บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
ลมหายใจบนตัวหนังสือ
 

สัมภาษณ์ สิงหาคม 2546

เรื่อง : ณัฐพล ศรีเมือง

WAYS OF LIFE นิตยสาร GM

วินทร์ เลียววาริณ ลมหายใจบนตัวหนังสือ

วินทร์ เลียววาริณ นั่งเขียนหนังสือหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์คนเดียวทุกวัน เขาอาศัยอยู่ในห้องบนชั้น 12 ของคอนโดมิเนียมสูง 22 ชั้น ย่านสุขุมวิท อาจจะหงอยเหงาไปบ้าง แต่เขาก็สนุก และมีความสุขดี...

การถูกถีบตกน้ำ / อาชีพนักเขียน / ความเป็นไปได้

8 เดือนแล้วที่วินทร์หันหลังให้กับอาชีพที่ทำมานานร่วม 20 ปี เขาไม่ได้ลาออกจากการเป็นครีเอทีฟ - อาร์ตไดเรกเตอร์ที่บริษัทโฆษณาแห่งนั้น แต่เมื่อต้นสังกัดปิดตัว ทุกชีวิตก็จำต้องแยกย้ายกันไปโดยปริยาย เขาใช้เวลาตัดสินใจนาทีเดียวที่จะไม่ไปทำงานกับเอเจนซีอื่น แล้วหันมาเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัว "มันไม่มีวันพร้อมหรอก ถ้าคุณไม่ลงมาทำจริงๆ"

ที่จริงมันเป็นภาพในใจของเขามานาน กว่า 10 ปีกับการเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรกทำให้เขามีผลงานทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย ออกมา 9 เล่ม เขียนบทความร่วมกับ ปราบดา หยุ่น อีก 1 เล่ม ได้รับรางวัลซีไรต์ 2 หน ไม่นับรางวัลอื่นๆ อีกหลายรางวัล กระนั้น วินทร์ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะออกมาเดินบนถนนคดเคี้ยวเส้นนี้ เขาเป็นคนไม่ค่อยชอบเสี่ยงเท่าไหร่ - ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

"มันมาถึงจุดๆ หนึ่งที่เหมือนกับคุณโดนถีบลงน้ำ คุณจะว่ายไปหรือจะปล่อยให้จม? มันก็ต้องว่ายข้ามฝั่งไปให้ได้เท่านั้นเอง เพียงแต่เราเตรียมฝึกว่ายน้ำมาก่อนล่วงหน้าแล้ว ฉะนั้น เวลาโดนถีบลงไปในน้ำ มันก็ไม่ถึงกับทรมานอะไร ยังว่ายไปได้ และก็ต้องตั้งใจว่ายข้ามไปให้ได้"

การเขียนหนังสือมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ทำให้เขามีฐานคนอ่านอยู่จำนวนหนึ่ง ชาติ กอบจิตติ เคยแนะนำว่าถ้ามีงานออกมาเรื่อยๆ ให้เปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองดีกว่า วินทร์เห็นด้วย เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เลขที่บ้านเกิดในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงถูกนำมาใช้เป็นชื่อสำนักพิมพ์ 113 ของเขา หากบริษัทไม่ยุบ เขาคงยังเขียนหนังสือตามสบายต่อไป อาศัยยามว่างจากงานประจำวันละ 1 - 2 ชั่วโมงเป็นอย่างมาก ตอนนี้เขามีเวลาทำงานเขียนอย่างน้อยวันละ 7 - 8 ชั่วโมงแล้ว

แผนการคร่าวๆ ของวินทร์คือจะออกหนังสือปีละประมาณ 2 เล่ม เขาตระหนักดีว่า การจะเป็นนักเขียนอาชีพได้ อันดับแรกต้องมีวินัยในการทำงานอย่างเคร่งครัด และทำงานอย่างเป็นระบบ คุณสมบัติอื่นๆ นอกเหนือจากนั้น เป็นพื้นฐานที่นักเขียนทั่วๆ ไปจะต้องมีอยู่แล้ว ถ้าไม่ฆ่าตัวตายด้วยการทำงานลวกๆ ออกมา และมีความสม่ำเสมอ เขาเชื่อว่ามันน่าจะเป็นไปได้ 

 

