Cover by : ยางมะตอยสีชมพู ก้าว..รอ..ก้าว หนอนสนทนา : www.winbookclub.com http://kaawrowkaw.wordpress.com/ kaawrowkaw@hotmail.com กองบอกอ : อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู / ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p
------------------------ ก้าวกวี ------------------------
กวีโดย. อาเวตีก อีสากยัน กวีประชาชนแห่งอารเมเนีย แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์
[มีอะไรในเล่มอีก]
........................................................................................
ด้วยมิตรภาพ มิ.ย.๕๐
สงบร่มเย็นใจในศาลา
หากเราจะกล่าวคำว่า ศาลา ในนามของสถานที่พักผ่อนระหว่างทางที่เรารอนแรมมาจากที่ห่างไกล เราคงได้ยกตัวอย่างศาลาที่ดาษดื่นทั่วไปตามท้องถนนไม่เพียงแต่ที่ต่างจังหวัดเท่านั้น และในความเป็นจริง ศาลามีบทบาทต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนเรามาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็นศาลาที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สอยทั่วไปและศาลาที่ใช้ในการพุทธศาสนา ซึ่งในปัจจุบัน เราจะได้เห็นศาลาที่ยังคงรูปแบบมาแต่ครั้งโบราณกาลไว้นั่นคือ ศาลาที่อยู่ในวัดวาอารามนั้น ๆ
ศาลา ในภาษาสันสกฤตหมายถึง เรือน บ้าน ห้อง และคำว่า สาลา ในภาษาบาลีมีความหมายว่า โรง ศาลามีรูปแบบและทรวดทรงต่าง ๆ กันได้แก่ศาลาโถง คือเป็นศาลาที่มีแต่เสาตั้งรับเครื่องบนและเครื่องมุงหลังคา ไม่กั้นฝา มีทั้งยกพื้นและไม่ยกพื้นเรียกว่า ศาลาดิน ศาลาในพุทธสถาน ได้แก่ ศาลาราย ศาลาการเปรียญ หรือแม้แต่ศาลาที่ใช้ประกอบกิจการต่าง ๆ ของฝ่ายฆราวาสอย่างศาลาพักร้อน หรือศาลาท่าน้ำ ศาลาว่าการ เป็นต้น
สำหรับในศาสนาพุทธ ศาลาที่ตั้งอยู่รายล้อมพระอุโบสถนั้นเราเรียกว่า ศาลาราย ซึ่งความสำคัญของศาลารายนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้พุทธศาสนิกชนมีความใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น กล่าวคือเป็นสถานที่นั่งฟังธรรมเทศนา หรืองานพิธีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัดนั้น ๆ
ศาลารายเป็นองค์ประกอบย่อยอย่างหนึ่งในเขตพุทธาวาสมักเป็นอาคารโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดย่อม ตัวเรือนมักใช้เป็นอาคารเครื่องก่อ (ก่ออิฐถือปูน) มากกว่าเครื่องไม้ ส่วนของหลังคาประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีชายคาปีกนกคลุมโดยรอบ ภายในอาคารยกเป็นพื้นขึ้น โดยทั่วไปมีอยู่ ๓ แบบ ได้แก่
๑.ศาลาดิน เป็นศาลาที่ยกพื้นภายในสูงเล็กน้อย ตั้งอยู่บนลานชาลา ส่วนใหญ่ใช้ล้อมอาคารสำคัญอย่างพระอุโบสถหรือพระวิหาร มี ๒ ลักษณะคือ แบบ ศาลาโดด หมายถึง เป็นอาคารที่ตั้งอยู่ลอย ๆ ไม่มีส่วนใดที่เชื่อมต่อกับอาคารหรือองค์ประกอบอื่น ๆ และแบบ ระเบียงศาลา ซึ่งเป็นอาคารที่มีส่วนของผนังด้านใดด้านหนึ่งเชื่อมต่อกับแนวกำแพงล้อมเขตพุทธาวาส ผนังด้านที่เชื่อมต่อนั้นจะก่อทึบเป็นแนวเดียวกับกำแพง
๒.ศาลาลอย เป็นศาลาก่อที่ยกพื้นสูงแบบเรือนสองชั้น ตั้งอยู่ชิดเสมอแนวริมกำแพงชั้นนอกและมีบันไดขึ้นลงด้านหนึ่ง
๓.ศาลายก เป็นศาลารายอีกประเภทหนึ่งที่มีลักษณะรูปทรงและขนาดใกล้เคียงกับศาลารายทั่วไปแต่ถูกเทินตั้งบนฐานไพที่สูงอีกชั้นหนึ่ง
สำหรับศาลารายที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้นจัดว่าเป็นศาลารายแบบศาลาโดด ซึ่งเป็นศาลาโถงไม่มีฝา จำนวน ๑๒ หลัง โดยตั้งอยู่ล้อมรอบพระอุโบสถแบ่งออกเป็นด้านเหนือและด้านใต้ ๔ หลัง ด้านหน้าและด้านหลังอีกข้างละ ๒ หลัง
ศาลารายทั้ง ๑๒ หลังนี้มีรูปแบบและลวดลายอย่างเดียวกันทั้งหมดคือเป็นศาลาโถงขนาดสองห้อง หลังคาทรงไทยที่มุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผา หน้าบันประดับด้วยรูปเทพพนมประดับกระจก มีลายกระหนกประกอบ โดยรอบเทพพนมนั้นมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และนาคสะดุ้ง มีคันทวยจำหลักลายพญานาครองรับชายคาโดย รอบ เพดานศาลามีการฉลุลาย ปิดทองคำ พื้นศาลาปูด้วย หินอ่อน ยกระดับ
ศาลารายทั้ง ๑๒ หลังนี้ สร้างขึ้นในคราวเดียวกันกับการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามในสมัยรัชกาลที่ ๑ ต่อมาได้รับการบูรณะโดยคงรูปแบบเดิมไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และในสมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงโปรดเกล้าฯให้รื้อศาลารายทั้งหมดแล้วสร้างขึ้นใหม่เป็นศาลารายที่เราเห็นในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะได้รับการบูรณะเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ ๙ ก็ยังคงรูปแบบและลวดลายเดิมเอาไว้
ศาลารายนี้นอกจากจะใช้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมฟังธรรมในโอกาสงานสำคัญ ๆ แล้วยังใช้เป็นสถานที่ประกอบ ประเพณีสวดโอ้เอ้วิหารราย ด้วย ซึ่งเป็นการสวดทำนองสรภัญญะ บทสวดจะมีลักษณะเป็นฉันท์หรือกาพย์ก็ได้แต่ที่นิยมกันมากคือกาพย์ยานี
การสวดโอ้เอ้วิหารรายนั้นมีมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยมีการสวดในวิหารที่ล้อมรอบพระอุโบสถของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ดังนั้นคำว่า สวดโอ้เอ้วิหารราย จึงยังคงใช้สืบมา แม้ว่าจะประกอบพิธีที่ศาลารายแล้วก็ตาม
ในความว่างเปล่าไม่มีความว่างเปล่า
ทะเลถามฟากฟ้าว่า... สบายดีไหม เช้านี้เป็นอย่างไร?
