บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
คนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตัวเอง
 

สามก๊กฉบับคนกันเอง

โดย เอื้อ อัญชลี 

2549


คนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตัวเอง


 ตอนนี้ตั้งใจไว้ว่าจะคุยกับ 2 หนุ่ม "ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน" วินทร์ เลียววาริณ กับ ปราบดา หยุ่น

 ปีหนึ่งจะมีงานหนังสือให้ญาติน้ำหมึกมากระทบไหล่กัน 2 ครั้ง คือ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติฯ ในเดือนเมษายน กับงานมหกรรมหนังสือฯ ในเดือนตุลาคม หลายคนใช้โอกาสนี้ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน อย่างฉันใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกตลอดปี จะได้รับรู้บรรยากาศข้างในก็ช่วงนี้เอง

 ด้วยสายตาของคนนอกที่ซอกแซกเข้าไปได้ทุกกลุ่ม ฉันพอจะมองเห็นทั้งความคงเดิมและความเปลี่ยนแปลง บางอย่างคงเดิมดี บางอย่างคงเดิมไม่ดี บางอย่างเปลี่ยนแปลงดี บางอย่างเปลี่ยนแปลงแล้วไม่ดี

 ฉันไปนั่งเล่นที่บู๊ธ "วินทร์ เลียววาริณ" เห็นบรรยากาศคึกคัก มีคนอ่านให้ความสนใจไม่ขาดสาย ระหว่างที่พี่วินทร์นั่งแจกลายเซ็น

 พี่วินทร์เป็นคนสบายๆ บุคลิกเรียบร้อย สะอาดตา นั่งตัวตรง เคร่งขรึม ขณะที่เซ็นชื่อให้แฟนหนังสือ ฉันลอบมองลายเซ็นอันเฉียบขาดของเขา เขาเอาใจใส่ต่อคนอ่านของเขามาก

 ก่อนหน้านี้ที่เคยคุยกัน พี่วินทร์มักจะให้คำแนะนำว่า ต้องหากลุ่มคนอ่านของตัวเองให้ได้สักจำนวนหนึ่ง แล้วจะอยู่ได้สบาย ฉันเข้าใจและเห็นด้วยกับเขา วรรณกรรมต้องการคนอ่านที่มีพื้นฐานพอสมควร หากสร้างนิสัยรักการอ่านขึ้นมาได้แล้ว เขาก็จะชอบอ่านต่อไปเรื่อยๆ

 พี่วินทร์เป็นนักทำโฆษณามาก่อน สามารถนำเทคนิคจากงานโฆษณาและการตลาดมาปรับใช้กับงานวรรณกรรมให้เหมาะกับวิถีชีวิตของคนในยุคนี้มากขึ้น อันเป็นการสร้างคนอ่านกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมาด้วย หนังสือเกือบ 20 เล่ม ประดับเกียรติกว่า 10 รางวัล การันตีความสำเร็จของเขาได้เป็นอย่างดี

 "พี่ทำงานวรรณกรรมมายี่สิบปีแล้วนะ" แต่นั่นคือประโยคแห่งความภาคภูมิใจของเขา

 ฉันเลยถามเขาว่า วันนั้นกับวันนี้ต่างกันอย่างไรบ้าง

 พี่วินทร์ว่า "ตลาดหนังสือกว้างขึ้น แต่ตลาดวรรณกรรมกลับน้อยลง ช่องทางเยอะขึ้น แต่แทบไม่มีช่องทางให้งานวรรณกรรม วันนี้จะให้นึกว่าเขียนเรื่องสั้นไปลงที่ไหน แทบนึกไม่ออก"

 "ปัญหาอยู่ตรงไหนหรือพี่"

 "ระบบการศึกษาไม่ได้สอนให้คนรักการอ่าน รักการเรียนรู้ และรูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบันไม่ได้เอื้อให้คนใช้เวลาอ่านหนังสือ ยิ่งวรรณกรรมยิ่งไม่ต้องพูดถึง"

 ประมาณได้ว่า สิ่งที่ไม่มีความจำเป็นต่อชีวิต อาจไม่พบในตลาด เพราะมันจะขายยากมาก

 ฉะนั้น นักเขียนควรจะปรับตัวใช่ไหม และจะปรับตัวอย่างไรถึงจะไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

 เนื่องจากพี่วินทร์เป็นอีกคนหนึ่งที่ติดตามนิยายกำลังภายในมาไม่น้อย ฉันจึงถามเขาด้วยสำนวนกำลังภายในว่า "พี่รู้สึกอย่างไรกับคำว่าคนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตัวเอง"

 พี่วินทร์คิดเสียงดัง "เป็นตัวของตัวเองไหม? ไม่เป็นตัวของตัวเองเรื่องอะไร?"