ชีวิตประจำวัน / โปรเจ็กต์ / ความโดดเดี่ยว

ในหัวของวินทร์มีงานอยู่หลายโปรเจ็กต์ ไม่นับที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เขาอยากเขียนเรื่องแทบทุกแนว เรื่องผีเขาเขียนไปแล้วเรื่องสองเรื่อง เรื่องหักมุมอยากเขียนสัก 20 ชุด ถ้าเป็นไปได้ รวมทั้งนิยายน้ำเน่าด้วย ตอนนี้สองมือของเขาทำพร้อมกันได้แค่ 4 โปรเจ็กต์ คือ นิยายวิทยาศาสตร์ บทความปรัชญา เรื่องสั้นนักสืบ และ 'หนึ่งวันเดียวกัน' ชุดใหม่ ส่วนใหญ่เสร็จไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วนรวมคอลัมน์ ' ำ' ในมติชนสุดสัปดาห์นั้นใกล้เสร็จเรียบร้อย และคงจะพิมพ์ออกมาเป็นเล่มต่อไป แต่ละโปรเจ็กต์มีเดทไลน์ของมัน

วินทร์คำนวณว่า ถ้าปีหนึ่งเขาจะออกหนังสือ 2 เล่ม สมมุติเดือนมีนาคมกับตุลาคม ก็แปลว่าเขามีเวลาเขียนอยู่ประมาณเล่มละ 6 เดือน จากนั้นก็ย้อนกลับมาดูว่า โปรเจ็กต์นี้เป็นไปได้ไหมที่จะทำทัน ถ้าไม่ทัน บางทีอาจจะต้องเป็น 1 ปี หรือมากกว่านั้น

ปัญหาของนักเขียนทุกคนคือ ถ้าไม่วางเดทไลน์ไว้เลยจะไม่ยอมทำงาน การวางเดทไลน์ไว้ก็เพื่อเป็นการบังคับตัวเองว่าต้องทำ ไม่ได้แปลว่าต้องตามนั้นเป๊ะ แต่โดยทั่วไปเขาก็ค่อนข้างจะรักษาเดทไลน์ได้ดี บางครั้งก็เสร็จตรงเวลา บางครั้งก็เสร็จก่อน "ในแต่ละวันผมจะเลือกทำโปรเจ็กต์ตามความอยาก ลักษณะการทำอย่างนี้ นอกจากจะได้งานเร็วแล้วยังได้งานดีด้วย บางทีวันเดียวก็ทำสองโปรเจ็กต์ คือถ้าหากโปรเจ็กต์ที่เราทำแล้วมันไม่ไปไหน เราก็ต้องหยุดเลย ไม่มีประโยชน์ที่จะฝืนทำต่อ ก็ทำงานชิ้นอื่นไปก่อน มันจะเป็นการปรับอารมณ์ พอปรับอารมณ์แล้วก็โอเค เพราะบางครั้งเราคิดในเรื่องบางอย่างไม่ได้ มันต้องใช้อารมณ์พอสมควร เช่นอารมณ์ของตัวละครเวลาคุยกัน ถ้าฝืนเขียนออกมามันจะแข็งมาก ฉะนั้น เราเอาช่วงเวลาลักษณะนั้นไปทำอย่างอื่น เช่นเรื่องที่ต้องใช้การคิดพล็อตแทน มันก็จะช่วยแก้ได้"

ทุกวัน วินทร์จะตื่นขึ้นมาตอน 6 โมงเช้า ไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะถ้าฝนไม่ตก กลับมาเริ่มทำงาน พักเที่ยง ทำงานต่อจนถึงเย็น บางวันอาจจะเลยไปถึงช่วงค่ำ และเข้านอนประมาณ 5 ทุ่ม นักเขียนอาชีพต้องเขียนหนังสือทุกวัน ไม่มีวันหยุด ไม่มีข้อแม้ เหมือน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไอดอลคนหนึ่งของวินทร์ ที่ยังเขียนหนังสือแม้ในยามป่วย (เขาเคยไปเยี่ยม 'รงค์ ที่สวนทูนอิน 2 ครั้ง) บางวันวินทร์อดรู้สึกเหงาไม่ได้ อยู่ที่บริษัทยังมีเพื่อนร่วมงานให้พูดคุย แต่ตอนนี้เขาทำงานอย่างโดดเดี่ยว สิ่งที่ทำให้เขายังรับสภาพนี้ได้และคิดว่ามันก็ดีไปอีกแบบหนึ่งคือ การจมหายไปในโลกของงานเขียน ซึ่งบางครั้งเวลาหลายๆ ชั่วโมงก็ผ่านไปโดยไม่รู้ตัว

