บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
มองวิทย์ด้วยจิตศิลป์
 

มองวิทย์ด้วยจิตศิลป์ เปิดทัศนะวิทยาศาสตร์ วินทร์ เลียววาริณ

จาก วารสารเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุ

มกราคม-มีนาคม 2548


Q : อยากทราบแรงดลใจที่ทำให้สนใจหรือเขียนเรื่องทางด้านวิทยาศาสตร์ อย่างเช่นที่ลงในมติชนสุดสัปดาห์ หรือเรื่องอื่นๆ

ผมรู้สึกสนุกกับการเรียนวิทยาศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากออกจากรั้วโรงเรียนไปแล้ว หาหนังสืออ่านเอง ในช่วงหนึ่งของชีวิต ผมมักตั้งคำถามเชิงปรัชญาเพื่อหาความหมายของชีวิต และพบว่าวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ใกล้เคียงที่สุดที่สามารถทำให้เราเข้าใจมนุษยชาติดีขึ้น แม้ไม่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดตอนนี้ วิทยาศาสตร์นั้นกว้างมาก เมื่อศึกษาวิทยาศาสตร์คู่กับศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ จักรวาลวิทยา จะทำให้เห็นภาพต่างๆ ชัดขึ้นมา

ผมรู้สึกว่าเรื่องทางด้านวิทยาศาสตร์มันไม่ค่อยมีคนทำเลย เหมือนกับว่าถ้าคุณไม่ทำ มันก็ไม่มีใครทำ เลยลองมาเขียนทางด้านนี้ดูดีกว่า คือคนที่เขียนเรื่องประเภทแนววรรณกรรมเพื่อสังคม มีคนทำเยอะอยู่แล้ว ไม่ต้องไปแข่งกับเขาก็ได้ หมายถึงว่ามันพออยู่แล้ว อย่างเพื่อนนักเขียน เราก็ถามว่าทำไมไม่เขียนนิยายไซไฟ (science fiction : Sci-Fi) บ้าง เขาบอกว่ากลัวกัน

Q : อันนี้เป็นเพราะอะไร

ผมว่าอาจเป็นเพราะคำว่า วิทยาศาสตร์ ฟังดูน่ากลัว การเขียนนิยายวิทยาศาสตร์อาจต้องรู้มากรึเปล่า แต่ผมคิดว่าไม่จำเป็น อาจเขียนเป็นซอฟต์ฟิกชั่นก็ได้ ก็น้อยนะครับ ถ้าเรามองไปรอบตัว คนเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ไม่ถึง 10 คนในเมืองไทย อาจจะไม่ถึง 5 ด้วย ผมว่ามันน้อยเสียจนน่าเกลียด บางทีเขียนไปหนึ่งเล่มแล้วหายไปหลายปี อย่างผมเป็นต้น ก็หายไปหลายปี แต่จริงๆ ก็อยากจะเขียนอยู่ มันติดโปรเจคท์อื่น ก็เลยคิดว่าน่าจะหันมาทิศทางนี้ดีกว่า เพราะมันน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าเรื่องประเภทเริงรมย์ต่างๆ เพราะใครๆ ก็เขียนได้ มันมีคนทำเยอะอยู่แล้ว

Q : แต่ถ้ามองกลับกัน คนที่เขียนเรื่องนี้อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีความสนใจก่อน ความรู้ก็ต้องพอมี

ความรู้มันรีเสิร์ซ (research) ได้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนแบบอาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก (Arthur C. Clarke) เราเขียนแบบซอฟท์ ไซไฟก็ได้ แค่มีจินตนาการแล้วก็เขียนไป ตรงนี้น่าจะช่วยปลูกฝังเด็กให้สนใจ หรือให้พัฒนาความคิดและจินตนาการ ซึ่งตรงนี้เรายังขาดอยู่ ความรู้มันหาไม่ยาก แต่จินตนาการต้องปลูกฝังกัน

