นักเขียนกับการเขียนนิยายเป็นภาษาอังกฤษ

pk001
28-08-2013 14:50
 

  นักเขียนหลายท่านในบ้านเราที่มีความรู้หรือผูกพันธ์อยู่กับกับภาษาอังกฤษมากๆ เช่น คุณปราบดา หรือ คุณวินทร์เอง ทำไมถึงไม่ลองเขียนนิยายเป็นภาษาอังกฤษดูครับ? มันน่าจะมีโอกาสเติบโตมากกว่าหรือเปล่า?

  ส่วนตัวผมไม่ชำนาญภาษาอังกฤษนัก และไม่ทราบว่านักเขียนหลายท่านที่มีความชำนาญในภาษาอังกฤษ บางท่านเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษด้วย ทำไมถึงไม่ลองเขียนนิยายเป็นภาษาอังกฤษ อาจเป็นเพราะว่ามันยากมากๆหรือเปล่าครับ? เพราะเคยได้ยินว่าการเขียนนิยาย,เรื่องสั้น,หรือบทกวี เป็นภาษาอังกฤษ คนที่เป็นเจ้าของภาษาจริงๆยังทำได้ยากเลย อันนี้ไม่ทราบว่าจริงเท็จอย่างไร

  ถ้านักเขียนคนนึงที่มีความชำนาญในภาษา และสามารถเขียนในภาษาต่างประเทศได้ (เช่น อังกฤษ,ฝรั่งเศส,ญี่ปุ่น ฯลฯ) มันน่าจะมีโอกาสในอาชีพนักเขียนมากกว่าหรือเปล่า (ในความคิดของตัวเอง) เพราะถ้าจะมาหวังว่าจะมีใครมาแปลงานของเรา คิดว่าคงลำบาก

  ผมไม่ไช่นักเขียนนะครับ ถามในฐานะของนักอ่านคนนึง แค่อยากทราบไว้เป็นความรู้เฉยๆ รบกวนคุณวินทร์ช่วยชี้แนะด้วยครับ

 

  ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

 

 

 
 
 
 
ตอบ
 

คนเราส่วนมากอาจรู้หลายภาษาได้ แต่มักเชี่ยวชาญได้แค่ภาษาเดียว นักเขียนก็เหมือนกัน มักถนัดในการถ่ายทอดด้วยภาษาใดภาษาหนึ่ง

ผมเองใช้ภาษาอังกฤษได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ไม่ดีพอที่จะใช้เขียนนิยาย ไม่สามารถที่จะเล่าเรื่องได้อย่างลื่นไหลทันที และเมื่อไม่ได้ฝึกฝนทุกวัน ก็ยากที่จะทำอย่างนั้นได้ หากให้เขียนด้วยภาษาอังกฤษ แต่ละเรื่องคงต้องใช้เวลานานเป็นสิบเท่า อดตายพอดี!

ส่วนประเด็นการใช้ภาษาอังกฤษทำให้มีโอกาสมากกว่าก็จริงครับ เพราะคนอ่านภาษาอังกฤษมีมากกว่าคนอ่านภาษาไทยหลายเท่า แต่ทำไงได้ ถนัดภาษาไทย ชอบภาษาไทย ก็จะเขียนด้วยภาษานี้ต่อไป อีกอย่างภาษาไทยก็มีคุณลักษณ์เฉพาะตัวหลายอย่างที่ภาษาอื่นทำไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น คำผวน เป็นต้น

 
ความเห็นที่ 1
sharing 28-08-2013 18:07

ขอร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ คนทั่วไปมักจะคิดแบบนี้ สมัยที่เรียนภาษาญี่ปุ่น คนไทยบ้านเราคิดว่า ถ้าใครเรียนภาษาไหน จะต้องรู้เรื่องทุกสาขาวิชา ซึ่งไม่ใช่เลย

เห็นด้วยกับคุณวินทร์ที่ว่า แม้จะมีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษคลุกคลีกับมันมา แต่ถนัดที่จะเขียนภาษาไทย และเขียนให้คนไทยได้อ่าน ได้ชื่นชม แทนที่จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษให้คนตะวันตกที่เขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องประเทศไทยกัน ขนาดไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ไม่เคยไป และไม่ได้อยากรู้ด้วยซ้ำก็มีมากมาย