ฟากฟ้าได้ยินเสียงถามของทะเล, ทะเลเชื่อเช่นนั้น ทว่าฟากฟ้าไม่ตอบคำถามนั้นคงมีเพียงเสียงหวีดหวิวมาเป็นระยะ ๆ มาเป็นจังหวะ แต่ละจังหวะพัดเอาทะเลหอบเข้ากระทบชายฝั่ง กระทบหาดทรายขาวนวล
...มันก็เป็นเช่นนี้แหละที่ทุก ๆ เช้าฉันจะส่งเสียงถามเธอ, เป็นเช่นนั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่เมื่อเธอจากไปแห่งหนแดนไกล ไม่รู้ว่าดินแดนแห่งนั้นจะเป็นดินแดนที่หลุดพ้นพันธนาการทางความคิดอย่างที่เธอนึกฝันหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เมื่อฉันทักทายเธอ ทักทายฟากฟ้าไม่มีเสียงตอบ ใช่! มีเพียงเสียงหวีดหวิว... บางครั้งฉันก็เล่นตอบเองถามเอง, เช่นวันนี้ ฉันจะถามตอบแทนเธอบ้างเป็นอย่างไร--
หลังจากทะเลถามฟากฟ้า ฟากฟ้าตอบ สบายดี หวังว่าเธอคงเป็นเหมือนฉัน วันนี้เธอมีเรื่องอะไรมาเล่าให้ฉันฟังหรือทะเล
ทะเลเล่า, ฟากฟ้าฟัง
ฉันได้รับต้นฉบับนิยายเรื่องใหม่ เป็นงานที่มิตรรักส่งมาให้ฉันตรวจก่อนตีพิมพ์, ใช่ เขาเป็นมิตรที่ดี เขามักส่งงานมาให้ฉันต่อเนื่องสม่ำเสมอ และนั่นมันหมายความว่าฉันจะมีรายได้จากการนี้ แม้ว่าในส่วนลึกแล้วฉันไม่ชอบงานนิยาย แต่ก็ละ นิยายบางเรื่องมันต้องมีดีมีถูกใจฉันบ้างละน่า เช่นเรื่องนี้ของนักเขียนนามนี้....
ฟากฟ้าพยักหน้าบอกว่าชอบงานของนักเขียนผู้นี้ เป็นนักเขียนที่ไม่เขียนอะไรขึ้นมาลอย ๆ, คำทุกคำ ประโยคทุกประโยคล้วนกลั่นจากมุมมองและความคิด-- เป็นงานเขียนที่เล่นกับความคิดของตนเอง
ทะเลเล่าต่อ, ฟากฟ้าเอียงคอฟัง
มีประโยคหนึ่งที่ฉันอ่านแล้วสะดุดใจ... สายสัมพันธ์ของคนเราครั้งหนึ่งมันเริ่มต้นมาจากคนแปลกหน้าและความว่างเปล่า กาลเวลาเป็นสิ่งสานต่อไม่ต่างอะไรกับเครื่องทอผ้าที่ดี กว่าจะรู้ตัวสิ่งที่เรียกว่าความว่างเปล่ามันกลายเป็นรูปทรงและโซ่ตรวนผูกมัดหัวใจ *
ทะเลเงียบงัน, ฟากฟ้าเองก็เงียบงัน...
สักอึดใจทะเลจึงพูดต่อ ก่อนที่เราจะพบกัน เราเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน, ฉันพบเธอ เธอพบฉัน ทว่ามันมีความว่างเปล่าคั่นกลาง ครั้นเมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกันช่องว่างแห่งความว่างเปล่าหดแคบหายไปซึ่งฉันอยากรู้นักว่ามันหดเอาตัวเองไปอยู่ซอกมุมไหน หรือว่ามันจะขยับขยายไปยังระหว่างคนอื่นต่อไป ใช่! หมดหน้าที่ของมันแล้วนี่ ห้วงยามนั้นกาลเวลาเข้ามารับช่วงสานต่อ ฉันและเธอพบกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้น นี่ละ ฉันเพิ่งรู้ว่าเราอาจเปรียบเทียบเอากาลเวลาเป็นเสมือนเครื่องทอผ้าได้ กาลเวลาทักทอสายใยที่เราก่อขึ้นจากนั้นเริ่มทักทอ โธ่! เธอเอ๋ยฉันอยากคิดได้เพียงหนึ่งในสิบของนักประพันธ์ผู้นี้ยิ่งนัก หรือได้เพียงหนึ่งของเธอ เธอมักพูดจาจากความคิดของเสมอทว่าฉันเองไม่เคยใส่ใจ บางครั้งกลับฉุนเฉียวเธอเสียด้วยซ้ำว่าพูดอะไรให้เป็นธรรมชาติบ้างได้ไหม, เป็นธรรมชาติ... อ้อ นั่นแหละความเป็นธรรมชาติของเธอ ในตัวเธอ, ฉันเล่า ธรรมชาติในตัวฉันมันมีแต่ความจริง ไม่บ่อยนักหรอกที่มันจะลึกซึ้ง...
ฟากฟ้าขัด เพียงเพราะเธอจริงจังกับชีวิต จริงจังกับสิ่งที่เห็นมากไป หากเธอหลงลืมมันไปบ้าง ปล่อยวางมันเสียบ้างมันก็เป็นเรื่องง่ายที่เธอจะคิดได้อย่างนั้น, เธอเพียงเก็บเอาทุกอย่างมาคิด การนั้นมันดีแต่มากไปก็ไม่ดี
ทะเลหัวเราะม้วนตัวขึ้นสูงแล้วโยนตัวสู่เบื้องล่างรี่เข้าปะทะชายฝั่งแตกเป็นฟองขาวแล้วถอนตัวกลับอย่างรวดเร็ว, เป็นเช่นนั้นอยู่สองสามครั้ง
ทะเลไม่ได้เกรี้ยวโกรธฟากฟ้า, ฉันรู้ เพราะหากว่านั่นคือคำกล่าวของเธอจริง ๆ ฉันเองก็ไม่คิดโกรธเธอกลับจะขอบใจเสียด้วยซ้ำ สำหรับอาการนั้นของทะเลคงเหมือนฉันที่หัวเราะ- หัวเราะกับธรรมชาติในตัวฉันเอง
ขณะนี้เล่า, ความว่างเปล่าที่กลายเป็นรูปทรงและโซ่ตรวนมันหายไปไหนเสีย?... ขณะนี้กลับมีแต่ความว่างเปล่าระหว่างฟากฟ้ากับทะเล
เงียบ... มีเพียงเสียงหวีดหวิวกับคลื่นกระทบชายฝั่ง- เท่านั้น
...ระหว่างฟากฟ้ากับทะเลขณะนี้ใช่เพียงว่างเปล่า ทุกอณูของอากาศธาตุล้วนมีความรัก-ความคิดถึงแทรกซึมไปทั่ว สัมผัสและโอบกอดฉันไว้ทุกขณะหากว่าฉันรู้สึกได้ ใช่! แล้วฉันก็รู้สึกรับรู้ถึงสิ่งนั้นได้, ความว่างเปล่าและความแปลกหน้าระหว่างเรา ระหว่างฟากฟ้ากับทะเลมันหดหายไปนับจากวันนั้นมิเคยได้หวนกลับมาสักครั้งเดียว... มีเพียงสายสัมพันธ์ผูกรัดมัดใจไว้ตลอดเวลา เพียงแต่ฉันต้องระลึกถึงมันบ้างเท่านั้นฉันจึงจะรับรู้รู้สึก, ระหว่างความสัมพันธ์ของเราไม่มีความว่างเปล่าแต่อย่างใด...
