บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
GM Magazine 2538
 
GM : จะว่าไปคุณยังจัดว่าเป็นนักเขียนหน้าใหม่อยู่ ถ้าให้แนะนำตัวเองคร่าว ๆ สัก 20 ประโยค คุณจะพูดว่าอย่างไร
วินทร์ : เป็นคำถามที่ยากมาก อืม... ผมคิดว่าผมเป็นคนที่สนใจหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับชีวิต โดยเฉพาะทางด้านศิลปะซึ่งจะชอบหลายอย่างมาก เรียกว่าค่อนข้างจะจับฉ่ายว่างั้นเถอะ ก็คือเริ่มแรกเรียนมาทางสถาปัตย์ แล้วก็ไปเรียนกราฟฟิกดีไซน์ เรียนหนัง เรียนวิดีโอ มาทำโฆษณา จากนั้นก็เขียนหนังสือ แต่ละอย่างที่ได้ไปเรียนมาก็เป็นสิ่งที่ผมชอบจริงๆ แต่เนื่องจากเวลาที่จะให้ทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันค่อนข้างจะน้อย ดังนั้น จึงต้องแบ่งเวลาไป เช่น ทำงานสถาปัตย์สัก 5 ปี ทำโฆษณาสัก 10 ปี แล้วก็มาทำหนังสือ มันก็เป็นชีวิตที่มีเรื่องต่างๆ ปะปนกันอยู่
 
GM : คุณเริ่มต้นด้านเขียนครั้งแรกเมื่อไหร่
วินทร์ : ประมาณปี '31 แต่มันก็ไม่ได้เป็นการเขียนที่จริงจังอะไร เพราะแรกๆ ที่ผมเขียน ผมอาจจะเขียนเรื่องหนึ่งแล้วเว้นไปประมาณ 6 เดือนแล้ว ค่อยเขียนอีกเรื่อง บางทีปีหนึ่งอาจจะเขียนแค่เดือนเดียว คือไม่ได้ทำอย่างจริงจัง จนกระทั่งหลังจากปี '35 จึงเขียนอย่างค่อนข้างจะต่อเนื่อง
 
GM : พิจารณาจากระยะเวลา คุณเขียนหนังสือมา 5 ปี มีพ็อกเก็ตบุ๊คออกมา 3 เล่ม จัดว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยสำหรับนักเขียนที่เพิ่งเริ่มต้น?
วินทร์ : ผมไม่แน่ใจว่ามันมากหรือเปล่า เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าเรทคนอื่นเป็นอย่างไร บังเอิญตอนที่จะรวมเล่มมันมีเรื่องพอ ก็เลยเอามารวมกันเพื่ออีโก้ตัวเองมากกว่าว่าในชีวิตได้มีเรื่องรวมเล่มได้สำเร็จ
 
GM : มักได้ยินเสมอว่า สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการเป็นนักเขียนคือการเริ่มต้น คุณเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
วินทร์ : ไม่คิดว่าเป็น อย่างนั้น เพราะส่วนตัวผมเองการเขียนมันเกิดจากการได้อ่านหนังสือมากมาย แล้วเมื่ออ่านไปถึงจุดหนึ่งก็เกิดความรู้สึกว่าไม่มีอะไรอยากจะอ่านอีกต่อไป จึงต้องพลิกผันตัวเองมาลองเขียนดู เรียกว่าจู่ ๆ ผมก็อยากเขียนขึ้นมาเฉยๆ แล้วก็จำไม่ได้ว่าผมเริ่มต้นมันอย่างไร แต่มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากอย่างที่ใครๆ คิดหรอก
 
GM : ถ้าอย่างนั้น 'อะไร' ที่ทำให้คุณเขียน
วินทร์ : ความอยากระบาย อารมณ์ฝันในตัวเองคือโดยปกติแล้วผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะเพ้อฝันนิดหน่อย ชอบคิด ชอบจินตนาการอยู่ในหัว จึงอยากระบายมันออกมา ซึ่งเมื่อก่อนผมก็ระบายออกมาในรูปการ์ตูนบ้ง ทำแล้วก็ปล่อยๆ มันไป หรือบางทีอ่านหนังสือแล้วก็ฝันว่าตัวเองเป็นพระเอกบ้าง เป็นอะไรบ้าง แล้วมันก็ผ่านไป จากนั้นพอโตขึ้นมาหน่อยจึงหาทางระบายออกมาเป็นตัวหนังสือ
 
GM : ขณะลงมือเขียน คุณรู้สึกถึงพลังอำนาจที่สามารถกำหนดบทบาทของตัวละครในเรื่องให้เป็นไปอย่างที่ใจคุณต้องการไหม
วินทร์ : ใช่ มีความรู้สึกอย่างนั้น คล้ายๆ ว่าเราเป็นเจ้านายของอะไรบางอย่าง หรือจะเป็นพระเจ้าหรือเปล่าก้ไม่ทราบ แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่รุนแรงอะไร เป็นเพียงการระบายความเพ้อฝันออกไปมากกว่า
 
GM : เมื่อมีคนถาม เออร์เนสต์ เฮมิ่งเวย์  ว่าอะไรคือการอบรมเบื้องต้นที่ดีที่สุดสำหรับนักเขียน เขาตอบว่าวัยเด็กที่ไม่มีความสุขนัก ถ้าถามคุณด้วยคำถามเดียวกัน คุณจะตอบว่าอย่างไร
วินทร์ : ผมไม่เหมือนเฮมิ่งเวย์ เพราะชีวิตผมค่อนข้างจะเรียบง่าย คือแนวคิดของเรื่องต่างๆ มันมาจากความฝันตลอด เป็นจินตนาการล้วนๆ ซึ่งเกิดจากการอ่าน ชีวิตผมเป็นโทนที่ค่อนข้างจะเรียบง่ายอยู่แล้ว สมัยเด็กก็เรียนหนังสือ ทำการบ้าน พอโตขึ้นก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นชีวิตที่ราบเรียบมาโดยตลอด ส่วนเรื่องต่างๆ ที่เขียนออกมานั้นเกิดจากจินตนาการเป็นหลัก แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ผมอยากเขียนนั่นก็คือการอ่าน

ตอนเด็กๆ ผมอ่านหนังสือเพราะมันอ่านแล้วสนุก ก็เลยติดเป็นนิสัยเรื่อยมา แรกๆ ผมก็อ่านหนังสือนิยายน้ำเน่าไปตามเรื่องตามราว แต่พอโตขึ้นมันก็จะเบื่อหนังสือพวกนี้ไปเอง จกนั้นจึงหันไปอ่านหนังสือที่มีประโยชน์ เช่น พวกหนังสือปรัชยา ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่จะอ่าน เพราะนิสัยการอ่านมันถูกเพาะขึ้นมาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้มันก็เป็นแนวคิดอย่างหนึ่งสำหรับตัวเองว่า ถ้าผมเขียน ผมน่าจะเขียนหนังสือให้คนอ่านอ่านแล้วสนุกมากกว่า จากนั้นก็สร้างเสริมอะไรเข้าไปบ้าง หารูปแบบหรืออะไรต่างๆ มาดึงให้คนหันมาอ่านหนังสือ

 
GM : หนังสือ 5 เล่มในดวงใจของคุณมีอะไรบ้าง
วินทร์ : 'สิทธารถะ' ของ เฮอร์มาน เอสเส, หนังสือทุกเล่มของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ไม่ว่าจะเป็น 'มหาวิทยาลัยชีวิต', 'เดินป่าเสาะหาชีวิตจริง' ซึ่งอ่านแล้วได้ทั้งอารมณ์และความคิดความอ่านต่างๆ แม้กระทั่งบทความของของเขาก็เช่นเดียวกัน ส่วนพวกหนังสือแนววิทยาศาสตร์ผมยกให้ '2001 อะ สเปช โอดีสซี่' ของ อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก นี่นับว่าสุดยอดแล้ว มันเป็นหนังสือที่มีจินตนาการลึกล้ำมาก เขาเขียนเรื่องได้ไกลกว่าที่เราเคยเรียนหรือเคยอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ มีการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ในเรื่องซึ่งเป็นที่เข้าใจทุกอย่าง การออกแบบเรื่องก็เรียบง่าย มาก แต่ถึงแม้จะเขียนมาหลายสิบปีแล้ว เดี๋ยวนี้กลับมาอ่านอีกทีก็ยังทันสมัยเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมด้วยประการทั้ง ปวง

ถ้าเป้นพวกแนวจารกรรมซึ่งผมก็อ่านมากอยู่เหมือนกันที่ผมชอบเรื่อง 'The Odessa Files' ของ เฟรเดอริค ฟอร์ไซท์ พล็อตเรื่องลงตัวมาก การเดินเรื่อง ความตื่นเต้น ข้อมูลทุกอย่างรีเสิร์ชมาแม่นำและเนี้ยบมาก หนังสืออีกแนวที่ผมชอบและอ่านทุกเล่มที่มีอยู่ในตลาดตั้งแต่สมัยเด็กคือ นิยายกำลังภายใน เช่น ของกิมย้ง เรื่อง 'กระบี่เย้ยยุทธจักร' ซึ่งจัดว่าเป็นสุดยอดของนิยายกำลังภายในสำหรับผมส่วนของ โกวเล้ง ก็มีฤทธิ์มีดสั้น ดาบจอมภพ และเหยี่ยวเดือนเก้า

 
GM : ส่วนใหญ่คนสมัยนี้ชอบอ้างว่าที่ไม่อ่านหนังสือก็เพราะไม่มีเวลา คุณเชื่อหรือเปล่า
วินทร์ : ผมไม่เชื่อข้อ อ้างเรื่องเวลา เพราะผมเชื่อว่าถ้าคุณอยากดูหนังสักเรื่อง คุณก็ย่อมหาเวลาไปดูได้เอง ดังนั้นถ้าคุณอยากจะทำอะไรสักอย่างก็ย่อมหาเวลาได้เอง อย่างผมซึ่งยุ่งมากขนาดนี้ยังมีเวลาเขียนหนังสือ แม้ว่าจะเขียนวันละ 10 นาทีหรือครึ่งชั่วโมง ผมก็ยังเขียนอยู่ ไม่ต้องมีข้ออ้างอะไร คือถ้าคุณอยากจะทำงานนั้นๆ จริงๆ คุณก็ต้องทำงานอื่นให้เร็วขึ้น เช่น กินข้าวให้เร็วขึ้น หรือนอนให้น้อยลง แล้วก็เอาเวลาที่เหลือสัก 10 นาทีต่อวันมาทำงานที่อยากทำ ผมว่าคุณจะสามารถทำอะไรได้เยอะแยะเลย
 
GM : ยังจำเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิตที่เขียนได้หรือเปล่า
วินทร์ : จำไม่ได้ จำได้แต่ว่าเป็นเรื่องแนวหักมุม เล่นเรื่องโดยเน้นที่ตัวพล็อตมากกว่า จากนั้นก็หักมุมแรง ๆ สไตล์แบบเรื่องของ โอ'เฮนรี่ หรือ ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว เรื่องแรกๆ ที่ผมเขียนจะเป็นแนวหักมุมตลอด พอตอนหลังรู้สึกเบื่อๆ จึงเขียนในแนวทดลองดูบ้าง ตอนที่เขียนเรื่องหักมุมนั่นก็เขียนทีละหลายๆ เรื่อง และไม่ได้ส่งไปลงที่ไหน ส่วนเรื่องแรกที่ได้ลงคือ เรื่อง 'ไฟ' ลงในนิตยสาร 'อิมเมจ' ซึ่งตอนที่ส่งไปก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะลงให
 