Q : ในบทความหลายบทความ คุณวินทร์พาดพิงถึง ฟิสิกส์ ควอนตัม (quantum physics) และทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ บ่อยครั้งทั้งสอง เรื่องนี้เป็นเรื่องโปรดหรือเปล่าครับ และถ้าใช่ ทำไม? เช่น ในคอลัมน์คุ้ยขยะหาฝัน วันที่ 3 ตุลาคม ก็พาดพิงถึง Heisenberg's Uncertainty Principle และในเรื่องความยาวของหนึ่งวินาที ใน winbookclub.com ก็พูดถึงเต็มๆ เป็นต้น

ผมเรียนฟิสิกส์มาในโรงเรียน แต่ยอมรับว่าไม่สนุก เพราะต้องท่องจำแต่สูตร จนเมื่อโตขึ้นมาหาหนังสืออ่านเอง พบว่าฟิสิกส์เป็นเรื่องสนุกทีเดียว หากรู้ว่าจะนำมาใช้อย่างไร เหตุที่สนใจควอนตัม ฟิสิกส์ เพราะผมสนใจเรื่องจักรวาลวิทยา ดาราศาสตร์ ทางเดียวที่จะเข้าใจจักรวาลในเชิงปรัชญาก็คือจากฟิสิกส์เท่านั้น แม้แต่การศึกษาศาสนาเปรียบเทียบก็ไม่สามารถหาคำตอบเกี่ยวกับจักรวาลได้

Q : ช่วงนี้ว่ากันว่านิยายวิทยาศาสตร์เริ่มกลับมาใหม่ เมื่อเทียบกับยุคทองตั้งแต่ช่วงแรกของคุณจันตรี ศิริบุญรอด และก็อีกยุคหนึ่งของมิติที่ 4 ที่ขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้วก็หายไปนานเลย

มันก็เป็นเรื่องเดิม ฉบับเดิม ที่ผมเคยอ่านมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เช่น เรื่อง The Cave of Steel หรือ ชุด Foundation (หนังสือชุด สถาบันสถาปนา) ของ ไอแซค อสิมอฟ (Isaac Asimov) ก็เป็นเรื่องเดิมเอามาพิมพ์ใหม่ มันแทบจะไม่มีอะไรใหม่ ๆ ออกมา มันยังน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับ 20 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการแทบจะศูนย์ คือมีการนำมาพิมพ์ใหม่เพราะกระแสจากต่างประเทศมันขึ้นมา อย่างแฮรี่ พอตเตอร์ เพราะฉะนั้นหนังสือวิทยาศาสตร์ก็เข้ามาด้วย แต่มันเป็นการพิมพ์ซ้ำมากกว่า อย่างหนังสือชุด สถาบันสถาปนา ก็แปลมา 20-30 ปีแล้ว แต่ก็ถือว่าดี อย่างน้อยก็ยังมี แต่ถ้าเทียบความเข้มข้นยังสู้สมัยวิศวะจุฬาฯ เขาทำกันยังไม่ได้ อันนั้นยังมีความต่อเนื่องออกมาเยอะแยะเลย นิยายวิทยาศาสตร์เมืองนอกมันมีมหาศาลเลย นี่พูดเฉพาะนิยายนะ ยังไม่พูดถึงเรื่องแนววิทยาศาสตร์ที่คนทั่วไปอ่านเลย ถือว่ายังห่างไกลมากๆ

Q : นิยายวิทยาศาสตร์เป็นดัชนีชี้วัดลักษณะของสังคมได้ในแง่ใดบ้าง? จำนวนและคุณภาพของนิยายวิทยาศาสตร์ที่เขียนโดยคนไทย เป็นตัวสะท้อนภูมิปัญญาของสังคมไทยได้บ้างหรือไม่? อย่างไร?

นิยายวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการของเด็กในประเทศ เรื่องน่าเศร้าคือประเทศเราขาดทั้งคนอ่านและคนเขียน ขาดอย่างมากๆ สังคมเราไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงโดยปราศจากทั้งความรู้และ จินตนาการ แต่เมื่อมองภาพรวมของการศึกษาของเรา พบว่าเราไม่ค่อยได้เสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการคิดออกนอกกล่องเท่าที่ควร นิยายวิทยาศาสตร์ช่วยตรงนี้ได้ ผมเองก็โตมากับนิยายวิทยาศาสตร์ และเห็นประโยชน์ของมันอย่างใหญ่หลวง ช่วยพัฒนาสมองของเราจริงๆ

Q : กรณีที่เนชั่นบุ๊คส์ เขาจัดกิจกรรมประกวดขึ้นมาแล้วบอกว่ากระแสเรื่องทางวิทยาศาสตร์เริ่มกลับมา แล้วนี่เขาวัดจากอะไรครับ จากยอดขาย หรืออะไร

จากยอดขายหนังสือคงจะส่วนหนึ่ง ถ้ามันเคลื่อนไปทางนี้ แต่ผมไม่คิดว่ายอดมันจะเทียบกับหนังสือในเชิง แฮรี พอตเตอร์ พวกนั้น เพราะยอดมันผิดกันมากๆ

Q : ก่อนหน้านี้คุณวินทร์เคยเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เล่มหนึ่งคือ เดือนช่วง ดวงเด่นฟ้า ดาดาว เหมือนกัน

ช่วงนั้นผมเขียนลง Update อยู่เรื่อยๆ ก็อยากจะทำต่อ ความจริงมีพล็อตเยอะแยะรออยู่แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสนั่งลงทำจริงๆ จังๆ ที่จริงปีสองปีที่ผ่านมาก็เขียนนิยายวิทยาศาสตร์ไว้บ้าง หวังไว้ว่าคงไม่เกิน 2 ปี จะมีออกมาอีก อย่างเรื่องที่เขียนลงมติชนสุดสัปดาห์ ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล ก็เป็นบทความทางวิทยาศาสตร์ เมืองไทยเราขาดในส่วนนี้ ขาดมากๆ ด้วย ก็คิดว่าน่าจะทำ

Q : กรณีของ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน จะนิยามยังไงครับ

เป็นการมองโลกในมุมมองของจักรวาล คือเรามองปัญหาของสังคมซึ่งเป็นปัญหาย่อยของโลกเราเนี่ย เช่น เรามองว่าทำไมคนถึงต้องฆ่ากันมากขนาดนี้ มีคนข่มขืนกันขนาดนี้ ทีนี้ถ้าเรามองด้วยสายตาของนักจิตวิทยาหรือสังคมศาสตร์ โอเค เราจะเห็นว่าสังคมไม่ดี สังคมเหลวไหล ถ้าหากว่าเรามองด้วยมุมมองอีกมุมมองหนึ่ง ที่เป็นมุมมองของเรื่องกำเนิดชีวิต คือในมุมมองของจักรวาลที่กว้างไกล ถอยออกไปเรื่อยๆ

อย่างนี้เราอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของยีนก็ได้ เราโทษเขาไม่ได้ มันอยู่ในตัวของเขาเอง เราอาจจะทำให้นักสังคมศาสตร์เห็นว่ามันไม่ใช่ เพราะว่ามันยอมรับกันไม่ได้ โอเควิธีที่ทำให้เขาเห็นด้วย คือการเอาข้อเท็จจริง (fact) ทางวิทยาศาสตร์มาคุยกัน นั่นคือเหตุผลที่บทความบางอัน มันมีวิทยาศาสตร์เข้ามาเจือ เพราะว่ามันเป็นทางเดียวที่จะอธิบายให้รู้ว่า ทำไมการที่เราจะรู้ความเป็นไปของโลก ของสังคม กำเนิดของศาสนา ปรัชญาทั้งหลายในโลกนี้

