บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
บทสัมภาษณ์ โตเกียว ชิมบุน 2001 (ฉบับแปล)
 

บทสัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ โตเกียว ชิมบุน

2001 (ฉบับแปล)

นักเขียนไทย วินทร์ เลียววาริณ ในบรรดานักเขียนรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองจากทั้งในและนอกประเทศมากที่สุดในขณะ นี้ คงจะเป็น วินทร์ เลียววาริณ ผู้ได้รับรางวัลซีไรท์ถึง 2 ครั้ง เป็นผู้นำเอา 'นวนิยายแนวทดลอง' มาใช้ในงานเขียนของตนจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว เป็นนักเขียนในแนวสังคมเมืองซึ่งจะแตกต่างจากนักเขียน 'วรรณกรรมเพื่อชีวิต' ที่อาศัยอยู่ในชนบทอย่าง ลาว คำหอม (ชิดูเอะ อินามะ)


Q: เหตุใดคุณจึงเลือกอาชีพนักเขียนคะ

A: ไม่ทราบเหมือนกัน อาจเป็นเพราะว่าตอนกลับจากอเมริกาเมื่อ 16 ปีที่แล้ว มีเวลาว่างมาก (หัวเราะ) หาหนังสือที่อยากอ่านไม่ได้เลยคิดที่จะเขียนเอง ในช่วงปลายทศวรรษที่ 80 วรรณกรรมไทยถึงจุดต้น นักวิจารณ์กล่าวกันว่า ช่วงที่วรรณกรรมคึกคักนั้น คือ ช่วงที่นักศึกษาและนักเขียนที่หนีเข้าป่าไปในเหตุการณ์ ปี 1976 ได้รับการยกโทษจากรัฐบาลในปี 1981 กลับเข้ามาสู่สังคม ทำให้ 'วรรณกรรมเพื่อชีวิต' โดดเด่นขึ้นมาในช่วงนั้น แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกว่า มันยึดติดที่รูปแบบเกินไป หลังจากที่ผมจบจากมหาวิทยาลัย ก็ไปทำงานเป็นสถาปนิกที่สิงคโปร์ แล้วไปเรียนกราฟฟิคดีไซน์ที่นิวยอร์ก จากนั้นก็กลับเมืองไทย แล้วอยากลองทำอาชีพใหม่ๆ ดูบ้าง คือเกิดจากการคิดเรียบๆ ง่ายๆ


Q: ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ในปี 1932 หลังจากนั้นผ่านประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาหลายสมัย คุณวินทร์ผ่านชีวิตในวัยหนุ่มช่วงปี 1973-1976 ในช่วงที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน เหล่านักศึกษาต่อต้านลัทธิเผด็จการ แล้วใช้แนวคิดเรื่องการปฏิวัติของประชาชนในเรื่อง “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” จนได้รับรางวัลซีไรท์ในปี 1987

A: ตัวผมไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนักศึกษาในสมัยนั้นโดยตรง แต่มีเพื่อนรอบข้างที่เข้าป่าไป เป็นไปได้ที่ความเข้าใจ เรื่องสังคมและการเมืองของผมจะได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม เพราะคนรุ่นผมเป็นคนรุ่นที่ต่อสู้ เพื่อที่จะได้มาซึ่งประชาธิปไตย ดังนั้นความรู้สึกถึงความสำคัญของประชาธิปไตย คงจะมีมากกว่าคนรุ่นใหม่นี้

Q: ในปี 1999 ได้รับรางวัลเดียวกัน จากหนังสือรวมเรื่องสั้นและบทความ 17 เรื่อง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ได้คำชมเชยว่าเป็นเรื่องที่เขียนถึงชีวิตมนุษย์ โดยใช้วิธีการนำเสนอแบบใหม่

