บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
เขียนบทหนังแบบ วินทร์ เลียววาริณ
 

รายงานโดย : อัคร เกียรติอาจิณ

โพสต์ทูเดย์ วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551


น้อยคนที่จะไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ “วินทร์ เลียววาริณ” ยิ่งถ้าคุณเป็นหนอนหนังสือประเภทนวนิยาย-เรื่องสั้นที่มีพล็อตเข้มข้นอิงการ เมือง-สังคม แน่นอน...คุณต้องประทับใจในผลงานของเขา จนอาจยกตำแหน่งนักเขียนในดวงใจให้อย่างไม่ยากเย็น

อาเพศกำสรวล, สมุดปกดำกับใบไม้แดง, ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน, เดือนช่วงดวงเด่นฟ้าดาดาว, สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน นี่คือผลงานช่วงแรกที่วินทร์มุมานะจรดปลายปากกาเขียนขึ้น เพื่อถ่ายทอดเหตุการณ์จริงผสมจินตนาการในแนวทางและลีลาถนัดของตัวเอง

งานเขียนของเขา 2 ใน 5 เล่ม สามารถคว้าซีไรท์ได้ถึง 2 สมัย จากนวนิยายกะเทาะเปลือกการเมือง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ปี 2540 และปี 2542 กับรวมเรื่องสั้น สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ก็คว้ารางวัลเกียรติยศนี้อีกครั้ง

งานเขียนในช่วงหลังของวินทร์ก็ได้รับการต้อนรับจากแฟนๆ อย่างดีเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นบทความวิทยาศาสตร์ ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เรื่องเล่าเกี่ยวกับหนังและหนังสือนิยายข้างจอ นวนิยายฟิล์มนัวร์ที่เขาภูมิใจนำเสนอ (มากๆ) ฝนตกขึ้นฟ้า รวมทั้งผลงานดูโอที่เขียนจดหมายโต้ตอบกับ ปราบดา หยุ่น ชื่อว่า ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน โดยใช้เวลาเขียนกันเมามันถึง 4 ปีเต็ม (เริ่มตั้งแต่ปี 2545 จนถึง 2549 โดยเว้นวรรคไปในปี 2546) จากความต่อเนื่องในการทำงานสร้างสรรค์ ทำให้คณะกรรมการรางวัลศิลปาธรเห็นสมควรเลือก วินทร์เป็นหนึ่งศิลปินผู้มีผลงานดีเด่นสาขาวรรณกรรม ประจำปี 2549


ปัจจุบันวินทร์ยังคงคิดพล็อตเขียนงานอย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันก็หันมารับจ๊อบใหม่ฐานะ “คนเขียนบทหนัง” ควบคู่ไปด้วย ผลงานการเขียนบทของ วินทร์ เลียววาริณ ที่กำลังจะออกสู่สายตาคนดูคือ หนังฟอร์มยักษ์แห่งปี ปืนใหญ่จอมสลัด ที่ นนทรีย์ นิมิบุตร นั่งแท่นผู้กำกับ เอก เอี่ยมชื่น ดูแลด้านออกแบบงานสร้าง แถมมีนักแสดงระดับเทพแถวหน้าของเมืองไทย สรพงษ์ ชาตรี, จารุณี สุขสวัสดิ์,  เจษฎาภรณ์ ผลดี, อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ร่วมประชันบท

23 ต.ค.นี้ อภิมหาโปรเจกต์ซึ่งวินทร์มีโอกาสโชว์ฝีมือเขียนบทเป็นครั้งแรกก็พร้อมให้ทุก คนพิสูจน์กัน แต่กว่าวันนั้นจะมาถึงไปฟังเจ้าตัวเล่าถึงการทำงานดีไหม สนุก หรือระทมแค่ไหน ที่สำคัญคือ อนาคตกับการเป็นคนเขียนบท เขายังหวังยึดทำต่ออยู่หรือไม่


เคยแต่เขียนนวนิยาย-เรื่องสั้น พอมาเขียนบทหนังต้องปรับวิธีคิด หรือวิธีทำงานอย่างไร

ไม่หรอกครับ เพราะงานเขียนของผมเองก็มีความใกล้เคียงกับบทหนังอยู่แล้ว เวลาจะเขียนนวนิยาย หรือเรื่องสั้นสักเรื่อง ผมมักสร้างพล็อตให้มีลักษณะเป็นบทหนัง ซึ่งอันนี้ได้จากการที่ผมเป็นคนชอบดูหนังและเคยเรียนทำหนังมาบ้าง เลยติดสไตล์การเล่าเรื่องแบบหนังมาโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน เช่น การตัดฉาก การต่อฉาก พอมาเขียนเป็นบทหนังก็ไม่ค่อยยากเท่าไหร่