การเขียนหนังสือ / ข้อจำกัด / บรรณาธิการ

วินทร์คิดเล่นๆ เขาคงจะเขียนหนังสือช้ากว่า ฮ.นิกฮูกี้ สักร้อยเท่า เรื่องสั้นที่วินทร์เคยเขียนเร็วที่สุดใช้เวลา 3 วัน นานที่สุดคือ 1 ปี ส่วนนวนิยาย เร็วที่สุด 2 ปี นานที่สุด 6 ปี ตอนที่ยังทำงานประจำ ความอยากเขียนหนังสือมาก ทำให้ในหนึ่งวันเขาแทบไม่มีเวลาว่างเหลืออยู่เลย เขาเจียดในการดูหนัง ดูทีวี รวมทั้งตอนนั่งรอคน หรือขณะกินอาหาร ไปใช้ในการเขียนหนังสือหมด สมองของวินทร์เหมือนมีสวิตซ์ เปิด - ปิด เขาจึงไม่ต้องรออารมณ์ สามารถเขียนได้เมื่อต้องการ และทำงานได้คราวละมากกว่าหนึ่งโปรเจ็กต์

วินทร์เชื่อในเรื่องของ Time management ถ้าคนเราต้องการจะทำอะไรจริงๆ ก็ย่อมทำได้ ไม่มีข้ออ้างเรื่องเวลามากเวลาน้อย อยู่ที่การจัดสรรเวลาให้เป็น "ผมไม่เคยเชื่อในเรื่องที่ว่า ถ้าคุณมีเวลามากแล้วคุณจะต้องทำงานดีได้เสมอไป เพราะผมทำงานในวงการที่อยู่ภายใต้เส้นตายตลอดเวลา แล้วมันก็พิสูจน์ให้เห็นเยอะแยะไปว่า งานที่ใช้เวลา 5 นาที อาจจะดีกว่างานที่ทำเป็นเดือนด้วยซ้ำ ฉะนั้น ผมเชื่อว่าคนเราสามารถทำงานที่ดีภายใต้ข้อจำกัดเวลาได้ แต่หมายถึงว่าจะต้องผ่านการฝึกคิดให้เป็นระบบมาก่อน ไม่งั้นก็มีปัญหา คุณจะคิดไม่ออกเลย ไอ้เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ว่าคุณเกิดมาแล้วทำได้ มันต้องฝึก"

เขาเก็บข้อมูลอยู่ตลอดเวลา เห็นอะไรสะดุดตาสะดุดใจก็รีบเก็บไว้ จะเอาไปใช้อะไรค่อยว่ากันอีกที บางครั้งอาจจะเป็นแค่คำพูดประโยคเดียวที่รู้สึกว่ามันเท่ หรือเกร็ดความรู้แปลกๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาคิดว่ามันเป็นสัญชาตญาณของนักเขียน

เวลาทำงาน เขามักจะวางโครงร่างไว้คร่าวๆ ก่อนว่าต้องการนำเสนอเรื่องอะไร อย่างไร อารมณ์จะไปในทิศทางไหน แล้วก็เขียนไปตามนั้น วิธีนี้ทำให้ไม่หลงทาง หรือถ้าไปผิดทางก็จะได้รู้แต่เนิ่นๆ มีบ้างที่อาจจะดิ้นหลุดไปในแนวทางของมันเองแล้วออกมาดี ก็ถือเป็นโบนัสที่เกิดขึ้น แต่สำหรับเขา ถ้าอยากจะเขียนหนังสือเป็นอาชีพ เรื่องเหล่านี้ต้องกำหนดได้พอสมควร

สำหรับงานสร้างสรรค์ เขาเชื่อว่าโลกนี้ยังมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเสมอ ทว่าเป็นความใหม่ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากศูนย์ แต่มีรากฐานมาจากของเก่า และความใหม่นั้น ไม่นานก็จะกลายเป็นเก่าไป เป็นวงจรของมัน แม้จะมีประสบการณ์ในการเขียนหนังสือไม่น้อย และมีสำนักพิมพ์รองรับงานของตัวเอง ซึ่ง 95 เปอร์เซ็นต์เขาทำคนเดียว แต่วินทร์ก็ไม่เคยไว้ใจให้ตัวเองควบตำแหน่งบรรณาธิการ ต้องมีอะไรหลุด ต้องมีอะไรผิดพลาดเสมอ เขาจึงดึงคนในแวดวงโฆษณาหลายคนมาช่วยทำหน้าที่นี้ให้

