บทสัมภาษณ์ วินทร์ เลียววาริณ
 
กีรตี ชนา 1 มีนาคม 2547
 

คำถามจาก กีรตี ชนา

1 มีนาคม 2547

 

ถาม : ตอนที่เริ่มงานเขียน เคยกลัวไหมกับคำว่า "นักประพันธ์ไส้แห้ง"

ตอบ : ไม่กลัวหรอกครับ เพราะผมไม่เคยคิดจะเป็นนักเขียนอาชีพมาก่อน สิบปีแรกของชีวิตนักเขียนเป็นการทำงานแบบสมัครเล่นเท่านั้น และไม่เคยคาดหวังรายได้จากงานเขียนเลย เมื่อไม่คาดหวังก็ไม่เครียด ครั้นปีสองปีที่ผ่านมานี้ ริอ่านเปลี่ยนสถานะตนเองเป็นนักเขียนอาชีพ จึงต้องระวังตนเองไม่ให้ข้ามเส้นไปสู่ความเป็นนักประพันธ์ไส้แห้ง ก็พบว่าเป็นไปได้โดยการทำงานที่มีวินัย สม่ำเสมอ ตรงเวลา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หวาดกลัวคำนี้อยู่ครับ (ไขว้นิ้วอยู่ครับ!)

ถาม : ระหว่างประสบการณ์ชีวิต กับ จินตนาการ และวัตถุดิบข้อมูลที่ต้องค้นคว้าในการเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ (ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน, ปีกแดง) วินทร์ เลียววาริณ ให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุด

ตอบ : ผมให้ความสำคัญกับจินตนาการมากกว่าอย่างอื่น (เพื่อความขลังขอยกคำคมของไอน์สไตน์มาอ้าง : จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ) ในกรณีของนิยายอิงประวัติศาสตร์นั้น ข้อมูลมีความสำคัญมากก็จริง แต่จินตนาการก็ยังต้องมาก่อน เพราะหากไร้จินตนาการ เรื่องที่เขียนก็จัดอยู่ในตระกูล 'สารคดี' มากกว่า 'นิยาย' อย่างไรก็ตามในนิยายตระกูลนี้ จินตนาการมักมีข้อจำกัดของมัน เพราะมีกรอบของข้อมูล (โดยเฉพาะเรื่องเวลาและบุคคลจริง) มาบังคับ ต่างจากนิยายประเภทอื่นๆ ที่นักเขียนสามารถฝันไปได้ไกลไร้ขอบเขต ทว่าข้อจำกัดก็คือความท้าทาย

ถาม : คุณวินทร์เป็นนักเขียนที่ชอบทำ "งานทดลอง" ใหม่ๆ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ชินกับเวทีเขียนนิยาย คุณวินทร์คิดว่า ควรลองเขียนแบบงานทดลองเลยเป็นเรื่องแรกดีไหม หรือมีข้อแนะนำอย่างไร

ตอบ : ระวังอย่าสับสนความหมายของคำว่า 'ทดลอง' นะครับ คำว่าทดลอง (experimental) นี้กว้างมาก ใช้ในทุกวิชาชีพ แม่ค้าที่ทำขนมใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกมาขาย ก็คือการทดลองชนิดหนึ่ง แม่ค้าที่ต้องการ 'นำเสนอ' ขนมที่มีอยู่แล้วในรูปแบบใหม่ (เช่นขนมสอดไส้ห่อด้วยใบตองสังเคราะห์ที่กินได้ หรือขนมชั้นแนวเฉียง) ก็เป็นการทดลองชนิดหนึ่ง การทดลองในงานเขียนเป็นสิ่งที่นักเขียนทุกคนทำอยู่แล้ว การทดลองหาสิ่งใหม่ๆ นี่แหละที่ทำให้งานเขียน(และนักเขียน)พัฒนาไปข้างหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของนักเขียนแต่ละคนว่าจะทดลองไปในแนวทางใด คนที่เพิ่งเริ่มงานเขียน ไม่ควรถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเขียน-ประเภทงานเขียนมากเกินไป อาจทำให้ตันทางความคิดและไม่กล้าคิดค้นนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีในโลก ตราบที่ยังไม่เป็นอิสระจากกรอบ เราก็ยังไม่สามารถก้าวออกจากรอยเท้าเดิมของคนที่เดินไปก่อนหน้าเรา

ถาม : ยังมีนิยายที่อยู่ในสมองหรือในใจของคุณวินทร์มานานๆ แต่ยังไม่ได้เขียนหรือเขียนยังไม่จบบ้างไหม และพล็อตนิยายเกิดขึ้นในความนึกคิดบ่อยหรือไม่

ตอบ : มีอีกล้านกว่าเรื่องครับ! คงไม่มีวันเขียนหมด ยกเว้นจะเบื่อหรือหมดแรงที่จะเขียนเสียก่อน พล็อตนั้นเกิดทุกวันทุกเวลาครับ เพราะผมมักมองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเป็นเรื่องเล่าไปหมด สิ่งนี้ฝึกได้ครับ

ถาม : ยุคสมัยเปลี่ยน วิธีการเล่าการเขียนนิยายก็เปลี่ยน คุณวินทร์คิดว่างานประพันธ์นวนิยายจะหมุนเวียนหวนกลับคืนมาใหม่ เหมือนแฟชั่นการแต่งกาย หรือผ่านแล้วก็ผ่านไปเลย

ตอบ : เป็นไปได้อย่างยิ่งครับ ความจริงเท่าที่สังเกตมันก็เป็นเช่นนี้ ยุคหนึ่งเรื่องสั้นแนวหักมุมจบเป็นที่นิยม แล้วก็เลือนหายไป แล้วก็กลับมาใหม่ แล้วก็หายไปอีก ความจริงคือ ความคิดสร้างสรรค์นั้นอยู่ในอากาศ ใครๆ ก็คิดค้นซ้ำกับสิ่งที่คนรุ่นก่อนๆ คิดมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่นงาน 'แนวทดลองแบบวรรณรูป' ที่ผมทำ เป็นสิ่งที่นักเขียนหลายศตวรรษก่อนทำมาแล้ว โดยที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย เป็นต้น