บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
สัมภาษณ์โดยวิชาการดอทคอม
 

วินทร์ เลียววาริณ : งานเขียนของผมต้องผ่านมาตรฐาน ISO


(สัมภาษณ์วิชาการดอทคอม ราวปี 2550)

ต้องยอมรับว่า ด้วยรางวัลซีไรต์ถึงสองสมัยจาก ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน จนมาถึงรวมเรื่องสั้น สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ทำให้คนอ่านหนังสือรู้จักผู้ชายชื่อ วินทร์ เลียววาริณ มากขึ้น อะไรที่ทำให้สถาปนิกหนุ่มละทิ้งรายได้งามอันเป็นกอบกำของงานโฆษณามายึดอาชีพนักเขียนอย่างเช่นทุกวันนี้ และหลังจากที่ประตูวรรณกรรมได้เปิดอ้ารับนักเขียนนาม วินทร์ เลียววาริณ แล้ว อะไรทำให้เขาเดินทางต่อมาได้อย่างยาวนาน เชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่หลายๆคนอยากรู้ เห็นทีวิชาการดอทคอมจะต้องพาคุณมาศึกษาผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ใครหลายคนยอมรับ ให้เป็นสัญลักษณ์ของงานเขียนแนวทดลอง 


ก่อนที่จะเข้ามาทำงานเขียน คุณวินท์ทำอะไรมาก่อนคะ

ผมทำงานทางด้านโฆษณามาก่อน

แล้วตอนนี้ถือว่าตัวเองเป็นนักเขียนอาชีพหรือยัง

ตอนนี้ผมเป็นนักเขียนอาชีพมาสามปีกว่าแล้วครับ

ต่างกันไหมคะ ชีวิตนักเขียนอาชีพกับที่เคยทำงานทางโฆษณาไปด้วย

มันก็ต่างกันตรงเม็ดเงินล่ะครับ เพราะนักเขียนอาชีพเม็ดเงินมันจะน้อยกว่าการทำอาชีพประจำในงานธุรกิจที่มันให้เงินมากกว่า แต่อย่างน้อยเราก็ถือว่าอาชีพนักเขียนมันได้อิสระในการทำงานมากกว่า แล้วก็มีความสุขมากกว่า 

แล้วอะไรทำให้คุณวินทร์เข้ามาในเส้นทางนักเขียน

มันคงเป็นความรู้สึกเก็บกดอยู่ข้างใน ที่อยากจะระบายความรู้สึกหรือความคิดเห็นบางอย่าง เกี่ยวกับสังคม การเมือง หรือหลายๆ เรื่องที่เราอยากพูดออกมาบ้าง แต่เราไม่อยากพูดออกมาในเชิงความเห็นตรงๆ  แต่อยากจะถ่ายทอดออกมาในแนวศิลป์ จึงกลายเป็นการถ่ายทอดในเชิงเรื่องสั้นหรือนวนิยาย มันก็เลยกลายเป็นที่มาของการเป็นนักเขียนไปโดยปริยาย

บนเส้นทางการมาเป็นนักเขียน ถือว่าขรุขระหรือราบเรียบขนาดไหน

ผมไม่ถือว่าขรุขระ แต่ไม่ถึงว่าราบเรียบ เพราะผมทำงานหนักและจริงจังมาตลอด เวลาเขียนก็เขียนจริงจัง ฝึกก็ฝึกจริงจังอย่างต่อเนื่อง มันก็เป็นไปตามขั้นตอนของมัน ก็ดูค่อนข้างจะไม่มีปัญหาอะไร 

คือมันไม่ได้หมายความว่าคุณเขียนเรื่องหนึ่งปุ๊บ ปีหนึ่งมีผลงานรวมเล่มเลย มันใช้เวลาหลายปีกว่าคุณจะมีผลงานออกมา แต่ว่ามันก็ไม่ถึงกับยากเย็น เพราะเราฝึกมาตลอด ไม่ได้ท้อถอย จนกระทั่งมันเข้าที่เอง

ในช่วงแรกๆ ที่ส่งงานคงต้องมีที่ลงตะกร้าบ้าง ตอนนั้นมองว่าอย่างไร การส่งเรื่องไปลงนิตยสาร และบรรณาธิการอ่านแล้วทิ้งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว คือนักเขียนคนไหนที่ไม่เคยผ่านตะกร้ามาก่อน ก็ถือว่าไม่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นนักเขียนที่สมบูรณ์นะ เพราะเก่งเกินไป ผมยังไม่เคยเจอนักเขียนที่ได้รับการตีพิมพ์งานทุกชิ้น โดยไม่เคยโดนทิ้งลงตะกร้าเลย