"บรรณาธิการในความหมายของผมไม่ใช่คนมาพิสูจน์อักษร เพราะพิสูจน์อักษรมีคนที่มีความรู้ภาษาไทยเยอะแยะทำได้ บรรณาธิการต้องทำหน้าที่มากไปกว่านั้น คือสามารถคอมเม้นท์งานได้ บอกได้ว่า ตรงนี้ผิดหรือถูก ควรหรือไม่ควร ต้องกำหนดทิศทางหนังสือได้พอสมควร" เมื่อบรรณาธิการอ่านเรื่องแล้วชี้จุดบกพร่องกลับมา เช่นตรงนี้ไม่สมจริง ตรงนั้นไม่จำเป็น ถ้ายังเชื่อมั่นว่าความคิดเห็นของตัวเองน่าจะดีกว่า เขาก็ยังยึดเอาไว้ แต่หากเห็นด้วยกับที่บรรณาธิการแย้งมา ก็ต้องแก้ไข

วินทร์คิดว่าไม่ใช้บรรณาธิการไม่ได้ เขาเจียดเงินส่วนหนึ่งมาจ้างบรรณาธิการ เพราะอยากทำให้หนังสือมีมาตรฐานมากขึ้น น่าเสียดายที่บ้านเราหาบรรณาธิการเก่งๆ ยาก บางครั้งวินทร์นึกถึงสุชาติ สวัสดิ์ศรี สุดยอดบรรณาธิการของเมืองไทย "ที่เมืองไทยไม่ค่อยนิยมใช้บรรณาธิการมากนัก อันที่หนึ่ง น่าจะเป็นเพราะคนไม่เห็นความจำเป็น คิดว่าตัวเองเป็นนักเขียนตัวเองก็อ่านเองได้ อันที่สอง เข้าใจว่าคงเป็นเรื่องงบประมาณ ไม่มีเงินจ้าง สมมุติว่าคุณมีเงินอยู่ 2-3 พันบาท บรรณาธิการที่ไหนก็ไม่อยากรับเงินนั้น เพราะมันไม่คุ้มกับเวลาที่ต้องเสียไป อ่านหนังสือแล้วต้องวิเคราะห์นี่ไม่ใช่เป็นงานที่จ่ายด้วยเงิน 2-3 พัน ผมไม่แน่ใจว่าสำนักพิมพ์อื่นเขาทำกันยังไง สำนักพิมพ์บางแห่งอาจจะพิมพ์งานเยอะ บรรณาธิการจึงทำหน้าที่คล้ายเป็นคนอ่านคำผิด บางแห่งอาจจะเชื่อใจนักเขียนอยู่แล้ว ก็เลยไม่กล้าที่จะแตะต้อง แต่เท่าที่ทราบดูเหมือนค่าจ้างสำหรับบรรณาธิการต่ำมาก ฟังแล้วน่าตกใจ"

เขาเห็นว่า อันที่จริงการจ้างบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องทำโดยสำนักพิมพ์ มันเป็นการติดต่อระหว่างนักเขียนกับบรรณาธิการมากกว่า

ลูกค้า / การตลาด / การดิ้นรน

วินทร์เลือกที่จะพิมพ์หนังสือโดยไม่ใช้เครดิตโรงพิมพ์ เขาต้องการจะทำราคาหนังสือให้ถูกที่สุดเท่าที่จะถูกได้ เพื่อให้คนทั่วไปซื้อหาอ่านได้ไม่ยากจนเกินไป การจ่ายสดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาสามารถต่อรองกับโรงพิมพ์ได้ อีกอย่าง เขาไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องบัญชีเท่าไหร่ เมื่อหักต้นทุนต่างๆ แล้ว ถ้าหนังสือไม่มีการพิมพ์ซ้ำ เขาก็จะไม่ได้กำไร ดีที่ส่วนใหญ่ไม่เป็นเช่นนั้น

