ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๕.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๕.-
 เมื่อ: 2007-07-15 00:21:47 
----
----ก้าวฯที่๑๕
----




Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








-
----มีอะไรในเล่ม :
-




  • คมคำ-คมความ

  • สืบศิลป์ : [กีรติ] นกเจ่า.. เจ้าบินมาแต่หนใด

  • ------------------------ ก้าวฯกวี ------------------------


  • ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] หนึ่งฉากของความสัมพันธ์

  • DekAd. : [Black&Pink] คิดคำเพื่อติด...

  • ๑๐๐ รูปแบบแนวคิดการใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] ตอนที่ ๒๙ และ ๓๐

  • ------------------------ ก้าวฯกวี ------------------------


  • ระเบียงใบไม้ : [ธุลีดิน] ปฏิเสธ!

  • กัดกับหมา : [ยามักการ] เกริ่นนำ

  • ก้าวต่อก้าว : [สารากร] สะกดสุขด้วยภาษา(ใจ) ของนายสน-ทะเล











  • [คมคำ-คมความ]



    “ต้องเขียนเพื่อสร้างสรรค์ ถ้าเขียนแล้วไม่มีสาระอะไรเลย สู้ไม่เขียนเสียดีกว่า”


    นิมิตร ภูมิถาวร




    [อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [สืบศิลป์] โดย กีรติ


    นกเจ่า.. เจ้าบินมาแต่หนใด




    ชื่อเรียกองค์ประกอบในสถาปัตยกรรมไทย นับว่า มีความสำคัญและน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เดิมทีอาจทราบที่มา และที่ไปของคำ ชื่อ เหล่านั้น แต่เมื่อผ่านเวลามาเนิ่นนาน ชื่อเรียกเหล่านั้นบางคำอาจสืบเค้าไม่ได้เลย แต่ถึงกระนั้น ชื่อเรียกเฉพาะในชิ้นส่วนต่างๆของอาคารก็ยังใช้อยู่เรื่อยมา

    เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ โดยเรียกรวมกันเป็นชุดส่วน ประกอบของหน้าบัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าบันพระอุโบสถ วิหาร ศาลา รวมไปถึงเวียงวังต่างๆ และเป็นที่ทราบกันดีว่า องค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ จะไม่ใช้เรียกเครื่องเรือน อย่างสามัญทั่วไป โดยสงวนไว้เรียกเฉพาะอาคารที่สร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนา และพระราชวังเท่านั้น สิ่งต่างๆเหล่านี้รวมอยู่ในส่วนที่เรียกว่า ‘เครื่องลำยอง’ องค์ประกอบที่สำคัญของสถาปัตยกรรมไทย

    เครื่องลำยอง คือชื่อเรียกองค์ประกอบรวมชุดหนึ่งที่ใช้ประดับปิดท้ายขอบหลังคาด้านสกัดของอาคาร คือในส่วนของหน้าบัน ประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และตัวลำยอง

    ช่อฟ้า คือ ส่วนที่อยู่บริเวณยอดสุดของหน้าบันทั้งสองด้านของอาคารในงานสถาปัตยกรรมไทย โดยมีรูปลักษณะคล้ายสัตว์ปีกจำพวกนก ครุฑ คือมีจะงอยปาก ตรงส่วนกลาง ส่วนปลายทำเป็นรูปเรียวโค้งปลายสะบัด โดยมากจะเป็นรูปร่างที่ตัดทอนความสมจริงออกแล้ว คงไว้ซึ่งเค้าโครงรูปนกเท่านั้น

    ใบระกา คือ ส่วนที่มีรูปทรงเป็นครีบที่มีลักษณะเรียว โค้งและปลายแหลมคล้าย ปลายมีด กลางครีบด้านหน้าถากเป็นสันนูน วางเรียงประดับตกแต่งอยู่ระหว่างช่อฟ้า และหางหงส์บนขอบสันบ่าด้านบนตลอดแนวของตัวลำยอง ในส่วนของใบระกานี้พบ ว่า บางแห่งใช้กระหนกรูปทรงต่างๆแทนครีบปลายแหลม

    หางหงส์ คือ ส่วนประดับรูปทรงคล้ายหงส์ติดอยู่ปลายด้านล่างของเครื่องลำยอง โดยมากมักทำเป็นรูปโครงของนาคสามเศียรซ้อนกัน แต่ยังพบว่าหางหงส์ของเครื่อง ลำยองบางชุด ปรากฏการนำนาคมาประกอบโดยทำเป็นเศียรนาคหนึ่งเศียรก็มี

    ตัวลำยอง คือ ส่วนขององค์ประกอบสำคัญของเครื่องลำยอง เป็นส่วนที่ใช้ยึด ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ โดยพาดอยู่บนหลัง ‘แป’ ทำหน้าที่ปิดเครื่องมุงหลังคาด้าน สกัด ด้วยลักษณะดังกล่าว ทำให้ตัวลำยองนี้คล้ายลำตัวของนาคที่เลี้อยรอบกรอบ ของหน้าบันซึ่งมีหัวอยู่ที่ส่วนที่เรียกว่าหางหงส์

    รูปแบบของเครื่องลำยองเหล่านี้เป็นที่คุ้นตากันดีอยู่แล้ว หากแต่ยังมีช่อฟ้าอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่น้อย นั่นคือ ‘ช่อฟ้านกเจ่า’



    ช่อฟ้านกเจ่า เป็นรูปแบบของช่อฟ้าชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายหัวนก สร้างอย่าง สมจริงมีจะงอยปากงุ้มแหลม และส่วนหัวเป็นเปลว

    โดยรูปแบบของช่อฟ้านกเจ่านี้ สร้างขึ้นในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เรียกได้ว่าเป็นแบบพระราชนิยม โดยปรากฏช่อฟ้าลักษณะนี้ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร

    นอกจากนี้ยังพบว่าหอพระคันธารราษฎร์ ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งสร้างขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ ๔ เพื่อประดิษฐานพระคันธารราษฎร์ และพระแท่นมนังคศิลาอาสน์ ของสมเด็จพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย ปรากฏช่อฟ้านกเจ่าที่เครื่องลำยองอันแสดงสัญลักษณ์ของศิลปะแบบพระราชนิยมด้วย

    ข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่งนั่นคือ การที่ช่อฟ้าที่เป็นเครื่องกระเบื้องปรากฏขึ้นมานั้น เห็นจะเกิดขึ้นในคราวแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ซึ่งมีความสนพระทัยในศิลปะแบบจีนมากเป็นพิเศษ เรียกว่าเป็นแบบพระราชนิยม ช่อฟ้ามักสร้างเป็นลายพฤกษาบ้าง ลายสัตว์มงคลบ้าง เพื่อเป็นการรักษาไม่ให้ช่อฟ้าเกิดความชำรุดอย่างที่สร้างจากไม้ในรัชกาลก่อนๆ

    มาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ดำหนิให้ทำช่อฟ้าลักษณะเดียวกันนี้ แต่ว่ามีความสมจริงมากขึ้น โดยสร้างเป็นรูปนกที่มีจงอยปากงุ้มแหลม เป็นสัญลักษณ์ นอกจากนี้ยังพบว่า ช่อฟ้านกเจ่า สร้างคู่กันกับช่อฟ้าเศียรนาคด้วยเช่นกัน ดังตัวอย่างที่วัดโสมนัสราชวรวิหารและที่วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร.



    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ก้าวฯกวี]


    บทเพลงแห่งวิหคลืมไพร



    ๑)

    สกุณานิราศร้าง

    รังนอน
    ถลาเร่พเนจรโลกกว้าง
    ไร้รังรักแรมรอนไร้หลัก
    ฤาจะคงเคว้งคว้างเร่ร้าง แรมนิรันดร์
    ..

