บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
มุมมองนักคิด
 

คอลัมน์ The Creative / มุมมองนักคิด

กรกฎาคม 2010

 

ถ้าจะให้คุณวินทร์บรรยายลักษณะตัวเองเป็นตัวละครในเรื่องสั้นสัก 1 ย่อหน้า จะบรรยายอย่างไร

โอ้โห! คงไม่สามารถบรรยายยาวเป็นย่อหน้าหรอกครับ บรรทัดเดียวยังยากเลย! อย่างเก่งก็ได้แค่วลีเดียวก็คือ 'เรียบง่าย' เพราะเป็นคนเรียบง่ายจืดชืดมาตั้งแต่เด็กจนโต

บางฉากบางตอนในมิติต่างๆ ของวินทร์ เลียววาริณ ในภาคสถาปนิก / ภาคนักโฆษณา / ภาคนักเขียน (ฉากหลังที่ประทับใจ / รันทด / ขบขัน / เสียดสี / ชัยชนะและความพ่ายแพ้) อาจจะเขียนเป็นลักษณะอย่างเช่น 50 ปีที่แล้วของวินทร์ / 40 ปี / 30 ปี / 20 ปี / 10 ปี

ผมเกิดในครอบครัวคนทำงานหนัก หาเช้ากินค่ำ ในต่างจังหวัด ในโลกที่ไม่มีสีสันอะไรนัก แต่โชคดีที่ได้เดินทางออกจากโลกเล็กๆ ใบนั้น เรียนต่อจนถึงขั้นมหาวิทยาลัย และไปทำงานและเรียนในต่างประเทศ มันเปิดหูเปิดตาเปิดโลกทรรศน์ออกกว้าง เปลี่ยนมุมมองอย่างมาก เห็นและเข้าใจความเป็นไปนอกโลกใบเล็กที่ผมเกิดมา นี่ทำให้โลกของผมเปลี่ยนไป

ผมโชคดีที่ได้เรียนและทำงานในสายทางที่รักคือศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม การวาดรูป การออกแบบ ไปจนถึงงานเขียนหนังสือ มันทำให้ทำให้รู้จักใช้จินตนาการ และทำให้ความคิดสร้างสรรค์ในตัวงอกเงยโดยปริยาย เป็นความคิดสร้างสรรค์นี่เองที่ทำให้มองโลกในแง่บวกมากขึ้น กล้ามองต่างมากขึ้น ผมว่านี่อาจเป็นข้อหนึ่งที่ทำให้โลกทรรศน์เปลี่ยนไปในทางที่กว้างขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับตัวเลขอายุนัก วัยเพียงแต่ทำให้มีประสบการณ์และความสุขุมมากขึ้น แต่ความคิดความอ่านนั้นไม่จำเป็นต้องขยายตัวตามวัย แต่โดยรวมแล้ว ผมพอใจกับระดับการเรียนรู้ ความเข้าใจชีวิตซึ่งพัฒนาขึ้นมากกว่าเมื่อยังเด็ก รู้สึกตัวว่าเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เข้าใจจุดประสงค์และยินดีกับการดำรงอยู่ในโลกนี้มากขึ้น

บุคคล / สิ่งของ / แนวคิด / สถานที่ อะไรบ้างที่เกื้อหนุน กระตุ้นการคิดสร้างสรรค์ผลงาน + วิธีลับคมสมองตามแบบฉบับของคุณวินทร์ (ยกตัวอย่าง)

สิ่งแรกสุดก็คือการอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือหลากหลายประเภทจำนวนมากมายเป็นการกักตุนเชืิ้อเพลิงแห่งความรู้ในตัว สิ่งต่อมาก็คือการเดินทาง การพบปะผู้คน ก็เป็นการเพิ่มเชื้อเพลิงทั้งความรู้และความเข้าใจโลกในคลังสมองมากขึ้น และท้ายสุดการครุ่นคิด วิเคราะห์ พิจารณาความเป็นไปด้วยตนเอง ทำให้เข้าใจและรู้จักนำเชื้อเพลิงเหล่านั้นมาแปลงเป็นปัญญา
พูดง่ายๆ คือสะสมข้อมูล, ย่อย แล้วจึงเข้าใจ

อะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคการคิดสร้างสรรค์ผลงาน (ยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยค่ะ)

