บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
Book Variety โลกหนังสือ 2544-2545
 

สัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ

โดย สุระวงศ์ ศรีษะ

รายการ Book Variety โลกหนังสือ ราว 2544-2545


คุณผู้ชมเคยถามตัวเองมั้ยคะว่า ใครคือนักเขียนในดวงใจของคุณผู้ชม คำตอบก็คงจะแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ดิฉันเชื่อว่า ชื่อ วินทร์ เลียววาริณ คงจะเป็นชื่อที่นักอ่านหลาย ๆ ท่านคงจะนึกถึงค่ะ เพราะเป็นนักเขียนที่มีผลงานมากมาย และหลากหลายสไตล์ วันนี้จึงเป็นวันดีอีกวันหนึ่งค่ะที่แฟน ๆ ของคุณวินทร์ จะได้รู้จักตัวตนของเค้าให้มากยิ่งขึ้นค่ะ

คุณผู้ชมคะ ตอนนี้ดิฉันนั่งอยู่กับนักเขียนที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดคน หนึ่งของบ้านเราก็ว่าได้ค่ะ ไม่ใช่เพราะรางวี่รางวัลที่เขาได้มานะค่ะ แต่เป็นเพราะคุณภาพของงานเขียนที่มีความโดดเด่น แปลกใหม่และพัฒนาอยู่เสมอ เขาทำแบบนั้นได้ยังไงนะค่ะ แฟนๆ ที่เป็นนักอ่านและนักอยากเขียน คงอยากจะทราบคำตอบแล้วใช่มั๊ยค่ะ แต่คงจะไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดีไปกว่าตัวตนของเค้าเองนะค่ะ คุณวินทร์ เลียววาริณ

พิธีกร : สวัสดีค่ะ

วินทร์ : สวัสดีครับ

พิธีกร : ต้องถามถึงกลยุทธ์ในการพัฒนางานเขียนของตัวคุณวินทร์ล่ะค่ะว่า ตรงนี้มีวิธีการทำอย่างไรบ้างคะ

วินทร์ : อันดับแรก ผมคิดว่ามันอยู่ที่การปลดปล่อยใจหรือความคิดของเราให้เป็นอิสระก่อน คือถ้าเราเป็นอิสระทางความคิดเมื่อไหร่ เราจะมีความคิดใหม่ๆ หรือว่าได้ idea ใหม่ๆ ขึ้นมาตลอดเวลา อันนี้เป็นจุดสำคัญของการเขียนหนังสือ เราจะต้องทำตัวให้ฟรีไว้ก่อน คือไม่ได้อยู่ในกฎเกณฑ์เดิมๆ เสมอไป แต่ว่าเราต้องศึกษาวิธีการเขียนหนังสือเขียนยังไงด้วย รู้หลักการของการเขียน แต่ว่าเวลาทำงานจริง เราควรจะลืมกฎเกณฑ์นั้นชั่วคราว แล้วก็ลองคิดดูซิว่า มีหนทางใหม่ๆ ที่จะเสนอแนวความคิดแปลกใหม่ออกมาได้หรือเปล่า นั่นคือวิธีในการเขียนหนังสือแบบสร้างสรรค์

พิธีกร : แฟนๆ หลายคนก็คงจะเคยได้อ่านผลงานของคุณวินทร์ นะค่ะ แล้วก็จะรู้สึกและสามารถสัมผัสได้ว่า งานเขียนของคุณวินทร์ จะเป็นแนวทดลอง คุณวินทร์ทำตรงนั้นได้อย่างไร ว่าทดลองเขียนงานแบบนี้ งานสไตล์ใหม่ๆ ขึ้นมา

วินทร์ : อาจจะเป็นเพราะว่าโดยส่วนตัวเป็นคนที่ขี้เบื่อง่ายก็ได้ ก็เลยอยากทำอะไรที่มันไม่เหมือนเดิม คือพอทำอะไรที่ซ้ำแนวเดิม ก็รู้สึกเบื่อ ก็เลยหาอะไรใหม่ๆ ทำตลอดเวลา แต่ผมคิดว่ามันมีเนื้อหาหรือมีแนวเรื่องให้เขียนอีกเยอะแยะในเมืองไทยเรา เพราะว่าเรายังขาดนักเขียนอีกหลายประเภทมากเลย