เสียงหวีดหวิวดังอยู่รอบกาย, ฉันรู้ว่านั่นคือการตอบรับจากเธอ- ฟากฟ้า
ด้วยความรักฯ โจ. มิ.ย.๕๐
รวมกันเราแจ๋ว
A Slash of Blue
ผู้แต่ง : Emily Dickinson ผู้แปล : มาลีทัต พรหมทัตตเวที)
ปัดสีฟ้า ปัดสีฟ้าตรงนี้นิด ป้ายสีเทาตรงนั้นหน่อย แต้มสีแดงสดเล็กน้อย ประกอบเป็นท้องฟ้ายามสายัณห์ แทรกสีม่วงระหว่างกลางสักนิด ใส่กางเกงสีทับทิมโดยพลัน ระลอกคลื่นสีทอง จรดฝั่งแห่งวารวัน แหละนั่นคือท้องฟ้าคราอรุณ
อิสระวิถี (๘) : สองคู่ซี้ที่แสนจะโลเล
kamkam_tonnam@hotmail.com http://tonnambuarai.exteen.com/
25.หากเดินไปเจอทางแยกชวนสับสน ทางเลือกที่ดีคือเลือกเดินสักทาง
26. หากเดินไปเจอทางแยกชวนสับสน ทางเลือกที่แย่คือไม่เลือกเดินสักที
รั้วกระถิน
ยอดไผ่ที่ไหวลม โดย กีรติ
นักเขียนควรซื่อสัตย์ต่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ถ้าคุณโกหก คุณก็เป็นคนไม่จริงใจ แล้วงานของคุณก็จะขาดซึ่งพลังที่เป็นจริง
ชีวิตวัยเยาว์ของสุรชัย จันทิมาธรนั้น ถือได้ว่าเขาเติบโตเรียนรู้มาจากสังคมชนบทโดยแท้ แม้บิดาจะรับราชการครู แต่การเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนประถมระดับอำเภอเมื่อราวกึ่งศตวรรษที่แล้วก็ดูจะมิได้ช่วยให้เขามีอภิสิทธิ์ใดเหนือกว่าผู้อื่นไปสักกี่มากน้อย
ถึงอย่างไรเสีย เขาก็อาจโชคดีกว่าหลาย ๆ คนตรงผลพลอยได้อันเนื่องมาจากพ่อเป็นครู ซึ่งมักจะมีหนังสือหนังหาติดไม้ติดมือกลับมาบ้านเสมอเมื่อไปประชุม แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นวารสารที่ได้รับแจกมาก็ตาม กระนั้นก็ทำให้สุรชัยได้พบเห็นโลกอื่นอันขยายกว้างออกไปกว่าแดนดินถิ่นกำเนิดอยู่ไม่น้อย ช่วยให้เขาเรียนรู้ว่าประเทศนี้ใช่มีเพียงสมาชิกสังคมแต่เฉพาะชาวชนบทแห่งที่ราบสูงเท่านั้นไม่
เมื่อเรียนจบชั้นประถมแล้ว ความปรารถนาที่จะเป็นเช่นคนเขียนนิยายภาพตามที่ตนเองหลงใหลมาจากการการอ่านนั้น ทำให้เขาฝันที่จะได้ร่ำเรียนในสถาบันอันสอนสั่งยังเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งดูจะเป็นเรื่องปกติอีกเช่นกันสำหรับเด็กนักเรียนต่างจังหวัดทั่วไปผู้อยากจะเอาดีทางนี้ในยุคสมัยโน้นสมัยนั้น ย่อมจะรู้จักแต่ (ชื่อ) โรงเรียนเพาะช่าง หรือมากที่สุดอีกแห่งก็ช่างศิลป์ - เท่านั้น
กว่าจะเข้าช่างศิลป์ได้ นั่นก็หมายความว่าสุรชัยต้องเวียนวนเทียวไล้เทียวขื่อจนถึงสามงวดแห่งการสอบด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ในระหว่างสอบแล้วสอบอีกนั้น การที่มีโอกาสได้คลุกคลีอยู่ในบรรยากาศของคนเขียนหนังสืออย่างกลุ่ม หนุ่มเหน้าสาวสวย และ พระจันทร์เสี้ยว ก็ทำให้เขาอดมิได้ที่จะทดลองขีดเขียนเรื่องสั้นและบทกวีออกมา ยิ่งเมื่อพบว่ามันเป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งช่วยให้ตนเองไม่ต้องอดโซหิวตาย ทั้งยังได้ระเบิดความในใจที่มีต่อผู้คนและเรื่องราวนานา ก็ยิ่งผลักดันให้เขาหมั่นเพียรเขียนวาดชีวิตเป็นตัวหนังสือออกมาเรื่องแล้วเรื่องเล่าราวมิรู้จักว่าความเหน็ดเหนื่อยเป็นฉันใด
ไป ๆ มา ๆ เขาจึงตัดสินใจละทิ้งชีวิตนักเรียนช่างศิลป์ เมื่อพบว่างานเขียนก็คือการทำงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งซึ่งยังความหมายให้แก่ชีวิตได้ไม่น้อยกว่ากัน
จวบจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สังหารโหดนักศึกษา ประชาชนเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ สุรชัยในยามที่ผันบทบาทเป็นพลเพลงเพื่อชีวิตภายใต้นาม คาราวาน จึงพลันตัดสินใจเดินทางสู่ราวไพร
การปรากฏตัวของ มาจากที่ราบสูง อันเป็นรวมเรื่องสั้นเล่มแรก ดูจะเผยให้เห็นอยู่มากทีเดียวว่าผู้เขียนเรื่องสั้นชุดนี้ได้ซึมซับเก็บรับอิทธิพลของนักประพันธ์ไทยรุ่นก่อนมาไม่น้อย ท่วงทำนองกลิ่นอายหลายอย่างใน โพนแต้ และ มือเพชฌฆาต นับเป็นองค์พยานชัดเจน
สิ่งซึ่งแสดงออกค่อนข่างเด่นโดยรวมของ มาจากที่ราบสูง อยู่ตรงมี่แง่มุมของผู้เขียนเลือกกล่าวถึงภาพประทับจากแดนดินถิ่นกำเนิดของตนเองเป็นข้อใหญ่ใจความสำคัญ
โดยเฉพาะเรื่องราวและแง่มุมชีวิตของคนเล็ก ๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ตามชนบทไทยทั่วไป ว่ากันอย่างถึงที่สุดก็คือ มันมิใช่ภาพชีวิตที่ผู้เขียนปรุงขึ้นมาจากนิมิตอันเลื่อนลอย - ไร้ความเป็นจริงรองรับ หากแต่เป็นขั้วตรงข้ามด้วยซ้ำ!
การเปิดเผยโฉมหน้าสังคมชนบทของสุรชัยในวาระนี้ แม้จะไม่ลงลึกถึงขั้นประกาศ สัจธรรม ต่อผู้อ่านก็จริง กระนั้นมันก็ทำให้เราอดคิดมิได้ที่จะตระหนักว่า ยังมีผู้ยากไร้ลำเค็ญอีกไม่น้อยที่มีชีวิตร่วมในสังคมเดียวกันกับเรา ทั้งยังช่วยให้รับรู้ถึงบริบทแห่งปัญหาอันแผ่ระบาดไปทุกย่านหย่อมที่ห่างไกลความเจริญอีกด้วย ทั้งนี้ยังไม่นับวิถีชีวิตพิสดารซึ่งผู้เขียนนำมาเปิดเผยอย่างสัตย์ซื่อนั่นอีก
ในเวลาต่อมา เมื่อเขานำเสนอ เดินไปสู่หนไหน ก่อนจะสมทบด้วย ความบ้ามาเยือน นั่นก็ทำให้เรายิ่งเชื่อมั่นได้ว่า สุรชัยเป็นนักเขียนที่เพ่งความสนใจต่อเรื่องราวชีวิตอันมีแง่มุมเล็ก ๆ อย่างมีลักษณะเฉพาะโดยแท้ คือเขาแทบมิได้ทำหน้าที่เป็นตุลาการชี้ถูกชี้ผิด หากเลือกที่จะเล่าถึงกรณีนั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ภายใต้ท่าทีอันไร้จริตปรุงแต่ง ทำให้สัมผัสถึงความจริงใจอย่างไม่ยาก
เช่นนี้แล้วก็อาจสรุปกว้าง ๆ ได้ว่า ในกรณีของสุรชัยนี้ ดูเขาหลงใหลในเสน่ห์ของชีวิตสามัญชนคนธรรมดามากกว่าคนกลุ่มอื่น ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะนำเสนอชีวิตและเรื่องราวของคนทั่ว ๆ ไปที่เราพบเห็นจับต้องได้ แม้หลาย ๆ เรื่องเขาจะอ้างถึงฉากในกรุงเทพฯก็ตาม แต่ก็จะเห็นได้ว่า ที่แท้แล้วเรื่องราวทำนองนั้นมิได้จำกัดตัวของมันเองเอาไว้แต่จำเพาะเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯเท่านั้น สิ่งซึ่งเขาประสงค์จะเปิดเผย ว่าไปแล้วอาจมิใช่อะไรอื่นหากแต่คือภาวะความรู้สึกเบื้องลึกของตัวเขาเองซึ่งมิอาจกลมกลืนไปกันได้กับวิถีแห่งเมือง
สภาวะความรู้สึกที่แปลกแยกกับสังคมใหญ่ ความที่มิอาจหล่อหลอมตนเองให้เป็นเนื้อเดียวกับตึกรามรถราและผู้คนแปลกหน้าเยี่ยงนี้เอง ที่ทำให้รวมเรื่องสั้นทั้งหมดของสุรชัยมีเสน่ห์แบบแปลก ๆ ในท่วงทำนองซึ่งแฝงฝังไว้ด้วยความเหงาเศร้า ความอาลัยอาวรณ์ถึงแดนดินถิ่นกำเนิด รวมถึงโหยหาในมิตรภาพ แม้จะได้มาเพียงชั่วขณะก็ตาม
กระทั่งใน ข้างถนน เล่มนี้ก็ด้วยที่ยังคงไว้ซึ่งท่าทีเรื่อย ๆ ริน ๆ ทว่าสิ่งหนึ่งซึ่งดูจะช่วยตอกย้ำถึงลักษณะเฉพาะของสุรชัยให้เรายิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นก็คือ เรื่องราวที่เขาหยิบยกมาเล่ากล่าวขานนั้น ไม่เพียงแต่จะพบเห็นโดยทั่วไปเท่านั้น หากมันยังประกาศชัดอยู่ในทีว่า โลกที่สุรชัยดำเนินชีวิตอยู่นั้น เป็นโลกใบเดียวกันกับของเรา เรื่องราวหลากหลายที่เขารำพึงรำพัน จึงนอกจากจะไม่ชวนให้รู้สึกเป็นเรื่องไกลตัวแล้ว ยิ่งมิใช่เรื่องที่ถูก ประพันธ์ ขึ้นอย่างลอย ๆ แบบที่นักเขียนไทยมากคนหลายรุ่น สนุกอยู่ในแบบแผนวิธีนั้น
แน่ละ เมื่อย้อนกลับไปพินิจเส้นทางชีวิตของสุรชัยก็จะพบว่า เรื่องสั้นของเขานั้น มันก็คือบทบันทึกอารมณ์ความรู้สึกอันสัตย์ซื่อในแต่ละช่วงตอนชีวิต ที่มีต่อสภาพแวดล้อมซึ่งผู้เขียนพบเผชิญอยู่เป็นสำคัญ
ความสัตย์ซื่อมิใช่คุณสมบัติที่นักเขียนทุกคนล้วนมีเสมอไป! ·
เวียง - วชิระ บัวสนธ์ หมายเหตุบรรณาธิการ ฉบับพิมพ์ครั้งที่สิบ สำนักพิมพ์สามัญชน. กรกฎาคม ๒๕๔๐
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ
คมคิดคายคำตอบของ somsak's fanclub โดย สารากร
เวลาที่เคลื่อนผ่านมานั้นได้สอนอะไรคนผู้ซึ่งพยายามเรียนรู้บ้างหรือไม่ คำถามนี้อาจเป็นคำถามปลายเปิดที่ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด นั่นขึ้นอยู่ที่ว่าใครมีประสบการณ์เช่นไรมาบ้าง ขวบวัยของประชาธิปไตยก็เช่นกัน เลยผ่านมาจวบจนวันนี้ ๗๕ ปีแล้ว อะไรคือคำตอบของคำถามที่ว่า เราเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์การเมืองและการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพบ้าง เรื่องราวของการเรียกร้องสิทธิเสรีทั้งทางร่างกายและจิตใจนั้นมีอยู่เนือง ๆ จนกระทั่งปัจจุบัน ที่เราหลงคิดว่า เราได้รับสิทธิเสรีดังกล่าวอย่างเต็มที่แล้วแต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็กำลังถูกคุกคามด้วยเช่นกัน
ก้าวต่อก้าวได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องราวของการเรียกร้องที่ถูกบรรจุเนื้อหาในบทเพลงกับเพื่อนหนอนท่านหนึ่ง นั่นคือคุณพิริยะดิศ มานิตย์ นิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศส โดยเขาใช้ชื่อในห้องหนอนสนทนาว่า somsak's fanclub เขาบอกกับเราว่าชื่อนี้ได้มาจากการที่เขามีความประทับใจในนักวิชาการท่านหนึ่งคือ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งเป็นนักคิดที่มีความชัดเจนในเรื่องของประชาธิปไตยที่น่าศึกษาท่านหนึ่ง
