บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
Open 2549
 

สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

กรกฎาคม 2549


ในช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ผ่านมา คุณวินทร์ เลียววาริณ คุณโตมร ศุขปรีชา คุณปราบดา หยุ่น และผม มีโอกาสนั่งสนทนาและรับประทานอาหารกันในบ่ายวันหนึ่ง ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าที่หัวข้อสนทนาเราพัวพันอยู่กับเรื่องในแวดวงหนังสือ ทั้งเกี่ยวกับคนอ่าน หนังสือ งานเขียน และการบริหารกิจการสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก

โดยส่วนตัว ผมคิดว่าบทสนทนาเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านในวงกว้าง ทอดเวลาผ่านไปหลายเดือน ผมจึงถือโอกาสชวนคุณวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนรางวัลซีไรต์สองสมัย เจ้าของสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่พิมพ์เฉพาะหนังสือของตนเองเป็นหลัก กลับมาจิบกาแฟและสนทนาอย่างเป็นการเป็นงานอีกครั้ง

และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่คุณวินทร์ ซึ่งใช้ชีวิตส่วนหนึ่งในสิงคโปร์ ยอมเดินทางเข้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน หลังจากที่ก่อนหน้าพยายามทำตัวให้อยู่ห่างมาโดยตลอด เราเลือกร้านกาแฟในร้านคิโนะคูนิยะเป็นสถานที่พูดคุย คุณวินทร์สั่งช็อกโกแลตร้อนกับแซนด์วิช ผมสั่งคาปูชิโน เมื่อเครื่องดื่มเริ่มทำหน้าที่และการถ่ายรูปง่ายๆ ด้วยกล้องดิจิตอลเล็กๆ จบลง บทสนทนาหลังถ้วยกาแฟก็เริ่มต้นขึ้น


ถึงวันนี้คุณลาออกจากการทำงานประจำมาเป็นนักเขียนอิสระนานเท่าไรแล้ว (ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549)

3 ปี 7 เดือน กับ 4 วัน


ทำไมจึงจำได้

เพราะว่าผมเริ่มวันที่ 1 มกราคม เมื่อ 3 ปีเศษที่แล้ว


ทำไมวันนั้นจึงตัดสินใจที่จะไม่ทำงานประจำต่อ

ผมทำงานโฆษณามาประมาณ 16-17 ปี และก็มีส่วนในบริษัทด้วย พอถึงจุดหนึ่ง เราคิดว่าจะเลิกกิจการโฆษณา พอถึงจุดที่ตัดสินใจว่าจะเลิกกิจการโฆษณา เราก็มานั่งดูว่าจะทำอะไรต่อ ก็มีคนชวนไปเปิดบริษัทโฆษณาใหม่ เราก็คิดว่านี่อาจจะเป็นอีกทางหนึ่งที่เราน่าจะลองดูก็ได้ สมมติว่าถ้าไปเป็นนักเขียนอาชีพอย่างที่เราเคยอยากจะเป็นมาแต่ไหนแต่ไร ดูซิมันจะทำได้หรือเปล่า ขอลองดูซักตั้งก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะต้องกลับไปวงการโฆษณาอีกครั้งหนึ่ง นั่นก็คือจุดตัดสิน เลยปิดบริษัทเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม วันที่ 1 ผมก็เลยเป็นนักเขียนอาชีพ


การที่จะมาเป็นนักเขียนอาชีพ เราต้องเตรียมการอะไรบ้างนอกเหนือจากงานเขียนที่มีอยู่แล้ว

ผมคิดว่าสำหรับประเทศไทยเรา เราต้องเตรียมการนานทีเดียว คือเราอยู่ดีๆ จะเป็นนักเขียนอาชีพนี่ค่อนข้างจะยากในทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าคุณต้องการเป็นนักเขียนอาชีพเพราะว่าพ่อคุณรวยมาก ก็โอเค มันก็เป็นได้ทุกวัน

แต่ถ้าต้องการเป็นนักเขียนอาชีพที่อยู่ได้ด้วยการเขียนหนังสือจริงๆ มันน่าจะใช้ระยะเวลาปูพื้นฐานมานาน คือหนึ่ง เราต้องสร้างงานที่มีคนอ่านในระดับหนึ่ง อย่างน้อยกลุ่มหนึ่ง และจะต้องสร้างชื่อของนักเขียนขึ้นมาในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งมันต้องใช้ระยะเวลา มันไม่สามารถที่จะเขียนหนังสือมาหนึ่งปี แล้วก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง ทุกคนรู้จัก ทิศทางของการเขียนวรรณกรรมบ้านเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันต้องเขียน... ผมคิดว่าน่าจะสิบปีขึ้นไป

คือถ้าคิดจะเขียนหนังสือในแนวแบบนี้เพื่อจะเป็นอาชีพ ผมคิดว่าน่าจะสิบปีขึ้นไป ให้ชื่อของนักเขียนเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนอ่าน และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีงานเขียนออกมาอย่างสม่ำเสมอ ให้เขารู้ว่าเรายังไม่ตาย

ถ้าทำอย่างนี้ได้ ผมคิดว่ามันก็อยู่ได้ เพราะกลุ่มนักอ่านวรรณกรรมบ้านเรามีประมาณซัก 10,000 คน คิดว่าตัวเลขนี้คงประมาณซัก 20 ปีได้แล้ว แต่ตัวเลขที่ active จริงๆ อาจจะไม่ถึงหมื่น มันแล้วแต่หนังสือ เพราะคนที่อ่านหนังสือวรรณกรรม ที่ยินดีจะควักเงินซื้อถ้าหนังสือดี ผมคิดว่า 10,000 คนน่าจะได้ แต่คนที่เป็นขาประจำจริงๆ อาจจะไม่ถึง


10,000 คนต้องซื้อเท่าไหร่เราถึงจะอยู่ได้ สามพันหรือห้าพัน ต้องระดับไหนจึงจะทำให้นักเขียนคนหนึ่งยืนระยะอยู่ได้

สามพันก็อยู่ยากอยู่แล้ว มันควรจะมากกว่านั้น วิธีการที่ผมทำก็คือ ในเมื่อเราอาศัยหนังสือต่อเล่มไม่ได้ เราก็ต้องอาศัยปริมาณเข้าว่า เพราะถ้าหากนักเขียนมีหนังสืออยู่ในมือมากกว่า 10 เล่มขึ้นไป โอกาสที่จะอยู่ได้มันก็สูงกว่าคนที่มีหนังสืออยู่ในมือประมาณ 1-2 เล่ม อย่างที่พี่ชาติ กอบจิตติ ปูทางมา ถ้าเรามีหนังสืออยู่ซัก 12 เล่ม เราพิมพ์ใหม่ปีละครั้ง เราก็อยู่ได้ในลักษณะที่ว่าเดือนละเล่ม เราก็เก็บตรงนั้นไป แต่ถ้าประเภทเขียนปีละเล่ม แล้วก็จะอยู่ได้ ผมว่ายากมากๆ ทุกวันนี้ผมทำงานปีละประมาณ 2-4 เล่ม เพื่อให้อยู่ได้


ซึ่งมันอาจบังคับให้เราต้องผลิตงานที่เน้นปริมาณด้วยหรือเปล่

ไม่ ผมถือเป็นกฎของตัวเองว่าจะไม่ทำงานในเชิงปริมาณถ้าหากว่าคุณภาพไม่ได้ คือถ้าผมทำงานปริมาณได้ คุณภาพต้องไปด้วยกันกับปริมาณ ผมจะไม่ยอมเลย เพราะว่าการที่คุณทำงานห่วยออกมาชิ้นเดียวเท่านั้นเอง คุณฆ่างานของคุณที่เหลือหมดเลยทันที มันเร็วมาก นี่คือหลักตลาดธรรมดา คุณทำงานอย่างนั้นไม่ได้

เมื่อมาลองเป็นนักเขียนอาชีพช่วงเวลาหนึ่ง ผมก็มองเห็นว่ามันก็เป็นไปได้ที่จะทำได้ในปริมาณงานประมาณปีละ 3-4 เล่ม เพราะถ้าคุณทำงานอย่างที่ผมทำ คือผมทำงานเหมือนกับไปทำงานในบริษัทเลย ผมทำงานตั้งแต่เช้าถึงเย็น มี over time ด้วย ผมทำงาน 7 วัน ไม่มีวันหยุด

เพราะฉะนั้นด้วยปริมาณเวลาแบบนี้ ผมคิดว่าคุณทำงาน 3-5 เล่มได้อยู่แล้ว ถ้าหากคุณไม่ขี้เกียจ คุณสามารถทำได้ ถ้าเราดูตัวอย่างนักเขียนอื่นๆ ที่ทำงานแบบมืออาชีพ อย่างเช่นคุณกฤษณา อโศกสิน คุณทมยันตี เขาก็มีงานมากกว่านี้อยู่แล้ว แล้วเขาทำอย่างนี้มาตั้ง 20-30 ปี ไปดูเมืองนอก อย่างเช่น ไอแซก อาซิมอฟ เขาเขียนปีละ 10 เล่ม และเป็นหนังสือที่หนากว่าที่เราเขียนอีก

ถ้าเขาทำได้ ผมคิดว่าเราก็ทำได้ ถ้าหากเรามีวินัยในการทำงานและมีการจัดระเบียบตัวเองให้ดีพอ มันทำได้ เพราะผมไม่เชื่อในเรื่องที่ว่าจะต้องมีอารมณ์ก่อนจะเขียน


