มีใครเขียนให้เขาอ่าน

มีบางคนบอกว่าเขาเขียนหนังสือโดยไม่หวังยอดขาย หวังแค่ให้มันดี ตัวคุณเองหมายความตามนั้นหรือเปล่า

วินทร์ : ผมเพียงแต่เขียนในสิ่งที่ผมชอบ เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรดีและไม่ดีโดยแท้จริง หนังสือก็เหมือนกัน แนวการเขียนควรจะมีหลายแนวในตลาด เพื่อเปิดโอกาสให้คนเสพได้เลือกมากขึ้น ซึ่งก็แปลว่าตลาดหนังสือขยาย ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าเป็นการดีที่โน้ตเขียนหนังสือแนวตลกของเขา ขณะที่คนเขียนแนวซีเรียสก็เขียนกันไป บู๊ล้างผลาญก็เขียนไป แนวน้ำเน่าก็เขียนไป แต่รวมๆ แล้วทำให้ตลาดหนังสือมีความหลากหลาย พอหลากหลายแล้วมันก็โตขึ้นเอง ถ้ามัวแต่คิดว่าเรื่องที่ดีต้องแบบนั้นแบบนี้ แบบโน้นไม่ได้ มันต้องอ่านยากเหมือนดอสโตเยฟสกี ผมว่ามันก็ไม่ไหว มีคนอ่านดอสโตเยฟสกีจบสักกี่คน ขืนบังค้บให้เขาต้องอ่านแต่อย่างนั้นบางทีเขาอาจไม่อ่านไปเลย ดูทีวี. ดูวิดีโอดีกว่า

ผมอาจคิดเรื่องการขายบ้างเหมือนกัน แต่ก็คิดในฐานะที่ว่า นักเขียนนั้นนอกจากจะเขียนในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว ยังต้องรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเองด้วย คือต้องขายได้ด้วย คุณจะมีชีวิตแบบกินเกลือก็ได้ แต่ว่ามันยากมาก เพราะถ้าคุณไม่มีรายได้เลี้ยงตัว ต้องอดๆ อยากๆ ท้องที่หิวจะผลิตงานดีๆ ออกมาได้ยังไง

อาจมีบางคนแย้งคุณว่า ภาวะอดอยากต่างหากที่ทำให้นักเขียนค้นเจอเรื่องดีๆ นักเขียนต่างประเทศก็มีหลายคนที่เผชิญกับชีวิตลำบาก

วินทร์ : ผมว่าไม่จำเป็นเลย นักเขียนที่อยู่ในคฤหาสน์ก็เขียนวรรณกรรมเพื่อชีวิตได้ ถ้าเขาศึกษามากพอ มันผิดตรงไหน

เขียนได้ แต่อาจจะไม่ลึกซึ้ง

วินทร์ : โอเค คุณอาจลำบากมาก่อนจึงจะสะท้อนความรู้สึกนั้นออกมาได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องยากจนตลอดเวลาเพื่อจะเขียนอะไรแบบนั้น ไม่จำเป็น ผมมองว่าถ้าคุณเคยยากจนมาก่อน แล้วคุณเกิดร่ำรวยขึ้นมานี่ คุณอาจผลิตงานเลอเลิศขึ้นมาก็ได้ เพราะร่างกายคุณแข็งแรงกว่า สมองคุณ ความคิดคุณก็แล่น งานมาสเตอร์พีชอาจจะออกมาในจังหวะแบบนี้

ถามตรง ๆ ในการเขียนหนังสือ คุณคิดอยากมีชื่อเสียงหรือไม่

วินทร์ : ไม่ โดยนิสัยส่วนตัวผมเป็นคนเก็บตัวตั้งแต่เด็ก เก็บตัวมากๆ ด้วย ถึงนาทีนี้ผมรู้สึกว่าผมจะเปิดตัวออกไปมากจนเกินควรแล้ว มากกว่าที่ผมจะจินตนาการไปถึงได้ (หัวเราะ)

อย่างแต่ก่อน จะให้ผมไปพูดในที่ชุมชน ผมพูดไม่ได้ ถ้าอยู่ในชั้นเรียน อาจารย์ถาม ใครมีความเห็นอะไรบ้าง ผมจะเป็นคนสุดท้าย... คือเป็นนักเรียนสมัยเก่า หลบอยู่หลังชั้น ถ้าอาจารย์ถาม จะนั่งก้มหน้าตลอด ผมชอบที่จะอยู่เงียบๆ มากกว่า แต่บังเอิญ เข้าใจว่าสถานการณ์การตลาดกับหนังสือในเมืองไทย สองสิ่งนี้ควรจะไปด้วยกัน

เป็นความเข้าใจ...

วินทร์ : ผมทำความเข้าใจเงื่อนไขตรงนี้ บางครั้งก็ฝืนตัวเองเหมือนกัน แต่เพื่อเห็นแก่อนาคตว่า ถ้าอยากจะเขียนหนังสือและให้ขายได้ ก็ต้องยอมเปิดตัวเองออกไป สองสามปีมานี้ผมก็ยอมเปิดตัวเพราะเหตุผลนี้ เข้าใจว่าต้องทำ

โดยลึกๆ แล้วพอใจที่จะอยู่ในมุมสงบของตนเอง

วินทร์ : ใช่ ผมมีความสุขมากเวลาอยู่คนเดียวเงียบๆ แล้วนั่งคิดเพ้อฝันไปตามเรื่องตามราว

ถ้างั้นซีไรต์ก็ต้องมีผลกระทบกับชีวิตคุณค่อนข้างมาก อย่างน้อยที่เห็นๆ ก็คือต่อการเรียน

วินทร์ : หลังประกาศซีไรต์ผมคิดไปตั้งกี่ครั้งแล้วนี่ เรื่องว่าจะดร็อป เพราะซีไรต์นี้เลยจะทำให้ตกวิชานี้ (หัวเราะ)

ตอนประกาศหกเล่มสุดท้าย หาของคนอื่นมาอ่านบ้างไหม

วินทร์ : ไม่ได้อ่าน ช่วงหลังๆ ผมไม่มีเวลาอ่านเลย ใช้เวลากระเบียดกระเสียรมาก แม้แต่เวลาที่แบ่งให้การเขียนหนังสือก็น้อยลงไปมาก บางวันก็มีให้แค่สิบ-ยี่สิบนาที่

หรือคิดว่าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะปีที่แล้วก็เข้ารอบไปเหมือนกัน

วินทร์ : ปีที่แล้วต่างหากที่ผมได้เรียนรู้อะไรตั้งหลายอย่าง เพราะเขามีการคอมเมนต์ มีวิจารณ์ของทุกคน บรรยากาศคึกคักกว่าครั้งนี้

ถ้าเกิดประกาศเป็นคนอื่น....

วินทร์ : ผมไม่คิดว่าจะเข้ารอบหกเล่มด้วยซ้ำไป ไม่คิดว่านิยายโลดโผนแบบนี้จะเข้าถึงซีไรต์ มันมีหลายอย่างที่คล้ายกับของคุณวศิษฐ์ เดชกุญชรด้วยซ้ำ

ได้คิดวิเคราะห์ไหมว่า อะไรทำให้เล่มนี้กลายเป็นซีไรต์

วินทร์ : ไม่ ผมขี้เกียจวิเคราะห์ คิดเอาว่าเป็นจังหวะหลายๆ อย่างรวม ๆ กัน

ในเรื่องสั้น หมึกหยดสุดท้าย ซึ่งถือเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ ผ่านเกิด จากบก.สุชาติ สวัสดิ์ศรี (ตีพิมพ์ใน ช่อปาริชาติ) คุณเองได้กระแนะกระแหนรางวัลนี้....

