ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๓.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๓.-
 เมื่อ: 2007-06-15 00:18:15 

ก้าวฯที่๑๓.


Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p










มีอะไรในเล่ม :



  • หน้า ๑. คมคำ-คมความ

  • หน้า ๒. บทบรรณาธิการ

  • หน้า ๓. สืบศิลป์ : [กีรติ] สงบร่มเย็นใจในศาลา

  • หน้า ๔. ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] ในความว่างเปล่าไม่มีความว่างเปล่า

  • หน้า ๕. DekAd. : [Black&Pink] รวมกันเราแจ๋ว

  • ------------------------ ก้าวกวี ------------------------


  • หน้า ๖. อิสระวิถี : [ต้นน้ำ บัวไร] สองคู่ซี้ที่แสนจะโลเล

  • หน้า ๗. ๑๐๐ วิธีใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] วิธีที่ ๒๕ และ ๒๖

  • หน้า ๘. ระเบียงใบไม้ : [ธุลีดิน] รั้วกระถิน

  • ------------------------ ก้าวกวี ------------------------


  • หน้า ๙. Book Review : [เวียง - วชิระ บัวสนธ์] ข้างถนน : ภาพฉายชีวิตสามัญ - รวมเรื่องสั้นชุดที่สี่ (๒๕๑๖ - ๒๕๓๑)

  • หน้า ๑๐. ก้าวต่อก้าว : [สารากร] คมคิดคายคำตอบของ somsak's fanclub










  • ๑. คมคำ-คมความ



    เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
    สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
    แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
    จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน


    กวีโดย. อาเวตีก อีสากยัน กวีประชาชนแห่งอารเมเนีย
    แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์




    [อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๒. บทบรรณาธิการ




    ........................................................................................ •



    ด้วยมิตรภาพ
    มิ.ย.๕๐




    [อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๓. สืบศิลป์ : กีรติ


    สงบร่มเย็นใจในศาลา



    หากเราจะกล่าวคำว่า ‘ศาลา’ ในนามของสถานที่พักผ่อนระหว่างทางที่เรารอนแรมมาจากที่ห่างไกล เราคงได้ยกตัวอย่างศาลาที่ดาษดื่นทั่วไปตามท้องถนนไม่เพียงแต่ที่ต่างจังหวัดเท่านั้น และในความเป็นจริง ศาลามีบทบาทต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนเรามาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็นศาลาที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สอยทั่วไปและศาลาที่ใช้ในการพุทธศาสนา ซึ่งในปัจจุบัน เราจะได้เห็นศาลาที่ยังคงรูปแบบมาแต่ครั้งโบราณกาลไว้นั่นคือ ศาลาที่อยู่ในวัดวาอารามนั้น ๆ

    ศาลา ในภาษาสันสกฤตหมายถึง เรือน บ้าน ห้อง และคำว่า สาลา ในภาษาบาลีมีความหมายว่า โรง ศาลามีรูปแบบและทรวดทรงต่าง ๆ กันได้แก่ศาลาโถง คือเป็นศาลาที่มีแต่เสาตั้งรับเครื่องบนและเครื่องมุงหลังคา ไม่กั้นฝา มีทั้งยกพื้นและไม่ยกพื้นเรียกว่า ‘ศาลาดิน’ ศาลาในพุทธสถาน ได้แก่ ศาลาราย ศาลาการเปรียญ หรือแม้แต่ศาลาที่ใช้ประกอบกิจการต่าง ๆ ของฝ่ายฆราวาสอย่างศาลาพักร้อน หรือศาลาท่าน้ำ ศาลาว่าการ เป็นต้น

    สำหรับในศาสนาพุทธ ศาลาที่ตั้งอยู่รายล้อมพระอุโบสถนั้นเราเรียกว่า ‘ศาลาราย’ ซึ่งความสำคัญของศาลารายนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้พุทธศาสนิกชนมีความใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น กล่าวคือเป็นสถานที่นั่งฟังธรรมเทศนา หรืองานพิธีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัดนั้น ๆ

    ศาลารายเป็นองค์ประกอบย่อยอย่างหนึ่งในเขตพุทธาวาสมักเป็นอาคารโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดย่อม ตัวเรือนมักใช้เป็นอาคารเครื่องก่อ (ก่ออิฐถือปูน) มากกว่าเครื่องไม้ ส่วนของหลังคาประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีชายคาปีกนกคลุมโดยรอบ ภายในอาคารยกเป็นพื้นขึ้น โดยทั่วไปมีอยู่ ๓ แบบ ได้แก่

    ๑.ศาลาดิน เป็นศาลาที่ยกพื้นภายในสูงเล็กน้อย ตั้งอยู่บนลานชาลา ส่วนใหญ่ใช้ล้อมอาคารสำคัญอย่างพระอุโบสถหรือพระวิหาร มี ๒ ลักษณะคือ แบบ ‘ศาลาโดด’ หมายถึง เป็นอาคารที่ตั้งอยู่ลอย ๆ ไม่มีส่วนใดที่เชื่อมต่อกับอาคารหรือองค์ประกอบอื่น ๆ และแบบ ‘ระเบียงศาลา’ ซึ่งเป็นอาคารที่มีส่วนของผนังด้านใดด้านหนึ่งเชื่อมต่อกับแนวกำแพงล้อมเขตพุทธาวาส ผนังด้านที่เชื่อมต่อนั้นจะก่อทึบเป็นแนวเดียวกับกำแพง

    ๒.ศาลาลอย เป็นศาลาก่อที่ยกพื้นสูงแบบเรือนสองชั้น ตั้งอยู่ชิดเสมอแนวริมกำแพงชั้นนอกและมีบันไดขึ้นลงด้านหนึ่ง

    ๓.ศาลายก เป็นศาลารายอีกประเภทหนึ่งที่มีลักษณะรูปทรงและขนาดใกล้เคียงกับศาลารายทั่วไปแต่ถูกเทินตั้งบนฐานไพที่สูงอีกชั้นหนึ่ง



    สำหรับศาลารายที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้นจัดว่าเป็นศาลารายแบบศาลาโดด ซึ่งเป็นศาลาโถงไม่มีฝา จำนวน ๑๒ หลัง โดยตั้งอยู่ล้อมรอบพระอุโบสถแบ่งออกเป็นด้านเหนือและด้านใต้ ๔ หลัง ด้านหน้าและด้านหลังอีกข้างละ ๒ หลัง

    ศาลารายทั้ง ๑๒ หลังนี้มีรูปแบบและลวดลายอย่างเดียวกันทั้งหมดคือเป็นศาลาโถงขนาดสองห้อง หลังคาทรงไทยที่มุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผา หน้าบันประดับด้วยรูปเทพพนมประดับกระจก มีลายกระหนกประกอบ โดยรอบเทพพนมนั้นมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และนาคสะดุ้ง มีคันทวยจำหลักลายพญานาครองรับชายคาโดย รอบ เพดานศาลามีการฉลุลาย ปิดทองคำ พื้นศาลาปูด้วย หินอ่อน ยกระดับ

    ศาลารายทั้ง ๑๒ หลังนี้ สร้างขึ้นในคราวเดียวกันกับการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามในสมัยรัชกาลที่ ๑ ต่อมาได้รับการบูรณะโดยคงรูปแบบเดิมไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และในสมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงโปรดเกล้าฯให้รื้อศาลารายทั้งหมดแล้วสร้างขึ้นใหม่เป็นศาลารายที่เราเห็นในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะได้รับการบูรณะเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ ๙ ก็ยังคงรูปแบบและลวดลายเดิมเอาไว้

    ศาลารายนี้นอกจากจะใช้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมฟังธรรมในโอกาสงานสำคัญ ๆ แล้วยังใช้เป็นสถานที่ประกอบ ประเพณีสวดโอ้เอ้วิหารราย ด้วย ซึ่งเป็นการสวดทำนองสรภัญญะ บทสวดจะมีลักษณะเป็นฉันท์หรือกาพย์ก็ได้แต่ที่นิยมกันมากคือกาพย์ยานี

    การสวดโอ้เอ้วิหารรายนั้นมีมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยมีการสวดในวิหารที่ล้อมรอบพระอุโบสถของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ดังนั้นคำว่า ‘สวดโอ้เอ้วิหารราย’ จึงยังคงใช้สืบมา แม้ว่าจะประกอบพิธีที่ศาลารายแล้วก็ตาม •




    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๔. ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน


    ในความว่างเปล่าไม่มีความว่างเปล่า



    ทะเลถามฟากฟ้าว่า... สบายดีไหม เช้านี้เป็นอย่างไร?

    ฟากฟ้าได้ยินเสียงถามของทะเล, ทะเลเชื่อเช่นนั้น ทว่าฟากฟ้าไม่ตอบคำถามนั้นคงมีเพียงเสียงหวีดหวิวมาเป็นระยะ ๆ มาเป็นจังหวะ แต่ละจังหวะพัดเอาทะเลหอบเข้ากระทบชายฝั่ง กระทบหาดทรายขาวนวล

    ...มันก็เป็นเช่นนี้แหละที่ทุก ๆ เช้าฉันจะส่งเสียงถามเธอ, เป็นเช่นนั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่เมื่อเธอจากไปแห่งหนแดนไกล ไม่รู้ว่าดินแดนแห่งนั้นจะเป็นดินแดนที่หลุดพ้นพันธนาการทางความคิดอย่างที่เธอนึกฝันหรือไม่

    อย่างไรก็ตาม เมื่อฉันทักทายเธอ ทักทายฟากฟ้าไม่มีเสียงตอบ ใช่! มีเพียงเสียงหวีดหวิว... บางครั้งฉันก็เล่นตอบเองถามเอง, เช่นวันนี้ ฉันจะถามตอบแทนเธอบ้างเป็นอย่างไร--

    หลังจากทะเลถามฟากฟ้า ฟากฟ้าตอบ “สบายดี หวังว่าเธอคงเป็นเหมือนฉัน วันนี้เธอมีเรื่องอะไรมาเล่าให้ฉันฟังหรือทะเล”

    ทะเลเล่า, ฟากฟ้าฟัง

    “ฉันได้รับต้นฉบับนิยายเรื่องใหม่ เป็นงานที่มิตรรักส่งมาให้ฉันตรวจก่อนตีพิมพ์, ใช่ เขาเป็นมิตรที่ดี เขามักส่งงานมาให้ฉันต่อเนื่องสม่ำเสมอ และนั่นมันหมายความว่าฉันจะมีรายได้จากการนี้ แม้ว่าในส่วนลึกแล้วฉันไม่ชอบงานนิยาย แต่ก็ละ นิยายบางเรื่องมันต้องมีดีมีถูกใจฉันบ้างละน่า เช่นเรื่องนี้ของนักเขียนนามนี้....”

