บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
นิตยสารยูงทองสัมภาษณ์
 

นิตยสารยูงทอง

ฉบับที่ 45 กุมภาพันธ์ 2553


หากกล่าวถึงชื่อ “วินทร์ เลียววาริณ” คนส่วนใหญ่จะรู้จักเขาในฐานะของนักเขียนชื่อดังผู้มีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง แต่วันนี้เราจะมาคุยกับ “วินทร์ เลียววาริณ” ในฐานะของผู้ที่เคยทำงานในวงการการออกแบบว่าเขามีความคิดเห็นและทัศนคติอย่างไรต่อการออกแบบ ซึ่งคำตอบที่เราได้มานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นมุมมองที่ใหม่และน่าสนใจ

“การออกแบบคือวิธีการหรือกระบวนการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เกิดความงาม ไม่ว่าคุณจะทำงานศิลปะที่เป็นศิลปะจริงๆ หรือว่าจะเป็นงานทั่วไป คุณก็สามารถที่จะใช้การออกแบบทำให้งานนั้นถูกสร้างขึ้นมาได้

ยกตัวอย่างแม่ค้าขายขนมชั้น ขนมเตาไฟ คุณก็สามารถจะออกแบบของกินของคุณให้ดูมีคุณภาพมากขึ้น มันไม่จำเป็นต้องโบราณทำมาแบบไหนก็ต้องทำแบบนั้น ไม่ใช่ว่าโบราณทำมาไม่ดี แปลว่าเราสามารถที่จะปรับปรุง พัฒนา วิวัฒนาการต่อไปได้ โดยการออกแบบด้วยความคิดสร้างสรรค์ สมมุติจากตอนแรกทำขนมชั้นมี 10 ชั้น จะเพิ่มเป็น 20 ชั้นได้หรือเปล่า ทำเป็นรูปหอคอย หรือเป็นรูปอื่นแทนได้หรือไม่

การออกแบบจะทำให้สิ่งเดิมๆ มีการเปลี่ยนแปลง ดีขึ้นหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมเชื่อว่า ถ้าคนเรียนรู้เรื่องศิลปะ การจัดองค์ประกอบ หรือว่ามีจิตวิญญาณของศิลปะมากขึ้น บ้านเมืองก็จะสวยงามมากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ประเทศญี่ปุ่น แทบจะทุกวงการเลยจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการออกแบบ โดยที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะชงชา ทานซุป ทำขนม การออกแบบที่นำไปใช้กับชีวิตประจำวันมันมีคุณค่า มันทำให้เราเป็นคนที่มีความนุ่มนวลมากขึ้น”

เมื่อทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการออกแบบด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องเจองานออกแบบด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในมุมมองของผู้ชายคนนี้ คงไม่มีงานออกแบบชิ้นไหนน่าสนใจเท่ากับการออกแบบมนุษย์

“งานออกแบบที่สนใจเป็นพิเศษ คงเป็นงานออกแบบมนุษย์ ผมสนใจว่าทำไมมนุษย์ต้องถูกออกมาเป็นมนุษย์อย่างนี้ มีสมอง มีสรีระแบบนี้ ชอบทำลายล้างธรรมชาติแบบนี้ เราไม่รู้ว่าธรรมชาติออกแบบมนุษย์ให้เป็นแบบนี้เองหรือเปล่า แต่เรารู้ว่าเพราะมันวิวัฒนาการมาแบบนี้ มันถึงเป็นมนุษย์เราแบบนี้เท่านั้นเอง ถ้าเรามองว่าธรรมชาติถูกออกแบบมาหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นประเด็นใหญ่

เพราะมันจะมาสู่ประเด็นที่ว่า มีผู้สร้างซึ่งเป็นผู้ออกแบบอยู่ข้างบนหรือเปล่า ถ้ามีผู้สร้างจริงก็มีความเป็นไปได้ที่ธรรมชาติถูกออกแบบมาจริง แล้วมนุษย์เราก็ถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนี้จริง แต่ถ้าไม่มีผู้สร้าง ทุกอย่างมันไหลไปตามสิ่งที่มันเป็นแบบนี้ ก็แปลว่าสรรพสิ่งในจักรวาลรวมทั้งมนุษย์เราก็เป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นมา อาจจะเรียกว่าความบังเอิญก็ได้ มันเกิดขึ้นมาแบบนี้ แล้วก็พัฒนามาเป็นแบบนี้