ปัญหาของนักเขียนอาชีพอยู่ตรงไหน

ปัญหาของนักเขียนอาชีพน่าจะอยู่ที่การตลาดมากกว่า คือการผลิตหนังสือนี่เป็นปัญหาของนักเขียน ว่าคุณจะผลิตหนังสือได้ดีและต่อเนื่องตลอดไปหรือเปล่า นั่นเป็นปัญหาของนักเขียน ไม่มีใครช่วยคุณได้ แต่ปัญหาของการอยู่รอดนี่เป็นปัญหาในเชิงเศรษฐกิจ คือทำอย่างไรจึงจะทำให้หนังสือที่เขียนไปแล้วมันขายได้ จุดนี้เป็นจุดที่ยาก เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าคนอ่านในบ้านเรามีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วน ประชากร และยอดพิมพ์ของเราก็น้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร เราไม่มีวัฒนธรรมการอ่านวรรณกรรม

เพราะฉะนั้นนี่เป็นโจทย์ที่ยากมากที่จะทำให้นักเขียนอยู่รอดได้ในเชิง เศรษฐกิจ มันจะต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ มาช่วย ทั้งในเชิงการตลาดและในเชิงอื่นๆ ถ้าพูดถึงเรื่องการตลาด นักเขียนส่วนใหญ่ก็จะเบ้หน้าอยู่แล้ว คือไม่สนใจ มันไม่ใช่หน้าที่ที่นักเขียนจำเป็นจะต้องทำเรื่องแบบนี้ แต่ว่าถ้าต้องการอยู่รอดในเมืองไทย ก็อาจจะต้องทำบ้าง


ด้วยความเป็นนักเขียนอาชีพ แต่ต้องทำสำนักพิมพ์เอง คือต้องมารับภาระทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งด้านการตลาด อะไรคือปัญหาหลักๆ ของการเหยียบเรือสองแคมอย่างนี้

ผมไม่คิดว่ามันเป็นการเหยียบเรือสองแคม ที่ผมเปิดสำนักพิมพ์นี่ก็มาจากไอเดียที่พี่ชาติกอบจิตติ เสนอให้ทำ เขาบอกว่านักเขียนควรจะรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าเราสามารถที่จะเปิดสำนักพิมพ์เพื่อดูแลงานของเรา ถ้าเกิดเล่มนั้นขายได้มาก เราก็จะได้เงินมากขึ้นมาหน่อย คือเราดูแลผลประโยชน์ตัวเอง ไม่มีใครมาโกงเราหรือว่ามาทำอะไรกับเรา เราทำในสิ่งที่เราต้องการเพียงอย่างเดียว

เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นด้านดีอีกด้านหนึ่งของการมีสำนักพิมพ์ของตัวเองที่จะมา ดูแลในส่วนนี้ คือถ้าเราขยันหน่อย เราก็ได้เงินเยอะหน่อย แต่ว่าข้อที่ยากก็คือ เราต้องไปจัดการเรื่องบัญชี การตลาด มันก็ไม่ถึงกับยากมาก เพราะว่าเราผลิตหนังสือของตัวเอง เราไม่ได้ผลิตหนังสือให้คนอื่น เพราะฉะนั้น เราก็ดูแลแค่ตัวเราเองปีละไม่กี่ครั้ง มันก็ยังเป็นสิ่งที่ทำได้อยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ยากจนเกินไปที่จะทำ


อะไรคือสิ่งที่ต้องเผชิญหลังจากตัดสินใจออกมาเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัว อะไรเป็นความทุกข์ใหญ่หลวงของการเป็นนักเขียนอาชีพที่มีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง

ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงในวิชาชีพ เราไม่รู้ว่าเราจะมีไอเดียดีๆ ออกมาได้ตลอดเวลาหรือเปล่า และเราจะสามารถผลิตหนังสือออกมามากพอที่จะทำให้เราอยู่รอดได้ตลอดไปหรือ เปล่า ผมกลัวอย่างเดียวก็คือผมจะเจ็บป่วย และไม่สามารถที่จะเขียนหนังสือได้ อย่างนั้นจะเดือดร้อน คือมันไม่มีอะไรที่จะไปช่วยเราตรงนั้นได้เลย

เพราะฉะนั้นมันจึงต้องมานั่งป้องกันไว้ก่อนทุกอย่าง อย่างการเขียนหนังสือ เราก็พยายามที่จะเขียนหนังสือล่วงหน้า ผมเขียนหนังสือล่วงหน้าเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อจะเผื่อเวลาว่าถ้าผมเจ็บป่วยไปในช่วงเวลานี้ ปีหน้าผมก็ยังมีงานออกมา ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามรักษาร่างกายตัวเองให้มีสุขภาพดี เพื่อที่จะทำงานต่อไปได้ เพราะฉะนั้น มันเหมือนกับเปลี่ยนวิถีชีวิตเราไปส่วนหนึ่งด้วยเหมือนกัน เราต้องดูแลตัวเราเอง ขณะเดียวกันเราก็ต้องระวัง การใช้จ่ายต่างๆ ก็ต้องระวัง ไม่ใช่ฟุ่มเฟือยไปทุกอย่างเหมือนกับสมัยที่คุณทำงานประจำ


รายจ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับอะไรครับ

รายจ่ายก็คือค่ากินอยู่ธรรมดา ปกติชีวิตนักเขียนมันก็สมถะอยู่แล้ว ผมเองก็ยิ่งสมถะยิ่งกว่านั้นอีก


อะไรคือความฟุ่มเฟือยของนักเขียนอย่าง วินทร์ เลียววาริณ

ผมเป็นคนที่ไม่มีความฟุ่มเฟือย เพราะว่าผมไม่ใช้สินค้าแบรนด์แนม ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีเงินใช้ แต่ไม่ชอบจริงๆ รถราก็ไม่สนใจ ดูไปดูมาก็ไม่มีอะไรที่ทำให้เราอยากจะใช้เงินมากมาย มันเป็นภาระทางครอบครัวมากกว่า จะใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่ไปทางนั้น


นักเขียนส่วนใหญ่หมดเงินไปกับการซื้อหนังสือ

ผมไม่คิดว่าการซื้อหนังสือเป็นการใช้จ่าย ผมมองว่าการซื้อหนังสือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพราะว่าเวลาเขียนหนังสือหนึ่งเล่ม เราต้องการข้อมูล ส่วนนั้นเป็นเงินที่เราลงทุนไป เมื่อเราได้รายได้จากการเขียนหนังสือเล่มนั้นมา มันก็คุมรายจ่ายตรงส่วนนั้นไป

เพราะฉะนั้นเวลาซื้อหนังสือสำหรับ research ผมจะซื้อเต็มที่เท่าที่ผมจะซื้อได้ เพื่อที่จะทำงานให้มันสำเร็จลุล่วงไป ไม่ได้ดูว่ามันเป็นของฟุ่มเฟือยอะไร


ปกติซื้อหนังสือประเภทไหนอ่านบ้าง

ก็ซื้อหนังสือทั่วๆ ไป ในเมืองไทยก็อ่านนิตยสารบางฉบับ อ่านหนังสือทั่วๆ ไปที่เราคิดว่ามันมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจ เราก็เก็บเอาไว้ หนังสือฝรั่งก็จะอ่านหนังสือวิชาการค่อนข้างมาก ก็เดินดู เล่มไหนที่น่าสนใจก็ซื้อมาลองอ่านดู


วันหนึ่งคุณอ่านหนังสือกี่ชั่วโมง

วันหนึ่งอ่านหนังสือทั้งทำงานและอ่านหนังสือส่วนตัวก็ประมาณสักสองชั่วโมงน่าจะได้


ใช้เวลาช่วงไหนอ่านหนังสือ

ก็ทั้งวัน คือบางช่วงเราต้องค้นคว้า ก็เป็นช่วงเวลาที่เราอ่านไปแล้วก็นั่งเขียนไป ส่วนช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เราอ่านเพื่อตัวเอง เป็นการอ่านหนังสือที่ตัวเองอยากจะอ่าน ไม่ใช่หนังสือที่จะต้องอ่าน


นักเขียนบางคนเขียนหนังสือตอนดึกๆ ได้ดี บางคืนต้องตื่นเช้ามาเขียน คุณมีเวลาที่เหมาะสมในการสร้างสรรค์หรือเปล่า

เวลาดีของผมน่าจะเป็นเวลาเช้าตรู่ คือเวลาที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้วก็เขียนหนังสือ สมองมันจะสดชื่น เพราะฉะนั้น ไอเดียต่างๆ ที่ออกมามักจะเป็นเวลาเช้า ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการทำงานให้มันลุล่วงไปมากกว่า แต่ว่าจริงๆ แล้วผมก็ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาอยู่แล้ว คือฝึกตัวเองให้ทำอย่างนั้นมานาน


มีช่วงอายุที่รู้สึกว่าเราคิดได้ดีหรือเปล่า คือบางคนตอนหนุ่มๆ เขียนได้ดี บางคนพอเริ่มสูงวัย ประสบการณ์ชีวิตเยอะขึ้นกลับเขียนหนังสือได้ดีขึ้น

ผมไม่แน่ใจว่าอายุมากขึ้นมันจะดีขึ้นหรือว่าจะแย่ลง เพียงแต่หวังว่ามันจะดีขึ้น แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีปัญหาเรื่องนี้ คือความคิดความอ่านมันก็ยังไปได้อยู่ ตราบใดที่เราไม่มีอะไรมารบกวนจิตใจ และร่างกายอยู่ในสภาพโอเค มันก็จะเขียนได้ มีความคิดออกมาเสมอ