"ผมยังเชื่อในปรัชญาเดิมมาตลอด คือ เราสามารถจะทำงานประเภทที่ได้ทั้งเงินทั้งกล่องได้พร้อมกัน แน่นอน บางเรื่องอาจจะได้เงินมากหน่อย บางเรื่องอาจจะได้กล่องมากหน่อย แต่อย่างน้อยที่สุด มันต้องผ่านมาตรฐานที่เราตั้งเอาไว้ว่าไม่ห่วย เวลาส่งหนังสือออกไปเล่มหนึ่งในตลาดต้องดูได้ มันอาจจะไม่ได้ดีเหมือนกับเล่มก่อนๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นหนังสือที่เลวแน่นอน บางเล่มอาจจะโดดออกมาจากเล่มเก่าๆ มันก็แล้วแต่ เพราะว่านักเขียนก็คือคน ไม่จำเป็นว่าเล่มที่สองจะต้องดีกว่าเล่มที่หนึ่งเสมอไป มันก็ขึ้นๆ ลงๆ แต่ก็ยังอยู่ในมาตรฐาน ผมเชื่อว่าถ้างานดีจริงๆ มันต้องขายได้ด้วย และก็เชื่อว่า ถ้าคุณทำงานห่วยชิ้นหนึ่ง ลูกค้าของคุณจะหายไปครึ่งหนึ่งได้แทบจะทันที ฉะนั้น คุณไม่สามารถจะทำงานห่วยได้ ทุกชิ้นที่ออกมาอย่างน้อยที่สุดต้องผ่านคิวซีของคุณว่ามันใช้ได้ในระดับหนึ่ง"

เพื่อที่จะอยู่ให้ได้ในฐานะนักเขียน วินทร์ต้องพยายามทำการตลาดหลายอย่าง โดยอยู่ในขอบเขตของงบประมาณ ทั้งให้สัมภาษณ์สื่อ ส่งหนังสือชิงรางวัล ไปพูดตามที่ต่างๆ ทำเว็บไซต์เพื่อสื่อสารกับคนอ่านโดยตรง และเปิดตลาดต่างประเทศด้วยการแปลผลงานเป็นภาษาอังกฤษ เริ่มด้วยเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ซึ่งปริสนา บุญสินสุข บรรณาธิการคนหนึ่งของวินทร์เป็นผู้แปล

วินทร์มีแผนตั้งนานแล้วที่จะแปลหนังสือของตัวเองออกมาเป็นภาษาอังกฤษให้หมด เพราะนั่นคือด่านแรกที่จะไปสู่โลกภายนอก ใช่ว่าเขาอยากดังอะไร เพียงแต่มันเป็นแหล่งรายได้ใหม่ เขาคงขายในเมืองไทยก่อน เหมือนที่ชาติ กอบจิตติทำ ดูว่าเป็นยังไง มันไม่เสียหายอะไรที่จะลองขยายตลาดดู เขาต้องดิ้นรนทุกอย่างที่จะทำให้หนังสือขายได้ ยกเว้นการขายวิญญาณ

"ผมไม่ได้ต้องการจะขายวิญญาณให้กับเงินหรืออะไรเพื่อที่จะอยู่รอดได้ แต่โอเค มันต้องเจอกันครึ่งทาง เราทำงานที่เราคิดว่าดีแล้ว และก็ตั้งใจจะขายมันให้ได้ด้วย อาจจะฝืนจากนิสัยตัวเอง แต่ก็ต้องยอมทำ โดยหวังว่าถ้าอยู่รอดได้ มันก็น่าจะมีเวลา มีกำลังเงินที่จะผลิตงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

"เป็นนักเขียน ถ้าหากไม่ยอมเปิดตัวมันก็ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า หนังสืออาจจะขายไม่ได้มากเท่าที่ควร เพราะคนอ่านอาจจะไม่รู้จัก เวลาเจอนักเขียนหลายคน เราก็คุยกันเรื่องนี้ ผมก็บอกเสมอว่า มันมีสองทางคือหนึ่ง เก็บตัว หรือสอง เปิดตัว มีสองทางนี้ ไม่มีทางอื่น"

ถ้าอยากจะให้หนังสือขายได้ ก็มีทางเดียวเท่านั้น คือต้องเปิดตัว วินทร์เข้าใจและยอมรับในข้อนี้

