ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๔.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๔.-
 เมื่อ: 2007-07-01 00:15:49 
ก้าวฯที่๑๔



Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








มีอะไรในเล่ม :




  • คมคำ-คมความ

  • บทบรรณาธิการ

  • สืบศิลป์ : [กีรติ] รอยพระบาทที่จารึก

  • ------------------------ ก้าวฯกวี ------------------------


  • ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] การล่วงพ้นของกาลเวลา

  • DekAd. : [Black&Pink] ลอก

  • ๑๐๐ รูปแบบแนวคิดการใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] ตอนที่ ๒๗ และ ๒๘

  • ------------------------ ก้าวฯกวี ------------------------


  • Book Review : [Plin, :-p] โลกในมือนักอ่าน (A History of Reading)

  • ก้าวต่อก้าว : [สารากร] ปรัชญาในพงกับพงษ์ปรัชญา











  • คมคำ-คมความ



    “คนที่กล้าเชือดข้อมือตนเองเพื่อต่อต้านในสิ่งที่มันขัดกับความรู้สึกนึกคิด ไม่ควรเรียกว่าคนขี้ขลาด

    “คนขี้ขลาดก็คือคนประเภทที่เขาสั่งให้ทำอะไรก็ทำแม้จะขัดกับความเชื่อและความรู้สึกของตัวเอง และคนแบบนั้นก็มีมากมายเสียด้วย

    “คนที่ยอมตัวเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้นำไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองและศาสนา ถูกล้างสมองให้ต่อสู้กับสิ่งเล็ก ๆ โดยลืมคิดไปถึงคำว่าเพื่อนมนุษย์และมนุษยธรรมที่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า... มีความสามารถที่จะทำลายล้างคนอื่นได้แค่ที่ว่าเขาเชื่ออะไรไม่เหมือนเรา...”


    ม.มธุการี



    [อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    บทบรรณาธิการ



    ในขณะที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งประกาศตนว่าเป็นผู้รักชาติ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งก็บอกกล่าวรักชาติไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน, ในระดับปัจเจกชนเช่นเราก็สามารถบอกกล่าวได้ว่ารักชาติเหมือนกัน

    ดูเหมือนว่าต่างคนต่างก็บอกรักชาติ ทว่าในความรักย่อมมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน

    คนกลุ่มหนึ่งถูกมองว่ากำลังทำร้ายชาติท่ามกลางความรักชาติของตน

    คนกลุ่มหนึ่งถูกมองว่าเพิกเฉยต่อความเป็นไปของชาติท่ามกลางความรักชาติของตน

    คนสองกลุ่มหลักใหญ่ต่างบอกว่ารักชาติเฉกเช่นเดียวกัน ทว่าเป็นความรักบนความขัดแย้ง

    ในระดับปัจเจกชนต่างล้วนพึงรักตัวเอง- เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์และสัตว์โลก, กล่าวสำหรับมนุษย์ เรามีระบบศาสนา มีศีลธรรมขัดเกลาเพื่อยกระดับจิตวิญญาณให้สูงกว่าสัตว์ทั้งปวง พร้อมเรียกตนเองว่า สัตว์ประเสริฐ

    เป็นความประเสริฐที่จะรักเพื่อนมนุษย์

    เป็นความประเสริฐที่จะรักสัตว์โลก

    เป็นความประเสริฐที่จะรักธรรมชาติ

    เป็นความประเสริฐที่จะรักในสิ่งซึ่งจับต้องไม่ได้ ไม่มีตัวตน เช่นชาติ เช่นประเทศ

    เป็นความประเสริฐที่จะรักในสิ่งอื่นมากกว่าคำนึงคิดรักตนเองแต่ถ่ายเดียว

    โดยพื้นฐาน- แท้จริงแล้ว ‘เรา’ ต่างรักตัวของเราเอง, เรารักผู้อื่นเพื่ออะไร?... มิพักต้องเอ่ยถามว่า ‘เรา’ รักชาติเพื่ออะไรและอย่างไร?...

    เรารักเพื่อต้องการสิ่งใด ๆ ตอบกลับมา- ไม่แปลก, เรากระทำตามความรักแบบไหนเราก็จะได้รับกลับมาเช่นนั้น- ไม่แปลก

    ดี หรือ ไม่ดี ไม่ยากที่มนุษย์ผู้กล่าวอ้างว่าประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งปวงเช่นเราจะมิทราบได้

    ถามตนเอง “เรารักชาติ รักผู้อื่นแบบไหน?”



    || || || ||


    ด้วยมิตรภาพ
    กรกฎาคม ๕๐





    [อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    สืบศิลป์ : กีรติ


    รอยพระบาทที่จารึก




    แต่เดิมรอยพระพุทธบาทเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีมาก่อนที่จะมีการสร้างพระพุทธรูปตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณ และถึงแม้ว่าจะมีการสร้างพระพุทธรูปแล้วก็ตาม ทว่าความหมายแห่งการบูชาได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์ก่อนการสร้างพระพุทธรูป ในภายหลังที่ปรากฏพระพุทธรูปแล้ว รอยพระพุทธบาทได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญเพื่อแสดงถึงว่าเป็นดินแดนที่พระพุทธองค์ได้ดำเนินไปถึง ‘เป็นสิริมงคล’ ซึ่งตามตำนานอ้างไว้ว่า รอยพระพุทธบาทซึ่งพระพุทธองค์ได้เสด็จประทับไว้ ๕ แห่ง ได้แก่ เขาสุวรรณมาลิก, เขาสุวรรณบรรพต, เขาสุมน**ฏ, เมืองโยนกบุรี และ หาดทรายในลำน้ำนัมมทานที

    ตามคติการบูชารอยพระพุทธบาทนั้นเชื่อว่ารอยพระพุทธบาทที่เขาสุมน**ฏได้แพร่หลายเข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อครั้งที่พระพุทธศาสนาจากลังกาเผยแผ่เข้ามายังประเทศไทย และมีการกล่าวถึงการจำลองรอยพระพุทธบาทจากลังกามาประดิษฐานไว้เช่นกัน ซึ่งปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลายหลัก เช่น ศิลาจารึกนครชุม

    สำหรับหลักฐานที่เก่าที่สุดที่พบในประเทศไทยนั้นคือ การพบรอยพระพุทธบาทคู่ที่เมืองโบราณศรีมโหสถ วัดสระมรกต อำเภอโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี อันเป็นร่องรอยในอารยธรรมทวารวดี กำหนดอายุน่าจะอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๓ ซึ่งสลักจากศิลาแลง ความกว้างทั้งคู่ประมาณ ๓.๑๐ เมตร ตรงกลางฝ่าพระบาทนั้นสลักนูนเป็นรูปธรรมจักรขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๑๐ เมตร



    ในช่วงแรก ๆ ของการสร้างรอยพระพุทธบาทจะมีการสลักเป็นแบบตามธรรมชาติ แต่สลักลวด ลายวงกลมเป็นรูปพระธรรมจักรซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะแสดงให้ทราบว่าเป็นรอยพระบาทของพระพุทธองค์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งการเสด็จมาเพื่อบำเพ็ญพุทธกิจ