หลายๆ ปีที่ออกมาทำธุรกิจหนังสือเอง คุณเห็นอะไรเป็นปัญหาใหญ่ๆ ของตลาดหนังสือไทยบ้าง

บ้านเราไม่มีวัฒนธรรมการอ่าน เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือแต่ละเล่มบางทีมันก็เป็นเรื่องของแฟชั่นไป เช่น หนังสือที่ขายดีส่วนใหญ่ก็จะขายดีเพราะว่ากระแสสังคมมันพาไป มันไม่ใช่เพราะว่าคนมีนิสัยรักการอ่านแล้วเดินเข้าไปในร้านหนังสือเพื่อจะ พลิกดูหนังสือที่น่าสนใจ หรือเดินเข้าร้านหนังสือทุกๆ อาทิตย์

นักอ่านที่เป็นกลุ่มวรรณกรรมจริงๆ มันก็มี แต่ว่ากลุ่มนั้นก็ยังเล็ก เพราะฉะนั้นสิ่งที่นักเขียนอาชีพทำก็คือ อันดับแรก จะทำอย่างไรให้คนอ่านรู้ว่ามีตัวตนของเราและมีหนังสือที่เราเขียนอยู่ ในส่วนนี้ที่ผมลองทำก็อย่างเช่น ทุกครั้งที่มีหนังสือใหม่ออกมา เราก็จะส่งหนังสือไปตามสื่อ แล้วก็หวังว่าสื่อจะช่วยตีพิมพ์หรือช่วยโปรโมตหนังสือให้ แต่ในทางปฏิบัติมันก็แทบจะไม่มีผลอะไรเลย เพราะว่าหนังสือที่ออกใหม่มันวันละ 30 ปก โอกาสที่เราจะได้ลงสื่อและมีคนรู้จักมันน้อยมาก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาทางอื่น

ผมคิดว่าถ้าเราสามารถที่จะสร้างตัวเราเองให้เป็นนักเขียนที่มีคุณภาพ เสมอต้นเสมอปลาย นั่นเป็นจุดหนึ่งที่เขาเรียกว่าเป็นการตลาดในระยะยาว คือคนอ่านเขาจะมาหาหนังสือของคุณเอง โดยที่คุณไม่ต้องไปลงสื่อมากมายอะไร

ในบ้านเรา ผมคิดว่าถ้าเราจะอยู่ได้ เราต้องจับกลุ่มนักอ่านของเราให้ชัดเจนว่ากลุ่มไหนที่อ่านหนังสือของเรา คือเราไม่ต้องหวังใหญ่โตอะไร โอกาสที่นักเขียนจะรวยจากประเทศนี้ค่อนข้างจะยากอยู่แล้ว เราเพียงแต่รักษาฐานนักอ่านของเราให้มั่นคงที่สุด คือเราไม่ทรยศกับนักอ่านกลุ่มนี้ เราเขียนในสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด เราให้เขาในสิ่งที่ดีที่สุด ในราคาที่เหมาะสมที่สุด และรักษากลุ่มนักอ่านนี้ให้มั่นคงสุดชีวิต

ถ้าทำอย่างนั้นได้ ผมก็คิดว่าคุณอยู่ได้ มีนักเขียนในต่างประเทศหลายคนทีเดียวที่เขาทำแบบนี้ ก็คือทุกๆ ปีเขาจะออกหนังสือมาในเดือนใดเดือนหนึ่ง คล้ายๆ กับเป็นยี่ห้อไปเลยว่าถ้าเดือนนี้ล่ะก็หวังได้เลยว่าจะมีหนังสือเล่มใหม่ของ นักเขียนคนนี้ออกมา คือถ้าสม่ำเสมอขนาดที่คนรู้ว่าจะต้องมีอะไรออกมาในเดือนนี้ ก็จะมีคนติดตาม มันก็อยู่ได้ในระดับหนึ่ง


เว็บไซต์ช่วยอะไรได้บ้างในเชิงการตลาด

เว็บไซต์เป็นการสื่อสารระหว่างคนเขียนกับคนอ่าน ผมไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยในเรื่องการตลาดมากน้อยแค่ไหน แต่ผมคิดว่ามันก็อาจจะช่วยเปิดโลกให้คนใหม่ๆ ที่ไม่เคยอ่านหนังสือของเราให้เข้ามาลองดูก็ได้ เป็นการทดลองเท่านั้นเอง ผมไม่แน่ใจว่ามันจะพอไปได้หรือเปล่า เพราะที่ผ่านมามันก็เป็นแค่สังคมเล็กๆ สังคมหนึ่งที่คนที่รักหนังสือมาคุยกัน แต่ถ้าพูดถึงการซื้อขายหนังสือในเว็บ มันก็ยังไม่ได้ผลในเชิงเศรษฐกิจ


วันหนึ่งใช้เวลากี่ชั่วโมงในการคุยกับคนที่เขียนกระทู้เข้ามาในเว็บ

ตอนนี้ผมใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงต่อวัน จากเดิมที่ใช้เวลา 10-15 นาที


เพราะอะไร ทำไมมันจึงเพิ่มขึ้น

เพราะเราต้องเขียนบทความลงในเว็บไซต์เป็นประจำทุกอาทิตย์ สลับกับการตอบคำถามคนที่เขียนเข้ามา และต้องอ่านอีกว่ามีอะไรเกิดขึ้นในโลกวรรณกรรมในวันนั้นๆ มันก็เป็นเวลาที่ถือว่าเป็นการพักผ่อนของเรา คือพูดคุยกับคนอื่น เพราะว่าเราเขียนหนังสืออยู่ที่บ้านคนเดียวก็เหมือนอยู่ในคุก คือไม่เจอใครเลย เพราะฉะนั้นการที่ไปสื่อสารกับคนอื่นก็เป็นการปลดปล่อยอารมณ์อย่างหนึ่งเหมือนกัน


นักเขียนบางคนชอบเดินทาง คุณเป็นคนที่ชอบเดินทางหรือเปล่า

ผมเคยชอบเดินทาง แต่พออายุมากขึ้นก็เริ่มจะรักความสบายมากกว่า ถ้าเดินทางก็คงเป็นการเดินทางแบบที่มันสบายหน่อย ไม่ค่อยชอบทรมานตัวเองเท่าไหร่ตอนนี้ ประเภทที่ไปเดินป่า ไปนอนกลางดินกินกลางทราย ก็คงจะลดน้อยลงเมื่อเทียบกับสมัยก่อน แต่ว่าการหาข้อมูลก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นในรูปแบบของการเดินทางเสมอไป คือเราก็พยายามอ่านหรือคุยกับคนอยู่ตลอดเวลาว่ามีอะไรเกิดขึ้นในโลกบ้าง อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษทุกวัน วันละสองสามฉบับ ตามข่าวต่างประเทศตลอดเวลา


แสดงว่าประสบการณ์ตรงอาจไม่จำเป็นเสมอไปสำหรับการสร้างสรรค์งาน

จะพูดอย่างนั้นก็ได้ มีคนพูดในประเด็นนี้มานานแล้วว่าประสบการณ์ตรงจำเป็นแค่ไหน ผมคิดว่าประสบการณ์ตรงถ้ามีก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ในฐานะนักเขียนอาชีพ บางทีเราไม่สามารถที่จะได้ประสบการณ์ตรงตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ผมต้องการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่เป็นอนาคตกาล ผมก็คงไม่สามารถที่จะหาประสบการณ์ตรงเพื่อจะเป็นพื้นฐานในการเขียนนิยาย เรื่องนั้นได้ มันเป็นอะไรบางอย่างที่เราต้องศึกษาผ่านปัจจัยอย่างอื่น

ผมเพียงแต่คิดว่านักเขียนน่าจะมีความสามารถที่จะรับรู้หรือเรียนรู้ ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณมากกว่า คือเข้าใจความเป็นไปของมนุษย์ เข้าใจโลกชัดเจนขึ้น ถ้ามุมมองต่อโลกและสังคมมันชัดเจน ผมคิดว่าก็น่าจะเขียนหนังสือได้ดีในระดับหนึ่ง คือมันเขียนเพื่อความเข้าใจด้วย ที่เหลือมันเป็นจินตนาการที่เราใส่เข้าไปในหนังสือ


แต่งานเขียนในลักษณะวรรณกรรม ถ้าขาดประสบการณ์ตรงในบางแง่มุม มันจะทำให้จิตวิญญาณของงานเขียนมันลดทอนลงไปบ้างหรือเปล่า

อันนี้มีส่วนจริง เพราะถ้าคุณให้ผมเขียนเรื่องที่เกิดขึ้นในภาคใต้บ้านเราตอนนี้ โอกาสที่ผมจะเขียนได้ดีคงจะยากกว่าคนที่เจอประสบการณ์โดยตรง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผมไม่สามารถเขียนเรื่องแนวนี้ได้เลย เพราะผมคิดว่าประสบการณ์ทางชีวิต ทางอารมณ์ ทางสังคม มันสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ชีวิตของเราที่อยู่ในเมืองหลวง การศึกษาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาตลอดเวลา มันก็เป็นส่วนที่จะช่วยทดแทนประสบการณ์ตรงที่เราอาจจะไม่เจอ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราค้นคว้าได้ลึกพอ มันก็ยังพอช่วยทดแทนได้บ้าง


ส่วนใหญ่คุณทำอย่างไร ค้นคว้าหรือพยายามเลี่ยงที่จะไม่เขียนอะไรที่มันอยู่นอกลู่ของวิถีชีวิต