พิธีกร : แล้วที่ผ่านมา คุณวินทร์ได้เขียนแนวไหนหรือแบบไหนมาบ้างแล้วค่ะ

วินทร์ : ก็เขียนแนววรรณกรรม แนววิทยาศาสตร์ แนวประวัติศาสตร์ แล้วก็แนวหัสคดี อะไรทำนองนี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายแนวที่ยังไม่ได้เขียน

พิธีกร : ทั้งหมดนี้เป็นงานเขียนแนวที่ตัวเองชอบหมดเลย ถนัดหมดเลยหรือเปล่าคะ

วินทร์ : ส่วนใหญ่ก็ชอบ ก็เลยลองเขียนดู คือมันคล้ายๆ เป็นการตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า ก็อยากจะทดสอบว่าตัวเองเขียนแบบนี้ได้ไหม เขียนแบบนั้นได้ไหม อีกอย่างคือเราชอบด้วย เพราะว่าสมัยเด็กอ่านหนังสือเยอะ แล้วก็ชอบอะไรต่างๆ เสร็จแล้วเราก็น่าจะตั้งความคิดเอาไว้ในใจว่า เออ ! ไม่เลวนะ ลองเขียนดู เพราะรู้สึกสนุกกับมัน อันดับแรกคือรู้สึกสนุกกับการเขียนก็เลยเขียนออกมา ไม่ใช่เพราะว่าอยากจะทดสอบอย่างเดียวว่าเราทำได้ทุกอย่าง แต่จริงๆ ก็อยากจะเขียนอีกหลายๆ แนว อย่างแนวนักสืบ แนวสยองขวัญ แนวผี แนวรัก อะไรอย่างนี้

พิธีกร : เป็นเพราะความสนุกก็อยากจะถ่ายทอดออกมานะค่ะ แล้วเพราะอะไรค่ะ ทำไมคุณวินทร์ถึงกล้าที่จะเขียนงานเขียนแนวทดลองหรืองานเขียนแบบใหม่ๆ ออกมา ทั้งๆ ที่นักเขียนหลายๆ คนในบ้านเราอาจจะยังไม่กล้า

วินทร์ : ผมคิดว่าส่วนใหญ่นักเขียนในเมืองไทยชอบทดลองตลอดเวลา แต่ลักษณะการทดลองอาจจะไม่เหมือนกับสิ่งที่ผมทดลองเท่านั้นเอง

พิธีกร : มีความแตกต่างกันอย่างไงค่ะ

วินทร์ : สิ่งที่ผมทดลองในยุคหนึ่ง อาจจะไปทางทดลองแบบรูปแบบซะมากกว่า คือหน้าตาที่มันออกมา ดูมันแปลก แต่จริงๆ แล้วโดยความเป็นนักเขียนของคนทั่วไป ถ้าเกิดเขาทดลองวิ่งหนีจากตัวเองเสมอไปอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมทำจะออกไปทางเชิงรูปแบบคือมีลูกเล่น มีการใช้ภาพ มีการใช้กราฟิค มีการใช้ตัวหนังสือมาช่วยในการทดลองเท่านั้นเอง

พิธีกร : ก็เลยทำให้งานเขียนของคุณวินทร์แตกต่างจากของคนอื่นๆ อยู่ ต้องบอกว่าแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

วินทร์ : ดูแตกต่าง

พิธีกร : ต้องบอกว่าแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ในการผลิตงานของคุณวินทร์ ออกมาแต่ละเล่มน่ะ มีวิธีการยังไงบ้างค่ะ

วินทร์ : มันอยู่ที่แนวความคิดของช่วงเวลานั้นๆ ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่ามันจะออกมาเป็นชุด ภาษาอังกฤษเรียก concept มันจะมีไอเดียรวบยอดอันหนึ่งที่ว่าเหมือน concept ของหนังสือเล่มนั้น เช่นมันอาจจะเรื่องเกี่ยวกับชีวิต บางอันอาจจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อะไรทำนองนี้ มันจะเป็นชุดเป็น concept รวมของชุดนั้นๆ ไป มันทำให้หนังสือมีเอกภาพมากขึ้นและชัดเจนมากขึ้น

