บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
สัมภาษณ์ 6 นักเขียนไซไฟ
 

นานาทรรศนะกับนิยายวิทยาศาสตร์

จากคอลัมน์ ทอล์ก ไทม์

UPDATE ฉบับที่ 151 มีนาคม 2543 

บทสัมภาษณ์ ณัฐ ศาสตร์ส่องวิทย์ / พิชิต อิทธิศานต์ / วินทร์ เลียววาริณ / นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ / นพดล เวชสวัสดิ์ / วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์


นิยายคือโลกแห่งจินตนาการ แต่จินตนาการบางส่วนก็หยิบออกมา จากชีวิตจริงที่พบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

หากนิยายทั่วไปคือโลกแห่งจินตนาการในความหมายนี้ นิยายวิทยาศาสตร์ก็คงจะหมายถึง จินตนาการที่หลุดไปจากโลกของ ความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง และการหลุดไปจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิงนี้เอง กลายเป็นของชอบของคนกลุ่มหนึ่ง และอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญ ของบางคนในจำนวนนั้น ให้พวกเขาทำมากกว่าการเป็นเพียงนักอ่าน นิยายวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ อุทิศเวลาส่วนหนึ่งให้แก่นิยายวิทยาศาสตร์ด้วยการเขียน การแปล และการทำหน้าที่บรรณาธิการ ทำให้จินตนาการหลุดโลกของ นิยายวิทยาศาสตร์ ยังคงโลดแล่นอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายมาจนถึงทุกวันนี้

ณัฐ ศาสตร์ส่องวิทย์ (รศ.ดร.วิชัย เชิดชีวศาสตร์)

อดีตบรรณาธิการวารสารโลกวิทยาศาสตร์ บรรณาธิการแปลนวนิยายวิทยาศาสตร์ นักเขียนเรื่องสั้นเจ้าของผลงานรวมเรื่องสั้น ผู้สืบทอด ที่ได้เข้ารอบสุดท้ายการประกวด หนังสือรางวัลซีไรท์ปี 2536 เจ้าของนามปากกา ณัฐ ศาสตร์ส่องวิทย์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Update : เมื่อพูดถึงนิยายวิทยาศาสตร์ อาจารย์นึกถึงอะไร

รศ.ดร.วิชัย : นึกถึงวรรณกรรมที่ให้ความรู้สึกเร้าใจในจินตนาการ เป็นเรื่องในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

Update : อาจารย์คิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ ให้อะไรกับตัวอาจารย์บ้าง

รศ.ดร.วิชัย : อันที่หนึ่งคือมันตอบสนองความอยากได้สัมผัส ตรงนั้นมันได้ เพราะนิยายอื่นๆ ไม่สามารถให้ความรู้สึกตื่นตา ตื่นใจเท่านิยายวิทยาศาสตร์ อันที่สองคือมันเป็นสิ่งที่เราสามารถ จะประสานจินตนาการของเราไปกันได้ด้วยดี เพราะเราเป็นคนที่ชอบ มองอนาคต แล้วมันก็เข้ามาสอดคล้องได้ แล้วเราก็พบว่านิยายวิทยาศาสตร์ หลายๆ เรื่องในระยะหลังเป็นจินตนาการที่มีความเป็นจริงเข้ามาแทนที่

Update : อาจารย์คิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ให้อะไรกับสังคม

รศ.ดร.วิชัย : อันที่หนึ่งคือ มันเป็นทางเลือกหนึ่งในการเสพวรรณกรรม คือจริงๆ แล้วเนี่ยพัฒนาการของวัยรุ่นในยุโรป อเมริกา เขาจะอ่านนิยาย วิทยาศาสตร์กันเป็นบ้าเป็นหลังเลย ก่อนที่เขาจะโตขึ้นไปอ่านเล่มอื่น ตรงนี้เองที่เป็นประโยชน์ช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กพวกนี้เกิดได้เร็ว และเด็กจะมีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ ทำอะไรในเชิงประดิษฐกรรมได้ดีกว่าเด็กเอเชีย บ้านเรายังขาดตรงนี้ น่าเสียดายเหมือนกัน