ผมไม่ได้มีกฎว่าจะเขียนในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง เพียงแต่ถ้าอยากจะเขียนในประเด็นนั้น ผมก็ต้องค้นคว้าหนัก แต่ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะไม่เขียนเรื่องที่เราไม่รู้จริงๆ เพราะอย่างที่ผมพูดในหนังสือบางเล่ม คือบางครั้งผมเขียนเพราะว่าผมไม่รู้ และผมก็ใช้การเขียนเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง


ในชั่วโมงนี้ อะไรคือความท้าทายในเชิงงานเขียนของคุณ

ตอนนี้สิ่งที่ทำอยู่ก็คือ ผมจะทำงานในโจทย์ที่ตัวเองสนใจและชอบ ความท้าทายคือทำมันให้สำเร็จออกมาให้ได้ โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่บางทีมันลอยขึ้นมาในอากาศ เป็นโจทย์อะไรบางอย่างที่ฟังดูเป็นไปไม่ได้ หรือว่าเป็นสิ่งที่มันบ้า หรืออะไรซักอย่าง และผมก็จะลองดู นี่คือความสนุกของการเขียน

คือผมคิดว่าถ้าผมต้องมานั่งเขียนหนังสือ หากินกับการเขียนหนังสือแล้ว ผมควรจะสามารถกำหนดประเด็นที่ผมอยากจะเขียน เป็นประเด็นที่ผมรู้สึกสนุกกับมัน ไหนๆ ต้องทรมานตัวเองนั่งเขียนตั้งแต่เช้าถึงเย็น ก็ควรจะเขียนในสิ่งที่ผมอยากจะเขียน


ในรุ่นของคุณ ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่วงการวรรณกรรมหรือวงการนักเขียนไทยมีคุณผุดขึ้นมาคน เดียว มันเหมือนไม่มีแวดวงในช่วงนั้นรองรับอยู่ คุณรู้สึกอย่างไร

ผมไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่ผุดขึ้นมาในเพื่อนพ้องในรุ่นเดียวกัน มันอยู่ที่ว่านักเขียนแต่ละคนเขามีวิถีชีวิตอย่างไร และเขาจะมีเป้าหมายในอาชีพนักเขียนอย่างไร เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นจะต้องเขียนหนังสือปีละสามสี่เล่มอย่างที่ผมทำ แต่เขาก็มีความสุขกับการเขียนหนังสือวันละเล็กวันละน้อยของเขาเหมือนกัน ซึ่งเราจะบอกว่าเขาไม่ผุดขึ้นมาก็ไม่ใช่ เพราะว่าเขาก็มีตัวตนของเขาในอีกรูปแบบหนึ่ง

ผมเพียงแต่คิดว่าผมอยากจะได้ทั้งเงินทั้งกล่อง พูดง่ายๆ คือเขียนงานที่ดีที่สุดเท่าที่ผมทำได้ ผมอยากจะอยู่ได้จากอาชีพนี้ และถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะรวยจากอาชีพนี้ได้ด้วยซ้ำไป ซึ่งยังดูรางเลือนอยู่ในตอนนี้ ผมคิดว่าถ้าผมทำงานได้ดีมากๆ ผมก็ควรจะรวยได้จากสิ่งที่ผมทำไม่ใช่หรือ ก็เหมือนกับเราทำขนมอร่อยๆ ขึ้นมาซักยี่ห้อหนึ่ง เราก็ควรจะรวยได้


อะไรคือความทะเยอทะยานสูงสุดของการเป็นนักเขียนอาชีพในประเทศไทย

จริงๆ แล้วผมไม่ได้คิดไกลถึงขนาดนั้น ทุกวันนี้ถ้าอยู่รอดไปอีกสักหนึ่งปีก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ถ้าพูดถึงนาทีนี้ ผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จทีเดียวที่สามารถอยู่รอดมาได้เกือบสี่ปีแล้ว คือในวันแรกที่เป็นนักเขียนอาชีพ ผมไม่คิดว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ ไม่แน่ใจเลยว่าจะอยู่รอดได้หรือเปล่า


อะไรทำให้ยืนระยะอยู่ได้นานขนาดนี้

ผมคิดว่าการทำงานหนักเป็นเรื่องหนึ่ง และการวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราทำงานอย่างมีวินัยอย่างสูง ซึ่งผมคิดว่าวินัยเป็นคนละเรื่องกับความคิดสร้างสรรค์ ผมคิดว่า ถึงแม้ว่าเราจะมีวินัยสูงสุดก็มีความคิดสร้างสรรค์ได้ มันคนละเรื่องกัน


ถ้านับจากเริ่มเขียนงานลงตีพิมพ์จนถึงทุกวันนี้ เป็นเวลาประมาณกี่ปีแล้ว

ก็น่าแปลกนะ ปีนี้เป็นปีที่ผมบังเอิญมานั่งคำนวณดูว่าผมเขียนหนังสือมานานเท่าไหร่แล้ว ปรากฏว่าปีนี้เป็นปีที่ 20 ที่ผมเขียนหนังสือแล้ว ผมเริ่มเขียนตอนที่ผมกลับมาจากต่างประเทศในปี 2529 ก็ครบยี่สิบปีพอดี


20 ปีของการเขียนหนังสือจนออกมาเป็นนักเขียนอาชีพ ทำสำนักพิมพ์ของตัวเอง เห็นความเปลี่ยนแปลงของวงการวรรณกรรมและวงการธุรกิจหนังสือในเมืองไทยอย่างไรบ้าง

วงการธุรกิจเกี่ยวกับหนังสือมันขยายตัวมากขึ้น แต่ว่านั่นไม่ได้แปลว่าคุณภาพของนักอ่านดีขึ้น ไม่ได้แปลว่าเรามีวัฒนธรรมการอ่านที่น่าพอใจ หนังสือที่มันมีมากขึ้นทุกวันนี้ มันเป็นธุรกิจล้วนๆ เรียกว่า 95 เปอร์เซ็นต์เป็นธุรกิจก็ว่าได้ คือหนังสือเพื่อปัญญาจริงๆ หรือว่าคนที่ทำงานด้วยจิตวิญญาณของคนทำหนังสือจริงๆ นี่ผมคิดว่ายังมีน้อยอยู่ ผมคิดว่าเราควรจะมีนโยบายของรัฐที่จะทำให้คนบ้านเรามีวัฒนธรรมการอ่านที่ดีกว่านี้


แล้วในวงการวรรณกรรมหรือวงการนักเขียนบ้านเรา

วงการนักเขียนก็ไม่ต่างจากยี่สิบปีที่แล้วเท่าไหร่ มันก็ยังคล้ายๆ เดิมอยู่ เรามีนักเขียนหน้าใหม่ขึ้นมาจำนวนมาก และก็มีแนวการเขียนใหม่ขึ้นมามากพอสมควร แต่ผมก็คิดว่ายังไม่กว้างพอ ยังไม่หลากหลายพอ คือถ้าเราดูหนังสือแต่ละแนวในบ้านเรา ถือว่ายังแคบอยู่ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าผมบอกว่าผมจะไปอ่านหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ที่เขียนโดยคนไทย คุณสามารถไปดูได้เลยว่ามันหาได้น้อยมาก คือคนที่เขียนนิยายวิทยาศาสตร์จริงๆ จังๆ ในเมืองไทยนี่ ผมคิดว่าอาจจะมีน้อยกว่าสิบคน หรืออาจจะน้อยกว่าห้าคนด้วยซ้ำไป ยังไม่ต้องพูดถึงแนวอื่น เช่น แนวสืบสวนสอบสวน หรือแนวปรัชญา หรือแนวที่เป็นวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน ถือว่าน้อยมาก

ดูเหมือนว่าทุกคนจะเฮไปทำงานจุดใดจุดหนึ่งกันเสียมากกว่า ทั้งๆ ที่ยังมีพื้นที่ให้เราลงไปเหยียบอีกมากมาย


ในรอบ 10-20 ปีที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์ใดๆ หรือไม่ที่ดูจะเป็นความหวังหรือเป็นมิติใหม่ให้กับวงการวรรณกรรมหรือวงการนักเขียนบ้านเราได้

ผมคิดว่าการที่เรามีค่ายใหญ่ๆ ลงมามากขึ้น มีร้านหนังสือมากขึ้น มันก็เป็นปรากฏการณ์ที่ถ้าจะพูดไปแล้วก็ดี คือแทนที่จะเอาเงินไปลงทุนในธุรกิจอื่น แต่เอามาลงทุนในร้านหนังสือ มันก็เป็นธุรกิจที่ดี เป็นการเปิดตลาด แต่ถ้าถามว่าดีพอที่จะทำให้เราพอใจได้หรือเปล่า ก็ยัง มันยังไม่ถึงขนาดว่าจะเห็นปรากฏการณ์ใดที่เรารู้สึกว่ามันดีมาก

อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์ที่มีหนังสือแปลจากต่างประเทศเข้ามาในบ้านเราจำนวนมาก ผมมองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ดี คือผมคิดว่ามันเป็นการบีบบังคับให้นักเขียนบ้านเราต้องทำงานหนักขึ้น ชอบหรือไม่ชอบเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่ามันมาแล้ว และเราต้องทำเพื่อจะทำให้เราอยู่รอดได้ในประเทศ