    ฟากฟ้าพยักหน้าบอกว่าชอบงานของนักเขียนผู้นี้ เป็นนักเขียนที่ไม่เขียนอะไรขึ้นมาลอย ๆ, คำทุกคำ ประโยคทุกประโยคล้วนกลั่นจากมุมมองและความคิด-- เป็นงานเขียนที่เล่นกับความคิดของตนเอง

    ทะเลเล่าต่อ, ฟากฟ้าเอียงคอฟัง

    “มีประโยคหนึ่งที่ฉันอ่านแล้วสะดุดใจ... สายสัมพันธ์ของคนเราครั้งหนึ่งมันเริ่มต้นมาจากคนแปลกหน้าและความว่างเปล่า กาลเวลาเป็นสิ่งสานต่อไม่ต่างอะไรกับเครื่องทอผ้าที่ดี กว่าจะรู้ตัวสิ่งที่เรียกว่าความว่างเปล่ามันกลายเป็นรูปทรงและโซ่ตรวนผูกมัดหัวใจ” *

    ทะเลเงียบงัน, ฟากฟ้าเองก็เงียบงัน...

    สักอึดใจทะเลจึงพูดต่อ “ก่อนที่เราจะพบกัน เราเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน, ฉันพบเธอ เธอพบฉัน ทว่ามันมีความว่างเปล่าคั่นกลาง ครั้นเมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกันช่องว่างแห่งความว่างเปล่าหดแคบหายไปซึ่งฉันอยากรู้นักว่ามันหดเอาตัวเองไปอยู่ซอกมุมไหน หรือว่ามันจะขยับขยายไปยังระหว่างคนอื่นต่อไป ใช่! หมดหน้าที่ของมันแล้วนี่ ห้วงยามนั้นกาลเวลาเข้ามารับช่วงสานต่อ ฉันและเธอพบกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้น นี่ละ ฉันเพิ่งรู้ว่าเราอาจเปรียบเทียบเอากาลเวลาเป็นเสมือนเครื่องทอผ้าได้ กาลเวลาทักทอสายใยที่เราก่อขึ้นจากนั้นเริ่มทักทอ โธ่! เธอเอ๋ยฉันอยากคิดได้เพียงหนึ่งในสิบของนักประพันธ์ผู้นี้ยิ่งนัก หรือได้เพียงหนึ่งของเธอ เธอมักพูดจาจากความคิดของเสมอทว่าฉันเองไม่เคยใส่ใจ บางครั้งกลับฉุนเฉียวเธอเสียด้วยซ้ำว่าพูดอะไรให้เป็นธรรมชาติบ้างได้ไหม, เป็นธรรมชาติ... อ้อ นั่นแหละความเป็นธรรมชาติของเธอ ในตัวเธอ, ฉันเล่า ธรรมชาติในตัวฉันมันมีแต่ความจริง ไม่บ่อยนักหรอกที่มันจะลึกซึ้ง...”

    ฟากฟ้าขัด “เพียงเพราะเธอจริงจังกับชีวิต จริงจังกับสิ่งที่เห็นมากไป หากเธอหลงลืมมันไปบ้าง ปล่อยวางมันเสียบ้างมันก็เป็นเรื่องง่ายที่เธอจะคิดได้อย่างนั้น, เธอเพียงเก็บเอาทุกอย่างมาคิด การนั้นมันดีแต่มากไปก็ไม่ดี”

    ทะเลหัวเราะม้วนตัวขึ้นสูงแล้วโยนตัวสู่เบื้องล่างรี่เข้าปะทะชายฝั่งแตกเป็นฟองขาวแล้วถอนตัวกลับอย่างรวดเร็ว, เป็นเช่นนั้นอยู่สองสามครั้ง

    ทะเลไม่ได้เกรี้ยวโกรธฟากฟ้า, ฉันรู้ เพราะหากว่านั่นคือคำกล่าวของเธอจริง ๆ ฉันเองก็ไม่คิดโกรธเธอกลับจะขอบใจเสียด้วยซ้ำ สำหรับอาการนั้นของทะเลคงเหมือนฉันที่หัวเราะ- หัวเราะกับธรรมชาติในตัวฉันเอง

    ขณะนี้เล่า, ความว่างเปล่าที่กลายเป็นรูปทรงและโซ่ตรวนมันหายไปไหนเสีย?... ขณะนี้กลับมีแต่ความว่างเปล่าระหว่างฟากฟ้ากับทะเล

    เงียบ... มีเพียงเสียงหวีดหวิวกับคลื่นกระทบชายฝั่ง- เท่านั้น

    ...ระหว่างฟากฟ้ากับทะเลขณะนี้ใช่เพียงว่างเปล่า ทุกอณูของอากาศธาตุล้วนมีความรัก-ความคิดถึงแทรกซึมไปทั่ว สัมผัสและโอบกอดฉันไว้ทุกขณะหากว่าฉันรู้สึกได้ ใช่! แล้วฉันก็รู้สึกรับรู้ถึงสิ่งนั้นได้, ความว่างเปล่าและความแปลกหน้าระหว่างเรา ระหว่างฟากฟ้ากับทะเลมันหดหายไปนับจากวันนั้นมิเคยได้หวนกลับมาสักครั้งเดียว... มีเพียงสายสัมพันธ์ผูกรัดมัดใจไว้ตลอดเวลา เพียงแต่ฉันต้องระลึกถึงมันบ้างเท่านั้นฉันจึงจะรับรู้รู้สึก, ระหว่างความสัมพันธ์ของเราไม่มีความว่างเปล่าแต่อย่างใด...

    เสียงหวีดหวิวดังอยู่รอบกาย, ฉันรู้ว่านั่นคือการตอบรับจากเธอ- ฟากฟ้า •


    ด้วยความรักฯ
    โจ.
    มิ.ย.๕๐



    * จากนวนิยายเรื่อง บนทางผ่าน โดย ม.มธุการี


    kaawss.jpg[อ่าน ฟากฟ้า..ทะเลฝัน ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๕. DekAd : Black&Pink


    รวมกันเราแจ๋ว



    รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย!! มันหมายความว่าอย่างไร? เอาง่ายๆแบบไม่ต้องตีความเลยก็คือ มีเพื่อนไว้เป็นอุ่นใจที่สุด ผมเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรือจะมีชีวิตโดยไม่มีเพื่อนเลยซักคน ทุกๆคนย่อมมีเพื่อน จะมากจะน้อยก็ว่ากันไป มันก็เหมือนกับว่า...ทุกสิ่งในโลกนี้ ล้วนต้องการเพื่อน หรือส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับของสิ่งหนึ่ง...ในชิ้นงานโฆษณาก็เหมือนกันครับ เราก็มีวิธีผสมปนเป ให้งานของเรามีเพื่อนหรืออะไรที่อยู่ด้วยกันแล้ว ชิ้นงานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดูไม่น่าจะเข้าคู่กันที่สุด แต่กลับผสมรวมกันได้อย่างไม่ขัดเขิน เหมือนผมกับเธอคนนั้นที่บุคลิกภายนอกเรา แทบจะคู่กันไม่ได้เลย แต่กลับผสานหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกันได้...(ไห้เวลาสำรอกหนึ่งนาที ก่อนไปชมงานที่จับเอาของสองสิ่งมาผสมแล้วเกิดเป็นชิ้นงานที่มีไอเดียบรรเจิดแจ่มแจ๋ว) ล้างปาก ล้างคอ ล้างหน้า ดื่มน้ำหรือยังครับ ยังรู้สึกเปรี้ยวๆอยู่ในลำคออีกหรือเปล่า...ถ้าคุณพร้อมแล้ว...เราจะตามไปดูกันเลยครับ






    นี่เป็นโฆษณาของสถาบันฟิตเนสแห่งหนึ่ง เห็นแล้วทึ่งในไอเดียผสมนี้ไหมครับ




















    นี่ก็หยิบเอาสัญชาตญาณนักแข่งของคนเรามาใช้ได้อย่างกลมกลืนดีเหลือเกิน
















    เป็นไอที่ลอยขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ แหม ถ้าเป็นบางประเทศแถวนี้ สงสัยได้มีขุดท่อ หรือล้อมคอกกันยกใหญ่ แต่ที่นี่เค้าเอามาเป็นไอเดียโฆษณาเก๋ๆได้เลย




    สำหรับนักเล่นเกมโดยแท้ครับ เป็นโฆษณาของเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่น 2 ที่มาเลเซียเขา ก็ได้แต่ทึ่งว่าเอ่อ...เมิงคิดได้ยังไงกันฟระ -*-




    นี่ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียว ที่เอาประโยชน์ของราวจับรถเมล์มาใช้ให้เกิดประโยชน์




    อันนี้ออกแนวติดเรทไปหน่อยฮะ...เป็นโฆษณาประชดประชันของหนังสือพิมพ์แนวปาปารัซซี่ของฝรั่งเค้า





    งาน Out door อย่างป้ายบิลบอร์ดก็เอามาเล่นได้นะฮะ เอากับมันสิ




    โชว์กันไปเลย ว่าพลังของเรามันแน่แค่ไหน...