Update : ทุกวันนี้อาจารย์ยังติดตามนิยายวิทยาศาสตร์อยู่บ้างหรือไม่

รศ.ดร.วิชัย : นิยายวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ๆ ผมว่าเป็นอะไรที่ไปในทาง คอมพิวเตอร์ค่อนข้างมาก แต่นิยายวิทยาศาสตร์รุ่นเก่าๆ จะออกแนวคลาสสิก ซึ่งผมชอบแนวเก่ามากกว่า อย่างแนวพวกโลกอนาคต แนวของพัฒนาการหุ่นยนต์ อาซิมอฟนี่ได้เลย อย่างคลาร์กก็จะเกี่ยวกับการเดินทางออกไปนอกโลก ก็ได้ทั้งนั้น ปัจจุบันเรามองโอกาสความเป็นจริงก็ใกล้เข้ามาเยอะเหมือนกัน

Update : อาจารย์คิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ในบ้านเราเป็นอย่างไร

รศ.ดร.วิชัย : ต้องเข้าใจว่าพื้นฐานสังคมไทยไม่ใช่สังคมวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราอ่อน อ่อนในแง่วัฒนธรรม พออ่อนในแง่นี้ คนที่มาทำนิยายวิทยาศาสตร์เป็นคนที่เป็นชนกลุ่มน้อย อันนี้เป็นปัญหาใหญ่เลย ถามว่าถ้าจะทำจริงๆ จังๆ แล้วคนไทยทำได้มั้ย ผมว่าได้นะ คนไทยอย่างสมเถา เขาก็ทำได้ นักเขียนไทยๆ อย่างคุณวินทร์ พยายามทำอะไรออกมา นั่นก็ได้ระดับหนึ่ง โดยส่วนตัวแล้วผมว่าเราที่มีพื้นวิทยาศาสตร์พอ เราก็ทำแบบฝรั่งได้

Update : นิยายวิทยาศาสตร์หรือนักเขียนที่อาจารย์ประทับใจคือใคร รศ.ดร.วิชัย : ถ้าเป็นของคลาร์ก ผมชอบ 2001 : A Space Odyssey ค่อนข้างเป็นปรัชญาที่ลึกมาก ปัจจุบันเล่มนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 นิยายคลาสสิกของโลกนะ ของอาซิมอฟนี่ผมชอบเรื่องของ การจินตนาการเรื่องของการพัฒนาหุ่นยนต์ขึ้นมาใช้สังคมมนุษย์ ซึ่งถือว่าวันหนึ่งข้างหน้ามันก็เป็นไปได้ และในปีนี้ก็เริ่มเห็นแล้ว เริ่มมีสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นหุ่นยนต์จำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว


พิชิต อิทธิศานต์

อดีตบรรณาธิการนิตยสารมิติที่ 4 ยุคฟื้นคืนชีพ

Update : เมื่อพูดถึงนิยายวิทยาศาสตร์ คุณนึกถึงอะไร

พิชิต : นึกถึงงานสร้างสรรค์แนวจินตนาการ ที่โลดแล่นอยู่นอกหน้ากระดาษ เช่น ศิลปะแนวไซ-ไฟ เทคนิคพิเศษ เบื้องหลังภาพยนตร์ นึกถึงนักประดิษฐ์ ที่ได้แรงบันดาลใจจากการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ และสำหรับตัวเองก็คงต้อง นึกถึงช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดช่วงหนึ่งที่ได้ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการวารสาร มิติที่ 4 วารสารเพื่อจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

Update : คิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ให้อะไรกับตัวคุณพิชิตบ้าง

พิชิต : ผมก็คงไม่ต่างจากคนที่จบมาจากสายวิทยาศาสตร์ ที่อาจดูแข็งและ เคร่งกับข้อมูลเหตุผลที่อยู่ในกรอบ นิยายวิทยาศาสตร์ทำให้ผมมีช่วงเวลา ที่หลุดนอกกรอบและค้นหาตัวตนได้แจ่มชัดขึ้น กล้าจะเป็นขบถกับบางสิ่ง กล้าจะทดลองกับแนวทางเดินของชีวิตที่ไม่จำเจ

