บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
ของฝากสำหรับนักอยากเขียน จาก วินทร์ เลียววาริณ
 

(บางท่อนจากเสวนาในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 15 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ห้อง Meeting Room 1 โดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ตุลาคม 2553)


"ผมคิดว่าระยะเวลาจะเป็นตัวพิสูจน์มากกว่า ผมจำได้งานเขียนของผมในช่วงแรก เป็นเรื่องสั้นแนวทดลอง จะมีนอ่านที่ชอบมากกับไม่ชอบมาก พออ่านคำวิจารณ์ บางครั้งก็ทำให้อยากเลิกเขียนหนังสือไปเลย แต่ถ้าเราเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำว่าเป็นตัวตนของเรา เราไม่ได้หลอกลวงใคร และเราก็ตั้งใจกับสิ่งที่เราทำจริงๆ ในท้ายที่สุดก็พบว่าเราอยู่ได้

ประเด็นต่อมาก็คือนักเขียนต้องสนุกกับงานที่เขียน เพราะถ้าเขียนเรื่องที่ไม่สนุก มันก็เป็นสิ่งที่ทรมานอยู่แล้วสำหรับตัวผู้เขียน เมื่อรายได้ไม่ดี แล้วยังเขียนงานไม่สนุกอีก ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุด คนเขียนต้องสนุกกับเรื่องที่ตนเองเขียน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องที่เขียน สนุกหรือไม่สนุก คำตอบสั้นๆ ก็คือตัวผู้เขียนจะต้องสนุกก่อน

ทีนี้ประสบการณ์ของความสนุกก็ขึ้นอยู่กับระดับการฝึกฝนและระดับการอ่านของแต่ละคน ผมจำได้ว่าตั้งแต่เด็ก ผมชอบอ่านนวนิยายจีนกำลังภายในมาก และเมื่ออ่านแล้ว ผมยังเปรียบเทียบงานของกิมย้งกับนักเขียนคนอื่นๆ เพราะด้วยความสงสัยว่าทำไมวรรณกรรมของ 'กิมย้ง' จึงสนุกมาก ผมก็นั่งวิเคราะห์ว่าทำไมจึงสนุก

คือถ้าเราไม่มีความสามารถในการวิเคราะห์ว่าเพราะอะไรเรื่องนี้ถึงสนุก ก็ยากมากที่เราจะเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องให้สนุก เปรียบเหมือนกับเราไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านร้านหนึ่ง ซึ่งทำอาหารได้อร่อย แต่ถ้าเราไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าแม่ครัวผู้ปรุงอาหารได้ใส่อะไรลงไปบ้างจึงทำให้อาหารจานนั้นอร่อย เราก็คงไม่สามารถกลับมาทำอาหารให้อร่อยเท่ากับแม่ครัวคนนั้นทำได้

ผมชื่นชอบนวนิยายของคุณพนมเทียนมาก โดยเฉพาะเรื่อง เพชรพระอุมา ผมก็นั่งวิเคราะห์ว่าสนุกเพราะอะไร เรื่องนี้มีโครงสร้างของการประพันธ์อย่างไรจึงทำให้ผู้อ่านรู้สึกสนุกจนวางไม่ลง ตัวละครเด่นๆ มีบุคลิกลักษณะอย่างไร มีสีสันทำให้เรื่องสนุกอย่างไรบ้าง

สรุปว่าจากประสบการณ์การอ่านของผม ผมพยายามศึกษาและวิเคราะห์จากผลงานว่าทำไมเรื่องนั้นๆจึงให้อรรถรสที่สนุกแก่ผู้อ่าน คือถ้าเราผ่านการอ่านมามาก เราก็ย่อมจะพบเคล็ดลับของการเขียนเรื่องให้สนุก  ประการต่อมา ผมคิดว่าคนเขียน ควรทำงานให้ใหม่สดเสมอ ไม่ควรซ้ำซากจำเจอยู่กับที่ตลอดเวลา นักเขียนควรมองหาโจทย์ใหม่ๆ หาโจทย์ที่ยากขึ้นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานแปลกใหม่ ถือเป็นการท้าทายตนเองด้วย สมองก็จะได้กระชุ่มกระชวย นักเขียนควรเป็น เทรนด์ เซ็ตเตอร์ (Trend Setter) ไม่ใช่เดินตามคนอื่นอย่างเดียว

อีกข้อหนึ่ง นักเขียนควรมีคุณสมบัติของการเป็นนักคิดด้วย คือไม่ใช่รอสิ่งที่เป็นข้อมูลชั้นสองที่ผู้อื่นพูดขึ้นมาหรือเล่าให้ฟัง เราควรจะคิดริเริ่มขึ้นมาก่อนได้ พูดง่ายๆ คือความคิดของนักเขียนควรเดินนำหน้านักอ่านสักสองสามก้าวเสมอ

รูปแบบกราฟฟิค อาร์ต ที่ใช้ตกแต่งคู่กับเรื่องราวที่ผมใช้ประกอบในผลงาน ไม่ได้รับประกันว่าคนอ่านจะสนุกไปกับเรื่องนั้นด้วย ในความคิดผม ถ้าเราเขียนให้เป็นนวนิยาย สาระในเรื่องอาจลดน้อยลง แต่จะสนุกกว่าเขียนให้เป็นงานวรรณกรรมที่ใส่สาระได้มาก แต่อ่านไม่สนุก และก่อนจบเรื่องในแต่ละบท ถ้าเราสามารถทิ้งปมให้ผู้อ่านอยากรู้ต่อได้ ก็จะทำให้เราเปิดฉากบทใหม่ได้ง่ายขึ้นด้วย

หรือในการกำหนดทิศทางของเรื่อง เราอาจจะคิดไว้หลายแบบหลายทาง แล้วค่อยๆพิจารณาดูว่าเรื่องไปทางไหนที่เรารู้สึกว่าอ่านแล้วเพลินที่สุด เราก็เลือกให้เรื่องดำเนินไปทางนั้น แต่ถ้าเราเขียนไปแบบไม่รู้ทิศทางของเรื่องเลย เขียนแบบปากกาพาไป เรื่องก็ย่อมไม่สนุก และอาจหลงทางได้ เพราะฉะนั้น เราต้องกำหนดโครงเรื่อง ทิศทางของเรื่องให้แม่นชัดเจน

สุดท้าย ผมคิดว่านักเขียนไม่ควรให้ยาพิษกับคนอ่านโดยไม่มีข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น หรือจะอ้างว่านักเขียนคนอื่นก็ทำ ก็ไม่ควรที่จะอ้างอย่างนั้น โดยส่วนตัว อะไรก็ตามที่ทำให้คนอ่าน อ่านแล้วโง่ลง มันก็คือยาพิษทั้งนั้น ส่วนอะไรที่ทำให้คนอ่าน อ่านแล้วมีปัญญามากขึ้น มันก็คือยาเสริมกำลังในชีวิต"