สำหรับตัวเองคลุกคลีกับภาษาญี่ปุุ่นมานานปี รักในความสวยงามของภาษา วัฒนธรรมและความเป็นญี่ปุ่นที่ชอบ และยังคงรักษาสิ่งที่ดีของประเทศตัวเองไว้ เวลาอ่านหนังสือวรรณกรรม หรืออ่านหนังสือวิชาการก็จะสนุก และมี ความสนุกกับการได้อ่าน

แต่การที่จะขีดเขียนอะไร สำหรับคนที่รักภาษาและรักสิ่งที่ตัวเองทำ คงไม่คิดถึงเรื่อง จะเขียนเพื่อชื่อเสียง หรือเขียนหาเงิน เช่น เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือญี่ปุ่น เป็นต้น

สำหรับงานด้านวิชาการย่อมต้องทำออกมา ตอนเป็นข้าราชการทำงานที่ญี่ปุ่น มีความสุขที่ได้คิด ได้เขียนภาษาญี่ปุ่น

มีความสุขที่ได้เขียนไวยากรณ์ภาษาไทยให้ชาวต่างชาติให้คนต่างชาติที่เคยว่าใส่หน้าหาว่านักวิชาการไทยไม่เขียนตำรา ซึ่งก็เป็นความจริง แต่ไม่ใช่ทุกคน เพื่อพิสูจน์ว่าไม่จริงทีเดียว พอทำหน้าที่ และทำลายคำสบประมาทที่ต่างชาติมองคนไทยแบบดูถูก หรือดูได้ถูกต้อง ก็ต้องพิสูจน์ แม้จะเป็นความจริงก็ตาม แต่ไม่ชอบให้สรุปแบบนั้น 

ส่วนการทำวิจัยทางด้านวิชาการเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลหนังสือจากภาษาญี่ปุ่นมาเป็นภาษาไทย เป็นความสุขคนละประเภทที่ชอบมาก ไม่ถนัดเขียนเรื่องนวนิยายทั้งที่อ่านมามากก็ตาม

ยิ่งมีโอกาสอ่านหนังสือแปลที่นักวิชาการตะวันตกแปลจากภาษาญี่ปุ่นมาเป็นภาษาอังกฤษ ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนถึง ความยากของภาษาญี่ปุ่น เพราะแปลกันผิดๆและแปลข้าม แบบบ้านเราก็มีเยอะ

เนื่องจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมของตะวันตกและตะวันออกทำให้เห็นเสน่ห์ ของภาษา และการถ่ายทอดทำได้ยากจริงๆ มันช่างท้าทายสมองและความรู้ ความรักที่ชอบมัน อาจจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ก็ได้ จึงมีความสุขที่ได้แปล ได้เขียนสิ่งที่อยากเขียนมากกว่าจะเขียนเอาชื่อเสียง 

ยิ่งอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ แม้นักเขียนเจ้าของภาษาที่เขียนออกมามีให้อ่านทุกวัน นักเขียนที่เขียนไม่ได้เรื่องก็มีมาก ที่เขียนดีก็มีมากเช่นกัน แต่เขาก็ยังเปิดโอกาสให้คนได้อ่านกัน ไม่เหมือนบ้านเรา ทำแต่หนังสือขายเอาเงินเป็นหลัก!!

ดังนั้น การที่ได้ถ่ายทอดเขียนภาษาไม่ว่า ภาษาไหน ความมีเสน่ห์ของภาษาไม่ว่าภาษาไหน ไม่แตกต่างกัน

แต่ภาษาไทยยเป็นภาษาของพ่อแม่เรา ยิ่งเกิดเป็นคนไทยไม่เขียนหนังสือที่เป็นภาษาไทยให้คนไทยอ่าน

ถ้าคุณวินทร์จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อจะได้ขายได้เยอะ คงไม่ใช่นักเขียนที่สวมวิญญาณนักเขียนที่แท้จริง 