รางวัลซีไรต์ / วงการวรรณกรรมไทย / ช่องว่าง

ประกาศผลรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนหรือซีไรต์รอบคัด เลือก 7 เล่มปีนี้ วินทร์เห็นนวนิยายเรื่อง ปีกแดง ของตัวเองรวมอยู่ในนั้นด้วย เขาเคยได้รางวัลนี้มาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อปี 2540 และ ปี 2542 ประเทศไทยขณะนี้มีเพียงเขากับ ชาติ กอบจิตติ เท่านั้นที่ถูกเรียกว่า ดับเบิ้ลซีไรต์

เมื่อก่อน วินทร์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าซีไรต์เขาทำอะไรกัน สำนักพิมพ์บอกให้ส่งก็ส่ง ไม่ได้คิดอะไรมาก เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด เป็นช่องทางการจำขายอย่างหนึ่งของเขาไปเสียแล้ว ที่จริงก็ไม่ควรคิดอย่างนั้น วินทร์รู้ แต่ในเมื่อรางวัลมันทำให้หนังสือขายได้ ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร สำหรับปีนี้ เขารู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ต่ำมากที่จะได้รับรางวัลเป็นครั้งที่ 3 ไม่ใช่เป็นเพราะเคยได้มาแล้ว 2 ครั้ง แต่เพราะอะไรก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน มันไม่สำคัญหรอก เขาไม่ได้หวังไกลว่าจะต้องได้รางวัลอะไร แค่เข้ารอบ 7 เล่มก็ถือว่าจบหน้าที่ของเขาแล้ว ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข่าวต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเขาหวังว่าคงจะช่วยทำให้หนังสือขายได้ขึ้นอีกระดับหนึ่ง

การเป็นนักเขียนอาชีพทำให้เขาต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ต้องทำทุกอย่างให้หนังสือเป็นที่รับรู้ รางวัลซีไรต์เป็นเรื่องที่สื่อทุกสื่อให้ความสนใจอยู่แล้ว และมันก็เป็นการพีอาร์ให้ฟรี ฉะนั้น เขาจึงยังต้องส่งประกวดอยู่

"ทุกวงการต้องมีการแข่งขันเป็นธรรมดามัน ในสายตาส่วนตัว ผมคิดว่ารางวัลซีไรต์มีประโยชนมากกว่ามีโทษ คือมันช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันขึ้นมา และการแข่งขันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผลงานก้าวไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่เรามักจะไปมองที่ด้านลบของรางวัลตลอดเวลา ก็เลยอาจจะไม่มีประโยชน์ คือในเมื่อรางวัลมันตั้งมาขนาดนี้แล้ว ก็น่าจะใช้ประโยชน์จากมันให้มากกว่านี้ หาทางกระตุ้นให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น และไม่ใช่ไปกระตุ้นให้อ่านเล่มเดียวอย่างที่เป็นมา ซึ่งผมคิดว่า เขาก็คงอยู่ในช่วงเวลาที่จะเปลี่ยนทัศนคิตแบบนั้น อย่างการเอา 7 เล่มที่เข้ารอบสุดท้ายมาเผยแพร่มากขึ้นกว่าเดิม มันก็เป็นขั้นตอนหนึ่งที่พยายามจะทำให้คนอ่านมากกว่าหนึ่งเล่มสุดท้าย"

ไอเดียเรื่อง 'โฆษณาวรรณกรรม' ยังวนเวียนอยู่ในหัวของวินทร์ นานมาแล้วเขาเคยเปรยเรื่องนี้กับรุ่นพี่ในวงการบางท่าน และเคยเล่าให้ปราบดา หยุ่นฟังทางอีเมล์

"โฆษณาวรรณกรรมคือ ไม่ได้โฆษณาหนังสือเจ้าใดเจ้าหนึ่งเป็นพิเศษ แต่เป็นการโฆษณาโดยภาพรวม ผมคิดว่าถ้าหากมีการรวมตัวกัน เช่น องค์กรของคนพิมพ์หนังสือมาลงขันกัน มันอาจจะช่วยขยายตลาดให้กว้างขึ้นได้ เหมือนกับที่ต่างประเทศเขารณรงค์ให้คนมาดื่มนมกัน หรือบางทีในช่วงเวลาที่เนื้อวัวขายไม่ดี เขาก็จะรณรงค์ให้คนกินเนื้อวัวมากขึ้น ก็เป็นเรื่องธรรมดา คือมารวมตัวกัน