Update : คิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ให้อะไรกับสังคม

พิชิต : ถ้าคุณเคยเห็นอาการของคนที่อ่านนิยายวิทยาศาสตร์จบใหม่ๆ อ่านด้วยความครุ่นคิดคำนึง จนร้อง อ๋อ ร้องเอ้อ เหมือนอาการรู้แจ้งเล็กๆ หลังคร่ำหวอดอยู่ในห้องแสงสนธยากับคัมภีร์นิยายวิทยาศาสตร์ ช่วงเวลา ที่ดื่มด่ำกับแนวคิดของผู้เขียน ผมว่าช่วงนี้ เอนดอร์ฟินต้องหลั่งออกมาแน่นอน คนเหล่านี้จะมองโลกและชีวิตนี้เปลี่ยนไป ทั้งสร้างสรรค์และมีความหวัง ผมว่าแค่นี้สังคมก็ได้เยอะแล้ว

Update : ทุกวันนี้คุณยังติดตามนิยายวิทยาศาสตร์อยู่บ้างหรือเปล่า

พิชิต : ช่วงนี้ต้องติดตามนิยายวิทยาศาสตร์ใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพราะกำลัง ทำงานวิจัยให้กับ สกว. อยู่ชิ้นหนึ่ง เรื่อง หนังสือดีวิทยาศาสตร์ที่ร่วมกับนักคิด นักเขียน บรรณาธิการ ทั้งอดีตและปัจจุบัน ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงหนังสือ วิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าของประเทศ จุดประสงค์ของการทำวิจัยเพื่อค้นหา หนังสือดีวิทยาศาสตร์ที่เขียนโดยคนไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปี พ.ศ. 2536 โดยเฉพาะหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ที่ดีๆ ขนาดที่มีอิทธิพลให้คนในยุค หนึ่งหันมาให้ความสนใจอาชีพนักวิทยาศาสตร์ และประสบความสำเร็จ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบันหลายท่าน

Update : คิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ใน บ้านเราใขณะนี้เป็นอย่างไร

พิชิต : เหมือนภูเขาไฟใต้น้ำ ผู้คนส่วนมากรับรู้ว่า นิยายวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องดี มันคุกรุ่นอยู่ภายใน แต่ไม่มีอะไรหวือหวา การเคลื่อนตัวมีเพียงเล็กน้อย ก็ทำได้เพียงระลอกคลื่นกระทบฝั่ง หากต้องการจุดกระแสนิยายวิทยาศาสตร์ ต้องหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงมาจุดกระตุ้นภูเขาไฟลูกนี้ให้ระเบิดพวยพุ่งเป็น น้ำพุกลางสมุทร บรรดาแมกม่าอย่างพวกผมก็คงจะแซ่ซ้องสรรเสริญ

Update : นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่คุณประทับใจคือใคร

พิชิต : จันตรี ศิริบุญรอด ประทับใจในประวัติชีวิต ความเป็นคนสู้ชีวิต พยายามใช้วิชาความรู้ในการเขียนหนังสือ ทำหนังสือ หาเลี้ยงชีวิตตัวเอง และครอบครัว ช่วงที่ทำมิติที่ 4 ฉบับพิเศษ ผมมีโอกาสไปสืบค้นประวัติ ทำนองย้อนรอยชีวิตของคุณจันตรี และเพื่อนๆ ของคุณจันตรี ได้พบบรรยากาศเก่าๆ ของคนทำหนังสือ ได้สอบทานประวัติของคุณจันตรี จากคำบอกเล่าที่หลากหลาย จนปะติดปะต่อเป็นเรื่องจำได้ว่าต้องลุยน้ำท่วม ให้บุรุษไปรษณีย์พากันลุยสวน ไปจนพบบ้านของภรรยาคุณจันตรี และค่อยๆ ไล่หาอดีตของนักเขียนนิยาย และการ์ตูนในยุคบุกเบิกของไทย สนุกและประทับใจมาก


นพดล เวชสวัสดิ์

นักแปลอิสระ ผู้มีผลงานแปลมากมาย รวมทั้งนิยายวิทยาศาสตร์

Update : เมื่อพูดถึงนิยายวิทยาศาสตร์ คุณนพดลนึกถึงอะไร?