จุดไหนของการเขียนบทหนังที่คิดว่ายาก

ความยากสำหรับผมคือการวางคอนเซปต์กับการปูเรื่อง ในหนังสือเราอาจจินตนาการได้ไม่จำกัด แต่ในหนังเนี่ยมันจะมีข้อแม้ตัวอื่นๆ เช่น ทำไม่ได้บ้าง หรือติดเรื่องของคอมพิวเตอร์กราฟฟิกบ้าง จุดนี้นี่ละเป็นอะไรที่ทำให้ยาก เพราะมันมาจำกัดจินตนาการของคนคิด แต่ว่าผมก็มีวิธีแก้คือ ตอนที่เขียนบท ผู้กำกับจะบอกว่าพี่เขียนเต็มที่เลยนะ คิดอะไรก็ให้เขียนไปให้หมด ทำได้ทำไม่ได้อีกเรื่องหนึ่งค่อยมาคุยกัน จินตนาการของผมเลยใส่มาแบบเต็มที่ แล้วค่อยมาปรับปรุงเอาทีหลัง ตรงไหนทำได้ทำไม่ได้ เพราะถ้าถูกกำหนดด้วยจำนวนเงิน ผมในฐานะคนเขียนบทก็คงไม่กล้าที่จะใส่จินตนาการ ซึ่งนั่นเป็นการสร้างความยากให้กับคนทำงานมากๆ

หลังจากที่ได้รับโจทย์หนังมา คุณมีวิธีทำงานอย่างไร

เริ่มจากหาข้อมูลก่อน จากนั้นก็เขียนแบบร่างแรก ส่งให้ผู้กำกับดู ผู้กำกับชอบไม่ชอบก็กลับมาแก้ไขใหม่อีกรอบ ทำแบบเนี้ยตลอดจนกว่าจะสรุป ซึ่งเป็นการทำงานแบบเป็นทีม จะมีตัวแปรเยอะที่ทำให้เกิดการแก้ไขบท ผมคิดว่าดีแล้ว แต่คนอื่นๆ อาจคิดว่ายังไม่ดี เช่น ไม่มีเงินพอ การตลาดไม่ได้ สำหรับผมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่ใช่การทำงานคนเดียว เพียงแต่ต้องยอมรับกติกานี้ให้ได้

ความท้าทายของหนังเรื่องนี้คืออะไร

ต้องทำเป็นจริงให้ได้ในเชิงการตลาด ผมคิดแค่นี้จริงๆ นะ ทำยังไงก็ได้ให้สิ่งที่คิดมาเป็นจริง คือเราสามารถฝันอะไรต่ออะไรได้ แต่ถ้าผลลัพธ์ออกมาหนังเจ๊ง ผมว่าผมก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อหน้าที่นี้ด้วย มันเหมือนเป็นการพบกันครึ่งทาง

ตัวหนังเองมีความน่าสนใจอย่างไร

ผมขอมองสองแง่นะ ในแง่ประวัติศาสตร์ คือการย้อนกลับไปดูรากเหง้าของเรื่องราวในอดีตเมื่อ 400 ปี จะได้เห็นการดำรงอยู่ของคนไทยและชนชาติต่างๆ อีกแง่หนึ่ง คือพัฒนาการของหนังไทยระดับหนึ่ง เป็นการสร้างเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในกรอบเดิมๆ จากสิ่งที่เคยทำมา สร้างอะไรใหม่ๆ โดยออกจากวิธีคิดเดิมๆ ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความทันสมัยของเครื่องไม้เครื่องมือในการทำหนังยุค นี้ได้เหมือนกัน

“ปืนใหญ่จอมสลัด” มีพล็อตที่ให้กลิ่นอายความเป็นประวัติศาสตร์ของลังกา จะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนไทยที่ไม่เข้าใจภูมิหลังมาก่อนหรือเปล่า

ผมว่าหนังเรื่องนี้ไม่ควรดูในเชิงประวัติศาสตร์นะ เนื่องจากในอารมณ์ของหนังไม่ได้แสดงเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์มากนัก ใครทำอะไรที่ไหนในบริบทการเมืองจะมีน้อยครับ แต่หนังจะเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วตัวเอกทำอะไรต่อละ เป็นหนังที่ดูสนุกมากกว่าจะเป็นหนังที่จะต้องย่อยข้อมูลต่างๆ ว่าทำไมต้องมีเหตุการณ์นี้ๆ เพราะผมเองก็ตั้งใจไม่ให้หนังออกมาสไตล์แบบนั้นอยู่แล้ว แฟนตาซี-แอ็กชัน ดูสนุกเพลิดเพลินครับ เพราะถ้าผมมัวแต่อธิบายประวัติศาสตร์หนังคงกร่อยแน่ๆ (หัวเราะ)