    ใครกำหนดกฎเกณฑ์ไว้เช่นนี้

    ครบขวบปีปีกกล้าพาใจฝัน
    รู้ทะเยอทะยานอยากบากบั่นดันทุรังนิราศร้างตามทางใจ
    มีดวงฝันอันเลิศประเสริฐยิ่งกว่าความจริงที่ถูกทิ้งเอาไว้
    กว่ากลิ่นสาบคราบโคลนกลิ่นคราบไคลหวังถวิลกลิ่นใหม่ไกลกลิ่นโคลน
    เจ้าวิหคผกผินบินหลงฟ้าหกคะเมนตีลังกาท่าผาดโผน
    ดูห่างไกลกระไอดินกลิ่นอ่อนโยนของลอมฟางข้างโคนต้นสะเดา
    เมื่อกลิ่นฝันอันหอมได้หลอมรวมกับภาพฝันอันท่วมทับคนเขลา
    เกิดลำนำคำหอมกล่อมให้เนาแนบรอยเท้าก้าวต่อบริโภคนิยม
    ก้าวต่อก้าวราวหลงเป็นวงวนเจ้าสู้ทนจนผ่านทั้งหวานขม
    คว้าเพียงความว่างเปล่าเอามาชมนี่หรือความนิยมนิยามกัน
    ใครกำหนดกฎเกณฑ์ไว้เช่นนี้ ให้เซ่นพลีบูชาเงินตราสวรรค์
    ทิ้งเรือนรังหลังเก่าเนานานวันมาประจันผจญพเนจร
    ครั้งถึงคราวเจ้าวิหคตกจากฟ้าปีกเคยกล้ากลับล้าราแรงอ่อน
    ขับลำนำคำขานเป็นกานท์กลอนสะทกสะท้อนสะท้านสะเทือนใจ ฯ



    ณ เวียงบุณย์




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ฟากฟ้า..ทะเลฝัน] โดย โจนาธาน


    หนึ่งฉากของความสัมพันธ์




    ฉันยังคงมีชีวิตที่ราบเรียบไปในแต่ละวัน ไม่ได้คิดไม่ได้เขียนเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้เธอฟังด้วยว่าไม่อยาก-- หลายวันฉันอยู่อย่างสงบ ไม่ทุรนทุรายนักหรอกเพียงแค่รับรู้ว่าเธอยังคงอยู่ข้าง ๆ ฉัน

    แต่วันนี้มีเรื่องบางเรื่องที่อดเก็บเอาไว้โดยไม่เล่าให้เธอฟังไม่ได้

    มันก็เป็นทุกเช้าที่ฉันจะย้ายร่างมานั่งที่ริมทะเล มองฟ้ามองน้ำนึกคิดไปเรื่อยเปื่อยตามเรื่องตามราว เด็กน้อยเห็นฉันแล้วรี่เข้ามา-เหมือนทุกครั้งที่เขาเห็นฉันนั่นละ

    เขานั่งลงข้างฉัน เหลียวหน้าแลหลังลอกแลก ๆ

    “มองหาอะไร...” ฉันถามเขาแผ่วเบาในขณะที่สายตายังจ้องมองไปเบื้องหน้า

    “พี่ชายไม่กินเหล้าแล้ว?”

    เออ, ดูเขาถามฉันสิ แทนที่จะถามสารทุกข์สุขดิบ กินข้าวหรือยัง? หรือจะอะไรก็ตามแต่...

    “มันหมดแล้วต่างหาก”

    “ไม่ซื้อใหม่ล่ะ?”

    “ทำไม, ซื้อทำไม เธออยากกินหรือ”

    “เปล่า แค่สงสัยว่าทำไมพี่ชายไม่ดื่ม”

    “จะกินมันไปทำไมทุกวันล่ะ เหล้าน่ะกินทุกวันก็ไม่เป็นผู้เป็นคน”

    “เหมือนพ่อ, พ่อฉันกินทุกวัน”

    เออ, ดูสิ ฉันพูดไปโดยไม่คิดอีกแล้ว

    “ฉันขอโทษ, ฉันไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอย่างนั้นหมดทุกคนหรอกนะ”

    เขาเงียบ, ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรที่จะทำให้บรรยากาศดีขึ้น

    “ไม่ไปเรียน?”

    เขามองหน้าเหลือกตาทำหน้าทะเล้น “วันเสาร์นะพี่ชาย-วันนี้วันเสาร์”

    ฉันหัวเราะ เอามือขยี้ผมที่สั้นเกรียนของเขา “สากมือ เหม็นเขียว, วันเสาร์หรือ?”

    “ใช่! วันนี้มีหนังสืออะไรให้ฉันอ่านล่ะ” เขาว่าแล้วลุกขึ้นเดินเข้าบ้านพัก “พี่ชายกินกาแฟไหม?”

    ฉันไม่ตอบ, เขาชงกาแฟมาให้พร้อมชูหนังสือในมือ-มันเป็นหนังสือพิมพ์วรรณกรรมรายสัปดาห์

    “ถ้าหากคุณเกลียดใครสักคน ก็เพราะคุณเกลียดบางสิ่งบางอย่างในตัวเขา สิ่งนั้นย่อมเป็นส่วนหนึ่งของตัวคุณเองด้วย อะไรที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเรา จะไม่ทำให้เรารู้สึกได้”

    ฉันหัวเราะในความเข้าใจเลือกอ่านของเขา “เฮอมานน์ เฮสเส”

    “ใคร?”

    “นักเขียน กวี นักปรัชญา”

    “หืมมม” เขาเงียบ อ่านบทความนั้นในใจ สักพักจึงว่า “พี่ชายมีหนังสือของเขาไหม?”

    “ไม่มี ไม่เคยอ่าน เธออยากอ่านหรือ คงอ่านยากสักหน่อย สำนวนการแปลของนักแปลบางคนฉันเองยังอ่านไม่เข้าหัว”

    “งั้นเอาฉบับภาษาอังกฤษสิ” เขาว่า

    “เฮอะ, เธออ่านออกหรือ”

    “พี่ชายอ่านแล้วแปลให้ฉันฟังสิ”

    “มากไปหน่อยละ, ฉันไม่สันทัดสักเท่าไหร่หรอกนะภาษาพรรค์นั้นน่ะ”

    เขาเงียบ, อ่านหนังสือพิมพ์ต่อ

    “งั้นเอางี้ เอาเรื่อง ความตายอันแสนสุข มาอ่านก่อน เป็นสำนวนแปลนะ อ้อ แล้วไม่ใช่งานของเฮสเสหรอกนะ ของ อัลแบร์ กามู-หากว่าอ่านได้ฉันสัญญาว่าจะหางานของเฮสเสมาให้”

    “ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกพี่ชาย หนังสือที่นี่มีอีกตั้งหลายเล่มที่นี่ฉันยังอ่านไม่หมด, ไม่กินกาแฟล่ะ เย็นแล้ว”

    ฉันค่อย ๆ ละเลียดกาแฟ ส่วนเขาอ่านหนังสือเงียบ ๆ ต่อไป

    ฉันอยากให้เธออยู่ด้วยเสียจริง ๆ เธอจะได้พูดคุยสอนเขาเขียนบทกวี ส่วนฉันจะนั่งมองเธอ มองเขาแล้วเขียนเป็นเรื่องเรื่องหนึ่ง-เป็นเรื่องแห่งความสุข ที่มีมีหาดทราย ผืนฟ้า ท้องทะเลเป็นฉากประกอบเรื่องราว ●



    ด้วยความรักฯ
    โจนาธาน
    ก.ค.๕๐




    kaawss.jpg[อ่าน ฟากฟ้า..ทะเลฝัน ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [DekAd] โดย Black&Pink


    คิดคำเพื่อติด...