อีกจุดหนึ่งก็คือ ผมคิดว่ามันน่าจะทำให้เราสามารถที่จะมองโลกที่เป็นโลกจริงๆ คือแปลว่าสังคมมันกว้างขึ้น โลกาภิวัตน์มันอยู่ในอากาศอยู่แล้ว สิ่งที่นักเขียนมอง มันดูเหมือนจะเป็น global เป็น scale ขนาดใหญ่มากขึ้น แปลว่าเวลาเราเขียนหนังสือในวันนี้ เราต้องคิดเลยว่าเราไม่ได้เขียนหนังสือให้เฉพาะคนไทย 5,000-10,000 คนอ่าน มันมีความเป็นไปได้ว่าเราเขียนหนังสือให้คนทั้งโลกอ่านด้วยซ้ำไป มันอาจจะเป็นทิศทางที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ได้ ณ วันนี้อาจจะเห็นไม่ชัดเจน


แสดงว่าวันนี้นักเขียนไทยไม่ได้แข่งกับตัวเอง และก็ไม่ได้แข่งกับนักเขียนไทยเท่านั้นอีกต่อไปแล้ว

แนวโน้มมันเป็นอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริงก็คือ ผมคิดว่าเราก็ยังทำงานเพื่อตัวเราเองอยู่


กระแสการเปิดเสรีทางวรรณกรรมที่มาพร้อมกับโลกาภิวัตน์ มันจะทำให้วิธีการเขียนของนักเขียนที่อยู่ในท้องถิ่นเปลี่ยนไปหรือเปล่า

ข้อนี้ผมไม่แน่ใจ แต่โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าเราควรจะเปลี่ยนไปเพราะสังคม หมายถึงเปลี่ยนไปเพื่อจะเอาใจตลาดต่างประเทศ หรือเปลี่ยนไปเพื่ออะไรซักอย่าง ผมคิดว่าเราก็ยังคงสามารถสะท้อนปัญหาสังคมบ้านเราหรือวัฒนธรรมประเพณีของเรา ได้เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าตลาดมันอาจจะกว้างขึ้นกว่าเดิมเท่านั้นเอง


นักเขียนไทยชอบบ่นกันว่าคนอ่านวรรณกรรมน้อยลง แต่ส่วนใหญ่มักจะวิจารณ์หรือวิเคราะห์กันไปว่าเป็นเพราะว่าคนให้ความสนใจ วรรณกรรมน้อยลง คือไปมองที่ภายนอก ไม่ได้มองที่งานเขียน แต่การวิจารณ์อีกด้านหนึ่งก็คือ นักเขียนส่วนหนึ่งก็ปรับตัวไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม คุณมองความสัมพันธ์นี้อย่างไร

ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นกรณีหลังมากกว่าที่นักเขียนอาจจะปรับตัวไม่ทันกับสังคม คือมันดูเหลือเชื่อเกินไปที่ประชากรเพิ่มขึ้นทุกปี แต่จำนวนนักอ่านน้อยลง ขณะที่ร้านหนังสือเพิ่มขึ้น ตลาดสิ่งพิมพ์ขยายตัวขึ้น มันดูแย้งกัน

ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องอาศัยหลายๆ ฝ่ายมาช่วยเหลือกัน ตั้งแต่นโยบายรัฐถึงเอกชน คือถ้าเรามองเรื่องนี้เป็นเรื่องของการตลาดเหมือนกับสินค้าอื่นๆ มันเป็นหน้าที่ของผู้เล่นรายใหญ่ที่จะช่วยขยายตลาด คือเราไม่ควรที่จะมาแบ่งเค้กก้อนเดียวกัน แย่งกันจะเป็นจะตาย เราควรจะขยายเค้กก้อนนั้นให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แปลว่านโยบายของรัฐก็ควรจะขยายนักอ่านให้มากขึ้น ไม่ว่าคุณจะบีบบังคับให้ห้องสมุดซื้อหนังสือเข้าไปให้เต็มที่ที่สุด หรือสร้างวัฒนธรรมการอ่านผ่านอะไรซักอย่างหนึ่ง เพื่อจะขยายจำนวนคนอ่านให้มากขึ้น

แต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทำอย่างนั้นหรือเปล่า เปล่า เพราะเราก็เห็นว่านโยบายรัฐไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ชัดเจนขนาดนั้น ครูบาอาจารย์ก็ไม่ได้อ่านหนังสือมากมายขนาดนั้น และหนังสือที่ผู้ใหญ่ในปัจจุบันแนะนำก็เป็นหนังสือในแนว how to มากกว่าในแนวอื่นๆ คือเราไม่ได้แนะนำให้คนอ่านหนังสือในแนวที่หลากหลายมากขึ้น นักเรียนจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีหนังสือประเภทนี้อยู่ในโลก

เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นจุดที่เราต้องขยายเค้กก้อนนี้ให้มันใหญ่ขึ้น ส่วนหน้าที่ของนักเขียนก็คือ ทำอย่างไรให้เค้กมันมีรสชาติดีที่สุดเท่านั้นเอง ไม่ใช่หน้าที่ของนักเขียนที่จะต้องมาขยายตลาด ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะต้องมาขยายตลาด


วัฒนธรรมการอ่านสร้างกันอย่างไร

ข้อนี้ผมตอบไม่ได้จริงๆ เมื่อสี่สิบปีที่แล้วมันอาจจะสร้างง่ายมากกว่านี้หลายสิบเท่า เพราะว่าตอนนี้มีสื่อต่างๆ อยู่ในบ้านเราเยอะแยะไปหมด มีอินเทอร์เน็ต มีโรงหนังเพิ่มขึ้นมาไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยโรง มีสื่อต่างๆ ที่แย่งความสำคัญของหนังสือไป เพราะฉะนั้นการสร้างวัฒนธรรมการอ่านนี่ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย

ผมคิดว่ามันควรจะเริ่มจากครอบครัวเป็นอันดับแรก แต่ปัญหาหลักก็คือ ทำอย่างไรถ้าหากพ่อแม่ไม่อ่านหนังสือ เพราะว่าถ้าพ่อแม่ไม่อ่านหนังสือ โอกาสที่ลูกจะอ่านหนังสือก็ยากมาก ถ้าพ่อแม่เดินเข้าห้างแล้วไม่เดินเข้าร้านหนังสือ โอกาสที่ลูกจะเดินเข้าร้านหนังสือก็ยากเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันต้องปลูกฝังตั้งแต่ระดับเล็กๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็อย่างที่ว่า มันเกี่ยวกับนโยบายระดับสูง


คุณใช้ชีวิตส่วนหนึ่งในสิงคโปร์ วิธีการสร้างวัฒนธรรมการอ่านของเขาเป็นอย่างไร

ที่ผมพูดเรื่องนโยบายรัฐก็เพราะผมเห็นตัวอย่างจากสิงคโปร์ มันชัดเจนมาก สิงคโปร์เป็นประเทศซึ่งเน้นปัญญา เพราะเขาไม่มีทรัพยากร มันจึงจำเป็นต้องเน้นปัญญา สิงคโปร์เป็นประเทศที่เน้นในเรื่องเทคโนโลยี แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมประเทศที่เน้นเทคโนโลยีและเน้นปัญญาเขาจึงสร้างห้องสมุดใหญ่โตมโหฬาร มีหนังสือมากมายมหาศาล ห้องสมุดติดแอร์ฯ มีสวนหย่อมอยู่ในห้องสมุด คุณยืมหนังสือจากห้องสมุดแห่งหนึ่ง คุณสามารถนำไปคืนได้ที่ห้องสมุดอีกแห่งหนึ่ง และลักษณะของการเน้นให้ประชาชนอ่านหนังสือมันทำงานอย่างเต็มที่ ทำไม ก็แสดงว่าเขาเห็นประโยชน์ของมันอย่างชัดเจนว่าหนังสือเป็นแหล่งภูมิปัญญา อย่างหนึ่ง นอกเหนือจากสื่ออื่นๆ

จุดนี้เป็นนโยบายระดับสูง คือถ้าเราสามารถสร้างคนหรือประชาชนให้มีวัฒนธรรมการอ่านที่ดีพอ อ่านหนังสืออย่างหลากหลายพอ เราจะได้สังคมที่มีคุณภาพดีขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่อาจจะไม่ได้ในวันนี้ นั่นคือสิ่งที่อาจจะไม่เกิดขึ้นในบ้านเรา เพราะว่านโยบายต่างๆ ในบ้านเราจะเป็นนโยบายระยะสั้น คือถ้าเขารู้ว่าการทำให้ประชาชนอ่านหนังสือมากขึ้น ส่งผลให้สังคมดีขึ้นในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ก็ไม่มีใครสนใจที่จะทำ เพราะว่ามันไม่ได้คะแนนเสียงจากการทำแบบนี้ มันไม่เห็นผลลัพธ์ทันทีทันควันอย่างที่ต้องการ สู้เอาเงินไปโปรยให้ชาวบ้านในวันเลือกตั้งไม่ได้ อย่างนั้นดูจะดีกว่า

เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน การสร้างห้องสมุดจำนวนมากยังไม่พอ มันต้องเติมหนังสือให้เต็มห้องสมุดด้วย ไม่ใช่แค่ว่ามีห้องสมุดมากแล้วเป็นสัญลักษณ์ว่าประเทศเจริญแล้ว เปล่า ไปดูหนังสือในห้องสมุดก็เก่ามาก บรรณารักษ์จะเขียนจดหมายมาหาผมอยู่เป็นประจำเพื่อจะขอหนังสือ