แม้แต่ซาโรยัน ทำไมเขียนภาษาอังกฤษเพราะมันเป็นภาษาพ่อแม่ของตัวเอง เพราะเกิดและโตที่อเมริกา

สำหรับตัวเองมีคนที่เจอหน้ามักชอบถาม เวลาถามว่าทำอะไร เขาอยากอ่านและถามว่า เขียนเป็นภาษาอังกฤษมีไหม ก็ตอบว่าเป็นภาษาไทย และภาษาญี่ปุ่นแล้วแต่เรื่อง

หลังจากเขียนหนังสือ "A Reference Grammar of Thai " ใช้เวลาเจ็ดปีในระหว่างที่ทำงานเต็มเวลาที่ญี่ปุ่น แล้วก็บินโฉบไปมาเพื่อเจอกับเพื่อนที่ร่วมกันเขียนทำหนังสือเล่มนี้ พอเขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จสิ้น ถือว่า ได้ตอบแทนบุญคุณทางอเมริกาเรียบร้อยแล้ว เพราะได้เงินทุนเรียนจากมหาวิทยาลัย และทางญี่ปุ่นก็ทำให้เต็มที่สิบกว่าปีที่ทำงานที่ญี่ปุ่น

ตอนนี้ก็คือ ทำงานที่ตัวเองชอบ อยากอ่าน อยากค้นคว้าแสวงหาความรู้เอง ทำได้เต็มที่

มีความสุขและชอบงานที่ท้าทาย นั่งแปล นังค้นหาความรู้จากนวนิยายญี่ปุ่นที่ตัวเองชอบ เสร็จหรือไม่เสร็จไม่สำคัญ แต่ได้ทำได้เรียน ได้ใช้ความรู้มีความสุข

เพราะอย่าหวังว่า วรรณกรรมต่างชาติจะได้รับการตีพิมพ์ จุดเสียบของบ้านเราคือ ไม่เห็นคุณค่าการพิมพ์หนังสือเพื่อทิ้งเป็นมรดกให้คนรุ่นต่ไปอ่าน

ยิ่งสำนักพิมพ์ใหญ่ๆทั้งหลายไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ไม่มีอุดมการณ์มากมาย แถมอ้างว่า ไม่มีตลาด คนอ่านน้อย สารพัดอ้าง มีไม่มี หน้าที่สำคัญที่สำนักพิมพ์ที่ดี คืออะไร น่าจะมีการทบทวนใหม่ แต่คงเสียเวลายิ่งสมัยนี้สังคมบ้านเรา หายใจเข้าออกเป็นเงิน คอรัปชั่นกันจนเละเทะไปหมด

ความรู้ที่ตัวเองร่่าเรียนมาทั้งที ติดใจเสน่ห์ของภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษอย่างมาก แต่รักวัฒนธรรมและความสวยงามของภาษาญี่ปุ่น มันท้าทายอย่างมาก ขนาดนักวิชาการที่ทำเรื่องญี่ปุ่นมานานปี ยังแปลผิดๆถูก และรวบแปลความ แบบบ้านเรามากกว่าจะซื่อสัตย์ต่อเนื้อหาที่นักเขียนต้องการสื่อ จึงทำให้ไม่สนใจที่จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะชาวตะวันตก เขาฉลาด เขาพัฒนามากกว่าเราเยอะแยะ มีหนังสืออ่านมากมาย หลากหลายชนิด เขาจึงฉลาดกว่าเราพัฒนามากกว่าเรา คงไม่ต้องห่วงเขาว่าไม่มีหนังสือที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษที่นักเขียนไทยเขียนก็ได้ น่าจะห่วงคนในประเทศเราเองมากกว่าดีไหม (ฮา) 

แล้วในฐานะที่ตัวเองเป็นคนไทยคนหนึ่ง ถามตัวเองเสมอว่า ตัวเองไม่สามารถใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีแก่สังคมไทยและคนไทยเลยหรือ!?