นพดล : พระอภัยมณี นิยายวิทยาศาสตร์ที่น่าจะเรียกว่าสุดยอดของโลก เพราะเป็นเรื่องเดียวที่เขียนเป็นกลอนทั้งเล่ม เสนอแนวคิดแปลกใหม่ที่ ครอบคลุมทั้งโลกวิทยาศาสตร์และแฟนตาซี... ในสังคมและยุคสมัยที่แทบจะไม่มีความรู้พื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์เสียเลย

Update : คิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ให้ อะไรกับตัวคุณบ้าง

นพดล : ให้ความคิด การลำดับเรียงความคิดจากเหตุมาหาผล เปิดจินตนาการ ให้กว้างไกลไร้ขีดจำกัด

Update : คุณคิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ให้อะไรกับสังคม

นพดล : ไม่ให้อะไรเลยถ้าไม่หยิบมาอ่าน ถ้าได้อ่านกันเสียบ้าง สังคมก็น่าจะมีเหตุมีผลมากกว่านี้

Update : ทุกวันนี้ คุณนพดลยังติดตามนิยายวิทยาศาสตร์หรือไม่? มากน้อยอย่างไร และมีความคิดอย่างไร?

นพดล : ยังอ่านอยู่นะครับ แต่แปลน้อยกว่าเดิมมาก ยังไม่เจอเรื่องถูกใจ อยากจะคัดเรื่องที่เข้มข้นจริงๆ เพื่อแบ่งปันกับผู้อ่าน

Update : คิดว่าแวดวงนิยายวิทยาศาสตร์บ้านเราเป็นอย่างไร?

นพดล : ระยะนี้ดูจะซบเซาไปหน่อย อาจเป็นเพราะพิษทางเศรษฐกิจก็เป็นได้ ในเมื่อท้องยังหิว สมองก็ไม่แล่นเท่าไหร่ เวลาส่วนใหญ่คงเป็นการหา อาหารใส่ปากใส่ท้องมากกว่าจะใช้ความคิดสร้างสรรค์

Update : นิยายวิทยาศาสตร์หรือนักเขียนนิยายที่คุณชอบคือ เรื่องใด ใคร เพราะเหตุใด

นพดล : อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ชอบเกือบทุกเรื่อง เหตุผลหรือ? คลาร์กเป็นนักเขียนลุ่มลึก ล้ำยุค นักเขียนซีเรียสที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน


วินทร์ เลียววาริณ

นักเขียนซีไรท์จากผลงานนวนิยาย ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน และจากรวมเรื่องสั้น สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน อีกทั้งยังมีผลงาน รวมเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์อีก 1 เล่ม คือ เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว

Update : เมื่อพูดถึงนิยายวิทยาศาสตร์ คุณนึกถึงอะไร

วินทร์ : แรกๆ ก็จะนึกถึงพวกอวกาศ ยานอวกาศ และอะไรที่เกี่ยวกับดวงดาวทั้งหลาย ค่อนข้างจะอัตโนมัติเลย แต่จริงๆ แล้วมันไม่จำเป็น

Update : คิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ให้อะไรกับตัวคุณบ้าง

วินทร์ : ให้มุมมองชีวิตในแง่ที่กว้าง เพราะเป็นการมองโลก มองจักรวาล ในมุมที่กว้างออกไป เป็นในเชิงจินตนาการ มองดูแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองเล็กนิดเดียว เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของโลกภายนอกทั้งหมด มันทำให้เราถ่อมตัว มันเป็นเรื่องของความรู้สึก ที่ว่ามันมีอะไรที่น่าพิศวงอยู่อีกมากมายใน โลกข้างนอก มันให้ความรู้สึกตัวเราเองไม่มีอะไรมากมาย ก็ค่อนข้างจะ คล้ายกับปรัชญาทางศาสนาพุทธว่า ทุกอย่างเป็นอะไรที่เป็นอนัตตา ไม่จีรังยั่งยืน แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

Update : คุณคิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ให้อะไรกับสังคม