มีนักเขียนบางคนบอกว่า เพราะเจอบรรณาธิการคนนี้ถึงมีเขาขึ้นมาได้ แล้วอย่างคุณวินทร์ล่ะคะ มีบรรณาธิการการที่มีอิทธิพลกับคุณหรือเปล่า

บรรณาธิการคือคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการนิตยสาร ช่อการะเกดในสมัยนั้น เมื่อประมาณสัก 10-20 ปีที่แล้ว ท่านเป็นคนที่สร้างนักเขียนใหม่ๆ ออกมาจำนวนหนึ่ง เป็นนักเขียนในเชิงวรรณกรรมออกมา ท่าน เป็นคนที่อ่านงานของนักเขียนอย่างละเอียด วิพากษ์วิจารณ์ คัดเรื่องเรื่องมาลง เปิดโอกาสให้นักเขียนใหม่ๆ ก้าวขึ้นมาจำนวนมากทีเดียว ถือว่าเป็นบรรณาธิการคุณภาพระดับสูงคนหนึ่งของเมืองไทย 

ทำงานเขียนมาถึงวันนี้ คิดว่าตัวเองมีพัฒนาการในด้านไหน อย่างไรบ้างคะ

มันคงไม่ได้ว่าด้านไหน คือในปัญหาแรกของคนทีเริ่มเขียนหนังสือ มันอาจจะมีสองข้อ ข้อแรกคือการคิดพล็อตเรื่องให้มันกลมกลืนกันออกมา และอีกข้อคือการใช้ภาษา ทั้งสองอย่างนี้ต้องฝึกทั้งคู่

ปัญหาโดยส่วนตัวของผมจะเป็นปัญหาการใช้ภาษามากกว่าการสร้างพล็อตเรื่อง เพราฉะนั้นผมจะพยายามฝึกในส่วนที่ผมอ่อนตรงจุดนั้น พยายามจะเป็นนายของภาษาให้ได้

ถ้าเราเปรียบการทำงานในแง่จิตรกรรม เวลาที่คุณวาดรูปนี่ คุณต้องใช้พู่กันใช้สีให้แม่น นั้นคือการใช้ภาษา ส่วนจะวาดรูปอะไรพิสดารอย่างไงนั้น นั่นคือพล็อตเรื่อง

เพราะจุดด้อยด้านภาษาด้วยหรือเปล่าที่ทำให้งานของคุณวินทร์นำเสนอออกมาเป็นงานเขียนแนวทดลอง

เป็นไปได้ในระยะแรกๆ แต่ไม่ใช่ในระยะหลัง ซึ่งในระยะแรกๆ ก็ไม่เชิงเสียทีเดียวว่าเราใช้ภาษาไม่ดี เราถึงนำเสนอในเชิงทดลอง แต่เพราะเราชอบงานในแนวทดลองอยู่แล้ว เราอยากจะสร้างงานทีมันแปลกๆถ้าเป็นไปได้คือ ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในยุคแรกๆ นี่ ผมมักจะทำงานแบบนั้น คือรู้สึกสนุกกับมัน มันเหมือนกับว่าเราไม่ใช่นักเขียน เราเป็นนักเป็นนักประดิษฐ์มากกว่า แต่พอเราทำงานผ่านมาสิบกว่าปี เราก็รู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องไปในแนวนั้นตลอดเวลา เราสามารถเป็นอิสระได้มากกว่านั้น เราอาจทำงานที่พิสดารกว่านั้น หรือไม่ต้องพิสดารก็ได้ อยู่ที่เนื้อหาหรือประเด็นที่เราพูดมากกว่า

ความเป็นนักโฆษณามีอิทธิพลกับงานเขียนของคุณวินทร์บ้างไหม

มันมีอยู่แล้วในส่วนหนึ่ง เพราะแบ็คกราวน์ของใครก็จะมีผลกับคนนั้นอยู่แล้วโดยปริยาย ไม่มากก็น้อย