จริงๆ มันก็มองไกลไปกว่านั้น คือถ้าไม่ถอยตัวมามองถึงต้นกำเนิดของจักรวาลมันไม่มีทางที่จะมาเข้าใจใน ประเด็นย่อยเหล่านี้ เพราะทุกคนเกิดมาก็บอกว่าผมเป็นพุทธ ผมเป็นอิสลาม แต่เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วศาสนาจำเป็นรึเปล่า เราไม่กล้าถามด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ถอยกลับมาดูในต้นกำเนิด เราก็ไม่กล้าที่จะคิด ที่จะเข้าใจ ทีนี้พอถอยออกมา ก็เห็นบางปัญหาชัดขึ้นกว่าเดิม บางทการที่ผิวขาวผิวดำทะเลาะกันมันเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะจริงๆ ผิวขาวผิวดำมันก็มาจากผิวเดียวกันนั่นแหละ มันค่อยๆ เปลี่ยนไปในเวลาไม่กี่หมื่นไม่กี่แสนปี เราพยายามอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ พอดูแล้วเราเห็นปัญหาชัดขึ้นกว่าการมองปัญหาจากมุมล่าง ลองไปมองจากข้างบนดูซิ ว่าภาพกว้างขึ้นมันเป็นอย่างไร พอเข้าใจปุ๊บ ก็โอเค

ถ้ามองอย่างนี้ปุ๊บเราก็เห็นว่าวิวัฒนาการของคนมีมาเรื่อยๆ จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีวิวัฒนาการมากกว่าสัตว์เลื้อยคลานมีสมองที่ซับ ซ้อนมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่งที่จะมีความรู้สึก ความรัก และพัฒนาต่อไปเป็นเรื่องของศาสนาปรัชญาทั้งหลาย ทุกอย่างมันเหมือนกับว่ามีทิศทางของมันมาค่อนข้างจะชัด เพราะฉะนั้นเรื่องความเชื่อเรื่องพระเจ้านี้ เราสร้างขึ้นมาเองรึเปล่า หรือว่ามันมีจริงๆ เพราะฉะนั้นทางเดียวก็คือต้องมาคุยกันด้วยข้อมูลที่เรามีกันใน พ.ศ.นี้ ข้อสำคัญก็คือว่าสังคมไทยเราไม่คุยกันด้วยข้อมูลอย่างนี้ เราว่ากันด้วยความเชื่อกันก่อน เอะอะอะไรก็บอกว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ มันก็ไม่กล้าคิดอะไร

Q : คุณวินทร์พัฒนาหลักคิดนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

คือคิดอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แล้วว่า คนมาจากไหน เกิดขึ้นมาเพราะอะไร ทำไมต้องมีศาสนา ก็ไม่มีคำตอบ แต่มาจากการอ่านวิชาการต่างๆ พอไปศึกษาดาราศาสตร์ จักรวาลวิทยา ศึกษาฟิสิกส์ ต่างๆ มาศึกษาชีววิทยาใหม่ เคมีใหม่ มาเรียนใหม่แบบที่ไม่ได้เรียนในห้องเรียน ก็เริ่มเห็นภาพแล้วว่า คนก็เป็นธาตุจากดวงดาวส่วนหนึ่งประกอบกันขึ้นมา มันทำให้เข้าใจหลายอย่างชัดขึ้น นี่ก็เป็นวิธีมองโลกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุด แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น