 ฉันจึงเสริม "คำว่ายุทธจักรสำหรับพี่คืออะไร"

 "พี่นึกถึงภาษาจีน คำว่ายุทธจักรเขาใช้กันสองคำนะ คำหนึ่งคือเจียงหู แปลว่า แม่น้ำกับทะเลสาบ อีกคำหนึ่งคือบู๊ลิ้ม หรือหวู่หลิน หวู่แปลว่าการต่อสู้ หลินแปลว่าป่า บู๊ลิ้มจึงหมายถึงป่านักสู้ ยุทธจักรเป็นนามธรรมของโลกที่เราต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด สู้กับคนอื่น หรือสู้กับตัวเอง สำหรับพี่ต่อสู้กับตัวเองมากกว่า ต่อสู้ในการหาความคิดใหม่ๆ"

 ประมาณได้ว่า ยุทธจักรเป็นภาพพจน์ของการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ความเป็นตัวของตัวเองจึงต้องมีเหตุผลสัมพันธ์กับความอยู่รอดด้วย


 ฉันนึกถึงสภาพที่เกิดขึ้นในสามก๊กช่วงเริ่มแรก เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย ต่างเป็นคนทำมาหากิน ค้าขายอยู่ในตลาดอำเภอตุ้นกวน

 เล่าปี่เปิดบู๊ธ "เล่าปี่-เสียนเต๋อ" จำหน่ายรองเท้าสานและเสื่อทอสุดทนทาน ด้วยว่าเขาเป็นคนมีมิตรจิตมิตรใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ และชอบช่วยเหลือคนยากจน ชื่อเสียงจึงเลื่องลือไปทั่วตลาด

 กวนอูเปิดบู๊ธ "กวนอู-หยุนฉาง" จำหน่ายถั่วเขียวคัดพิเศษ

 ส่วนเตียวหุยอู้ฟู่กว่าเพื่อน เปิดบู๊ธ "เตียวหุย-อี้เต๋อ" กว้าง 2 คูหา จำหน่ายสุราและเนื้อหมูคุณภาพ มีลูกน้องช่วยหลายคน จะได้ยินเสียงเขาโหวกเหวกโวยวาย เพื่อกระตุ้นลูกน้องให้บรรยากาศคึกคัก

 การค้ายุคเริ่มแรก ใครมีสินค้าอะไรก็เอามาชุมนุมกัน เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนตามความพอใจ

 ทว่าด้วยคนระดับบนมิได้ตั้งอยู่ในครรลองคลองธรรม ราชการกฎหมายและแผ่นดินก็ปรวนแปร คนระดับล่างส่วนมากฐานะยากจน ซ้ำยังถูกกดขี่ขูดรีดอย่างหนัก เพื่อความอยู่รอด พวกเขาจึงพร้อมใจไปกับการโน้มน้าวของเตียวก๊ก ซึ่งแสดงอิทธิฤทธิ์เสริมความเชื่อ และซ่องสุมกำลังเป็นกองโจรโพกผ้าเหลือง แต่งอุบายเป็นคำทำนายว่าจะเกิดผู้มีบุญนำความอยู่เย็นเป็นสุขมาให้ทุกคน

 เวลาต่อมา กำลังของโจรโพกผ้าเหลืองได้แผ่ขยายลุกลามไปถึง 8 มณฑล หาผู้ใดเอาไม่อยู่

 เมื่อกบฏเตียวก๊กยกกำลังเข้าตีปลายแดนแคว้นอิวจิ๋ว เล่าเอี๋ยนเจ้าแคว้นมีทหารน้อย จำให้แต่งหนังสือไปปิดไว้ตามประตูเมือง ประกาศรับสมัครกองกำลังอาสาปราบโจรโพกผ้าเหลือง