GM : คุณเคยถูกบรรณาธิการปฏิเสธไหม
วินทร์ : เยอะแยะที่เขียนส่งไปแล้วลงถังขยะ ก็ต้องเอากลับมาดูใหม่ว่ามันไม่ดีตรงไหน จากนั้นก็เขียนใหม่แค่นั้นเอง เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะว่าช่วงแรก ๆ ที่เขียนก็ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าจะลงหรือไม่ลง คิดแค่ว่าเขียนเพื่อระบายตัวเองมากกว่า
 
GM : ที่บอกว่าชอบแนวหักมุม คุณได้อิทธิพลมาจากนักเขียนคนไหน
วินทร์ : มีอยู่ 2 คน, โอ'เฮนรี กับ ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว
 
GM : ในพ็อกเก็ตบุ๊ค 'สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง' คุณประกาศไว้ตั้งแต่หน้าปกว่าเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นหักมุม บอกผู้อ่านล่วงหน้าอย่างนี้ คุณไม่กลัวหรือว่ามันจะเป็นการลดอรรถรสในการอ่าน
วินทร์ : เป็นไปได้ที่คนอาจจะตั้งใจจับผิดการหักมุม เพราะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเรื่องมันต้องหักมุม แต่บังเอิญสไตล์ของมันต้องหักมุม แต่บังเอิญสไตล์ของหนังสือเล่มนี้ทั้งเล่มมันคล้ายกันมาก ฉะนั้นถ้าไม่บอกไปอย่างนั้นก้จะทำให้คนเข้าใจผิดได้ ส่วนคนที่ชอบใจเรื่องแนวนี้ก็จะซื้อไปอ่านได้ตรงตามความต้องการ แต่สิ่งสำคัญท่ผมประกาศว่ามันเป็นเรื่องหักมุมก็เพื่อเป็นการทดสอบว่าผม เขียนเรื่องได้ดีหรือเปล่า เพราะถ้าได้บอกว่าเป็นเรื่องหักมุมไปแล้ว และเมื่ออ่านเสร็จคุณยังบอกว่าเป็นเรื่องหักมุมที่ดีแสดงว่างานเขียนของผมโอ เค แต่ถ้าอ่านไปแล้วมีเสียงสะท้อนกลับมาว่ายังหักมุมไม่ถึงใจ ก็แสดงว่าเรื่องนั้นผมยังเขียนไม่ถึง
 
GM : หากมองไปที่พัฒนาการงานเขียนของคุณแล้ว มันมีลำดับความคลี่คลายอย่างไร
วินทร์ : ตอนแรกจะเป็นการ เรียนรู้งานเขียนเสียมากกว่า แรกๆ เรามีแต่พล็อตอย่างเดียว ส่วนเรื่องภาษาหรือการเดินเรื่องต่างๆ ค่อนข้างจะอ่อนมากทีเดียว ยกตัวอย่าเช่นภาษาในเรื่องแรก ๆ ที่เขียนจะหยาบกระด้าง ห้วนสั้น ไม่มีบทบรรยาย ไม่มีการใช้ภาษาที่สวยงาม จะห้วนและตรงเป้ามาตลอด เป็นเรื่องสั้นที่สั้นจริงๆ แต่การเดินเรื่องก็นับว่าโอเค ยังมีศิลปะของการเดินเรื่องอยู่บ้าง เนื่องจากได้ดูหนัง ได้อ่านหนังสือมามากพอสมควร จึงเกิดการซึมซับการเดินเรื่องเข้ามา ส่วนเรื่องภาษาในช่วงแรกๆ จะห่วยมาก ที่นี้เมื่อเวลาผ่านไปและเราได้อ่านงานของคนอื่นมากๆ จึงเรียนรู้จากงานที่คนอื่นเขียนโดยการวิเคราะห์ วิจารณ์ นอกจากนั้นการเขียนมานาน ๆ ก็ทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นมาได้
 
GM : เริ่มแรกงานเขียนของคุณเป็นแนวเรียลลิสติก แล้วต่อมาเปลี่ยนเป็นแนวทดลอง พูดอย่างนี้ถูกต้องไหม
วินทร์ : ผมไม่คิดว่า อย่างนั้นนะ เพราะเท่าที่เขียนมามันก็ปนไปปนมาอยู่แล้ว คือตอนที่ผมเขียนเรื่องซึ่งเน้นพล็อตกับเรื่องแนวทดลองก็เขียนพร้อม ๆ กันเขียนในช่วงเวลาเดียวกัน มันขึ้นอยู่กับว่าในช่วงเวลานั้น ผมอยากเขียนงานประเภทไหนมากกว่า ถ้าอยากเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์ผมก็จะเขียน ถ้าเขียนไม่ออกก็อาจจะหันไปเขียนเรื่องแนวสืบสวนสอบสวนอะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นมันจึงเกิดจากเขียนที่ปะปนกันไปในช่วงเวลาหนึ่ง ผมไม่ได้ตั้งใจเขียนเป็นพีเรียตว่าช่วงนี้จะเขียนแนวนั้นแนวนี้
 
GM : คุณคงยอมรับว่าโด่งดังขึ้นมาก็เพราะงานเขียนเรื่องแนวทดลอง อยากทราบว่าคุณให้คำจำกัดความคำว่า "เรื่องแนวทดลอง" อย่างไร
วินทร์ : อะไรก็ได้ที่มัน ฉีกไปจากแนวเดิมอย่างสิ้นเชิง ไม่มีกฎไม่มีเกณฑ์ เป็นอิสระจากทุกอย่าง เป็นอะไรก็ได้นอกเหนือจากตัวหนังสือ คือไม่จำเป็นต้องเป็นตัวหนังสืออย่างเดียวก็ได้ อาจจะใช้ตัวหนังสือกราฟิกหรือเป็นเรื่องที่มีพล็อตฉีกออกไปได้ทั้งนั้น นี่คือแนวทดลองที่ผมพูดถึง
 
GM : เพราะความที่งานเขียนของคุณเป็นแนวทดลอง ซึ่งโดดเด่นเป็นพิเศษที่รูปแบบการนำเสนอ จึงมีเสียงวิจารณ์ว่า การไปเน้นที่ตัวรูปแบบมากเกินไป ทำให้เรื่องของคุณย่อหย่อนในเรื่องเนื้อหาสาระ คำวิจารณ์นี้คุณเห็นอย่างไร
วินทร์ : เวลาเขียนเรื่อง แนวทดลองมันก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า การทดลองคือการสร้างอะไรออกมา ซึ่งเราเองก็ยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร นั่นคือการหาทางแนวใหม่เหมือนกับการสร้างงานศิลปะ คือแต่ละยุคสมัยมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อาจจะมีการสร้างงานใหม่ๆ ซึ่งตอนแรกอาจจะรับไม่ได้ แต่ว่าตอนที่เขาสร้างมันยากที่คนสร้างจะได้ทั้ง 2 อย่าง คือทั้งรูปแบบและเนื้อหาในเวลาเดียวกัน เป้าหมายของผมคือทุกเรื่องจะต้องได้ทั้ง 2 อย่าง แต่ก็พยายามที่จะให้ได้เนื้อหาก่อน จากนั้นจึงเอาตัวรูปแบบเป็นแบ็คอัพเนื้อหานั้น ผมยืนยันว่างานเขียนของผมอันดับ 1 ยังคงเป็นเนื้อหา ส่วนอันดับ 2 คือรูปแบบ ซึ่งทั้ง 2 อย่างจะต้องกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือเป้าหมาย แต่เวลาทำจริง ๆ มันก็ไม่ได้อย่างนั้นเสมอไป ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะจริง ๆ แล้วมันค่อนข้างยากทีเดียว
 
GM : เวลาเขียนเรื่องแนวทดลอง คุณคิดถึงอะไรก่อนรูปแบบหรือพล็อตเรื่อง
วินทร์ : คิดถึงเนื้อหาเป็นอันดับแรก ส่วนกลวิธีในการนำเสนอรูปแบบนั้นเป็นสิ่งที่เข้ามาช่วยแบ็คอัพเท่านั้นเอง เวลาเขียนผมไม่ได้คิดรูปแบบก่อน แต่บางครั้งบางคราวเวลาเราคิดงานทางสร้างสรรค์ก็ต้องคิดรูปแบบทิ้งๆ เอาไว้เช่นกัน เช่น บางครั้งเราคิดว่ารูปแบบอย่างนี้มันน่าจะนำมาพรีเซ้นต์ได้นะ เราก็อาจจะจดไว้ก่อนที่จะมีเนื้อหา แล้วถ้ามันบังเอิญเหลือเกินที่ได้เนื้อหาที่ตรงกับรูปแบบนั้นพอดี คือเมื่อรวมกันแล้วมันปิ้งเลย อย่างนั้นก็คือหยิบใช้ได้ แต่จริง ๆ แล้วเรื่องมันต้องเน้นที่เนื้อหา ถ้าปราศจากเนื้อหามันก็ไม่ใช่เรื่องสั้นอีกต่อไป แต่เป็นแค่วิธีการพรีเซ้นต์เท่านั้น
 
GM : คุณเคยลอกงานเขียนของฝรั่งหรือเปล่า คุณเคยลอกงานของฝรั่งหรือเปล่า
วินทร์ : ผมไม่เคยมีความคิดที่จะลอกใคร คือถ้าคิดเองไม่ได้ก็ไม่คิดดีกว่า แต่มันก็เป็นไปได้อย่างสูงในงานทุกประเภทที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ว่า บางครั้งบางคราวไอเดียมันคล้ายกันหรือเหมือนกันได้บ้าง แต่ไม่ถึงกับเหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างผมที่คิดงานโฆษณาอยู่ มีหลายครั้งเหลือเกินทีไอเดียไปตรงกับคนอื่นซึ่ทำไปแล้ว โดยที่เราไม่รู้มาก่อน แม้กระทั่งการเขียนเรื่องแนวทดลองในบางเรื่อง เมื่อทำไปแล้วและไปอ่านเจองานของบางคน ยังรู้สึกแปลกใจว่ามันเหมือนกันได้อย่างไร แต่โดยจริงๆ แล้วผมจะไม่ลอกเพราะถ้าลอกไปมันก็เหมือนกับฆ่าตัวตาย
 
GM : พล็อตเรื่องต่างๆ ที่ปรากฎในเรื่องสั้นของคุณ คุณได้มันมาจากไหนบ้าง
วินทร์ : พล็อตเรื่องมัน อยู่ในอากาศ เกิดจากการอ่านมากๆ แล้วพล็อตมันจะซึมอยู่ในหัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเวลาผมเขียน พล็อตเก่าของใครคนใดคนหนึ่งจะโผล่มานะ แต่มันเกิดจากการผสมความคิดในหัวปน ๆ กันไป คือจะเป็นลักษณะของเรื่องที่ 1 บวกกับเรื่องที่ 2 กลายเป็นเรื่องที่ 3 หรือเรื่องที่ 3 บวกกับเรื่องที่ 5 กลายเป็นเรื่องที่ 8 อะไรทำนองนี้ปนๆ กันไป พล็อตของผมมันอาจจะเหมือนกับน้ำสีในขวดต่างๆ เมื่อเทใส่กันมันก็ผสมไปผสมมาจนได้สีแปลกๆ ออกมา
 