    นี่เป็นเหตุการณ์ของนางกระทิงสองตัว เอ๊ย ไม่ใช่ สองคน ที่ไม่ได้เจอกันนานน๊านนานนานมาก นานจริงๆ นานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน นานซะจนผมกดแป้นพิมพ์ที่ตัว น.หนูซะเมื่อยนิ้วไปเลย

    กระทิง
    ตัวที่ 1:
    ต๊ายยยยยย...อีจวบ ไม่เจอตั้งนาน หรูไฮ ขึ้นเยอะเชียวนะยะ ดู๊ดูสิ แต่งตัวซะ ฉ่ำสะมิหลา สงขลาปัตตานี แฟนตาซีภูเก็ต เริ่ดเลออลังการน่าดูเชียวหล่อน
    กระทิง
    ตัวที่ 2:
    ก็ไม่เท่าไหร่หรอกย่ะ เผอิญโชคดี ไปได้กระต่ายป่ามา อู๊ย...เล่นเอาชั้นล่ะโออิชิทุกคืน
    กระทิง
    ตัวที่ 1:
    ไปปาดหน้าเค้กคนอื่นเค้ามาอีกล่ะสิ
    กระทิง
    ตัวที่ 2:
    ใครบอกยะ ฉันก็ใช้ศิลปะซุงแหล บวกกับทำตัวเป็นมิสเปรู เท่านั้นแหล่ะ
    กระทิง
    ตัวที่ 1:
    ระวังให้ดีเถอะแก เด๋วจากกระต่ายป่าจะกลายพันธุ์มาเป็นลูกนายก
    กระทิง
    ตัวที่ 2:
    ว่าแต่ฉันเถอะ แล้วทีแกล่ะ ไปช่อราษฎร์นังเจิดมันมา นี่กำลังหาตัวให้ควั่กเลย
    กระทิง
    ตัวที่ 1:
    ใครว่าล่ะ นังเจิดมันผิดเองต่างหาก หน้าตาก็เหียก แต่งตัวก็สลิ่ม แถมยังทำตัว กทม. อีก นี่ๆๆ แกอย่ามาสะแอ๋งหน่อยเลย
    กระทิง
    ตัวที่ 2:
    โถ...อีนังสะดือด่วน อีดัดจร แกยังชิซุกะผุ้ชายเหมือนเดิมนะยะ
    กระทิง
    ตัวที่ 1:
    กรี๊ดดดด...อีนังสลัมบอมเบย์ ของอย่างนี้มันอยู่ที่ว่าใครจะออนป้าได้ก่อนต่างหาก แก่นเซี้ยวเยี่ยวราดไว้ก่อนได้เปรียบย่ะ...


    อืม...ผมอยากรู้ว่าท่านผู้อ่านเข้าใจบทสนทนาข้างต้นนี้ไหมครับ...ถ้าเข้าใจก็ดีไป ถ้าไม่เข้าใจ ก็ช่างมันเถิดครับระทมกบาลคุณเปล่า คือ จะบอกว่าบ่อยครั้งไปครับ ที่เราอาจจะเผลอใช้ หรือเคยใช้ คำพูดแปลกๆ หรือหลุดๆ คล้ายกับบทสนทนาข้างต้น บางคนถ้าเราสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เค้าก็จะเข้าใจ แต่หากคำที่เราใช้มันสื่อสารผิดกลุ่มล่ะ...การสื่อสารครั้งนั้นก็จะโมฆะไปโดยปริยาย และคนที่ควบคุมคำพูด คำบอกกล่าวนั้นให้ถูกก็คือ copywriter ครับ (เขียนให้ถูกต้องคือ copywriter นะครับ หาใช่ copy writer ไม่ เพราะมันจะแปลคนละความหมายไปเลย; อ้างอิงจากคุณกิตติกร หรือนามปากกาว่า “ครีเอทีฟหัวตีบ” อาจารย์คนแรกของผมครับ)

    หน้าที่ของ copywriter นี้มีไม่มากไม่มายครับ คือ เขียนๆๆๆๆๆ ตั้งแต่ข้อความโฆษณาทั้งในนิตยสาร บิลบอร์ด หรือ ในสตอเบอร์รี่ เอ๊ย สตอรี่บอร์ด จนกระทั่ง สคริปต์งานอีเวนท์ต่างๆด้วย copywriter จะทำงานคู่กันกับ Art Director ครับ หากว่า Art Director เป็นพวกเพ้อฝันคิดภาพสวยๆ copywriter นี่แหล่ะครับ จะเขียนคำเพื่อให้งานนั้นกลมกล่อมแลดูเข้าใจมากยิ่งขึ้น ดังนั้นผมจึงมีตัวอย่างโฆษณาที่ให้ความสำคัญกับการเขียนข้อความครับ




    เชื่อแล้วครับ ว่าเยอะจริงๆ




    สุดๆของการลดราคา...

    แต่ถ้าเป็นโฆษณาที่โชว์ความสามารถของ copywriter ได้เป็นอย่างดี ต้องเป็นโฆษณาทางสื่อวิทยุครับ เพราะนอกจากจะต้องเขียนสื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพแล้ว ยังต้องขายของได้ด้วย มีงานอยู่ชิ้นหนึ่งครับซึ่งคนเขียนนี่จัดได้ว่าอยู่ในระดับเทพมากๆ เป็นโฆษณาของ เทปเปล่าอัดเสียงยี่ห้อหนึ่งครับ ซึ่ง copywriter คนนี้เค้าใช้เสียง”เงียบ” มาใช้ในงานของเค้าครับ เพื่อหลอกคนฟังว่า วิทยุของเค้าเป็นอะไร ทำไมจู่ก็เงียบขึ้นมา แล้วซักพัก จึงค่อยมีเสียผู้ประกาศดังขึ้นมาประมาณว่า “ เงียบ...ไร้เสียงรบกวน ใช้ (ชื่อยี่ห้อของเทปเปล่ายี่ห้อนั้น)”

    อีกอย่างหนึ่งในหน้าที่ของ copywriter นั่นคือสรรหาคำฮิตติดปาก ให้มาใช้ในงานโฆษณาแล้วให้กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้รับสื่อนั้นจำได้ด้วย หรือถ้ายิ่งเป็น ทอล์กออฟเดอะทาวน์ ได้ก็ยิ่งดีครับ

    สุดท้ายนี้ ผมมีสุดยอดงาน ที่ได้รับรางวัล Grand Prix ในงานประกาศผลงานโฆษณา Cannes Lions Award 2007 เป็นโฆษณาของธนาคารแห่งหนึ่งในอเมริกาใต้ครับ ในคอนเซปต์ที่ว่า “พลังของมวลมนุษย์” สังเกตดีๆ บนบิลบอร์ดจะเห็นแผงพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ด้วย (ซึ่งจ่ายไฟให้กับชาวบ้านแถวนั้นได้จริงๆด้วยนะครับ) นอกจากจะเป็นไอเดียโฆษณาที่ดีแล้ว ยังช่วยเหลือสังคมได้อีก สุดยอดจริงๆ สมควรได้รับรางวัลนี้ครับ แถมไม่ต้องใช้แก๊สโซฮอลอีกต่างหาก