โดยคิดว่าหนังสือนั้นเราได้มาฟรี

คือผมก็อยากจะให้ แต่ว่าผมก็ไม่มีปัญญาที่จะให้ได้มาก


คุณก็เลยคิดทำโครงการห้องสมุด โครงการห้องสมุดของคุณเป็นอย่างไร

ผมทำโครงการชื่อ เติมหัวใจใส่ห้องสมุด เป็นโครงการที่จะบริจาคหนังสือใหม่เอี่ยมเข้าห้องสมุด เพราะหนังสือที่บริจาคเข้าห้องสมุดในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือเก่า นอกจากนี้เราเห็นว่าหนังสือที่พิมพ์ในบ้านเราส่วนใหญ่พิมพ์ในจำนวนน้อย เช่น 3,000 เล่ม 5,000 เล่ม ซึ่งกระจายอยู่แถวเมืองหลวงก็หมดแล้ว โอกาสที่คนในต่างจังหวัดไกลๆ ซึ่งถึงแม้จะมีเงิน แต่ก็หาซื้อหนังสือยาก เราก็คิดว่าถ้าสามารถที่จะเอาหนังสือใหม่เอี่ยมที่คนในเมืองหลวงได้อ่านส่ง ไปยังหัวเมือง โดยที่เขาสามารถอ่านได้ในเวลาเดียวกัน และเป็นหนังสือใหม่เอี่ยมในเดือนนั้นเลย มันก็น่าจะเป็นการช่วยส่งเสริมปัญญาในระยะยาวได้

เราทำมาสี่ปีแล้ว บริจาคหนังสือไปก็หลายล้านบาท วิธีการทำงานที่ผมทำก็คือ ทุกครั้งที่พิมพ์หนังสือใหม่หรือหนังสือที่เราคิดว่าน่าจะบริจาคให้ห้องสมุด เราจะพิมพ์หนังสือมากกว่าเดิม อาจจะเป็นเท่าหนึ่ง และหนังสือส่วนที่เกินมาเราจะหาสปอนเซอร์มารับภาระตรงส่วนนี้ในราคาต้นทุน คือไม่คิดค่าใดๆ ทั้งสิ้น ต้นทุนล้วนๆ แล้วให้กระทรวงศึกษาฯนำหนังสือเล่มนี้ส่งต่อเข้าห้องสมุดทั่วประเทศ

ก็มีสปอนเซอร์ที่ไม่หวังกำไรมากมายอะไรมาช่วยกัน รายละหมื่น สองหมื่น สามหมื่น แล้วก็รวมๆ กัน ได้เงินเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้นไป ก็เป็นสิ่งที่คิดว่าน่าจะทำต่อเนื่องไปถ้ามีปัญญาที่จะหาสปอนเซอร์มาช่วยตรง ส่วนนี้

นักเรียนต่างจังหวัดไกลๆ เขียนจดหมายมาขอบคุณก็มี บอกว่าเขาได้อ่านหนังสือแล้วก็รู้สึกชอบ เราก็รู้สึกดีไปด้วย เพราะเราก็โตมาจากห้องสมุดแบบนี้ เห็นคุณค่าของห้องสมุดเต็มที่ว่าที่เราได้ดีจนทุกวันนี้ก็เพราะเราเข้าห้อง สมุดตั้งแต่เด็ก อ่านหนังสือมามากมายก็เพราะห้องสมุด ไม่เคยซื้อหนังสือเลย อ่านฟรีจากห้องสมุดตั้งแต่เด็ก เลยคิดว่าถ้าสามารถทำมันได้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี


ทุกวันนี้เข้าห้องสมุดบ้างไหม

ไม่ค่อยได้เข้าเท่าไหร่


เพราะอะไร

ไม่ค่อยมีหนังสือให้อ่าน ยกเว้นหนังสือในห้องสมุดตามมหาวิทยาลัย ซึ่งเรื่องนี้พูดไปแล้วก็น่าขำ เพราะว่ามีห้องสมุดแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นห้องสมุดที่ดีมาก มีหนังสือใหม่เอี่ยมมากมาย และครูบาอาจารย์ก็ซื้อหนังสือใหม่มาให้ตลอด แต่อาจารย์ท่านหนึ่งมาบ่นกับผมว่า ปัญหาก็คือนักศึกษาไม่อ่าน นักศึกษาเข้าห้องสมุดเพื่อทำรายงานอย่างเดียว แต่หนังสือใหม่ๆ นี่เขาไม่สนใจที่จะอ่าน นี่เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย คือผมเพียงแต่คาดหวังว่าระดับนักศึกษาน่าจะรู้เรื่องนี้ดีกว่าเด็กบ้านนอก ที่ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือ แสดงว่าวัฒนธรรมการอ่านของเรานี่ล้มเหลวตั้งแต่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย


ถ้าวัฒนธรรมการอ่านยังเป็นแบบนี้ อีกสิบปีข้างหน้า เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่พัฒนาวัฒนธรรมการอ่านได้อย่างเข้มแข็ง คุณเห็นอะไรในอนาคต

ผมไม่เห็นอะไรในอนาคต คือความว่างเปล่า สิ่งที่ผมเห็นทุกวันนี้ ผมเห็นแต่ความเจริญในระดับเปลือกทั้งสิ้น เทคโนโลยีใหม่เอี่ยมล่าสุดที่ต่างประเทศมี เราก็มีในเวลาข้ามวัน เรามีหมด เรามีโรงหนังชั้นดี เรามีเครื่องเสียงชั้นดี เรามีโฮมเธียเตอร์ เรามีทุกอย่างซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เราซื้อมาทั้งนั้น เราแทบจะไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เราสร้างขึ้นมา

เราจะสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างไร เราจะสร้างความรู้ใหม่ๆ ได้อย่างไร ถ้าสภาพสังคมไม่ได้ทำให้เราคิด เราต้องคิดและสร้างมันขึ้นมา ไม่ใช่รับอย่างเดียว แต่เราไม่มีส่วนนี้ ซึ่งส่วนนี้ผมคิดว่าเป็นอันตรายในอนาคต คือจะเรียกว่าเราเป็นทาสต่างประเทศก็ได้ เรามีมือถือรุ่นล่าสุด มีรถยนต์รุ่นล่าสุด แต่มันไม่ได้พิสูจน์อะไรเลยว่าเรามีอะไรดีกว่าเขา


กรุงเทพฯมีบรรยากาศหรือสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการคิดได้ดีหรือเปล่า

ผมคิดว่าคงไม่เกี่ยวกับสถานที่ โดยส่วนตัวผมคิดว่ามันอยู่ในหัวของเรามากกว่า คือถ้าเราเติบโตมาในการศึกษาแบบที่สอนให้เราคิด ไม่ว่าเราอยู่ที่ไหน เราก็สามารถที่จะสร้างสรรค์อะไรออกมาได้อยู่แล้ว


อะไรที่ทำให้เราคิดน้อย อากาศร้อน รถติด หรือว่านักการเมือง

มันก็เป็นข้ออ้างที่ดีนะ ผมคิดว่าเวลาเราจะไม่ทำอะไรนี่เราก็มีข้ออ้างเสมอ และทุกอย่างก็ฟังดูมีเหตุผลทั้งสิ้น


หลายเดือนมานี้ได้อ่านหนังสืออะไรดีๆ บ้าง

ในช่วงหลังผมจะอ่านหนังสือแนววิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ หรือปรัชญามากกว่า ก็มีหลายเล่มเหมือนกัน นึกไม่ออกทันที มันเหมือนกับว่าวัยเราใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที เพราะฉะนั้นเราจะหาหนังสือในแนวที่เราไม่เคยเรียนรู้มาก่อน ที่ไม่เคยสอนในโรงเรียน เราอยากจะรู้ในหลายๆ เรื่องก่อนที่เราจะตาย

เรื่องอย่างวิทยาศาสตร์ เรื่องเกี่ยวกับพันธุกรรมศาสตร์ หรือเรื่องดาราศาสตร์ เป็นสิ่งที่เราอยากจะรู้ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่เราไม่มีโอกาสรู้ในระดับลึก ก็คิดว่าอยากจะรู้มันก่อน ส่วนนิยายเราคิดว่าอ่านมามากพอแล้ว ก็พอรู้ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร ก็เลยอ่านน้อยลงมาก


แสดงว่าเมื่อเราสูงวัยขึ้น ความสนใจของเราจะเคลื่อนจากความเป็น fiction มาสู่ non-fiction มากขึ้น

มันแล้วแต่คนมากกว่า เพราะผู้ใหญ่จำนวนมากก็อ่านแต่ fiction ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดอะไร ผมเพียงแต่คิดว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ ซึ่งมันน่าเสียดายที่เราไม่รู้มัน

จุดนี้เป็นจุดที่น่าเสียดาย เพราะถ้าเราดูร้านหนังสือในต่างประเทศ เราจะเห็นหนังสือในแนวนี้เยอะทีเดียว ประเภทที่เป็นวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน ซึ่งไม่ได้อ่านยาก เป็นเรื่องที่คนทั่วไปอ่านได้ บ้านเราแทบจะไม่มีเลย ที่น่าเศร้าก็คือ บ้านเรามีหนังสือแปลท่วมบ้านท่วมเมือง แต่ว่าหนังสือในแนวนี้ก็มีน้อย ไม่ค่อยมีคนแปล หนังสือประเภทที่สอนให้เรามีปัญญา ใช้ความคิด ไม่ใช่ความเชื่อ


เป็นเรื่องรสนิยมในการเลือกงานของสำนักพิมพ์หรือเปล่า

ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องรสนิยม ผมคิดว่าเป็นเรื่องธุรกิจ คือถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลกำไรสูงสุด มันก็ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ก็คือจบแค่นั้น แต่ก็ยังดีที่มีสำนักพิมพ์หลายแห่งที่ยังมีความสมดุลในจุดนี้อยู่ คือพิมพ์งานที่มันขายได้ ขณะเดียวกันก็ยังพิมพ์งานที่สร้างปัญญาด้วย แต่ก็ยังถือว่าน้อย