วินทร์ : จริง ๆ แล้ว ไม่ได้กระแนะกระแหนรางวัล แต่กระแนะกระแหนผลลัพธ์จากการหวังพึ่งรางวัล หรือการใช้รางว้ลเป็นตัวแปรในการสร้างชื่อทางการเขียนหนังสือ ซึ่งพุ่งไปที่เรื่องทางการตลาดมากกว่า

เรื่องนั้นก็เริ่มด้วยการทดลอง มีการใช้รูปแบบสัมภาษณ์นักเขียน

วินทร์ : เป็นลูกเล่นอันหนึ่ง ถือเป็นลูกแรกๆ ที่จะหาดูว่ามีวิธีไหนที่เราจะนำเสนอเรื่องของเราออกไป ผมเข้าใจว่าเหตุผลที่มาของการคิดแนวทดลองมากมาย ก็เพราะว่าในช่วงแรกที่เขียนนั้นภาษาของผมไม่ดีเอาเสียเลย จะเดินเรื่องแบบธรรมดาค่อนข้างยากสำหรับผม ก็เลยใช้เครื่องมือที่ตัวเองถนัด คือกำลังทำในวงการโฆษณาอยู่ด้วย ทุกๆ วันก็ได้คิดอะไรใหม่ๆ ออกไป เลยดึงตัวนั้นมาใช้

หมึกหยดสุดท้าย ผมเขียนก่อนที่จะรู้จัก ช่อการะเกด หรือ ช่อปาริชาติ เขียนไปตามความคิดที่อยากจะทำแนวทดลอง และเมื่อลองส่งไปให้คุณสุชาติ ก็เป็นเรื่องที่โดนแก้เยอะมาก ต้นฉบับที่ส่งกลับมานี่แดงเถือกเลย คือเติมเรื่องบางส่วนให้เหมาะสมขึ้น รวมทั้งภาษาที่ตอนนั้นยังห่วยอยู่มาก ผมก็ได้ถือเป็นแบบเรียน

คุณมีงานเขียนชิ้นแรกคือ ไฟ เป็นเรื่องสั้นลงตีพิมพ์ในนิตยสาร อิมเมจ แต่ดูเหมือนว่าหลังจากนั้นคุณจะพิสมัยสนาม ช่อการะเกด เป็นพิเศษ มีศรัทธาเฉพาะตัวกับ บก.สุชาติหรือ

วินทร์ : ไม่ ผมเพิ่งได้ยินชื่อสุชาติก็ตอนกลับมาเมืองไทย จากช่อการะเกดนี่แหละ คือตอนที่กลับมาใหม่ๆ มันมีเวลาว่างมาก สมองมันวิ่งไปวิ่งมา เลยขยับปากกาเขียนเรื่องเพื่อไม่ให้ว่าง แล้วคราวนี้เรื่องที่ผมเขียนก็เอาสนุก เป็นหักมุม ตื่นเต้น มากกว่าจะเป็นวรรณกรรมแท้ๆ ซึ่งพอลองไปพลิกหนังสือหาสนามดู มันไม่มีสนามแบบเรื่องของผมเลย มีที่เฉียดๆ ก็อย่าง มติชนและอิมเมจ ทดลองส่งไป แล้วอีกที่คือ ช่อการะเกด เพราะเห็นในหนังสือเขาบอกว่ายินดีเปิดกว้าง พอ หมึกหยดสุดท้าย ได้ลง เรื่องหลังนี่ โลกีย-นิพพาน ถือว่าผมเขียนแรง บก.ที่น่าจะรับได้ที่สุดคือคุณสุชาติ เป็นการทดสอบ บก.ซึ่งก็โอเค. เลยเจาะจงว่าถ้าเป็นเรื่องแรงๆ หนักๆ ก็จะส่งให้แก

เรื่องนั้นเป็นการวิพากษ์วิจารณ์วงการศาสนาพุทธ ในขณะที่คุณเองเพิ่งกลับมาถึงเมืองไทยใหม่ๆ หรือว่าติดตามข่าวคราวทำนองนี้มาก่อน

วินทร์ : มันมีพระเฮงซวยที่เกิดเป็นข่าวอยู่เรื่อย อ่านๆ ไปแล้วน่าเบื่อมาก แล้วเคยเจอพระอ่านหนังสือ มิถุนา ที่สนามหลวง เป็นพระนะ แต่นั่งอ่านเฉยเลย ผมอยากจะ- อย่าหาว่าบาปเลย อยากจะตรงเข้าไปตบกะโหลกสักที เป็นพระเป็นเจ้าอยู่ในที่สาธารณะ ทำไมทำอย่างนี้ แล้วก็มีอีกหลายๆ เรื่องประดังเข้ามา โดยเฉพาะเวลาไปเจอป้ายว่าทำหลวงพ่อต่างๆ ออกมาขาย หรือโฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์ เลยเขียนเรื่องนี้ออกมาประชดแรงๆ เอาพระมาเทียบกับเซ็กซ์เสียเลย

ที่มีเสียงชื่นชมกันมากคือเรื่อง น้ำสองสาย ที่เอาเด็กชายใหม่ รักหมู่มาเล่าใหม่ ลำดับที่มาของเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร

วินทร์ : เรื่องนี้มีภาพเหตุการณ์ในอดีตอยู่บ้าง คือทางใต้เขาจะมีประเพณีชักพระ คล้ายๆ เป็นแบ็คกราวด์ของเรื่องแต่ตัวเรื่องคือแสดงความตัดกันระหว่างวัฒนธรรมเก่า-ใหม่ คือตอนนั้นพวกพิซซา แม็คโดนัลด์ เบอเกอร์คิงเข้ามาแล้ว จะมีส่วนหนึ่งที่ต่อต้าน บอกว่าเป็นสิ่งเลวร้ายมาก คือเห็นอะไรใหม่ๆ ออกมาก็จะบอกว่าไม่ได้ไว้ก่อน

ที่นี้ผมมีความเห็นในทำนองกลับกัน คือผมไม่ได้บอกว่ารับได้หรือไม่ได้ แต่เห็นว่ามันเป็นกระแสชีวิต ที่ต้องเดินไปอยู่แล้ว เราต้องยอมรับว่าโลกนี้กว้างขึ้น ติดต่อกันง่ายขึ้น เป็นโกลเบิลไลเซชั่น (Globalisation) ซึ่งจะต้องเป็นไปอย่างนี้อยู่แล้ว ถ้าคุณยังอยู่ในโลกนี้นะ ยกเว้นคุณจะย้ายไปอยู่ดาวอังคารก็อีกเรื่อง ฉะนั้นโอกาสที่คุณจะกินแม็คโดนัลด์มันมีสูง ถ้าเราจะใช้ค่านิยมเก่าๆ ในการวัดว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นความยุติธรรม