คือลักษณะงานมันจะมีความเป็นกราฟิก มีวิธีคิดแบบคอนเซ็ปนักโฆษณาอยู่บ้างเหมือนกัน บางเรื่องมีการใช้ภาพด้วยซ้ำไป ก็คือมันจะเป็นการนำเสนอความคิดมากกว่า ไม่ได้ไปติดอยู่ที่การใช้ภาษาอย่างเดียว นั้นคือที่มาที่เราใช้ภาพประกอบตัวหนังสือไม่ใช่ใช้เฉพาะตัวหนังสือล้วนๆ

คุณวินทร์มีขั้นตอนในการทำงานเขียนอย่างไร

มันอยู่ที่ประเด็นที่เราจะเขียน สมมุติว่าเราอ่านหนังสือพิมพ์ เจอข่าวอะไรบางอย่างที่เราคิดว่าเราจับประเด็นได้ คือมันอาจจะหลุดออกมาในลักษณะเป็นพล็อตเรื่องเลยก็ได้ หรือบางทีเราได้ประเด็นมาก่อน มาสร้างเรื่องที่หลังก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์ และก็แล้วแต่ช่วงเวลานั้นว่าเราคิดอะไรอยู่ มันเป็นไปได้ทั้งคู่

มันมีสองวิธีที่จะสร้างเรื่องขึ้นมา ถ้ามีพล็อตเรื่องอยู่แล้ว เราอาจพูดคร่าวๆ เช่นถึงครอบครัวที่มีปัญหาแล้วค่อยๆ ใส่รายละเอียดลงไป แต่ถ้าเรามีประเด็นล้วนๆ ไม่มีเรื่อง เราก็สามารถสังเคราะห์เรื่องออกมา แบบนี้เป็นกระบวนการสังเคราะห์เรื่องออกมาจากกระดาษว่างเปล่า

มีคนมองว่าคุณวินทร์เป็นสัญลักษณ์ ของงานเขียนแนวทดลองเคยมีเกร็งบ้างไหมค่ะ ว่าคนจะรอดูว่า งานชิ้นต่อไปของวินทร์จะมาในแนวไหนอีก

ผมเลิกเกร็งมานานแล้ว แรกๆอาจจะมีบ้าง ซึ่งมันจะเกร็งแบบนั้นไม่ได้ ผมไม่ได้สนใจว่างานชิ้นใหม่จะต้องดีกว่าเก่า หรือต้องเป็นแนวทดลองหรือเปล่า ผมมีแต่สนในว่า เวลานั้นผมอยากจะทำอะไร บางทีผมมีโครงการแปลกๆใหม่ๆอะไร ผมก็จะทำไป ทำให้ดีทีสุด ทำด้วยความสนุกสนานในขณะนั้น ผมไม่คิดด้วยซ้ำไปว่าต้องดีกว่าเก่า มันฉีกหรือไม่ฉีกอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น ที่ผมเอานิยายภาพเก่าๆของคุณจุก เบี้ยวสกุล ที่เขาทำมาทั้งชีวิต ผมก็เอามายำใหม่เป็นนวนิยายเรื่องใหม่ ก็เอามาทำด้วยความสนุกสนาน ไม่ได้คิดว่ามันต้องเป็นงานที่วิเศษกว่าชิ้นเก่าที่เคยทำมาแล้ว

เวลาที่คิดงานเขียน เคยมี “วินทร์มุขแป๊ก” บ้างไหมคะ

ก็มีแป๊กเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่แป๊กสิถึงจะแปลก แต่ในฐานะของนักเขียนอาชีพเราต้องรู้จักวิธีที่จะแก้ปัญหาเวลาคิดอะไรไม่ออก ยกตัวอย่างเช่น เวลาทำงาน ผมจะทำงานมากกว่าหนึ่งโปรเจ็คต์ในเวลาเดียวกัน อย่างเวลาเขียนงานรวมเรื่องสั้น ผมก็จะทำนิยาย หรือโครงการอย่างอื่นไปด้วย เวลาผมคิดไม่ออกในโครงการหนึ่ง ผมก็จะไปคิดในอีกอย่างหนึ่ง ผมไม่เสียเวลาไปคิดต่อ ไปบีบมัน เวลาสมองมันคลายตัว มันจะคิดกลับได้เอง บางครั้งเราคิดไม่ออกเพราะเราทำงานหนักเกินไป สมองเราไม่ได้พักแล้วมันก็วนเวียนในเรื่องที่คิดนั้น ทำให้เราคิดไม่ออก 