วินทร์ : ผมว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมโดยเฉพาะเทคโนโลยีต่างๆ ใน พ.ศ. นี้ จริงๆ แล้วเป็นผลจากนิยายวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน เรือดำน้ำ ไมโครเวฟ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มันก็มาจาก นิยายวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น มันเริ่มมาจากจินตนาการ ความกล้าที่จะจินตนาการ แล้วก็การดิ้นรนที่จะทำให้จินตนาการนั้นเป็นผลสำเร็จออกมา

Update : ทุกวันนี้คุณยังติดตามนิยายวิทยาศาสตร์อยู่บ้างหรือไม่

วินทร์ : ติดตาม แต่ผมก็เห็นแต่ของต่างประเทศ ของไทยไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ ซึ่งของต่างประเทศเขากระโดดไปไกล การมองของเขาเป็นอีกขั้น มองถึงเรื่องจิตกับคอมพิวเตอร์ เป็นไซเบอร์สเปซ ก็ถือว่าก้าวไปไกลมาก ถ้าเทียบกับอาซิมอฟ หรือคลาร์กเขียน แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นพัฒนาการของมัน แต่มันก็ไม่จำเป็นว่านิยายวิทยาศาสตร์จะต้องก้าวไปไกลกว่าโลกความจริงเสมอ คือนิยายวิทยาศาสตร์สามารถทำให้เราจินตนาการในโลกต่างๆ ได้ มองความเป็นไปได้ในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันไม่ได้แปลว่า มันจะใช้ อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ได้ มันไม่จำเป็น แต่มันเป็นการบุกเบิกคิดค้น หาแนวทางใหม่ๆ หรือหาสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นบนโลก

Update : คุณคิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ในบ้านเราเป็นอย่างไร

วินทร์ : ผมว่ายังค่อนข้างจะล้าหลัง นี่พูดกันตรงๆ มันไม่ได้แปลว่าเราขาดคนที่กล้าคิด แต่ว่าเราขาดคนมาเขียน ขาดไปเยอะ ปริมาณมีน้อยมากๆ มันเป็นสิ่งที่น่าเสียดายว่ามันขาดไป

Update : นิยายวิทยาศาสตร์ หรือนักเขียนที่คุณประทับใจคือใคร

วินทร์ : ของไทยก็คือคุณจันตรี ที่เป็นคนจุดประกายที่ทำให้เกิด ความสนใจในแนวนี้ อย่างของต่างประเทศก็อซิมอฟ กับ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ก็มีบทบาทมากในความคิดของผม


นิรันศักดิ์ บุญจันทร์

นักเขียนเรื่องสั้นที่เป็นที่รู้จักกัน ดีอีกคนหนึ่งในแวดวงวรรณกรรม ผลงานนิยายวิทยาศาสตร์เชิงสังคม 2 เล่ม ของเขาคือ คืนแห่งความพินาศ และ คำวิงวอนของมนุษยชาติ เล่มหลังนี้ได้รับรางวัลชมเชยจาก คณะกรรมการงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติด้วย ปัจจุบันเขาเป็น บรรณาธิการฝ่ายจุดประกายวรรณกรรม หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

Update : เมื่อพูดถึงนิยายวิทยาศาสตร์คุณนึกถึงอะไร

นิรันศักดิ์ : นึกถึงจินตนาการของมนุษย์ เป็นจินตนาการที่ไม่มีการสิ้นสุด จินตนาการเหล่านั้นอาจจะไม่มีเหตุผลเลยก็ได้ ในขณะเดียวกันมันสามารถ จุดประกายความคิดของมนุษย์เราให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นได้ อย่างเช่นยุคหนึ่ง ของจูลส์ เวิร์น พูดถึงเรื่องเรือดำน้ำ เฮลิคอปเตอร์ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก พูดถึงเรื่อง ดาวเทียม คอมพิวเตอร์ อาซิมอฟพูดถึงหุ่นยนต์ คือช่วงที่เขาคิดจินตนาการขึ้น มันอาจจะไม่มีเหตุผลเลยก็ได้ เป็นความคิดล้วนๆ เป็นความฝันของมนุษย์ แต่สิ่งเหล่านี้มันก็เป็นจุดเริ่มต้นทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมา อันนี้คือ สิ่งที่ผมมองในความเป็นนิยายวิทยาศาสตร์