    แหล่งข้อมูลอ้างอิง
  • www.kosanathai.com

  • www.adintrend.com

  • www.canneslionslive.com




  • [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    อัมโปะ




    29. เราควบคุมสภาพแวดล้อมรอบตัวไม่ได้ บางครั้งจึงต้องพร้อมรับความเสี่ยง


    30. สภาพแวดล้อมรอบตัวเราเป็นสิ่งควบคุมไม่ได้ บางเวลาจึงต้องรอคอย



    [อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ก้าวฯกวี]


    ประชาธิปไตยจ๋า



      ไอ้โลกนี้ไม่มีหัวใจใครแน่นอน
      “ทุน” ก็ผลาญ “ทหาร” ก็ร้อนทนไม่ได้
      กระทำชำเราเธอเข้าไป
      จะเล็กหรือใหญ่เธอรับได้ทั้งนั้น

      ไอ้ฉัน...มีฟ้าเป็นมุ้ง
      ไอ้ยุง...ก็เป็นเพื่อนกัลล์
      มีดินเป็นเรือนใต้เดือน ดาว ตะวัน
      รักสมานฉันท์ฝันหวานต้องการเธอ

      ถ้าเปรียบดังสาวก็สาววัยกระเตาะ
      เป็นวัยขบเผาะอยากเจาะจนใจเพ้อ
      ยิ้มหน่อยนะจ๊ะยิ้มหน่อยนะเออ
      เหอ เหอ เหอ ยิ้มไม่ออกบอกถูกรังแก

      อย่าเชื่ออีกเลยหัวใจของพวกมนุษย์
      ยื้อๆยุๆฉุดน้องร้องหาแม่
      ปลิ้นปลอกหลอกลวงหวังทะลวงแท้ๆ
      น้องนางเลยแย่ร้องแงๆฮือๆโฮๆ

      ไม่เมาเหล้าแต่เราเมาประชาธิปไตย
      ขอส่งหัวใจไปปลอบไปโอ๋
      วันนี้ถูกซัดจนเซจนโซ
      พรุ่งนี้ต้องโต...เต็มใบ...ไชโยโฮฮือ!


    ขอทานข้างพานแว่นฟ้า



    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    leafterrace.jpg[ระเบียงใบไม้] โดย ธุลิดิน


    ปฏิเสธ!





    "ทำไมไม่ปฏิเสธพวกมัน?" ผู้เฒ่าถามเสียงเครือ

    "เอ่อ..." ฉันอึ้งไม่อาจหาถ้อยคำใดที่ตรงกับใจ เสียงผู้เฒ่าถามซ้ำ

    "ทำไม?"

    "ก็..เอ่อ.."

    "ทำไม?"

    "จะให้ปฏิเสธอย่างไร มองหาเหตุผลไม่เจอสักอย่าง
    ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของคนละแวกนี้เสียซ้ำ
    พวกเขาแค่บอกก่อนตามมรรยาท ปฏิเสธก็เหมือนไร้น้ำใจ
    ไร้เหตุผล...อีกอย่างผู้เฒ่าก็เติบต้นบนคันดินแนวแบ่งที่กับ
    ลุงเพิ่ม พวกเขาเป็นเพื่อนลุงเพิ่ม ไม่รู้สิ...ไม่รู้จะบอกอย่างไร"

    ฉันอธิบายเสียยืดยาวเพราะไม่รู้จะบอกให้รวบรัดได้อย่างไรจริง ๆ
    มองลำต้นผู้เฒ่ายามนี้ยิ่งสะทกสะท้อนใจ
    ฉันควรปฏิเสธพวกเขา...แต่เหตุผลล่ะ!

    พวกเขามากันสองคน หนึ่งหนุ่มหนึ่งชราในมือถือมีดกรีดยางคนละเล่ม
    บอกว่ามาจากผาสุข (ตำบลข้างเคียง) เป็นเพื่อนกับลุงเพิ่ม
    จะมาขอน้ำยางต้นโพธิ์ทะเลเพราะเห็นเป็นต้นใหญ่สุดในละแวกนี้

    ฉันเข้าใจว่าวิธีกรีดคงจะเหมือนกรีดยาง คือกรีดที่ลำต้นแล้วใช้ภาชนะ
    รองรับน้ำยาง ฉับบอก "ตามสบาย"
    จากนั้นก้มหน้าเขียนหนังสือต่อ ปล่อยให้สองคนจัดการธุระของตน
    เงียบเสียงไปสักพักได้ยินคนหนุ่มร้องว่า

    "มีรังนกเขา!"

    ฉันสะดุ้ง!

    หวังว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรพวกมัน
    ครอบครัวนกเขาอยู่กับฉันมานาน
    เราผ่านลมผ่านฝนมาด้วยกันจนเป็นเหมือนเพื่อนบ้าน
    ยามเช้าพวกมันส่งเสียงขันปลุกฉันจากโลกฝัน
    สาย ๆ ลงมาจิกกินแมลงในดงหญ้า
    พวกมันสอนให้ฉันรู้จักชีวิตคู่ที่สวยงาม
    ทั้งคู่หากินด้วยกัน อยู่ข้าง ๆ กันตลอดเวลา...

    ไม่มีเสียงตอบจากคนชรา

    คนทั้งสองเงียบไปพักใหญ่ ฉันได้ยินเสียงปีนต้นไม้
    แต่หาได้คิดออกไปดูด้วยจิตใจจดจ่ออยู่กับตัวอักษรตรงหน้า

    จนทั้งคู่กลับมาส่งยิ้มให้ฉันในมือชูก้อนกลม ๆ เล็ก ๆ สีขาวหม่น
    “ขอบใจมากได้แล้ว” คนชรากล่าว
    ฉันกวาดตามองให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้เอาเจ้าเพื่อนบ้านของฉันไปด้วย เอ่ยถามว่า

    “ไม่ทราบเอายางไปทำอะไร?”

    คนชรากล่าวตอบ

    “เอาไปดักนก”

    เอาไปดักนก! ฉันตกตะลึงพร้อมความสงสัยใคร่รู้

    “ก้อนยางกลม ๆ เอาไปดักนกได้อย่างไร?” ฉันถาม

    คนหนุ่มไม่ค่อยพูดจาคนชราดูจะเป็นคนช่างคุย

    “เอายางไปพันกิ่งไม้แล้วเอานกต่อไปยืนล่อ สักพักนก
    มันจะบินลงมาเกาะ ยางก็จะติดตีนบินหนีไม่ได้”

    “เหนียวอย่างนั้นเลยหรือ?”

    “ใช่”

    “แล้วลุงเอายางออกอย่างไร?”

    “ล้างน้ำ”

    ฉันพยักหน้าส่งยิ้ม แต่ในใจสะดุ้งผวา
    นี่ฉันกลายเป็นแนวร่วมทำลายนกในธรรมชาติไปแล้วหรือไร!
    ทั้งสองขอบใจแล้วกล่าวลา

    ฉันรีบลุกออกมาหลังกระท่อม เห็นผู้เฒ่าแล้วยิ่งสะดุ้งยิ่งผวา!

    ทั่วทั้งลำต้นกิ่งก้านผู้เฒ่าถูกกรีดเป็นรอยแผลเหวอะหวะ
    ขอบแผลปลิอ้าเห็นเนื้อไม้มีน้ำยางขาวเกรอะกรังราวคราบเลือดคราบน้ำตาผู้เฒ่า
    ฉันสำนึกผิดซ้ำสอง...หากผู้เฒ่ารู้ว่าพวกเขาเอาน้ำยางของแกไปดักนก
    แกต้อง...

    ฉันหลุบตาไม่อยากเห็นรอยแผลสด ๆ เหล่านั้น
    ก้มหน้าจะกลับเข้ากระท่อม แว่วเสียงผู้เฒ่า

    “ถึงไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร ก็ต้องหัดปฏิเสธไว้บ้าง!”