เรื่องนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้ภาษา

วินทร์ : ก็คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรถึงจะพรีเซ็นต์ให้เห็นถึงความตัดกันของสองย ุดออกมาได้ แต่พอนึกถึงภาษาก็ปิ๊งขึ้นมาทันทีในเซ็คชั่นที่เป็นสมัยก่อน ก็ใช้ภาษาใหม่ ที่เป็นสมัยใหม่ก็เลือกใช้ภาษาเก่า

คือสมัยนั้นเป็นสมัยรัฐนิยม เขาตัดอักษรไทยออกไปหลายตัวมาก แล้วทุกคนก็ต้องเคารพกฎกติกา ต้องรักชาติ เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ทีนี้ถ้ามาเทียบกับปัจจุบัน ชาตินิยมในยุคนั้นมาเจอตอนนี้เข้าต้องเป็นลมตายแน่ๆ เพราะตอนนี้เห็นฟาสต์ฟูดเต็มไปหมดเลย

เรื่องแบบนี้ผมคิดว่าเราจะมองในแง่ผิด มันก็ผิด จะมองให้ถูกมันก็ถูก แล้วแต่มุมมอง 

เรื่องนี้นับว่าโดดเด่นและสมบูรณ์ แต่แปลกที่ไม่ได้รางวัลอะไร กลับไปได้ช่อการะเกดยอดนิยมจาก โลกสามใบของ ราษฎร์ เอกเทศ

วินทร์ : ผมก็งงๆ (หัวเราะ) เรื่องนั้นถ้าจะว่าเด่น ก็เด่นที่รูปแบบ ผมค่อนข้างแน่ใจว่าไม่มีใครเคยใช้มาก่อน

การค้นคิดทดลองรูปแบบใหม่ๆ แต่ละครั้งกลัวหรือกังวลไหมว่ามันจะไปซ้ำกับที่เคยมีอยู่ก่อนแล้ว

วินทร์ : คือพัฒนาการของหนังสือและศิลปะ จริงๆ แล้วไม่มีอะไรใหม่ อะไรก็ตามที่เราคิดมักจะมีคนคิดมาก่อน เพียงแต่เราไม่รู้ เพราะสมองของคนเรามีกระบวนที่ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ บางทีไอเดียมันจะออกมาซ้ำกัน จนน่าแปลกใจ ก็ถือว่าโอเค ถ้ามันชัดเจนเกินไปเราก็ต้องถอย เพราะเขาเขียนมาก่อน ต้องให้เครดิตเขา ถ้าเรารู้เราก็จะถอยแล้วไปหาแนวใหม่ เช่นเดียวกัน หลายไอเดียที่ผมคิดไปแล้วมีคนอื่นคิดเหมือนกัน แต่โชคดีที่ผมได้ตีพิมพ์ก่อน เขาก็ต้องถอยให้ตามเงื่อนไขของจังหวะเวลา ฉะนั้นเวลามาวิจารณ์ว่าใครลอกใครนี่ตอบยากมาก ต้องดูที่เจตนาว่าตั้งใจจะลอกหรือเปล่า วิธีการคิดต่างๆ อาจซ้ำกันได้ อย่างในงานโฆษณาจะเจออยู่เรื่อยๆ บางทีไอเดียจะเหมือนกันเลย ไม่น่าเชื่อ แต่การมีองค์ประกอบเหมือนกันก็ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

แสดงว่าจำเป็นต้องอ่านมากๆ เพื่อจะได้รู้ว่า ใครเคยใช้รูปแบบที่เราคิดจะใช้แล้วบ้าง

วินทร์ : ผมไม่แน่ใจ ระยะหลังๆ ผมกลับคิดอีกอย่าง การอ่านมากผมกลัวว่าจะเป็นการรับไอเดียบางไอเดียเข้ามา และฝังอยู่ในใจ แล้วหลงคิดว่าเป็นของเราเอง สิ่งนี้มันเกิดขึ้นได้ อันตรายมาก บางครั้งมันเข้าไปแล้วผสมกับไอเดียเก่าของเรา หลอมเป็นไอเดียใหม่ขึ้นมา แต่ก็ยังมีรากฐานไอเดียของคนอื่นอยู่ เขียนไปแล้วนึกดีใจว่าเราคิดไอเดียนี้ขื้นมาได้อย่างไร แต่พอเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง จะคุ้นๆ ว่าไอ้นี้ได้มาจากไหนนะ ที่ไหนได้ เป็นของคนอื่น

หลายปีที่ผ่านมาผมแทบจะไม่ได้อ่านเรื่องของคนอื่น ทำสมองให้ว่างแล้วจับจากอากาศดีกว่า ผมเรียกว่าพลังการคิดจากอากาศ ไอเดียแปลกๆ ใหม่ๆ นี่เราสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาโดยใช้กระบวนการคิดอย่างมีหลักการ ซึ่งเป็นวิธีที่ฝรั่งเขาใช้ บางครั้งอาจจะซ้ำกับคนอื่น อย่างที่บอกว่าคนเรามีโอกาสคิดซ้ำกันได้ แต่ก็ถือว่าปลอดภัยกว่า

นักเขียนส่วนใหญ่จะเอาชีวิตจริงของตัวเองหรือที่ได้สัมผัสมาผสมกับจินตนาการ แต่ของคุณรู้สึกจะเน้นไปที่จินตนาการ มีเรื่องไหนที่มีสัดส่วนเรื่องจริงอยู่มากกว่าเรื่องแต่งบ้าง

วินทร์ : เรื่องแต่งมากกว่าทั้งนั้น ทั้งหมดเป็นจินตนาการ บางทีเกิดจากสิ่งที่เราอ่านตอนเด็กๆ มาหลอมรวมกัน ได้แนวคิดใหม่ๆ ออกมา แต่จริงๆ แล้วประสบการณ์ในชีวิตมันติดอยู่กับตัวเราอยู่แล้ว คือพฤติกรรมโดยพื้นฐานของคนนี่ค่อนข้างจะเหมือนกัน มีแต่รายละเอียดของเรื่องราวเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป เวลาเขียนผมจะใช้ประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะประสบการณ์ทางจิตใจ แต่ด้านข้างนอกนี่ผมไม่มี ก็ต้อไปรีเสิร์ช (research) เอา

ประสบการณ์ชีวิตไม่จำเป็นสำหรับการเขียน....