GM : ได้ยินว่าคุณคิดพล็อตเรื่องสั้นได้เร็วมากจริงหรือเปล่า
วินทร์ : ไม่รู้ว่าคุณได้ ข่าวมาจากไหน แต่วันดีคืนดีผมอาจจะเขียนพล็อตไว้ในคอมพิวเตอร์รวมเดียว 20 พล็อตก็ได้ ซึ่งก็เคยทำมาแล้ว คือพล็อตที่ 1 อาจจะวิ่งไปสู่พล็อตที่ 2 พล็อตที่ 2 วิ่งไปสู่พล็อต 3 แล้วพล็อต 3 บวกกับพล็อต 1 กลายเป็นพล็อตที่ 7 นี่คือวิธีการทำงานของผม ฉะนั้นบางทีมันจึงต้องมีพล็อตอยู่ในหัวทีเดียว 20 พล็อต ซึ่งมันก็ต้องไปเรื่อยๆ อย่างนี้ บางทีอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ก็เกิดคิดเป็นพล็อตมันเข้มพอที่จะเขียนเป็นเรื่อง สั้นได้ก็เอามาเขียน แต่ถ้ามันยังไม่พอก็ต้องรอโอกาสเพื่อที่จะเอาไปผสมกับเรื่องอื่นให้เกิดเป็น พล็อตใหม่ ๆ ขึ้นมา
 
GM : อยากให้คุณลองคิดพล็อตเรื่องสั้นแนวหักมุมให้เราสักเรื่องเดี๋ยวนี้เลย เอาเป็นว่าตัวละครมีอยู่ 3 ตัว คือ นักหนังสือพิมพ์ นางเอกหนัง แล้วก็เด็กขายพวงมาลัย
วินทร์ : อืมม์ .... ผมจะลองดูนะ (เขาหยิบกระดาษ, ดินสอมาขีดเขียนอะไรครู่หนึ่ง) ในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งซึ่งมีตัวละครมากถึง 3 ตัว  และมีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกัน จะต้องเอาตัวใดตัวหนึ่งเป็นตัวเอก ผมยกตัวอย่างเล่น ๆ ก็แล้วกันว่า นักหนังสือพิมพ์กำลังตามข่าวของนางเอกหนังคนนี้ เพื่อนำมาเขียนเป็นสกู๊ปลงหนังสือพิมพ์ อาจจะเป็นข่างที่ไม่ดีนัก เช่นได้ข่าวว่าดาราคนนี้ไปมีสัมพันธ์กับใครสักคนจนมีลูก หรือจะไปเยี่ยมลูกอะไรทำนองนี้ จนในที่สุดให้ไปพบความจริงว่าเด็กขายพวงมาลัยเป็นลูกของนางเอกหนัง ซึ่งเป็นการหักมุมในตอนจบ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ต้องสร้างเหตุการณ์ขึ้นมาแบ็คอัพตัวเหตุผลต่างๆ ถ้าคิดคร่าว ๆ แบบนี้มันเป็นไปได้ว่เด็กขายพวงมาลัยเป็นลูกของนางเอกหนังจริง แต่ถ้าพูดลอยๆ มันจะเป็นการตัดตอนไปหน่อย จึงต้องสร้างเหตุการณ์มารองรับนิดหนึ่งว่าทำไมต้องเป็นเด็กขายพวงมาลัยซึ่ง เป็นคนนอกอยู่ตอนนี้ เรื่องจะเข้มข้นถ้านักหนังสือพิมพ์ก็มีพบบาทกับเด็กขายพวงมาลัยด้วย ซึ่งตรงนี้จะต้องมีการผูกเหตุการณ์กับเด็กขายพวงมาลัยด้วย ซึ่งตรงนี้จะต้องมีการผูกเหตุการณ์เข้าไปอีก เพื่อสร้างรายละเอียดให้มากขึ้น

 
GM : ภาพที่ถูกมองว่าเป็น 'นักเขียนเรื่องสั้นแนวทดลอง' มันทำให้คุณอึดอัดหรือเปล่า มันกลายเป็นกรอบที่ปิดกั้นตัวคุณเองในการทำงานเขียนหรือเปล่า
วินทร์ : นั่นเป็นภาพที่คนอื่นตั้งให้ผม ผมไม่ได้ตั้งให้ตัวเอง อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ค่อยมีคนเขียนเรื่องสั้นแนวทดลองหรือเปล่าก็ไม่ทราบที่ ทำให้คนที่มาทำกลายเป็นเป้า ผมต้องของเปรียบเทียบกับศิลปินสมัยเก่า ซึ่งแต่ก่อนมีการเขียนแต่เฉพาะภาพในแนวเรียลลิสติก พอวันดีคืนดี มีแวนโก๊ะห์ หรือนักเขียนที่เขียนภาพเป็นจุดๆ ขึ้นมาก็เจอด่า หรือโดนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอะไรกันแน่ที่เป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง ซึ่งแวนโก๊ะห์มันอาจจะห่วยจริง ๆ ก็ได้ แต่มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ผ่านไป แล้วในยุคสมัยก็จะต้องมีคนที่มาสร้างอะไรที่มันต่างไปจากเดิม

พูดง่ายๆ ว่ามันเป็นสินค้าคนละตัวกัน คนที่อยากใช้สินค้าก็มีหลายกลุ่มหลายประเภท ไม่ทุกคนหรอกที่อยากได้แบบเรียลลิสติกเสมอไป บางคนเขาก็อาจจะอยากดูอะไรที่มันแปลกๆ ออกไปบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ต้องพิสูจน์กันในระยะยาวว่ามันไปได้หรือเปล่า ซึ่งสำหรับตัวผมเองตอนนี้มันยังอยู่ในช่วงแรกๆ ของการทำงาน

 
GM : คุณมีความสุขที่สุดเมื่อได้เขียนงานแนวไหน
วินทร์ : มันสนุกคนละแบบ ผมอยากที่จะตอบว่าชอบแนวไหนมากกว่า แรกๆ ผมจะสนุกกับการทำงานในแนวของเรื่องหักมุมค่อนข้างจะมาก เพราะเขียนแล้วมันได้คิดพล็อตอะไรที่สนุกๆ และทำให้มันหักมุมพลิกล็อกจริงๆ ได้เราก็มีความสุขแล้วตอนนั้นก้ไม่เคยคิดจะเขียนเรื่องในแนววรรณกรรมเลย ต่อมาพอได้มาเขียนเรื่องในแนววรรณกรรมแล้วก็รู้สึกว่ามันสนุกไปอีกแบบหนึ่ง มันเป็นแนวการเขียนที่ไม่เลว ให้ความรู้สึกระบายอารมณ์ได้เหมือนกัน บางครั้งบางคราวเห็นความอยุติธรรมในสังคมซึ่งเราไม่รู้จะไปร้องกับใคร ก็สามารถระบายออกทางการเขียนได้
 
GM : คุณมักจะพูดถึงปัญหาสังคมต่างๆ ในเรื่องสั้นหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคอร์รัปชั่น, ยาเสพติด, โสเภณีและดูจะสะท้อนมันออกมาอย่างค่อนข้างชิงชัง ตัวจริงของคุณเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายหรือเปล่า
วินทร์ : นั่นเป็นความ จริงของสังคมที่เป็นอยู่ไม่ใช่หรือ เช่นภาพของนักการเมืองที่โกงกิน ภาพการค้าประเวณี เหล่านี้เป็นภาพจริงที่ผมได้สะท้อนออกมาเท่านั้นเอง สิ่งต่างๆ ที่ผมสะท้อนออกมาทางงานเขียนล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น เมื่อมองเห็นมันแล้วก็อยากระบายออกมา เพราะไม่เห็นจะมีใครทำอะไรกับมันสักอย่าง ผมก็เลยของทำอะไรขึ้นมาบ้าง เลยเอาเป็นในรูปของเรื่องสั้นก็แล้วกัน
 
GM : เคยอ่านเรื่องสั้นของคุณเรื่องหนึ่ง คุณให้ตัวละครหาทางออกในการแก้ปัญหาด้วยวิธีรุนแรง เช่น ไปฆ่าคนเลว หรือนักการเมืองที่โกงกินบ้านเมือง นั่นเป็นความรู้สึกส่วนลึกของคุณ?
วินทร์ : ยอมรับว่าผมฝัน แต่คงไม่ได้คิดจะทำอะไรรุนแรง ไม่คิดจะไปฆ่าใครอย่างนั้นจริงๆ มันแค่เป็นจินตนากรคล้าย ๆ กับว่าขอระบายออกมานิดหน่อย แต่ยอมรับว่าบางครั้งบางคราวมันก็รู้สึกโกรธที่เห็นสภาพอย่างนั้น พอโกรธแล้วไม่รู้จะทำยังไง ก็ต้องระบายออกมาในพล็อตเรื่องสไตล์แบบนั้น ยิ่งตอนนี้มีข่าวพระข่มขืนผู้หญิงแล้วฆ่า ผมคิดว่าปฏิกิริยาของคนทั่วไปคือ โกรธ แล้วถ้าหากว่าจะมีใครไปฆ่าพระองค์นั้นตอนนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมไม่ปฏิเสธ ผมหมายความว่า ณ เวลานั้นที่ได้รู้ข่าวนี้อารมณ์มันจะเป็นแบบนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าให้ไปฆ่าคนคนนั้นแล้วเราจะฆ่าลง
 
GM : คุณค่อนข้างใช้สัญลักษณ์แทรกอยู่ในงานเขียนมากเป็นพิเศษ เรื่องสั้นล่าสุดที่ได้อ่านคือ 'การหนีของราษโลกสามใบของ ราษฎร์ เอกเทศ' ที่เล่าเรื่องจิตใต้สำนึกของผู้ชายซึ่งมีสถานภาพแตกต่างกัน 3 คน คือ จิตรกร ทหาร และแมงดา มีสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจคือ 'เสือดำ' อยากทราบว่าคุณใช้มันแทนอะไร
วินทร์ : เรื่องนี้ผมไม่ ขอแสดงความคิดเห็น เพราะมันเป็นงานเขียนเชิงทดลอง ซึ่งตัวผมเองก็ยังไม่รู้ว่าตอนจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร คือที่จริงผมรู้คร่าวๆ ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร แต่ไม่รู้ว่าการเดินเรื่องตรงกลางจะเป็นอย่างไร คือกว่าจะออกมาเป็นเรื่องโลกสามใบฯ นั้น ผมต้องเขียนโลกมาแล้วเป็นสิบๆ ใบ เสร็จแล้วจึงค่อยมาดูว่าใบไหนเหมาะสมที่สุดที่จะมาดีไซน์เป็นเรื่องของภาษา ออกไป คือผมต้องทดลองว่าถ้าตัวเขาเป็นจิตรกรจะเป็นอย่างไร ตัวเขาเป็นนักการเมืองจะเป็นอย่างไร ถ้าเขาเป็นทหารจะเป็นอย่างไร หรือถ้าขาอยู่ในอาชีพอื่นๆ เขาจะเป็นอย่างไร โดยผมทดบองเขียนหลายๆ อาชีพในกระดาษ ก่อนที่จะทำออกมาเป็น 3 อาชีพนี้

ฉะนั้น เรื่องนี้ผมน่าจะฟังความคิดเห็นจากคนอื่นมากกว่า เพราะผมคงแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ไม่ได้ มันเป็นการทดลองที่ต้องการรู้ว่ามันจะออกมาอย่างไร ถ้าหากว่าตัวละครเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเราก็นำมาผูกเรื่องทำนองนี้ เรารู้แต่เพียงแนวของเรื่องคร่าวๆ คือ บุคลิกของคนที่มีหลายคาแร็กเตอร์แล้วมารวมกันในคนคนเดียว ออกมาจะเป็นอย่างไร ซึ่งไม่รู้เหมือนกันเพราะมันเป็นการทดลองล้วนๆ รวมทั้งตัว 'เสือดำ' ก็บอกได้แต่เพียงว่ามันเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งเท่านั้น ผมว่าให้คนอ่านตีความกันเองดีกว่า