พิธีกร : ที่ผ่านมา งานเขียนชิ้นไหนค่ะ ที่เรียกว่ายากที่สุด

วินทร์ : มันยากคนละแบบ เพราะว่าถ้ายากในการทำงานก็ต้องเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการรีเสิร์ช งานค่อนข้างมากในส่วนนี้ แต่นิยายเชิงอื่นก็ยากอีกแบบหนึ่ง บางทีเรื่องในแนววิทยาศาสตร์ก็ต้องอ่านข้อมูลมากพอสมควร แต่เรื่องการเขียนหักมุมนี่ ดูเผินๆ อาจง่าย แต่ยากเหมือนกัน เพราะว่ามันต้องคิดพล็อตว่า ทำยังไงถึงจะหักมุมได้สนุก แล้วก็มีความหมายด้วย ไม่ได้เป็นส่วนเกิน อะไรทำนองนี้ มันก็ยากคนละแบบ

พิธีกร : แต่เชื่อว่า คนอ่านหลายๆ คนรวมทั้งตัวดิฉันเองด้วย รู้สึกว่างานเขียนแนวหักมุมนี่ ไม่ง่ายเลย ยากมากเลย

วินทร์ : ยากครับ ยาก

พิธีกร : พออ่านไปแล้ว จะรู้สึกว่าคิดได้ยังไง ขึ้นต้นอาจจะเป็นเรื่องหนึ่ง ลงท้ายเป็นเรื่องหนึ่ง

วินทร์ : เพราะว่าลักษณะเรื่องแนวหักมุม คือเรื่องที่คนอ่านรู้อยู่แล้วว่า มันจะต้องหักมุม เพราะหวังคาดหวังแล้วว่าจะต้องหักมุม เพราะฉะนั้นต้องหักซ้อนให้คนอ่านอีกรอบหนึ่ง เราต้องเล่นกับคนอ่าน สมมุติว่าคนอ่านเค้าคาดไว้อย่างนี้ เราก็ต้องหักไปอีกแบบหนึ่ง อะไรทำนองนี้

พิธีกร : ต้องคิดหลายตลบนะ

วินทร์ : ใช่ คิดหลายตลบ

พิธีกร : โดยความคิดส่วนตัวของคุณวินทร์เองนี่ คิดว่าหนังสือที่ดีควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้างคะ

วินทร์ : ผมแบ่งเป็นสองส่วน อันดับแรกคือสนุก อันดับสองคือมีสาระ แล้วก็วิธีการนำเสนอต้องลงตัว เพราะฉะนั้นมันจะต้องให้อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดมันจะต้องให้ความสนุก หรือความบันเทิง เพราะผมคิดว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอ่านหนังสือ แล้วต้องทรมานอ่าน อ่านแล้วจะหลับเอา เป็นความทรมาน เพราะหนังสือลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ตำราเรียน ถึงแม้ตำราเรียนก็ยังสามารถทำให้สนุกได้ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดก็ต้องสนุก ขณะเดียวกันมันก็ควรจะให้แง่คิดหรือสาระอะไรบางอย่างที่จะทำให้คนอ่านไปคิด ต่อได้ เราไม่ได้บอกเขาหมด แต่เราชี้บางประเด็นบางจุดที่เขาฉุกคิดมาเอง แล้วให้เขาคิดต่อเอาเอง เพราะถ้าทำยังงั้นได้ค่อนข้างจะสมบูรณ์ในหนังสือเล่มหนึ่ง

พิธีกร : แล้วคิดว่างานเขียนของคุณวินทร์เอง มีองค์ประกอบทั้งสามอย่างนี่ ค่อนข้างจะครบถ้วนไหมคะ

วินทร์ : ผมไม่แน่ใจว่าได้ทุกเรื่องทุกเล่มหรือเปล่า แต่ว่าวิธีการทำงานนี่ ตั้งใจว่าจะเป็นอย่างนั้น มันเป็นการทำงานมากกว่าบรรทัดฐาน ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้นอยู่ที่คนอ่านว่า จะว่าอะไรหรือเปล่า