วินทร์ : สำหรับคนอื่นอาจจะจำเป็น แต่สำหรับผมแล้วถือว่าน้อย เพราะชีวิตที่ผ่านมาก็จะเรียบๆ ไม่มีอะไรหวือหวาเท่าไหร่ ผมจึงอาศัยการจินตนาการมากกว่า อย่างเขียนเรื่องแนวประวัติศาสตร์ ก็ไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ในเหตุการณ์จริงถึงจะเขียนได้ เพียงแต่เราเอาประสบการณ์ของเราที่เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ด้วยกันมาผสานกับข้อมูลประวัติศาสตร์ผสานกับจินตนาการ เราสามารถทำมันได้

เรื่องสั้นอีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าโดดเด่น คือ ปทานุกรมแห่งชีวิต มีขั้นตอนการคิดอย่างไร

วินทร์ : เรื่องนี้มาพร้อมๆ กันระหว่างรูปแบบและเนื้อหา คิดว่าจะพรีเซ็นต์คนกรุงเทพฯ ออกมาอย่างไร ที่นี้มีคำว่า dictionary เข้ามา อย่างไรไม่ทราบ ก็คิดว่าเป็นไปได้ไหมที่จะพรีเซ็นต์ออกมาให้เป็นอย่างนั้นเลย ทั้งเรื่องเป็นคำศัพท์ ให้ภาพคนชั้นกลางออกมาให้ได้

สำหรับคุณวินทร์แล้ว คำนิยามของกรุงเทพฯ คืออะไร

วินทร์ : ความจริงในเรื่องสั้นเรื่องนั้นเป็นการแสดงความเห็นของคนเขียนไว้ค่อนข้างจะชัดเ จน ผมไม่ชอบกรุงเทพฯ ไม่รู้ทำไม ไม่รู้สึกว่าเป็นบ้านเท่าไหร่

แต่ที่หาดใหญ่บ้านคุณ ก็วุ่นวายไม่น้อยไปกว่ากรุงเทพฯสักเท่าไหร่

วินทร์ : แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นที่เกิด... หรืออย่างเวลาผมไปต่างจังหวัดบางจังหวัด ผมยังรู้สึกว่ามันเป็นบ้านของผมมากกว่าเลย แต่กับกรุงเทพฯยังไงก็ยังรู้สึกว่ามาอยู่ชั่วคราว ผมไม่ขอตายที่นี่

กรุงเทพฯ เลวขนาดนั้นเชียวหรือ

วินทร์ : อาจไม่ก็ได้ แต่ผมไม่ชอบชีวิตพลุกพล่านแบบนี้ เมืองในฝันของผม น่าจะเป็นเมืองที่สะอาด อากาศดี ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ผมไม่ชอบในสเกลใหญ่ของกรุงเทพฯ อยากได้เมืองที่เล็กกว่านี้หน่อย และชีวิตไม่ต้องรีบร้อน

นั่นดูเหมือนจะเป็นความฝันของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯแทบทุกคน

วินทร์ : ใช่ ผมก็เป็นคนชั้นกลางไง

คุณวิพากษ์คนชั้นกลางผ่านโทรศัพท์มือถือ เรียกมันว่า สากกะเบือ ในขณะที่คุณเองก็ใช้มันในชีวิตประจำวัน

วินทร์ : สำหรับผม เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดีถ้าเรารู้จักใช้มัน ก็เหมือนที่ผมใช้คอมพิวเตอร์ในการเขียนหนังสือ โทรศ้พท์มือถือนี่มีประโยชน์มากเลยในการใช้งาน ยิ่งเฉพาะในกรุงเทพฯ

แต่ผมไม่ได้ใช้มือถือแบบ เดินเข้าไปในร้านอาหาร แล้วก็พูดๆๆๆ คือถ้าคุณใช้ในฐานะแฟชั่นเมื่อไหร่ คุณก็เป็นทาสมันทันที คุณขับรถคุณก็ยกมือถือขึ้นมา แทนที่จะไปซื้อแฮนด์ เซ็ทติง (Hand Setting) ซึ่งจะปลอดภัยมากกว่า ก็ไม่ทำ เลือกที่จะโชว์ว่านี่โทรศัพท์มือถือ แต่ตอนนี้คงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะราคามันถูกลงแล้ว ตอนสมัยแรกๆ เห็นแล้วรำคาญตามาก

ผมจำเป็นต้องมีมือถือ เพราะจำเป็นต้องใช้งานติดต่อธุรกิจ ทำให้งานดีขึ้น เร็วขึ้น แต่ก็พยายามเก็บไว้ ไม่ถือโชว์ บางคนไม่มีมารยาท ไปที่ไหนก็พยายามให้ได้พูดมือถือ ผมว่าช่วงแรกๆ ม้นเป็นค่านิยมเสียเกินครึ่ง ไม่ใช่เฉพาะมือถืออย่างเดียว บัตรเครดิต บัตรสารพัด ซึ่งเรากลายเป็นทาสของมันไปแล้ว แม้กระทั่งรถยนต์ก็เถอะ ติดที่ยี่ห้อ ติดที่สารพัดสารพัน แทนที่จะใช้มันเป็นพาหนะช่วยพาเราไปสู่จุดหมาย หรืออย่างกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง คือถ้าคุณใช้เพราะมันเป็นหนังแท้ ทนทาน ใช้ได้นาน นั่นถือเป็นประโยชน์ หรือหน้าที่ในทางใช้สอย แต่ถ้าเพื่อการโชว์เมื่อไหร่ เป็นทาสมันทันที แสดงว่าในตัวคุณไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรดี ถึงต้องเอาอะไรที่คุณคิดว่าดีมาประดับ ถ้าเอากระเป๋าใบนั้นออกเสียเมื่อไหร่ ตัวคุณก็ไม่มีคุณค่า เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

คุณบอกว่าในชีวิตคุณเวลาต้องกระเบียดกระเสียรมาก เช่นนั้นคุณมีเวลาสำหรับคิดเรื่องงานเขียนอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่อง รูปแบบ วิธีการ

วินทร์ : ผมคิดได้ทุกเวลา ไม่เลือกว่าจะเป็นเวลาทำงาน แต่ไม่ได้หมายถึงไม่ทำงานนะ อย่างสมมุติขณะผมทำงานโฆษณาไป เกิดมีอะไรโยงมาสู่เรื่องสั้นได้ ผมก็จดไว้เลย จดใส่มือนี่แหละ แล้วทำงานต่อ ในทางกลับกัน บางทีกำลังเขียนเรื่องสั้น มีไอเดียบางอย่างที่ผุดขึ้นมาและน่าเอาไปใช้ในโฆษณา ผมก็จดไว้เป็นไอเดียโฆษณา

ต้องใช้ประโยชน์จากสมองให้มากที่สุด เพราะจุดสำคัญของการทำงานอยู่ที่หน้าที่รับผิดชอบ ถ้าคุณทำงานออกมาตรงเวลา ทุกอย่างก็โอเค ไม่ใช่อยู่ที่ว่าคุณจะเอาเวลาในออฟฟิศมาคิดเรื่องสั้นไม่ได้ หรือเวลาที่บ้านคิดงานโฆษณาไม่ได้

ในเล่ม เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว คุณบอกไว้ในคำนำว่าอ่านเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของทั่วโลก แต่ที่มีบุญคุณทางการอ่านคือ จันตรี ศิริบุญรอด ทำไมถึงไม่เป็น ไอแซ็ค อาซิมอฟ หรือ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก

วินทร์ : เพราะว่าผมอ่านงานของจันตรีมาก่อนตั้งแต่สมัยเด็ก ของนักเขียนฝรั่งเพิ่งมาอ่านตอนเรียนมัธยมนี่เอง แม้จะเห็นว่าเขาไปไกลกว่าเราหลายขั้น แต่เชื่อว่างานของจันตรีต่างหากที่จุดประกายให้ เป็นพื้นฐานของจินตนาการในวัยเด็ก โตขึ้นแล้วมันก็แปรเป็นความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของทุกอย่าง ถ้าผมไม่ได้อ่านงานของจันตรีตอนนั้น ผมอาจจะไม่ได้เป็นนักเขียนก็ได้