คุณเชื่อไหมว่าบทคือหัวใจสำคัญของหนัง

ใช่ครับ หนังที่ดีได้ต้องเริ่มจากได้บทที่ดีก่อน แล้วส่วนอื่นๆ ก็จะตามมา อย่างหนังหลายๆ เรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเพราะบทไม่ดี หนังไทยหรือหนังฝรั่งก็เจอปัญหาทำนองเดียวกัน สำหรับบ้านเราผมว่ายังขาดอะไรอีกเยอะแยะเลย ถ้าพูดถึงการเขียนบทผมว่าเป็นพื้นที่กว้างที่สามารถให้คนเข้ามาอีกเป็นร้อยๆ คน ผมเองก็ตอบไม่ได้นะว่าถ้าไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อนจะทำได้เลยหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ใกล้เคียงกันมาก เช่น การคิดพล็อต การเล่าเรื่อง หรือการใช้ภาษา ก็เหมือนทุกประการกับการเขียนหนังสืออยู่แล้ว ต่างกันแค่ผลลัพธ์เท่านั้น

แล้วคิดจะเอาดีกับการเขียนบทหนังต่อไหม

เป็นงานที่สนุกครับ ให้ประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ผมก็ยังยืนยันว่าการเขียนหนังสือสนุกกว่า แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง อยู่ที่ว่ามีคนให้โอกาสไหม เพราะผมไม่ต้องการเขียนบทเพื่อเอาใจตลาด ถ้าดูจากตลาดหนังไทยตอนนี้ก็ไม่ใช่จะเข้าไปได้ง่ายๆ

การทำหนังละจะมีโอกาสเห็นผลงานคุณบ้างไหม

โอ้! คงจะยากครับ เพราะผมไม่คิดจะเอาดีด้านนี้ ผมชอบนะที่เห็นใครๆ ทำหนัง แต่ให้ทำ ไม่ดีกว่า เพราะการทำหนังมันไม่ใช่แค่ทำ มันคือการจัดการ มีการควบคุม การต่อรอง มีคนเยอะเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนตัวไม่ชอบอย่างนั้น ผมอยากทำอะไรที่เป็นส่วนตัวมากกว่า อารมณ์ศิลปินสูงน่ะครับ (หัวเราะ) เขียนงานหนึ่งเรื่องเสร็จก็ตีพิมพ์ให้คนอ่านก็จบแล้ว ให้มานั่งคุมคนเป็นงานที่ใหญ่เกินไป งานเขียนของคุณที่ได้รับรางวัลซีไรท์และรางวัลอื่นๆ มีคนมาขอซื้อไปทำหนังไหม

มีครับๆ (ยิ้ม) แต่ก็แค่พูดคุยกัน ยังไม่ถึงซื้อลิขสิทธิ์ เพราะงานเขียนของผมมันเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ อย่างประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ทำไม่ได้หรอก บ้านเมืองเรายังไม่พร้อมที่จะให้ทำหนังแบบนี้ หมายถึงว่าผมมองไปที่พอหนังทำเสร็จอาจโดนฟ้องร้องได้ หลายๆ เรื่องมีความประหลาดของพล็อตผสมอยู่ด้วย ซึ่งไม่เหมาะกับการทำหนังแน่ๆ ผมว่าสิ่งที่ยุ่งยากไม่ใช่การดัดแปลงเป็นบทหนังหรอก แต่มันคือการตลาด ถ้าทำออกมาแล้วขายไม่ได้น่าเป็นห่วงครับ หรือบางทีอาจยังไม่ถึงเวลาที่งานเขียนของผมจะกลายเป็นหนังก็ได้


ใครเป็นสาวกนักเขียนซีไรท์คนนี้ก็ไปให้กำลังใจเขาได้กับผลงานการเขียนบทหนัง เรื่องแรกในชีวิต ส่วนที่เฝ้ารองานเขียนเล่มใหม่ เจ้าตัวก็แง้มว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ บุหงาปารี ซึ่งเป็นส่วนขยายของ ปืนใหญ่จอมสลัด น่าจะวางแผงไล่เลี่ยกัน อ่านก่อนดูหนังก็ได้ รับรองรู้ซึ้งถึงเรื่องราวอดีตแห่งลังกาสุกะอย่างแน่นอน