ถ้าไดโนเสาร์ไม่ตายไปเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนก็คงจะไม่ได้เกิดขึ้น เพราะโอกาสที่จะเกิดขึ้นมามีน้อยมาก มันต้องรอจนกระทั่งไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปหมดจนกระทั่งไม่มีอะไรอยู่แล้ว จึงเกิดพวกตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขึ้นมา แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งนาทีสุดท้ายแล้วกำเนิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นสายพันธุ์ใหม่ออกมา มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกมองแบบไหน”

ต่อข้อสงสัยที่ว่ามีผู้สร้างโลกคอยออกแบบธรรมชาติ ออกแบบมนุษย์ และออกแบบทุกสิ่งทุกอย่างหรือไม่ แม้จะเป็นคำถามที่หาคำตอบได้ยาก แต่คำตอบที่เราได้ฟังกลับเป็นเรื่องง่ายๆ ที่พวกเรานึกไม่ถึง

“ถ้าถามนักวิทยาศาสตร์สายฟิสิกส์หรือสายวิทยาศาสตร์หลายๆ สาย ว่าโลกถูกออกแบบมาหรือเปล่า คำตอบส่วนใหญ่เท่าที่ผมอ่านมาคือไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เหตุผลก็เพราะว่า สมมุติว่าเรามองในมุมมองคนที่มาสร้างมนุษย์ มองในสเกลของจักรวาล จะเห็นว่ามันใหญ่โตมโหฬารเหลือเกิน โลกของเราเป็นแค่จุดธุลีเล็กๆ ในจักรวาล ถ้าคุณจะพูดถึงจำนวนเม็ดทรายทั้งหมดในโลก จำนวนเม็ดทรายยังน้อยกว่าจำนวนดวงดาว ดวงดาวที่หมายถึงในจักรวาลนี่ยังไม่รวมถึงดาวเคราะห์นะ เพราะฉะนั้นจำนวนมันจะมหาศาลขนาดไหน ระยะห่างระหว่างดาวแต่ละดวงก็ห่างไกลกันมหาศาล

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการเดินทางจากดวงอาทิตย์ของเราไปยังดวงอาทิตย์อื่น โดยเดินทางด้วยจรวดที่เร็วที่สุดของเรา เราอาจต้องใช้เวลาประมาณสักสิ้นโลกของเรา แต่ถ้าคุณเดินทางด้วยความเร็วแสง คุณก็ยังต้องใช้เวลาหลายปีอยู่ดี อย่างน้อยก็ 4-5 ปี ซึ่งมันยังไม่มีอะไรที่เดินทางได้ไวขนาดนั้น ข้อสังเกตคือ สมมติว่ามีสิ่งมีชีวิตใดชนิดหนึ่งที่มีปัญญามหาศาล สิ่งมีชีวิตนั้นจะต้องว่างงานพอที่จะมาสร้างหรือประดิษฐ์ธรรมชาติขึ้นมา อย่างที่เราเห็นด้วย

มันใช้เวลามากเกินไปที่ใครสักคนจะมาสร้างมนุษย์คนนึงบนโลกใบนี้จากจุดหนึ่ง ที่ไกลออกไป แล้วก็มาเฝ้าดูพฤติกรรมของคุณ มันวุ่นวายเกินไป ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ มีโอกาสแค่ไหนที่คุณจะไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ข้างบ้านหลังหนึ่ง ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในป่าแห่งหนึ่งบริเวณเชิงเขาเอเวอเรสต์เพื่อไปดูมดตัวหนึ่งที่อยู่ตรงนั้น มีโอกาสแค่ไหนที่คุณจะไปตรงนั้เพื่อจะเฝ้าสังเกตฝูงมดตรงนี้ ตัวนี้เดินจี้คนอื่นใช่มั้ย เราก็ลงโทษซะหน่อย ตัวนี้ไปทำอะไรไม่ดี ขี้เกียจใช่มั้ย เราก็ลงโทษเอาน้ำไปฉีดไปพ่นให้มันน้ำท่วมหน่อย คุณว่างงานขนาดนั้นเลยหรือ และยังมีฝูงมดอย่างนี้อีกจำนวนล้านกว่าฝูง