แต่เมื่อถึงเรื่องสั้นแนวหักมุม กลับกลายเป็น โอ. เฮนรี แทนที่จะเป็นอาจินต์ ปัญจพรรค์

วินทร์ : ผมศึกษาจาก โอ. เฮนรี ถือว่าเขาเป็นอาจารย์ แล้วชีวิตเขาก็น่าสนใจนะ เข้าใจว่าไปทำเรื่องร้ายๆ ไว้เยอะ แล้วหนีไปต่างประเทศ แล้วกลับมาเพราะเมียกำลังจะตายหรือไงนี่ เลยโดนจับเข้าคุก ฟังดูซึ้งนะ ช่วงอยู่ในคุกก็ได้รู้จักคนเยอะแยะ อ่านเรื่องของเขามีหลายเรื่องที่ซาบซึ้งใจมาก แล้วทุกเรื่องก็หักมุมหมด

อีกคนที่คุณบอกไว้ว่าถือเป็นอาจารย์คือ ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว

วินทร์ : อ่านตั้งแต่เด็กเหมือนกัน รู้สึกจะอ่านของคนนี้เยอะสุดด้วยซ้ำ ทำให้เดี๋ยวนี้ก็ยังติดบางอย่างมา คือมีคนถามว่าผมมีอะไรกับตำรวจหรือเปล่า เห็นใช้ตัวละครเป็นตำรวจอยู่เรื่อย ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะตัวละครตำรวจมันไปกันได้กับเรื่องในแนวตื่นเต้น

แม้กระทั่งใน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ก็ใช้ตำรวจเดินเรื่องอีก

วินทร์ : อันนี้จำเป็น ถ้าเป็นเรื่องสืบสวนสอบสวนก็คงหนีไม่พ้นตำรวจ คือถ้าคุณอ่านนิยายในแนวนี้ คุณอาจจะเพ้อฝันว่าตัวเองเป็นฮีโร่อย่างนั้นบ้าง

ในการเขียนเรื่องนี้ งานที่หนักที่สุดของคุณ น่าจะเป็นในขั้นเก็บข้อมูล

วินทร์ : ใช่ ผมต้องอ่านหนังสือเยอะมาก ใช้เวลาไปหลายเดือนเหมือนกัน เล่มแรกๆ ที่อ่านคือ เบื้องหลังประชาธิปไตย ของ สมาคมนักข่าว อ่านไปแล้วก็งง ไม่รู้เรื่องเลย เพราะเราเกิดไม่ทันเหตุการณ์นั้นอยู่แล้ว ก็ได้แต่จดประเด็นที่น่าสนใจไว้ แล้วก็ไปอ่านเล่มอื่น คราวนี้มันก็จะมีบางประเด็นที่ซ้ำๆ กัน ซึ่งเมื่อซ้ำกันมากๆ เข้านี่ ก็จะเป็นประเด็นที่ลึกจะเห็นภาพว่าในช่วงนั้นจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น

คุณเคยบอกว่าเริ่มแรกอยากที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ดูเล่นๆ ไม่ได้คิดจะเขียนเป็นนวนิยายเลย

วินทร์ : ใช่ คืออยากจะรู้ประวัติศาสตร์การเมืองบ้าง แต่พออ่านไปๆ เจอตอนกบฏแมนฮัตตัน กบฎบวรเดช ตาลุกเลย มันเป็นไปได้ยังไง เหมือนกับในหนังเลย และที่แปลกใจมากคือไม่เคยอ่านเจอในตำราเรียน เลยคิดว่าน่าจะทำเป็นนิยาย อย่างน้อยก็เป็นการเซอร์เวย์ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างทางการเมืองของเรา

เป็นนักศึกษาที่อยู่ทันเหตุการณ์เดือนตุลา มีแรงขับจากเหตุการณ์นั้นทำให้คิดเขียนเรื่องนี้หรือเปล่า

วินทร์ : ไม่ได้มีส่วนจากตรงนั้น 14 ตุลาฯ ผมอยู่ ม.ศ. 4 หรือ 6 ตุลาฯ ผมก็อยู่ปี 2 แต่ไม่ได้ไปเดินขบวนกับเขา มีพี่ๆ ผมที่ไป และมีเพื่อนที่หนีเข้าป่า

คิดว่าแรงขับมาจากการอ่านข้อมูลต่างๆ คิดว่านี่เป็นเรื่องที่คนอื่นๆ น่าจะรับรู้ โดยวิธีที่ทำให้มันง่ายเข้า เป็นนิยายหรือเรื่องสั้นแทนที่จะนอนเฉยอยู่ในรูปสารคดี

กับข้อมูลมากมายแบบนี้ ต่อการวางโครงเรื่องในสไตล์ของคุณแล้วยากลำบากขนาดไหน

วินทร์ : ผมจะดูว่าในข้อมูลทั้งหมดมีอะไรบ้างที่สำคัญ แล้วเอาแต่ละเหตุการณ์มาร้อยเข้าด้วยกัน ทีนี้ปัญหาว่าจะพรีเซ็นต์อย่างไรให้เป็นกลาง ก็เลยต้องสร้างตัวละครขึ้นมาทั้งสองฝ่ายให้คานกัน นั่นคือที่มาของเรื่องคร่าวๆ

ทั้งๆ ที่โดยข้อมูลแล้วเป็นนวนิยาย แต่ทำไมถึงต้องทำแต่ละบทออกมาเป็นเรื่องสั้น แล้วถึงค่อยร้อยต่อกันให้เป็นนวนิยายอีกที

วินทร์ : ขึ้นอยู่กับกลวิธีการเดินเรื่อง ผมชอบทดลอง ไม่ชอบอะไรที่เรียบๆ เลยคิดว่าแต่ละบทแต่ละเหตุการณ์ควรมีพล็อตที่เป็นเอกเทศ คิดวิธีเดินเรื่องแต่ละบทขึ้นมา ซึ่งโดยวิธีนี้จะเขียนบทไหนก่อนก็ได้ แล้วค่อยนำมาตัดต่อ แบบนี้ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น คุมโทนเรื่องได้ง่าย อย่างที่เขียนไปตอนแรกก็ยังไม่มีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทีนี้พอเกิดเหตุการณ์ขึ้น มันก็ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญทางการเมือง ก็จำเป็นต้องใส่เข้าไป คราวนี้อายุตัวละครก็ต้องเปลี่ยนเพื่อให้มารับกับเหตุการณ์นี้ อะไรต่างๆ ในเรื่องก็ต้องเปลี่ยนใหม่หมดเลย ซึ่งถ้าเขียนอย่างนวนิยายธรรมดาคงจะลำบากน่าดูในการปรับเปลี่ยนแบบนี้

ไม่ได้เป็นเพราะว่าที่เลือกเขียนแยกที่เป็นเรื่องสั้น เพราะความถนัดทางเรื่องสั้นมากกว่า

วินทร์ : นั่นก็ส่วนหนึ่ง ผมมีความคิดส่วนตัวว่า เราเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรกมันไม่ใช่ของง่าย ใช่ว่าจะคุมอะไรต่างๆ ได้ง่าย จึงต้องค่อยๆ เคลียร์จากเรื่องสั้นไปก่อน หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป ผมคงมั่นใจมากขึ้นที่จะเขียนเรื่องยาวจริงๆ