Update : คิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ให้ อะไรกับตัวคุณบ้าง

นิรันศักดิ์ : ทำให้ผมจินตนาการไปอีกมิติหนึ่ง นอกเหนือจากที่ผมได้เห็น อะไรๆ อยู่ทุกวัน ภาพที่เราเห็นทุกวันมันเป็นเหมือนภาพเรียลลิสติก ซึ่งเราก็ เผชิญกับมันอยู่แล้ว แต่ถ้าสมมติว่าอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ปุ๊บ มันทำให้เราเกิด ความคิดไปอีกห้วงเวลาหนึ่งอีกกาลเวลาหนึ่ง อีกมิติหนึ่งแล้วก็เป็นอีกบรรยากาศหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากบรรยากาศที่เราเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มีนิยายวิทยาศาสตร์ หลายเรื่องที่เวลาอ่านแล้ว มันทำให้เรารู้สึกว่าเกิดความคิดไปอีกห้วงเวลาหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์หรือเรื่องเกี่ยวกับจานบินหรือมนุษย์ ต่างดาว หรือแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์สังคม ผลพวงต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่มันเกิดขึ้น ทั้งในแง่ดีและในแง่ลบ จะทำให้เราเกิดความคิดไปในอีกด้านหนึ่ง ผมว่าก็อาจจะ เป็นบางส่วน ที่อาจเป็นโดยบังเอิญ คือบางทีมันก็ช่วยกระตุกความคิดเราได้ อย่างกรณีเกี่ยวกับเรือนกระจก เราอ่านแล้วพอเราจะเผาพลาสติก เราก็เริ่มนึก คือเรื่องเหล่านี้มันช่วยกระตุกความคิดของเรา หรืออย่างคืนหนึ่ง เราเห็นฝนดาวตก มันก็ทำให้เราคิดต่อไปว่า ปรากฏการณ์อย่างนี้ในกาแล็กซีอื่น มันแปลว่าอะไร อย่างเราเห็นฝนดาวตกเนี่ย ดาวดวงนั้นที่มันใหญ่มาก เข้ามาชนโลก อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้จะทำให้เราเกิดความคิดไปอีกด้านหนึ่ง

Update : คุณคิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ให้อะไรกับสังคม

นิรันศักดิ์ : ผมว่าประโยชน์ของมันคือกระตุ้นเตือนความคิดของมนุษย์ นอกจากนี้ยังจุดประกายความคิด สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นบนโลก ไม่ว่าจะเครื่องแฟกซ์ โทรศัพท์ ดาวเทียม เฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ จรวด ทุกอย่างเหล่านี้มันอยู่ในนิยายวิทยาศาสตร์มาก่อนทั้งนั้น แม้กระทั่ง อินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ก็มีในนิยายวิทยาศาสตร์ทั้งหมดนะ ส่วนดีของ นิยายวิทยาศาสตร์คือทำให้เกิดความคิด เช่น The fly นี่คือสุดยอดของ ความคิดมนุษย์ ที่ทุกวันนี้มนุษย์ก็ยังคิดกันอยู่ ถ้าเราทำสำเร็จจะทำลาย ระบบคมนาคมทั้งหมดในโลก คิดดูสิว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน ทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่ มนุษย์คิดจึงเกิดนิยาย และทุกวันนี้ก็ทำไปได้ ส่วนหนึ่งแล้ว เช่น การส่งแผ่นกระดาษ ส่งภาพ ตอนนี้ก็ส่งภาพเคลื่อนไหว ได้แล้ว ทีนี้จะทำยังไงให้ส่งสิ่งมีชีวิตได้ นั่นคือผลดี อีกอย่างหนึ่งคือ สิ่งที่นิยายวิทยาศาสตร์ต้องการมากที่สุดคือเอาชนะความตาย ทุกวันนี้ ก็มีวิธีการโคลนนิ่ง ตอนนี้ก็เริ่มเอาระบบแช่แข็งมาใช้ นี่เกิดจาก นิยายวิทยาศาสตร์ ผมว่านิยายวิทยาศาสตร์ จะประเภทไหนก็แล้วแต่ ทั้งที่ใช้จินตนาการเป็นหลักหรือเหตุผลเป็นหลัก ผมว่าอย่างน้อยๆ มันจะทำให้มนุษย์เกิดจินตนาการและความคิด แต่มันก็มีบางส่วนนะ ที่นิยายวิทยาศาสตร์จะทำให้เราเกิดความคิดแผลงๆ อีก เช่น ระเบิดนิวเคลียร์ อาวุธเชื้อโรค หรืออาจไปสร้างระบบโจรกรรม สุดแล้วแต่จะเอาไปใช้ มันก็มีทั้งสองด้าน ด้านดีด้านร้าย