อุปสรรคของการสร้างสรรค์งานก็คือความคิดเดิมๆ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า preconceived ideas ซึ่งรวมไปถึงค่านิยม ความเชื่อ ความชอบ ความเคยชินที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็ก ยกตัวอย่างเช่น ความเชื่อว่างานของนักเขียนรุ่นเก่าเป็นงานที่ดีเสมอ หรือภาษาของวัยรุ่นเป็นเรื่องแย่เสมอ ความเชื่อที่ฝั่งหัวแบบนี้อาจถูกต้องก็ได้ แต่ก็อาจเป็นอคติที่ทำให้หัวของเราไม่เปิดกว้างพอรับสิ่งใหม่ๆ นำไปสู่สิ่งกีดขวางทางความคิดสร้างสรรค์ ไม่กล้าทำอะไรใหม่ที่แหวกหรือลบกฎเดิม เป็นต้น

“โลกสร้างสรรค์นั้นแทบไม่มีอะไรที่เป็น original 100% แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ 'ใหม่' เพราะความสดใหม่ก็มาจากวิวัฒนาการได้เหมือนกัน” รบกวนช่วยขยายความหน่อยค่ะ

ไอเดียต่างๆ ในโลกนี้เกิดมาจากการที่สมองคนครุ่นคิดขึ้นมา แต่เนื่องจากไม่มีใครในโลกเกิดมาพร้อมความรู้ความคิดฝังในหัวเป็นของตนเองเฉพาะตัว ความรู้ความคิดของทุกคนเป็นการสานต่อความรู้ความคิดของคนรุ่นก่อน สืบสานต่อกันมา

ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ไม่มีทางเกิดขึ้นมาลอยๆ ในโลก มันเป็นการสืบต่อความคิดหรืิอ 'วิวัฒนาการ' ความคิดของรถม้าและเกวียน ผสานกับเทคโนโลยีของคนที่คิดค้นเครื่องยนต์ เมื่อนำมารวมกันก็จะได้รถยนต์ และเมื่อพัฒนาต่อไป เช่นนำไปผสมกับเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ก็จะได้รถยนต์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ดังนี้เป็นต้น น้อยครั้งมากที่มีการประดิษฐ์สิ่งที่เพิ่งมีเป็นครั้งแรกในโลก ดังนั้นจะเห็นว่าทุกสิ่งประดิษฐ์หรืองานสร้างสรรค์ก็มีความ 'ใหม่สด' ในช่วงเวลาของมัน และเป็นรากฐานของสิ่งประดิษฐ์หรืองานสร้างสรรค์ที่ใหม่ขึ้นอีกต่อไปเรื่อยๆ

ความคิดสร้างสรรค์เป็นพรสวรรค์หรือฝึกฝนกันได้ ของคุณวินทร์เองเป็นแบบไหน เล่าให้ฟังด้วยค่ะ

แน่นอนโลกมีคนที่มีสมองดีกว่าคนอื่นๆ แต่คงไร้ประโยชน์ที่เราจะพูดถึงอัจฉริยะกลุ่มเล็กๆ เพราะคนส่วนมากในโลกมีระดับสมองที่พอๆ กัน การเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนช่วยส่งเสริมหรือทำลายความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้มากพอกับสภาพสมองตามธรรมชาติ อาจบอกได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ครึ่งหนึ่งมาจากยีน อีกครึ่งหนึ่งมาจากการเลี้ยงดู การพัฒนา ของผมก็เป็นแบบ 50-50 อย่างนี้ครับ

ช่วยแจกแจงตารางชีวิตในแต่ละวัน เล่าบรรยากาศห้องทำงานของคุณวินทร์ และสิ่งที่ชีวิตประจำวันจะขาดไม่ได้

ชีวิตการทำงานของผมเรียบง่ายมาก ที่ทำงานก็เรียบง่ายมาก มีคอมพิวเตอร์สองตัว เครื่องพิมพ์หนึ่งตัว วันๆ ก็มักนั่งหน้าจอทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็นอน ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือแตกต่างจากคนอื่น

งานในแนวไซไฟที่คุณวินทร์เขียนมีอะไรบ้าง ที่ภูมิใจที่สุดคือเล่มไหน เพราะอะไร

ช่วงยี่สิบปีนี้ ผมเขียนไซไฟจำนวนหนึ่ง เป็นเรื่องสั้นและนวนิยาย สำหรับเรื่องสั้นได้รวมเป็นชุด เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว ซึ่งมีสี่เล่ม ส่วนนวนิยายก็เช่น ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85, อัฏฐสุตรา บางเล่มก็เป็นส่วนผสมของไซไฟกับตระกูลอื่น

ผมชอบงานไซไฟส่วนใหญ่ที่เขียนครับ เพราะเป็นการปลดปล่อยจินตนาการแบบไม่มีข้อจำกัด ไม่มีกฎกติกาใดๆ แต่ละเรื่องก็มีรสชาติของมันเอง

งานเขียนที่ใช้เวลานานที่สุดของคุณวินทร์คือเรื่องไหน เกิดอะไรขึ้น

คือเรื่อง ปีกแดง เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเมืองของโลกและประเทศไทย กินเวลาค้นคว้าข้อมูลและเขียนราวหกปี หนักหนาสาหัสเอาการ!