 
GM : เรื่องของคุณมีการวางพล็อตที่แน่นอนหรือเปล่า หมายความว่ารู้ตอนต้น ตอนจบตั้งแต่ยังไม่ลงมือเขียน
วินทร์ : ส่วนใหญ่ผมจะ พยายามวางพล็อตให้ได้ในรูปแบบอย่างนั้น อาจจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์บ้าง แต่โดยรวมๆ แล้วจะไม่เปลี่ยน ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องมีความรู้สึกว่าตอนจบหรือตอนเดินเรื่องมันดีกว่าที่วาง พล็อตไว้ในตอนแรก แต่ส่วนใหญ่แล้วผมจะวางพล็อตคร่าวๆ ไว้ก่อนเพื่อเป็นแนวทางในการเขียน ก็คงเหมือนกับนักเขียนคนอื่นๆ
 
GM : เวลาเขียนเสร็จเรื่องหนึ่ง ก่อนที่จะส่ง คุณต้องรีไรท์กี่ครั้ง
วินทร์ : พอเขียนเสร็จ แล้วผมก็จะอ่านทวนซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งจะมากหรือน้อยมันก็แล้วแต่เรื่อง บางเรื่องอาจอ่านทวนถึง 50 เที่ยวก็มี หรือเรื่องหนึ่งอาจจะใช้เวลา 1 อาทิตย์จึงเขียนเสร็จ ขณะที่อีกเรื่องอาจจะถึง 6 เดือนก็ยังมีอย่างเรื่องโลกสามใบฯ ผมใช้เวลาเขียนราว 7-8 เดือน
 
GM : เห็นคุณใช้วิธีเขียนมาแล้วหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นตัดต่อจากข่าวหนังสือพิมพ์ ใช้ตัวหนังสือต่างๆ กัน ใช้พื้นกระดาษคนละสี ฯลฯ อยากรู้ว่าตอนนี้คุณคิดรูปแบบการนำเสนอเรื่องที่แหวกแนวไปากที่เคยทำได้หรือ ยัง
วินทร์ : ผมก็นึกวิธีการพรีเซ้นต์ไปเรื่อยๆ คือ ถ้านึกออกเมื่อไหร่ก็จะจดไว้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีเรื่องที่จะมาลงได้อย่างเหมาะสมก็ตาม ก็จะจดเอาไว้ก่อน แล้วพอมีบางเรื่องที่เข้ากันได้ก็ค่อยนำมาใช้ มันก็มีอะไรใหม่ๆ ให้ทำอยู่เรื่อยๆ นั่นแหละ
 
GM : คุณห่วงหรือเปล่าว่า ถ้ามัวแต่คิดฉีกแนวบ่อย ๆ สักวันหนึ่งมันอาจจะตัน
วินทร์ : ผมไม่ซีเรียสว่า จะตันหรือไม่ตัน เพราะผมไม่ได้คิดที่จะฉีกแนวตลอดเวลา ผมเพียงแต่พยายามเขียนเรื่องที่ธรรมดาให้มันดี เหมือนกับนักเขียนสมัยเก่าที่บรรยายเรื่องง่ายๆ ในชนบท หรือเรื่องธรรมดาๆ เรื่องหนึ่งออกมาเป็นงานเขียนได้ดี ผมยังรู้สึกว่าตัวเองทำอย่างนั่นไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่ก็พยายามที่จะทำอย่างนั่นอยู่ ผมเคยอ่านคำพูดของฝรั่งที่เขาพูดว่าเวลาคุณร้องเพลง เขาไม่สนใจหรอกว่าคุณจะร้องเพลงอะไร เพลงเก่า เพลงใหม่ หรือฉีกแนวหรือเปล่า แต่อยู่ที่ว่าคุณร้องเพลงได้ดีหรือเปล่า เพลงที่คุณร้องมันอาจจะเป็นเพลงธรรมดาๆ แต่คุณร้องมันได้ดีหรือเปล่าล่ะ ก็เหมือนกับการเขียนหนังสือคือคุณเขียนเรื่องง่ายๆ ก็ได้ แต่เขียนให้มันดี ซึ่งผมรู้สึกว่าการเขียนเรื่องง่ายๆ ให้มันดีมันกลับยากกว่าเสียอีก เมื่อเทียบกับการเขียนเรื่องที่พยายามฉีกแนวออกไป
 
GM : คุณมีเคล็ดลับในการเขียนที่ไม่เคยบอกใครหรือเปล่า
วินทร์ : ไม่มี เพราะเวลาใครถามอะไร ผมก็บอกหมดว่าผมทำงานยังไง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่านั่นเรียกว่าเคล็ดลับหรือเปล่า อย่างเช่นวิธีการที่จะครีเอทีฟ หรือวิธีการต่างๆ ที่จะเดินเรื่อง ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเคล็ดลับหรือเปล่า
 
GM : การทำงานโฆษณา ทำให้คุณได้เปรียบนักเขียนคนอื่นในเรื่องการคิดรูปแบบนำเสนอเรื่องใช่ไหม
วินทร์ : ใช่, เพราะมันเป็นสิ่งที่บังคับให้คุณต้องทำอะไรที่ฉีกอกกไปตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผมจะผูกตัวเองอยู่กับการฉีกหรือการทดลองตลอดไปหรอกนะ เนื่องจากการทำอย่างนั้นจะทำให้ตัวเองขาดอิสระในการทำงาน เพราะบางเรื่องมันไม่จำเป็นต้องทดลอง มันก็แรงอยู่แล้ว ส่วนบางเรื่องที่มันไม่แรงก็สามารถทำให้แรงขึ้นได้ โดยการทดลอง เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่เนื้อหาของแต่ละเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องสั้นในแนวหักมุม เราไม่จำเป็นต้องทดลองเลย เพราะว่าเรื่องแนวนี้เราเน้นที่ตัวพล็อต ไม่ใช่วิธีการนำเสนอเพราะตัวพล็อตมันมีความเข้มของเหตุการณ์สูงพออยู่แล้ว
 
GM : คุณเป็นคนโฆษณาคนแรกที่มาเขียนหนังสือหรือเปล่า
วินทร์ : ผมไม่แน่ใจนะ เพราะบางทีคนเขียนอาจจะเขียนด้วยนามปากกาก็ได้ แต่เข้าใจว่ามีคนโฆษณาที่เขียนหนังสือ เพราะว่าคนโฆษณาจริงๆ ก็คือเขียนหนังสืออยู่แล้ว
 
GM : ภาพงานโฆษณาในสายตา ของคนทั่วไปคือเป็นงานที่ยุ่งเหยิงตลอด 24 ชั่วโมง ไหนจะต้องครุ่นคิดวางแผนครีเอทงาน ไหนจะต้องดีลกับลูกค้า สงสัยอยู่ว่าคุณเอาเวลาที่ไหนมาเขียนหนังสือ
วินทร์ : ผมมีคติอยู่ว่า ต้องรู้จักแบ่งเวลา งานทุกชนิดต้องรู้ว่าเดทไลน์มันคือเมื่อไหร่ จากนั้นก็เชตเวลาให้ถูก เมื่อถึงเวลาก็จะตัดสินใจสรุปได้ว่าเอาไอเดียไหน แต่บางทีเวลาคิดงานโฆษณาอยู่แล้วมันเกิดไอเดียเรื่องสั้นขึ้นมา ผมก็จะจดเอาไว้ก่อน แล้วค่อยไปสะสางทีหลัง หรือบางทีขณะเขียนเรื่องสั้นอยู่แล้วเกิดไอเดียงานโฆษณาขึ้นมาผมก็จดไว้ นั่นคือการทำงานที่รู้หน้าที่ว่าเรามีอะไรต้องทำบ้าง จากนั้นจึงแบ่งเวลาไปตามความเหมาะสมของตัวเอง
 
GM : ดู ๆ แล้วงานประจำกับงานอดิเรกของคุณน่าจะส่งเสริมกัน ?
วินทร์ : ผมคิดว่าส่งเสริมกัน มันเป็นงานที่เกิดจากการใช้ความคิด
 
GM : เคยมีคนในบริษัทว่าคุณเบียดบังเวลาทำงานไปเขียนหนังสือไหม
วินทร์ : ผมไม่เคยทำงาน ข้ามเวลาเลยสักครั้งในชีวิตนะ เช่นสมัยที่เรียนในคณะสถาปัตย์ ซึ่งคนอื่นต้องอดหลับอดนอนเพื่อทำงานงานส่งอาจารย์ แต่ผมไม่เคยอดนอน ผมนอนตรงเวลามาตลอด คือทุกอย่างจะต้องเป็นระบบและเคารพในเรื่องเวลา
 
GM : เคยรู้สึกว่าชีวิตอย่างนี้มันน่าเบื่อไหม นิสัยที่ว่า มันทำให้ชีวิตคุณไร้รสชาติหรือเปล่า
วินทร์ : ผมไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นนะ ผมคิดเพียงว่าจะพยายามทำงานให้มีความสุข โดยที่ไม่ได้คิดว่าตัวเองกำลังทำงานอยู่ แต่คิดว่ากำลังทำบางสิ่งบางอย่างที่เราชอบและเอ็นจอยกับมัน
 
GM : พอจะยกตัวอย่างงานโฆษณาที่เป็นฝีมือคุณสักชิ้นสองชิ้นได้ไหม
วินทร์ : งานโฆษณามันต่าง จากการเขียนเรื่องสั้นหรือนิยายโดยสิ้นเชิง เพราะว่างานเขียนหนังสือมันเป็นมานบินเดี่ยว คือมีอะไรเราก็เขียนออกมาโดยไม่แคร์ตลาด มีอะไรก็ระบายออกไป ซึ่งมันเป็นตัวตนของเรา 100 เปอร์เซ็นต์ เราไม่ต้องไปสนใจอะไร แค่ต้องการความสนุก ความมันเท่านั้น แต่งานโฆษณามันมีปัจจัยหลายด้านเหลือเกิน ที่ทำให้งานโฆษณาชิ้นหนึ่ง ๆ ออกมาเป็นอย่างที่เห็น คือมันไม่ใช่เป็นงานที่มีเพียงแต่ตัวเรา และไม่ใช่มีเฉพาะฝ่ายลูกค้าหรือฝ่ายคนโฆษณาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่มันมีมากกว่านั้น แม้แต่ในฝ่ายโฆษณาเองก็ยังมีอีกตั้งหลายแผนกที่จะต้องแอพปรู๊ฟงานนั้นก่อน ที่จะไปถึงลูกค้า ที่นี้พอถึงมือลูกค้าก็ยังต้องมีการตัดสินใจ หรือมีการเปลี่ยแปลงอะไรบางอย่าง ดังนั้นกว่าที่งานมันจะออกมาชิ้นหนึ่ง มันเป็นการทำงานที่ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้นมันยากที่จะมาเทียบว่างาน 2 อย่างนี้มันต่างกันอย่างไร เนื่องจากงานหนึ่งมันเป็นงานที่ค่อนข้างจะเป็นศิลปะล้วน ๆ ส่วนอีกงานหนึ่งมันคือพาณิชย์ศิลป์

งานที่บริษัทนี้มันปนเปกัน แล้วแอ็คเคานท์ส่วนใหญ่ก็เป็นระดับปานกลาง ไม่ได้ใหญ่โตอะไร จะเป็นงานประเภทโฆษณายาเสียมาก เช่น ฮีรูดอยส์ หรือยาที่ช่วยในการย่อยอาหาร แล้วก็พวกสีทาบ้านอย่างสีโจตัน นอกนั้นก็เป็นงานคอร์ปอเรทกับดีทแฮล์ม