Update : ทุกวันนี้คุณยังติดตามนิยายวิทยาศาสตร์อยู่บ้างหรือไม่

นิรันศักดิ์ : ก็ยังอ่านอยู่ ของต่างประเทศผมว่าตอนนี้ความตื่นเต้นเร้าใจ มีน้อยกว่ายุคก่อน ส่วนของไทยก็แผ่วลงไปเยอะ คือขึ้นกับคนเขียนด้วย แม้ว่าจะมีคนสนใจจะเขียน แต่มันก็ขาดอะไรไปเยอะ โดยเฉพาะพล็อต นิยายวิทยาศาสตร์เนี่ยมันยากที่ว่าคุณสร้างสิ่งที่ไม่มีให้มันมี ต้องกระตุ้น ความสนใจหรือโน้มน้าวจิตใจคนอ่านให้เชื่อตาม อีกอย่างคือ การเขียนนิยายวิทยาศาสตร์จะต้องสร้างบรรยากาศเป็นมิติของ นิยายวิทยาศาสตร์จริงๆ ออกมา มันค่อนข้างลำบาก ของไทยมีนักเขียน ที่เขียนอยู่ แต่ความโดดเด่นจนเปรี้ยงปร้างยังไม่มี แล้วอีกอย่างคือการเลือก แง่มุมที่มาเขียน บางเรื่องก็ไกลตัวเกินไป แล้วนิยายวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็น ต้องไปใช้ทฤษฎีหลักของวิทยาศาสตร์ คุณอาจจะใช้สิ่งแวดล้อมก็ได้ สะท้อนภาพตรงไหนก็ได้ โดยเฉพาะสังคมเมือง เราสามารถสร้าง เป็นบรรยากาศหรือฉากที่เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ได้ แต่ก็ต้องขึ้นกับ ความสามารถของคนเขียนด้วยอย่างที่ผมบอก นิยายวิทยาศาสตร์มัน ต้องโน้มน้าวจิตใจคนอ่านค่อนข้างเยอะ

Update : นักเขียนหรือนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องที่คุณประทับใจคือเรื่องใด

นิรันศักดิ์ : มี 2001 เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องเป็นของ จูลส์ เวิร์น ผมจำชื่อไม่ได้ซะแล้ว จูลส์ เวิร์นส์นี่อาจจะเป็นนิยายโบราณไปนิดหนึ่ง แต่เราดูความคิดในช่วงนั้น ของอซิมอฟผมก็ชอบบางเรื่อง อีกเรื่องหนึ่งคือ ฟาห์เรนไฮต์ 451 ของ เรย์ แบรดบิวรี จริงๆ ก็มีนักเขียนเรื่องสั้นคนอื่นๆ อีกหลายคนที่ชอบ แต่จำชื่อไม่ค่อยได้


ผศ.วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์

นักเขียนอีกคนหนึ่งที่มีผลงานเขียนเรื่องทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 28 เล่ม ที่เป็นนวนิยายเช่น เด็กหลอดแก้ว พิจิก มัชฌิม ดีเอ็นเอ พยับดาว ฯลฯ และล่าสุดที่กำลังจะเป็นเล่มคือ นวนิยายเกี่ยวกับการโคลนนิง เรื่อง กลมนุสส์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ

Update : เมื่อพูดถึงนิยายวิทยาศาสตร์ อาจารย์นึกถึงอะไร

ผศ.วีรวัฒน์ : นึกถึงนิยายที่มีสาระของวิทยาศาสตร์แฝงอยู่ และนึกถึงจินตนาการ บางครั้งก็ความลึกลับ