Q : ได้รับอิทธิพลจากนักคิดคนไหนมากที่สุด

ก็มีอย่าง คาร์ล เซเกน (Carl Sagan) หรือ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ที่ทำให้เราตั้งคำถาม อย่าง อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก บอกว่า เราไม่มีวันเข้าใจศาสนา หากว่าเราไม่เรียนเรื่องศาสนาเปรียบเทียบ แต่ถ้าเปรียบเทียบแค่ศาสนาบนโลกนี้มันก็ไม่มีทางเข้าใจอะไรเหมือนกัน เราต้องเข้าใจว่าถ้าเราเรียนมากไปกว่านั้น เช่น มีศาสนาสำหรับตัวอะมีบารึเปล่า สำหรับไวรัสรึเปล่า คอมพิวเตอร์มีศาสนามั้ย เราศึกษาแค่ศาสนาเปรียบเทียบของมนุษย์มันยังไม่พอ ดูว่าสัตว์มีมั้ย อย่างปลาโลมา เป็นต้น มุมมองนี้เราไม่เคยมองเลย มันทำให้เราคิดต่อว่า เป็นไปได้ มีเหตุผล อย่างเราพูดถึงความรักที่พ่อแม่มีกับลูกว่ามันเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ แต่บางทีอาจจะไม่ยิ่งใหญ่ก็ได้ มันเป็นแค่ธรรมชาติ สร้างมาเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์เผ่าพันธุ์นี้นั่นเองเพราะฉะนั้นถ้าเรามอง มุมนี้ ผมว่าหลายคนก็บอกว่ารับไม่ได้

มุมมองเหล่านี้ มันต้องกล้าตั้งคำถามว่า ศาสดาก็ผิดได้ มนุษย์ก็ผิดได้ เมื่อผิดก็มานั่งดู โอเคมันก็ทำให้เราเข้าใจดีขึ้น ทีนี้ถึงบอกว่ามันจำเป็นที่จะต้องเรียนวิทยาศาสตร์ในแง่ดี ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่เข้าไปในห้องเรียนแล้วบอกว่า โซเดียมคือ Na อะไรอย่างงี้ มันไม่ได้อะไรขึ้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว มันเป็นการเรียนที่สูญเปล่า ผมเรียนได้คะแนนดี แต่ไม่เข้าใจ แต่พอผมมาอ่านใหม่ ผมว่าฟิสิกส์มันมีอะไรน่าสนใจกว่าเรื่องแรงที่เรียนอยู่ในห้องเรียน สนุกกว่า เพราะเรารู้ว่าจะค้นหาอะไร แม้กระทั่งการเรียนเรื่องควอนตัม รู้สึกว่ามันมีอะไรที่ตอบคำถามเรื่องพระเจ้าด้วยซ้ำไป แม้ว่าจะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ทำให้เราคิดเรื่องบางอย่างในมุมมองวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันอาจจะไม่ถูกก็ได้

ผมไม่เคยได้ยินเรื่องควอนตัมเลยจนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว มันหายไปไหน ทำไมผมไม่รู้มาก่อน หรือว่าทำไมไม่มีใครสอนผมว่ามนุษย์เราประกอบด้วยธาตุเคมีเช่นเดียวกับธาตุ เคมีที่มีอยู่ในจักรวาล ไม่มีใครสอน มีแต่บอกว่า มนุษย์เกิดมาเป็นสัตว์ประเสริฐ หมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน แบ่งแยกเรียบร้อย