 
ความเห็นที่ 2
the f 29-08-2013 08:50

  สำหรับความคิดเห็นส่วนตัว ผมไม่คิดว่าการที่เรามีความสามารถในภาษาอื่นๆ และเราต้องการที่จะเขียนในภาษานั้นๆเป็นเรื่องเสียหายแต่อย่างใด มันไม่ได้ทำให้วิญญาณของนักเขียนอะไรที่ว่าหายไปหรอกครับ  เราเป็นนักเขียนไทย ต้องเขียนภาษาไทย! ไม่งั้นจะไม่อาจเข้าถึงวิญญาณแห่งนักเขียนที่แท้จริง ผมคิดว่ามันไม่ไช่แล้วหล่ะครับ แต่ล่ะคนก็มีแนวคิดและวิถีทางของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป จะเป็นอะไรล่ะถ้าเขามีความสามารถและทางเลือกที่ดีกว่า ภาษามันคือสิ่งที่ถ่ายทอด มันไม่ได้บอกถึงแนวคิดแต่อย่างใด ถึงถ่ายทอดภาษาไหนก็ตามแต่ยังคงแนวคิดเป็นไทยอยู่ก็ไม่ไช่เรื่องแปลก ผมไม่ได้ยึดติดกับอะไรที่มันเป็นไทยขนาดนั้น ผมคงเกิดหลังท่านข้างบน คงคนล่ะยุคกันกระมังครับ(ฮา)  ยังคิดอยู่เสมอว่าอะไรที่มันไทยแท้ไปมันก็ไม่ได้ดีอะไรหรอกครับ ทุกวันนี้มันก็เห็นๆกันอยู่......................................

   ถ้าอย่างนั้่น samuel beckett ที่เป็นไอริชแล้วเขียนนิยายในภาษาฝรั่งเศส ก็แปลว่าไม่รักชาติตัวเอง ว่างั้น

                   งั้น  vladimir nabokov ที่เป็นรัสเซียแต่ดันไปเขียนนิยายเป็นภาษาอังกฤษ ก็ยิ่งไม่รักชาติตัวเองไปใหญ่

               หรือ  gao xingjian ที่เขียนในภาษาฝรั่งเศสด้วย งั้นก็ไม่ไช่จีนแท้น่ะสิ

  ถ้าผมเป็นนักเขียนและมีความสามารถพอที่จะเขียนในภาษาอื่นๆได้ (คงเป็นไปไม่ได้เพราะเป็นเรื่องสมมุติ อิอิ) ผมไม่เขียนในภาษาไทยหรอกครับ พูดตรงๆเลย วงการวรรณกรรมบ้านเราเป็นอย่างไรก็เห็นๆกันอยู่ อีกอย่างนักเขียนอาชีพก็ต้องกิน ต้องใช้นะครับ ผมไม่ได้พูดว่าปัจจัยที่กล่าวมามันสำคัญกว่าการสร้างสรรค์ผลงาน แต่ว่ามันสำคัญหรือเปล่าล่ะ? ถ้าคิดจะเป็นนักเขียนไทย เขียนในภาษาไทย รักษาเกียรติภูมิที่ยิ่งใหญ่ของไทยอะไรทั้งหลายแหล่ ก็เต็มที่เลยครับ แต่ผมไม่ใช่ผมแน่ๆ 5555 ถ้ารักชาติ แต่รักแบบคลั่งชาติ มันไม่ดีหรอก (ว่าไปนั่น)

 เขาถึงว่าอะไรที่มันสุดโต่งเกินไปมันก็ไม่ดี

  ผมเขียนตอบ คห.บน น่ะครับ ไม่ได้เขียนตอบคุณวินทร์ ส่วนตัวเข้าใจเหตุผลในการเขียนในภาษาไทยของคุณวินทร์ดี แต่ล่ะคนก็มีความชอบความถนัด ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

 

 แลกเปลี่ยนความคิดเห็นนะครับ 

  

 
ความเห็นที่ 3
the f 29-08-2013 08:53
 
ความเห็นที่ 4
the f 29-08-2013 08:56

 ต้องขอโทษด้วยนะครับ กดเข้าไปผิดมันเลยเด้งความคิดเห็นเพิ่มออกมา เลยถือโอกาสเพิ่มเติมความคิดเห็นซะเลย แหะๆ