Update : อาจารย์คิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ให้อะไรกับตัวอาจารย์บ้าง

ผศ.วีรวัฒน์ : ให้จินตนาการ ให้โลกส่วนตัว รวมถึงการมองอนาคตว่าน่าจะ มีแนวโน้มไปในทิศทางใดบ้าง ถ้าอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เนี่ย มันจะไม่อยู่ กับที่และสามารถคิดก้าวไกลออกไปได้เรื่อยๆ ผมก็ได้ใช้มาสร้างจินตนาการ คิดอะไรได้สนุกๆ คิดถึงการวางพล็อตเรื่องสนุก รวมทั้งมีความกระชับในตัวเรื่อง

Update : อาจารย์คิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ให้อะไรกับสังคม

ผศ.วีรวัฒน์ : ถ้าสังคมนั้นอ่านนิยายวิทยาศาสตร์นะครับ สังคมนั้นจะเป็น สังคมที่ไม่ยึดติดหรือหลงอยู่กับความงมงายไสยศาสตร์ หรือรวมไปถึง ความเชื่อในสิ่งที่ไม่มีวิทยาศาสตร์เป็นเหตุผลรองรับ นิยายวิทยาศาสตร์เนี่ย สร้างจินตนาการ รวมไปถึงเราสามารถทำจินตนาการที่เราสร้างขึ้นในอากาศ ให้เป็นเรื่องจริงได้

Update : ทุกวันนี้อาจารย์ยังติดตามนิยายวิทยาศาสตร์อยู่หรือไม่ คิดว่าเป็นอย่างไร

ผศ.วีรวัฒน์ : ติดตามในปริมาณที่ค่อนข้างมากนะครับ นิยายวิทยาศาสตร์ ที่ผมติดตามอย่างเช่น ของไมเคิล มัวร์ค็อค นิยายเหล่านี้ก็พัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วไกลออกไปจากจินตนาการเดิมๆ ไม่วนอยู่กับที่ และมีสีสัน มีตัวละคร ที่แปลกมากขึ้น รวมไปถึงมีการเสนอแนวคิดที่โลกอนาคตน่าจะเป็นอย่างนั้น ได้ชัดเจนขึ้น มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นไปได้ในอนาคต อาจเป็น 100 ปี 1,000 ปี หรือ 2,000 ปี เรื่องในนิยายวิทยาศาสตร์หลายๆ อันก็กำลังเกิดขึ้นจริง เช่น นาโนเทคโนโลยี ที่เป็นอุปกรณ์หุ่นยนต์ขนาดจิ๋ว ซึ่งเดิมเคยมีอยู่ ในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น เดี๋ยวนี้นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังสร้าง เชื่อว่าอีกไม่นาน เราจะมีการผ่าตัดเซลล์มะเร็ง เซลล์เนื้องอก โดยอาศัยหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วฉีดเข้าไป

Update : อาจารย์คิดว่าแวดวงนิยายวิทยาศาสตร์ในบ้านเราเป็นอย่างไร

ผศ.วีรวัฒน์ : เงียบเหงาครับ น่าสงสาร โตช้า เพราะคนไทยไม่มีวัฒนธรรม การอ่านหนังสือ โดยเฉพาะการอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาสาระเยอะๆ หรือรวมไปถึงเรื่องของความเป็นแฟนตาซี จินตนาการ คนไทยไม่ชอบ ระหว่างนิยายวิทยาศาสตร์กับนิยายพาฝัน นิยายวิทยาศาสตร์ขายได้น้อยกว่า ดูเงียบเหงากว่า

Update : นิยายหรือนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่อาจารย์ชอบคือใคร

ผศ.วีรวัฒน์ : ไมเคิล มัวร์ค็อค ครับ และ อซิมอฟ เขาเขียนเก่งครับ สามารถจินตนาการเรื่องอนาคตได้ชัดเจน ทำให้เราเห็นภาพพจน์ได้ชัดเจน รวมไปถึงภาษาที่เขาใช้เป็นภาษาวิทยาศาสตร์ แต่ว่าผมคิดว่าคนที่ไม่ได้เรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจได้