บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
“วินทร์ เลียววาริณ” นักเขียนสองซีไรต์
 

เพลินพิศ ศรีบุรินทร์ 

Positioning Magazine ตุลาคม 2548

 

ยุคนี้หนังสือขายดีมักเป็นเรื่องเล่าของคนมีชื่อเสียง และดาราขวัญใจประชาชน จนกลายเป็นกระแสนิยมให้คนบันเทิงแห่ออกหนังสือเล่มกันมากขึ้น แต่จำเป็นต้องอาศัยจังหวะชื่อฮิตติดชาร์ตเท่านั้นหนังสือถึงขายได้ 

แตกต่างจากหนังสือแนววรรณกรรมที่มีรางวัลซีไรต์การันตี อย่างเช่นผลงานของนักเขียนสองซีไรต์วินทร์ เลียววาริณที่หนังสือเกือบทุกเล่มขายดี เพราะผู้อ่านเชื่อมั่นใจคุณภาพ ซื้ออ่านแล้วไม่ผิดหวัง 

วินทร์ยอมรับว่า รางวัลกลายเป็นดัชนีกระตุ้นยอดขายไปให้เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้มียอดขายเติบโต แบบก้าวกระโดด เพราะปัจจุบันคนอ่านหนังสือน้อยลง แต่หนังสือวรรณกรรมยังโชคดีที่มีกลุ่มคนอ่านที่เหนียวแน่น และเป็นตลาดเฉพาะใหญ่พอสมควร ส่งผลให้หนังสือวรรณกรรมคุณภาพยังขายได้ 

นั่นไม่ได้หมายความว่า นักเขียนวรรณกรรมทุกคนจะขายหนังสือได้จนร่ำรวย เพราะปัจจุบันคนอ่านหนังสือน้อยลง และมีหนังสือแนวใหม่ๆ ออกมาเป็นทางเลือกให้ผู้อ่านมากขึ้น แต่วรรณกรรมจะขายได้ในตลาดเฉพาะกลุ่มที่เป็นแฟนคลับ และเชื่อมั่นใจคุณภาพนักเขียนเป็นหลัก 

ที่ผ่านมานักเขียนกว่า 90% เป็นคนชอบอ่านหนังสือ และต้องอ่านแบบฮาร์ดคอร์ด้วย เพราะการอ่านจะช่วยตกผลึกความคิด เพิ่มทักษะการใช้ภาษา จนสามารถถ่ายทอดผลงานคุณภาพได้” 

เพราะคนไม่ใช่ทุกคนจะเขียนหนังสือแล้วขายได้ หนังสือบางเล่มชื่อคนแต่งขายได้ บางเล่มขายตามกระแส แต่หนังสือวรรณกรรมที่ขายได้เกือบทุกเล่มเป็นหนังสือคุณภาพ สร้างความพึงพอใจให้คนอ่าน ติดตาม และอยากซื้อมาครอบครอง เพื่อหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้งยามว่าง 

หัวใจของนักเขียนไทย ควรจะจับกลุ่มผู้อ่านและตลาดให้ได้ และโฟกัสตลาดอยู่ตรงนั้น เพราะปัจจุบันตลาดนักอ่านอยู่เมืองไทยไม่แมสเหมือนต่างประเทศ แม้จะมีนักอ่านรุ่นใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แต่ก็จะเพิ่มในตลาดเซ็กเมนต์ต่างๆ เพราะฉะนั้นนักเขียนรุ่นใหม่ๆ ควรจะจับตลาดนิชเป็นหลัก และสร้างผลงานให้เติบโตในตลาดนั้นๆ” 


ทุกวันนี้วินทร์มีความสุขกับงานหนังสือแนววรรณกรรมที่เขารัก ควบคู่ไปกับการเปิดสำนักพิมพ์ 113 เพื่อพิมพ์หนังสือ รวมเล่มงานเขียนของเขาเอง ซึ่งปัจจุบันจะมีหนังสือตีพิมพ์เฉลี่ยปีละ 3-4 เล่ม เพื่อสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องในฐานะนักเขียนมืออาชีพ 

อาชีพนักเขียนมีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างจากแขนงอื่นๆ ตรงที่ไม่มีอายุเป็นเกณฑ์กำหนดวัยเกษียณ ทำให้เราเขียนได้ทุกวัน และไม่มีมาตรฐานตายตัว ซึ่งนักเขียนเองจะต้องเป็นผู้กำหนด และแสวงหาข้อมูลใหม่ๆ ถ่ายทอดออกเป็นผลงานให้ผู้อ่านเสพวรรณกรรมได้อย่างมีความสุข” 

นั่นเกิดจากความอยากแสดงความคิดเห็นในระดับสังคม แต่ไม่สามารถพูดหรือเล่าออกมาให้คนหมู่มากฟังได้วินทร์เลือกแสดงออกในรูปแบบเรื่องสั้น เพื่อเป็นการระบายอารมณ์ และความคิดของเขาเองในช่วงแรก จนมีผลงานตีพิมพ์ชิ้นแรกชื่อ สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง (รวมเรื่องสั้น) ออกตีพิมพ์ในปี 2537 นับเป็นเรื่องสั้นที่เปลี่ยนชีวิตหนุ่มนักโฆษณาวัยสู่เส้นทางนักเขียนอย่างเต็มตัว 

วินทร์เป็นหนุ่มชาวใต้เกิดที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาในปี 2499 หนึ่งในพี่น้องทั้งหมด 10 คนจากครอบครัวคนชั้นกลางเจ้าของร้านขายรองเท้า เริ่มเรียนชั้น . 1 - ม.ศ.  3 ที่บ้านเกิด ก่อนจะมาเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนบดินทร์เดชา และเข้าเรียนปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จ แล้วเดินทางไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเวลา 3-4 ปี 

หลังจากนั้นปี 2526 เขาเดินทางไปใช้ชีวิตที่อเมริกา 2 ปี ในฐานะสถาปนิก นักตกแต่งภายใน และนักออกแบบกราฟิก ก่อนจะเลือกกลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทย เพื่อเรียนต่อปริญญาโทด้านการตลาด ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วผันตัวเองไปทำงานด้านโฆษณา และเปิดฉากการเขียนหนังสือควบคู่กันไปด้วย ใน 

วัยประมาณ 35 ปี จนรู้สึกชื่นชอบงานวรรณกรรม และออกมายึดอาชีพนักเขียนอาชีพในที่สุด 

เส้นทางชีวิตนักเขียนอาชีพ ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะอาชีพนี้ไม่ได้สร้างรายได้หวือหวา เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกอยู่อย่างเรียบง่าย เพื่อให้อยู่ได้อย่างไม่ยากลำบาก และตั้งใจทำงานเขียนแนววรรณกรรมที่ผมรักออกมาให้ดีที่สุด เพราะผมทำงานนี้ด้วยใจ ผมจึงอยู่ในอาชีพนี้ได้นาน” 

วินทร์ สร้างชื่อได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ครั้งแรกในปี 2540 จาก นวนิยายเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน และรวมเรื่องสั้น สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ในปี 2542 

 

ตลอดเวลากว่า 10 ที่ผ่านมา วินทร์โลดแล่นอยู่ในสนามวรรณกรรมจนผลงานได้รับรางวัลมากมาย อาทิ สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง (เรื่องสั้นแนวหักมุม) รางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี 2538, ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (นวนิยาย) รางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี 2538 รางวัลซีไรต์ปี 2540 และรางวัลหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน (อายุ 16-18 ปี) ในปี 2541-2542 เป็นต้น