 

ปล. คุณแดนอรัญ แสงทอง ก็เขียนหนังสือในภาษาไทย ภาษาพ่อภาษาแม่อย่างที่คุณว่าแหละครับ แต่เผอิญคนไทยดันไม่อ่าน แต่คนยุโรปดันชอบอ่านซะงั้น 555

 
ความเห็นที่ 5
sharing 29-08-2013 12:53

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับความคิดเห็น สรุปง่ายๆ ก็คือ ใครอยากเขียนภาษาอะไร ถนัดอย่างไรก็เขียนไปเลย 

เพราะไม่อยากให้อ่านแล้วเข้าใจผิดคิดว่า เกิดเป็นคนไทยก็ต้องเขียนเป็นภาษาไทย

แต่ที่อยากบอกก็คือ เขียนภาษาที่ตัวเองถนัดที่สุด และทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องฝืน 

ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้เสียหายอะไรจริงไหมคะ หรือคนที่เขียนภาษาอื่นไม่เก่ง แต่คนที่อ่านที่เราเขียนแล้วชอบ แล้วเอาไปเขียนไปภาษาอื่น ก็ยิ่งดีจริงไหมคะ

 

ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นค่ะ 

 

 
ความเห็นที่ 6
sharing 29-08-2013 13:29

 

ปล. คุณแดนอรัญ แสงทอง ก็เขียนหนังสือในภาษาไทย ภาษาพ่อภาษาแม่อย่างที่คุณว่าแหละครับ แต่เผอิญคนไทยดันไม่อ่าน แต่คนยุโรปดันชอบอ่านซะงั้น 555
---รายละเอียดปลีกย่อยเรื่องพวกนี้มีมากมาย เป็นเรื่องธรรมดา
 
แต่คิดว่า ถ้าอ่านที่แสดงความคิดเห็นระหว่างบรรทัดให้ดี ก็คือ สำหรับนักเขียนที่เป็นคนไทย ถนัดที่จะเขียนเป็นภาษาไทย ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นสิ่งที่ดี ไม่ได้เสียหาย ว่าต้องโกอินเตอร์ แต่อย่างไร ตามเทรน (ฮา)
 
แต่ถ้ามีความสามารถและมีความถนัด เก่งหลายภาษา จะเขียนเป็นภาษาอะไรย่อมทำได้เสมอ จริงไหม
 
แต่การที่จะเขียนเป็นภาษาอื่น เพียงเพื่อ หารายได้ คิดว่า เป็นคนละประเด็นกับที่ต้องการจะสื่อในที่นี้ ไม่อยากให้อ่านแล้วเข้าใจผิด
คิดว่าเขียนชัดเจน แต่ก็ยังรู้สึกว้่าผู้อ่านคง เข้าใจยังไม่แจ่มแจ้งนักก็ได้
 
คิดว่าไม่ได้ตีกรอบว่า คนไทยก็ต้องเขียนแต่ภาษาไทย เพราะมันเป็นภาษาพ่อแม่ของเราเอง ไม่ได้เห่อบ้าคลั่งชาติ ถ้าเกิดอ่านแล้วเข้าใจผิด 
 
เพื่อนหลายคน เกิดมาเขียนได้หลายภาษา ยิ่งทางยุโรป ได้หลายภาษาไม่ใช่เรื่องแปลก
 
ยิ่งหนังสือที่นักเขียนไทยเขียนมีคุณค่า คนไทยไม่เห็นคุณค่า ชาวต่างชาติ เอาไปแปล เอาไปอ่าน ยิ่งดีค่ะ 
ก็เหมือนคนไทย ลูกจีน จะเขียนภาษาไทย หรือภาษาจีน ให้อ่านกันได้หลายภาษายิ่งดีจริงไหม เพียงแต่ว่า เจ้าตัวถนัดอยากเขียนภาษาไหน ไม่ได้มีกรอบหรือข้อบังคับใดๆ 
 
 
 
ความเห็นที่ 7
the f 29-08-2013 14:43

 เข้าใจในสิ่งที่คุณ sharing ต้องการจะสื่อครับ การตอบกระทู้หรือการแสดงความคิดเห็นของผมผิดพลาดอย่างไรก็ต้องขออภัยไว้ด้วยครับแค่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่ต้องการสื่อถึงโดยรวมเฉยๆ อาจจะมองต่างกันไปบ้างแต่ก็ทำให้ผมได้เห็นทัศนคติอีกมุมนึงที่แตกต่างออกไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีช่วยทำให้เปิดมุมมองที่หลากหลายต่อตัวผมเอง 

  ซึ่งผมก็ยังยืนยันว่า ถึงส่วนตัวจะไม่ได้ไทยจ๋ามากมาย แต่ก็ยังอยากที่จะเห็นวรรณกรรมไทยเติบโตในเวทีโลก ซึ่งการสร้างช่องทางและโอกาสให้กับตัวนักเขียนเองก็มีหลายแบบด้วยกัน ซึ่งภาษาก็เป็นอีกข้อนึงที่จะทลายกำแพงอันนี้ เพราะการที่จะมารอให้สังคมนักอ่านของบ้านเรากระเตื้องขึ้น หรือให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนคงเป็นไปได้ยาก เผลอๆส่งจรวดไปดวงจันทร์อาจจะง่ายซะกว่า และเห็นด้วยที่ว่าถ้าจะเขียนเพียงเพราะคิดถึงตัวเงินมาก่อนคงจะเป็นการคิดที่ผิดตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเขียนในภาษาไหนก็ตามถ้าทำด้วยใจรักและคำนึงถึงการสร้างสรรค์ผลงานมาก่อนก็จะเป็นการดีที่สุดต่อตัวนักเขียนเอง และส่งผลไปถึงนักอ่านที่จะได้มีโอกาสอ่านวรรณกรรมดีๆสืบเนื่องต่อไป (เขียนเป็นการเป็นงานมาก555)

 

 ขอบคุณและยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นนะครับ 

  

 

 
ความเห็นที่ 8
the f 29-08-2013 15:21

 เพิ่มเติมอีกนิดคือ เห็นว่าคุณ sharing เก่งภาษาญี่ปุ่น ไม่ลองแต่งเรื่องสั้น หรือบทกวีเป็นภาษาญี่ปุ่นดูบ้างเหรอครับ คิดว่าถ้าได้ลองฝึกฝนคนที่มีพื้นฐานภาษาดีมากๆ อย่างคุณ sharing น่าจะทำได้ อีกอย่างรู้สึกจะจำได้ว่ามีนักเขียนผู้หญิงชาวจีนเคยได้รับรางวัล akutagawa prize ด้วย แสดงว่าที่ญี่ปุ่นมีเวทีที่เปิดกว้างให้สำหรับนักเขียนต่างชาติพอสมควรเลย (เท่าที่จำได้ก็มีนักเขียนผู้หญิงชาวอิหร่านที่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย ดังพอสมควรเลย) อันนี้ถามนอกเรื่องนะครับ แหะๆ ละลาบละล้วงประการใดต้องขออภัยด้วยครับ

  ผมก็ชอบภาษาญี่ปุ่นมาก เคยเรียนตอนยังอายุน้อยกว่านี้แล้วมันไม่ค่อยเข้าหัวเลย ส่วนตัวมีนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่ชื่นชอบหลายท่านมาก เช่นโซเซกิ,ทานิซากิ,คาวาบาตะ,มิชิม่า เคยคิดเหมือนกันว่าซักวันถ้ามีโอกาสก็อยากที่จะอ่านงานของท่านเหล่านี้ในภาษาญี่ปุ่นให้ได้

 แต่ตอนนี้คงได้แค่ฝัน 555

 

 ขอบคุณอีกครั้งครับ

 

   

 
ความเห็นที่ 9
sharing 29-08-2013 17:09

ขอบคุณมากเช่นกันสำหรับความคิดเห็น

สำหรับตัวเองคิดเสมอว่า เราจะทำอย่างไรให้บ้านเรา มีวัฒนธรรมการอ่าน! พื้นฐานยังไม่มี จะวิ่งไปปลุกคนต่างชาติให้สนใจ รู้สึกค่อนข้างจะยากเอาการหรือไม่?!