Q : คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับบทกวีที่ถูกนำมาใช้เป็นวาทกรรมเพื่อการต่อสู้ทางการเมืองบ้างคะ
A :ผมอยากจะยกเพลง "เทียนแห่งธรรม" ที่กลุ่มพันธมิตรใช้เป็นสัญลักษณ์ในการขับไล่ทักษิณมาเป็นตัวอย่างในการตอบคำถามนี้
คืออย่างนี้ไอ้การด่าทักษิณนี่ใครก็ด่าได้ใช่ไหม แต่ถ้าเรามีรูปแบบการด่าหรือการแสดงออกอะไรสักอย่างที่มันคม ๆ จับใจคนและเป็นรูปแบบที่ตกลงจะใช้ร่วมกัน เพลงหรือบทกวีก็จะทำหน้าที่ "การแสดงออกร่วมอย่างแหลมคมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"
ผมหมายความว่าบทกวีเป็นการ formalize การแสดงออกในใจของคนที่อยู่ในขบวนการเดียวกันให้เป็นหนึ่งเดียว คุณเกลียดทักษิณเพลงเทียนแห่งธรรมมันก็เป็นรูปแบบการแสดงออกของคุณที่มีร่วมกับเพื่อนพันธมิตรของคุณ (ลองนึกถึงท่อน "ไล่มันออกไป เอาประเทศไทยของเราคืนมา") พูดง่าย ๆ บทกวีมันช่วยให้ความคิดของคนในกลุ่มตกผลึกออกมาเป็นก้อนเดียวกัน
ทีนี้ พอเป็นก้อนเดียวกันปุ๊บมันก็ชี้นำความคิดได้แล้วสิ คุณเคยเกลียดทักษิณแค่ ๕ (อาจจะด่าในใจ "ไอ้เลว") พอมีเพลงเทียนแห่งธรรมความคิดคุณก็จะถูก formalized ไปตามเนื้อหา
เอาอีกตัวอย่างก็ได้สั้น ๆ ในช่วง ๖ ตุลา ๑๙ พวกขวาก็มองว่านักศึกษาป่วนเมืองหรืออะไร แต่พอมีเพลง "หนักแผ่นดิน" จาก "ป่วนเมือง" มันก็เลยกลายเป็น "หนักแผ่นดิน" ไปเลยจริง ๆ และผมคงไม่ต้องพูดถึงเพลง "เราสู้" ใช่ไหม (หัวเราะ)
Q : ช่วยยกตัวอย่างบทกวีของไทย หรือต่างประเทศ ที่นำมาใช้เป็นวาทกรรมต่อต้านอำนาจเผด็จการ หรือการเรียกร้องสิทธิเสรีต่าง ๆ
A : ผมไม่แน่ใจว่าบทกวีสามารถนำมาเป็นวาทกรรมต่อต้านอำนาจ คือโดยตัวมันสามารถเป็นข้อเขียนลักษณะธงนำในทางการเมืองได้โดยทันที แต่ถ้าจะให้พูดถึงบทกวีหรืองานวรรณกรรมโดยรวมที่มีอิทธิพลต่อความคิดให้ผู้คนต่อสู้กับอำนาจ ผมก็พอยกตัวอย่างได้ อย่างของไทยนี่ผมอยากจะพูดถึง ๖ ตุลา ผมโรคจิตนะ (หัวเราะ) พูดถึงต่อต้านเผด็จการไม่ยักนึกถึง ๑๔ ตุลา แต่นึกถึง ๖ ตุลา
งานวรรณกรรมที่ถือว่ามีอิทธิพลต่อขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้ายสมัยนั้นก็นวนิยายเพื่อชีวิตเช่น แลไปข้างหน้า ของ ศรีบูรพา ปีศาจ และ ความรักของวัลยา ของเสนีย์ เสาวพงศ์ เมืองนิมิตร ของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ พ่อข้าเพิ่งจะยิ้ม ของ สันติ ชูธรรม พิราบแดง ของ สุวัฒน์ วรดิลก นอกจากนี้ก็ยังมีบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ หรือของวิสา คัญทัพ
ส่วนของต่างประเทศนี่ ผมนึกถึงเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส ๑๗๘๙ ซึ่งก่อนจะเกิดการปฏิวัติจริง ๆ ได้มีงานเขียนมากมาย ที่ "บิลด์" ผู้คนให้อยากล้มเจ้า
อย่างบทละครเรื่อง Mariage de Figaro ของนักเขียนชื่อ โบมาร์เชส์ ชื่อเรื่องน่ะแปลตรง ๆ ว่า "การแต่งงานของฟิกาโร" ฟิกาโรนี่เป็นพระเอกกำลังจะแต่งงาน แต่มันเป็นไพร่ บังเอิญเมื่อก่อนไพร่จะแต่งงานเจ้ามีสิทธิ "เปิดซิง" เจ้าสาวได้ บทละครมันก็วิจารณ์ความเฮงซวยตรงนี้ นอกจากนี้ยังมี มงแตสกิเยอที่เขียน "จดหมายจากชาวเปอร์เชียน" (Les lettres persannes) เพื่อเปิดโปงเยาะเย้ยชีวิตอันแหลวแหลกฟุ้งเฟ้อของวงสังคมชั้นสูงในปารีส วอลแตร์นักเขียนคนสำคัญอีกคน ก็ได้ทำหน้าที่อย่างเดียวกันใน "ก็องดิดด์"
ผมขอพูดถึงอีกตัวอย่าง "เล็ก ๆ " ของบทกวีที่สู้กับอำนาจในบริบทของไทยอีกสักหนึ่งตัวอย่าง คือมันไม่ได้พูดถึงการโค่นล้มอะไรยิ่งใหญ่หรอกนัก แต่ผมว่ามัน "บิลด์" เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ดี
ผมกำลังพูดถึงศรีปราชญ์ ซึ่งยังไงไม่รู้แกไปเกี้ยวสนมเอกรูปงามของกษัตริย์เข้า คือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เกี้ยวต่อหน้าธารกำนัลเลยนะ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ผู้เลอศักดิ์ก็ด่าศรีปราชญ์เอาอย่างสาดเสียเทเสีย หาว่าทะลึ่งอวดดี ตัวเป็นกระต่ายจะทะยานชมจันทร์ไม่เจียมตัวว่าต้อยต่ำ "มันบ่เจียมตัวน้อย ต่ำเตี้ยเดียรฉาน..." คือประมาณว่า ชนชั้นศักดินาเท่านั้นที่เป็นคน ไพร่ราบเป็นสัตว์เดรัจฉาน หาควรลืมตัวว่าเป็นสัตว์แล้วคิดทะเยอทะยานไม่
ด้วยเกียรติแห่งความเป็นไพร่ ศรีปราชญ์แกก็ตอบว่า
อืมนะ เราจะ "เจ้า" หรือ จะ "ข้า" (คือขี้ข้า) ก็อยู่พื้นเดียวกัน อีกอย่างกระต่ายที่อยู่บนดวงจันทร์มันก็กระต่ายเช่นเดียวกันกับที่อยู่บนดินนั่นแหละ ถึงฤดูผสมพันธุ์มันก็ผสมกันได้ คนก็เหมือนกันจะสูงต่ำก็เดินดิน (นัยว่าฉะนั้นจึงรักกันได้)