    ฉันชะงักหันกลับ ถามด้วยเสียงแผ่ว

    “รู้ใช่ไหมว่าพวกเขาเอาน้ำยางไปทำอะไร?”

    “รู้!..นั่นล่ะที่เสียใจ”

    ฉันพยักหน้าเดินกลับเข้ากระท่อม
    สักวันหากพวกเขาย้อนมาอีกฉันจะปฏิเสธ
    ปฏิเสธด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่มี
    ทั้งรู้ว่าในสายตาของพวกเขาจะไม่สมเหตุสมผลก็ตามที ●


    -ธุลีดิน-

    Picture : www.ics.uci.edu

    [อ่าน ระเบียงใบไม้ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [กัดกับหมา] โดย ยามักการ


    เกริ่นนำ

    สวัสดีนักอ่านที่รักทุกท่าน

    สมัยที่เรายังเป็นเด็ก ปู่ย่าตายายของเราเคยเล่านิทานให้ได้ฟังกัน และนิทานที่ผมชื่นชอบมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องที่สัตว์สามารถพูดภาษาคนได้ ไม่ว่าจะเป็นเสือ ช้าง ลิง กระรอก หนู แมว ฯลฯ พวกสัตว์นานาชนิดสามารถสนทนาโต้ตอบกับคนด้วยภาษาของคน มันน่าตื่นเต้นมากเลยใช่ไหมครับ ผมเคยสงสัยและถามปู่ย่าตายายของผมว่า สัตว์พวกนั้นมันสามารถพูดภาษาคนได้จริงๆหรือ หรือว่านั่นเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก ปู่ย่าตายายของผมยืนยันเป็นเสียงกันว่าทั้งหมดที่ท่านเหล่ามานั้นเป็นเรื่องจริง ผมจึงแย้งว่าแล้วเหตุใดผมจึงไม่สามารถสนทนากับสัตว์ได้ ท่านให้คำตอบแก่ผมว่าในยุคสมัยนี้สัตว์ไม่สามารถสนทนากับคนได้แล้ว เพราะคนได้รุกล้ำอาณาเขตของสัตว์มากเกินไปและยังทำร้าย ทำลายชีวิตสัตว์ด้วยวิธีการอันป่าเถื่อนและรุนแรง เวลาผ่านผันไปนับวันเป็นเดือน นับเดือนเป็นปี คนยังคงก่อความเดือดร้อนต่อชีวิตสัตว์มิได้หยุดหย่อน เหล่าสัตว์ทั้งหลายจึงประกาศปฏิญญาร่วมกันในหมู่ส่ำสัตว์ว่า นับจากเวลานี้ไปจนถึงวันดับสิ้นของโลกและแกแลกซี คนจะไม่มีวันได้ยินสัตว์พูดภาษาคนอีกต่อไป เป็นอันว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนกับสัตว์จึงมีอันยุติลงไปพร้อมกันเมื่อปฏิญญาของสัตว์ถูกป่าวประกาศออกไป

    วันเวลาผันผ่านจนผมเติบใหญ่ตัวเลขแสดงอายุเฉียดใกล้เลข ๓๐ เข้าไปทุกขณะหายใจเข้าออก วันหนึ่งวันนั้นวันที่ผมจะไม่มีวันลืมการเริ่มต้นสนทนาระหว่างเรา มันเป็นค่ำคืนหนึ่งหลังห่าฝนที่โปรยลงมาอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น หลังหยาดฝนเม็ดสุดท้ายหล่นแหมะลงบนพื้นโลก ทุกสิ่งดูคล้ายจะไม่มีการเคลื่อนไหว นิ่งสงัดอยู่ในความมืดแห่งห้วงราตรีกาล ผมออกมายืนสูบบุหรี่ที่เฉลียงหน้าบ้านเหม่อมองออกไปในความมืดมิด ไม่มีแสงไฟจากเสาไฟต้นหน้าบ้าน ความมืดมน,อนธการ คลี่คลุมไปถึงแห่งหนไหนผมไม่อาจทราบได้ แต่ที่ผมพอจะทราบนั่นคือขณะนั้นไฟฟ้าดับ อาจจะเป็นเพราะลมแรงได้หักโค่นกิ่งไม้ให้หล่นลงมาพาดสายไฟฟ้าและก่อให้เกิดความเสียหาย

    ควันบุหรี่ลอยม้วนเคลื่อนหายไปในความมืด ผมกดปลายมวนบุหรี่ขยี้ที่ส้นรองเท้าและโยนทิ้งข้ามรั้ว และในขณะที่ผมกำลังจะขยับตัวหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน ผมก็ได้ยินเสียงเรียกนั้น

    “เฮ้ย...เฮ้ย”

    ผมหันกลับไปมองตามต้นทางเสียง ผมเห็นหมาไทยพันธุ์ทางตัวหนึ่งยืนเปียกซกอยู่หน้าประตูรั้ว มันอ้าปากยาวยื่นของมันและเปล่งเสียง

    “เฮ้ย...เฮ้ย”

    ผมพยายามปรับสายตาในความมืดเพ่งจ้องให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง มันยังคงเป็นหมาไทยพันธุ์ทางแต่ทำไมมันไม่เปล่งเสียง ‘โฮ่ง’ ไอ้หมาตัวนี้มันเ**เสียงแปลกๆ ผมได้แต่คิดในใจและกำลังจะเข้าบ้าน

    “เฮ้ย...เฮ้ย...ผมเรียกคุณไม่ได้ยินเสียงเรียกของผมบ้างเหรอ”

    ผมหันไปมองตามต้นทางของเสียงอีกครั้ง และมันยังเป็นหมาไทยพันธุ์ทางตัวเดิม

    “เฮ้..คุณนั่นแหละ ผมอยากจะถามว่าไฟจะดับอีกนานไหม”

    ผมได้แต่เพียงกระพริบตาปริบๆ พยายามขยี้ตา เพื่อปรับสายตาให้มองได้อย่างชัดเจน แต่ทว่ามันก็ยังคงเป็นหมาไทยพันธุ์ทางตัวเดิม ให้ตายเถิดหมากำลังพูดกับผม ผมไม่ได้ดื่มสุราจนเมามายและที่สำคัญผมไม่ได้เสพยาเสพติด แม้สติของผมจะล่วงลงสู่ปลายเท้าและระบบประสาททุกส่วนยังคงทำงานได้อย่างเป็นปกติ ผมได้ยินและได้เห็นหมากำลังพูดกับผม

    นั่นแหละครับเป็นจุดเริ่มต้นการสนทนราระหว่างเรา มีเรื่องราวมากมายที่หมาได้พูดให้ผมฟัง เรื่องราวที่น่าจะหยิบเอามาเขียนเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกที่บางครั้งคนเราละเลย จนกระทั่งไม่รู้สึกรู้สาไปเสียแล้ว

    หวังว่าคุณผู้อ่านที่รักคงไม่ว่า หากบางครั้งปากหมาจะทำให้คุณสะดุ้งสะเทือน!!