"ทีนี้เนื่องจากหนังสือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อคนส่วนรวม ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องมาช่วยด้วยเหมือนกัน คือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนมารวมกัน สมมุติหนังสือพิมพ์บางฉบับมีพื้นที่เหลือจากการโฆษณาซึ่งเป็นพื้นที่ว่าง เปล่า ก็เอามาลงโฆษณาให้คนมาอ่านหนังสือ มันก็ไม่เสียหายอะไร เพราะไหนๆ ก็ต้องเสียพื้นที่นั้นอยู่แล้ว เจอกันครึ่งทางแบบนี้ ในภาพรวมนานๆ เข้า คนโดนกระตุ้นบ่อยๆ มันก็อาจจะโน้มน้าวให้เข้าร้านหนังสือมากขึ้น หรือบางทีคุณอาจจะใช้คนดังช่วยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้อ่านหนังสือยังได้เลย ถ้าคนดังพูดบ่อยๆ เด็กวัยรุ่นก็ตามเอง

"ปัญหาคือไม่มีใครทำ ต่างคนต่างทำของตัวเอง และบางคนก็อาจจะคิดว่าธุระไม่ใช่ด้วย ทุกอย่างเป็นไปได้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าคุณต้องการหรือเปล่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอก สมมุติท่านนายกฯ เกิดวันดีคืนดีอยากจะทำโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา ผมก็คิดว่าเขาทำได้ภายในเวลาเดือนสองเดือนด้วยซ้ำไป แค่เอ่ยปากก็ทำได้แล้ว ส่วนผมหรือสำนักพิมพ์ของผมยังทำไม่ได้เท่านั้นเอง"

วินทร์นึกถึงวงการวรรณกรรมไทยหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เขาสังเกตว่าวรรณกรรมไทยมีความหลากหลายขึ้น แต่ยังไม่หลากหลายพอ ตอนเขาไปร้านหนังสือ จะหาหนังสือนักสืบอ่านก็ไม่ค่อยมี จะหาหนังสือฆาตกรรมสืบสวนสอบสวนก็หาไม่ค่อยได้ หนังสืออัตชีวประวัติ หรือหนังสือเฉพาะกิจบางอย่างก็มีน้อย และอีกหลายๆ ประเภทซึ่งเขาไม่เห็นของไทย เห็นแต่ของฝรั่ง เขาหวังว่า ปรากฎการณ์หนังสือแปลที่เข้ามาในบ้านเราตอนนี้ จะช่วยกระตุ้นให้นักเขียนไทยเขียนอะไรที่หลากหลายมากขึ้น

"ผมถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะมันทำให้เกิดการแข่งขัน ตอนนี้เราไม่ได้แข่งขันกับนักเขียนไทยด้วยกันเท่านั้น เราแข่งขันกับนักเขียนต่างชาติด้วย การคิดว่านักเขียนต่างชาติเข้ามาแย่งพื้นที่คือการคิดที่เห็นแก่ตัว ถ้าคิดอย่างนั้นปุ๊ปคุณก็ตาย เราคิดอย่างนั้นไม่ได้ เหมือนกับสมัยหนึ่งที่เราไม่ให้หนังต่างประเทศเข้ามาฉายในเมืองไทย ให้ดูแต่หนังไทย มันไม่ได้ มันต้องให้คนมีทางเลือกมากขึ้น เมื่อคนอ่านมีทางเลือกมากขึ้น เขาก็ฉลาดขึ้น สังคมก็ไปไกลขึ้น ไม่ใช่อ่านหนังสือแบบเดิมๆ เรื่องเดิมๆ ตลอดเวลา เราต้องมองปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องดี อย่างน้อยมันก็กระตุ้นให้เราต้องทำงานหนักขึ้น หรือเพิ่มมุมมองของตัวเองมากขึ้น"