    นอกจากจะเอาป้ายรถเมล์มาเล่น (อีกแล้ว) ยังเล่นกับคนที่นั่งรอด้วย




    โฆษณาสถานสงเคราะห์เด็ก ที่เห็นแล้วรู้สึกน่ารักๆ

    ยังมีอีกมากมายครับ ที่เอาสิ่งสองสิ่งที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เอามารวมกัน เกิดเป็นงานไอเดียวแจ่มๆได้ อย่างไรก็แล้วแต่งานเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลยหากเหล่าครีเอทีฟไม่เจ้าชู้หลายใจ ที่ไม่ชอบแค่หนึ่ง แต่ขอเลียนแบบน้องพลับขอสอง (เก่าไปไหม?) เอาแต่ละอย่างมารวมกัน จนเป็นอะไรใหม่ๆสดๆ ให้เราได้ชมกันครับ




    [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ก้าวฯกวี


    A Slash of Blue



    ผู้แต่ง : Emily Dickinson
    ผู้แปล : มาลีทัต พรหมทัตตเวที)



      A slash of Blue-
      A sweep of Gray-
      Some scarlet patches on the way,
      Compose an Evening Sky-
      A little purple – slipped between-
      Some Ruby Trousers hurried on-
      A Wave of Gold-
      A Bank of Day-
      This just makes out the Morning Sky.




    ปัดสีฟ้า

    ปัดสีฟ้าตรงนี้นิด
    ป้ายสีเทาตรงนั้นหน่อย
    แต้มสีแดงสดเล็กน้อย
    ประกอบเป็นท้องฟ้ายามสายัณห์
    แทรกสีม่วงระหว่างกลางสักนิด
    ใส่กางเกงสีทับทิมโดยพลัน
    ระลอกคลื่นสีทอง
    จรดฝั่งแห่งวารวัน
    แหละนั่นคือท้องฟ้าคราอรุณ




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๖. อิสระวิถี : ต้นน้ำ บัวไร


    อิสระวิถี (๘) : สองคู่ซี้ที่แสนจะโลเล



    ช่วยแนะนำตัวด้วยครับ
    - สวัสดีครับ, สวัสดีค่ะ เราทั้งคู่คือสัญลักษณ์ของราศีเมถุน เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ ๓ ตามตำราโหราศาสตร์ของชาวตะวันตก

    คุณสองคนชื่ออะไรกันบ้างครับ
    - บอกไม่ได้ครับ เป็นความลับทางราศี

    แล้วผมจะแทนคุณทั้งคู่ด้วยคำว่าอะไรดี
    - โล กับ เล ก็แล้วกันค่ะ ฉันเป็นโล เขาเป็นเล เพราะผู้หญิงต้องเป็นช้างเท้าหน้า

    คุณยอมไหม คุณเล
    - ผมเป็นสุภาพบุรุษพอ พนันกันเอาทางช้างเผือกได้เลยว่าถ้าผมไม่ยอมเธอจะต้องวีนจนจักรวาลแตก

    เอาละครับ เป็นอันว่าตามนี้แล้วกัน คุณสองคนอยู่ด้วยกันมานานมีเบื่อกันบ้างไหมครับ
    - ไม่นะ ฉันว่าเราทั้งคู่เป็นคู่ที่ลงตัว เอะ! หรือเบื่อดี ไม่รู้ซิ ไม่แน่ใจ

    คุณคิดแบบนั้นหรือเปล่าครับ คุณเล
    - แน่นอนครับ โลว่าไงผมก็ว่าตามนั้น บางทีก็เบื่อ บางทีก็ไม่เบื่อ แต่ถึงจะเบื่อก็ต้องอยู่คู่กันอยู่ดี

    คำว่า Gemini ซึ่งเป็นภาษาสากลที่ใช้เรียกราศีของคุณทั้งคู่แปลว่าอะไรครับ
    - มันมาภาษาลาตินค่ะ แปลว่า ฝาแฝด

    แต่คุณดูไม่เห็นจะเหมือนกันสักเท่าไร
    - แน่นอนฉันไม่ได้มีหนวดเหมือน ตาเล นี่คะ

    คุณทั้งคู่อยู่ในธาตุอะไร
    - ลมครับ

    มันสื่อถึงอะไรครับ
    - โล : กลุ่มราศีธาตุลมจะแสดงถึงความคิด ทัศนคติ และการสื่อสารค่ะ
    - เล : เมื่อเข้าคู่กับกลุ่มราศีธาตุอื่นแล้ว ธาตุดินจะบดบังลมธาตุน้ำจะขวางทางของลมแต่สำหรับการคู่กับธาตุไฟแล้วจะทำให้ลมยกตัวสูงขึ้นและลอยได้ดีขึ้นครับ

    แล้วลักษณะนิสัยของคนที่เกิดในราศีเมถุนละครับ
    - เล : เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ประจำราศีคือ ฝาแฝด แต่เนื่องจากการมีหลายบุคลิกทำให้ชาวราศีเมถุนมีความสามารถเกี่ยวกับการสื่อสารเป็นพิเศษและออกสังคมเก่งครับ
    - โล : รวมถึงความสามารถในการใช้ความคิดด้วยนะคะ และนอกจากนั้นชาวราศีเมถุนยังมีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่าง ๆ ด้วย

    แต่เนื่องจากการมีคนสองคนในร่างเดียวทำให้ในบางครั้งชาวราศีเมถุนตัดสินใจลำบากกลายเป็นคนหลายจิตหลายใจ อารมณ์ไม่คงที่คนรอบข้างจะไม่สามารถตามอารมณ์และบุคลิกของเขาหรือเธอได้ทัน สมกับฉายาว่าเป็นราศีของคนโลเล
    - โล : จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ
    - เล : ผมว่าชาวราศีเราเป็นคนเลือกเก่งมากกว่า

    มีอะไรจะฝากถึงผู้อ่านบ้างครับ
    - โล : ใช้ชีวิตที่คุณอยากจะใช้อย่าไปใช้ตามดวงชะตาให้มากนัก เพราะท้ายที่สุดคุณนั้นแหละคะที่เป็นผู้ลิขิตชีวิตของตัวเอง
    - เล : คำทำนายมีไว้ให้ระวังตัวและใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่ได้มีไว้ให้กังวลจนเกินเหตุ ใช้ชีวิตให้สนุกนะครับ


    kamkam_tonnam@hotmail.com
    http://tonnambuarai.exteen.com/



    kaawss.jpg[อ่าน อิสระวิถี ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๗. อัมโปะ




    25.หากเดินไปเจอทางแยกชวนสับสน ทางเลือกที่ดีคือเลือกเดินสักทาง


    26. หากเดินไปเจอทางแยกชวนสับสน ทางเลือกที่แย่คือไม่เลือกเดินสักที




    [อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๘. ระเบียงใบไม้ : ธุลีดิน


    รั้วกระถิน





    แรก ๆ แนวรั้วริมคูน้ำมีกระถินอยู่ไม่กี่ต้น
    ผ่านฝนไม่กี่ฤดูตลอดแนวคูเต็มไปด้วยต้นกระถิน
    ฉันได้อาศัยเด็ดยอดกินกับน้ำพริก
    เด็ดฝักอ่อนฝักแก่กินกับแกงส้มแกงไตปลา

    เริ่มแรกจากไม่รู้สารู้ความ
    เดินเข้าไปก็มองเมียงหายอดอ่อนที่หมายตา
    หารู้ไหมว่าใกล้ ๆ มีรังมดแดง
    โดนมดแดงรุมกัดเข้าหลายครั้งจึงได้รู้จักระมัดระวัง

    ระวังกระทั่งบนพื้นโคนต้น!

    เป็นธรรมดาที่เราเพ่งความสนใจไปยังเป้าหมาย
    เมื่อมองหายอดกระถินสายตาย่อมจับจ้องปลายยอดที่ไหวอยู่ไปมา
    แต่ธรรมชาติก็ได้สอนให้รู้ว่าการหมายตาเบื้องบน
    ยังต้องก้มมองเบื้องล่างก่อนก้าวเท้าเข้าไป
    ไม่เช่นนั้นอาจย่ำถูกสัตว์อื่นที่พวกเขาก็มีอาวุธป้องกันตัว
    อย่างเบาะ ๆ อาจเป็นมดแดง อย่างร้ายแรงอาจเป็นงู!

    ฉันคุ้นเคยอยู่กับชีวิตที่มีการทำร้ายก็จากมนุษย์ด้วยกัน
    ฉันถูกฝึกอีกครั้งจากธรรมชาติ
    ให้รับรู้ว่าสรรพสัตว์ล้วนมีสัญชาตญาณป้องกันตัว
    เรียนรู้ที่จะระมัดระวังอยู่ร่วมกันอย่างไม่กระทบกระทั่งกัน

    ไม่ใช่การสอน เป็นการฝึก!
    ฝึกจากประสบการณ์จริง!

    ทุกครั้งที่เด็ดกระถินจึงเหมือนการฝึกฝนวิธีดำรงอยู่ด้วยความระมัดระวัง

    ฝนชุ่มฟ้าแต่ต้นฤดูเที่ยวนี้
    กระถินแตกยอดอ่อนกันสลอน

    วันนั้นฉันหมายใจจะเด็ดมากินกับน้ำพริกสักกำมือ
    มองไปแต่ไกลเห็นลุงเพิ่มเงื้อมีดพร้าฟันฉับ! ฉับ!
    ฉันใจหายวาบ!
    กระถินดกงามขอบคันคูถูกฟันเหลือแต่ตอ!