    ด้วยความเคารพ
    ยามักการ






    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


    สะกดสุขด้วยภาษา(ใจ) ของนายสน-ทะเล




    ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวจนะภาษา หรืออวจนะภาษา ล้วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้น คือการใช้ นั่นคือเราจะใช้อย่างไรให้เกิดคุณค่า และประโยชน์สูงสุด การใช้ภาษาไทยในบ้านเมืองเรา มีการพัฒนาไปไม่มีวันหยุด คำใหม่ๆผุดโผล่ขึ้นมาทั้งจากความคะนอง และสภาวการณ์ของสังคม ถึงกระนั้น มันก็เป็นภาษาไทย

    เฉกเช่นเดียวกันกับภาษาในแต่ละภูมิภาคของไทย ที่จะออกสำเนียงต่างกันไปตามท้องถิ่น ด้วยสำเนียงที่ว่านี้ เป็นการแบ่งว่า ใครคนใดมาจากภูมิลำเนาไหน แต่นี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญในการสื่อสาร เพราะใจความที่แท้คือสิ่งที่กล่าวออกมา และสิ่งที่สื่อสารออกมาเสียมากกว่า ที่มีความสำคัญยิ่ง

    ก้าวต่อก้าวฉบับนี้ ได้ชักชวนคนหนุ่มจากแดนใต้มาร่วมสนทนากันถึงภาษา และการสื่อสาร เราอาจค้นพบว่า มนุษย์นั้น ล้วนสื่อสารกันด้วยภาษาเดียว เขาคนนั้น คือ นายพิเชษฐ์ เหมนุกูล หรือที่เราชาวหนอนรู้จักเขาในนาม สน-ทะเล ชายหนุ่มวัย ๒๓ ปี ผู้เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากสาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จังหวัดสงขลา และ ตอนนี้เขากำลังทำงานในตำแหน่งสถาปนิกประจำสำนักงานแห่งหนึ่ง จังหวัดภูเก็ต เราได้ทำความรู้จักเขา ผ่านภาษาไทยที่ติดสำเนียงทองแดงกันบ้าง (ลองจินตนาการเวลาคนเขาแหลงใต้ประกอบ)



    Q : คุณคิดว่าการสื่อสารของคนเรา มีกี่ช่องทางคะ

    A : ในความเข้าใจของผมคิดว่ามันมีหลายหนทางนะครับ ในการสื่อสารกันของมนุษย์เรา ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การพูด การใช้สายตาหรือแม้กระทั้งการใช้มือเป็นตัวสื่อสาร แต่สำหรับผมแล้วคิดว่าการพูดน่าจะเป็นการสื่อสารที่ได้ประสิทธิผลที่สุด และเร็วกว่าการมานั่งเดาใจกัน โดยส่วนตัวผมคิดว่าการไม่พูดหมายถึงคุณไม่มีปัญหาอะไร คุณอาจกำลังคิดอะไรเพลินๆในโลกส่วนตัวของคุณ

    Q : ภาษาเป็นสิ่งที่เราใช้เชื่อมต่อชีวิตของกันและกัน คุณมีความคิดเห็นอย่างไร หากเราคุยกันคนละภาษา แต่ว่าเราต้องมาอยู่ร่วมกัน

    A : ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทายนะครับ อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาที่เราใช้อยู่ อาจจะสื่อสารกันลำบากหน่อยแต่เราก็มีตัวช่วยอื่นที่ทำให้มันง่ายขึ้นนั่นก็คือรอยยิ้มไงครับ ในชีวิตจริงผมเจอะเจอกับเหตุการณ์แบบนี้อยู่บ่อยๆ อย่างน้อยก็ในที่ทำงานที่พนักงานส่วนมากใช้ภาษายาวีในการสื่อสารกัน หรือเวลาพรีเซ็นต์งานกับลูกค้าก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษเพราะลูกค้าทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ นี่ไม่รวมถึงแรงงานต่างด้าวที่หน้างานก่อสร้างอีกกลุ่มนึง สิ่งเหล่านี้มันเหมือนกับเป็นตัวกระตุ้นให้เห็นถึงความสำคัญของภาษาในการสื่อสารมากยิ่งขึ้นครับ

    Q : คุณใช้ภาษาอะไรได้ดีเยี่ยมที่สุดคะ

    A : ผมเป็นคนไทยนะครับ แม้ว่าจะไม่ได้นับถือศาสนาพุทธแต่ผมก็ใช้ภาษาไทยมาตลอด ผมว่าอักษรไทยเป็นอักษรที่สวยนะครับและเราก็มีภาษาเป็นของตัวเองด้วย อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจไม่น้อยเลยสำหรับคนไทยทุกคน

    Q : ภาษาราชการของประเทศไทย คือภาษาไทย ไม่แน่ใจว่า ภาษาไทยที่ว่านี้จะหมายรวมเฉพาะภาษาไทยภาคกลางหรือไม่ ในฐานะที่คุณเป็นคนต่างจังหวัด เคยคิดไหมว่า เราออกเสียงไม่เหมือนคนอื่นๆ แล้วเราอาจต่างจากคนอื่นๆไหมคะ

    A : ไม่รู้สึกแตกต่างนะครับเพราะเราก็ยังสื่อสารกันได้อยู่ การที่สำเนียงภาษาแตกต่างกันออกไปแต่ละภาคผมว่ามันเป็นเอกลักษณ์ที่มีอยู่ในแต่ละคนอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใดในการสื่อสาร ผมมองว่ามันเป็นอะไรที่น่ารักออกครับ การที่คนใต้พูดกลางติดทองแดงหน่อยๆ อาจจะโผงผางไปนิดแต่ผมว่ามันดูจริงใจดีนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดจะอยู่ที่เนื้อหาที่เค้าคนนั้นพูดออกมามากกว่าครับ

    Q : คุณสามารถท่อง ก.ไก่ถึง ฮ.นกฮูกได้ทันทีหรือเปล่า มีหลายคนเหมือนกันน่ะค่ะ ที่ท่อง ก.ไก่ ไม่ถึง ฮ.นกฮูก เสียที วนอยู่ตรง น.หนู บ.ใบไม้ อยู่หลายหน คุณเองเป็นไหมคะ ดิฉันเคยเป็นค่ะ

    A : ผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ท่อง ก-ฮ ไม่จบครับ หากจะท่องให้จบก็คงต้องท่องเป็นเพลงแบบ ก.เอ๋ย ก.ไก่ ข.ไข่ในเล้า ฃ. ของเรา อะไรแบบนั้นล่ะครับ ไม่งั้นก็ท่องไม่จบเหมือนกัน จริงๆแล้วผมอยากให้มีเวอชั่นอื่นๆบ้าง เราน่าจะคิดเวอชั่นที่มันจำง่ายกว่านี้อีกนะครับ เผื่อคนรุ่นหลังจะได้ไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นๆกันอยู่ตอนนี้

    Q : คิดอย่างไรกับแบบเรียนภาษาไทยที่เราเคยเรียนมา ที่ว่ามีการท่อง อาขยาน หรือว่า บังคับให้อ่านหนังสือนอกเวลาทุกเทอมคะ

    A : ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ดีนะครับเพราะว่าในช่วงที่เด็กยังอายุน้อยๆอยู่เค้าอาจจะยังไม่ได้เกิดความสนใจ หรือรักในการอ่าน การที่บังคับให้เค้าท่องจำหรืออ่านหนังสือนอกเวลา จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เค้าเห็นในสิ่งที่เค้ายังไม่รู้มาก่อน อย่างน้อยเค้าก็จะได้อ่านหนังสือคล่องขึ้นโดยที่เค้าไม่รู้ตัว ส่วนเรื่องจะทำให้เค้ามีนิสัยรักการอ่านหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า เค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีๆจากหนังสือเล่มแรกของเค้าหรือปล่าว หากเค้าอ่านแล้วรู้สึกสนุกและหนังสือนั้นมีเนื้อหาสาระแฝงอยู่ก็อาจจะทำให้เค้ากลายเป็นคนใฝ่รู้และรักการอ่านได้ในที่สุดครับ