 
GM : ฟังจากที่พูดแล้ว สรุปได้ไหมว่า คุณภูมิใจกับงานเขียนมากกว่างานโฆษณา
วินทร์ : ไม่ใช่ เพราะผมทำทุกอย่างโดยมีเป้าหมายว่าจะทำให้มันดีที่สุดอยู่แล้ว เพียงแต่งานเขียนเป็นงานที่สามารถปลดปล่อยตัวเองได้มากกว่า และเป็นตัวของตัวเองมากกว่า คืออยากจะทำอะไรก็ได้ไม่ต้องไปสนใจชาวบ้าน แต่งานโฆษณาจะต้องสนใจทุกอย่าง แม้กระทั่งต้องสนใจด้วยว่าทำไปแล้วจะต้องขายสินค้าได้ มันเป็นดีลชนิดหนึ่งที่คุณรับจ้างเขามาทำโฆษณา คุณก็ต้องทำโฆษณาที่ทำให้สินค้าของเขาขายได้ เมื่อเขาขายได้เราก็อยู่ได้ มันเป็นอาชีพที่มีเงิน ดังนั้นเราจะต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่ความรู้เราจะมี หรือความคิดสร้างสรรค์เราจะช่วยได้
 
GM : งานเขียนสามารถชดเชยความรู้สึกลึก ๆ ที่ถูกกดดันจากการทำงานโฆษณาหรือเปล่า
วินทร์ : ไม่นะ เพราะผมแบ่งมันออกเป็น 2 ส่วนอยู่แล้ว คืองานเขียนคล้ายๆ กับเป็นงานอดิเรก เป็นงานผ่อนคลายจินตนาการของตัวเอง ซึ่งไม่ได้เกี่วพันกับงานประจำ แล้วผมทำโฆษณาก็ไม่ใช่จะไม่มีความสุข
 
GM : การที่งานโฆษณากว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างต้องผ่านการสกรีนหลายขั้นตอน มันทำให้คุณรู้สึกอายกับงานบางชิ้นที่คุณคิดแล้วถูกแก้จนไม่เหลือเค้าโครง เดิมไหม
วินทร์ : ผมไม่รู้สึกอายกับงานโฆษณาที่ได้ทำออกไปหรอก เพียงแต่บางครั้งมันออกมาแบบได้ผลดีมาก หรือบางครั้งออกมาแล้วมันธรรมดา แต่ว่าทุกชิ้นที่เราทำ เราทำไปด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ต้องทำให้ดีที่สุดอยู่แล้ว คือไม่ว่าเวลาจะน้อยหรือมีปัจจัยอะไรบีบบังคับก็ตาม เราก็จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะมีความสามารถทำได้ กลายเป็นเรื่องของมืออาชีพ ซึ่งไม่มีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยว
 
GM : คุณเคยเอาเทคนิคการเขียนมาใช้ในงานโฆษณาหรือเปล่า
วินทร์ : เคยแต่เอางานโฆษณามาใช้เป็นเทคนิคงานเขียน เพราะลักษณะการทำงานมันต่างกันค่อนข้างจะมากทีเดียว
 
GM : อะไรคือทฤษฎี CREATIVITY ของคุณ
วินทร์ : โดยส่วนตัวผม มันก็มีทฤษฎีการคิดแบบสร้างสรรค์อยู่แล้ว ซึ่งผมไม่ได้เรียนมาจากตำราเล่มใดเป็นพิเศษ แต่ว่าเกิดจากการนำสิ่งต่างๆ มาประยุกตืใช้มากกว่า คือตอนที่เรียนอยู่คณะสถาปัตย์ฯ ผมก็ถูกสอนให้คิดอะไรที่มันฉีกแปลกแหวกแนวออกไปจากเดิมอยู่แล้ว เมื่อมาดูงานของรุ่นพี่ หรืองานที่เขาทำๆ กันอยู่ก็ได้ซึมซาบความรู้สึกเช่นนี้เข้าไป ทีนี้เมื่อไปอยู่เมืองนอกก็ได้เรียนหนังสือ มีโอกาสไปเทคคอร์สความคิดทางครีเอทีฟ ซึ่งไม่ตรงเลยทีเดียว แต่ผมก็เอามาประยุกต์ใช้กับความคิดทางโฆษณา คือพยายามจะใช้พลังของสมองฝั่งจินตนาการอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะคิดให้มันฉีกที่สุด ระบบการคิดก็อย่างเช่นคิดจากจุด 1 ไปยังจุด 2 คิดจากจุด 2 ไปยังจุด 3 จากจุด 3 ไปจุด 4 แล้วจุด 4 มารวมกับจุดที่ 1 กลายเป็นจุดที่ 5 อะไรทำนองนี้ ซึ่งมันก็เป็นการครีเอทความคิดพื้นฐานของฝรั่ง ซึ่งครีเอทีฟทั่วโลกเขาใช้วิธีนี้กันอยู่แล้ว นั่นคือเมื่อมีความคิดอะไร คุณก็ลิสต์มันออกมาให้หมด จากนั้นจึงเอาความคิดที่มีอยู่เหล่านั้นมาผสมหรือดัดแปลง แล้วถ่ายทอดออกไปเป็นอีกความคิดหนึ่ง

ผมก็นำวิธีนี้มาใช้กับงานเขียน ซึ่งมันทำให้ได้ไอเดียเพื่อที่จะสร้างเป็นเรื่องหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ออกมา ที่ตอนต้นอาจจะไม่เกี่ยวกัน แต่เมื่อสร้างเป็นเรื่องแล้วมันก็เข้ามาเกี่ยวกันได้ แล้วยังมีความคิดสร้างสรรค์แบบของ เอ็ดเวิร์ด เดอโบโน ซึ่งเป้นนักคิดคนสำคัญของโลกคนหนึ่ง ที่มีวิธีการคิดแบบ LATERAL THINKING คือมองทุกอย่างไม่ให้เหมือนกับที่ชาวบ้านหรือคนทั่วไปเขามองกัน เช่น ถ้าเราเห็นบ้านตั้งอยู่บนเนิน เบื้องหลังเป็นท้องฟ้า ถ้าเราคิดอย่างคนทั่วไป ก็จะบอกว่าบ้านหลังนั้นตั้งอยู่บนพื้นดิน แต่ถ้าเราลองคิดแบบแนวข้าง ก็จะบอกว่าบ้านหลังนั้นแขวนอยู่บนท้องฟ้า ห้อยติดอยู่กับดิน คิดอย่างนี้อาจจะดูเหมือนบ้าๆ บอๆ แต่วิธีแบบนี้แหละที่จะเป็นตัวสร้างสรรค์ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ออกมา บางทีคุณอาจได้ไอเดียอะไรที่ฉีกออกไปก็ได้ คิดอะไรทีมันบ้าๆ บอๆ ดูแล้วเป็นไปไม่ได้ แต่บางทีเมื่อเอาไปผสมกับทฤษฎีอื่น เอาไปปนกับไอเดียโน้นไอเดียนี้ออกมาเป็นไอเดียใหม่ที่จะนำไปใช้ได้ ผมลองเอาวิธีคิดแบบนี้มาใช้กับงานเขียนดู ก็ปรากฎว่มันใช้ได้เหมือนกัน มันทำให้เราทำงานเป็นระบบมากขึ้น ถึงแม้จะมีเวลาจำกัด ก็สามารถคิดแนวทางสร้างสรรค์ออกมาได้

 
GM : ถ้าเอางานโฆษณามาเปรียบเทียบกับงานเขียนแล้ว คุณว่า 'ลูกค้า' กับ 'บรรณาธิการ' มีความเหมือนหรือแตกต่างกันตรงไหน
วินทร์ : เท่าที่เจอมา ผมไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นนะ เพราะว่าบรรณาธิการหนังสือเมืองไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ทำหน้าที่บรรณาธิการ อย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ สมมุติว่าส่งเรื่องไป จะไม่ค่อยได้คอมเม้นต์กลับมาว่าเรื่องนี้ดีหรือไม่ดีเพราะอะไร หรือว่าเขาได้ดูพัฒนาการของเขาหรือเปล่า ส่วนใหญ่ เขามีหน้าที่เพียงแค่เอาหรือไม่เอา ส่วนลูกค้านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งคือเขาต่างจากเรา เมื่อเขาสั่งเรา เราก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด ให้สินค้าของเขาขายได้ เขาคงต้องคอมเม้นต์ด้วยความคิดในส่วนของเขาซึ่งอาจจะแตกต่างจากเรา เราก็ต้องรับฟัง แล้วเอามาปรับปรุงกับงานของเรา

การทำงานในชีวิตประจำวันผมจะใกล้ชิดกับลูกค้ามากกว่าบรรณาธิการ ผมเข้าใจว่าเมืองนอก นักเขียนกับบรรณาธิการจะสนิทสนมกันกว่านี้ และสำหรับตัวผมอาจจะเพราะไม่รู้จักบรรณาธิการเป็นการส่วนตัวก็เลยไม่ได้มี การคุยกันในเรื่องนี้ ส่วนนักเขียนคนอื่น ๆ จะเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ

 
GM : บรรณาธิการคนไหนบ้างที่คุณเชื่อถือ
วินทร์ : สุชาติ สวัสดิ์ศรี เขาเป็น บก. ที่มีวิญญาณความเป็นอาจารย์สูง
 
GM : ทราบว่า คุณเคยส่งเรื่องสั้นไปให้คุณสุชาติพิจารณา 2 เรื่อง แต่ไม่ผ่าน
วินทร์ : ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่เข้าใจว่าหนึ่งในนั้นคงเป็นเรื่องแนวหักมุมซึ่งเขียนในสมัยแรกๆ เป็นเรื่องประเภทบู๊สะบั้นซึ่งไม่ตรงกับเรื่องสั้นที่ลงใน 'ช่อการะเกด' ที่เป็นเรื่องแนววรรณกรรมประเภทที่หนักหน่อย เพราะฉะนั้นพล็อตแบบหักมุม สนุกสนาน หรือว่าแนวนักสืบที่ผมเขียนในช่วงแรกๆ จึงไม่เหมาะกับนิตยสารเล่มนี้ด้วยประการทั้งปวง อีกอย่าง, เรื่องมันคงจะห่วยด้วย ผมก็ยอมรับว่าเรื่องแรกๆ ที่ผมเขียนมันห่วย
 
GM : การเขียนเป็นจุดหักเหที่สร้างชื่อเสียงให้คุณใช่ไหม
วินทร์ : ก็เป็นไปได้ แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใด้เปลี่ยนชีวิตผมอะไรเท่าไหร่หรอก ผมก็ยังเขียนเหมือนเดิม ทำงานทุกอย่างเหมือนเดิม ด้วยจังหวะที่ยังเหมือนเดิม ส่วนเรื่องที่ว่าทำให้คนรู้จักมากขึ้นมันก็ไม่เชิงหรอก เพราะส่วนตัวแล้ว ผมก็พยายามคีพ โลว์ โปรฟายล์ อยู่ บางครั้งผมก็รู้ว่าการเป็นนักเขียนมันต้องมีตอนเน็กชั่นหลายๆ อย่าง การที่คนรู้จักเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับ แต่จริง ๆ แล้วผมเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยออกสังคม สังเกตจากหลายปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยเป็นที่รู้จักของใครเท่าไหร่ แต่อย่างว่า, การเป็นนักเขียนเขียนหนังสือให้คนอ่าน บางทีมันก็ต้องมีปัจจัยอย่างอื่นที่ต้องทำ เช่นไปให้คนรู้จักบ้าง หรือทำอะไรต่ออะไรให้สังคมบ้าง อะไรทำนองนั้น ซึ่งผมไม่ชอบวิธีนั้นเท่าไหร่ ผมอยากให้คนอยู่กับหนังสือ ชอบแล้วก็ตามอ่าน มากกว่าที่จะมาโปรโมตตัวเองด้วยวิธีอื่น
 