    ลุงเพิ่มจะเอาไม้ไปทำอะไรสักอย่างอีกเป็นแน่
    ต้นกระถินขึ้นตรงตัดแล้วได้ท่อนไม้เล็ก ๆ เรียวงาม
    ลำต้นกระถินสามารถนำไปใช้ทำอะไรต่อมิอะไรได้สารพัด

    ฉันรู้สึกขัดตาขัดใจขึ้นมาฉับพลัน
    ต้องใช้เวลาหลายฝนกว่าจะได้แนวกระถินนั่น
    ลุงเพิ่มฟันไม่กี่ฉับ แหล่งอาหารของฉันหายวับไปกับตา

    ฉันรีบจ้ำไปที่ลุงเพิ่มก่อนแกจะฟันจนไม่เหลือสักต้น
    ร้องขึ้นว่า

    “ลุง! กระถินงาม ๆ ลุงตัดเสียทำไม?”

    “มันแห้งเหลือแต่ใบแก่ ตัดเสียมันจะได้แตกยอดใหม่
    ฝนชุก ๆ อย่างนี้ไม่นานก็ได้กินยอดอ่อน”

    จริงอย่างลุงว่า...
    อีกแค่สองสามวันต่อมา
    ตอกระถินก็มียอดอ่อนเขียวสดยื่นออกมาส่งยิ้มกันสลอน


    ธุลีดิน

    Picture : www.garden2u.com



    สด ๆ ร้อน ๆ
    ซึ่งผิดหลักการดองยาเป็นอย่างยิ่ง
    แต่ก็ต้องมีบ้างบางครั้งที่เพิ่งเทซองยาก็มีสหายแวะนอกชาน

    ขอพี่ท่านติดฉับ!
    อย่าได้เกรงใจลุงเพิ่ม

    ช่วงเวลาที่เหลือผู้น้อยขอโอกาสเกลาอีกสักครา

    คารวะ


    [อ่าน ระเบียงใบไม้ ในฉบับอื่น


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ก้าวฯกวี


    ยอดไผ่ที่ไหวลม
    โดย กีรติ



    แหงนมองยอดไผ่
    ในยามที่แสงแดดอ่อนไม่สามารถเข้าใกล้ผิว
    เย็นสบายดีเหลือเกิน...ยอดไม้ไหวเอน
    ฉันคิดถึงเธอ ยามนี้เธอทำสิ่งใด

    ได้แต่สูดลมหายใจให้เต็มอก
    เช่นเดียวกับที่เธอเคยบอกฉันในยามท้อเหนื่อย
    ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

    เนิ่นนานกว่านาฬิกาจะถูกไขลานให้เดินต่อ
    ระยะห่างของเรา..ช่างยาวไกล
    ไม่อยากนึกถึงวันนี้ที่ได้รับรู้ว่า ฉันต้องอยู่เพียงลำพัง
    เช่นกันกับเมื่อวาน เป็นเช่นนี้จนทุกวันเป็นวารวันแห่งการรอคอยเรื่อยมา

    ความอบอุ่น และรอยยิ้ม คำปลอบประโลม
    ยังวนเวียนเข้ามาให้ฉันไม่เคยลืมเธอ
    ไม่เคยเลยสักนาที แม้สักลมหายใจ
    เธอคิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า

    ผู้ชายคนเดียวที่ขีดเขียนทำนองหัวใจของฉัน
    ให้คล้ายคลึง ให้ไม่ต่างกัน ราวถอดแบบออกมา

    แหงนมองยอดไผ่
    ในยามที่แสงแดดอ่อนไม่สามารถเข้าใกล้ผิว เย็นสบายดีเหลือเกิน
    ยอดไม้ไหวเอน ฉันคิดถึงเธอ ยามนี้เธอทำสิ่งใด

    ยอดไผ่ยังไหวลมอยู่เช่นเดิม แต่เธอไม่ได้เดินผ่านแล้วอย่างเคย
    ฉันได้แต่ถอนหัวใจ มองเห็นเด็กหญิงนั่งเล่นใต้ต้นไผ่
    "คุณพ่อขา วันนี้ปั้นตุ๊กตาให้หนูอีกนะคะ"
    แต่เธอพูดเพียงลำพัง.


    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๙. Book Review


    ข้างถนน : ภาพฉายชีวิตสามัญ
    รวมเรื่องสั้นชุดที่สี่ (๒๕๑๖ - ๒๕๓๑)



    “…นักเขียนควรซื่อสัตย์ต่ออารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ถ้าคุณโกหก คุณก็เป็นคนไม่จริงใจ แล้วงานของคุณก็จะขาดซึ่งพลังที่เป็นจริง…”

    ชีวิตวัยเยาว์ของสุรชัย จันทิมาธรนั้น ถือได้ว่าเขาเติบโตเรียนรู้มาจากสังคมชนบทโดยแท้ แม้บิดาจะรับราชการครู แต่การเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนประถมระดับอำเภอเมื่อราวกึ่งศตวรรษที่แล้วก็ดูจะมิได้ช่วยให้เขามีอภิสิทธิ์ใดเหนือกว่าผู้อื่นไปสักกี่มากน้อย

    ถึงอย่างไรเสีย เขาก็อาจโชคดีกว่าหลาย ๆ คนตรงผลพลอยได้อันเนื่องมาจากพ่อเป็นครู ซึ่งมักจะมีหนังสือหนังหาติดไม้ติดมือกลับมาบ้านเสมอเมื่อไปประชุม แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นวารสารที่ได้รับแจกมาก็ตาม กระนั้นก็ทำให้สุรชัยได้พบเห็นโลกอื่นอันขยายกว้างออกไปกว่าแดนดินถิ่นกำเนิดอยู่ไม่น้อย ช่วยให้เขาเรียนรู้ว่าประเทศนี้ใช่มีเพียงสมาชิกสังคมแต่เฉพาะชาวชนบทแห่งที่ราบสูงเท่านั้นไม่

    เมื่อเรียนจบชั้นประถมแล้ว ความปรารถนาที่จะเป็นเช่นคนเขียนนิยายภาพตามที่ตนเองหลงใหลมาจากการการอ่านนั้น ทำให้เขาฝันที่จะได้ร่ำเรียนในสถาบันอันสอนสั่งยังเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งดูจะเป็นเรื่องปกติอีกเช่นกันสำหรับเด็กนักเรียนต่างจังหวัดทั่วไปผู้อยากจะเอาดีทางนี้ในยุคสมัยโน้นสมัยนั้น ย่อมจะรู้จักแต่ (ชื่อ) โรงเรียนเพาะช่าง หรือมากที่สุดอีกแห่งก็ช่างศิลป์ - เท่านั้น

    กว่าจะเข้าช่างศิลป์ได้ นั่นก็หมายความว่าสุรชัยต้องเวียนวนเทียวไล้เทียวขื่อจนถึงสามงวดแห่งการสอบด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ในระหว่างสอบแล้วสอบอีกนั้น การที่มีโอกาสได้คลุกคลีอยู่ในบรรยากาศของคนเขียนหนังสืออย่างกลุ่ม “หนุ่มเหน้าสาวสวย” และ “พระจันทร์เสี้ยว” ก็ทำให้เขาอดมิได้ที่จะทดลองขีดเขียนเรื่องสั้นและบทกวีออกมา ยิ่งเมื่อพบว่ามันเป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งช่วยให้ตนเองไม่ต้องอดโซหิวตาย ทั้งยังได้ระเบิดความในใจที่มีต่อผู้คนและเรื่องราวนานา ก็ยิ่งผลักดันให้เขาหมั่นเพียรเขียนวาดชีวิตเป็นตัวหนังสือออกมาเรื่องแล้วเรื่องเล่าราวมิรู้จักว่าความเหน็ดเหนื่อยเป็นฉันใด

    ไป ๆ มา ๆ เขาจึงตัดสินใจละทิ้งชีวิตนักเรียนช่างศิลป์ เมื่อพบว่างานเขียนก็คือการทำงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งซึ่งยังความหมายให้แก่ชีวิตได้ไม่น้อยกว่ากัน

    จวบจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สังหารโหดนักศึกษา ประชาชนเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ สุรชัยในยามที่ผันบทบาทเป็นพลเพลงเพื่อชีวิตภายใต้นาม “คาราวาน” จึงพลันตัดสินใจเดินทางสู่ราวไพร…

    การปรากฏตัวของ “มาจากที่ราบสูง” อันเป็นรวมเรื่องสั้นเล่มแรก ดูจะเผยให้เห็นอยู่มากทีเดียวว่าผู้เขียนเรื่องสั้นชุดนี้ได้ซึมซับเก็บรับอิทธิพลของนักประพันธ์ไทยรุ่นก่อนมาไม่น้อย ท่วงทำนองกลิ่นอายหลายอย่างใน “โพนแต้” และ “มือเพชฌฆาต” นับเป็นองค์พยานชัดเจน

    …สิ่งซึ่งแสดงออกค่อนข่างเด่นโดยรวมของ “มาจากที่ราบสูง” อยู่ตรงมี่แง่มุมของผู้เขียนเลือกกล่าวถึงภาพประทับจากแดนดินถิ่นกำเนิดของตนเองเป็นข้อใหญ่ใจความสำคัญ

    โดยเฉพาะเรื่องราวและแง่มุมชีวิตของคนเล็ก ๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ตามชนบทไทยทั่วไป ว่ากันอย่างถึงที่สุดก็คือ มันมิใช่ภาพชีวิตที่ผู้เขียนปรุงขึ้นมาจากนิมิตอันเลื่อนลอย - ไร้ความเป็นจริงรองรับ หากแต่เป็นขั้วตรงข้ามด้วยซ้ำ!