    จากนั้นไม่พบหลักฐานการสร้างรอยพระพุทธบาท จนกระทั่งพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ด้วยอิทธิพลของพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ทำให้มีการประดับลวดลายบนฝ่าพระพุทธบาทมากขึ้นตามลำดับ นอกเหนือไปจากลายวงล้อพระธรรมจักร ซึ่งได้แก่ลายมงคล ๑๐๘ ประการ อันเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งมหาบุรุษลักษณะ

    ลายมงคล ๑๐๘ ประการ ประกอบขึ้นด้วย

    ๑. สัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความเจริญ และความอุดมสมบูรณ์

    ๒. เครื่องประกอบบารมีของพระมหากษัตริย์และพระเจ้าจักรพรรดิ

    ๓. ส่วนประกอบทางรูปธรรมและนามธรรมของสุคติภพในจักรวาล

    ทั้งหลายเหล่านี้รวมเป็นมงคลทั้ง ๑๐๘ ประการ อันแสดงออกถึงความเป็นสภาวะครอบจักรวาลของพระพุทธเจ้าและพระบารมีอันจักคุ้มครองและให้สิริมงคลต่อผู้ที่บูชาพระองค์

    รอยพระพุทธบาทในสมัยสุโขทัยพบทั้งรอยพระพุทธบาทแบบเดี่ยวและแบบคู่ ในจารึกสุโขทัยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ระเบียบลำดับของมงคลเป็นแบบเดียวกันกับที่พุกาม คือเริ่มต้นที่ใต้หัวแม่เท้าเดินตามแนวนอนไปจนสุดความกว้างของรอยพระบาท วนลงสู่แนวส้นเท้าแล้วย้อนขึ้นตีวงแคบเข้าทุกทีจนจบลงที่ตรงกลาง ต่อมาพบพระพุทธบาทที่มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบการจัดมงคล ๑๐๘ ประการที่รับแบบจากพุกาม พบที่รอยพระบาทจำลองสลักหินรอยหนึ่งจากวัดศรีชุม ระเบียบการจัดลายที่สืบเนื่องมาจนถึงรัตนโกสินทร์คือ ระเบียบอันแสดงแผนผังของสุคติภูมิแห่งจักรวาล มีพรหมโลกอยู่ด้านบนสุด เทวโลก เขาพระสุเมรุ โลกมนุษย์ เขา จักรวาล และมหาสมุทร อยู่ลดหลั่นกันลงมา และยังพบระเบียบการจัดรูปมงคลอีกระบบหนึ่งซึ่งปรากฏแล้วในสมัยสุโขทัยหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นรอยพระพุทธบาทที่มีรูป ธรรมจักรขนาดใหญ่ ภายในมีสัญลักษณ์มงคล ๑๐๘ ประการ ในส่วนตรงกลางแสดงรูปพรหมโลก เทวโลกอันเป็นภูมิสูงสุดในจักรวาล จักรพรรดิรัตนะ ประกอบบารมีและเครื่องสูงของพระองค์ รวมทั้งมงคลอื่น ๆ เป็นส่วนประกอบของมนุษย์อยู่รอบนอก

    การจัดมงคลในระบบตารางซึ่งนิยมมาก่อนแล้วในสมัยสุโขทัยนั้น ได้กระทำสืบต่อมาจนถึงสมัยอยุธยา และเป็นที่นิยมมากในสมัยอยุธยาตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓)

    ในสมัยรัตนโกสินทร์ ลายมงคล ๑๐๘ ประการนั้น นิยมบรรจุลงในตารางเช่นเดียวกันกับสมัยสุโขทัยและอยุธยา วงกลมกลางฝ่าพระบาทที่เคยเป็นธรรมจักรไม่มีสัญลักษณ์แทรกในวงและมักเป็นรูปดอกบัวบานเป็นสัญลักษณ์ของโลก



    ดังจะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนได้ อาทิ ที่วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) วัดประจำรัชกาลที่ ๑ ซึ่งต่อมาในรัชกาลที่ ๓ ได้สร้างวิหารพระนอนเพิ่มเติม ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปองค์นี้ก่ออิฐถือปูนปิดทองทั่วทั้งองค์ยาว ๔๕ เมตร สูง ๑๕ เมตร ส่วนฝ่าพระบาทปรากฏลวดลายประดับมุกเป็นภาพมงคล ๑๐๘ ประการเช่นกัน •



    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ก้าวฯกวี


    ค้นหา



      ฉันไม่ต้องการทะยานสูง
      ดังเช่นต้นไม้เลื้อย ที่ดูสูงลิ่ว ทว่าลวงตา
      ต้องดามความสูงของตัวเอง ด้วยการเกี่ยวเกาะไม้อื่น
      ฉันพร้อมที่จะงอกงามอย่างเตี้ยต่ำ
      เฉกเช่นต้นหญ้า ไม้พุ่ม
      ที่สามารถเติบโตหยัดยืนด้วยพลังของตัวเอง
      ฉันไม่ต้องการมีรัศมีพวยพุ่ง
      ดุจดั่งทะเลยามเที่ยง
      ที่เป็นเพียงกระจกสะท้อนของแสงแดด
      ฉันขอเพียงความสว่างของแสงเทียนในคืนมืด
      ซึ่งให้แต่ความนุ่มนวลและเย็นตา
      ตราบที่แสงเทียนยังเปล่งประกายอยู่ตรงนั้น
      เกิดจากความกระจ่าง
      ที่บังเกิดมาจากภายในตัวของฉันเพียงลำพัง

    นวลศิริ เปาโรหิตย์




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ฟากฟ้า..ทะเลฝัน : โจนาธาน


    การล่วงพ้นของกาลเวลา




    การลาจากที่ไม่ต้องบอกกล่าวสิ่งใดต่อกันดูเหมือนจะนำพาความเจ็บปวดมาสู่เราน้อยที่สุด...จริงเท็จอย่างไร ใครจะซาบซึ้งกับคำกล่าวนี้หรือไม่อย่างไรฉันไม่รู้ ฉันรู้เพียงว่าสำหรับฉันรู้สึกเช่นนั้น...

    อย่างไรเสียมันก็ใช่ว่าจะปราศจากความเจ็บปวด มันเป็นการเจ็บแปลบอย่างฉับพลันในบัดดลเมื่อได้รับรู้ คล้ายบาดแผลถูกวัตถุมีคมเชือดเฉือนไม่นานนักก็เกิดอาการชาด้านที่บริเวณไม่มีความรู้สึกใด ๆ ไปชั่วขณะ ต่อเมื่อเวลาเนิ่นนานผ่านไปความเจ็บปวดกลับยอกย้อนกลับมาอีกระลอก เจ็บแปลบเมื่อมองเห็นบาดแผล แปลบทุกครั้งแม้กระทั่งทิ้งรอยไว้ให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันซึ่งมันก็ไม่ต่างไปจากความรู้สึกของฉันที่รู้สึกเช่นนั้นอยู่ทุกขณะจิต สะท้อนมันออกมาเป็นถ้อยอักษรถึงเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยหวังว่ากาลเวลาจะเป็นยาสมานให้หลงเหลือเป็นเพียงความทรงจำได้สักวันหนึ่ง เป็นความทรงจำที่ดี ที่มีความสุขทุกครั้งเมื่อได้หวนคิดถึงแทนที่ความเจ็บแปลบสะท้านบาดอารมณ์เช่นห้วงยามนี้ของฉันกับความทรงจำที่มีต่อเธอ

    มันไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอกที่ฉันจะผ่านมาถึงวันนี้, ไม่ง่ายนักที่ย้อนคิดนึกเรื่องราวระหว่างสองเราแต่หนหลังโดยปราศจากความรู้สึกเจ็บแปลบ หากเพียงความจริงไม่ใช่ความจริงฉันคงต้องตายไปพร้อมกับบาดแผลครั้งนั้น ทว่าความจริงยังคงเป็นความจริง หากฉันปฏิเสธความจริงชีวิตมันคงยากที่จะมีวันนี้ ทั้งที่ครั้งหนึ่งฉันอยากหนีมันแทบตายทว่าหลีกลี้หนีไปไม่พ้นก็ด้วยสุดปัญญาว่าจะติดตามเธอไปยังที่แห่งหนใด หากตัดสินใจก็แน่ว่าฉันจะได้พบเธอ นั่นแหละคือความจริงอีกข้อที่ดูเหมือนจะฉุดรั้งฉันไว้ ตรึงฉันไว้ที่นี่ด้วยหวังสักวันว่าเธอจะมา- เธอจะมารับฉันไปด้วย ณ ที่แห่งการค้นพบของเธอ และเมื่อนั้นฉันคงไม่ต้องระบายความรู้สึกที่มีต่อเธอในแต่ละวัน ๆ อีกต่อไป เป็นสิ่งซึ่งฉันปรารถนาให้เป็นเสียแต่วินาทีนี้เสียด้วยซ้ำ-- ในแต่ละวินาทีที่ลมหายใจเข้าหรือออกจากร่างกายเป็นครั้งสุดท้าย เป็นเฮือกสุดท้ายของความมีชีวิต

    ที่รัก... ฉันต้องทำอย่างไรหนอให้ความตายของเธอหลุดพ้นออกไปจากความนึกคิดของฉันให้เหลือไว้ซึ่งความทรงจำอันบริสุทธิ์ เหลือไว้แต่ชีวิตของเธอ, ฉันต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะลบความตายของเธอออกไปจากจิตใจฉันนี้ได้ ทำอย่างไรให้เธอเป็นอมตะ ให้เธอมีชีวิต ให้ปราศจากการรับรู้ที่ว่าเธอตายออกไป

    ที่รัก- ฉันต้องทำเช่นไรหรือ?... เธอเคยว่าความตายนั้นมาเยือนเราโดยง่าย- ง่ายกว่าการดำรงอยู่เสียอีก ใช่สิ! การดำรงอยู่นั้นยากเสียยิ่งกว่ายาก มันไม่สามารถปลดปล่อยฉันให้ไปสู่เธอได้ทั้งที่คิดว่ามันง่ายที่จะไปการณ์กลับเป็นว่าไม่ง่ายดายนัก ยิ่งวันยิ่งกลับนำพาความกล้ามาสู่ตัวฉันส่งแรงผลักดันให้เดินไปข้างหน้าอย่างทระนง ทำให้ฉันกล้าที่จะเลือกทำในสิ่งที่ยาก, ความยากนี่แหละเสมือนเป็นบทพิสูจน์ชีวิตให้เห็นความจริงบางอย่าง ความจริงที่ว่าชีวิตมันไม่ยากเกินไปนัก มีความง่ายเคียงคู่อยู่ทุกขณะ ง่ายเพียงตัดสินใจว่าจะไป ง่ายเพียงตัดสินใจว่าจะถอย... มันก็เท่านั้นเองเพียงว่าเราจะเห็นความทั้งสองนี้อยู่เคียงคู่กันไหมเท่านั้น

    ฉันเห็นมันทั้งสองอยู่ตรงเบื้องหน้านี้แหละ, ทางหนึ่งมิอาจการันตีได้ว่าฉันจะได้พบเธอ กล่าวให้ถึงที่สุดฉันมิอาจคาดเดาใด ๆ ในเส้นทางสายนั้น ทว่ากลับอีกทางฉันพอจะมองเห็นที่หมายอยู่บ้างหากจะเลือกเส้นทางนี้นับแต่บัดนี้ มองเห็นความยากแต่จะใส่ใจไปทำไมในเมื่อฉันก็ย่างก้าวผ่านมาได้ถึงห้วงยามนี้ อย่างน้อยก็ยังอยู่ในเส้นทางที่จะคิดถึงเธอได้มาตลอด

    ที่รัก- แม้ว่าโลกของฉันมันจะหดแคบลงเพียงเพราะการจากลาของเธอทว่าทุกขณะความเป็นตัวตนของเธอกลับขยายปกคลุมไปทั่วอณูแห่งความรู้สึก ฉันขอเลือกที่จะได้หายใจเข้า-ออกต่อไปเพียงเพราะอย่างน้อยยังรับรู้ได้ว่าความตายไม่เคยพรากความทรงทรงจำของฉันที่มีต่อเธอได้เลย... แม้มันจะยากสักเพียงไรจะใส่ใจไปไยเพียงเพราะฉันไม่รู้สึกเจ็บแปลบเหมือนเช่นวันวานท่ามกลางกาลเวลาเป็นสิ่งซึ่งสมานความรู้สึกนั้นให้เป็นเพียงความทรงจำ •



    ด้วยความรักฯ
    โจ.
    มิ.ย.๔๐




    kaawss.jpg[อ่าน ฟากฟ้า..ทะเลฝัน ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    DekAd : Black&Pink


    ลอก



    อากู๋แห่งแกรมมี่เคยบอกไว้ว่า โน้ตดนตรีมีแค่เจ็ดตัวแต่เพลงมีเป็นล้านเพลงก็ต้องมีบ้างที่บางเพลงจะมีทำนองที่ค่อนข้างคล้ายกัน (เหรอ) อย่าว่าแต่วงการเพลงเลยครับที่มีการลอกหรือเอาของเค้ามาดัดแปลง งานโฆษณาบางชิ้นก็มีการเอาของเค้ามาเป็นของตัวเองเหมือนกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างในปัจจุบันนี้ของใหม่ ๆ สด ๆ หายากแล้วครับ ในยุคนี้มันเป็นยุคของการประยุกต์ ขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะนำเอาแรงบันดาลใจ หรือไอเดียมาประยุกต์ให้กลมกลืนกลมกล่อมได้ดีไปกว่ากัน

    เมื่อสมัยผมเข้าไปทำงานใหม่ ๆ หัวหน้าผมเคยสอนเอาไว้ว่า การคิดงานของครีเอทีฟมันมีอยู่ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ


      ๑. คิดเอง
      ๒. ลอกเค้า
      ๓. ลอกเค้าแต่บอกว่าคิดเอง

    ซึ่งในการทำงานมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ บางทีเราตัน ๆ คิดอะไรไม่ออก เราก็ไปดูงานเก่า ๆ งานของต่างประเทศดี ๆ แล้วควานหาไอเดียที่อยู่ในนั้นมาประยุกต์ต่อ ซึ่งในการมาประยุกต์ต่อนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วละว่า จะลอกเค้ามาทั้งดุ้น หรือ นำมาพัฒนาให้ดีกว่าเดิม แล้วคำสอนของหัวหน้าก็ยิ่งตอกย้ำไปอีกครับเมื่อผมได้มีโอกาสอ่านบทสัมภาษณ์ของครีเอทีฟที่กวาดรางวัลทั่วโลกมาแล้วมากมาย ซึ่งก็บอกมาเหมือนกันเป๊ะ ๆ เลยครับ ทีนี้เราลองมาดูกันดีกว่าครับว่า งานที่มีไอเดียคล้ายกัน หรือ มีการอาร์ตไดเรคชั่น ที่เหมือนกันนั้นมันเป็นยังไง

    เอาแบบที่คล้าย ๆ กันก่อนนะครับ การวางอาร์ต ตำแหน่งของอาร์ตไดเรคชั่นเหมือนกันอย่างกับแกะ



    อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่า ใครลอกใคร รู้แต่ว่ามันลอกมากันทั้งแคมเปญเลย




    ยังไงก็แล้วแต่ ผมมองว่าการลอกก็เหมือนกับเป็นการสร้างสรรค์อีกชนิดเหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะเอาไอเดียที่คว้ามาได้นั้นมาใช้ยังไง แต่ถึงอย่างไร ทางที่ดีก็น่าจะลองบริหารความคิดของตัวเองสักครั้งหนึ่งก่อน หากไม่ได้จริง ๆ ค่อยลอก หรือเอาแรงบันดาลใจจากที่อื่นมา แล้วค่อยบอกว่าเราคิดเองก็ได้ครับ •

    (บทความนี้เป็นบทความทีเล่นทีจริง ขำ ๆ ไร้สาระไปวัน ๆ โปรดอย่านำมาคิดต่อให้ระทมกบาลของคุณเลยครับขอร้อง)



    แหล่งข้อมูลอ้างอิง
  • www.kosanathai.com

  • www.adintrend.com




  • [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    อัมโปะ




    27. ก้าวไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ ต้องอาศัยความอดทน


    28. มีความสุขได้เรื่อยๆ ต้องอาศัยการปล่อยวาง



    [อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ก้าวฯกวี


    ในคืนที่หัวใจมืดบอด



      กำน้ำตาสาดซัดขึ้นกลางฟ้า
      ละเลงทาหมึกคล้ำเย้ยจันทร์ฉาย
      ให้คืนนี้มืดสนิท ปกปิดกาย
      น้ำตาคล้ายเกล็ดดาวอยู่วาวแวว

      ให้จันทร์นวลได้พักหลังม่านเมฆ
      แล้วพรมเสกริ้วลมเป็นทิวแถว
      ให้นภาที่ว่ากระจ่างแพรว
      ยังแน่แน่วเกลื่อนดาราแทนที่จันทร์

      ดาวลอยเด่นเช่นแสงโสมส่องฉาย
      ทาทั่วกลายแสงใสใช่ความฝัน
      ในคืนนี้ไร้สีแห่งดวงจันทร์
      บนฟ้านั้นดาราขับรับลมครวญ

      ไห้โหยหารักไกลสุดปลายโลก
      โชยพัดโบกความคิดคำนึงหวน
      ใจจองจำราวมัดกับโซ่ตรวน
      หมู่ดาวล้วนคราบน้ำตาที่สาดไป

      คืนเดือนดับวับหายให้เศร้าโศก
      ประโลมโลกหมายเพียงกล่อมหลับใหล
      ทนงตัวหลงคิดเพียงในใจ
      นั่นประไรหนึ่งเม็ดดาวร่วงจากตา

      กำน้ำตาอีกกำกระจายทั่ว
      ใจระรัวระริกลั่นพรั่นผวา
      หยดเลือดใสกลั่วไหลรินธารา
      ให้ท้องฟ้าไม่มืดดับลงกับจันทร์

      กีรติ




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    Book Review


    โลกในมือนักอ่าน (A History of Reading)
    โดย Plin, :-p



    A History of Reading ของ Alberto Manguel หรือ ในชื่อภาษาไทยคือ "โลกในมือนักอ่าน" แปลโดย กษมา สัตยาหุรักษ์

    เมื่อเห็นชื่อภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มนี้แล้ว อาจชวนให้คุณ ๆ ท่าน ๆ คิดไปว่า นี่คือ ตำราประวัติศาสตร์ (อีกเล่มหนึ่ง) หรือเปล่า และยังชวนให้พวกเราสงสัยอีกด้วยว่า การอ่านนี้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน จนกระทั่งสามารถแต่งเป็นตำราได้เลยหรือ

    ทว่า หนังสือเล่มนี้..ไม่ใช่ตำรา แม้จะเต็มไปด้วยข้อมูล และก็ไม่ได้เป็นหนังสือแนวประวัติศาสตร์เสียทีเดียวนัก แม้จะเต็มไปด้วยการอ้างเอาเหตุการณ์สำคัญ ๆ หลายเหตุการณ์ในอดีต รวมถึงมีการยกเอายุคสมัย ช่วงเวลา และ การอ้างอิงจุดเวลา แต่หนังสือเล่มนี้ ก็ไม่เหมือนหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป

    จะว่าไปแล้ว หนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนอนุทิน ที่บันทึกเรื่องราว และความคิดเห็น ของตัวผู้แต่งเองเสียมากกว่า แม้ว่าจะมีข้อมูลประกอบอยู่ด้วยค่อนข้างมากก็ตาม

    ด้วยความที่เขาเป็นนักอ่านตัวยง ผู้แต่งก็ได้ซึมซับเรื่องราวมากมาย ที่ได้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ จากข้อความที่ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือเล่มต่าง ๆที่เขาอ่านนั้นเอง

    จนเขาได้ข้อสรุปที่เป็นทฤษฎีส่วนตัวว่า "ผมค้นพบว่าการอ่านนั้นเกิดขึ้นก่อนการเขียน" !!!

    แน่นอนว่า หลายท่านคงจะแปลกใจ ด้วยว่าถ้าคิดตามสามัญสำนึกแล้ว การเขียนก็น่าจะเกิดขึ้นก่อนการอ่าน ผมลองถามเพื่อน ๆ ผมหลายคน ก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ตอบผมว่า การอ่านนั้นเกิดขึ้นก่อนการเขียน

    เอ หรือว่าจะมี ผู้อ่านบางท่าน คิดตั้งแต่แรกแล้วว่า การอ่านนั้นเกิดก่อน

    เรามาอ่านข้อความตอนหนึ่งในส่วนคำนำของหนังสือกันสักเล็กน้อยนะครับ (แปลโดย คุณกษมา สัตยาหุรักษ์)


    "...ผมคาดว่าตัวเองสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากการเขียน แต่ไม่คิดว่าผมจะอยู่ได้โดยปราศจากการอ่าน ผมค้นพบว่าการอ่านเกิดก่อนการเขียน สังคมหนึ่งสามารถดำรงอยู่หลายสังคมด้วยซ้ำที่ดำรงอยู่ได้โดยไม่มีการเขียน แต่ไม่มีสังคมใดเลยที่อยู่ได้โดยปราศจาการอ่าน ตามความเห็นของนักชาติพันธุ์วิทยา ฟิลลิป เดสโกลา สังคมที่ไม่มีการเขียนจะมีความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องเวลาว่าเป็นเส้นตรง ส่วนสังคมที่มีทั้งการอ่านและการเขียน ความรู้สึกเรื่องเวลาจะทวีคูณขึ้น โดยทั้งสองสังคมนี้ จะเคลื่อนไหวแตกต่างกัน แต่จะมีความซับซ้อนเรื่องเวลาเท่าเทียมกัน โดยการอ่านสัญญะหลากหลายที่โลกเสนอให้ แม้กระทั่งในสังคมที่มีระบบการบันทึกถึงอดีตที่ผ่านมา การอ่านก็ยังเกิดล่วงหน้าการเขียน นักอยากเขียนทั้งหลายต้องสามารถจดจำและถอดรหัสระบบสัญญะของสังคมก่อนที่จะจัดระบบเหล่านั้นลงบนแผ่นกระดาษ ..."