A: แต่สำหรับพวกอนุรักษ์นิยม เขาวิจารณ์ว่ามันไม่ได้เป็นวรรณกรรม ผมเพียงแค่เขียนสิ่งที่ตัวเองอยากพูดเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นการ ทดลองอะไรเลย เป็นการทำการจัดพิมพ์จำหน่ายด้วยตัวเอง เลยลงมือเองเขียนเองทั้งหมด ใส่แนวคิดของการโฆษณาลงไปด้วย ก่อนหน้านี้เคยเขียน นวนิยายวิทยาศาสตร์ ได้ใช้วิธีการนำเสนอในการจัดทำรูปเล่ม โดยใช้ตัวอักษรดำ บนพื้นขาวครึ่งหน้า และอีกครึ่งหน้าใช้ตัวอักษรขาวบนพื้นดำ ผมคิดว่าในเมื่อหนังสือมีไว้ดูด้วยแล้ว ก็น่าจะใช้วิธีการต่างๆ ในการสื่อถึงแนวคิดหลักของเรื่องได้ แต่ก็รู้สึกเหมือนกันว่าตนเองใช้เทคนิคในการนำเสนอมากเกินไป ตอนนี้เลยพยายามให้ความสำคัญกับตัวงานเขียนให้มากขึ้น

Q: ในประเทศไทยมีงานเขียนในแนว 'วรรณกรรมเพื่อชีวิต' ที่เขียนเรื่องโดยใช้ฉากชนบทและเขียนแบบสัจจะนิยม แต่งานเขียนของคุณวินทร์ ส่วนใหญ่จะใช้ฉากในเมืองและวาดภาพชีวิตของคนเมือง

A: เป็นเพราะผมเกิดและเติบโตในเมืองมาตลอด เลยเขียนเรื่องที่เข้าถึงชนบทได้ไม่ค่อยดี แต่จุดที่จะเหมือนกับ วรรณกรรมเพื่อชีวิต ก็คือการสะท้อนภาพชีวิตของมนุษย์ว่าเป็นอย่างไรเหมือนกัน ตัวผมเคารพเหล่านักเขียนที่เขียนเพื่ออุดมการณ์มากกว่าที่จะคำนึงถึง เศรษฐกิจของตัวเอง แต่ผลงานของพวกเขาขาดหลักการตลาด ไม่แพร่ขยายไปในวงกว้าง เลยทำให้พวกเขาไม่ได้มีฐานะดี สำหรับตัวผมแล้วพูดอย่างจริงใจว่า ต้องการให้หนังสือตัวเองขายได้ ถ้าคนเราท้องอิ่มแล้ว ย่อมมีแรงมีกำลังในการที่จะสร้างสรรค์งานดีๆ แต่ก็มีงานในกลุ่ม วรรณกรรมเพื่อชีวิต ที่นอกจากของคุณ ลาว คำหอม แล้ว ก็มีอีกหลายท่านที่เป็นที่ติดตลาดเหมือนกัน

Q: รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทบ้างไหม

A: สำหรับสังคมเมืองของไทยนั้น รับเอาวัฒนธรรมของตะวันตกเข้ามาทั้งหมด โดยไม่มีการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมของตัวเอง เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปญี่ปุ่น จากการเชิญของมูลนิธิญี่ปุ่น แล้วได้เห็นว่า ญี่ปุ่นได้นำเอาวัฒนธรรมตะวันตก และวัฒนธรรมของตนเองมาเชื่อมต่อกัน สิ่งใหม่กับสิ่งเก่าอยู่ร่วมกันได้อย่างดี วัฒนธรรมรอยยิ้มและการช่วยเหลือเกื้อกูลของไทยนั้น ถ้ายิ่งไปในชนบทเท่าไร ยิ่งพบมากขึ้น ในขณะที่ในเมืองนั้นเหลือน้อยลงทุกที