ทำเป็นเล่นไปนะคุณ จิตร ภูมิศักดิ์บอกว่า กลอนของศรีปราชญ์นี้เป็นครั้งแรกของประวัติวรรณคดีไทยที่ "ไพร่" ได้ปะทะกับระบบเหยียดคนลงเป็นสัตว์ของศักดินาอย่างเปิดเผยและรุนแรง โดยส่วนตัวผมชอบกลอนนี้มาก ๆ
Q : คำว่า อำนาจวรรณกรรม จะสามารถเข้าข่ายเนื้อหาของการเรียกร้องสิทธิเสรีที่แท้จริงโดยใช้งานเขียนประเภทต่าง ๆ ได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงคำปลอบใจให้กับคนที่คิดต่อสู้ด้วยวรรณกรรมคะ
A : ผมเคยได้ยินมาว่านักศึกษาช่วง ๑๔ ตุลา นั้นมีสำนึกขบถที่ส่วนหนึ่งถูกปลุกจากการอ่านวรรณกรรมเรื่อง "คนนอก" ของอัลแบร์ กามูส์ ฉะนั้นถ้าคุณจำกัดคำว่าอำนาจของวรรณกรรมไว้ที่ว่ามันจะปลุกสำนึกให้เรียกร้องสิทธิเสรี ผมว่าอำนาจวรรณกรรมทำนองนี้น่าจะมีอยู่จริง
แต่ถ้าคุณไปไกลถึงว่าวรรณกรรมจะมีอำนาจ "พลิกแผ่นดิน" หรือเปลี่ยนคนจาก "ขวา" เป็น "ซ้าย" ได้นั้น ผมไม่ค่อยเชื่อนัก
ผมเชื่อว่าวรรณกรรมทำหน้าที่ตอกย้ำอุดมการณ์ ไม่ใช่สร้างอุดมการณ์ คุณเอา "สี่แผ่นดิน" ไปให้พวกซ้ายอ่านให้ตายยังไง เขาก็ไม่มีวันหวนระลึกถึง "ครั้งบ้านเมืองยังดี" ในทางเดียวกันคุณเป็น royalism ก็ไม่ใช่เพราะ "สี่แผ่นดิน" นวนิยายทำหน้าที่เพียงตอกย้ำอุดมการณ์ที่คุณมีก่อนอยู่แล้ว
Q : มีเพลงหนึ่งที่ชื่อว่า Linternationnale เป็นเพลงเก่าที่ยังไม่มีคนลืม โดยเฉพาะปัญญาชนฝ่ายซ้าย ไม่ทราบว่าเนื้อหาของเพลงภาษาฝรั่งเศสมีความหมายว่าอย่างไรคะ
A :เคยมีผู้แปลไว้แล้ว ผมขอคัดมาให้ดูนะครับ
Q : มีเพลงไทยที่ใช้ทำนองเพลง Linternationnale คือ เพลงสามัคคีนานาชาติ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างคะเกี่ยวกับการนำทำนองดังกล่าวนี้มาขับร้องเพื่อปลุกใจชนชั้นกรรมมาชีพในช่วงพ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๑๙
A : ในบรรยากาศแบบนั้น ถ้าจะมีเพลงใดสักเพลงมาใช้นำขบวนการกรรมมาชีพ ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีเพลงใดเหมาะไปกว่าเพลงนี้ซึ่งเป็น anthem (เพลงประจำคณะ) ของพรรคสังคมนิยมสากลแล้วครับ
Q : คำว่านานาชาติที่ปรากฏเป็นชื่อเพลงนี้ ได้แฝงนัยบางประการไว้หรือไม่คะ
A : ชัดเจนว่าเพลงนี้สะท้อนแนวคิดมาร์กซิสม์ คือเรื่องความขัดแย้งทางชนชั้น ชนชั้นขูดรีดและชนชั้นที่ถูกขูดรีด ทีนี้คุณต้องเข้าใจว่า เวลามาร์กซ์เสนอการวิเคราะห์แนวนี้ออกมา เขาถือว่ามันเป็นความจริงเชิงภววิสัย คือเป็นจริงตลอดไม่ขึ้นกับเวลาและสถานที่ พูดอีกอย่างความขัดแย้งแห่งชนชั้นจะต้องมีอยู่ในทุกสังคมไม่มีข้อยกเว้น
ชื่อเพลง l'internationale (นานาชาติ) จึงน่าจะสื่อว่า ไอ้เนื้อหาในเพลงทั้งหมด (กรรมกร ความทุกข์ยาก การต่อสู้ การกดขี่) มันไม่ใช่สภาวะของชาติใดชาติหนึ่งแต่เป็นความจริงระดับ "นานาชาติ"
คึกฤทธิ์เคยเขียน "ฝรั่งศักดินา" ตอบโต้ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ของจิตร ภูมิศักดิ์ แกบอกว่าเมืองไทยนั้นมีศักดินาอย่างจิตรว่าก็จริงแต่หาได้มีการกดขี่ไม่ ซึ่งการอธิบายอย่างนี้พวกมาร์ซิสต์คงไม่รับ เพราะคงไม่มีสังคมไหน ชาติไหนจะหลุดกฎความขัดแย้งแห่งชนชั้นไปได้
Q : มีท่อนหนึ่งของเพลงสามัคคีนานาชาติที่ว่า "นี่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย สามัคคีให้ถึงวันพรุ่ง แองตานาซิอองนาล จะต้องปรากฏเป็นจริง" คุณเชื่อในคำว่า สุดท้าย หรือไม่คะ
A :ไม่ครับ คือ อุดมการณ์แบบมาร์กซิสม์นี่มีลักษณะมองโลกในแง่ดีที่ผมไม่ค่อยเชื่อ (ที่จริงไม่เชื่อเอาเลยด้วยซ้ำ-ผมหมายถึงการมองโลกในแง่ดีนะ ไม่ใช่มาร์กซิสม์ทั้งหมด) คือเขาเชื่อว่ามนุษยชาติจะก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเรื่อย ๆ ในความขัดแย้ง ธรรมะย่อมชนะอธรรม วันหนึ่งการกดขี่จะหมดไปอะไรทำนองนี้
ขณะที่มาร์กซ์เสนอภาพวิวัฒนาการของมนุษย์แบบลูกศรชี้ขึ้น (คือมันต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ) ผมเชื่อวิวัฒนาการแบบวงกลมครับ คือดูเหมือนก้าวหน้าแต่จริง ๆ มาที่เดิม คุณเชื่อเหรอว่าวันหนึ่งสงครามจะหมดไปจากโลก ไม่ต้องสงครามเอาแค่โสเภณีก็ได้ โดยรวมเราแตกต่างกับคนเมื่อพันปีตรงไหน ผมยังไม่เห็น ถ้าไม่นับ ความเจริญทางวัตถุแบบหยาบ ๆ
ฉะนั้นถ้าเพลงจะมาบอกผมว่า นี่สู้ครั้งสุดท้ายแล้วนะ (โดยนัยคือ จะชนะแล้วนะ) พรุ่งนี้จะมีสังคมที่ "ดีกว่า" แล้วนะ ผมไม่เชื่อ
Q : หรือจะเป็นความหวังที่ว่าการแบ่งแยกจะเป็นครั้งสุดท้าย และจะไม่มีขึ้นอีกในภายภาคหน้า
A : คงเป็นความหวังจริง ๆ แหละครับ (หัวเราะ)
Q : เป็นไปได้หรือไม่คะที่มวลชนไม่ว่าชาติใด ต่างเจ็บปวดกับการถูกกดขี่เช่นเดียวกัน จึงไม่ขัดเขินที่จะใช้ทำนองเพลงที่เกิดมาเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีร่วมกันคะ