    การเปิดเผยโฉมหน้าสังคมชนบทของสุรชัยในวาระนี้ แม้จะไม่ลงลึกถึงขั้นประกาศ “สัจธรรม” ต่อผู้อ่านก็จริง กระนั้นมันก็ทำให้เราอดคิดมิได้ที่จะตระหนักว่า ยังมีผู้ยากไร้ลำเค็ญอีกไม่น้อยที่มีชีวิตร่วมในสังคมเดียวกันกับเรา ทั้งยังช่วยให้รับรู้ถึงบริบทแห่งปัญหาอันแผ่ระบาดไปทุกย่านหย่อมที่ห่างไกลความเจริญอีกด้วย ทั้งนี้ยังไม่นับวิถีชีวิตพิสดารซึ่งผู้เขียนนำมาเปิดเผยอย่างสัตย์ซื่อนั่นอีก

    ในเวลาต่อมา เมื่อเขานำเสนอ “เดินไปสู่หนไหน” ก่อนจะสมทบด้วย “ความบ้ามาเยือน” นั่นก็ทำให้เรายิ่งเชื่อมั่นได้ว่า สุรชัยเป็นนักเขียนที่เพ่งความสนใจต่อเรื่องราวชีวิตอันมีแง่มุมเล็ก ๆ อย่างมีลักษณะเฉพาะโดยแท้ คือเขาแทบมิได้ทำหน้าที่เป็นตุลาการชี้ถูกชี้ผิด หากเลือกที่จะเล่าถึงกรณีนั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ภายใต้ท่าทีอันไร้จริตปรุงแต่ง ทำให้สัมผัสถึงความจริงใจอย่างไม่ยาก

    เช่นนี้แล้วก็อาจสรุปกว้าง ๆ ได้ว่า ในกรณีของสุรชัยนี้ ดูเขาหลงใหลในเสน่ห์ของชีวิตสามัญชนคนธรรมดามากกว่าคนกลุ่มอื่น ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะนำเสนอชีวิตและเรื่องราวของคนทั่ว ๆ ไปที่เราพบเห็นจับต้องได้ แม้หลาย ๆ เรื่องเขาจะอ้างถึงฉากในกรุงเทพฯก็ตาม แต่ก็จะเห็นได้ว่า ที่แท้แล้วเรื่องราวทำนองนั้นมิได้จำกัดตัวของมันเองเอาไว้แต่จำเพาะเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯเท่านั้น สิ่งซึ่งเขาประสงค์จะเปิดเผย ว่าไปแล้วอาจมิใช่อะไรอื่นหากแต่คือภาวะความรู้สึกเบื้องลึกของตัวเขาเองซึ่งมิอาจกลมกลืนไปกันได้กับวิถีแห่งเมือง

    สภาวะความรู้สึกที่แปลกแยกกับสังคมใหญ่ ความที่มิอาจหล่อหลอมตนเองให้เป็นเนื้อเดียวกับตึกรามรถราและผู้คนแปลกหน้าเยี่ยงนี้เอง ที่ทำให้รวมเรื่องสั้นทั้งหมดของสุรชัยมีเสน่ห์แบบแปลก ๆ ในท่วงทำนองซึ่งแฝงฝังไว้ด้วยความเหงาเศร้า ความอาลัยอาวรณ์ถึงแดนดินถิ่นกำเนิด รวมถึงโหยหาในมิตรภาพ แม้จะได้มาเพียงชั่วขณะก็ตาม

    กระทั่งใน “ข้างถนน” เล่มนี้ก็ด้วยที่ยังคงไว้ซึ่งท่าทีเรื่อย ๆ ริน ๆ ทว่าสิ่งหนึ่งซึ่งดูจะช่วยตอกย้ำถึงลักษณะเฉพาะของสุรชัยให้เรายิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นก็คือ เรื่องราวที่เขาหยิบยกมาเล่ากล่าวขานนั้น ไม่เพียงแต่จะพบเห็นโดยทั่วไปเท่านั้น หากมันยังประกาศชัดอยู่ในทีว่า โลกที่สุรชัยดำเนินชีวิตอยู่นั้น เป็นโลกใบเดียวกันกับของเรา เรื่องราวหลากหลายที่เขารำพึงรำพัน จึงนอกจากจะไม่ชวนให้รู้สึกเป็นเรื่องไกลตัวแล้ว ยิ่งมิใช่เรื่องที่ถูก “ประพันธ์” ขึ้นอย่างลอย ๆ แบบที่นักเขียนไทยมากคนหลายรุ่น สนุกอยู่ในแบบแผนวิธีนั้น

    แน่ละ เมื่อย้อนกลับไปพินิจเส้นทางชีวิตของสุรชัยก็จะพบว่า เรื่องสั้นของเขานั้น มันก็คือบทบันทึกอารมณ์ความรู้สึกอันสัตย์ซื่อในแต่ละช่วงตอนชีวิต ที่มีต่อสภาพแวดล้อมซึ่งผู้เขียนพบเผชิญอยู่เป็นสำคัญ

    ความสัตย์ซื่อมิใช่คุณสมบัติที่นักเขียนทุกคนล้วนมีเสมอไป! ·



    เวียง - วชิระ บัวสนธ์
    หมายเหตุบรรณาธิการ ฉบับพิมพ์ครั้งที่สิบ
    สำนักพิมพ์สามัญชน. กรกฎาคม ๒๕๔๐




    ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ


    สุรชัย จันทิมาธร.ข้างถนน,
    พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ : สามัญชน, 2540
    160 หน้า.
    1.เรื่องสั้นไทย-รวมเรื่อง. I. ชื่อเรื่อง.
    895.91301
    ISBN 974-7682-61-3



    [อ่าน Book Review ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ๑๐. ก้าวต่อก้าว


    คมคิดคายคำตอบของ somsak's fanclub
    โดย สารากร



    เวลาที่เคลื่อนผ่านมานั้นได้สอนอะไรคนผู้ซึ่งพยายามเรียนรู้บ้างหรือไม่ คำถามนี้อาจเป็นคำถามปลายเปิดที่ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด นั่นขึ้นอยู่ที่ว่าใครมีประสบการณ์เช่นไรมาบ้าง ขวบวัยของประชาธิปไตยก็เช่นกัน เลยผ่านมาจวบจนวันนี้ ๗๕ ปีแล้ว อะไรคือคำตอบของคำถามที่ว่า เราเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์การเมืองและการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพบ้าง เรื่องราวของการเรียกร้องสิทธิเสรีทั้งทางร่างกายและจิตใจนั้นมีอยู่เนือง ๆ จนกระทั่งปัจจุบัน ที่เราหลงคิดว่า เราได้รับสิทธิเสรีดังกล่าวอย่างเต็มที่แล้วแต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็กำลังถูกคุกคามด้วยเช่นกัน

    ก้าวต่อก้าวได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องราวของการเรียกร้องที่ถูกบรรจุเนื้อหาในบทเพลงกับเพื่อนหนอนท่านหนึ่ง นั่นคือคุณพิริยะดิศ มานิตย์ นิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศส โดยเขาใช้ชื่อในห้องหนอนสนทนาว่า somsak's fanclub เขาบอกกับเราว่าชื่อนี้ได้มาจากการที่เขามีความประทับใจในนักวิชาการท่านหนึ่งคือ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งเป็นนักคิดที่มีความชัดเจนในเรื่องของประชาธิปไตยที่น่าศึกษาท่านหนึ่ง



    Q : คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับบทกวีที่ถูกนำมาใช้เป็นวาทกรรมเพื่อการต่อสู้ทางการเมืองบ้างคะ

    A :ผมอยากจะยกเพลง "เทียนแห่งธรรม" ที่กลุ่มพันธมิตรใช้เป็นสัญลักษณ์ในการขับไล่ทักษิณมาเป็นตัวอย่างในการตอบคำถามนี้

    คืออย่างนี้ไอ้การด่าทักษิณนี่ใครก็ด่าได้ใช่ไหม แต่ถ้าเรามีรูปแบบการด่าหรือการแสดงออกอะไรสักอย่างที่มันคม ๆ จับใจคนและเป็นรูปแบบที่ตกลงจะใช้ร่วมกัน เพลงหรือบทกวีก็จะทำหน้าที่ "การแสดงออกร่วมอย่างแหลมคมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"

    ผมหมายความว่าบทกวีเป็นการ formalize การแสดงออกในใจของคนที่อยู่ในขบวนการเดียวกันให้เป็นหนึ่งเดียว คุณเกลียดทักษิณเพลงเทียนแห่งธรรมมันก็เป็นรูปแบบการแสดงออกของคุณที่มีร่วมกับเพื่อนพันธมิตรของคุณ (ลองนึกถึงท่อน "ไล่มันออกไป เอาประเทศไทยของเราคืนมา") พูดง่าย ๆ บทกวีมันช่วยให้ความคิดของคนในกลุ่มตกผลึกออกมาเป็นก้อนเดียวกัน

    ทีนี้ พอเป็นก้อนเดียวกันปุ๊บมันก็ชี้นำความคิดได้แล้วสิ คุณเคยเกลียดทักษิณแค่ ๕ (อาจจะด่าในใจ "ไอ้เลว") พอมีเพลงเทียนแห่งธรรมความคิดคุณก็จะถูก formalized ไปตามเนื้อหา

    เอาอีกตัวอย่างก็ได้สั้น ๆ ในช่วง ๖ ตุลา ๑๙ พวกขวาก็มองว่านักศึกษาป่วนเมืองหรืออะไร แต่พอมีเพลง "หนักแผ่นดิน" จาก "ป่วนเมือง" มันก็เลยกลายเป็น "หนักแผ่นดิน" ไปเลยจริง ๆ และผมคงไม่ต้องพูดถึงเพลง "เราสู้" ใช่ไหม (หัวเราะ)

    Q : ช่วยยกตัวอย่างบทกวีของไทย หรือต่างประเทศ ที่นำมาใช้เป็นวาทกรรมต่อต้านอำนาจเผด็จการ หรือการเรียกร้องสิทธิเสรีต่าง ๆ