GM : ทุกวันนี้การโปรโมชั่นกลายเป็นยุทธวิธีสำคัญสำหรับการขายหนังสือไปแล้ว คุณซีเรียสหรือเปล่าถ้าสำนักพิมพ์ทุ่มเงินโปรโมตหนังสือของคุณจนคนซื้อไป อ่านเยอะแยะ โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าหนังสือเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
วินทร์ : ผมไม่ซีเรียสห รอก ใครจะทำอะไรก็ทำ ผมถือว่าผมเขียนหนังสือไปก็เพื่อเอาใจตัวเองมากกว่า มันคงจะประหลาดถ้าผมต้องเปลี่ยนแนวการเขียนเพื่อให้ขายดี แต่ผมก็ไม่ซีเรียสถ้าสำนักพิมพ์จะโปรโมตให้ เพราะพูดไปแล้วทุกวันนี้ทุกอย่างในโลกมันเปลี่ยนไป มันโลกาภิวัตน์มากขึ้น แล้วก็มีสื่อต่างๆ เข้ามามากขึ้น เพราะฉะนั้น นักเขียนก็ต้องปรับตัวเองขึ้นมา มากพอที่จะสามารถคีพอัพตัวเองกับโลก หนังสือหรือสื่ออื่นๆ มันก็ตอ้งมีการปรับ มีการใช้มาร์เก็ตติ้งในการโปรโมตหนังสือมากขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยเก่า ซึ่งนักเขียนก็ต้องทำงานหนักขึ้น
 
GM : หนังสือคุณขายดีไหม
วินทร์ : ก่อนหน้าจะได้ รางวัลรู้สึกแย่มาก คือไปได้เรื่อย ๆ แต่ว่าขายน้อยมาก พิมพ์ 3,000 เล่ม ก็ขายได้ประมาณ 2,000 เล่ม แต่หลังจากได้รางวัลก็ดีขึ้นมาหน่อย แต่ไม่ถึงขนาดพุ่งปรู๊ดปร๊าดเท่าไหร่ จุดหนึ่งที่น่าสังเกตคือ รางวัลมันกลายเป็นดัชนีที่ชี้ยอดขายไปโดยปริยาย
 
GM : ในเรื่องสั้นของคุณเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว เรื่อง 'หมึกหยดสุดท้าย' คุณเขียนเสียดสีรางวัลซีไรท์หรือเปล่า
วินทร์ : ผมไม่ได้แซทไท ร์ซีไรท์ แต่ผมแซทไทร์การให้รางวัลเท่านั้นเอง ในสมัยนั้นมันมีหลายรางวัลที่มีผลต่อยอดขาย ผมก็อยากเขียนตรงนี้ คล้ายกับว่าเปอร์เซ็นต์การอ่านหนังสือของคนไทยตอนนี้มันต่ำเหลือเกิน ถ้าไม่มีการให้รางวัลก็จะไม่มีคนอ่านหนังสือกัน ผมมีความรู้สึกว่าคณะกรรมการจ่ายรางวัลนั่นเอง ที่เป็นคนคัดเลือกหนังสือให้เราอ่าน ดังนั้น ผมจึงไม่ได้หวังอะไรมากกับรางวัล
 
GM : แต่คุก็ไม่ได้ปฎิเสธรางวัลใช่ไหม
วินทร์ : ไม่ได้ปฎิเสธรา งวัล ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนกับการดูหนังขาวดำ กับดูหนังสี คือถ้าชอบแบบไหนก็ดูแบบนั้น ไม่ชอบก็ไม่ตอ้งดู ไม่ต้องไปนั่งคอมเม้นตว่าทำไมต้องมาทำหนังขาว-ดำให้กลายเป็นสี เหมือนในสมัยหนึ่งี่ฝรั่งเขาแอนตี้การทำหนังสมัยเก่ามาใส่สีลงไปจนเป็น เรื่องเป็นราว ความคิดของผมคือรางวัลจะมีหรือไม่มีก็ได้ ไม่ได้ซีเรียสอะไร เหมือนกับคุณจะดูหนังขาว-ดำ หรือไม่ดูมันก็เรื่องของคุณ ไม่อยากเอาเวลามาเถียงเรื่องเหล่านี้ สู้เอาเวลาไปเขียนหนังสือดีกว่า
 
GM : ปีนี้รางวัลซีไรท์เป็นคิวของเรื่องสั้น คุณจะส่งหนังสือของคุณเข้าประกวดหรือเปล่า
วินทร์ : ผมไม่ทราบ เรื่องนี้ก็แล้วแต่ทางสำนักพิมพ์ อย่างครั้งที่แล้วที่เขาส่งกันก็ส่งโดยสำนักพิมพ์ โดยที่ตัวผมไม่ทราบเรื่อง
 
GM : สมมุติว่เกิดคุณได้ซีไรท์ขึ้นมา คุณจะเตรียมคำพูดสำหรับตอบนักข่าวว่าอย่างไร
วินทร์ : ไม่เตรียมอะไร เพราะผมไม่ได้คิดหวังอะไร การเขียนหนังสือแล้วได้รับการยอมรับขนาดนี้ ผมก็ค่อนข้างจะมีความสุขแล้ว คำวิจารณ์ไม่ว่าจะในแง่บวกหรือแง่ลบ ผมคิดว่าไม่สำคัญ เพราะถึงจุดนี้ผมมีคนอ่านงานแล้ว ตอนต้นที่ผมเริ่มเขียนหนังสือ ผมหวังเพียงแค่ให้มีการรวมเล่มเรื่องที่ผมเขียนเท่านั้นเอง ไม่ได้หวังว่าจะได้รางวัลอะไร ผมเขียนเพื่อเอาใจตัวเอง ไม่ได้เพื่อเอาใจตลาด แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะยึดเป็นอาชีพหลักอยู่แล้ว
 
GM : คุณมักย้ำเสมอว่า คุณเป็นนักเขียนสมัครเล่น ทำไมต้องพูดถึงตัวเองอย่างนั้น
วินทร์ : ผมเข้าใจว่า สมัครเล่นคือไม่ได้เลี้ยงชีพด้วยการเขียน ถ้านักเขียนอาชีพก็คือต้องเขียนเป็นอาชีพ ซึ่งผมคงไม่ใช่เพราะว่าผมเขียนเล่นๆ ไม่ได้ซีเรียสกับมัน ไม่ได้เดทไลน์ ไม่มีใครมาบังคับ อยากจะเขียนก็เขียน ไม่อยากจะเขียนก็ไม่เขียน แล้วผมก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยรายได้จากการเขียน ซึ่งถ้าอยู่ก็คงอยู่ไม่ได้
 
GM : คุณไม่เคยคิดจะยึดงานเขียนเป็นอาชีพหลักเลยหรือ
วินทร์ : เคย แต่ไม่รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะยึดเป็นอาชีพหลักได้ ยังนึกไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าทำอย่างไรจึงจะได้ถึงขั้นนั้น ถ้าไม่เขียนนิยายเป็นเรื่องเป็นราวแล้วมีคนเอาไปทำทีวี เพราะไม่อย่างนั้นงานก็ขายไม่ออก คือตราบใดที่ยังเขีนนเรื่องสั้นแนววรรณกรรมอย่างนี้ผมคงอดตายแน่ๆ
 
GM : เคยลองคำนวณเล่น ๆ ไหมว่าต้องเขียนหนังสือสักกี่เรื่อง คุณถึงจะมีรายได้เท่ากับที่ทำโฆษณาชิ้นหนึ่ง
วินทร์ : ผมว่มันเทียบกัน ไม่ได้เลยนะ อาจจะเป็น 100 เท่า ด้วยซ้ำไป เพราะกว่าจะได้พ็อกก็ตบุ๊ค 1 เล่มผมต้องเขียนเกือบๆ 3 ปี เพราะฉะนั้นมันได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายเท่านั้นเอง คือถ้าพูดเป็นเงินแล้วก็คงไม่อยากจะคิดถึง ผมเขียนเอามันมากกว่า
 
GM : จอห์น แจ๊คส์ เขียนบทความสั้น ๆ เรื่อง THREE ESSETIAL FOR A SUCCESSFUL WRITING CAREER ว่าหากอยากประสพความสำเร็จในอาชีพนักเขียน คุณต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่างคือ การฝึกฝน, ความเพียรพยายาม และการถือเป็นอาชีพ คุณคิดว่าคุณจะประสพความสำเร็จมากกว่านี้ไหม ถ้ายึดงานเขียนเป็นอาชีพ
วินทร์ : ผมไม่เคยคิดอะไรแบบที่ว่าเลยนะ เพราะผมก้มหน้าก้มตาเขียนลูกเดียว ไม่มองใครเลย ผมคิดว่าถ้าจะให้เป้นเรื่องเป็นราวที่สุด เราต้องก้มหน้าก้มตาเขียน เขียนทุกวัน เขียนให้เป็นนิสัย มีอารมณ์หรือไม่มีอารมณ์ต้องเขียนได้หมด ผมค่อนข้างจะเชื่อว่าคนที่เป็นนักเขียน ก็คือคนที่อยากให้งานเขียนของตัวเองเป็นที่รับรู้ของคนอ่าน ไม่งั้นก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะเขียนอะไรออกมา แต่ผมไม่คิดว่าจำเป็นจะต้องถืองานเขียนเป็นอาชีพ เพราะผมเชื่อว่ามีนักเขียนเยอะแยะไปที่เขียนออกมาแล้วไม่ได้มาตรฐาน แต่เขาก็อยู่ได้ มันอยูที่จุดมุ่งหมายของนักเขียนแต่ละคนมากกว่าว่าตั้งเป้าตัวเองไว้อย่างไร คิดว่าจะเขียนให้ได้ระดับไหน หรือเมื่อเทียบกับนักเขียนที่โด่งดังในโลกแล้วเราอยู่ในเกรดไหน ถ้าเราได้สักขั้นหนึ่งของเขาที่จะเขียนวรรณกรรมที่ประดับโลกไว้ตลอดกาลก็ได้ คือที่สุดแล้วผมคิดว่าถ้าเราเขียนให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้ มันก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
 
GM : คนในวงการคาดหมายว่าคุณเป็นนักเขียนที่เป็นความหวังใหม่ รู้อย่างนี้แล้วทำให้คุณเกร็งไหม
วินทร์ : ผมคงไม่ถึงขนาดเป็นความหวัง มันต้องอาศัยการช่วยกันทำ ช่วยกันสร้างสิ่งแปลกใหม่ขึ้นมาในวงการมากกว่า
 
GM : ถ้าให้มองข้อด้อยในงานเขียนของตัวเอง คุณว่ามันคืออะไร
วินทร์ : เรื่องภาาา ซึ่งผมคิดว่ายังไม่สามารถที่จะถ่าายทอดออกมาได้สวยงามมากเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่าตัวเองภาษายังไม่ดี อีกอย่างคือการถ่ายทอดเรื่องง่ายๆ ให้มันสวยงาม ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งยากที่จะทำได้
 