นี่เป็นแค่การเปรียบเทียบโอกาสที่จะมีสิ่งทรงภูมิปัญญาที่เป็นพระเจ้า หรือว่าเป็นผู้สร้าง เป็นพรหมลิขิต เป็นอะไรก็ตามที่มาทำเรื่องแบบนี้ มันอาจจะมีจริงๆ ก็ได้นะมนุษย์ต่างดาวที่ว่างงานจริงๆ จนมาทำแบบนี้ แต่ความน่าจะเป็นมันค่อนข้างต่ำ แล้วอีกอย่างหนึ่ง มันสามารถกำหนดได้ขนาดนั้นเชียวหรือว่าใน 65 ล้านปีที่แล้วจะต้องมีไดโนเสาร์สูญพันธุ์เป๊ะๆ จะต้องมีดาวอุกกาบาตขนาดยักษ์วิ่งมาจากจุดใดจุดหนึ่งในจักรวาลแล้วมาชนโลกพอดี แล้วก็ทำให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ แล้วผ่านไปอีกหลายล้านปี หลายสิบล้านปี ก็ค่อยๆ มีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมา มันสามารถคุมได้ขนาดนั้นเชียวหรือ?”

ถึงแม้จะยังหาคำตอบไม่ได้ว่าชีวิตมนุษย์นั้นออกแบบได้หรือไม่ แต่ในความคิดของคุณวินทร์ก็ยังคงเชื่ออยู่ว่า ชีวิตมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ 'ควร' ออกแบบ

“คงไม่มีใครรู้ว่าชีวิตคนเราออกแบบได้หรือไม่ เพราะไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มาวัดว่า มีพระเจ้าหรือเปล่า มีผู้สร้างหรือเปล่า มีคนที่จะมากำหนดชีวิตเราหรือเปล่า ชีวิตจะต้องโตที่ครอบครัวนี้ เรียนที่โรงเรียนนี้ หลังจากนั้นคุณก็ไปเรียนคณะนี้ จบมาก็ทำงานนี้ แต่งงานเมื่ออายุเท่านี้ ตายเมื่ออายุเท่านี้ ยังไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้

แต่ถ้ามองในมุมของการใช้ชีวิตแล้ว มันก็คือว่ามีสองทางที่เป็นไปได้ 1. มีผู้สร้างจริง คือมีผู้กำหนดชีวิตเราจริง หรือ 2. ไม่มี

 

ถ้าเป็นอันที่ 1 มีผู้สร้างจริง ก็คือมีผู้กำหนดชีวิตเราไว้แล้ว ฉะนั้นชีวิตทั้งหมดที่คุณเกิดมาก็คือไม่มีค่าอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว ไม่ว่าคุณจะทำดีหรือไม่ดี ก็เป็นแผนของคนที่อยู่ข้างบน หรือ 2 ถ้าคุณมองว่าไม่มีผู้สร้างจริง ก็แปลว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่คุณสามารถกำหนดไปในแบบที่คุณทำได้ในจุดๆนึง คุณก็เลือกเอาแล้วกัน

แต่ในเมื่อเราไม่รู้ว่ามีหรือไม่มีคนกำหนดเรา ผมว่ามันปลอดภัยกว่าถ้าเราเลือกอันที่ 2 เพราะสมมติว่าถ้ามันไม่มีจริง อย่างน้อย เราก็ยังมีโอกาสดิ้นรนได้มากกว่า ซึ่งถ้าถามผมว่าชีวิตออกแบบได้หรือเปล่า ผมตอบว่าไม่รู้ แต่ถ้าถามว่าควรออกแบบรึเปล่า ตอบว่าควร

เราออกแบบในลักษณะที่ว่าตัวเราเองเป็นเจ้าของตัวเอง ทำทุกอย่างที่เราต้องการ เราต้องการให้ชีวิตเราเป็นสีส้ม สีแดง สีเขียวก็อยู่ที่ตัวเราเอง แต่แน่นอนว่ามันจะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบเรา ซึ่งทำให้เราอาจจะไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการ

ก็อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกใช้ปรัชญาแบบไหนในการดำเนินชีวิต แต่ถ้าคุณเลือกแบบที่ 2 ผมว่าคุณประหยัดเวลาในการนอนดูอ่านตำราโหราศาสตร์ ไม่ต้องเสียเวลาไปอ่านหนังสือสะเดาะกรรมทั้งหลายประมาณร้อยเล่ม ไม่ต้องไปซื้อล็อตเตอรี่ คุณประหยัดเวลาไปอีกมหาศาลเลย”