A :คุณหมายถึงเพลง l'internatioinale ใช่ไหม ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ การที่เพลงมัน "โดนใจ" คนหลายชาติ แสดงว่ามันต้องมีอะไรแชร์ร่วมกัน
Q : ในปัจจุบันรูปแบบของการเอารัดเอาเปรียบกันได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว การเรียกร้องก็ดูจะเบาบางไปด้วย คุณคิดว่าพวกเขายอมรับโดยดุษณีต่อชะตากรรม หรือว่าพวกเขารอเวลาของการต่อสู้คะ
A : คุณพูดว่าในปัจจุบันรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง จากกดขี่กัน "เห็น ๆ " มันกลายเป็นกดขี่โดย "วาทกรรม" หรือ "มายาคติ" ซึ่งมีรูปแบบที่แนบเนียนกว่า ลึกซึ้งกว่า
ฉะนั้นจะว่าผู้ถูกกดขี่ยอมรับโดยดุษณี ผมว่าไม่ใช่ เพราะมันแปลว่า พวกเขา "สำนึก" ว่ากำลังถูกกดขี่แต่ปัญหาคือ ในการกดขี่แบบใหม่ มันทำให้อำนาจเป็นความชอบธรรม เป็นเรื่องปรกติ เป็น common sense ผู้ถูกกดขี่จึงไม่สำนึกด้วยซ้ำว่าถูกกดขี่ กลับเห็นเป็นเรื่อง "ธรรมชาติ" ที่ irony คือผู้ถูกกดขี่สามารถ justify ให้ผู้กดขี่ได้ด้วยซ้ำ เพราะแชร์มายาคติเดียวกัน
โดยสภาวะนี้ ก็ลืมเรื่อง "รอเวลาการต่อสู้"ได้เลยครับ
Q : คำว่า "เพลงปลุกใจ" สามารถใช้กับเพลง Linternationnale ได้หรือไม่คะ แล้วคิดอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า นี่คือเพลงมอมเมามวลชน
A : น่าจะได้ครับ ส่วนที่ว่าเป็นเพลงมอมเมาประชาชน ถ้าคำว่ามอมเมาหมายถึงทำให้เคลิ้มหรือคล้อยตามกับความคิดใดความคิดหนึ่ง ผมก็ว่ามันเป็นเพลงมอมเมา ทีนี้คำว่ามอมเมามันมักใช้ในทางที่ไม่ดี ผมก็ต้องตั้งคำถามกลับว่า เพลงที่ "มอมเมา" ให้คนลุกขึ้นสู้ นั้นเสนอสิ่งที่ไม่ดีตรงไหน
Q : ในความเป็นจริง เพลงนี้อาจไม่ใช่เพลงที่ได้รับความนิยม คือเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่ม อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพลงในตำนานไปแล้ว คุณคิดเห็นอย่างไรคะว่า สถานการณ์ดังกล่าวนี้ ดูจะเป็นความเคลื่อนไหวที่ไร้แรงขับในคนหนุ่มสาวปัจจุบันคะ
A : คำถามคุณ imply ว่าถ้าหนุ่มสาวในปัจจุบันมีสำนึกทางการเมือง (ที่คุณใช้คำว่า "แรงขับ") เพลงนี้ก็จะยังคงได้รับความนิยมอยู่ ซึ่งผมว่าไม่จำเป็น หนุ่มสาวไม่จำเป็นต้อง "ซ้าย" นะคุณ
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าหนุ่มสาวปัจจุบันไม่ใช่แรงขับจริง ๆ นั่นแหละ (แต่ไม่เกี่ยวกับการที่เพลงไม่ได้รับความนิยมแล้ว) มีคนเขาตั้งกระทู้เว็บฟ้าเดียวกันเกี่ยวกับวัยรุ่นซึ่งผมชอบมาก อยากคัดมาให้ดูในที่นี้ (ผมขอเซ็นเซอร์บางคำนะ)
"จริตคนชั้นกลางเข้าครอบงำพวกเค้าหมดแล้ว ถ้าให้เดาพวกเค้าก็คิดคล้าย ๆ ผม ก่อนรัฐประหารนั้นแหละ นั้นคือการคอร์รัปชั่นไม่ดี นักการเมืองไม่มีดี คนมาปกครองบ้านเมืองต้องเป็นคนมีคุณธรรม เป็นคนดี (...) เป็นคำตอบของทุกสิ่ง ทักษิณโกงต้องเอาลง คนจนซื้อเสียงได้ฉะนั้นพวกเค้าจะเรียกร้องให้ทักษิณมาก็ไม่ต้องฟัง พวกนี้จ้างมาหรือถูกประชานิยมล่อหลอกจนมัวเมาหมดแล้ว วาทะกรรมผู้จัดการ ฯลฯ
เดาไม่ยากครับ เด็กเอ็นฯติดเป็นเด็กในระบบทั้งนั้น ไม่เคยคิดนอกกรอบ ไม่เคยถามครู-ระบบ ใส่อะไรมาให้ก็อ่าน ๆ ๆ ๆ ๆ ท่อง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เอนฯให้ติดคณะดัง ๆ จบมาดีกรีสูง ๆ จะได้สมัครงานที่เงินเดือนสูง ๆ มีหน้ามีตาร่ำรวยในสังคม ชีวิตมั่งมีศรีสุข มั่นคง-มั่งคั่ง เอนฯติดแล้วทำไงละ? เรียน ๆ ๆ ๆ เครียด เที่ยวซีโว้ย ตรอกข้าวสาร ทองหล่อ RCA (วู้เชยยย.......มีแต่เกรียน) เฮ้ยสาวสวยนั่งข้าง ๆ ทำไงวะ จีบแล้ว เ_ด **เลย...ลุยเลยเพื่อน...เป็นไงเมื่อคืนกี่ครั้งวะฮ่ะ ๆ รับน้องกันเถอะ เฮ้ย! น้องปีนี้สวยเยอะ สงสัยปีนี้ได้แวะไปรังสิตบ่อยแระ (มธ.วิทยาเขตรังสิต) ไงจ๊ะน้องพี่มาดูแล ห่วงน้องเพิ่งเข้าเรียนจะไม่เข้าใจระบบหมาลัยฯ วิชาพื้นฐาน (รหัส TU ต่าง) พี่ติวได้นะ ติวเสร็จไปเที่ยวกันไหมพี่เจ้าภาพ พวกพี่ ๆ คณะก็นัดมาด้วย บลา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เฮ้ย! ใกล้สอบแล้ว ใครมีเลคเชอร์ให้อ่านมั่งวะ ไปเอาที่ร้านซีร็อกซ์ดิ เพียบ! ท่อง ๆ ๆ ๆ ๆ สอบ ๆ ๆ ๆ ๆ ซ่อม ๆ ๆ ๆ ๆ (เฉพาะคณะนิติฯ) วู้!!!!!!! จบแล้ว กรูได้เกียรตินิยมด้วยว่ะ ทำไงต่อดี ฉลองดิ! ทำไงต่อ ต่อโทฯ (สำหรับพวกขี้เกียจทำงาน) สอบเนติบัณฑิต (สำหรับพวกขี้เกียจคณะนิติฯโดยเฉพาะ) ทำงานบริษัทใหญ่ ๆ เงินสูง ๆ คืนวันศุกร์-เสาร์มีไว้เที่ยว เย้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ......................................."