Q : ที่ว่าไม่สอนนี่ หมายถึงภาพการศึกษาของไทยหรือฝรั่ง

ผมไม่แน่ใจฝรั่งแต่ผมว่าของเราเรียนเพื่อจบปริญญา แล้วถือว่าสุดยอดในชีวิตแล้ว ผมว่ามันไร้สาระ เพราะทุกวันนี้ผมยังเรียนอยู่เลย ผมเคยอ่านเจอนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลชาวไต้หวัน เขาไปพูดที่สิงคโปร์ บอกว่า ในการแข่งขันโอลิมปิก เด็กทางเอเชียถือว่ากินขาด ได้รางวัลเหรียญทองชนะหมด อเมริกาอยู่ในอับดับบ๊วยๆ แต่ทำไมไม่มีคนเอเชียได้รางวัลโนเบลทางวิทยาศาสตร์เลย? ไม่มีเลยสักคน คนที่ได้รางวัลทางวิทยาศาสตร์ของเอเชียมี แต่ไปโตที่อเมริกา ทำไม? ก็แสดงว่าวิธีการเรียนของเราผิดแน่ๆ ถ้าเราคิดว่ารางวัลโนเบลเป็นสัญลักษณ์ของความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ นะ เราจะไม่มีทางได้รางวัลโนเบลเลยในชาตินี้ รวมถึงประเทศแถบเอเชียนี้ด้วย ถ้ายังเรียนกันด้วยวิธีนี้ ทำไมไม่มองออกไปนอกกล่องว่ามีทางอื่นอีกมั๊ย หรือฝันอะไรบ้าๆ หมายถึงการเรียนรู้ทุกอย่าง คือคุณได้ปริญญามาแต่ไม่มีความสุขแล้วมันมีประโยชน์อะไร

Q : มีบ่อยครั้งที่ข่าวหรือข้อมูลในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นเรื่องที่ฟังเผินๆ เหมือนวิทยาศาสตร์ แต่จริงๆ ไม่ใช่เพราะเป็นแค่วิทยาศาสตร์เทียม (pseudo-science) เช่น น้ำวิเศษยืดอายุคนดื่มได้ ส่วนหลายข่าวก็เป็นไสยศาสตร์แบบจังๆ จึงอยากทราบความคิดเห็นในประเด็นเรื่องวิทยาศาสตร์เทียม และไสยศาสตร์นี้ด้วยครับว่า ข่าวประเภทนี้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยของเราอย่างไรบ้าง

ไสยศาสตร์และวิทยาศาสตร์เทียมส่งผลร้ายต่อสังคมพอๆ กัน บางทีวิทยาศาสตร์เทียมอาจร้ายกาจกว่าด้วยซ้ำ เพราะคนทั่วไปคิดว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ เวลานี้บ้านเมืองของเราท่วมไปด้วยขยะยาพิษทางปัญญาที่เกิดจากวิทยาศาสตร์ เทียมและไสยศาสตร์ ด้วยปัญญาที่เอ่ยเป็นแต่ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ และสื่อที่กระหน่ำแต่การสร้างความเชื่อใหม่ๆ รองรับด้วยการตลาด หากเราไม่สามารถเติม น้ำดี วิทยาศาสตร์แท้เข้าไปในหัวของประชาชนให้มากที่สุด เราก็ยังไม่ไปไหน และแก้ปัญหาด้วยทางลัดอยู่เรื่อย ลองคิดดูว่าเม็ดเงินที่เราเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์กับฮวงจุ้ย การดูดวง การขับไล่ความชั่วร้าย ฯลฯ เป็นเงินมากเพียงไร เงินเหล่านี้นำไปพัฒนาชาติและคนได้มหาศาล

Q : สื่อสารมวลชนที่ให้ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ในบ้านเรา ได้แก่ นิตยสาร (เช่น UpDATE), รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ มีคุณภาพเป็นอย่างไร? และควรมีพัฒนาการไปในทิศทางใด นั่นคือ สื่อวิทยาศาสตร์ของบ้านเราในความฝันของคุณวินทร์ เป็นอย่างไร?

หนังสือด้านวิทยาศาสตร์ในบ้านเรานั้นไม่เลวหรอกครับ เพียงแต่น้อยไปหน่อยเท่านั้นเอง สิ่งที่ผมฝันอยากเห็นคือ การสามารถนำวิทยาศาสตร์มาใช้แก้ปัญหามากกว่านี้ รายการโทรทัศน์ปัญญาอ่อนถูกแทนที่ด้วยรายการที่เป็นวิทยาศาสตร์กว่านี้ แม้แต่รายการที่ตอบปัญหาความรู้ต่างๆ (ที่ดีกว่าเรื่องไร้สาระทั่วไป) ก็ยังเป็นการฝึกการใช้ความจำมากกว่าการใช้ความคิด อยากเห็นสื่อทำเรื่องที่เกี่ยวกับจินตนาการมากขึ้นครับ