พิธีกร : อันนั้น ต้องให้คนอ่านตัดสินใช่ไหมค่ะ ตอนนี้นอกเหนือจากบทบาทในการเป็นนักเขียนแล้วเนี่ยะ คุณวินทร์ยังมีสำนักพิมพ์เองด้วย

วินทร์ : ครับ

พิธีกร : การมีสำนักพิมพ์เองนี่ ตรงนี้มันทำให้การทำงานของคุณวินทร์ ง่ายหรือยากขึ้น ยังไงบ้างค่ะ

วินทร์ : อันดับแรก ผมไม่ได้อยากมีสำนักพิมพ์เอง แต่ที่มีสำนักพิมพ์เอง เพราะว่ามันจำเป็นต้องมี เพื่อจะรองรับในการทำงานของเราเองให้คล่องตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันมันเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง คือถ้าเราทำงานไปแล้ว ถ้าเกิดว่าผลลัพธ์มันดีมากๆ เราก็ได้รายรับตอบแทนมากขึ้นกว่าการรับเปอร์เซ็นต์จากนักเขียนธรรมดา แต่โดยปกติแล้ว รายได้นักเขียน มันแค่ 10% การรับเปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างจะน้อย มันเป็นการลงทุนโดยใช้ตัวเองเป็นหลักว่า ถ้าเกิดมันขายได้ดี เราก็ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันมันจะให้ความคล่องตัว คือเราสามารถจะทำอะไรก็ได้ที่เราต้องการ มีอิสระทุกอย่าง ตั้งแต่เขียนหนังสือจนกระทั่งออกแบบปก แล้วก็ทุกอย่าง

พิธีกร : สามารถที่จะควบคุมได้ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

วินทร์ : เราก็ไม่ได้แคร์ในเรื่องระบบมากมาย ผมอยากจะทำหนังสือในราคาที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล ไม่สูงจนเกินไป

พิธีกร : เอ๊ะ!  ถ้าอย่างนี้แล้ว คุณวินทร์ให้ความสำคัญกับในเรื่องของการตลาดมากน้อยแค่ไหนค่ะ

วินทร์ : ให้ความสำคัญมากพอสมควร เพราะว่าเวลาที่เราเขียนหนังสือ มันเป็นศิลปะ แต่พอออกมาเป็นเล่ม มันคือการตลาดอยู่แล้ว

พิธีกร : มันเป็นเรื่องของธุรกิจไปแล้ว

วินทร์ : เราก็พยายามทำให้มันขายให้ได้ คือว่าเราเขียนหนังสือให้ดีที่สุดเท่าที่เราสามารถทำได้ ขณะเดียวกันเราก็พยายามทำให้มันขายให้ได้ด้วย เพื่อให้นักเขียนอยู่รอดด้วย เพราะว่าถ้านักเขียนอยู่ไม่ได้ ก็ไม่มีหนังสืออีกต่อไป มันเป็นวงจรอย่างนี้ล่ะครับ

พิธีกร : แต่ยังไงก็ตาม คุณวินทร์ก็ยังมีความตั้งมั่นว่า จะให้หนังสือออกไปถึงผู้บริโภค ในราคาที่สมเหตุสมผลยังงั้น ใช่ไหมคะ

วินทร์ : ตั้งใจไว้อย่างนั้นตลอด

พิธีกร : จากการที่คุณวินทร์เคยอยู่ในวงการโฆษณามาก่อน ตรงนี้ได้เอาเข้ามาช่วยในเรื่องของการทำงานด้านหนังสือด้วยไหม

วินทร์ : ช่วยได้มากทีเดียว เพราะว่าในเรื่องของรูปหีบห่อของหนังสือ ปกหรือข้างใน การออกแบบก็ช่วยได้ ทำให้หนังสือน่าอ่านมากขึ้น นั่นคือบางท่านอาจจะอ่านมากขึ้น ก็ช่วยได้มาก แต่ว่าบางครั้งการที่เราจัดหน้าทุกอย่าง เราสามารถที่จะช่วยตัดทอนบางหน้าที่ไม่มีความจำเป็นออกไป ทำให้หนังสือบางลง เราก็ทำได้ โดยที่ไม่ต้องมีข้อจำกัดอื่น เพราะว่าเราสามารถที่จะคุมเองได้หมด

พิธีกร : ฟังดูค่อนข้างจะครบวงจร แล้วก็ดูสมบูรณ์แบบ คิดว่าผลิตเอง ออกแบบเอง วาง lay out เอง ส่งโรงพิมพ์ อะไรต่อมิอะไรเองแล้ว ยังดูแลเรื่องการตลาดเอง คือค่อนข้างจะสมบูรณ์ คือน้อยคนนักที่จะสามารถทำได้ครบถ้วน

วินทร์ : มันเป็นข้อแม้ทางอาชีพนักเขียนในเมืองไทย คือถ้าอยากจะเป็นนักเขียนอาชีพ ก็ต้องพยายามที่จะสร้างฐาน หรือว่าพยายามทำตัวเองให้อยู่รอดให้ได้ด้วย นอกเหนือจากการทำงานศิลปะแล้ว ยังพยายามทำตัวให้อยู่รอด ถ้าอยากจะทำงานในระยะยาวต้องทำอย่างนี้ ความจริงก็ไม่อยากจะจับเรื่องการขายอะไรเอง แต่บางทีก็หนีไม่พ้น ต้องทำ

พิธีกร : แล้วพอมีงานหลาย ๆ อย่างเข้ามาหยั่งนี้ ทำให้ตัวเองยุ่งขึ้นไหมคะ

วินทร์ : ยุ่ง แต่มันก็สนุกดี ก็ต้องแบ่งเวลาให้เป็น จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ทำตลาดอะไรมากมาย เพราะว่าปีหนึ่งๆ ก็มีหนังสือออกมาสัก 2 เล่ม มันก็ทำสักครั้งสองครั้ง ก็เท่านั้นเอง

พิธีกร : เท่าที่ทราบมา ก็จะมีนักเขียนหลายๆ ท่านที่เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง หรือได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ก็จะมีครูที่เป็นแบบครูของตัวเองในดวงใจ แล้วโดยส่วนตัวของคุณวินทร์เองนี่ มีครูของการเป็นนักเขียนบ้างไหมค่ะ

วินทร์ : มาก ๆ ครับ คือผมเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือมาก่อน เพราะฉะนั้นหนังสือที่ผมอ่านแต่ละเล่ม มันเป็นข้อมูลที่เข้าไปอยู่ในหัวโดยปริยาย แล้วก็วิธีการเขียนของนักเขียนชั้นครูในอดีต ก็จะเป็นครูไปโดยปริยาย ผมมักจะเอาหนังสือในอดีต ของเก่า ๆ มาอ่านดูว่า เขาเขียนได้ดีเพราะอะไร มาวิเคราะห์ดูว่าเขาใช้ภาษายังไง เราก็พยายามที่จะมาเรียน เลียนแบบในช่วงต้นว่า เขาเขียนอย่างนี้นะ หลังจากนี้ก็หาแนวทางของตัวเราเอง วิธีหัดเริ่มการเขียนก็ใช้วิธีนี้

พิธีกร : นั่นก็คือครูที่เป็นหนังสือ แล้วครูที่เป็นตัวคนน่ะ มีไหมคะ

วินทร์ : ไม่ ผมเรียนจากผลงานมากกว่าตัวคน ก็มีหนังสือของนักเขียนเยอะแยะ ก็มีของ อาจินต์ ปัญจพรรค์, มนัส จรรยงค์ ของนักเขียนหลายๆ ท่าน เราก็เรียนรู้ทั้งไทยและอังกฤษ พยายามจะเรียนรู้ว่า เขาเขียนยังไงถึงจะดี พอเราจับหนังสือเล่มหนึ่ง เราอ่านแล้ว เรารู้สึกชอบ เราก็พยายามวิเคราะห์ออกมาว่า เราชอบเพราะอะไร มันดีเพราะอะไร ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ออกมาได้ ก็เท่ากับว่าเราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างแล้ว

