บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
ปืนใหญ่จอมสลัด นสพ.สยามดารา
 

บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพยนตร์ ปืนใหญ่จอมสลัด

นสพ.สยามดารา ฉบับวันที่ 11 กันยายน 2551

วินทร์ เลียววาริณ กับการเขียนบทหนัง ปืนใหญ่จอมสลัด


คงมีไม่บ่อยครั้งที่นักเขียนระดับรางวัลซีไรต์จะมาข้องเกี่ยวกับงานภาพยนตร์ แต่จะด้วยเหตุผลด้านความท้ายทาย หรือนิสัยส่วนตัวที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอของชายที่ชื่อ วินทร์ เลียววาริณ จึงทำให้ชื่อของเขาไปปรากฏอยู่ในฐานะผู้เขียนบทของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง "ปืนใหญ่จอมสลัด" หนังทุนสร้างกว่า 200 ล้านบาทของบริษัทสหมงคลฟิล์มฯ ที่ระดมบรรดาหัวกระทิมาเกี่ยวข้องกับงานนี้จนเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง ปรากฏการณ์สำคัญบนแผ่นฟิล์ม ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับฯ นนทรีย์ นิมิบุตร นักออกแบบงานสร้าง เอก เอี่ยมชื่น และบรรดานักแสดงชั้นนำอีกคับจอ ซึ่งถ้าเปรียบกับทีมฟุตบอลก็คงไม่ต่างกับทีมที่รวมซูเปอร์สตาร์ไว้เต็มทีม อย่างไรก็ตามตำแหน่ง "คนเขียนบท" ที่นักเขียนรุ่นใหญ่ วินทร์ เลียววาริณ เป็นผู้ยึดตำแหน่งอยู่ถือว่าเป็นตัวสร้างสรรค์เกมที่จะต้องจับตามองไม่น้อย เลยทีเดียว

อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณวินท์ตัดสินใจเขียนบทภาพยนตร์ "ปืนใหญ่จอมสลัด"

ผมคิดว่าโจทย์ข้อนี้มันท้าทายดี แล้วผมคิดว่าโอกาสแบบนี้มันไม่ค่อยมีที่ใครจะให้โจทย์ในลักษณะที่ว่าคิดอะไร ก็ได้ ฝันได้เต็มที่ เพราะว่าส่วนใหญ่มันจะมีเรื่องของงบประมาณเข้ามาเกี่ยว แม้จะฝันได้เต็มที่แต่ถ้างบประมาณไม่เท่าไหร่มันก็ไม่เต็มที่จริงๆ แต่สำหรับปืนใหญ่จอมสลัด คือ ขอให้ฝันออกมาก่อน แล้วหลังจากนั้นจึงมาลองดูสิว่าเงินกับเทคโนโลยีไปถึงหรือเปล่า

ความต่างระหว่างการเขียนหนังสือ กับการเขียนบทภาพยนตร์

จะว่าไปแล้วมันก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่นะ เพราะเวลาเราเขียนหนังสือมันก็ต้องมีโครงเรื่อง การเดินเรื่อง มีจังหวะจะโคนของมันอยู่แล้ว ส่วนหนังมันก็คล้ายๆ กัน คือวางโครงสร้าง วาง sequence ของเรื่อง โดยหลักการแล้วอาจจะไม่ต่างกัน แต่สำหรับหนังอาจจะไม่ต้องบรรยายอะไรมากมาย บางช่วงบางตอนอาจไม่ต้องใช้คำพูด เพราะมันมีภาษาภาพอยู่แล้ว นี่คงเป็นสิ่งแตกต่างกัน

หลังจากบทที่ออกมาแล้วต้องมีการปรับโดยนักเขียนบทภาพยนตร์อาชีพอีกหรือเปล่า

มันเป็นการทำงานกับทีมสร้าง เมื่อบทออกไปแล้วก็ต้องมีการมาศึกษาต่อว่ามีอะไรบางอย่างที่ต้องตัดทิ้งหรือว่าไม่เหมาะสมหรือเปล่า เพราะมันมีบางอย่างที่เขียนไปแล้วทำไม่ได้ หรือไม่เหมาะกับที่คิดเอาไว้

ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ บ้างจากการเขียนบทครั้งนี้

มันมีอะไรหลายอย่างเหมือนกันที่ผมเองก็ไม่รู้มาก่อน เช่นประวัติศาตร์ทางรัฐมลายู ซึ่งเป็นรัฐทางภาคใต้ของเรา ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้อะไรมาก่อนจนกระทั่งได้มาศึกษาถึงได้รู้รายอะเอียด เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับรัฐมลายูในอดีต และยังโยงไปถึงญี่ปุ่น จีน ฮอลันดา อังกฤษ ที่เริ่มเข้ามาในช่วงนั้นว่ามีบริบททางการเมืองยังไง เมื่อมองภาพรวมแล้วเราจึงเข้าใจตรงนั้นมากขึ้นว่ามันมีเรื่องของการค้า เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการแผ่ขยายอำนาจเข้ามากดดัน อย่างไรก็ตามในส่วนที่เป็นหนังเราจะไม่พูดเรื่องเหล่านี้ เพราะมันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์มากเกินไป เราอยากจะให้มันเป็นนิยายแอคชั่น-แฟนตาซีมากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากฉากหลังของเรื่องมันเป็นประวัติศาสตร์ดังนั้น จึงต้องให้คนดูรู้ก่อนว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นมาในช่วงเวลานั้น