ได้ข่าวว่าก่อนหน้านี้ ก็เคยมีที่ธรรมศาสตร์เอาไปประกอบการเรียน

วินทร์ : เมื่อปีที่แล้วนี่เอง ซึ่งมีเชิญผมไปพูดคุยกับนักศึกษาด้วย เขาก็ให้ความสนใจกันมากพอสมควร คืออาจจะเพราะเขาเกิดไม่ทันยุคขบวนการนักศึกษาเฟื่องฟู เลยไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการเมืองในอดีตมากนัก เมื่อมาอ่านในนิยายก็พลอยสนุก แต่ก็มีที่ติดปัญหา ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นเรื่องจริงตรงไหนเป็นเรื่องแต่ง แล้วก็มีที่เป็นประโยชน์กับผมก็คือ เมื่อเขาต้องทำรายงาน ก็เลยหาจุดอ่อนบางอย่างเจอ ผมจดไว้แล้วเอามาแก้ไขในฉบับพิมพ์ครั้งที่ห้า

มีอะไรบ้างที่พวกเขาค้นพบว่าคุณผิดพลาด

วินทร์ : เป็นส่วนรายละเอียดปลีกย่อยเสียมากกว่า เช่นข้อมูลคลาดเคลื่อนระหว่างบทหนึ่งกับอีกบทหนึ่ง ซึ่งมันคลาดเคลื่อนในขั้นตอนที่ผมขัดเกลา คือผมทำงานในเครื่องคอมพิวเตอร์ บางทีบทนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ลืมแก้ในอีกบทหนึ่ง

บรรณาธิการไม่ได้มีส่วนช่วยตรงนี้หรือ

วินทร์ : ขาดบรรณาธิการที่จะมาตรวจ หมายถึงบรรณาธิการที่จะแก้ไขให้เรามโหฬารอย่างคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี อย่างเรื่องที่ว่าพระอาราธนาศีลที่เขาว่ากัน อันนั้นผมไม่รู้จริงๆ ก็ต้องขอขอบคุณ และจะแก้ไขในการพิมพ์ครั้งต่อไป

เริ่มมีบทวิจารณ์ที่บอกว่า งานของคุณเป็นการเขียนแบบกว้างๆ ขาดความลึก ตรงนี้จะปฏิเสธไหม

วินทร์ : ผมว่าเป็นลักษณะหนึ่งของงานเขียนแนวทดลอง เหมือนที่คุณสุชาติบอกไว้ว่าแนวทดลองจะเป็นเรื่องที่กว้าง แต่ไม่ลึก ซึ่งถ้าเป็นแนวปกติจะเน้นที่ความลึกมากกว่า เพราะมันชี้ขาดกันตรงนั้น ถ้าคุณไปดูหนังสือช่อปาริชาติ จะเห็นคาแรคเตอร์ของแนวทดลองที่เป็นแบบนี้แทบทั้งนั้น

ฉากบางฉากในเรื่องนี้น่าจะมีความสะเทือนใจสูง แต่กลับไม่เป็นแบบนั้น เช่น ฉากที่ลูกชายของเสือย้อยโดน ตชด. ยิง หรือตอนประหารครูวัน

วินทร์ : อย่างที่บอกว่าสำหรับเรื่องนี้ไม่ได้เน้นการเจาะลึกลงไปภายใน จะมองความสัมพันธ์ระหว่างคนกับการเมืองมากกว่า เนื่องจากเรื่องมันกว้างมาก ตั้งหกสิบปี เป็นไปไม่ได้ที่จะเจาะลงไปว่าคุณรู้สึกอย่างไรในเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์

เลยเหมือนหนังที่เพนกล้องผ่าน

วินทร์ : ตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะไม่ลงลึก สังเกตว่าจะไม่รู้ว่าพ่อแม่ครอบครัวของตัวละครเป็นอย่างไร ไม่เจาะอุปนิสัยตัวละคร ตั้งใจจะให้เหตุการณ์เป็นพระเอก ไม่ใช่ตัวละครเป็นพระเอก ตัวละครเป็นเพียงส่วนประกอบที่ทำให้เหตุการณ์มันร้อยต่อเข้ากันได้เท่านั้นเอง

หมายถึงไม่เชื่อเรื่องที่ว่า วรรณกรรมต้องสร้างจุดสะเทือนใจให้เกิดขึ้นแก่ผู้อ่าน การให้เพียงภาพปรากฏดูเหมือนไม่ต่างจากบทความ รายงาน หรือสารคดี

วินทร์ : ผมไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ให้คำจำกัดความแบบนั้นนะ ในสายตาของผม คำจำกัดความทั้งหลายเกิดจากคน มานิยามว่าเรื่องสั้นต้องเป็นแบบนั้น นิยายต้องแบบนี้ สารคดีก็อีกแบบหนึ่ง แล้วถ้าเอามารวมกันล่ะ จะเรียกว่าอะไร

ผมทำงานโดยไม่แคร์ว่ามันจะเป็นอะไร ตั้งไว้เพียงว่า แล้วคุณว่ามันดีหรือเปล่าล่ะ ถ้าดีก็จบ ไม่จำเป็นต้องไปแยกแยะว่ามันจะเป็นเรื่องสั้นเรื่องยาวหรืออะไร ผมติดใจครั้งหนึ่งที่วงดิอิมพอสสิเบิลส์เคยไปเล่นเมืองนอกสมัยโน้น กลับมาบอกว่าทางยุโรปเขาไม่แคร์ว่าคุณจะเล่นเพลงอะไร แนวไหน แบบไหน เขาสนใจแต่ว่าคุณเล่นได้ดีหรือเปล่า งานเขียนก็เหมือนกัน ผมไม่สนใจเลยว่ามันจะเป็นอะไรแบบไหน ขอเพียงให้มันดีที่สุดในทางของมันแค่นั้น

อย่างตอนที่ผมอยู่อเมริกา ฝรั่งเขาเอาหนังเก่าขาวดำมาทำเป็นสีโดยใช้คอมพิวเตอร์ มีคอมเมนต์ตามมาในทำนองว่าไม่น่าไปทำเลย เป็นการทำลายของเก่า ไร้รสนิยม ซึ่งถ้ามองอย่างนั้นก็โอเค. แต่หากลองมองอีกมุม ดีเสียอีกที่มีให้เลือกทั้งขาวดำและสี ใครชอบดูแบบไหนก็เลือกเอา นี่เป็นโลกประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นโลกเราก็คงไม่มีอะไรใหม่ๆ ออกมา มันอาจจะไม่ถูกใจคุณ แต่ถ้าใครไปเบรคเขาบ่อยๆ ในที่สุดก็ไม่มีใครกล้าสร้างสรรค์อะไรออกมา

นักวิจารณ์ท่านหนึ่งบอกว่า ฉากแต่ละฉากในเรื่องนี้เหมือนลิเก โดยเฉพาะถ้อยคำที่นำมาเปรียบเป็นอุปมาอุปมัย เช่น อาทิตย์เหมือนเตาเผาถ่าน, ดาวดั่งธุลี, สายฝนเทลงมาจากฟ้าเหมือนกระแสธาร หรืออาทิตย์แดงฉานทาบทาแผ่นอัมพรปุยเมฆสีอำพันเบื้องบน...