 คนทำมาค้าขายในตลาดอำเภอตุ้นกวนล้วนถูกผลกระทบจากกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองเช่นกัน เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย จึงต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็น เพื่อความอยู่รอด พวกเขาจะต้องอาสาแผ่นดิน เกลี้ยกล่อมชาวตลาดที่มีฝีมือกล้าหาญร่วมกันไปปราบโจร จากนั้นก็สาบานเป็นพี่น้องกัน

 ไม่ใช่เฉพาะพ่อค้ารายย่อย ประจวบเหมาะกับตอนนั้นมีพ่อค้ารายใหญ่ 2 เจ้า จากเมืองจงซาน ชื่อ เตียวสิเผง กับเล่าสง เป็นผู้ค้าม้า และค้าเหล็กเนื้อดี กำลังจะขึ้นเหนือไปขายสินค้า แต่เที่ยวแรกถูกโจรโพกผ้าเหลืองปล้นเอาไป เที่ยวที่ 2 พวกเขาคิดว่าคงจะถูกปล้นอีก หากไม่ให้ก็คงจะเอาชีวิตไม่รอด

 เมื่อได้ยินข่าว 3 พี่น้องร่วมสาบาน ระดมกำลังปราบโจรโพกผ้าเหลือง หารือกันแล้ว เตียวสิเผงกับเล่าสงจึงนำทรัพย์สินของตนไปมอบให้แก่เล่าปี่

 ทีแรกเล่าปี่ไม่ยอมรับ "ใช่ว่าเราจะรวบรวมพวกพ้องเพื่อเที่ยวเรี่ยไรเงินทองของคนอื่น หากอยู่รอดด้วยตัวเองไม่ได้ ช่วยเหลือแค่ไหนล้วนสูญเปล่า"

เตียวสิเผงกับเล่าสงชี้แจ้ง "นี่ไม่ใช่การให้เพื่อหวังผลตอบแทนหรือเป็นบุญคุณต่อกัน แต่หากไม่ให้พวกท่าน ของเหล่านี้ต้องถูกปล้นตกเป็นของโจรโพกผ้าเหลือง แล้วโจรเหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาทำลายทุกคน บัดนี้เมื่อพวกท่านคิดควบคุมสถานการณ์ นับว่าต้องความประสงค์กันแล้ว"

 เล่าปี่จึงรับมอบม้า 50 ตัว เหล็กเนื้อดี 1,000 ช่าง และเงิน 500 ตำลึง
 บางครั้งความอยู่รอดก็มาจากการเสียสละ เช่น 3 พี่น้องร่วมสาบานต้องเสียสละความเหนื่อยยากของตัวเอง เตียวสิเผงกับเล่าสงเสียสละทรัพย์สินเพื่อความอยู่รอดของส่วนรวม

 แต่สำหรับเล่าปี่ซึ่งเป็นผู้นำที่มีใจคอกว้างขวาง ย่อมเห็นไปไกลกว่านั้นว่า การปราบโจรโพกผ้าเหลืองเป็นปลายเหตุของการแก้ปัญหา เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือการขจัดสภาพต้นเหตุที่ทำให้คนกลายเป็นโจร นั่นคือทำอย่างไรถึงจะแปรเปลี่ยนความหมายของความอยู่รอด จากการเบียดเบียนเอาเปรียบกัน เป็นการพึ่งพาอาศัยด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีเสมอกัน ทุกคนจึงจะเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง

 คนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตัวเอง แม้ว่าแต่ละคนจะตั้งใจประกอบสัมมาชีพ แต่ถ้าส่วนรวมไม่พัฒนา ปล่อยให้คนใดคนหนึ่งอยู่ไม่รอด คนเหล่านั้นก็จะย้อนกลับมาทำลายคนอื่น แล้วสุดท้ายทุกคนล้วนอยู่ยาก