Q: เมื่อพูดถึงระยะทางของแต่ละประเทศในยุคโลกาภิวัฒน์แล้ว มันจะแคบลงทุกที

A: ในภาวะแบบนี้ มีนักเขียนมากมายที่คิดในแง่ลบและปฏิเสธมัน เพราะว่าคิดว่ามันจะทำให้บทบาทของนักเขียนเปลี่ยนไป สำหรับผมโดยส่วนตัวแล้วไม่ได้คิดว่ามันดีหรือเลว เพียงแต่มองว่าโลกมันมีการเปลี่ยนแปลงในทศวรรษที่ 70 นักเขียนมีอิทธิพลต่อนักศึกษามาก แต่สำหรับนักเขียนในปัจจุบันแล้ว ผมไม่คิดว่าจะมีพละกำลังถึงกับเปลี่ยนสังคมได้ มีผู้ใหญ่มากมายตำหนิว่า เด็กสมัยนี้ไม่สนใจในการเมือง แต่ผมเห็นว่ามันคงต้องเป็นไปในรูปแบบนี้ในสภาพปัจจุบัน และเราควรที่จะเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น หน้าที่ของนักเขียนคือ รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมและนำมาสะท้อนในงานเขียนของตัวเอง และจากนี้ไป งานเขียนที่เสนอจุดร่วมของมนุษยชาติ ก็จะมีคนอ่านไม่ว่าจะในประเทศไหนหรือท้องถิ่นใดก็ตาม ที่ผ่านมาเรามีกำแพงทางด้านภาษา และภูมิศาสตร์ แต่ในศตวรรษที่ 21 นี้ กำแพงนั้นจะหายไป ไม่จำเป็นว่านักเขียนไทยจะต้องเขียนเรื่องเป็นภาษาอังกฤษ แต่งานเขียนภาษาไทยจะถูกแปลเป็นภาษาอื่นๆ

Q: ประเทศไทยเป็นประเทศพุทธศาสนา แนวคิดเรื่อง 'โลกมีการเปลี่ยนแปลง' ก็เป็นปรัชญาทางพุทธศาสนา บทบาทของศาสนากับประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

A: ในสังคมไทยปัจจุบัน คนไปยึดติดกับตัวบุคคลที่เกี่ยวกับศาสนามากกว่าจะมองในปรัชญาศาสนา พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า ก่อนที่เราจะเชื่อคำพูดคนอื่นให้คิดไตร่ตรองด้วยตัวเองก่อน ในประเทศไทยเราเชื่อกันว่าไม่ควรตั้งข้อสงสัยในศาสนา แต่ผมคิดว่าการที่ให้ความสำคัญแต่เปลือกนอกมากกว่าทำความเข้าใจแก่นแท้เป็น สิ่งผิด

Q: เรื่อง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน นั้นดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่เขียนขึ้นโดยเป็นการมองภาพการต่อสู้ของมนุษย์ จากจักรวาล

A: มันเป็นงานเขียนที่เขียนขึ้นจากการเรียบเรียงความคิดของตัวผมเองที่สงสัยและ ลังเล เขียนเพื่อตัวเองได้เกิดสุข อยากจะว่าปัญหาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ถ้าเกิดเรามองในมุมสูงและกว้างก็จะพบหนทางแก้ไขนั้น การที่จะหาเหตุผลว่าเหตุใดมนุษย์จึงฆ่ากันเอง ถ้ามองจากการเป็นไปของมนุษย์จากจักรวาลก็อาจจะได้เหตุผลที่ชัดเจนกว่าการที่ จะวิเคราะห์ จากสภาพสังคมหรือ จิตวิทยา ถ้าเกิดคนเราเข้าใจแล้ว ก็จะเกิดสุข อย่างปัญหาการเหยียดเชื้อชาตินั้น

ถ้าเรามองย้อนไปในอดีต ก็จะพบว่ามนุษย์เรามีต้นกำเนิดมาจากที่เดียวกัน ทุกคนเป็นพี่น้องกัน เมื่อมองจากจักรวาลแล้วก็จะพบว่าประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศนั้นยังตื้น เขิน ถ้าคิดอย่างนั้นได้ก็จะพบว่าการที่มนุษย์รบกัน แต่ละประเทศแข่งขันกันเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าเราเข้าใจต้นตอแล้ว ก็จะเห็นทางในการที่จะมีชีวิตต่อไป

 

ประวัติ วินทร์ เลียววาริณ เกิดที่เมืองหาดใหญ่ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย เมื่อปี 1956 จบการศึกษาจาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างปี 1980-1985 ได้ไปทำงานเป็นสถาปนิกที่สิงคโปร์ และอเมริกา หลังจากนั้น ได้เข้าทำงานในบริษัทโฆษณาและเริ่มงานเขียนไปด้วย ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยม ในเรื่องสั้น การหนีของราษโลกสามใบของ ราษฎร์ เอกเทศ เรื่องยาวเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ได้รับรางวัลสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรท์) เรื่องสั้นเรื่อง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ได้รับรางวัลเดียวกันเป็นครั้งที่ 2 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