วินทร์ : ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ก็ใช้ไปตามที่รู้สึก อาจเป็นเชิงสัญลักษณ์บ้าง อย่างอาทิตย์แดงฉานนั่น ก็สื่อถึงยุคที่เรียกว่าท้องฟ้าสีทอง

ในบทวิจารณ์นั้นบอกว่า ภาษาเหล่านี้เป็น “ซากนักรบโบราณ” ซึ่งมันไม่เข้ากับเรื่องเลย คือ สามารถใช้ภาษาบรรยายที่ง่ายและกระชับกว่านี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ดูหรูหราแต่เทอะทะ อย่างการใช้บาลีสันสกฤต

วินทร์ : มันเป็นไปตามอารมณ์มากกว่า...ผมคิดว่าในการเปรียบเทียบนี่ มันไม่มีกฎเกณฑ์ที่ว่าจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ผมพยายามศึกษาจากคุณอาจินต์ (ปัญจพรรค์) ที่บอกว่า เวลาเปรียบเทียบพยายามให้เห็นภาพ ใครจะเปรียบกับอะไรถือเป็นสิทธิ์ของแต่ละคน แต่ผลสรุปแล้วคือต้องเห็นภาพ

ถ้าคุณคิดแบบนั้น บางทีก็อาจมีปัญหากับคุณเอง ในหนังสือเล่มนี้มีการใช้ภาพจริงๆ มาประกอบด้วย เป็นไปได้หรือไม่ว่าคนอ่านจะเข้าใจเอาว่า คุณไม่สามารถบรรยายมันด้วยตัวอักษรได้ จึงต้องมีภาพ อย่างผ้าเช็ดหน้าที่มีแผนที่ลับ

วินทร์ : ผมกลับให้ความสำคัญกับภาพในฐานะที่มันเป็นส่วนประกอบซึ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือมา กขึ้นแค่นั้นเอง เพราะหลายเรื่องคนอ่านคิดว่าไม่น่าจะจริง คิดว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้นมา แต่พอมีรูปก็ทำให้เข้าใจเรื่องดีขึ้น

แต่จริงๆ แล้วความหมายของนวนิยายคือเรื่องแต่ง...

วินทร์ : นี่ก็เรื่องแต่งอยู่แล้ว ตราบใดที่มันยังเป็นตัวละครสมมุติ ก็ต้องเป็นเรื่องแต่งอยู่ดี ที่จริงผมก็ไม่รู้นะว่าหลายคนให้ความสำคัญกับจุดนี้ เพียงแต่เห็นว่าในนิยายอิงประวัติศาสตร์ของฝรั่งเขายิ่งกว่านี้อีก ตัวละครเป็นตัวบุคคลจริงหมดเลย แล้วก็ไม่กลัวโดนฟ้องด้วย เขียนเต็มที่ไปเลย

ตุ้ย พันเข็มนี่ไปเอามาจากไหน หรือว่าผุดขึ้นมาจากอากาศ เหมือนที่คุณบอกว่าเป็นพลังความคิดจากอากาศ

วินทร์ : มีตัวบุคคลจริง เป็นตำรวจ ชื่อตุ้ยจริงๆ แต่ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในเรื่องนี้ เพียงแต่หยิบยืมบุคลิกเขามา เขาเป็นตำรวจมือปราบอยู่ทางใต้ ที่หาดใหญ่ เขาเคยปราบโจร ยิงโจรตายกองเต็มถนนเลย

หลวงกฤษดาวินิจล่ะ

วินทร์ : นั่นมาจากอากาศ

หรือที่เป็นอีกภาคหนึ่ง เสือย้อย

วินทร์ : จากอากาศเหมือนกัน

ช่วงนี้คงต้องโดนคำวิจารณ์มากหน่อย ในฐานะที่เปรียบเสมือนออกมายืนอยู่กลางแจ้ง

วินทร์ : ส่วนตัวผมคิดว่าก็จำเป็นต้องรับฟังคำวิจารณ์ คือถ้าเราอยากจะเป็นนักเขียนที่ดีนะ การเป็นนักเขียนรางวัลไม่ได้แปลว่าคุณจะเขียนได้ดีทุกเรื่องไป แต่ละเรื่องต้องมีจุดอ่อน แน่นอนอยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะเขียนดีทุกเรื่อง

โดนวิจารณ์หนักๆ จะทำให้หมดกำลังใจไหม

วินทร์ : เคยมีนะ แต่ไม่ถึงกับหมด.....คือบางทีได้รับคำวิจารณ์ในเชิงลบมากๆ โดยที่ผู้วิจารณ์บางคนบางประเภทวิจารณ์โดยอคติด้วยความไม่ชอบแนวการเขียนแบบนี้ห รือเรื่องแบบนี้ มันจะออกมาเป็นลบมากๆ ไม่มีอะไรดีเลย แต่ก็ไม่บอกว่าไม่ดีเพราะอะไร ทำให้เสียกำลังใจเหมือนกัน

แต่ถ้าเป็นบทวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ก็โอเค.นะ ชี้ว่าเรื่องนี้ไม่ดีตรงจุดนั้นจุดนี้ แก้ไขอย่างไร เป็นการวิเคราะห์วิจารณ์ แบบนี้ที่เป็นประโยชน์มาก

ไม่คิดหรือว่า นักเขียนนั้นใหญ่กว่านักวิจารณ์ประเภทที่ชอบด่ากราด

วินทร์ : เขาก็มีสิทธิ์จะมองในมุมของเขา ซึ่งบางทีก็หลุดออกมาเป็นมุมที่เรามองไม่เห็น มีประโยชน์กับเราบ้างเหมือนกัน

อย่างนักเขียนบางคนบอกว่าเขาไม่แยแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะที่มีท่าทีไม่ดี

วินทร์ : ไม่แยแสเสียเลยก็คงไม่ได้ เพราะนักวิจารณ์กับนักเขียนก็ร่วมอยู่ในตลาดเดียวกัน เกิดที่เขาวิจารณ์มันถูกล่ะ เราไม่ฟังไม่แก้เราก็ตายเหมือนกัน

ปัญหาการวิจารณ์น่าจะมีอยู่อย่างเดียว คือทำอย่างไรถึงจะเปิดกว้างและสร้างสรรค์ อย่างน้อยก็ระลึกถึงคำของคุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่ว่า ทุกคนล้วนเป็นญาติน้ำหมึก จะวิจารณ์เป็นลบก็ได้ แต่ก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าเพื่อการพัฒนา ผลดีมันจะเกิดกับวงการวรรณกรรมโดยรวม แต่ทีนี้บางทีมันกลายเป็นการทะเลาะกัน ซึ่งเสียเวลา ส่วนตัวผมเองจะโต้แย้งในกรณีที่จำเป็นจริงๆ ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่พูดเลย

ความจริงแล้วนักอ่านก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวิจารณ์ เพียงแต่ต้องเป็นนักอ่านที่มีคุณภาพ คราวนี้ในภาวะที่ตลาดหนังสือเมืองไทยเป็นแบบนี้ คุณมีความเห็นอย่างไรต่อคุณภาพของนักอ่านเมืองไทย