บนแผงหนังสือ วินทร์มองเห็นช่องว่างให้นักเขียนลงไปเขียนเต็มไปหมด เขาสงสัยว่าทำไม นักเขียนก็มีไม่น้อย ลำพังเขาคนเดียวคงทำไม่ไหว อยากจะเขียนโน่นเขียนนี่ อย่างมากก็ได้แค่ปีละ 2 เล่ม เขาคิดว่าถ้าใครถนัดทางไหน ก็เอาดีทางนั้นไป ถ้าถนัดเรื่องสยองขวัญ ก็เขียนให้ได้อย่างสตีเฟ่น คิงไปเลย ผลิตออกมาเยอะๆ แล้วตลาดก็จะมีทางเลือกมากขึ้น ต่อให้หนังสือต่างชาติดีแค่ไหน แต่จริงๆ เราก็ยังต้องการรสชาติแบบไทยๆ อยู่

วินทร์พยายามจะวิเคราะห์ตัวเอง ดูเหมือนเขาจะถนัดทางการสร้างพล็อตมากกว่าเรื่องในแนวอารมณ์ เขาชอบนิยายวิทยาศาสตร์มาก (ถ้าให้เลือกเรียนปริญญาอีกสักใบเขาอาจจะเรียนดาราศาสตร์) มันช่วยให้เกิดจินตนาการได้ดี จินตนาการเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในทุกๆ วงการ สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ตั้งแต่เขียนชุด เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว ปี 2538 เขาก็ยังไม่ได้เขียนเรื่องวิทยาศาสตร์อีกเพราะติดพันโปรเจ็กต์อื่น ครั้นมองออกไปรอบตัวก็ค่อนข้างจะเงียบเหงา ไม่ค่อยเห็นนักเขียนแนววิทยาศาสตร์ในบ้านเราเท่าไหร่ ในเมื่อแนวอื่นมีคนทำเยอะแล้ว และทำได้ดีกว่าเขาด้วย ฉะนั้น มาทางนี้ก็ไม่เลวทีเดียว วินทร์ตั้งใจว่าจะเบี่ยงตัวเองมาทางเรื่องแนววิทยาศาสตร์มากหน่อย ตอนนี้เขามีอยู่ 2 - 3 โปรเจ็กต์แล้ว และจะทำให้มีรสชาติไทยๆ มากขึ้น เขาอยากให้คนมาเขียนนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ เทียบกับต่างประเทศแล้ว เราน่าจะล้าหลังเขาสักร้อยปีได้

รายได้ / ครอบครัว / ประเทศสิงคโปร์

วินทร์เขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมา ทั้งความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และเขาชอบเขียนในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้มาก่อน มันทำให้เขาได้ศึกษาค้นคว้า เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ตั้งคำถามหลายๆ อย่างกับตัวเอง - กับชีวิต เขาไม่คิดว่าตัวเองมีพันธกิจต่ออะไร พันธกิจของเขาคือเอาตัวรอดให้ได้ด้วยการเขียนหนังสือ นักเขียนควรจะรับผิดชอบตัวเองและครอบครัวก่อน นอกจากลงมือออกแบบปกหนังสือของตัวเองทุกเล่ม

บางครั้งเขาก็ออกแบบให้คนอื่นที่มาจ้าง ทั้งปกหนังสือ งานโฆษณา มันเป็นรายได้อีกทางหนึ่งของเขา นอกเหนือจากการเขียนและขายหนังสือ ซึ่งเป็นรายได้หลัก บางเดือนรายได้ของเขาพอๆ กับเงินเดือนที่เคยรับ บางเดือนน้อยกว่า และมีบ้างที่มากกว่า แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็อยู่ได้ แลกกับความเป็นอิสระที่มากขึ้น

วินทร์ไม่ชอบช็อปปิ้ง เขาหมดเงินไปกับหนังสือมากกว่า หนังสือฝรั่งบางเล่มแพงมากแต่ก็ต้องซื้อ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทุกวันนี้เขาคล้ายฤาษี ถ้าไม่มีธุระที่อื่นก็มักจะออกจากห้องเฉพาะตอนไปร้านอาหาร ร้านหนังสือ โรงหนัง สวนสาธารณะ และประเทศสิงคโปร์ - ภรรยาชาวสิงคโปร์และลูกชายวัยมัธยมของเขาอยู่ที่นั่น โดยปกติวินทร์จะอยู่ที่กรุงเทพฯ ครึ่งเดือน อีกครึ่งเดือนบินไปอยู่กับครอบครัวแถวโตปาโย ไม่ห่างจากใจกลางเมืองสิงคโปร์นัก เขาไม่เคยลืมเอาเครื่องแล็ปท็อปไปด้วย…