คิดมาตั้งแต่เป็นสาว จนตอนนี้เป็นสาวน้อย (ฮา) ก็ยังรู้สึกว่า ปัญหาของบ้านเราอยู่ที่การศึกษา และการที่เราไม่มีห้องสมุด ในแต่ละเขตแบบเมืองนอก

แถมพ่อแม่ส่วนใหญ่ ไม่ได้มีความรู้ก็มีไม่น้อย ตัวพ่อแม่เองที่ไม่มีความรู้ก็ยังมี และที่มีความรู้แต่ก็ยังไม่อ่านหนังสือ ก็ีมากมาย เพราะเรื่องปากกับท้องในบ้านเราเป็นเรื่องที่สำคัญ ตราบใดที่ยังต้องคิดเรื่องปากท้อง การที่จะเอาเงินไปซื้อหนังสือคงทำได้ยาก

ดูสังคมไทยในขณะนี้ มีแต่นโยบายผักชีโรยหน้า!  ดังนั้นการที่จะสนับสนุน หรือสอนให้ลูกอ่านหนังสือต่างๆคงเป็นไปได้ยาก หรือว่าไม่จริง

พ่อแม่เองก็ไม่ค่อยอ่านหนังสือ ภาพที่พ่อแม่จะพาลูกพาหลานไปห้องสมุดแบบเมืองนอก  หรือจูงลูกหลานไปขอยืมหนังสือจากห้องสมุด จึงแทบจะไม่เคยเห็น แม้แต่เวลาพาลูกไปซื้อหนังสือ พ่อแม่ยังบ่นให้ฟังว่าหนังสือราคาแพง ซื้อให้ไม่ไหว ทั้งที่เด็กอยากอ่าน ซึ่งก็เข้าใจได้ แล้ว "วัฒนธรรมการอ่าน" ในบ้านเรา จะเกิดขึ้นแบบต่างประเทศได้อย่างไร!

ส่วนเรื่องที่ให้ข้อคิดเห็นว่า อยากให้เขียนนวนิยาย หรือเรื่องสั้น คงไม่มีทางแน่นอน ยิ่งเรื่องแต่งโคลง กลอน มีหนังสือเป็นชุด ชอบอ่าน แต่ไม่ถนัด เช่นเดียวกับ ชอบฟังเพลง แต่ไม่ชอบร้องเพลงเอง

เราคงไม่ลืมว่า คนเรามีสิ่งที่ตัวเองรัก ตัวเองชอบ และถนัดมาก ถนัดน้อยแตกต่างกัน

เป็นคนที่โชคดีหน่อยที่ว่า รู้ตัวตั้งแต่อายุยังไม่มากว่า ตัวเองชอบอะไร ถนัดอะไร

 ขอสมัครเป็นนักอ่านหนังสือที่นักเขียน เขียนให้อ่านดีกว่า หรือเอาเรื่องที่ตัวเองสนใจอ่าน แล้วมาแบ่งปันกันดีกว่า

 

  ขอสมัครเป็นคนอ่านหนังสือของนักเขียนที่มีคุณภาพ เช่น คุณวินทร์ และหนอนๆทั้งหลาย ซึ่งกำลังฝึกอาวุธ ยุทธศาสตร์ หัดเขียนเรื่องที่น่าสนใจให้อ่านเป็นประจำ ใครจะรู้ ในอนาคต เราคงมีหนอนในเว็บนี้

จากเมล็ดเล็กๆ แล้วก็แตกหน่อ กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ที่มีความสำคัญและมีบทบาทในสังคมไทย เป็นนักเขียนหนังสือที่ดีและมีคุณภาพในอนาคตดีกว่าsmiley

ไม่อยากให้ทุนอะคุตะงะวะ เสียชื่อ และต้องนอนผวาโดยไม่จำเป็น (ฮา)

 ขอบคุณเช่นกันที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุมมองต่างกันทำให้เราเห็นอะไรมากมายเช่นกัน 

   

 

 

 
 
 
แสดงความเห็น
 
 
Email
 
Password