บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
กรุงเทพธุรกิจสัมภาษณ์
 

กรุงเทพธุรกิจ

วันเสาร์ 21 สิงหาคม 2553


คงไม่ต้องสาธยายถึงความเป็น 'วินทร์ เลียววาริณ' บนหน้ากระดาษแห่งนี้ให้ยืดยาว เพราะนักอ่านแทบทุกคนต่างรู้จักกับผลงานของเขาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อนักเขียนซีไรต์สองสมัยหันเขียนเรื่อง 'เซน' และ 'ไฮกุ' จึงน่าจะเป็นการเปิดโลกอีกใบให้กับคนอ่านที่สนใจเรื่องนี้ได้อยู่ไม่น้อย

บางคนอาจกำลังนึกไปว่านี่เป็นงานทดลองอย่างหนึ่งของนักเขียนมืออาชีพคนนี้ หรือไม่ แต่เขาเผยว่า... "มันค่อนข้างจะเข้ากับนิสัยส่วนตัวมากกว่า อาจจะเป็นกบฏหน่อยๆ แล้วก็ไม่ถึงกับตามกฎเกณฑ์มากเกินไป ขณะเดียวกันมันก็มีความเรียบง่ายของมัน"

มังกรเซน นำเสนอประวัติศาสตร์เซนผ่านประวัติและแนวคิดของปรมาจารย์เซนคนสำคัญระดับ 'มังกร' ตั้งแต่ท่านแรก คือพระโพธิธรรมในยุคแรกเริ่ม อาจารย์ในยุคกลางที่ไม่ค่อยมีคนกล่าวถึง ไปจนถึงอาจารย์เซนคนสำคัญของญี่ปุ่น และไล่มาจนถึงอาจารย์เซนในยุคปัจจุบัน เช่น ท่าน ติช นัท ฮันท์

สี่ฤดู, ทั้งชีวิต รวมบทกวีไฮกุโบราณซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางภาษาที่งดงามที่สุดอย่างหนึ่ง ของมนุษยชาติ มีรากเหง้าจากปรัชญาเซน ในญี่ปุ่นปัจจุบันมีกวีไฮกุสมัครเล่นนับล้านคน การเขียนไฮกุยังเป็นงานอดิเรกของคนทั่วโลกเพราะความเรียบง่ายลึกซึ้ง

>> ตอนนี้นอกจากเขียนหนังสือแล้วยังทำอะไรอีกบ้าง?

ผมเขียนหนังสืออย่างเดียว ทำเป็นอาชีพมาหลายปีแล้ว แต่การเขียนบทภาพยนตร์มันเป็นโปรเจคหรือว่าเป็นแค่น้ำจิ้มมากกว่า แต่ว่างานหลักก็คือเขียนหนังสืออยู่แล้วเพราะบทภาพยนตร์นานๆ มาที ตอนนี้ก็เขียนนิยาย เขียนบทความ เขียนเรื่องสั้นไปเรื่อยๆ แล้วแต่เห็นจังหวะเหมาะสม ก็เขียนเป็นเรื่องๆ ไป

>> ช่วงหลังหันมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องเซนและไฮกุได้อย่างไร?

ผมสนใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ว่ามันไม่มีโอกาสเขียน จนกระทั่งถึงจุดจุดหนึ่ง เมื่อมีข้อมูลมากพอก็ลองเขียนดู คือสนใจมาตั้งแต่ยังหนุ่มเพราะว่าลองอ่านดูแล้วมันแปลกดี ได้อ่านแล้วมันไม่ค่อยรู้เรื่องดี แปลกๆ ดี อยากจะรู้ ก็อ่านมาเรื่อยๆ สะสมมาเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งก็คิดว่าน่าจะมีข้อมูลมากพอที่จะเขียนได้ก็เขียน แต่ว่ายังไม่ถือว่าเป็นคนรู้เรื่องนี้ในระดับดีอะไร รู้พอจะถ่ายทอดให้คนอื่นไปอ่านต่อเท่านั้นเอง

เวลาเขียนมันก็เหมือนงานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นงานสายไหนก็ตามมันต้องทำรีเสิร์ชและมีคอนเซปต์ว่าจะเสนอเรื่องยังไง อะไรทำนองนี้

>> ปรัชญาเรื่องเซนมันมีความพิเศษกับตัวเองอย่างไร?