วินทร์ : มันตอบยาก เพราะนักอ่านของเรายังไม่รู้ว่ามีสินค้าอะไรบ้างสำหรับเขา อย่างที่ผมบอก ตลาดหนังสือเมืองไทยไม่เคยเปิดเผยโฉม ไม่เคยโฆษณาตัวเอง จะมีเพียงคนที่รักการอ่านอยู่แล้วเท่านั้นที่เข้าร้านหนังสือ คนทั่วไปเขาไม่เข้า เขาอาจไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน หนังสือดีๆ นี่มันเป็นยังไง

บางอย่างก็อยู่ที่วัยด้วย อย่างวัยรุ่นเจอวรรณกรรมหนักๆ ก็ต้องถอย ผมเองยังถอยเลย ผมทำงานหนักมาทั้งวัน เครียดจะตายอยู่แล้ว ยังต้องมานั่งอ่านเรื่องเครียด ๆ อีก

ประเด็นนี้พูดกันบ่อย จริงๆ แล้วเป็นเหตุผลหรือว่าเพียงข้ออ้าง

วินทร์ : ผมว่าเป็นธรรมชาติของคน อย่างเวลาดูหนังเราก็เลือกดูที่มันบันเทิง ผมว่าคนที่ดูหนังหรืออ่านหนังสือเขาก็เสพเพื่อความบันเทิง เป็นการรีแล็กซ์ ผ่อนคลายอารมณ์ แน่นอนว่ายังอีกกลุ่มที่ดูหนังหรืออ่านเพื่อค้นหาสาระให้กับชีวิต แต่กลุ่มนี้เล็กกว่ากลุ่มแรกเยอะ ปัญหาอยู่ที่ว่าทำอย่างไรที่จะให้กลุ่มแรกรู้ว่า ยังมีงานเขียนดีๆ อยู่อีก มีสิ่งดีๆ อยู่ในหนังสือด้วย นอกจากความบันเทิงอย่างเดียว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกัน ทั้งสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ อย่างผมเป็นนักเขียน หน้าที่ของผมก็คือเขียนให้มันบันเทิงด้วยและมีคุณค่าด้วย

ลองจินตนาการถึงชีวิตที่มีความสุขของคุณให้ดูสักหน่อย

วินทร์ : มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกแย่เอามาก ๆ ขนาดที่ว่าไม่อยากที่จะอยู่ในโลกนี้ด้วยซ้ำไป คงเหมือนกับพวกเซนส์ซิทีฟสักหน่อย คิดว่าเกิดมาทำไมวะ มีชีวิตทำไมในเมื่อไม่มีสาระอะไรเลยบนโลกใบนี้ เจอภาวะช่วงนั้นผมแก้ปัญหาด้วยการอ่านหนังสือของท่านพุทธทาส หนังสือของเต๋าของเซ็น ค่อยๆ ซึมซับเข้ามาว่า โอเค ในเมื่อมีชีวิตขึ้นมาแล้วก็ต้องอยู่ต่อไป เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เราก็ต้องเป็นไปของมันเองอย่างนั้น ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องไปศึกษาเพิ่มเติมอะไรทั้งสิ้น ไหลชีวิตต่อไปเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าขอให้มีสติอยู่กับตัว รู้ว่าทำอะไรอยู่ และขอให้มีความสุขทางใจ

ที่ผมเน้นมากหลังจากพยายามทำความเข้าใจตัวเองก็คือ สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตอยู่ที่ความสงบสุขทางใจเท่านั้นเอง แล้วมันก็ตอบทุกอย่างได้ เปลือกภายนอกไม่มีอะไรสำคัญเลย อยู่ที่ไหนอย่างไรก็ได้ ขอให้มีความสบายใจ สุขสงบ การฝึกสมาธิอะไรก็ไม่จำเป็น ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำและไม่เดือดร้อนคนอื่น

คิดถึงความมั่นคงในชีวิตมากน้อยแค่ไหน

วินทร์ : ก็ในระดับที่ทำให้เราสบายใจ สามารถดำรงชีวิตไปได้อย่างปกติสุข ขอแค่ไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องพวกนี้ จะได้เอาเวลาไปสร้างสรรค์งานที่เราอยากจะทำ แค่นี้ก็พอแล้ว

พอมีครอบครัวมีลูกนี่ ไม่คิดถึงความมั่นคงในระดับที่สูงขึ้นไป...

วินทร์ : ผมไม่เคยคิดฝันเรื่องอยากจะรวยเลยนะ เพราะถ้าคิดอยากรวย ผมว่าผมรวยได้ เพราะในชีวิตนี้ถ้าผมตั้งใจจะทำอะไรมักจะทำจนได้เสมอ แม้กระทั่งการเขียนหนังสือ ซึ่งผมคิดว่ายากกว่าการรวยเสียอีก

คาดหวังกับคนอื่นว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้หรือเปล่า โดยเฉพาะคนในครอบครัว

วินทร์ : ไม่ ผมเคยพยายามจะเปลี่ยนหลายคน แต่หลังจากนั้นก็เข้าใจได้ว่าเราเปลี่ยนคนไม่ได้ ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ที่จะเป็นตามแบบอย่างของเขา อย่างภรรยาผมนี่ บางทีวางของบนโต๊ะเกะกะ ผมก็พยายามจัดให้มันเข้าที่เข้าทาง แต่ไม่นานก็จะกลับไปเป็นอย่างเดิมอีก ซึ่งบางทีมันก็รู้สึกรำคาญ แต่ถ้าเราได้เรียนรู้ว่าคนย่อมไม่เหมือนกัน เพียงแต่พยายามมาอยู่ด้วยกัน เราต้องเคารพในจุดนั้น

แสดงว่าคุณเป็นคนเรียบร้อย ละเอียด หรืออาจเลยไปถึงขั้นหยุมหยิม

วินทร์ : ไม่หยุมหยิมหรอก เป็นนิสัยเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างเราเห็นว่าถ้าเขาทำอย่างนั้นแล้วจะดีกว่าเยอะเลย อย่างลูกน้องบางคน เราก็เห็นว่า เอ๊ะ! ทำไมไม่ทำแบบนี้ มองไม่เห็นหรือว่าถ้าทำแบบนี้ชีวิตคุณจะเปลี่ยนเป็นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเขาไม่ทำ เราก็ต้องทำความเข้าใจเอาเองว่าก็เรื่องของมันน่ะ จะไปเปลี่ยนอะไรมันมากมายได้ยังไง

มีความผิดพลาดในชีวิตอะไรบ้างไหมที่คิดว่าไม่น่าจะทำ เป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่อยากจะแก้ เหมือนอย่างเวลาเขียนเรื่องสั้นหรือนวนิยาย เสร็จแล้วต้องขัดเกลา

วินทร์ : ก็มีบ้าง แต่พอชีวิตโตขึ้น ก็รู้ว่ามันป่วยการที่จะไปคิดอยู่กับเรื่องอย่างนั้น มีหลายเรื่องในอดีตที่อยากจะย้อนกลับไปแก้ไข แต่พอมาคิดดูแล้วก็เห็นว่าไร้สาระ คิดไปก็แค่นั้น โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น อย่าไปคิดเรื่องไร้สาระเลย เอาเวลาไปคิดเรื่องสร้างสรรค์ดีกว่า