    นั่นก็เป็นเหตุผลและวิธีคิดของคุณ Alberto Manguel เขานะครับ เชื่อว่าหลายท่านคงไม่เห็นด้วย เพราะถ้าลองคิดเอาง่าย ๆ ตามสามัญสำนึก ถ้าหากไม่มีข้อความให้อ่าน จะอ่านได้อย่างไร และในเมื่อข้อความนั้น ก็ต้องถูกเขียนก่อน (จึงจะมีให้อ่าน) แม้ในประวัติศาสตร์ของคนถ้ำ ก็ยังมีการวาดภาพเป็นสัญลักษณ์ การวาดก็น่าจะนับเป็นการเขียนได้เช่นกัน ซึ่งก็น่าจะเกิดก่อนการอ่าน

    ทว่า โดยปกติ ผมมักจะพยายามถอดรหัส และมองลึกลงไปให้ได้ว่า ที่แท้แล้วคนที่เขียนบทความ หรือ หนังสือนั้น เขามีเหตุผลแบบใดกันแน่ ซึ่งถ้าพิจารณาเหตุผลของคุณผู้แต่งอีกทีแล้ว บางทีคุณ Alberto Manuel อาจจะคิดแบบนี้ก็ได้....

    ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ไม่มีทั้งการอ่าน และ ภาษาเขียน ดูนะครับ... เด็กคนหนึ่ง ถือกำเนิดขึ้นมา เวลาที่เขาลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกนั้น สิ่งที่เขาเห็นก็คือภาพต่าง ๆ แต่ไม่รู้ความหมาย ไม่รู้จะเรียกยังไง แม้เห็นคนยิ้มให้ก็อาจไม่รู้ด้วยว่านั่นคือการยิ้ม

    ดังนั้นเด็กคนนั้น ต้องพยายามจดจำภาพต่าง ๆ จดจำการแสดงความรักของพ่อแม่ จดจำสีหน้า จดจำภาพต่าง ๆ ไว้ และนั่นก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการ "อ่าน" เมื่อได้จดจำสัญลักษณ์ทางสีหน้าได้บ้างแล้ว เป็นการอ่านสีหน้าและอารมณ์

    เมื่อโตขึ้น เห็นวัว เห็น ควายที่แม่เลี้ยง (สถานการณ์แบบยุคหินหน่อยนะครับ) ก็ต้องจดจำ ในที่สุดก็รู้ว่าเรียกว่าอะไร โดยที่การจะนึกให้ออกนั้น ก็ต้องจำส่วนโค้งเว้าที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นการวาดจิตรกรรมฝาผนังในยุคแรกของโลกนั้น ก็น่าจะเกิดจากการอ่าน ภาพจากวัตถุจริง (วัว ควาย) ให้เห็นถึง ส่วนโค้งเว้าอันเป็นเอกลักษณ์ อ่านจนจดจำได้ จึงเขียนภาพออกมา เป็นอักษรภาพยุคแรก

    อืม ผมเชื่อเหลือเกินว่า ผู้แต่งหนังสือ ต้องใช้เหตุผลแบบนี้ในการตอบคำถามที่อาจจะถามเข้ามาว่า... การเขียนน่าจะนับได้ ตั้งแต่มีการวาดภาพ ก่อนจะมีตัวอักขระเสียอีกมิใช่หรือ ดังนั้นการวาดหรือเขียน น่าจะมีมาก่อนหรือเปล่า

    นั่นก็คือ เป็นการให้ความหมายของการอ่านที่กว้างมากเหลือเกิน แต่ก็เป็นความจริงว่า การกระทำต่าง ๆ นั้น โดยในภาษาของเราแล้ว เราใช้คำว่าอ่านทั้งสิ้น เช่นว่า การอ่านสีหน้า อ่านท่าทาง อ่านลายมือ อ่านความคิด เป็นต้น

    หนังสือเล่มนี้ มีการยกข้อความสั้นบ้างยาวบ้าง จากบทประพันธ์ในอดีต ตั้งแต่ที่มีอายุไม่กี่สิบปี ไปจนถึงเล่มที่เขียนในสมัยยุคก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว

    ผมเห็นใจคุณผู้แปลอย่างมากครับ เพราะอ่านดูแล้ว เห็นได้ว่าหนังสือเล่มนี้แปลได้ยากเหลือเกิน นอกจากจะต้องแปลหนังสือที่ผู้เขียน เขียนไว้เป็นพรรณาโวหารทั้งเล่มแล้ว ยังจะต้องแปลบทกวี ข้อความต่าง ๆ ที่ถูกหยิบยกมา ให้ได้อรรถรสอีกด้วย

    ดังนั้น โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า หนังสือเล่านี้อ่านค่อนข้างยากพอสมควร ควรอ่านในที่ ๆ สงบ มีสมาธิ และค่อย ๆย่อยทุกข้อความที่อ่าน ถ้าหากไม่มีจินตนาการมากพอ หรือไม่คุ้นเคยกับภาษาที่เป็นวรรณศิลป์แล้ว อาจคิดตามไม่ทันเลยทีเดียว

    หนังสือเล่มนี้จะพาท่านท่องไปยังโลกของนักอ่าน ให้ท่านเห็นพลังอำนาจแห่งการอ่าน รูปแบบของการอ่านที่สามารถจะหาร่องรอยได้จากการเขียนบันทึกในประวัติศาสตร์ และยังมีเกร็ดย่อย ๆ และข้อความต่าง ๆ ซึ่งได้ถูกหยิบยกมาประกอบบทความ จากหนังสือหายากเป็นร้อย ๆ เล่ม

    ก่อนจะจบการแนะนำหนังสือเล่มนี้ ผมขอยกข้อความอีกสักตอนหนึ่ง เป็นข้อความหลังจากที่ Alberto Manguel ได้ยกภาพเขียนหลายภาพ ซึ่งเป็นรูปบุคคลต่าง ๆ กำลังอ่านหนังสือด้วยอิริยาบถที่ต่าง ๆ กัน

    "...คนเหล่านี้คือนักอ่านด้วยท่าทาง ด้วยความชำนาญ ด้วยความเพลิดเพลิน ด้วยอำนาจและความรับผิดชอบที่สืบเนื่องจากการอ่านเช่นเดียวกับที่ผมได้รับ

    ผมจึงไม่ได้อยู่ตามลำพัง..."



    ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๙




    ผู้แต่ง : Alberto Manguel
    ผู้แปล : กษมา สัตยาหุรักษ์
    สำนักพิมพ์มติชน
    พิมพ์ครั้งที่ ๒ : ตุลาคม ๒๕๔๗
    กระดาษปอนด์เหลือง
    ๕๐๓ หน้า
    ขนาดหนังสือ : ๑๔.๖ ซม. x ๒๕ ซม.
    ISBN : 974-322-955-8










    [อ่าน Book Review ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ก้าวต่อก้าว


    ปรัชญาในพงกับพงษ์ปรัชญา
    โดย สารากร



    นับจากวันแรกที่เราได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว เราบันทึกความทรงจำและความรู้สึกด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป บ้างเขียนบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร บ้างเขียนออกมาในรูปแบบวรรณกรรมกึ่งชีวิตจริงที่นักเขียนมักจะแฝงประสบการณ์ที่ไม่มีวันตายลงในนั้น และบ้างอาจเขียนบทเพลงขึ้นมาเพื่อจารึกร่องรอยเหตุการณ์ความทรงจำในหน้าประวัติศาสตร์

    ทั้งหลายเหล่านี้คือนานารูปแบบการจัดสรรความทรงจำทั้งดีร้ายตลอดการเดินทางของคนเรา ซึ่งอาจมีวิธีอื่นอีกมากมายนับไม่ถ้วน ไม่แน่ว่า อีกลมหายใจข้างหน้า เราอาจเลือกที่จะบันทึกเรื่องราวที่เราได้พบโดยวิธีและรูปแบบใหม่ก็ได้ เช่นกันกับเพื่อนหนอนท่านหนึ่งที่มีความทรงจำเรื่องของการเดินทางมากมาย ทั้งที่เป็นเรื่องของสถานที่และจิตใจ เขาเก็บรักษาความรู้สึกอย่างนั้นเพื่อสิ่งใดกัน วันนี้เรามาต่อก้าวกันกับ ปรัชญา พงษ์พานิช หรือที่เรารู้จักเขาในนามของ ไอซ์ ชายจากพงไพรตอนเหนือของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการนิตยสาร ก้าวรอก้าว นับว่าการพูดคุยกันในครั้งนี้เป็นเส้นทางลำเลียงความคิดและความรู้สึก ที่มีผลต่อเขาบนหน้ากระดาษจริง ๆ --



    Q : ตั้งแต่ที่เส้นทางการคมนาคมมีหลายหนทางมากยิ่งขึ้น การเดินทางดูจะไม่ใช่เรื่องลำบากอีกต่อไปแล้ว คุณได้ใช้วิถีการเดินทางครบหรือยังคะ ไม่ว่าจะทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ
    A : ยังครับ ยังขาดทางอากาศ

    Q : ความรื่นรมย์ที่เกิดขึ้นระหว่างสองข้างทางเกิดขึ้นกับคุณบ่อยไหม
    A : บ่อยครับ ผมว่ามันเป็นคล้ายเพื่อนมากกว่า เพราะในระหว่างการเดินทางมันจะเงียบเหงามาก ผมจะมีเครื่องเล่น MP3 ที่บรรจุเพลงที่ผมชอบ ปล่อยอารมณ์ไปกับบทเพลงและทิวทัศน์ที่วิ่งสวนสายตาไปตลอดเส้นทาง ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบพูดคุยและไม่ค่อยชอบฟังการสนทนาระหว่างบุคคลในยานพาหนะที่อาศัยร่วมทาง การได้ฟังเพลงและรับชมทิวทัศน์ถือเป็นความรื่นรมย์ส่วนตัวครับ

    Q : เมื่อมีโอกาสไปต่างจังหวัดและโดยการโดยสารรถไฟ พบว่าสองข้างทางเปลี่ยนไปจากเดิมมาก คุณคิดอย่างไรกับป้ายโฆษณาที่เกิดขึ้นเองอย่างไม่เป็นธรรมชาติกลางทุ่งนาบ้างคะ
    A : ผมเห็นว่าป้ายโฆษณาเหล่านั้นเป็นทิวทัศน์อย่างหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมแต่อย่างใดครับ ออกจะสร้างความบันเทิงใดมากทีเดียว ผมไม่อยากให้ตัวเองต้องขุ่นข้องหมองใจในขณะที่กำลังรื่นรมย์ในโลกส่วนตัวในระหว่างการเดินทาง

    Q : หรือป้ายโฆษณาเหล่านั้น ก็คือการเดินทางลุกคืบของสังคมทุนนิยมเสรีประการหนึ่ง คุณคิดอย่างไรในประเด็นนี้คะ
    A : เพราะเราอยู่ในสังคมแบบนี้นี่ครับ หากเราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ก็ทำใจยอมรับ หรือยอมรับไม่ได้ก็อย่าให้มันมากวนใจครับ

    Q : มีคำกล่าวของพญาอินทรีว่า “การเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน” คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ
    A : สิ่งที่ครองคู่ไปกับคำว่า ‘นักเขียน’ นั่นคือนักคิด หากนักเขียนไม่คิดก็คงไม่มีอะไรจะเอามาเขียน การเดินทางเป็นองค์ประกอบหนึ่งเพื่อทำให้คำว่า ‘นักเขียน’ มีความหมายที่สมบูรณ์มากขึ้น

    Q : ในนิยามความหมายของคำว่า “การเดินทาง” ในแบบฉบับของคุณคืออะไร
    A : ชอบ, มีความสุข, สบายใจ, อยากเขียน, เพิ่มพลัง, เพิ่มวัตถุดิบ, เติมเต็ม

    Q : สำหรับตัวคุณแล้ว ประโยชน์ของการออกเดินทางคืออะไรบ้าง
    A : ทำให้ประสาทของผมผ่อนคลายลง

    Q : การอยู่นิ่งเฉยจะถือว่าเดินทางได้ไหม ถ้าหากว่าเราจะนับรวมว่าความแปรเปลี่ยนคือการเดินทางได้เช่นกัน และไอ้เจ้าความแปรเปลี่ยนที่ว่านี้ก็คือสัจจะแห่งชีวิตของคนทุกคน คุณคิดอย่างไรบ้างคะ
    A : ผมว่ามันส่วนที่คล้ายคลึงกัน อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเปลี่ยนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง

    Q : มีหนังสือเล่มหนึ่งตั้งชื่อหนังสือไว้ว่า Inner Journey เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางเช่นกัน ทว่ามันคือการเดินทางของจิตวิญญาณ คุณเองเชื่อหรือไม่ว่า จิตของคนเราสามารถเดินทางได้โดยที่เราไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหนเลย
    A : สิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตของผมอย่างหนึ่งซึ่งมันมีส่วนที่คล้ายคลึงกับหนังสือเล่มที่คุณเอ่ยถึง และอย่างที่หลายคนรับทราบว่าสภาพร่างกายของผมเป็นเช่นไร ใช่ครับ ผมไม่สามารถเดินได้ และผมไม่สามารถ ‘เดินทาง’ ไปไหนมาไหนได้อย่างใจทุกครั้ง การปลดปล่อยจิตของเราเองให้โลดแล่นไปในห้วงจินตนาการสำหรับผมนั้นมันมีคุณค่าพอ ๆ กับการที่ผมได้เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่ผมอยากไป และทั้งหมดก็คือคำตอบของคำถามที่ว่า ผมเชื่อหรือไม่เรื่องของการเดินทางของจิต