GM : ชั่วโมงบินที่มากขึ้น เพิ่มความชำนาญในการเขียนให้คุณหรือเปล่า
วินทร์ : ใช่, สังเกตจากตัวเองตอนนี้ ความไวหรือการลื่นไหลอขงภาษาจะดีกว่าตอนเริ่มเขียนใหม่ๆ มากทีเดียว ซึ่งมันเกิดจากประสบการณ์โดยแท้ ยิ่งเขียนหนังสือมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งไวขึ้นเท่านั้น แต่เรื่องแนวความคิดมันก็แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนที่จะผ่านเรื่องราว ต่างๆ มาตามวัย และตามมุมมองต่างๆ ผมก็คิดว่าตัวเองค่อนข้างจะตกตะกอนขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่ถึงที่สุด คงต้องดูไปเรื่อยๆ
 
GM : ที่ผ่านมา คุณเขียนงานที่ถือว่าเป็นมาสเตอร์พีซแล้วหรือยัง
วินทร์ : ผมไม่แน่ใจ่ว่า จะใช้คำว่ามาสเตอร์พีซได้หรือเปล่า แต่มันก็มีงานหลายชิ้นที่คิดว่าผมตอบโจทย์ที่ต้องการเขียนออกไปได้ คือได้ทั้งความแรงและการนำเสนอ แล้วก็ได้เนื้อหาตามที่ต้องการ ซึ่งผ่านมาบางเรื่องมันก็ได้ แต่หลายเรื่องก็ไม่ได้ มันขึ้นๆ ลงๆ มีดีกับธรรมดาปนๆ กันไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็อยู่ที่คนอ่านที่จะเป็นคนตัดสินมากกว่า สำหรับผม เขียนจบไปเรื่องหนึ่งคือได้ระบายอารมณ์ออกไปส่วนหนึ่ง แล้วก็จบแค่นั้น
 
GM : นวนิยายเรื่องหนึ่ง ของคุณที่แปลก และน่าสนใจมากคือ 'ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน' ซึ่งคุณหยิบประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมาร้อยเป็น เรื่องสั้นเรียงต่อกันเป็นนิยายเรื่องยาว ที่อ่านสนุกทีเดียว อยากทราบแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณขียนเรื่องนี้
วินทร์ : ผมจำไม่ได้ว่า มันเริ่มอย่างไร แต่บังเอิญมีอยู่วันหนึ่งได้ไปอ่านหนังสือการเมืองของเพื่อนในออฟฟิศ ซึ่งเขาเก็บหนังสือเก่าไว้เยอะ พออ่านแล้วก็พบว่าเรื่องราวหลายเรื่องในประวัติศาสตร์ของเราน่าตื่นเต้นและ น่าประหลาดใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไร เราไม่เคยอ่านเจอเรื่องอย่างนี้ในตำราเรียนมาก่อนเลย อย่างกบฎบวรเดชที่เอารถไฟมาชนกัน หรือเรื่องกบฎแมนฮัตตันที่ยิ่งกันสะบั้นเหมือนหนังบู๊ก็น่าตื่นเต้นมาก อ่านไปอ่านมาก็เห็นว่ามันมีเยอะเหลือเกิน ซึ่งเราน่าจะทำอะไรกับมันได้โดยการย่อยมันให้ง่ายลง จึงเขียนเป็นเรื่องออกมาประกอบกับในช่วงนั้นมีความคิดอยากจะเขียนนวนิยายใน อีกรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากตัวเองไม่ถนัดในการเขียนนวนิยายยาวโดยตรง เลยคิดว่ามันเป็นไปได้ไหม ที่จะเขียนเรื่องสั้นรวมๆ กันแล้วร้อยเป็นเรื่องยาว ด้วยความคิดนี้จึงเกิดเป็นนวนิยายเรื่องนี้ขึ้น
 
GM : ดูจากเนื้อเรื่องแล้ว ก่อนที่จะเขียนเห็นทีคุณคงต้องรีเสิร์ชข้อมูลเป็นการใหญ่โตเลยใช่ไหม
วินทร์ : เรื่องนี้ผมต้องรีเสิร์ชข้อมูลมาก เริ่มจากที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับกบฏบวรเดช ไม่ว่าจะเป็นกบฎนายสิบ กบฎนายพลทั้งหลาย ก็อ่านจนกระทั่งรู้เรื่องพวกนี้ทั้งหมดจึงค่อยเขียน
 
GM : คุณเขียนไว้ในคำนำ ว่าไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นถูก/ผิด ในเหตุการณ์การเมืองต่างๆ ในนิยายเรื่องนี้ แต่การตั้งชื่อเรื่องโดยใช้คำว่า 'เส้นขนาน' มันก็ฟ้องทรรศนะคุณอยู่กลาย ๆว่าไม่มีความหวังกับประชาธิปไตยในประเทศนี้ ข้อสังเกตนี้ถูกหรือไม่ถูก
วินทร์ : จริง ๆ แล้วชื่อเรื่องหมายถึงแนวความคิดของ 2 ฝ่าย และไอ้คำว่า 2 ฝ่ายก็คือการเป็นตัวแทนของแนวความคิดซึ่งตรงกันข้ามกันในเหตุการณ์หนึ่งที่ เกิดขึ้นในบ้านเมือง คือ ทุกๆ เหตุการณ์มันย่อมจะมี 2 ฝ่ายเสมอ ความจริงบางครั้งมันอาจจะมีมากกว่า 2 ฝ่าย แต่เรายกให้ว่ามีแค่ 2 ฝ่ายเสมอที่มีความคิดขัดแย้งกันตลอดเวลา กลายเป็นที่มาของคำว่า 'เส้นขนาน' คือความคิดที่มันแตกต่างกัน และผมขอยืนยันว่าต้องการให้หนังสือมีความเป็นกลาง มันจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างตัวละครขึ้นมาจาก 2 ฝ่าย เหตุการณ์ต่าง ๆ จะพยายามพูดในแง่มุมของทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากถ้าไปพิจารณางานเขียนซึ่งได้ไปอ่านมา จะพบว่ามีนักเขียนที่เซียร์ ฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอในเหตุการณ์เดียวกัน เมื่อแต่ละฝ่ายต่างพูดกันไปแล้ว เมื่อแต่ละฝ่ายต่างพูดกันไปแล้ว ตัวเราก็เลยงงว่าอันไหนกันแน่ที่ถูก เพราะฉะนั้นผมก็เอาคำพูดทั้ง 2 ฝ่ายมาลงในเล่มเดียวกัน ให้คนอ่านเป็นคนตัดสินเองว่าเหตุการณ์นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร
 
GM : แต่โดยส่วนตัวแล้ว คุณเชื่อใช่ไหมว่ากงล้อประวัติศาสตร์จะย้อนรอยเดิมของมัน
วินทร์ : ไม่ใช่ว่าผม เชื่อว่าเฉพาะประเทศไทยที่เป็นอย่างนั้น เพราะเท่าที่ดูมาในทุก ๆ ประเทศ บ้านเมืองมันจะมีความสงบสุขสลับกับสงคราม ซึ่งมันหมุนเป็นวงของมันอยู่แล้ว เพราะมันเป็นธรรมชาติของคน การเมืองไทยมีอายุแค่ 60 ปี ซึ่งนับว่าสั้นมากเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์โลกที่มีการขึ้นมามีอำนาจและตก จากอำนาจ และจะดำเนินไปอย่างนี้เหมือนกันตลอดในทุกเรื่อง ทุกบท ทุกตอน
 
GM : ในพฤษภาทมิฬ คุณเป็นหนึ่งในม็อบมือถือหรือเปล่า
วินทร์ : เปล่า
 
GM : ดูจากนิยายเรื่องนี้ น่าจะอนุมานได้ว่าคนเขียนต้องสนใจการเมืองพอสมควร
วินทร์ : สนใจมากพอสมควร แม้ว่าบางช่วงอาจจะเบื่อๆ แล้วก็ชาๆ ความสนใจลงไปบ้าง แต่ก็ยังตามข่าวตามอะไรอยู่ เลือกตั้งก็ยังไปทุกครั้ง แม้ว่าจะไม่อยากออกไปเลย
 
GM : คุณว่ารัฐบาลนี้เป็นยังไง
วินทร์ : จริงๆ แล้ว ผมไม่ค่อยอยากแสดงความเห็นเท่าไหร่ ถ้าให้แสดงความเห็นนอกสัมภาษณ์ก็อาจจะได้
GM : แสดงว่ามันต้องออกไปทางเนกาตีฟ?
วินทร์ : ทำนองนั้น แต่ผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่นานาจิตตังนะ มันแล้วแต่ความชอบ ความคิดเห็นของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นขอสงวนความเห็นในเรื่องนี้ไว้ดีกว่า
 
GM : เคยเอารัฐบาลนี้มาเขียนหรือยัง
วินทร์ : เคยแต่เอา พฤติกรรมของคนในรัฐบาลมาใช้ก่อนที่จะเป็นรัฐบาลนี้ ซึ่งหลาย ๆ คนในนั้นตอนนี้ก็อยู่ในรัฐบาล ผมเอามาเขียนล้อเป็นเรื่องสั้นชื่อ 'สุนัขาธิปไตย' มันเกิดจากที่ผมฟังการอภิปรายในรัฐสภาแล้วมันน่าเบื่อน่ารำคาญเหลือเกินจน ต้องลุกขึ้นมาเขียนเสร็จรวดเดียวในเวลา 2-3 วัน รู้สึกว่าเป็นเรื่องสั้นในน้อยเรื่องเหลือเกินที่เขียนรวดเดียวจบ ปกติผมเขียนอย่างนั้นไม่ได้แน่ นี่แบบรำคาญสุดๆ แล้ว
 
GM : คาดว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้ของคุณ อีก 10 ปีก็ยังไม่ล้าสมัย
วินทร์ : ถ้าดูที่พฤติกรรมของคนมันก็คงไม่ล้าสมัยเท่าไหร่ แต่ถ้าในแง่ศิลปะการเขียน ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ธรรมดาๆ ไม่มีอะไรใหม่
 
GM : นักเขียนส่วนใหญ่ใฝ่ฝันอยากเขียนนิยายเล่มโต ๆ คุณฝันอย่างนั้นด้วยไหม
วินทร์ : มี, ตั้งแต่เด็กผมก็อยากเขียนนิยายจารกรรมพวกรัสเซียแนวนั้น ส่วนเรื่องแนวชีวิตหรือประเภทแนวเศร้าๆ ผมคงไม่อยากเขียน อยากเขียนอะไรที่มันๆ มากกว่า
 
GM : เคยอยากเขียนอะไรที่แปลกออกไปไหม, อย่างเช่นบทหนัง
วินทร์ : เคยคิดจะเขียนอยู่เหมือนกัน แต่ผมรู้สึกว่มันยาก ผมว่ามันแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน
 
GM : เห็นคุณเขียนจดหมาย ถึงคุณเสถียร จันทิมาธร ใน 'มิติชนสุดสัปดาห์' เล่าว่าการที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวเวียดนานทำให้คุณมองเห็นความแตกต่างระหว่าง การเขียนโดยใช้ข้อมูลที่ได้จากรีเสิร์ชล้วน ๆ กับการเขียนโดยสัมผัสจากประสบการณ์ในชีวิตจริง
วินทร์ : ใช่, ที่ผ่านมาการเขียนส่วนใหญ่ของผมเขียนจากจินตนาการเป็นหลัก แล้วผมก็ไปหาข้อมูลมาแบ็คอัพจินตนาการนั้น เช่นผมอยากเขียนเรื่องกระบวนการศีลธรรม ซึ่งมีพล็อตเรื่องคร่าวๆ ในหัวแล้ว ทีนี้ผมก็ต้องไปรีเสิร์ชเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับฝิ่นใส่เข้าไป แต่ในชีวิตจริงผมไม่มีโอกาสไปเจอขบวนการค้าฝิ่น หรือมีประสบการณ์จากการเข้าไปอยู่ในป่า เนื่องจากชีวิตผมเรียบง่ายกว่านั้นเยอะ จึงไม่มีข้อมูลเหล่านั้น แต่เมื่อไปเวียดนาม ผมได้เห็นอะไรบางอย่างที่มันสะกิตใจให้คิดว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมขาดไป เพราะไม่ได้ออกไปสัมผัสกับสภาพแวดล้อม จริงๆ ที่เราจะเขียนมันออกมาเป็นฉาก สิ่งที่ผมได้เขียนไปมีบางส่วนที่เกี่ยวกับเวียดนาม ซึ่งเมื่อได้ไปเห็นของจริงก็พบว่า มันแตกต่างจากที่จินตนาการไว้ จึงเกิดความคิดว่าต้องถอยออกมาคิดดูใหม่ว่ เราควรจะต้องรีเสิร์ชให้ลึกกว่านั้น หรือออกไปสัมผัสของจริง ซึ่งจะให้ความรู้สึกที่ผิดกัน
 