มันเป็นปรัชญาการใช้ชีวิตที่ผมคิดว่ามันเรียบง่ายดี และมันก็ตรงกับพุทธมากด้วย ขณะเดียวกันมันก็ไม่ค่อยมีความรุ่มร่ามของพิธีรีตองมากมาย ค่อนข้างจะง่ายๆ และไม่ได้มองแบบขนบเดิม มีวิธีการมองที่ผิดแผกออกไป อันนี้เป็นจุดเด่นที่ผมคิดว่ามันน่าสนใจ

>> แสดงว่ามันค่อนข้างจะเข้ากับงานแนวทดลองแบบ 'วินทร์ เลียววาริณ' หรือเปล่า?

มันค่อนข้างจะเข้ากับนิสัยส่วนตัวมากกว่า อาจจะเป็นกบฏหน่อยๆ แล้วก็ไม่ถึงกับตามกฎเกณฑ์มากเกินไป ขณะเดียวกันมันก็มีความเรียบง่ายของมัน มีอะไรของมัน แล้วมันก็ดูมีความลึกลับดีเหมือนกัน คือไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่

>> แล้วอย่างกวีไฮกุล่ะ?

ไฮกุเป็นโปรเจคที่ผมทดลองทำดู ในบ้านเราผมเชื่อว่ายังไม่เคยเห็นรวมบทกวีไฮกุที่มีบทกวีจำนวนมากพอ ส่วนมากจะเป็นกะปริบกะปรอยกัน หมายความว่าคนนั้นคนนี้โพสต์กันมาบ้าง เอามารวมๆ กันบ้าง คือไม่ถึงกับขนาดเป็นเล่มใหญ่ เลยคิดว่าน่าจะลองทำดูเพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาด้วย และก็เพื่อแนะนำให้คนไทยรู้จักด้วยว่ามีบทกวีชนิดนี้อยู่ในโลก ถ้าชอบก็อาจจะไปอ่านต่อได้

เราก็พยายามรวมเอาบทกวีไฮกุโบราณที่ยังมีความไพเราะอยู่มารวมๆ กัน ผมเชื่อว่าเป็นโปรเจคคล้ายๆ กับตำราเสียมากกว่า คล้ายๆ กับรวมมาให้คนรู้ว่ามีบทกวีแบบนี้ ผมคิดว่าไฮกุก็มีคนไทยเขียนอยู่บ้าง แต่ไม่แพร่หลายเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับฝรั่งผมเชื่อว่าฝั่งอาจจะเขียนมากกว่าคนไทยด้วยซ้ำ

>> เขียนนวนิยาย-เรื่องสั้นอยู่ดีๆ แต่ทำไมเปลี่ยนอารมณ์ไปเป็นไฮกุ?

ผมหาโปรเจคใหม่ๆ มาทำอยู่เสมอนะครับ ถ้ามีอะไรที่น่าสนใจผมก็ทำ ไม่ติดว่าจะต้องไปทำเป็นเรื่องสั้นหรือนวนิยายอย่างเดียว คือถ้าเกิดว่ามันน่าสนใจหรือน่าสนุกก็ลองทำดู มันก็ไม่เสียหายอะไร และไม่ได้เป็นการทดลองอะไร มันเป็นแค่การอยากจะทำหนังสือแบบนี้ออกมาสักเล่มหนึ่ง ถ้ามีหนังสือประเภทนี้อยู่ในตลาดมากมายอยู่แล้วผมก็คงไม่ทำ เหตุผลหนึ่งที่ทำเพราะว่ามันไม่มีหนังสือประเภทนี้ และผมคิดว่าน่าเสียดายมันน่าจะมีคนทำ

แต่ในเมื่อมันไม่มีคนทำ ผมก็ทำเองเสียเลย มันเป็นกวีที่ไม่ได้เป็นฉันทลักษณ์อะไร เพราะฉะนั้นผมก็คงทำได้บ้างในลักษณะถอดความ แต่ว่าถ้าให้ไปเขียนแบบฉันทลักษณ์ก็คงทำไม่ได้ ผมถือว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งที่บ้านเราควรจะทำ เป็นหนึ่งในหลายๆ ประเภทที่บ้านเรายังขาดอยู่

>> เรื่องเซนหรือไฮกุจะเขียนหรือรวบรวมออกมาอีกไหม?