    A : ผมไม่แน่ใจว่าบทกวีสามารถนำมาเป็นวาทกรรมต่อต้านอำนาจ คือโดยตัวมันสามารถเป็นข้อเขียนลักษณะธงนำในทางการเมืองได้โดยทันที แต่ถ้าจะให้พูดถึงบทกวีหรืองานวรรณกรรมโดยรวมที่มีอิทธิพลต่อความคิดให้ผู้คนต่อสู้กับอำนาจ ผมก็พอยกตัวอย่างได้ อย่างของไทยนี่ผมอยากจะพูดถึง ๖ ตุลา ผมโรคจิตนะ (หัวเราะ) พูดถึงต่อต้านเผด็จการไม่ยักนึกถึง ๑๔ ตุลา แต่นึกถึง ๖ ตุลา

    งานวรรณกรรมที่ถือว่ามีอิทธิพลต่อขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้ายสมัยนั้นก็นวนิยายเพื่อชีวิตเช่น แลไปข้างหน้า ของ ศรีบูรพา  ปีศาจ และ ความรักของวัลยา ของเสนีย์ เสาวพงศ์ เมืองนิมิตร ของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์  พ่อข้าเพิ่งจะยิ้ม ของ สันติ ชูธรรม  พิราบแดง ของ สุวัฒน์ วรดิลก  นอกจากนี้ก็ยังมีบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ หรือของวิสา คัญทัพ

    ส่วนของต่างประเทศนี่ ผมนึกถึงเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส ๑๗๘๙ ซึ่งก่อนจะเกิดการปฏิวัติจริง ๆ ได้มีงานเขียนมากมาย ที่ "บิลด์" ผู้คนให้อยากล้มเจ้า

    อย่างบทละครเรื่อง Mariage de Figaro ของนักเขียนชื่อ โบมาร์เชส์  ชื่อเรื่องน่ะแปลตรง ๆ ว่า "การแต่งงานของฟิกาโร"  ฟิกาโรนี่เป็นพระเอกกำลังจะแต่งงาน แต่มันเป็นไพร่ บังเอิญเมื่อก่อนไพร่จะแต่งงานเจ้ามีสิทธิ "เปิดซิง" เจ้าสาวได้ บทละครมันก็วิจารณ์ความเฮงซวยตรงนี้ นอกจากนี้ยังมี มงแตสกิเยอที่เขียน "จดหมายจากชาวเปอร์เชียน" (Les lettres persannes) เพื่อเปิดโปงเยาะเย้ยชีวิตอันแหลวแหลกฟุ้งเฟ้อของวงสังคมชั้นสูงในปารีส วอลแตร์นักเขียนคนสำคัญอีกคน ก็ได้ทำหน้าที่อย่างเดียวกันใน "ก็องดิดด์"

    ผมขอพูดถึงอีกตัวอย่าง "เล็ก ๆ " ของบทกวีที่สู้กับอำนาจในบริบทของไทยอีกสักหนึ่งตัวอย่าง คือมันไม่ได้พูดถึงการโค่นล้มอะไรยิ่งใหญ่หรอกนัก แต่ผมว่ามัน "บิลด์" เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ดี

    ผมกำลังพูดถึงศรีปราชญ์  ซึ่งยังไงไม่รู้แกไปเกี้ยวสนมเอกรูปงามของกษัตริย์เข้า คือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เกี้ยวต่อหน้าธารกำนัลเลยนะ  ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ผู้เลอศักดิ์ก็ด่าศรีปราชญ์เอาอย่างสาดเสียเทเสีย หาว่าทะลึ่งอวดดี ตัวเป็นกระต่ายจะทะยานชมจันทร์ไม่เจียมตัวว่าต้อยต่ำ "มันบ่เจียมตัวน้อย ต่ำเตี้ยเดียรฉาน..." คือประมาณว่า ชนชั้นศักดินาเท่านั้นที่เป็นคน ไพร่ราบเป็นสัตว์เดรัจฉาน หาควรลืมตัวว่าเป็นสัตว์แล้วคิดทะเยอทะยานไม่

    ด้วยเกียรติแห่งความเป็นไพร่  ศรีปราชญ์แกก็ตอบว่า


      หะหายกระต่ายเต้น.....................ชมแข
      สูงส่งสุดตาแล...........................สู้ฟ้า
      ฤดูดีแด....................................สัตว์สู่ กันนา
      อย่าว่าเราเจ้าข้า .........................อยู่พื้นเดียวกัน

    อืมนะ  เราจะ "เจ้า" หรือ จะ "ข้า" (คือขี้ข้า) ก็อยู่พื้นเดียวกัน อีกอย่างกระต่ายที่อยู่บนดวงจันทร์มันก็กระต่ายเช่นเดียวกันกับที่อยู่บนดินนั่นแหละ ถึงฤดูผสมพันธุ์มันก็ผสมกันได้ คนก็เหมือนกันจะสูงต่ำก็เดินดิน (นัยว่าฉะนั้นจึงรักกันได้)

    ทำเป็นเล่นไปนะคุณ จิตร ภูมิศักดิ์บอกว่า กลอนของศรีปราชญ์นี้เป็นครั้งแรกของประวัติวรรณคดีไทยที่ "ไพร่" ได้ปะทะกับระบบเหยียดคนลงเป็นสัตว์ของศักดินาอย่างเปิดเผยและรุนแรง โดยส่วนตัวผมชอบกลอนนี้มาก ๆ

    Q : คำว่า อำนาจวรรณกรรม จะสามารถเข้าข่ายเนื้อหาของการเรียกร้องสิทธิเสรีที่แท้จริงโดยใช้งานเขียนประเภทต่าง ๆ ได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงคำปลอบใจให้กับคนที่คิดต่อสู้ด้วยวรรณกรรมคะ

    A : ผมเคยได้ยินมาว่านักศึกษาช่วง ๑๔ ตุลา นั้นมีสำนึกขบถที่ส่วนหนึ่งถูกปลุกจากการอ่านวรรณกรรมเรื่อง "คนนอก" ของอัลแบร์ กามูส์ ฉะนั้นถ้าคุณจำกัดคำว่าอำนาจของวรรณกรรมไว้ที่ว่ามันจะปลุกสำนึกให้เรียกร้องสิทธิเสรี ผมว่าอำนาจวรรณกรรมทำนองนี้น่าจะมีอยู่จริง

    แต่ถ้าคุณไปไกลถึงว่าวรรณกรรมจะมีอำนาจ "พลิกแผ่นดิน" หรือเปลี่ยนคนจาก "ขวา" เป็น "ซ้าย" ได้นั้น ผมไม่ค่อยเชื่อนัก

    ผมเชื่อว่าวรรณกรรมทำหน้าที่ตอกย้ำอุดมการณ์ ไม่ใช่สร้างอุดมการณ์ คุณเอา "สี่แผ่นดิน" ไปให้พวกซ้ายอ่านให้ตายยังไง เขาก็ไม่มีวันหวนระลึกถึง "ครั้งบ้านเมืองยังดี"  ในทางเดียวกันคุณเป็น royalism ก็ไม่ใช่เพราะ "สี่แผ่นดิน" นวนิยายทำหน้าที่เพียงตอกย้ำอุดมการณ์ที่คุณมีก่อนอยู่แล้ว

    Q : มีเพลงหนึ่งที่ชื่อว่า L’internationnale เป็นเพลงเก่าที่ยังไม่มีคนลืม โดยเฉพาะปัญญาชนฝ่ายซ้าย ไม่ทราบว่าเนื้อหาของเพลงภาษาฝรั่งเศสมีความหมายว่าอย่างไรคะ

    A :เคยมีผู้แปลไว้แล้ว ผมขอคัดมาให้ดูนะครับ


    ตื่นเถิดพี่น้องผองทาสผู้ทุกข์ระทม
    ลุกขึ้นเถิดปวงชนผู้ยากไร้ทั่วหล้า  
    เลือดรินปรี่ล้นทุกข์ทนเรื่อยมา
    สองมือคว้าไขว่หายุติธรรม  
    โลกเก่าฟาดมันให้แหลกยับไป
    ผองทาสทั้งหลายลุกขึ้นสามัคคี  
    อย่าคิดว่าเรานั้นยากไร้ซึ่งทุกสิ่ง
    ด้วยความเป็นจริงโลกนี้เป็นของเรา  
    นี้เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
    สามัคคีให้ถึงวันพรุ่ง  
    แองเตอร์นาซิอองนาล
    จะต้องปรากฏเป็นจริง  
    นี้เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
    สามัคคีให้ถึงวันพรุ่ง  
    แองเตอร์นาซิอองนาล
    จะต้องปรากฏเป็นจริง  
    เคยมีหรือพระเจ้าที่มาโปรดช่วย
    หวังอำนวยจากใครไม่ได้  
    หยัดยืนพึ่งลำแขนของเราไซร้
    สังคมใหม่จึงจะได้มา  
    ขอพวกเราจงช่วงชิงชีพของเราคืน  
    จงหยัดจงยืนความคิดใหม่ไว้ให้ได้  
    โหมเพลิงในเตาให้พุ่งโชนขึ้นไป  
    ตีเหล็กตีได้เมื่อยังร้อนแดง  
    ผู้ใดคือชนชั้นผู้สร้างโลก
    คือเราชนชั้นผู้ใช้แรงงาน  
    ผลทั้งสิ้นจะต้องเป็นของพวกเรา
    ไม่เหลือให้พวกทากสูบกิน  
    แค้นเจ้าพวกสัตว์ร้ายเลวทรามนั่น
    แค้นที่มันสูบกินเลือดเรา  
    มีแต่กำจัดการขูดรีดให้สิ้น
    ตะวันสีแดงสาดแสงทั่วหล้า 

    Q : มีเพลงไทยที่ใช้ทำนองเพลง L’internationnale คือ เพลงสามัคคีนานาชาติ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างคะเกี่ยวกับการนำทำนองดังกล่าวนี้มาขับร้องเพื่อปลุกใจชนชั้นกรรมมาชีพในช่วงพ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๑๙