ถ้าหากมองว่าชีวิตเป็นสิ่งที่เราควรออกแบบ และกำหนดด้วยตัวเราเอง เรื่องพรหมลิขิตก็น่าจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระไม่ควรเชื่อ แต่คุณวินทร์กลับมองอีกมุมหนึ่ง นั่นคือ “เลือก” ที่จะไม่เชื่อ มากกว่าที่จะไม่เชื่อในพรหมลิขิต

“ผมไม่ได้ไม่เชื่อในพรหมลิขิต แต่ผมเลือกที่จะไม่เชื่อ ซึ่งไม่เหมือนกันนะ เพราะถ้าผมไม่เชื่อในพรหมลิขิตแสดงว่าผมรู้แล้วว่าพรหมลิขิตไม่มีจริง ทีนี้ผมไม่รู้ แต่ผมเลือกที่จะเชื่อแบบนั้น เกิดพรหมลิขิตไม่มีจริงขึ้นมา อย่างน้อยผมก็จะได้รู้สึกว่าผมทำดีที่สุดแล้วในชีวิต ผมเลือกทางที่ดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าพรหมลิขิตมีจริง ผมก็ต้องมานั่งรอให้คนข้างบนตัดสินใจ เพราะฉะนั้นวันพรุ่งนี้ผมก็ต้องไปทำบุญ ซื้อล็อตเตอรี่เรื่อยเปื่อย แต่ถ้าผมกำหนดชีวิตผมเอง ผมก็สร้างล็อตเตอรี่ของผมเอง

อย่างเรื่อง 2012 วันสิ้นโลก ผมมองว่าเป็นเรื่องเหลวไหล ผ่านปี 2012 ไปแล้ว อาจจะมี 2020,  2052, 3000 พอปี 3000 ไปแล้วมันก็คงจะมี 3022 มีเหตุการณ์ที่บอกว่าโลกจะแตกตลอดเวลา แล้วเชื่อไหมว่าเมื่อผ่าน 2012 ไปแล้ว ก็จะมีคนค้นพบหลักฐานใหม่ๆ ของนอสตราดามุสออกมาเรื่อยๆ ว่าเมื่อปีเท่านั้นเท่านี้จะต้องเกิดอะไรขึ้น

สมมุติปีนี้มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงมากๆ เกิดขึ้นมา พอผ่านเหตุการณ์นั้นไปแล้วก็จะมีคนออกมาบอกว่านอสตราดามุสเคยทำนายไว้แล้วใน บทโน้นบทนี้ รับรองเลย แต่ไม่มีใครเคยบอกฟันธงเลยว่า นอสตราดามุสบอกเราว่าปี 2012 หรือปีหน้าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นมา เช่นจะมีดาวตกตกลงมาจากท้องฟ้าเป็นมุม 72 องศา ตกมาที่วิหารเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีระเบิด มีคนตาย 52 คน แล้วจะมีบุคคลสำคัญตายอยู่ในนั้นด้วย คุณบอกมาแบบนั้นสิ ถึงจะเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าคุณมานั่งเดาว่า 72 องศาคืออะไรแล้วมานั่งทายหลังจากเกิดเหตุการณ์ มันก็ง่าย ถ้าแค่ทายเหตุการณ์ บางทีผมก็ทายได้ ไม่ยากเลย

แล้วสัญชาตญาณมนุษย์เราคือ เชื่อง่าย หลอกง่าย โดยเฉพาะคนไทย คนไทยจะมียีนพิเศษอันหนึ่งคือ เชื่อง่ายกว่าชาวบ้าน”

คุยกันถึงเรื่องการออกแบบชีวิตมนุษย์มาได้สักพักทำให้เราได้ทัศนคติและมุม มองใหม่ๆ เกี่ยวกับการออกแบบกันไปพอสมควร และเมื่อถามต่อถึงงานออกแบบที่คุณวินทร์อยากจะออกแบบขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง คำตอบที่ได้นั้นก็ทำให้พวกเราประทับใจ

“ถ้าให้เลือกออกแบบของสักชิ้นหนึ่ง ตอนนี้อยากออกแบบเครื่องมือที่ทำให้คนไทยเชื่ออะไรง่ายๆ น้อยลงหน่อย อาจจะเป็นตัวครอบหัวอันหนึ่ง พอคนใส่ไปแล้วใครพูดอะไรมาก็ไม่เชื่อ