แล้วเคยกลัวไหมว่างานที่ทำออกมาจะไปซ้ำแนวของใครหรือเปล่า

ซ้ำโดยเจตนาไม่มีอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากซ้ำกับใครเพราะนั้นคือการฆ่าตัวตาย แต่ในการซ้ำแบบไม่เจตนาเป็นเรื่องธรรมดามาก ในวงการสร้างสรรค์ทั่วไป ทั้งงานเขียน วงการโฆษณา เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ที่ไอเดียสองอย่างจะซ้ำกัน วิธีที่ดีที่สุดก็คือทำอย่างที่เราอยากทำไป แต่ถ้าบังเอิญไอเดียนั้นมันซ้ำกับของคนอื่นที่ทำมาก่อนแล้ว เราต้องยกเลิก หมายถึงว่าใครทำก่อนมีสิทธิก่อน ไม่ได้หมายความว่าเราผิด

มีบางโปรเจ็คต์ที่ผมทำ แต่มันช้าไป ผมเห็นคนอื่นทำแล้ว ผมก็ต้องยกเลิกโครงการนั้นไป มันไม่มีประโยชน์ คือมันเป็นการให้เกียรติคนนั้นด้วยทีทำมาก่อนผม ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่า มีหลายคนที่คิดโครงการเดียวกับผม ก็ถือว่าซวยไปในลักษณะนั้น

นักวิจารณ์บางท่านบอกว่านักเขียนสมัยนี้ติดอยู่กับรูปแบบมากเกินไป แต่พออ่านแล้วงานข้างในกลวง คุณวินทร์คิดว่าอย่างไร

ก็คือผมนั่นแหละ! มันแล้วแต่มุมมองแล้วแต่วิธีคิด ผมจะโดนนักวิจารณ์พูดอยู่เรื่อยว่าติดที่รูปแบบ มันก็เป็นมุมมองของนักวิจารณ์ เราก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะแล้วแต่คนมอง

ผมรู้สึกว่าในช่วงแรกๆ ผมจะติดในรูปแบบจริง แต่ในตอนนี้ ผมหลุดออกมาจากรูปแบบนั้นแล้ว ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องคิดอะไรที่ต้องฉีกตลอดเวลา บางทีผมก็คิดเรื่องธรรมดาง่ายๆ ไม่มีลูกเล่นอะไร จนกระทั้งบางครั้งผมคิดว่า การไม่ทดลองของผมคือการทดลองอย่างหนึ่ง

เจอคำวิจารณ์มามาก มีแบบที่ชอบ และแบบที่รู้สึกว่าไม่สร้างสรรค์บ้างไหมคะ

ผมเจอบ่อย เจอทั้งสองอย่าง ทั้งคำวิจารณ์ที่รับมาแล้ว เราเอาไปแก้ไขให้เรียบร้อย พัฒนาขึ้นมาได้

และในลักษะแบบที่ทำลายเสียมากกว่า แต่เราก็ไม่ว่าอะไร นักวิจารณ์ก็คือนักวิจารณ์ มีสไตล์การวิจารณ์ที่ต่างกัน

แต่ว่าเราคนทำ เราต้องไม่ไปอารมณ์เสีย 

ผมมองว่าทุกครั้งที่เขาวิจารณ์มา ก็ถือว่าเค้าอุตส่าห์เขียน เราจะต้องให้เกียติเขา บางที่สิ่งที่เขาพูดอาจจะถูก ก็จะดูว่าเขาพูดถูกรึเปล่า เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ซึ่งถ้าผิดเราก็แก้ มันไม่ได้เป็นเรื่องเสียหน้าซะหน่อย เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่งานชิ้นหนึ่งจะมีจุดผิดพลาด ถ้าเห็นว่าผิดจริงเราก็แก้ และยังขอบคุณนักวิจารณ์ด้วยซ้ำไป แต่ถ้ามาชี้ในเรื่องที่นานาจิตตังเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกเฉพาะตัว ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ 

งานเขียนที่ดีในมุมมองของคุณวินทร์ ต้องเป็นอย่างไร

มันก็อยู่ที่มุมมองของคนเสพ ว่าอ่านได้ลึกขนาดไหนด้วย เขาเข้าใจแค่ไหน เพราะฉะนั้นคุณวุฒิ วัยวุฒิของคนอ่านก็มีส่วนในการพิจารณางานแต่ละชิ้นไม่เหมือนกันด้วย งานบางชิ้นสำหรับบางคนอาจจะคิดว่าเลอเลิศบางคนอาจว่าธรรมดา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้มันก็แล้วแต่คนที่อ่านด้วย 