เรื่องอย่างนี้มันต้องช่วยกัน สำนักพิมพ์ก็ต้องช่วยกัน เช่น เรื่องราคาหนังสือก็ควรจะทำให้... คือไม่ใช่กำไรสูงสุด กำไรแต่พอเพียง และก็ช่วยๆ กัน คนอ่านก็จะเพิ่มขึ้นมาเอง เพราะมีคนอ่านจำนวนมากมาพูดกับผมว่า เขามีความรู้สึกว่าหนังสือบ้านเรามันแพง แทบทั้งนั้นเลย ไม่มีใครบอกเลยว่าหนังสือบ้านเราราคาถูก


โดยความเป็นจริง ในฐานะคนทำหนังสือ ราคาหนังสือแพงหรือเปล่า

เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะเราต้องแยกแยะสองคำนี้ให้ออก คือหนังสือราคาแพงกับหนังสือราคาสูง หนังสือราคาแพงไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือที่ราคา 300-400 บาท เพราะว่าหนังสือราคาแพงบางเล่มราคาแค่ 50 บาท ผมก็รู้สึกว่ามันแพงมาก มันควรจะเป็นบาทเดียว ไม่ใช่ 50 บาท ขณะเดียวกันหนังสือบางเล่มราคา 350 บาท ผมรู้สึกว่ามันถูก เพราะว่าคุณค่าที่มันให้ มันคุ้มกับ 350 บาทนั้น

ถ้าเราไม่สามารถที่จะแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือหนังสือราคาแพง อะไรคือหนังสือราคาสูง เราก็จะตกเป็นเหยื่อของสำนักพิมพ์ได้ง่ายดาย เช่น บางเล่มไม่จำเป็นต้องพิมพ์สี่สี แต่ก็สามารถสื่อสารได้ อย่างนี้ผมถือว่าแพง เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปทำอะไรหวือหวาขนาดนั้น


เวลาทำหนังสือออกมา คุณมีวิธีการตั้งราคาอย่างไรให้เป็นหนังสือที่ราคาไม่แพง

หลักการตั้งราคาหนังสือในวิชาการตลาดที่ผมเรียนมามีสองอย่างคือ หนึ่ง ตั้งราคาหนังสือตามราคาทุน บวกกำไรเข้าไป หรือสอง ตั้งราคาหนังสือตามคุณค่าของหนังสือที่ควรจะเป็น ผมตั้งแบบแรก คือทุนมาเท่าไหร่ผมก็บวกไปเท่าที่ผมจะอยู่ได้ ก็จบ ซึ่งมันไม่ควรทำอย่างนั้นในบางกรณี แต่ผมคิดว่ามันก็ยุติธรรมที่สุดแล้ว คือสำหรับผม ผมอยู่ได้ นักอ่านซื้อได้ ก็โอเค จบ

ผมเห็นใจนะ หนังสือบางเล่ม 150 บาท หลายคนควักเงินซื้อลำบากมาก เราเห็นใจ แต่ว่าเราถูกกำหนดโดยปัจจัยต่างๆ มากมายเหลือเกิน เช่น ราคาทุนซึ่งมันสูงเหลือเกิน เราก็ทำอะไรไม่ได้ หรือบางครั้งเราต้องการพิมพ์หนังสือใหม่ ราคาทุนก็ขึ้นไปอีกแล้ว มันก็จำเป็นต้องบวกเพิ่มอีก 10 บาทบ้าง 20 บาทบ้าง ซึ่งบางทีนักอ่านก็รู้สึกว่าเราเอาเปรียบเขา แต่จริงๆ แล้วเราก็พยายามเหลือเกินที่จะทำให้ราคามันถูก มีหนังสือบางเล่มที่ผมพิมพ์แล้วขาดทุนด้วยซ้ำไป


ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ร้านหนังสือไม่ค่อยวางหนังสือของเรา แก้ปัญหานี้อย่างไร

ผมไม่ได้แก้ เพราะผมไม่คิดว่ามันจะมีทางแก้อะไรมากมาย เพราะร้านหนังสือก็ต้องหวังกำไรอยู่แล้ว จะไปขายหนังสือที่มันไม่มีคนซื้อทำไม จะโทษเขาก็ไม่ได้ พูดง่ายๆ ก็คือถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านหนังสือ คุณก็อาจจะทำอย่างเดียวกัน แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งผมไม่รู้ว่าจะมีวิธีแก้อย่างไร สิ่งที่ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ก็คือ การหาสื่อทางอื่นที่จะช่วยทำให้เราขจัดปัญหานี้ออกไป ยกตัวอย่างเช่น การใช้อินเทอร์เน็ต หรือการให้ความรู้แก่คนอ่านว่ามีหนังสือประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือให้รายละเอียดของหนังสือ แล้วก็ดึงคนอ่านให้ไปที่ร้านหนังสือเพื่อจะหาหนังสือเล่มนั้น ก็อาจจะเป็นทางที่จะช่วยได้ แต่ช่วยได้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน


งานสัปดาห์หนังสือช่วยได้หรือเปล่า

นั่นคือที่มาของงานสัปดาห์หนังสือ ทำไมสำนักพิมพ์เล็กๆ จึงต้องวิ่งไปที่งานสัปดาห์หนังสือ ก็เพราะว่าบางทีขายหนังสือทั้งปีเขาอยู่ไม่ได้จริงๆ งานสัปดาห์หนังสือจึงเป็นงานที่จะช่วยทำให้เขาอยู่ได้ทั้งปี สำนักพิมพ์บางแห่งอยู่ได้เพราะงานสัปดาห์หนังสือที่จัดปีละสองครั้งเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องดีในระยะยาว แต่มันก็ต้องเป็นอย่างนี้อีกพักใหญ่


แสดงว่ากลไกตลาดเป็นตัวกำหนดรูปแบบของงานสัปดาห์หนังสือ ทำให้ทุกคนต้องแห่ไปที่นั่น แล้วสำนักพิมพ์ก็ลดราคาลงมา

ผมไม่รู้จะเรียกมันว่าเป็นวงจรอุบาทว์ได้หรือเปล่า แต่มันก็เป็นอย่างนั้น ผมมองว่างานสัปดาห์หนังสือแบบนี้ไม่ใช่สัญญาณที่ดี เพราะมันทำให้ร้านหนังสือตายได้ แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องเห็นใจสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่อยู่ไม่ได้ด้วย ถ้าเขาไม่มีงานสัปดาห์หนังสือแบบนี้ เขาก็อยู่ไม่ได้จริงๆ เพราะว่าร้านหนังสือไม่ยอมวางหนังสือของเขา หรือไม่สามารถที่จะวางหนังสือของเขาได้

นี่เป็นสิ่งที่โทษใครไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเพราะกลไกมันเป็นอย่างนั้น ผมเพียงแต่หวังว่าในอนาคตเราจะสามารถแก้ปัญหาส่วนนี้ได้ เช่น ร้านหนังสืออาจจะกระจายหนังสือได้ดีกว่านี้ หรือมีวิธีการสั่งซื้อหนังสือที่ดีกว่านี้ เช่น ผ่านอินเทอร์เน็ตหรือผ่านอะไรซักอย่างหนึ่งที่ง่ายกว่านี้


ปริมาณร้านหนังสือหรือพื้นที่ภายในร้านหนังสือมีน้อยเกินไปหรือเปล่า

ปริมาณร้านหนังสือไม่ถือว่าน้อย ปริมาณพื้นที่ในร้านหนังสือ หลายร้านก็ไม่ถือว่าน้อย แต่ปัญหาก็คือ หนังสือมันเพิ่มขึ้นทุกวัน พอหนังสือเพิ่มขึ้น ปริมาณหนังสือที่วางก็ต้องลดน้อยลงไปอยู่แล้ว วิธีแก้ก็คือ เขาก็จะโชว์หนังสือที่สันปก เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และจำนวนที่เขาเก็บสต็อกไว้ก็น้อย ปกละ 1-2 เล่ม ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะทุกครั้งที่ผมไปร้านหนังสือ แล้วเห็นหนังสือที่โชว์สันปก ซึ่งก็มีอยู่แค่ 1-2 เล่ม ผมก็รู้สึกหดหู่ทุกครั้ง หลังๆ ก็เลยไม่ค่อยอยากจะเข้าไปดูเท่าไหร่


ไปร้านหนังสือล่าสุดเห็นหนังสือตัวเองหรือเปล่า

ไปล่าสุดนี่ไม่เห็นหนังสือตัวเอง ทั้งๆ ที่เป็นร้านใหญ่ด้วย รู้สึกหดหู่มาก คือไม่เฉพาะไม่เห็นหนังสือตัวเองนะ แต่หนังสือวรรณกรรมอื่นๆ ผมก็ไม่ค่อยเห็นเหมือนกัน ก็เลยถอนหายใจ ไม่รู้จะทำยังไง


ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ คิดว่าการเป็นนักเขียนอาชีพ แล้วก็ทำสำนักพิมพ์ของตัวเอง จะยืนระยะสู้กับกระแสตลาดได้ไหม