Q : คำว่าไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นความหมายของคนคิดโลเลได้หรือไม่คะ หรือคือการคิดอย่างทางสายกลาง คุณมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรบ้างคะ
A : มันมีจริงหรือครับไอ้การ "ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" ในความเป็นจริง เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น คุณต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่แล้ว จะโดยรู้ตัวหรือไม่ และแม้กระทั่งขณะที่คุณบอกกับตัวเองว่า "ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด"
ยกตัวอย่าง คุณเห็นผัวตบเมีย คุณบอกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด คือไม่เข้าข้างผัว (justify ว่าผัวทำถูกแล้ว เพราะเมียชั่วหรืออะไร) และไม่เข้าข้างเมีย (ไปช่วย หรือไปต่อยตัวผัว) แต่ระหว่างที่คุณอยู่เฉย ๆ นั่นแหละ ที่คุณประกาศว่า การตบผู้หญิงเป็นเรื่องชอบธรรม
ยังไงดีล่ะ ในทางปฏิบัติ การไม่ฝักฝ่ายใดจะให้ประโยชน์ต่อฝ่ายหนึ่งเสมอ
Q : คำกล่าวที่ว่า "สองไม่เอา" ที่กล่าวถามถึงกันบ่อย ๆ ในบริบททางการเมืองอันร้อนระอุ จะเป็นไปได้ไหมคะว่า นั่นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของระบอบประชาธิปไตย หรือเป็นพื้นที่ว่างของคนคิดโลเล
A : คนที่ชอบพูดว่า "สองไม่เอา" คือไม่เอาทักษิณ ไม่เอารัฐประหาร ไม่ใช่คนโลเลแน่นอน พวกเขาเชื่อและมีเหตุผลจริง ๆ ว่าไม่เอาทั้งสองอย่าง ส่วนที่ว่าเป็นพวกเข้าใจระบอบประชาธิปไตยคลาดเคลื่อนหรือไม่นี่ผมขอเลี่ยงตอบแบบนี้นะ ในสถานการณ์รูปธรรมคือคุณมีแค่ทักษิณกับนายกจากรัฐประหาร คำว่า "สองไม่เอา" จะเป็นจริงพร้อมกันไม่ได้
คุณต่อต้านรัฐประหาร แสดงว่าคุณต้องการนายกเลือกตั้ง ถ้าคุณต้องการนายกเลือกตั้งคุณจะพูดว่า "ไม่เอาทักษิณ" ได้อย่างไร ถ้าคุณมาตอบผมว่า ไม่เอาทักษิณ (คือจะต้องโค่นให้ได้) เพราะมันเลวอย่างโน้นอย่างนี้ ผมก็ต้องบอกว่า ในกรณีนี้คุณไม่มีสิทธิพูดคำว่า "ไม่เอารัฐประหาร" เพราะในสถานการณ์ที่เป็นจริงการไม่เอาทักษิณพาไปสู่ที่เดียวคือ "นายกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง" คุณจะล้มทักษิณทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคุณจะได้รัฐประหาร แล้วคุณจะมาพูดได้อย่างไรว่า "ไม่เอารัฐประหาร"
นอกจากนี้ เวลาที่คุณ สองไม่เอา เอาเข้าจริงคุณไม่ได้สอง ไม่เอาจริง ๆ เวลาคุณ "ไม่เอา" ทักษิณ คุณโจมตีต่าง ๆ นานา ขุดคุ้ยความเลวร้ายต่าง ๆ ถามว่าลักษณะการโจมตีแบบเดียวกัน คุณทำอะไรเพื่อ justify ว่าคุณไม่เอารัฐประหารหรือใครก็ตามที่คุณคิดว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารหรือไม่
พูดตรง ๆ พวกสอง ไม่เอา จริง ๆ แล้วจะโดยรู้ตัวหรือไม่ เขาเอารัฐประหาร
Q : ในโอกาสที่เดือนนี้จะเป็นเดือนแห่งการครบรอบ ๗๕ ปี การอภิวัฒน์รัฐธรรมนูญ ขอให้คุณกล่าวทิ้งท้ายถึงบทบาท และหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยสักเล็กน้อย เพื่อที่ว่าจะเป็นข้อคิดให้หนุ่มสาวที่ยังเกิดวิจิกิจฉา (ความลังเล) อยู่ในเวลานี้ค่ะ
A : นี่ผมไม่ได้กวนประสาทคุณนะ แต่อยากตอบว่า ไม่ต้อง "เว่อร์" พูดถึง "บทบาทและหน้าที่" หรอกครับ เอาแค่แปลคำว่าประชาธิปไตยให้ถูกและเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ก็พอ ประชา+อธิปไตย อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ผมเห็นว่าปัญหาในปัจจุบันคือ คนที่บอกว่าตัวเป็นประชาธิปไตย ลึก ๆ ไม่ได้เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ คืออยากหาใครสักคนมาใหญ่แทนตัวตลอดเวลา แต่ถ้าคุณจะมาถามผมต่อว่า แล้วใครล่ะที่ผู้คนอยากให้มาใหญ่แทนตนตลอดเวลาคือใคร ผมก็ "โลเล" ที่จะตอบ.
Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู ก้าว..รอ..ก้าว 'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา www.winbookclub.com http://kaawrowkaw.wordpress.com/ kaawrowkaw@hotmail.com
2007-06-15 00:18:15/