แต่ว่าโดยรวมผมว่างานที่ดีก็มีคุณสมบัติที่คล้ายๆ กันอยู่แล้ว คือประเทืองอารมณ์เราได้ ให้ประเด็นแง่คิดที่ทำให้เราเอาไปคิดต่อ ชี้มุมมองอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน พูดง่ายๆ คืออ่านแล้วเราเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น ฉลาดขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่ดี

เวลาทำงานเขียน คุณวินทร์มองเรื่องการตลาดไปด้วยหรือเปล่า

ถ้าผมมองการตลาดไปด้วยโดยตรง ผมไม่มาทำงานเขียนหนังสือหรอกครับ ผมคิดว่ามีหลายอาชีพที่น่าจะทำเงินได้มากกว่ามาทำงานเขียน ทำหนังสือแต่ละเล่มนี่เหนื่อยนะครับ เหนื่อยทีเดียว หมายถึง ถ้าเราเทียบจำนวนชั่วโมงที่เราลงไป หารกับจนเงิน มีทีบางเล่มที่คุณได้รายได้ต่ำกว่ากรรมกรซะอีก คนที่มาเขียนหนังสือที่ผมรู้จักคือไม่มีใครหวังรวย ถ้าหวังรวยคงไม่มีใครมาทำตรงนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม การตลาดมันคนละเรื่องกับศิลปะ เวลาเราเขียนหนังสือเราสวมหมวกของศิลปิน

แต่เวลาที่เราทำเสร็จออกมาแล้ว เราสวมหมวกนักการตลาด ทำอย่างไรให้ขายได้ด้วย แต่อันนี้เป็นข้อแม้ของนักเขียนประเทศนี้นะ ประเทศอื่นไม่ต้องมาคิดตรงนี้ เช่นนักเขียนต้องไปเซ็นชื่อกับผู้อ่าน เพื่อให้หนังสือมีความเคลื่อนไปได้ด้วย สำนักพิมพ์สามารถผลิตเล่มต่อไปได้ ไม่ขาดทุน เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เราไม่สามารถแยกการตลาดกับศิลปะออกไปได้ โดยสิ้นเชิง เพราะมันเป็นส่วนเกื้อหนุนกัน เพียงแต่เราจะไปเอาการตลาดมาเป็นโจทย์ในการเขียนไม่ได้ อย่างนั้นแล้วจะได้หนังสือชนิดเดียวกันทั้งตลาด

หนังสือหลายเล่มที่คุณวินทร์เขียนดูเหมือนจะต้องมีข้อมูลมาก คุณวินทร์ได้ข้อมูลมากขนาดนี้มาจากไหน

ทุกอย่างมันหามาได้ อะไรที่เราไม่รู้ เราเรียนรู้ได้เสมอ ถึงแม้วันนี้ผมไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์หรือวิธีการเล่นหุ้น ผมก็ต้องไปศึกษาจนกระทั้งผมรู้ เพราะฉะนั้น ผมเชื่อว่าผมเขียนได้ทุกอย่างได้ในโลกนี้นะ อยู่ที่ว่าผมจะเขียนรึเปล่า 

แล้วอะไรทำให้คุณสนใจมาเขียนแนววิทยาศาสตร์ที่นับว่าเป็นแนวที่มีนักเขียนสนใจเขียนน้อยมาก

ผมชอบแนววิทยาศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เด็กๆ ได้อ่านของคุณจันตรี ศิริบุญรอด ก็ชอบมากอยู่แล้ว ทุกครั้งที่อยู่กับมันก็มีความสุข พอโตขึ้นเริ่มจะเขียนหนังสือได้ ก็คิดว่าน่าจะลองดู

สำหรับผมแล้วนิยายวิทยาศาสตร์เป็นแนวที่เขียนแล้วมีความสุขที่สุด มันเป็นช่วงเวลาที่ผมสามารถปลดปล่อยความรู้สึกอิสระจากทุกอย่างได้ มันไม่มีกฎเกณฑ์ในโลกใดๆบังคับผมได้ ไม่มีอะไรมาบอกว่าสิ่งที่คุณเขียนถูกหรือผิด นิยายวิทยาศาสตร์ก้าวพ้นจากขอบเขตตรงๆได้หมด สนุกได้เต็มที่เป็นอิสระมาก มันไม่เหมือนนิยายอิงประวัติศาสตร์หรือสังคมซึ่งมันต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง

คิดว่ารางวัลต่างๆ มีผลกับงานเขียนบ้างหรือเปล่า


สำหรับนักเขียนใหม่ คิดว่ามีส่วนช่วยได้เยอะทีเดียว ต้องยอมรับว่าในบ้านเรา การมีนักเขียนเกิดขึ้นใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย เราอาจจะมีนักเขียนใหม่มาได้ทุกวัน แต่ถ้าจะให้อยู่รอดต่อไปในฐานะนักเขียนนี่ไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ทำให้เค้าอยู่ได้คือหนังสือขายได้ และการที่หนังสือจะขายได้คือคนต้องรู้จักชื่อเขามาก่อน เพราะคนไทยไม่ชอบซื้อหนังสือของคนที่ไม่รู้จักชื่อ การได้รางวัลจึงเป็นใบผ่านทางอย่างหนึ่ง

ผมเองก็ถือว่าได้อานิสงส์มาจากรางวัลเยอะทีเดียว มันก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ที่เหลือมันอยู่ที่ตัวคุณเอง ถึงคุณได้รางวัลมา 1 0 ตัว แต่ถ้าผลิตงานที่ไม่ดีออกไปเรื่อยๆ มันก็ตาย ในระยะยาวมันก็ไม่ได้อยู่ดีในรางวัลมันเพียงช่วยในระยะแรกที่ช่วยให้คนรู้จักคุณเร็วขึ้น

เดี๋ยวนี้เรามีเวทีมากขึ้น มีที่ทางนำเสนอผลงานมากขึ้น แต่ดูเหมือนงานส่วนใหญ่ที่ออกมาดูจะหนักไปทางนิยายรัก หรืองานตามกระแสเสียส่วนใหญ่

มันเป็นคนละเรื่องกัน การมีเวทีมากขึ้นมันเป็นสิ่งดี เพราะสมัยผมเขียนหนังสือไม่มีเวที ไม่มีนิตยสารมากขนาดนี้ เพราะฉะนั้นการมีเวทีมากขึ้นเป็นสิ่งที่ดีกับนักเขียน สามารถที่จะเลือกได้มากขึ้น

แต่ว่าการที่จะมาเขียนนิยายตามตลาด เช่นเห็นคนเขียนนิยายรักก็ลงไปเขียนตามตลาดด้วย อย่างนั้นก็แปลว่าคุณใช้การตลาดนำโจทย์ใน การเขียนหนังสือ ถ้าคุณเขียนนิยายรักเพราะคุณอยากเขียนจริงๆก็โอเค ไม่ว่าอะไร บางที่เราจะเห็นว่า พอมีกระแสสังคมไปทางไหนก็จะมีนักเขียนแห่ไปเขียนในแนวนั้นมากขึ้น ผมเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า การทำแบบนั้น โดยภาพรวมมันจะทำให้ตลาดมันเฝือ ไม่เกิดอะไรใหม่ โดยตัวนักเขียนเองก็จะถูกกลืนกับกระแสไปด้วย และกระแสที่มาเร็วก็มักจะไปเร็ว

มองบรรยากาศตลาดหนังสือบ้านเราเป็นอย่างไร

ตลาดหนังสือบ้านเราใหญ่นะ เพียงแต่ไม่หลากหลายเท่านั้นเอง ถ้าเป็นคนก็อวัยวะบางส่วนใหญ่กว่าปกติบางส่วนเล็กกว่าปกติ เช่นนิยายวิทยาศาสตร์บ้านเรา คนที่เขียนเป็นคนไทยน้อยมาก อย่างเข้าไปในร้านใหญ่ๆ ยังอาจจะเจอน้อยมาก หรืออาจไม่เจอ เพราะว่ามันไม่มีคนเขียน ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ในเมืองไทย มีไม่กี่คน สัก 5-6 คน ไม่เกิน 10 คนที่เขียนนิยายวิทยาศาสตร์ อาจจะน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำไป ต่อประชากรขนาดนี้ถือว่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับนิยายรัก ที่มีเป็นร้อยๆ คน หรืออย่างนิยายสืบสวนสอบสวนแนวฆาตกรรม ก็ถือว่าน้อยมากๆ มันยังมีช่องว่าง แต่ไม่มีคนลงไปก็ไม่รู้เพราะอะไร