ปัญหาเชื่ออะไรง่ายๆ เป็นปัญหาใหญ่มากครับ เพราะว่าถ้าคุณเชื่อโดยไม่คิด ก็แสดงว่าคุณกำลังดำเนินชีวิตด้วยความเชื่ออย่างเดียว ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมง่ายๆ ถ้าคนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า คุณสามารถกินยาชนิดหนึ่ง แล้วคุณสามารถลดความอ้วนได้เลย คุณก็ต้องสั่งซื้อยาจำนวนมหาศาล

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเลิกเชื่อเรื่องนี้ ถ้าคุณคิดว่าคุณอ้วนคุณก็ไปวิ่งออกกำลังกาย ออกกำลังกายบ่อยๆ เดี๋ยวพุงก็ยุบเอง ลองคิดดูว่าคุณจะประหยัดเงินแค่ไหน กับเฉพาะค่ายาตัวนั้นนะ ยังไม่พูดถึงยาตัวอื่น รวมกันแล้วผมคิดว่ามันมากพอที่จะทำให้ทุกคนในประเทศไม่ต้องเสียภาษีด้วยซ้ำไป

นี่ยังไม่พูดถึงความเชื่อในเรื่องอื่นๆ เช่น ความเชื่อเรื่องที่ทุกคนมีกรรม แล้วคุณจะสามารถลบล้างกรรมด้วยการทำพิธีต่างๆ พุทธพาณิชย์หลายๆ อย่าง พระเครื่องหลายๆ อย่าง ถ้าคุณไม่ได้เชื่อในจุดนี้เมื่อไหร่ คุณจะประหยัดเงินที่จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรคน ทุกอย่างที่ใช้ในการสร้างวัตถุเพื่อความเชื่อของคนได้อย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่ามันสำคัญขนาดไหนที่จะติดอาวุธทางปัญญาให้กับคน เศรษฐกิจประเทศจะทะลุขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้เลย โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไร”

เครื่องครอบหัวที่คุณวินทร์ต้องการจะออกแบบนั้นก็ถือได้ว่าเป็นอาวุธทางปัญญาที่น่าสนใจมากชิ้นหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติเจ้าเครื่องครอบหัวนี้คงจะประดิษฐ์ออกมาได้อย่างยากลำบาก คุณวินทร์จึงเสนอทางเลือกง่ายๆ ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันให้พวกเรา

“อาวุธทางปัญญาอย่างหนึ่งคือหนังสือ แต่ต้องเป็นหนังสือที่ดีด้วยนะ ความเชื่ออย่างหนึ่งของคนไทยคือเรามักจะเชื่อว่าหนังสือทุกเล่มเป็นของดี เป็นของสูง สมัยผมเรียน ทุกคนต้องกราบหนังสือก่อนเรียน ถ้าคุณเชื่ออย่างนั้นก็คือคุณมักจะคิดว่าสิ่งที่คนเขียน โดยเฉพาะถ้าคนเขียนเป็นบุคคลสำคัญ เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นอะไรต่ออะไรทั้งหลาย เขียนเป็นหนังสือนั้นเป็นเรื่องจริง ถ้าเป็นแบบนี้อันตราย

ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขาเขียนแย่ไปหมด แต่ถ้าเชื่ออย่างนั้นตั้งแต่ต้น จะทำให้คนอ่านหนังสือโดยไม่คิด และคุณก็เชื่อ เขาพูดอะไรก็เชื่อ แล้วพอเป็นอย่างนั้นปุ๊บ ระยะยาวมันก็จะส่งผลเสียหายต่อทั้งระบบ แทนที่จะเอาทรัพยากรไปใช้ในทางที่สมควร มันก็ถูกนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา”

แม้ว่าวันนี้ เรายังไม่รู้ว่าผู้สร้างโลกมีอยู่จริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จากคำพูดของคุณวินทร์ ทำให้เราฉุกคิดว่า...

ชีวิตเป็นของเรา ไม่ต้องรอให้โชคชะตาฟ้ามากำหนด ออกแบบเส้นทางชีวิตให้สวยงามที่สุด แล้วรีบเดินตามเส้นทางนั้นด้วยตัวของเราเอง