    Q : จะว่าไปแล้ว มีหลายคนบนโลกนี้ ที่มีชีวิตผูกติดอยู่กับการเดินทางบนวิถีซ้ำๆ และวนเวียนอย่างนั้นจนหมดลมหายใจ คุณเองเคยเป็นเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า แล้วคุณคิดจะหลีกหนีความจำเจเหล่านั้นอย่างไร
    A : หากเราหลีกหนีความจำเจหนึ่งเราก็จะได้พบกับความจำเจสอง และเมื่อเราหลีกหนีความจำเจสองในที่สุดเราก็จะพบกับความจำเจสาม เมื่อใดที่เราทนความจำเจสามต่อไปไม่ได้อีกเราก็จะหลีกหนีเพื่อไปพบกับความจำเจสี่ มันจะไม่มีวันจบสิ้น การหลีกหนีความจำเจของผมก็คือคิดเสียว่ามันไม่ใช่ความจำเจ แต่หากเมื่อใดทานทนต่อไปไม่ไหวผมก็จะอาศัยการเดินทางเพื่อไปเพิ่มพลัง และกลับมาหาความจำเจหนึ่งผู้เป็นที่รัก

    Q : ในการเดินทางที่จะทำให้เราได้พบกับเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต ไม่ทราบว่าคุณเก็บบันทึกการเดินทางเหล่านั้นอย่างไรบ้าง
    A : ผมบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ และเมื่อใดที่มันสุกงอม ผมจะแปรเปลี่ยนเรื่องราวความทรงจำเหล่าออกมาเป็นอักษรในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสั้นครับ

    Q : ภาพถ่ายของคุณ มีรอยยิ้มทุกรูปหรือไม่
    A : หากผมรู้ตัวว่าจะถูกถ่ายรูปผมจะยิ้มครับ

    Q : คุณคิดอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า “ภาพถ่ายทำให้คนตายกลับคืน” หรือ “อดีตแห่งความทรงจำที่ไม่มีวันตาย” คะ
    A : ภาพถ่ายทำให้ความทรงจำของผมหลั่งไหลจากที่กักเก็บ และมันไม่มีวันตายครับ

    Q : ประสบการณ์ชีวิตมากมายที่เราได้รับรู้ อาจหลงติดอยู่กับภาพถ่ายของการเดินทางในวันเก่า คุณเคยคิดย้อนกลับไปถึงวันวารเหล่านั้นไกลสุดนี่เกี่ยวกับช่วงเวลาไหน และเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรคะ
    A : ผมลองหลับตาและนึกถึง ผมเห็นภาพถ่ายวันรับปริญญาโทของพ่อครับ ผมจำได้ว่าขณะนั้นผมจะถ่มเลือดในปากออกมาอยู่แทบตลอดเวลา อาจเพราะผมเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กอายุไม่เกินหกขวบ ผมไม่รู้ว่ารับปริญญาคืออะไร ผมนั่งเฝ้าอยู่หน้าจอโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดสัญญาณภาพออกจากห้องประชุมที่ใช้เป็นที่พระราชทานปริญญาบัตร เมื่อมีคนเรียกชื่อของพ่อ ผมกระตุกแขนแม่และชี้ไปทางจอโทรทัศน์พร้อมทั้งตะโกนบอกแม่ว่านั่นพ่อ พ่อรับพระราชทานปริญญาบัตรแล้วเดินหายไปจากจอ แม่พยายามแกะมือผมออกจากแขน แสดงสีหน้าเหมือนว่าผมกำลังกระทำสิ่งใดผิด

    Q : ประสบการณ์เดินทางไกลสุดของคุณ คือไปจากบ้านถึงที่ไหนคะ
    A : ระยองครับ

    Q : ยังมีที่ไหนอีกคะที่คุณอยากจะไปให้ได้สักครั้งในชีวิต
    A : หลายที่ครับ ผมชอบภูเขา น้ำตก ป่าไม้ ยังมีอีกหลายที่ที่ผมอยากไปเหยียบสักครั้ง

    Q : ถ้าจะถามถึงการเดินทางของความคิด มันจะบรรเจิดในเวลาใดคะ คนบางคนเกิดขึ้นตอนเช้า บางคนเกิดขึ้นระหว่างถ่ายอุจจาระ และบางคนเกิดขึ้นระหว่างนอนหลับแล้วคุณล่ะ เมื่อใด
    A : สำหรับผมมันมักเกิดขึ้นได้ทุกขณะครับ มันสามารถแวบหน้าเข้ามาในห้วงความคิดได้ทุกเมื่อ ขึ้นอยู่ที่ว่ามันจะแวบมาเมื่อใด

    Q : ในความทรงจำของคุณ สถานที่ที่คุณไปครั้งที่ประทับใจที่สุดคืออะไร แล้วคุณเก็บเกี่ยวเรื่องราวอะไรกลับมาบ้าง อยากให้คุณเล่าถึงเรื่องที่คุณลืมไม่ลง ถือว่าเป็นสิ่งที่มากับการเดินทางของชีวิตสักหนึ่งเรื่องเด็ดค่ะ
    A : มันเป็นการเดินทางไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าครับ เราไปด้วยกันทั้งหมดสี่คน ทั้งหมดเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด เราเมามายและถ่ายรูปทีเผลอของแต่ละคน เสียงหัวเราะคงจะดังลั่นภู เจ้าป่าเจ้าเขาคงจะยิ้มมีความสุขไปกับพวกเรา รุ่งเช้าเราทั้งสี่เตรียมตัวกลับ แต่ด้วยเหตุที่ว่ามันยังเช้าเกินไปเราทั้งสี่จึงตกลงกันว่าจะไปเที่ยวกันต่อ ในอุทยานแห่งชาติยังมีที่เที่ยวอีกมากมาย ทั้ง ผาชูธง ลานหินปุ่ม ลานหินแตก เพื่อนของผมทั้งสามตกลงจะไปเที่ยวให้ครบ โดยที่ผมอาสาจะอยู่เฝ้ารถเพราะด้วยสภาพร่างกายของผมเองมันเป็นภาระแก่เพื่อนเสียมากกว่า แต่พวกมันยืนยันจะเอาผมไปด้วยโดยการแบกผมขึ้นหลังผลัดกันแบก พวกเราเดินไป แบกไป พักไปจนกระทั่งถึงผาชูธง เรานั่งนิ่งกันอยู่บนนั้นชมทิวทัศน์ และตกลงกันว่าไม่ควรแบกผมเดินต่อไปอีก แต่สำหรับผมเท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว ผมอิ่มกับคุณค่าของคำว่าเพื่อนแท้ แม้ว่ามันจะบ่นว่าหนักและเหนื่อยแต่มันก็ไม่เคยหยุดเดิน เราทำสัญญากันว่าทุกฤดูหนาวของทุกปีเราจะมาที่นี่อีกครั้ง กางเต็นท์นอน ร่ำสุรา รุ่งเช้ากลับบ้าน แต่มันคงเกิดขึ้นไม่ได้อีกแล้วเพราะเพื่อนคนหนึ่งของเราประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หากวันหนึ่งเราสามคนที่เหลือจะกลับไปภูหินฯ อีกครั้ง เราคงคิดถึงมัน แก้วเหล้าของเราจะมีสี่แก้วเสมอ