พิธีกร : คงต้องขอย้อนกลับไปอดีตนิดหนึ่ง ตอนที่คุณวินทร์นึกอยากจะเป็นนักเขียน ตอนนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

วินทร์ : จริงๆ แล้ว ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความสามารถที่จะเขียนหนังสือนะครับ คือชอบอ่านอย่างเดียว มันประมาณสัก 15 ปีที่แล้ว คิดว่าประมาณนั้น ที่เริ่มลงมือเขียนหนังสือ แล้วก็มันอาจจะเกิดจากความเบื่อที่จะอ่านหนังสือเดิม ๆ เพราะว่าดูจากในตลาดก็ไม่ได้ถึงกับมีอะไรใหม่มากเท่าไหร่ ที่นี้เมื่อไม่มีสิ่งที่เราอยากจะอ่านเท่าไหร่ เพราะอ่านมาเยอะพอสมควรแล้ว ก็เลยลอง ๆ เขียนดู

พิธีกร : เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณวินทร์ทำอะไรอยู่คะ

วินทร์ : ตอนนั้นก็เพิ่งกลับจากเมืองไทยใหม่ๆ หลังจากที่ผมไปเรียนต่างประเทศ ก็มาเริ่มทำงานโฆษณา ช่วงเวลานั้นอาจจะยังไฟแรงอยู่ ค่อนข้างจะว่าง ก็เลยเอาเวลามาเขียนหนังสือ

พิธีกร : แล้วตอนนี้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จบนเส้นทางของการเป็นนักเขียนหรือยังคะ

วินทร์ : ในระดับหนึ่ง ถือว่ามาได้ไกลกว่าที่คิดไว้ตั้งแต่ตอนแรก

พิธีกร : แล้วตอนแรกที่คิดไว้ คิดไว้แค่ไหนคะ

วินทร์ : คิดเล่นๆ ว่า แล้วเขียนหนังสือใส่เข้าไปในลิ้นชักไม่ได้ กะที่จะเอาไปทำอะไร

พิธีกร : เก็บไว้อ่านเองน่ะหรือคะ

วินทร์ : ครับ ลองเขียนดูเฉยๆ หลังจากนั้นก็พอมันได้ตีพิมพ์ แล้วเราก็รู้สึกมีไฟอะไรบางอย่างที่ว่า เราอยากจะเขียนต่อไป แล้วก็อยากจะตีพิมพ์ออกมา

พิธีกร : แล้วตอนนี้โครงการที่ทำหนังสือด้านต่างๆ เล่มอื่นๆ อีกนี่ มีอยู่ในหัวตลอดเวลา

วินทร์ : มีเยอะแยะเลย

พิธีกร : พอจะแย้มพรายให้บรรดาแฟน ๆ นักอ่านได้ทราบบ้างไหมค่ะ

วินทร์ : ก็อยากจะเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แบบไทยๆ ที่กำลังเขียนค้างอยู่ ทั้งหนังสือในแนวบทความ พวกปรัชญา พวกวิทยาศาสตร์ ก็กำลังเขียนอยู่ เรื่องพวกนักสืบ สอบสวน ก็กำลังเขียนอยู่ เขียนทีละหลายๆ โครงการพร้อมกัน

พิธีกร : ตอนนี้เรียกได้ว่ามีหลายเล่มมากทีเดียวนะคะ แฟนๆ ก็คงจะได้ติดตามงานเขียนของผู้ชายคุณภาพคนนี้นะคะ แล้ววันนี้ค่ะ คำตอบทั้งหมดของคุณวินทร์ ก็คงจะเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดของความเป็นตัวตนของเขานะค่ะ อย่างไรก็ตาม คุณผู้ชมและก็แฟนๆ นักอ่านทั้งหลายสามารถที่จะติดตามแนวคิดและก็มุมมองที่ลึกซึ้งที่เขามีต่อ ชีวิตและสังคมได้จากงานเขียนของเขาค่ะ วันนี้ต้องขอขอบคุณ คุณวินทร์ เลียววาริณ เป็นอย่างสูงค่ะ ที่ได้ให้เกียรติเรานะค่ะ มาพูดคุยกันถึงที่พักค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

วินทร์ : ยินดีครับ