    Q : อาขยานบทไหนที่คุณยังจำมันได้ดีบ้างคะ

    A : มาทบทวนดูแล้ว คงไม่มีแล้วล่ะครับ จะมีบ้างแต่ก็คงท่องได้ไม่จบ

    Q : คุณพูด ร.เรือ ล.ลิง ชัดเจนดีอยู่หรือเปล่า มีเพลงกระดกลิ้นของ คุณป้างที่มีเนื้อหาว่า พูด ร.เรือไม่ค่อยชัด กระดกลิ้นไม่ค่อยได้ อย่างนี้ถือว่าเป็นอารมณ์ขันของเนื้อเพลง แต่ว่า ในการใช้ภาษาไทย เรื่องนี้สำคัญมากไหมคะในความคิดของคุณ ที่ว่าเราต้องแยกแยะให้ออกว่า ตัวไหน ร.เรือ ตัวไหน ล.ลิง

    A : จริงๆแล้วผมเป็นคนที่พูด ร.เรือ ล.ลิงชัดมากครับ มานั่งคิดทบทวนดูอีกทีผมอาจจะได้พื้นฐานตรงนี้มาจากภาษาอาหรับ ในสมัยตอนที่ยังเป็นเด็กการที่ได้เรียนในโรงเรียนสอนศาสนาจะมีการให้อ่านภาษาอาหรับเพราะว่าคัมภีร์ที่ให้อ่านนั้นทั้งหมดจะเป็นภาษาอาหรับและผมรู้สึกว่าภาษาของเค้าเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนเหมือนกันมีการออกเสียงที่ยากพอสมควร หากออกเสียงเพี้ยนนิดเดียวก็ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป เช่นเดียวกันกับภาษาไทยนะครับ และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญมากด้วยเช่นกัน หากเป็นการพูดกันเล่นๆในชีวิตประจำวันก็คงไม่เป็นไรแต่หากว่าคุณต้องสวดมนต์หรืออ่านอะไรที่มันเป็นพิธีรีตองก็คงจะก่อให้เกิดผลเสียได้อย่างมากเหมือนกันเพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราควรใช้ภาษาให้ถูกต้องหรือให้เกิดความเคยชินไว้น่าจะปลอดภัยกว่านะครับ

    Q : คุณคิดว่าคุณแม่นไวยากรณ์ภาษาไทยไหมคะ

    A : แต่ก่อนคิดว่าแม่นนะครับแต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะแน่ใจแล้ว อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมหรือสิ่งพิมพ์ต่างๆที่มีการใช้คำ เล่นคำ ยำคำกันซะมั่วไปหมด จนบางครั้งมันดูกลืนสิ่งที่ถูกต้องไป เหตุการณ์แบบนี้ทำให้ผมสับสนอยู่เหมือนกัน เลยไม่ค่อยจะแน่ใจซักเท่าไหร่แล้วครับ

    Q : คุณเคยบอกว่าคุณฟังภาษายาวีได้ อยากให้ยกตัวอย่าง คำและความหมายสักหน่อยน่ะค่ะ

    A : คำแรกเลยที่ผมเข้าใจนั่นก็คือ ซายา กาเซะ ลีมอ แปลว่า ผมรักคุณ ตอนนั้นมันเป็นอะไรที่ติดตลกกันมากกว่าในกลุ่มเพื่อนๆ เหมือนที่เราดูทีวี เวลาที่นักร้องต่างชาติมาแสดงคอนเสิร์ตในประเทศไทย รู้สึกว่าพิธีกรบนเวทีชอบให้นักร้องซุปเปอร์สตาร์เหล่านั้นพูดคำว่าฉันรักคุณ และเสียงกรี๊ดก็จะดังกระหึ่มไปทั้งศูนย์ประชุมแห่งชาติ ดูๆไปผมว่ามันก็ตลกเหมือนกัน ทำไมเราไม่สอนให้เค้าพูดคำอื่นกันบ้างแต่ก็มาเข้าใจจนได้เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของเพื่อนที่ใช้ภาษายาวี คำแรกที่สอนให้พูดก็เลยเป็นคำๆนี้เช่นกัน หลังๆก็เริ่มมีคำว่า มากันนาซิ แปลว่ากินข้าวมั้ย เนาะตีโดซานิแปลว่าจะนอนล่ะ จะนอนที่นี่อะไรประมาณนั้นนะครับ เวลาผ่านไปก็เริ่มเข้าใจไปเองหรือถ้าไม่เข้าใจก็จะพูดภาษาไทยใส่ผมเลยครับ

    Q : ในความคิดของคุณ ภาษาในท้องถิ่นของคุณเอง มีความหลากหลายเสียจนทำให้เกิดความแตกต่างกันหรือไม่

    A : ไม่นะครับผมเกิดมาในสังคมทุกคนใช้ภาษาไทยล้วนครับ

    Q : อยากลองหัดภาษายาวีบ้างไหม

    A : ตอนนี้ก็ฟังๆอยู่ครับเพราะว่าเป็นเพื่อนในที่ทำงานเหมือนกันก็คิดว่าจะศึกษาไปพร้อมๆกับภาษาอังกฤษด้วยเพราะเป็นภาษาที่ต้องใช้สื่อสารกับลูกค้าอยู่แล้วครับ

    Q : คุณคิดว่า ภาษาไทยนี้เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยหรือไม่ แล้วเอกลักษณ์ที่ว่านี้ ควรมีสำเนียงเป็นอย่างไร

    A : แน่นอนครับ ผมว่าเป็นเอกลักษณ์ที่น่าภาคภูมิใจมากเลยล่ะ เพราะว่าเป็นภาษาของเราเอง การที่ชนชาติใดชนชาติหนึ่งคิดค้นภาษาขึ้นมาใช้ผมว่ามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับทุกคนในชนชาตินั้นและเราทุกคนควรที่จะภูมิใจและใช้ภาษาให้ถูกต้อง เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับชนรุ่นหลังและคนอื่นที่ไม่ได้ใช้ภาษาเดียวกับเรา ส่วนเรื่องสำเนียงผมว่าไม่สำคัญ ไม่ว่าจะสำเนียงติดไปทางภาคไหน สุดท้ายมันก็คือภาษาไทยเหมือนกันนะครับ

    Q : มีภาษาหนึ่ง ถือว่าเป็นภาษาสากลก็ว่าได้ นั่นคือภาษามือ คุณคิดอย่างไร ถ้าเราจะต้องสื่อสารกันด้วยภาษามือ ลองจินตนาการเหตุการณ์หน่อยได้ไหมคะ เอาเรื่องใกล้ๆตัวคุณก็ได้ ว่าเราลำบากขึ้นไหม หรือว่าสบายขึ้นกว่าเดิม

    A : ผมว่าน่าจะสบายขึ้นกว่าเดิมนะครับ และอาจทำให้คนเราได้คิดอะไรเยอะขึ้นด้วยก่อนที่จะสื่อสารออกมา บางครั้งหากเราพูดออกมามันก็ง่ายที่จะเกิดความผิดพลาดเพราะการเปล่งเสียงพูดออกมานั้นมันง่ายและเร็วเกินกว่าที่สมองจะทันได้กรองคำพูดเหล่านั้น จนบางครั้งคำพูดอาจก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจะเกิดประสิทธิผลในทางที่ดีครับ อีกอย่างโลกคงเงียบและไร้คำหยาบหรือคำนินทาไปเลย ผมยังนึกไม่ออกว่าหากใช้ภาษามือในการนินทา จะต้องใช้มืออย่างไร คงจะแปลกพิลึกนะครับ