แต่ผลงานที่ผ่านมาของ วินทร์ เลียววาริณ มักมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาทิ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

เรื่องนี้จริงๆ เขียนมาในเชิงการเมือง แต่เวอร์ชั่นที่เป็นภาพยนตร์จะเป็นเวอร์ชั่นที่เน้นความบันเทิงมากกว่าความ เป็นประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันมันจะมีเวอร์ชั่นของหนังสือออกมาด้วยพร้อมกัน ซึ่งเวอร์ชั่นที่เป็นหนังสือมันจะเป็นไปในลักษณะเดียวกับ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ซึ่งประชาธิปไตยบนเส้นขนานเป็นยังไง ปืนใหญ่จอมสลัดเวอร์ชั่นหนังสือก็จะเป็นอย่างนั้นคือจะเน้นรายละเอียดของประ วัติศาตร์มากกว่า

ความเป็นแฟนตาซีกับวินทร์

คงต้องลองดูบ้าง (หัวเราะ) ก็คือมันโจทย์น่ะครับ คือผู้กำกับฯ (นนทรีย์ นิมิบุตร) เขาอยากจะสร้างหนังที่มันเว่อร์ๆ หน่อย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นเรียลลิสติก มีความเป็นประวัติศาสตร์อยู่ มันก็เลยกลายเป็นส่วนผสมแบบนี้

ถ้าพูดถึงหนังไทยที่เป็นแฟนตาซีแล้วถือว่ายังมีน้อย ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับหนังต่างประเทศแล้วยิ่งโดนวิจารณ์ในแง่ลบซะเป็นส่วน ใหญ่? ผมว่าปืนใหญ่จอมสลัดกับหนังแฟนตาซีของฮอลลีวู้ดมันไม่เหมือนกันนะ นี่มันเป็นแฟนตาซีที่อิงอยู่บนพื้นฐานของประวัติศาสตร์ แฟนตาซีในที่นี้มันไม่ใช่ในลักษณะมีพ่อมด-แม่มด หรือมนต์วิเศษ แบบในเดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง แต่พลังอำนาจต่างๆ ในเรื่องนี้มันมาจากการฝึกวิชา ถึงจะดูเหนือจริง แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นเรื่องที่สมจริง มันไม่ใช่คนบินได้แบบนึกอยากจะเหาะอยากจะดำน้ำก็ทำ ได้ แต่ในเรื่องนี้คนที่จะดำน้ำได้มันก็ต้องมาจากการฝึกวิชา มันจะเป็นในลักษณะของกำลังภายในมากกว่า

ได้ใส่ความเป็นวินทร์ลงไปในการเขียนบทครั้งนี้หรือเปล่า

ก็ไม่เชิงครับ เพราะว่าการทำงานแบบนี้มันเป็นในลักษณะของทีมเวิร์ค คือมันไม่ใช่งานของผมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันเป็นงานที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน แม้ว่าผมจะอยู่ในฐานะของคนเขียนบทแต่จริงๆ แล้วมันก็เกิดจากการทำงานของหลายๆ คนมาทำงานพร้อมกันทีเดียว ซึ่งจะมีการปรับอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เข้ากับเรื่อง

ความกดดันจากความคาดหวังของแฟนๆ ในการเขียนบทภาพยนตร์ครั้งนี้

นั่นคงเป็นเรื่องของคนที่ตั้งความคาดหวังครับ เพราะว่าเวลาผมทำงานผมก็จะทำงานให้ดีที่สุดในส่วนของผม ผู้กำกับฯ ก็ทำดีในส่วนของผู้กำกับฯ ผู้สร้างฉากก็ทำดีที่สุดในส่วนของเขา แล้วก็เป็นส่วนผสมกัน ถ้ามันลงตัวได้ร้อยเปอร์เซ็นต์งานก็ออกมาดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้ามันลงตัวได้แค่ระดับปานกลาง มันก็ออกมาระดับปานกลาง แต่โดยรวมผมว่ามันก็น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ผมไม่รู้จะเป็นการคิดเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกแน่ๆ ว่าจะไม่เสียดายค่าตั๋วร้อยกว่าบาทเพื่อมาดูหนังเรื่องนี้

แล้วเราจะได้เห็นการเขียนบทภาพยนตร์ของ วินทร์ เลียววาริณ อีกครั้งหรือไม่

มันก็อยู่ที่ว่าหนังเรื่องนี้จะเจ๊งหรือเปล่า? (หัวเราะ) อันนี้พูดเล่นนะครับ คือมันอยู่ที่ว่าต่อไปมันจะมีโปรเจ็คท์ที่น่าสนใจหรือเปล่า เราต้องยอมรับว่าเราไม่ได้ทำหนังตลาด ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังแมส แต่ก็ไม่ใช่หนังตลาด คือเราไม่คิดจะทำหนังอย่างนั้นอยู่แล้ว เราคิดจะทำหนังอะไรที่มันแปลกออกไปหรือมีมุมมองที่สนุก เพราะเราไม่คิดจะเอาดีด้านทำหนังอยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็ขอทำสิ่งที่เราชอบจริงๆ ดีกว่า