    A : ในบรรยากาศแบบนั้น ถ้าจะมีเพลงใดสักเพลงมาใช้นำขบวนการกรรมมาชีพ ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีเพลงใดเหมาะไปกว่าเพลงนี้ซึ่งเป็น anthem (เพลงประจำคณะ) ของพรรคสังคมนิยมสากลแล้วครับ

    Q : คำว่านานาชาติที่ปรากฏเป็นชื่อเพลงนี้ ได้แฝงนัยบางประการไว้หรือไม่คะ

    A : ชัดเจนว่าเพลงนี้สะท้อนแนวคิดมาร์กซิสม์ คือเรื่องความขัดแย้งทางชนชั้น ชนชั้นขูดรีดและชนชั้นที่ถูกขูดรีด  ทีนี้คุณต้องเข้าใจว่า เวลามาร์กซ์เสนอการวิเคราะห์แนวนี้ออกมา เขาถือว่ามันเป็นความจริงเชิงภววิสัย คือเป็นจริงตลอดไม่ขึ้นกับเวลาและสถานที่ พูดอีกอย่างความขัดแย้งแห่งชนชั้นจะต้องมีอยู่ในทุกสังคมไม่มีข้อยกเว้น

    ชื่อเพลง l'internationale (นานาชาติ) จึงน่าจะสื่อว่า ไอ้เนื้อหาในเพลงทั้งหมด (กรรมกร ความทุกข์ยาก  การต่อสู้ การกดขี่) มันไม่ใช่สภาวะของชาติใดชาติหนึ่งแต่เป็นความจริงระดับ "นานาชาติ"

    คึกฤทธิ์เคยเขียน "ฝรั่งศักดินา" ตอบโต้ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ของจิตร ภูมิศักดิ์  แกบอกว่าเมืองไทยนั้นมีศักดินาอย่างจิตรว่าก็จริงแต่หาได้มีการกดขี่ไม่ ซึ่งการอธิบายอย่างนี้พวกมาร์ซิสต์คงไม่รับ เพราะคงไม่มีสังคมไหน ชาติไหนจะหลุดกฎความขัดแย้งแห่งชนชั้นไปได้

    Q : มีท่อนหนึ่งของเพลงสามัคคีนานาชาติที่ว่า "นี่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย สามัคคีให้ถึงวันพรุ่ง แองตานาซิอองนาล จะต้องปรากฏเป็นจริง" คุณเชื่อในคำว่า สุดท้าย หรือไม่คะ

    A :ไม่ครับ  คือ อุดมการณ์แบบมาร์กซิสม์นี่มีลักษณะมองโลกในแง่ดีที่ผมไม่ค่อยเชื่อ (ที่จริงไม่เชื่อเอาเลยด้วยซ้ำ-ผมหมายถึงการมองโลกในแง่ดีนะ ไม่ใช่มาร์กซิสม์ทั้งหมด) คือเขาเชื่อว่ามนุษยชาติจะก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเรื่อย ๆ ในความขัดแย้ง ธรรมะย่อมชนะอธรรม วันหนึ่งการกดขี่จะหมดไปอะไรทำนองนี้

    ขณะที่มาร์กซ์เสนอภาพวิวัฒนาการของมนุษย์แบบลูกศรชี้ขึ้น (คือมันต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ) ผมเชื่อวิวัฒนาการแบบวงกลมครับ คือดูเหมือนก้าวหน้าแต่จริง ๆ มาที่เดิม  คุณเชื่อเหรอว่าวันหนึ่งสงครามจะหมดไปจากโลก ไม่ต้องสงครามเอาแค่โสเภณีก็ได้ โดยรวมเราแตกต่างกับคนเมื่อพันปีตรงไหน ผมยังไม่เห็น ถ้าไม่นับ ความเจริญทางวัตถุแบบหยาบ ๆ

    ฉะนั้นถ้าเพลงจะมาบอกผมว่า นี่สู้ครั้งสุดท้ายแล้วนะ (โดยนัยคือ จะชนะแล้วนะ) พรุ่งนี้จะมีสังคมที่ "ดีกว่า" แล้วนะ  ผมไม่เชื่อ

    Q : หรือจะเป็นความหวังที่ว่าการแบ่งแยกจะเป็นครั้งสุดท้าย และจะไม่มีขึ้นอีกในภายภาคหน้า

    A : คงเป็นความหวังจริง ๆ แหละครับ (หัวเราะ)

    Q : เป็นไปได้หรือไม่คะที่มวลชนไม่ว่าชาติใด ต่างเจ็บปวดกับการถูกกดขี่เช่นเดียวกัน จึงไม่ขัดเขินที่จะใช้ทำนองเพลงที่เกิดมาเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีร่วมกันคะ

    A :คุณหมายถึงเพลง l'internatioinale ใช่ไหม  ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ การที่เพลงมัน "โดนใจ" คนหลายชาติ แสดงว่ามันต้องมีอะไรแชร์ร่วมกัน

    Q : ในปัจจุบันรูปแบบของการเอารัดเอาเปรียบกันได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว การเรียกร้องก็ดูจะเบาบางไปด้วย คุณคิดว่าพวกเขายอมรับโดยดุษณีต่อชะตากรรม หรือว่าพวกเขารอเวลาของการต่อสู้คะ

    A : คุณพูดว่าในปัจจุบันรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง จากกดขี่กัน "เห็น ๆ " มันกลายเป็นกดขี่โดย "วาทกรรม" หรือ "มายาคติ" ซึ่งมีรูปแบบที่แนบเนียนกว่า ลึกซึ้งกว่า

    ฉะนั้นจะว่าผู้ถูกกดขี่ยอมรับโดยดุษณี ผมว่าไม่ใช่ เพราะมันแปลว่า พวกเขา "สำนึก" ว่ากำลังถูกกดขี่แต่ปัญหาคือ ในการกดขี่แบบใหม่ มันทำให้อำนาจเป็นความชอบธรรม เป็นเรื่องปรกติ เป็น common sense ผู้ถูกกดขี่จึงไม่สำนึกด้วยซ้ำว่าถูกกดขี่ กลับเห็นเป็นเรื่อง "ธรรมชาติ" ที่ irony คือผู้ถูกกดขี่สามารถ justify ให้ผู้กดขี่ได้ด้วยซ้ำ เพราะแชร์มายาคติเดียวกัน

    โดยสภาวะนี้ ก็ลืมเรื่อง "รอเวลาการต่อสู้"ได้เลยครับ

    Q : คำว่า "เพลงปลุกใจ" สามารถใช้กับเพลง L’internationnale ได้หรือไม่คะ แล้วคิดอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า นี่คือเพลงมอมเมามวลชน

    A : น่าจะได้ครับ ส่วนที่ว่าเป็นเพลงมอมเมาประชาชน ถ้าคำว่ามอมเมาหมายถึงทำให้เคลิ้มหรือคล้อยตามกับความคิดใดความคิดหนึ่ง ผมก็ว่ามันเป็นเพลงมอมเมา ทีนี้คำว่ามอมเมามันมักใช้ในทางที่ไม่ดี ผมก็ต้องตั้งคำถามกลับว่า เพลงที่ "มอมเมา" ให้คนลุกขึ้นสู้ นั้นเสนอสิ่งที่ไม่ดีตรงไหน

    Q : ในความเป็นจริง เพลงนี้อาจไม่ใช่เพลงที่ได้รับความนิยม คือเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่ม อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพลงในตำนานไปแล้ว คุณคิดเห็นอย่างไรคะว่า สถานการณ์ดังกล่าวนี้ ดูจะเป็นความเคลื่อนไหวที่ไร้แรงขับในคนหนุ่มสาวปัจจุบันคะ

    A : คำถามคุณ imply ว่าถ้าหนุ่มสาวในปัจจุบันมีสำนึกทางการเมือง (ที่คุณใช้คำว่า "แรงขับ") เพลงนี้ก็จะยังคงได้รับความนิยมอยู่ ซึ่งผมว่าไม่จำเป็น หนุ่มสาวไม่จำเป็นต้อง "ซ้าย" นะคุณ

    อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าหนุ่มสาวปัจจุบันไม่ใช่แรงขับจริง ๆ นั่นแหละ (แต่ไม่เกี่ยวกับการที่เพลงไม่ได้รับความนิยมแล้ว) มีคนเขาตั้งกระทู้เว็บฟ้าเดียวกันเกี่ยวกับวัยรุ่นซึ่งผมชอบมาก อยากคัดมาให้ดูในที่นี้ (ผมขอเซ็นเซอร์บางคำนะ)

    "จริตคนชั้นกลางเข้าครอบงำพวกเค้าหมดแล้ว ถ้าให้เดาพวกเค้าก็คิดคล้าย ๆ ผม ก่อนรัฐประหารนั้นแหละ นั้นคือการคอร์รัปชั่นไม่ดี นักการเมืองไม่มีดี คนมาปกครองบ้านเมืองต้องเป็นคนมีคุณธรรม เป็นคนดี (...) เป็นคำตอบของทุกสิ่ง ทักษิณโกงต้องเอาลง คนจนซื้อเสียงได้ฉะนั้นพวกเค้าจะเรียกร้องให้ทักษิณมาก็ไม่ต้องฟัง พวกนี้จ้างมาหรือถูกประชานิยมล่อหลอกจนมัวเมาหมดแล้ว วาทะกรรมผู้จัดการ ฯลฯ