GM : ที่คุณพูดถึงนี่คือเรื่อง 'ใต้ฟ้าดาวแดง' ใช่ไหม
วินทร์ : ใช่, มันเป็นเรื่องกี่ยวกับกรผจญภัยสไตล์กำลังภายในบวกเรื่องการเมือง แล้วก็บวกเรื่องนักสืบของ เฟรเดอริค ฟอร์ไซท์ ปนๆ กันไป นี่คือแนวความคิดคร่าวๆ ในหัว แต่พอเวลาเขียนจริงมันยากกว่านั้น เพราะข้อมูลต่าง ๆ มันเกิดจากจินตนาการ ไม่ใช่ของจริง พอเป็นของจริงแล้วมันรู้สึกว่าเท่ากับเราจะต้องมาเขียนใหม่
 
GM : คำพูดในจดหมายฉบับเดียวกันที่ว่า 'การเขียนก็เหมือนกับการเดินทาง ยิ่งเดินเร็วก็ยิ่งมีเวลาดื่มด่ำกับทิวทัศน์น้อยลง' เป็นคำพูดของคุณเองหรือจำมาจากใคร
วินทร์ : เข้าใจว่าเป็น ของผมเอง เพราะผมเขียนมันจากความรู้สึก แต่มันอาจจะไปตรงกับใครก็ได้ นี่เป็นการเรียนรู้ว่สำหรับการเขียนหนังสือแล้ว คุณห้ามรีบร้อนเป็นอันขาด เพราะถ้ารีบเมื่อไหร่งานมันก็จะออกมาหยาบ ซึ่งมันก็เหมือนกับการเดินทางที่ถ้าคุณรีบเร่งเดินไปเร็วๆ ก็จะมองไม่เห็นว่ามีอะไรสวย ๆ อยู่ 2 ข้างทางบ้าง
 
GM : ทราบว่าคุณเคยทำงานในบริษัทที่สิงคโปร์กับอเมริกา 5 ปีกว่า ประสบการณ์สำคัญที่สุดที่คุณได้จากการทำงานร่วมกับคนต่างชาติคืออะไร
วินทร์ : ได้รู้ว่าพวกฝรั่งทำงานซีเรียส เอาจริงเอาจัง ไม่มีประเภททำงานวันหนึ่ง อีกวันหนึ่งไม่สบาย หรือทำงานเหยาะแหยะอย่างที่ผมเจอเมื่อตอนที่กลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ความจริงจังในการทำงานของเรายังสู้เขาไม่ได้อีกมาก
 
GM : ภรรยามีส่วนช่วยในการเขียนของคุณหรือเปล่า
วินทร์ : เปล่าเลย ภรรยาผมเป็นคนสิงคโปร์ เขาอ่านงานเขียนผมไม่ออก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดเรื่องหนึ่ง ผมก็ได้แต่เล่าเรื่องที่ผมเขียนให้เธอฟัง แต่มันก็คงไม่ได้ทั้งหมดเพราะเรื่องสั้นที่ผมเขียนให้เธอฟัง แต่มันก็คงไม่ได้ทั้งหมดเพราะเรื่องสั้นหรือนิยายมันควรจะได้อ่านบ้าง ไม่ถึงขนาดไม่ได้อ่านเลย ยิ่งเรื่องประเภทวรรณกรรมแล้วอาจจะยากสักหน่อยที่จะเล่า
 
GM : คุณกับภรรยาคุยกันด้วยภาษาอะไร
วินทร์ : ภาษาอังกฤษ
 
GM : แล้วกับลูกชายล่ะ
วินทร์ : ภาษาอังกฤษกับไทยปนกัน
 
GM : ไลฟ์สไตล์คุณเป็นอย่างไร
วินทร์ : เรียบๆ ไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นเท่าไหร่
 
GM : คุณพูดถึงตัวเองบ่อยๆ ว่าชีวิตราบเรียบ มีเรื่องอะไรสักเรื่องไหม ที่คุณคิดว่าหวือหวาที่สุดเท่าที่เคยทำในชีวิต
วินทร์ : อาจจะเป็นการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ไป คือตั้งแต่เรียนจากต่างจังหวัดมาต่อกรุงเทพฯ ก็ไม่เคยคิดว่าจะได้ไปต่างประเทศ หรือว่าไปเจอเมืองอะไรที่ชีวิตมันมีรูปแบบที่แตกต่าง ถ้าพูดไปมันก็เป็นสิ่งที่หักเหในชีวิตแบบที่แตกต่าง ถ้าพูดไปมันก็เป็นสิ่งที่หักเหในชีวิต เพราะมันทำให้ผมได้มุมมองต่างๆ ในอีกโลกหนึ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก แล้วมันก็ช่วยผมได้มากในเรื่องมุมมองต่าง ๆ คือ ถ้าหากไม่ได้ไปต่างประเทศในคราวนั้น คิดว่าตอนนี้ผมก็ยังอยู่ในกะลาอยู่
 
GM : เคยคิดจะเขียนนิยายภาษาอังกฤษไหม
วินทร์ : เคยคิดแต่ว่าขนาดภาษาไทยผมยังไม่สามารถควบคุมมันได้เท่าไหร่เลย ถ้าเป็นภาษาอังกฤษคงจะแย่หน่อย คือผมยังไม่สามารถมาสเตอร์ภาษาในเซ้นส์ที่ว่าใช้ศัพท์ใช้ภาษาให้มีพลังได้ อย่างเก่งที่สุดที่จะทำได้ก็คงแค่เล่าเรื่องว่าเรื่องเป็นยังไง คงเน้นที่ตัวเรื่องมากกว่าภาษา ซึ่งนั่นอาจจะเป็นไปได้ แต่ก็คือว่ายังเป็นอนาคตที่ยาวไกล ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ยาก
 
GM : คุณว่าอีกนานไหมที่นักเขียนไทยจะได้รางวัลโนเบล
วินทร์ : อันนี้ผมคงตอบ ไม่ได้ เพราะผมไม่รู้ว่าคณะกรรมการเขาใช้มาตรการอะไรเป็นตัวพิจารณา แล้วเรื่องเกี่ยวกับที่ว่าต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษด้วยหรือเปล่า แต่ถ้าถามถึงคุณภาพของนักเขียนไทย ผมคิดว่าน่าจะอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี คือมีมุมมองในเรื่องชีวิตชนบท ชีวิตในเมือง และด้านต่าง ๆ ให้บันทึกไว้เยอะพอสมควร
 
GM : ถ้าเดาไม่ผิด คุณใช้คอมพิวเตอร์เขียนงาน ?
วินทร์ : ผมคุ้นกับคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ทำงานก็เลยใช้มันมาตลอด แรก ๆ ที่เขียนเรื่องสั้นก็ใช้ดินสอนิดหน่อย แต่มันไม่ทันใจ แล้วการที่จะรู้ว่าเขียนช้าหรือเขียนเร็วก็ต้องใช้พิมพ์ดีดหรือคอมพิวเตอร์ พิมพ์ออกมา สุดท้ายก็เลือกเอาคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็ฝึกพิมพ์ แรก ๆ ผมพิมพ์ช้า มาก แต่เดี๋ยวนี้เร็วขึ้นแล้ว พิมพ์เกือบจะทันความคิด แต่ก็ยังช้ากว่าอยู่ดี

หมายเหตุ : แนวการเขียนแบบขีดเส้นทับ ยืมมาจากเรื่องสั้นของ วินทร์ เลียววาริณ เรื่อง 'การหนีของราษโลกสามใบของราษฎร์ เอกเทศ' ในนิตยสารช่อการะเกด ฉบับ ดี งาม จริง ลวง เดือนตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2538

ตัดตอนจากเรื่อง 'โลกีย-นิพาน' ของวินทร์ เลียววาริณ ในหนังสือรวมเรื่องสั้น 'อาเพศกำสรวล' หน้า 17 สำนักพิมพ์ดอกหญ้า หล่อนสลัดชุดยาวออก อย่างไม่ขัดเขิน เผยชุดชั้นในดำบางเบาภายใน กึ่งซ่อนเร้นกึ่งเปิดเผยกึ่งทะมัดทะแมงกึ่งยั่วยวน วัยของหล่อนคงไม่ต่ำกว่าสามสิบ แต่คงกร้านชีวิตมามากกว่าผู้หญิงที่ผมรู้จักอีกหลายคนรวมกัน นัยน์ตาคู่นั้นคมแบบคนสู้โลก รอยตีนกาถูกกลบหายไปด้วยเมคอัฟสังเคราะห์สีเข้ม

หล่อนไขก๊อกน้ำร้อนและเย็น ปล่อยให้น้ำสองสายไหลลงหาน้ำเย็น คละเคล้าละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ส่งควันกรุ่นลอยบางเบา น้ำแปลกหน้าสองสายกับคนแปลกหน้าสองคน ระดับน้ำในอ่างค่อยๆ เผยอสูงขึ้นทีละน้อย เงียบจนได้ยินแต่เสียงน้ำรินและเสียงหัวใจผมลั่นในอก

แล้วผู้หญิงแปลกหน้าคนที่ผมเพิ่งรู้จักมาไม่เกินสิบหน้านาทีก็บอกผม "ถอดเสื้อออกสิ'

หลวงพี่สันติขยับจีวรให้กระชับร่างอีกครั้ง ท่านเป็นคนร่างใหญ่ ไหล่และต้นคอหนา คางสองชั้น ใบหน้าที่เปล่งปลั่งด้วยเลือดฝาดดูอ่อนกว่าตัวเลขวัยห้าสิบ แว่นตาขอบกระทำให้ท่านดูคงแก่เรียนและน่าเลื่อมใสมากขึ้น หากมิได้ห่มผ้าเหลืองท่านก็คงดูเหมือนคฤหัสถ์ผู้อยู่ดีกินดีมาตลอดชีวิต

ท่านไขก๊อกน้ำปล่อยให้มันไหลลงในขันเงินที่ขัดเงาจนเงาวับพันสายสิญจ์โดยรอบ และหลับตาบริกรรม ผมเฝ้าสังเกตทุกอิริยาบถของท่านอย่างสนใจ ครู่ต่อมาท่านยกขันน้ำมนต์วางบนแท่นเปิดลิ้นชักใต้แท่นยกถาดเครื่องมือสัก ยันต์ออกมาและเบือนหน้าไปที่ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าที่นั่งพนมมืออยู่เบื้อง หน้าผมรู้แต่เพียงว่าแขกคนล่าสุดของกฎิมาหาหลวงพี่เพิ่มความเชื่อมั่นอะไร บางอย่างของชายชาตรี "ถอดเสื้อออกสิ"