ไฮกุคงจะไม่ เพราะเข้าใจว่ารวบรวมมามากพอสมควรแล้ว แต่ว่าเซนยังไม่แน่ว่ามันจะมีมุมมองหรือว่าประเด็นอื่นที่น่าเขียนหรือเปล่า ประเด็นคือผมไม่ได้รู้จริงในเรื่องพวกนี้ ในระดับที่ผมจะเขียนเองได้ ที่ผ่านมาคล้ายๆ เก็บความมาเล่าให้ฟังมากกว่า เราทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดมากกว่าจะเป็นผู้คิด

>> ในฐานะที่เขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง'ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน'และ' ปีกแดง'คิดว่าสถานการณ์การเมืองจากยุคนั้นถึงยุคนี้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง?

การเมืองปัจจุบันกับการเมืองเมื่อ 30 ปีที่แล้วมันก็ต่างกันแค่เปลือกนอกเท่านั้นเอง หมายถึงลูกเล่นลูกชนต่างๆ เปลี่ยนไป แต่ว่าเนื้อหาสาระของมันก็ยังเหมือนเดิม คือยังใช้การเมืองเป็นเครื่องเล่นอยู่ นักการเมืองมันก็เหมือนเดิม อาจจะเชี่ยวชาญมากกว่าเก่า แต่โดยสาระมันก็เหมือนเดิม แต่ว่าอันนี้ไม่ได้เป็นการมองโลกในแง่ร้ายนะ มองโลกตามความเป็นจริงว่ามันเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เราต้องทำคือทุกคนต้องช่วยกันพัฒนาการเมืองให้มันไปข้างหน้าให้ได้ คือเราจะจมอยู่กับที่ไม่ได้

>> ขณะนี้เหมือนกับว่าแต่ละคนมองประชาธิปไตยแบบเข้าข้างตัวเอง?

ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดมันเป็นระบอบที่ดีที่สุดที่เรามีในตอนนี้ ซึ่งเราก็ควรจะรักษาพัฒนาให้มันเหมาะสมที่สุดกับความเป็นอยู่ของเรา คือมันอาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยในรูปแบบของตะวันตกเป๊ะๆ ก็ได้ แต่ว่าเราควรจะพัฒนาให้มันเข้ากับวิถีชีวิตของเราให้มันดีที่สุด คือสร้างความเสมอภาคกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คงไม่ได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่ถือเป็นเป้าหมายให้ทุกคนมีโอกาสได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

>> จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในฐานะนักเขียนอยากจะนำเสนอประเด็นตรงนี้ออกมาเป็นนวนิยายบ้างไหม?

คือรูปแบบมันอาจจะเปลี่ยนไป ข่าวอาจจะเปลี่ยนไป แต่ว่าวาระมันก็เหมือนเดิม เราก็เห็นอยู่ว่าบริบททางการเมืองมันก็เดิมๆ ไม่ได้ต่างจากเมื่อ 30 ปีที่แล้วเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าเทคโนโลยีหรือว่ารูปแบบมันอาจจะเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง ผมมีโครงการจะเขียน แต่คงเป็นประวัติศาสตร์ในยุคเก่ามากกว่าในยุคปัจจุบัน อาจจะเป็นยุคสัก 40-50 ปีที่แล้ว ก็มีโครงการอยู่ แต่ว่ายังไม่เป็นรูปเป็นร่างอะไรชัดเจน หรือถอยไปสัก 100-200 ปีก็สนใจเหมือนกัน แต่มันยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเหมือนกัน

แต่ว่าช่วงนี้กำลังเขียนเรื่องสั้นต่างๆ เพื่อจะรวมเป็นเล่ม ก็เขียนไป และมีนิยายประปราย ก็เขียนไป มันยังไม่ได้เป็นโปรเจคเป๊ะๆ ไม่ได้เป็นโปรเจคทีเดียว เพียงแต่ว่าค่อยๆ เก็บสะสมไปเพราะว่าปกติจะทำงานล่วงหน้า เป็นเรื่องสั้นเกี่ยวกับชีวิตคน เกี่ยวกับมนุษย์อะไรต่างๆ เหล่านี้ก็เขียนไปเรื่อยๆ เพราะผมทำงานล่วงหน้าเป็นปี จะเขียนหนังสือสะสมไป เขียนบทความบ้าง เรื่องสั้นบ้าง เขียนไปตามเวลาแต่วันที่อยากจะทำอะไร พอถึงเวลามันมีเรื่องมากพอก็ดูว่ามันจะรวมเล่มได้หรือเปล่า เล่นไปตามเรื่อง มันมีทั้งนิยายวิทยาศาสตร์ นิยายชีวิตคนธรรมดา และเรื่องทั่วไป แต่ว่าบทภาพยนตร์ก็ทำเป็นโปรเจคไป มันเป็นขนมมากกว่า ไม่ได้เป็นอาหารหลัก

>> แล้วช่วงนี้วางโปรเจคท์อะไรใหม่ๆ ไว้บ้าง?

ไม่ชัดเจนขนาดนั้น มันมีโครงการนั้นโครงการนี้ เช่น อยากจะเขียนนิยายไซ-ไฟ เรื่องเกี่ยวกับศาสนาด้วย อยากจะเขียนนิยายทางด้านนี้บ้าง แต่ว่ามันก็ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่าง มันมีหลายโครงการที่ผมอยากจะเขียน แต่ว่าบางเรื่องบางอย่างมันต้องใช้เวลาในการสะสมข้อมูลและสะสมความรู้ด้วย ที่จะรู้มากพอที่จะเขียนได้ อย่างนิยายไซ-ไฟก็เป็นหนึ่งในนั้น มันน่าเสียดายที่มันมีพื้นที่ในตลาดมากมายที่นักเขียนเข้าไปได้ แต่ไม่มีใครเข้าไป มันเป็นเรื่องน่าเสียดาย

ต้องยอมรับว่าผมเป็นคนทำงานค่อนข้างจับฉ่าย ชอบนั่นชอบนี่ เพราะไม่สามารถที่จะทำสายใดสายหนึ่งให้มันจริงจังไปเลย มันชอบหลายอย่าง

>> คิดจะเขียนนิยายไซ-ไฟกรณีคาดการณ์กันว่าจะเกิดน้ำท่วมหรือแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯบ้างไหม?

ไม่เขียน เพราะข่าวแบบนี้มันก็ออกมาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ผมมักจะมองอะไรที่มันเป็นประเด็นไกลไปมากกว่านั้น เช่นอีกหลายพันปีข้างหน้าหรือชีวิตนอกโลกอะไรทำนองนั้น ที่มันเป็นประเด็นที่ผมสนใจมาตั้งแต่เด็กมากกว่า อยากเขียนเป็นนิยายไซ-ไฟยาวๆ ก็รอจังหวะอยู่

>> การเป็นนักเขียนอาชีพซึ่งตั้งสำนักพิมพ์เอง เขียนเอง พิมพ์เอง และในแต่ละปีจะต้องออกหนังสือใหม่อย่างน้อยปีละปกสองปก ตรงนี้มันทำให้กดดันตัวเองเกินไปหรือเปล่า?

มันอยู่ที่ลักษณะการทำงานมากกว่า การทำงานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คือถ้าเราทำงานต่อเนื่องกันอยู่แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากเย็นอะไร นักเขียนรุ่นเก่าเขียนหนังสือปีละตั้ง 5-6 เล่มก็ยังทำได้เลย เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เป็นสิ่งว่ากดดันลักษณะนั้น

ผมทำเป็นนิสัยไปแล้วคือทำงานทุกวัน