เวลาเขียนงานร่วมกับคนอื่น อย่างเช่น ปราบดา หยุ่น การทำงานต้องเป็นอย่างไร มีอาการเกรงใจ หรือสนุกอย่างไรบ้าง

นักเขียนที่ผมทำงานร่วมด้วยยาวนานที่สุดก็คือ ปราบดา หยุ่น ในชุด ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน เป็นการเขียนจดหมายคุยกันในเรื่องต่างๆ ครอบจักรวาล เขียนกันนานถึงแปดปีครับ แม้วัยจะต่างกัน แต่วิถีชีวิตของเรากลับคล้ายๆ กัน จึงไม่มีอะไรที่ต้องเกร็งหรือเครียด เป็นแปดปีที่สนุกดีครับ ได้เรียนรู้มุมมองของกันและกัน เปิดโลกทรรศน์ เป็นประสบการณ์ที่คุ้มเวลาครับ

รางวัลต่างๆ ที่ได้รับมีผลต่อคุณวินทร์และงานเขียนอย่างไร

รางวัลต่างๆ ส่งผลทางจิตใจมากกว่า นั่นคือรู้สึกดีที่มีคนมองเห็นคุณค่าของงานที่ทำไป อีกประการ รางวัลก็ทำให้ผมสามารถก้าวไปสู่สถานะนักเขียนอาชีพได้เร็วขึ้น แต่หลังจากนั้นรางวัลก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว นักเขียนต้องพัฒนาตัวเองและรักษาคุณภาพผลงานเอาเอง

วินทร์ เลียววาริณ ในวันนี้ต่างจากวินทร์ในอดีตอย่างไร (นอกเหนือจากอายุที่เพิ่มขึ้น)

เข้าใจโลกมากขึ้นครับ

สิ่งที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำ

ยังอยากเขียนหนังสืออีกหลายแนวที่ยังไม่ได้ทำอย่างจริงจังครับ ยกตัวอย่างเรื่องผี นิยายกำลังภายใน งานเกี่ยวกับธรรมะและปรัชญา เป็นต้น

 


Creative Ingredients

1.ปกติดูหนังบ่อยแค่ไหน

ดูหนังทุกอาทิตย์ครับ ความจริงจะดูทุกวันก็ได้ การดูหนังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ดูเพื่อผ่อนคลายสมองกับเพื่อรับแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่หนังคุณภาพที่เข้าฉายในบ้านเรามีน้อยเหลือเกิน ผมไม่ชอบดูหนังแผ่น ชอบเข้าโรงหนังมากกว่า

2. เพลงหรือวงดนตรีสุดโปรด

ผมฟังเพลง 'คนแก่' มากกว่าเพลงยุคใหม่ครับ ผมมักใช้เพลงเป็นฉากหลังเวลาทำงาน จึงไม่ชอบเพลงแรงๆ ที่รบกวนความคิด บ่อยครั้งจะฟังดนตรีบรรเลง ดนตรีคลาสสิก หรือเสียงน้ำไหล ทำให้จิตสงบขึ้นครับ

3. หนังสือ + นักเขียนในดวงใจ

สมัยเด็กผมอ่านหนังสือโดยติดตามงานของนักเขียนที่ชื่นชอบเสมอ เช่น พนมเทียน กิมย้ง โก้วเล้ง ฯลฯ แต่เมื่อโตขึ้นก็อ่านหนังสือโดยไม่ค่อยดูชื่อคนเขียนเท่าไร ว่ากันไปเป็นเรืื่องๆ ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ แทบไม่ได้อ่านนิยายเลย แทบทั้งหมดเป็นสารคดีและตำรา ซึ่งไม่เน้นชื่อคนเขียน

4. เว็บไซต์ที่ขาดไม่ได้

น่าจะเป็นกูเกิลกระมังครับ อีกเว็บไซต์หนึ่งที่ต้องเข้าไปทุกวันก็คือ www.winbookclub.com ไปคุยกับเพื่อนนักอ่านครับ