ผมตอบไม่ได้ และก็ไม่รู้จริงๆ สิ่งที่ทำได้ก็คือ ผมยังเชื่อว่างานที่ดีมันจะขายตัวเองได้ หรือยี่ห้อที่ดีจะขายตัวเองได้ วันหนึ่งข้างหน้ามีความเป็นไปได้ว่าผมอาจจะขายหนังสือผ่านเว็บไซต์อย่าง เดียวก็ได้ ถ้าผมอยู่ด้วยร้านหนังสือไม่ได้จริงๆ แล้วดูซิว่ามันจะอยู่ได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็คงไปทำอาชีพอื่น


ฉะนั้น โมเดลอย่างที่คุณทำอยู่ คือเขียนหนังสือเอง ทำสำนักพิมพ์เอง มันยังจะเป็นทางเลือกให้กับนักเขียนไทยต่อไปได้หรือไม่

มันยังเป็นทางเลือก แต่ว่ามันเป็นทางเลือกที่คนที่กระโดดลงมาทำต้องทำใจนิดหนึ่งว่า หนึ่ง คุณจะต้องทำงานหนักมหาศาล และสอง มันมีความเสี่ยงในตัวมันเองเหมือนกัน


มันจะจบที่รุ่นของคุณหรือเปล่า

ผมหวังว่าไม่เป็นอย่างนั้น ผมหวังว่านะ หมายถึงในส่วนลึกผมหวังว่าวันหนึ่งรัฐบาลจะออกมาบอกว่าจะให้ซื้อหนังสือ วรรณกรรมของนักเขียนทุกคนเข้าห้องสมุด ทุกครั้งการันตีไว้ 10,000 เล่มเป็นอย่างน้อย เพราะผมเชื่อว่าห้องสมุดในประเทศเรา 10,000 เล่มก็ยังไม่พอ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้ และก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ขอมากเกินไป นั่นเป็นทางเดียวที่เราจะสามารถสร้างสรรค์ปัญญาเข้าสู่สังคมบ้านเรา คือให้นักเขียนอยู่ได้เพื่อจะผลิตหนังสือดีๆ ออกมา


เราบ่นเรื่องนี้กันเยอะ ในที่สุดเราก็แก้ปัญหาโดยการตั้งรางวัลขึ้นมา บ้านเรามีรางวัลวรรณกรรมมากมาย คุณมองเรื่องนี้อย่างไร

ผมคิดว่ารางวัลก็เป็นแค่สีสันของวรรณกรรม คือถ้าถามผมว่าดีหรือไม่ดี ผมก็มองในด้านดีมากกว่าด้านไม่ดี ไม่ใช่เพราะผมได้รางวัลมาก่อน แต่ผมคิดว่าวงการวรรณกรรมบ้านเรามันจืดชืดอยู่แล้ว ไม่มีสีสันเลย เพราะฉะนั้นการมีรางวัล อย่างน้อยช่วยกระตุ้นให้คนเดินเข้าร้านหนังสือซักปีละครั้งเพื่อจะหยิบ หนังสือที่ได้รางวัลซีไรต์ก็ยังดี ก็อาจจะยังมีโอกาสที่เขาจะเหลือบไปเห็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งแล้วซื้อก็ได้


ถ้ารางวัลมีผลต่อการตลาดอย่างนี้ แสดงว่านักเขียนที่ได้รางวัลอย่างซีไรต์ก็ยังต้องส่งงานเข้าประกวดอยู่เรื่อยๆ

ไม่จำเป็น คือรางวัลมันไม่สามารถจะแจกได้มากมายขนาดนั้น ปีหนึ่งอย่างมากก็ได้แค่สิบเล่ม ไม่เกินยี่สิบเล่ม ผมคิดว่ารางวัลทั้งประเทศคงมีไม่มากขนาดนั้น ซึ่งถ้าเทียบกับจำนวนหนังสือที่มีอยู่ในท้องตลาดต่อปีก็ยังไม่พออยู่ดี รางวัลไม่ได้ช่วยอะไร และรางวัลก็ไม่ได้การันตีคุณภาพของงานเขียนหรือนักเขียนคนนั้นเลย นี่คือสัจธรรม


ซีไรต์เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณไปเยอะหรือเปล่า

ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก คือมันทำให้เรากลายเป็นนักเขียนอาชีพได้เร็วกว่าที่เราคิดฝันไว้ ถ้าจะพูดไป ซีไรต์มันก็คือโปรโมชั่นช่วยนักเขียนในทางหนึ่ง ทำให้คนรู้จัก อย่างน้อยก็รู้จักว่านักเขียนคนนี้มีอยู่ในโลกนี้ แต่ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของนักเขียนที่จะต้องทำงานหนักเพื่อจะรักษาความ ทรงจำอันนั้นให้ได้ในสายตาของผู้บริโภค ว่าเขายังจำชื่อนักเขียนคนนี้ได้ เพราะว่านักเขียนคนนี้ยังมีงานออกมาให้เขาได้อ่านอยู่ และถ้าเขาพอใจในงานเขียนนั้น นักเขียนก็คงอยู่ได้


ผมคุยกับคุณวานิช จรุงกิจอนันต์ เมื่อเดือนที่แล้ว คล้ายๆ กับว่าการได้รางวัลซีไรต์ในยุคของแกเป็นเหมือนกับการขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วใน เชิงวิชาชีพ หลังจากนั้นเลยไม่ค่อยมีงาน ในกรณีของคุณ การได้รางวัลซีไรต์มีผลกับคุณภาพงานเขียนหรือแรงบันดาลใจที่จะลงมือเขียนงาน ต่อไปหรือเปล่า

ถ้าถามผมจริงๆ ก็คือไม่มี คือในยุคแรกๆ ที่ผมได้รางวัล ผมค่อนข้างจะเกร็ง อย่างเช่นรางวัลช่อการะเกด ผมมีความรู้สึกว่าอยากจะทำงานชิ้นใหม่ให้มันดีกว่าชิ้นเก่า ถ้าเป็นไปได้สักสองเท่า แต่ในความเป็นจริงคือทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนที่สามารถทำงานในแบบนั้นได้ การเกร็งนี่ทำให้งานเรายิ่งไปกันใหญ่ คือไม่เป็นผลดีกับตัวเองเลย พอผ่านมาระยะหนึ่ง ผมปล่อยวางตรงนี้ได้ มันรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ คือแปลว่าเราไม่รู้สึกว่ารางวัลเป็นสิ่งที่กำหนดวิถีการเขียนงานของเราอีก ต่อไป

การทำงานศิลปะ ไม่ว่าสายไหนก็ตาม ผลผลิตมันย่อมที่จะมีขึ้นมีลงอยู่แล้ว ตามอารมณ์ ตามสภาพร่างกาย ตามสภาพสังคมเศรษฐกิจของเขาในช่วงเวลานั้น เพราะฉะนั้นบางงานก็ดีมากหน่อย บางงานก็ดีน้อยหน่อย สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ทำอย่างไรจึงจะรักษามาตรฐาน ISO ของนักเขียน ก็คือให้อยู่ในคุณภาพที่รับได้ อยู่ในสภาพที่ดี ISO ในที่นี้ก็คือ I See Okay คือผมเห็นว่ามันโอเค ก็คือถ้างานไม่ดี เราก็ไม่ปล่อยออกไป อย่างนั้นจึงจะทำให้เราอยู่ได้ในระยะยาว

รางวัลซีไรต์ในบ้านเรามันช่วยทำให้ชื่อนักเขียนเป็นที่รู้จักของคนเท่านั้นเอง ที่เหลือเป็นหน้าที่ของนักเขียนที่จะรักษามันไว้ และถ้าเราไม่เกร็งกับตัวรางวัล ก็แปลว่ามันไม่มีผลอะไร เราก็สามารถผลิตงานด้วยความสบายใจ เรารู้ว่าชิ้นนี้มันอยู่ในระดับที่โอเค ชิ้นนี้รู้สึกพอใจมากๆ ชิ้นนี้พอไปได้ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ขายได้ ในระดับที่ไม่ทำลายงานตัวเอง การทำงานก็เป็นแบบนั้น


ในช่วงเวลาที่ภาวะจิตใจอยู่ในช่วงขาลง มีวิธีการกอบกู้ตัวเองให้กลับมาทำงานต่อไปได้อย่างไร

ทุกวันนี้ก็ทำงานแบบผ่อนคลายหน่อย ไม่เครียด พยายามจะไม่เครียดกับงานเขียน พยายามจะใช้งานเขียนเป็นการพักผ่อน หรือทำงานแบบไม่ทำงาน คือทำงานแล้วสนุกกับมัน ผมคิดว่าการเลือกประเด็นของเรื่องที่จะเขียนในแต่ละครั้ง ถ้าเราเลือกเพราะเราชอบ เราสนุก โอกาสที่จะเครียดกับงานมันมีน้อย มันจะไปเครียดกับอย่างอื่นมากกว่า เช่น สิ้นเดือนแล้ว ยอดหนังสือไม่ขึ้น อย่างนั้นอาจจะเครียดกว่าหน่อย


ทุกวันนี้ยังมีอะไรที่เป็นความตื่นเต้นของชีวิตบ้าง

ทุกวันนี้รู้สึกมันเหมือนกับว่าเข้าที่ดีพอสมควรในระดับหนึ่ง คือเราก็ทำงานไปในแต่ละวัน ไม่ได้คิดอะไรมาก เช้าตื่นขึ้นมาก็ทำงาน ค่ำก็ทำงาน ถ้าอินกับงานหน่อยก็อาจจะอยู่ถึงดึก ถามว่าพอใจหรือเปล่า ก็ถือว่าพอใจในสิ่งที่เป็นมา


ไม่ต้องแสวงหาความตื่นเต้นอะไรมากมาย

ไม่ ชีวิตผมไม่ค่อยน่าตื่นเต้นอยู่แล้ว