Q : ไอสไตน์บอกว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ในขณะที่เอดิสันบอกว่า 99% มาจากหยาดเหงื่อ อีก 1% มาจากความเป็นอัจฉริยะ คุณวินทร์คิดว่าอย่างไร

ประเด็นของเอดิสันคือ จะบอกว่าอย่าได้แต่ฝัน ให้ทำจริงๆ ด้วย ให้ลงมือทำ เอดิสันเป็นคนที่ช่างฝันอยู่แล้ว เพียงบอกว่าให้ลงมือ จินตนาการทำให้โลกไปข้างหน้า แต่ความรู้อะไรต่างๆ มันทำให้คุณมีชีวิตที่สบาย แต่มันไม่ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งเท่านั้นเอง

Q : ในนิยายเรื่อง เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว คุณวินทร์เขียนถึงสุนทรภู่ด้วย คุณวินทร์สนใจวรรณกรรมไทยอยู่แล้ว หรือสนใจสุนทรภู่ที่เขามีแนวคิดทันสมัย หรือสนใจเรื่องอื่นๆ ด้วย

บังเอิญมันมาเจอกัน แต่สุนทรภู่เป็นคนน่านับถือมาก เป็นคนที่มีแนวคิดทันสมัย น่านับถือตรงที่ว่าเขามีจินตนาการสูงมาก คิดไกล ถ้าในสมัยนี้ อยู่เมืองนอกก็รวยไปแล้ว ไม่ต้องมาติดคุกเขียนนิยายขาย

Q : แรงจูงใจอะไรที่ทำให้คุณวินทร์หันมาเขียนหนังสือ

ผมกลับมาจากต่างประเทศ ดูในร้านหนังสือแล้วก็คล้ายๆ กับว่าไม่มีอะไรให้อ่าน เลยเขียนขึ้นมาอ่านเอง แต่ไม่ได้คิดจะไปตีพิมพ์ที่ไหน เพราะไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขียนเรื่องประเภทแนวหักมุม อยู่ดีๆ ก็ระบายอารมณ์ เขียนๆ ไปพอได้ตีพิมพ์เรื่องหนึ่งก็ เอ๊ะ! ไม่เลวนี่ คือเจอด้วยความบังเอิญด้วย เพราะปกติเขียนเสร็จผมก็จะใส่ไว้ในลิ้นชัก ไม่ให้ใครดู มีวันหนึ่งไม่รู้นึกอะไรขึ้นมา ก็ส่งไป แล้ววันหนึ่งไปเจอในร้านหนังสือว่าได้ลง หลังจากนั้นก็รีบเขียนเป็นการใหญ่ แต่เขียนเล่นสนุกๆ ไม่ได้ลงที่ไหน

ตอนเด็กๆ ผมเคยเขียนการ์ตูนขาย เป็นนิยายภาพ การ์ตูนเล่มละบาท ขายตามโรงพิมพ์ คือเห็นเขาเขียน ก็อยากจะเขียนมั่ง อายุยังไม่ถึงยี่สิบ ประมาณ 17-18 ปี เริ่มต้นผมเขียนเป็นนิยายวิทยาศาสตร์นะ การ์ตูนคล้ายเรื่อง แฟลช กอร์ดอน (Flash Gordon) พวกโรงพิมพ์เห็นก็ตกใจ อะไรเนี่ยน้อง ไปเขียนเรื่องผีมา เราก็อยากได้ลง ก็ไปเขียนเรื่องผีห่วยๆ สองสามเรื่อง ตอนหลังก็เลิกเขียน มันตามตลาด จริงๆ อยากเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ วาดเรื่องว่าเดินทางด้วยยานอวกาศไปดวงดาว ไปโน่นไปนี่ แต่ไม่มีใครซื้อ