 พี่วินทร์เคยเสนอให้นำ "การตลาด" มาช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขาย แต่ก็ให้ระวังเรื่องการแยกแยะคุณค่าด้วย เพราะบางครั้งการตลาดก็ทำให้สิ่งที่มีคุณค่าน้อยกลับมีคุณค่ามากจนเกินจริง

 หนังสือ "ปั้นน้ำเป็นตัว" กล่าวอธิบายวิธีคิดของเขาไว้ว่า "ในยุคที่การตลาดเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบทุนนิยม เราเห็นสินค้าใหม่ๆ ผลิตออกมาทุกวัน บางอย่างเป็นนวัตกรรม (Breakthrough) บางอย่างเป็นการปรับปรุงหีบห่อใหม่ (Repackaging) บางอย่างเป็นเพียงการปรับปรุง (Renovation) และบ้างก็เป็นการปรับปรุงภาพพจน์ (Image)

 ในทางวรรณกรรมการนำเสนอเรื่องเป็นเพียง "Repackaging" ไม่ใช่หัวใจของเรื่อง การนำเสนอที่หวือหวาไม่ได้รับประกันความดีของเรื่องสั้นนั้น แต่การนำเสนอที่น่าสนใจช่วยทำให้การเสพเรื่องสั้นหรือนวนิยายนั้นๆ มี "รสชาติอร่อย" มากขึ้น"

 ฉันถามว่า มันเป็นการปรับตัวใช่ไหมพี่

 พี่วินทร์ตอบ "เป็นวิธีการเฉพาะตัวของแต่ละคนมากกว่า เพราะทุกคนก็พยายามปรับตัวกันทั้งนั้นแหละ สำคัญที่การอยู่ได้ในระยะยาว บางคนไม่ต้องปรับตัวก็ได้นะ หากเขามีความคิดที่ดีอยู่แล้ว"

 ภายหลังพี่วินทร์ยุติการทำงานโฆษณา มาเขียนหนังสือเต็มตัว เขาบอกอย่างภูมิใจว่า "พี่เขียนหนังสือเป็นอาชีพจริงๆ มา 3 ปี 4 เดือน 5 วัน แล้วนะ" (นับถึงวันที่คุยกัน)

 ฉันสงสัย "พี่ไม่กลัวเรื่องความอยู่รอดเหรอ"

 "กลัวปัญหาเชิงเศรษฐกิจเหมือนกัน ทำให้ต้องมีวินัยมากขึ้น ต้องคำนวณการทำงานเขียนในแต่ละปีไว้ล่วงหน้า ว่าเดือนไหนจะออกผลงานอะไร ปีหนึ่งจะต้องออกหนังสือกี่เล่ม"

 นี่คือสิ่งที่ฉันทึ่งในตัวพี่วินทร์ เพราะเขาเป็นนักเขียนที่ไม่หยิบโหย่ง มีเป้าหมาย มีความตั้งใจ มีระเบียบวินัย และทุกขั้นตอนในความสำเร็จของเขา มาจากการต่อสู้ด้วยตัวเอง รับผิดชอบกับความเป็นนักเขียนของเขาด้วยตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

 ก่อนจบการสนทนา พี่วินทร์บอกเหมือนนึกขึ้นได้ว่า "พี่ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่า ไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ในยุทธจักรอะไร เมื่อไม่ได้อยู่ในยุทธจักร จึงเป็นตัวของตัวเอง"

 ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย ไม่มีใครไม่มีปัญหา กว่าจะมาถึงวันนี้พี่วินทร์ต้องผ่านแรงเสียดทานพอสมควร ซึ่งแรงเสียดทานของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามเป้าหมายของการทำงาน และมีวิธีรักษาตัวเพื่อลดความเสียหายจากแรงเสียดทานที่ต่างกัน อย่าง ปราบดา หยุ่น ก็น่าจะมีแรงเสียดทานอีกแบบหนึ่ง

 แว่วยินเสียงประกาศว่าปราบดามาพบปะผู้อ่านอยู่ที่บู๊ธมาดามแป๊ด ฉันแหวกว่ายคลื่นคนไปตามทาง แต่พื้นที่กระดาษหน้า 65 หมดเสียแล้ว เลยต้องขอลงเอยจบแค่ตรงนี้เอย