    เดาไม่ยากครับ เด็กเอ็นฯติดเป็นเด็กในระบบทั้งนั้น ไม่เคยคิดนอกกรอบ ไม่เคยถามครู-ระบบ ใส่อะไรมาให้ก็อ่าน ๆ ๆ ๆ ๆ ท่อง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เอนฯให้ติดคณะดัง ๆ จบมาดีกรีสูง ๆ จะได้สมัครงานที่เงินเดือนสูง ๆ มีหน้ามีตาร่ำรวยในสังคม ชีวิตมั่งมีศรีสุข มั่นคง-มั่งคั่ง เอนฯติดแล้วทำไงละ? เรียน ๆ ๆ ๆ เครียด เที่ยวซีโว้ย ตรอกข้าวสาร ทองหล่อ RCA (วู้เชยยย.......มีแต่เกรียน) เฮ้ยสาวสวยนั่งข้าง ๆ ทำไงวะ จีบแล้ว เ_ด **เลย...ลุยเลยเพื่อน...เป็นไงเมื่อคืนกี่ครั้งวะฮ่ะ ๆ รับน้องกันเถอะ เฮ้ย! น้องปีนี้สวยเยอะ สงสัยปีนี้ได้แวะไปรังสิตบ่อยแระ (มธ.วิทยาเขตรังสิต) ไงจ๊ะน้องพี่มาดูแล ห่วงน้องเพิ่งเข้าเรียนจะไม่เข้าใจระบบหมาลัยฯ วิชาพื้นฐาน (รหัส TU ต่าง) พี่ติวได้นะ ติวเสร็จไปเที่ยวกันไหมพี่เจ้าภาพ พวกพี่ ๆ คณะก็นัดมาด้วย บลา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เฮ้ย! ใกล้สอบแล้ว ใครมีเลคเชอร์ให้อ่านมั่งวะ ไปเอาที่ร้านซีร็อกซ์ดิ เพียบ! ท่อง ๆ ๆ ๆ ๆ สอบ ๆ ๆ ๆ ๆ ซ่อม ๆ ๆ ๆ ๆ (เฉพาะคณะนิติฯ) วู้!!!!!!! จบแล้ว กรูได้เกียรตินิยมด้วยว่ะ ทำไงต่อดี ฉลองดิ! ทำไงต่อ ต่อโทฯ (สำหรับพวกขี้เกียจทำงาน) สอบเนติบัณฑิต (สำหรับพวกขี้เกียจคณะนิติฯโดยเฉพาะ) ทำงานบริษัทใหญ่ ๆ เงินสูง ๆ คืนวันศุกร์-เสาร์มีไว้เที่ยว เย้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ......................................."

    Q : คำว่าไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นความหมายของคนคิดโลเลได้หรือไม่คะ หรือคือการคิดอย่างทางสายกลาง คุณมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรบ้างคะ

    A : มันมีจริงหรือครับไอ้การ "ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด"  ในความเป็นจริง เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น คุณต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่แล้ว จะโดยรู้ตัวหรือไม่ และแม้กระทั่งขณะที่คุณบอกกับตัวเองว่า "ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด"

    ยกตัวอย่าง คุณเห็นผัวตบเมีย คุณบอกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด คือไม่เข้าข้างผัว (justify ว่าผัวทำถูกแล้ว เพราะเมียชั่วหรืออะไร) และไม่เข้าข้างเมีย (ไปช่วย หรือไปต่อยตัวผัว) แต่ระหว่างที่คุณอยู่เฉย ๆ นั่นแหละ ที่คุณประกาศว่า การตบผู้หญิงเป็นเรื่องชอบธรรม

    ยังไงดีล่ะ ในทางปฏิบัติ การไม่ฝักฝ่ายใดจะให้ประโยชน์ต่อฝ่ายหนึ่งเสมอ

    Q : คำกล่าวที่ว่า "สองไม่เอา" ที่กล่าวถามถึงกันบ่อย ๆ ในบริบททางการเมืองอันร้อนระอุ จะเป็นไปได้ไหมคะว่า นั่นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของระบอบประชาธิปไตย หรือเป็นพื้นที่ว่างของคนคิดโลเล

    A : คนที่ชอบพูดว่า "สองไม่เอา" คือไม่เอาทักษิณ ไม่เอารัฐประหาร ไม่ใช่คนโลเลแน่นอน พวกเขาเชื่อและมีเหตุผลจริง ๆ ว่าไม่เอาทั้งสองอย่าง ส่วนที่ว่าเป็นพวกเข้าใจระบอบประชาธิปไตยคลาดเคลื่อนหรือไม่นี่ผมขอเลี่ยงตอบแบบนี้นะ ในสถานการณ์รูปธรรมคือคุณมีแค่ทักษิณกับนายกจากรัฐประหาร คำว่า "สองไม่เอา" จะเป็นจริงพร้อมกันไม่ได้

    คุณต่อต้านรัฐประหาร แสดงว่าคุณต้องการนายกเลือกตั้ง ถ้าคุณต้องการนายกเลือกตั้งคุณจะพูดว่า "ไม่เอาทักษิณ" ได้อย่างไร ถ้าคุณมาตอบผมว่า ไม่เอาทักษิณ (คือจะต้องโค่นให้ได้) เพราะมันเลวอย่างโน้นอย่างนี้ ผมก็ต้องบอกว่า ในกรณีนี้คุณไม่มีสิทธิพูดคำว่า "ไม่เอารัฐประหาร" เพราะในสถานการณ์ที่เป็นจริงการไม่เอาทักษิณพาไปสู่ที่เดียวคือ "นายกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง"  คุณจะล้มทักษิณทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคุณจะได้รัฐประหาร แล้วคุณจะมาพูดได้อย่างไรว่า "ไม่เอารัฐประหาร"

    นอกจากนี้ เวลาที่คุณ สองไม่เอา เอาเข้าจริงคุณไม่ได้สอง ไม่เอาจริง ๆ เวลาคุณ "ไม่เอา" ทักษิณ คุณโจมตีต่าง ๆ นานา ขุดคุ้ยความเลวร้ายต่าง ๆ  ถามว่าลักษณะการโจมตีแบบเดียวกัน คุณทำอะไรเพื่อ justify ว่าคุณไม่เอารัฐประหารหรือใครก็ตามที่คุณคิดว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารหรือไม่

    พูดตรง ๆ พวกสอง ไม่เอา จริง ๆ แล้วจะโดยรู้ตัวหรือไม่ เขาเอารัฐประหาร

    Q : ในโอกาสที่เดือนนี้จะเป็นเดือนแห่งการครบรอบ ๗๕ ปี การอภิวัฒน์รัฐธรรมนูญ ขอให้คุณกล่าวทิ้งท้ายถึงบทบาท และหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยสักเล็กน้อย เพื่อที่ว่าจะเป็นข้อคิดให้หนุ่มสาวที่ยังเกิดวิจิกิจฉา (ความลังเล) อยู่ในเวลานี้ค่ะ

    A : นี่ผมไม่ได้กวนประสาทคุณนะ แต่อยากตอบว่า ไม่ต้อง "เว่อร์" พูดถึง "บทบาทและหน้าที่" หรอกครับ เอาแค่แปลคำว่าประชาธิปไตยให้ถูกและเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ก็พอ  ประชา+อธิปไตย อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน  ผมเห็นว่าปัญหาในปัจจุบันคือ คนที่บอกว่าตัวเป็นประชาธิปไตย ลึก ๆ ไม่ได้เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ  คืออยากหาใครสักคนมาใหญ่แทนตัวตลอดเวลา แต่ถ้าคุณจะมาถามผมต่อว่า แล้วใครล่ะที่ผู้คนอยากให้มาใหญ่แทนตนตลอดเวลาคือใคร ผมก็ "โลเล" ที่จะตอบ.




    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]








    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com





    2007-06-15 00:18:15/

     


    obh;vh;o
    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย obh;vh;o   เมื่อ: 2007-06-15 00:52:47
    กำลังนึกถึงอยู่พอดี

    ^^
     



    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-06-15 01:02:33
    ถ้าใช้ firefox ดู อาจจะล้นหน้าจอ
    ถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ให้ใช้ internet explorer ดูแทน
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-06-15 01:12:38
    ฉบับนี้ รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง


    ใครว่าโลเลกันนะ


    อิอิ
     


    สงสัย
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย สงสัย   เมื่อ: 2007-06-16 23:11:42
    หาได้จากที่ไหนอะ ซื้อได้ไหม
     


    บักต๋าว
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย บักต๋าว   เมื่อ: 2007-06-18 17:04:05
    เป็นงานที่ตั้งใจทำกันมากๆเลย

    ถ้าอยากเป็นส่วนหนึ่งของนิตยาสารนี้ต้องทำไงครับ

    ด้วยชื่นชม
     



    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-06-18 19:12:52
    email ติดต่อกอง บก ได้ที่ kaawrowkaw@hotmail.com

    (เด็ก post)
     



    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-06-18 19:15:22
    ยังไม่มีวางแผง ติดตามที่ webboard นี้ หรือ
    http://kaawrowkaw.wordpress.com

    ทุกวันที่ 1 และ 15 ของเดือน

    (เด็ก post ขอถือวิสาสะตอบ)
     


    กองบ.ก.ก้าวฯ
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย กองบ.ก.ก้าวฯ   เมื่อ: 2007-06-18 20:58:55
    ขอบคุณเด็กโพสต์ขอรับที่เข้ามาชี้ความกระจ่าง

    คุณบักต๋าว ไม่ทราบว่าการอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับรายละเอียดเป็นอย่างไร ติดต่อเราได้ที่ที่อยู่ที่แจ้งไว้ขอรับ

     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 9

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-06-18 22:05:51
    เข้ามาให้กำลังใจค่ะ

    คิดถึงกลิ่นหอมของข้าวโพดอบเนย...
     


    กองบ.ก.
    ความเห็นที่ 10

     
      ตอบโดย กองบ.ก.   เมื่อ: 2007-06-19 07:27:08
    อา... ต้องขออภัยสำหรับกลิ่นข้าวโพด ไม่ได้รับการติดต่อจากนักเขียนเลยครับ

    ฉบับหน้าอาจไม่พลาด

    ขอบคุณครับ
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   1875b122
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)