    * * *



    ความทรงจำที่ถูกขีดเขียนและจดบันทึกขึ้นมานั้น อาจไม่ใช่ทั้งหมดกับสิ่งที่เราได้พบได้เจอในเวลานั้น หากแต่เป็นสิ่งที่หัวใจคัดกรองแล้ว เราจึงพบว่า ความทรงจำของคน คือ การร้อยกรอง ร้อยเรียง เขียนขึ้นมาใหม่ เป็นการเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองในแบบฉบับที่เรากำลังทำความเข้าใจและรู้สึกในเวลานั้น ๆ เราจึงพบทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตาในมุมมองที่เราประทับใจที่สุด ชัดเจนที่สุด

    แนวคิดที่ว่า “การหลีกหนีความจำเจก็คือคิดเสียว่ามันไม่ใช่ความจำเจ” จึงน่าจะเป็นแนวคิดที่น่าลองมาปรับใช้ดูทีเดียว เพื่อที่ว่าบันทึกหน้าต่อไปของชีวิตจะมีหลากรสและชวนจดจำ นี่คืออีกหนึ่งปรัชญาจากพงไพรของนายพงษ์ปรัชญา.




    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]









    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com



    2007-07-01 00:15:49/

     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-07-01 09:40:41
    เรามีความหวังเล็กๆที่ว่า ความสามัคคีคือพลังประการหนึ่ง และการรวมตัวทำนิตยสารออนไลน์นี้ก็เป็นเครื่องบ่งชี้แล้วว่า นี่คือพลังเล็กๆที่เกิดขึ้นจากบ้านหนอน--และนี่คือความสุขอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นมาทุกๆ 15 วัน เราเหนื่อยไหม?

    ฉันดีใจที่เรายังยืนยันที่จะทำมันออกมา

    ขอขอบคุณพี่ไอซ์ ในคอลัมน์ก้าวต่อก้าว ด้วยนะคะ

    แล้วเราพบกันใหม่ปักษ์หน้า
     


    พุ่มฮัก
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย พุ่มฮัก   เมื่อ: 2007-07-01 10:20:32
    ตอนนี้อยู่หน้าคอมพ์ในห้องสมุดเล็กๆแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนฯนะ ขออนุญาตบรรณารักษ์เล่นเน็ตชั่วโมงนึง เข้ามาเจอเล่มนี้วางแผงพอดี เปิดผ่านๆก่อนนะครับ แต่ก็อ่านจบตั้งหนึ่งบทบรรณาธิการ ง่วงนอนเต็มที

    จะกลับมาและเล็ม

    ขอชื่นชมพี่ plin สำหรับความพิถีพิถันในการโพสต์ ชื่นชมท่านยางในการออกแบบปกทุกเล่ม และชื่นชมเพื่อนๆที่ช่วยกันขีดๆเขียนๆครับ
     


    คาใจ
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2007-07-01 22:42:23
    น่าชื่นชมมากเลยค่ะ ยิ่งอ่านก็พบว่า เรื่องราวและเรื่องในเล่มยิ่งสวยงาม
    ไม่ใช่มือสมัครเล่นเลยนะคะ ระดับโปรเลยนะนี่
     


    popo
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย popo    เมื่อ: 2007-07-01 22:50:53
    ขอบคุณนะคะที่มีสิ่งดีๆมาแบ่งปันให้พวกเราอ่านกัน.....
     


    คิทชา
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย คิทชา   เมื่อ: 2007-07-02 10:00:22
    จะตอบเมลตั้งหลายครั้งก็ไม่ได้ตอบเสียทีครับ
    เรื่องของเรื่องก็คือ เมลส่วนใหญ่ที่ส่งมา...ผมเปิดอ่านไม่ได้
    (ทั้งทีเปลี่ยนเป็นภาษาไทยแล้ว) ส่วนสาเหตุผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

    แต่เอาเป็นว่า ช่วงนี้พอเริ่มมีเวลาที่จะแวะเข้ามาได้บ่อยๆ ก็จะคอยตามข่าวอยู่เนื่องๆ ครับ



     


    Plin, :-p
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย Plin, :-p   เมื่อ: 2007-07-02 10:23:53
    คุณคิทชาใช้ hotmail version เก่าหรือเปล่า ถ้าใช้ จะเปิด mail ภาษาไทยจาก gmail และ windows live hotmail ไม่ได้

    วิธีแก้ง่ายมาก คือ ใช้ windows live hotmail โดยในหน้าจอ inbox ที่ list รายชื่อจดหมาย ทางซ้ายบนจะมี ป้ายเขียว ๆ ประมาณว่า ใช้ windows live hotmail

    ก็ click เข้าไป แล้วทำตามที่มันบอก ก็จะกลายเป็น windows live hotmail ก็จะอ่าน mail ไทยจาก gmail กับ windows live hotmail ได้ แล้ว

    ข้อเสียคือ mail ไทยที่คุณคิทชา ส่งให้คนอื่นที่ใช้ hotmail รุ่นเก่า เขาก็จะอ่านไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเขาไม่ได้เปลี่ยน
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-07-02 11:55:43
    แกะน้อยจะเข้าใจไหมนะ ว่ากระสาคิดถึง
     


    เลขาหญ่ายยย
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย เลขาหญ่ายยย   เมื่อ: 2007-07-02 20:41:46
    ถึงบางอ้อว่าทำไมคิทชาหายเงียบ

    อ่านไม่ออกก็ไม่บอก

    ปล่อยให้เป็นแม่สายบัวรอเก้อ
     


    ที่คั่นหนังสือ
    ความเห็นที่ 9

     
      ตอบโดย ที่คั่นหนังสือ   เมื่อ: 2007-07-03 05:18:23
    ยังแน่นด้วยคุณภาพนะครับ สวัสดีครับ
     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 10

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-07-05 22:54:12
    ชอบหนังสือที่คุณพลินแนะนำจังค่ะ จะพยายามหามาอ่านค่ะ

    เป็นกำลังใจให้ทีมงานทุกคนนะคะ...
     


    Plin, :-p
    ความเห็นที่ 11

     
      ตอบโดย Plin, :-p   เมื่อ: 2007-07-06 02:37:46
    ขอบคุณนะคร๊าบคุณ saranya_nok.worm

    จะบอกว่าเล่มนั้น ผมซื้อปี 2546 (พิมพ์ครั้งที่ 1) แต่อ่านไม่ได้ เพราะไม่ว่าง
    อ่านจบปี 2549 เดือนกรกฎาคม เพราะมีเวลาว่าง ๆ 1 wk

     


    นักโบราณคดี
    ความเห็นที่ 12

     
      ตอบโดย นักโบราณคดี   เมื่อ: 2007-09-15 16:57:04
    ยอดเยี่ยมมาก... มีเนื้อหาหลากหลาย
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   f62df993
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)