แต่มีบางตลาดแน่นเสียยิ่งกว่าแน่น นั้นก็คือปรากฎการณ์ตลาดหนังสือบ้านเราที่แสดงว่าเราผลิตหนังสืออกมาไม่หลากหลายพอ เรายังไม่หลากหลายเท่าไหร่

ประสบความสำเร็จในประเทศมากขนาดนี้แล้ว คิดจะออกไปต่างประเทศไหม

คิดแต่ไม่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ จะใช้วิธีการแปลเป็นภาษาอังกฤษแทน ก็มีบางเล่มที่ทำไป เหตุผลไม่ได้ต้องการชื่อเสียงอะไรในต่างประเทศ แต่เป็นเหตุผลในทางเศรษฐกิจ ในฐานะของนักเขียนอาชีพ ถ้าเราสามารถที่จะส่งงานของเราออกไปได้ บางที่เราจะมีเม็ดเงินมาช่วยตัวเราเองมากขึ้น เพราะฉะนั้นประเด็นการส่งหนังสือ ของผมถือว่าช่วยตัวเองมากกว่า ไม่ได้ช่วยเหลือประเทศชาติ 

ก็พยายามทำอยู่แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เพราะว่าการโกอินเตอร์ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น

ตอนนี้คิดว่าตัวเองมีงานชิ้นมาสเตอร์พีชหรือยัง ถ้ายังคิดจะทำไหม

ผมไม่คิดในเรื่องมาสเตอร์พีช เพราะว่าถ้าคิดแบบนั้นมันดูเหมือนมีอีโก้สูงมากไปหน่อย

ผมทำงานแต่ละชื้นให้ดีทีสุดในมาตรฐานมี่ผมกำหนดไว้ งานแต่ละชิ้นผมมี ISO ของผมคือ I See Okay ถ้าผมเห็นว่ามันโอเคมันก็โอเค ซึ่งบางเล่มก็อยู่ใน ISO ระดับสูง บางเล่มก็อยู่ใน ISO ระดับล่างๆของผม แต่รวมๆคือมันจะอยู่ในเส้นนี้ ถ้ามันต่ำกว่าเส้นนี้ก็ไม่ออกมา เพราะถ้าคุณส่งงานที่ต่ำกว่า ISO ออกมา โอกาสตายในอนาคตมีสูง ผมไม่คิดฆ่าตัวตายเร็วอย่างนั้น 

แต่ว่างานคุณต้องมีมาตรฐานในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคิดว่างานชื้นใหม่ต้องดีกว่าชิ้นเก่า ชาตินี้เราจะไม่มีงานชิ้นใหม่ออกมาเลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้มันฝืนธรรมชาติของมนุษย์ ที่จะทำอย่างนั้น บางคนทำงานชิ้นหนึ่งดีมากแล้วหวังว่าชิ้นต่อไปจะต้องดีกว่านั้น มันยากมากนะครับ 

ถ้าเราไม่เกร็งในจุดนี้ คิดว่าทำงานที่ดีออกมาก็แล้วกัน จะดีมากดีน้อยอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ยังดีอยู่ก็โอเค

อยากให้ฝากถึงนักเขียนใหม่ๆ ที่กำลังคิดจะก้าวมาบนถนนนักเขียน

การเป็นนักเขียนอาชีพเป็นอาชีพที่โดดเดียวอยู่กับตัวเองอยู่แล้ว เป็นอาชีพที่ผลตอบแทนไม่สูง เพราะฉะนั้นถ้าเราเลือกที่จะทำอาชีพนี้ เราก็ควรใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่ คือทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ สื่อสัตย์กับมัน เขียนในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและชอบ นั้นคือรางวัลในตัวของมันเอง เพราะถ้าเป็นรางวัลที่เป็นตัวเงินมันไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นรางวัลแบบนี้จะเป็นรางวัลทางทางจิตใจที่มันสูงกว่า คุณมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองชอบ และเชื่อ 

ในขณะเดียวกันผมก็พยายามชวนคนใหม่ๆให้เข้าไปในที่ๆไม่ค่อยมีใครเข้าไป เช่นนิยายวิทยาศาสตร์ ก็ พยายามเชื้อเชิญอยู่ทุกวัน ผมเองก็ไม่มีปัญญาเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ได้ตลอดไป ก็พยายามอยากจะเชื่อเชิญน้องๆ ให้เข้าไปให้มากขึ้น