    Q : คำกล่าวที่ว่า คำพูดของคน ดุจดั่งลูกศร เมื่อยิงไปแล้ว ไม่อาจหวนกลับมาแก้ไขข้อผิดพลาดได้ เป็นข้อเตือนใจให้เราระวังในการใช้ภาษา คุณเห็นด้วยไหมคะ

    A : เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ โดยส่วนตัวผมแล้วก็เคยผิดพลาดกับการใช้คำพูดมาเยอะ บางครั้งพูดไปแล้วก็ทำไม่ได้อย่างที่พูด หรือพูดไปโดยไม่คิดก็อาจทำให้อีกฝ่ายเกิดความเสียใจได้ เป็นการดีถ้าหากว่าก่อนพูดเราจะใช้เวลาคิดให้นานขึ้นอีกสักนิดเพื่อลดความผิดพลาดให้น้อยลงนะครับ

    Q : เคยผิดใจกันเพราะสื่อสารผิดพลาดไหมคะ

    A : มีแน่นอนครับ ผมว่าเหตุการณ์แบบนี้น่าจะเกิดขึ้นกับทุกคนได้เหมือนกัน ทางที่ดีควรจะใจเย็นและค่อยหาเวลาคุยกันใหม่อีกทีน่าจะดี บางครั้งเราอาจจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในการสื่อสารด้วย ที่ๆสงบกว่าเป็นที่ๆสื่อสารกันง่ายกว่าอยู่แล้ว

    Q : ปัจจุบัน คำใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย เป็นคำศัพท์ที่แปลกหู และดูเหมือนว่าจะเฉพาะกลุ่ม คุณคิดอย่างไร กับการที่ราชบัณฑิตยสถาน จะบรรจุคำเหล่านั้นไว้ในพจนานุกรม(ฉบับวัยโจ๋)

    A : ไม่รู้สิครับ ผมไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องนี้เท่าไหร่ถ้าอยากจะบัญญัติคำใหม่ลงไปมันก็เป็นสิ่งที่ดี คนรุ่นหลังจะได้รู้ถึงที่มาที่ไปของคำเหล่านั้นได้

    Q : คุณอยากให้ในพจนานุกรมภาษาไทย มีอะไรเพิ่มเติม นอกจากคำศัพท์ และความหมายคะ

    A : อยากให้มีภาพประกอบเยอะๆครับ ผมว่าภาพทำให้เข้าใจความหมายได้มากกว่าตัวหนังสือ

    Q : จากที่มีการรณรงค์ให้คนไทย ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง โดยรวมไปถึงหลักการใช้ การออกเสียง เพื่อความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ คุณคิดว่าความเป็นไทย อยู่ที่ไหน ใช่ภาษาหรือเปล่าคะ

    A : ภาษาก็มีส่วนนะครับแต่ผมว่าเป็นวิถีชีวิตมากกว่าที่จะสะท้อนความเป็นไทยได้ชัดเจน ผู้คนที่อาศัยอยู่ทุกหนทุกแห่งบนโลกใบนี้ต่างก็มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไปตามสภาวะแวดล้อมที่ตนอาศัยอยู่ ผมคิดว่าคนไทยก็มีเอกลักษณ์ในการดำรงชีวิตที่น่าสนใจไม่แพ้ชนชาติอื่นในโลกนี้ โดยเฉพาะวิถีชีวิตที่สมัยปู่ย่าตายายปฏิบัติสืบต่อกันมา การสร้างอาคารบ้านเรือนที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ลมฟ้าอากาศของประเทศไทย อาหารการกินที่มีส่วนผสมของสมุนไพรอยู่เยอะแยะ สิ่งเหล่านี้ผมว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันความเป็นไทยได้มากกว่าสิ่งอื่นนะครับ ในเมื่อสิ่งดีๆมีอยู่รอบๆตัวเราก็เลยทำให้คนไทยมีรอยยิ้มเจืออยู่บนใบหน้าเป็นที่รู้กันของชาวต่างชาติถึงอัธยาศัยและไมตรีจิตอันดี

    Q : ถ้าจะให้พูดภาษาไทยเป็นคำสุดท้าย คำที่อยากพูดคือคำว่าอะไรคะ

    A : ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่งครับ ผมยังจำได้อยู่



    ---



    จะแหลงใต้ ว่าวอิสาน อู้กำเมือง หรือจะพูดกันชัดๆในภาษากลาง คงต้องขอกล่าวคำว่า “สวัสดี..ภาษาใจจะหลอมรวมเราเป็นหนึ่ง” คุณว่าจริงไหม. แล้ว

    อย่าลืมกระดกลิ้นทุกครั้งที่พูดคำว่า “รัก” นะคะ.




    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]









    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com


    2007-07-15 00:21:47/

     


    คาใจ
    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2007-07-15 00:37:02
    มาอ่านแล้วนะคะ มาอ่านก่อนนอน
    ยั่งกะดื่มแบนด์ซะงั้น !!!

    (เรื่องพี่ยาง ตอนแรกนึกว่า จะเอาเรื่อง พจนานุกรมของเหล่าพี่ๆ...
    มาเล่าเป็นเรื่องซะเเล้ว)
     


    โอตะ
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย โอตะ   เมื่อ: 2007-07-15 02:38:36
    นอนไม่หลับครับ...
    เดี๋ยวคืนนี้จะอ่านให้ครบทุกตอน
    (^_^)
     


    รส
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย รส   เมื่อ: 2007-07-15 22:33:20
    นอนไม่หลับเดียวจะอ่านให้หมดเลยค่ะ
     


    รส
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย รส   เมื่อ: 2007-07-15 22:34:00
    นอนไม่หลับเดียวจะอ่านให้หมดเลยค่ะ
     


    รส
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย รส   เมื่อ: 2007-07-15 22:34:25


    นอนไม่หลับเดียวจะอ่านให้หมดเลยค่ะ
     


    สารากร
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย สารากร   เมื่อ: 2007-07-15 22:59:18
    ขอบคุณมากเลยครับคุณรส
     


    nena
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย nena   เมื่อ: 2007-07-16 12:35:59
    ครบเครื่อง เช่นเคยกับทุกคอลัมภ์

    * * *
    ไม่ได้แตะสืบศิลป์หลายฉบับเลยค่ะ ฉบับนี้เจอเรื่องคาใจพอดีเลย .. เครื่องลำยอง
    ฝากตรงรูปนิดนึงน่ะค่ะ อยากรู้ว่า เป็นช่อฟ้านกเจ่า ของอุโบสถ วัดใดเอ่ย?
    * * *
    วิหคลืมไพร โดยณ เวียงบุณย์
    เชือนความรู้สึกของนกในดงปูนอย่างเรา ซะสะเทือนเลยค่ะ
    ชื่นชมการเรียงร้อยคำ ร้อยกรองทั้งสองส่วน รวมกันอย่างลงตัว สวย
    * * *
    คุณขอทานข้างพานแว่นฟ้า (ชื่อเจ๋งชะมัดเลย) ซี๊ดเชียว
    เมาประชาธิปไตยนี่เป็นอย่างไรกันนะ ?
    * * *
    How to ของคุณอัมโปะ เด็ดเหมือนเคย
    ลายเส้นกับรูปคำ สุดยอดค่ะ เชื่อไหมว่า ทำเอาคนอ่านต้องเลื่อนเม้าท์ไปมาระหว่างสองรูปคำและความนี้ คันกบาลดีค่ะ

    ..เราควบคุมสภาพแวดล้อมรอบตัวไม่ได้ บางครั้งจึงต้องพร้อมรับความเสี่ยง..

    ..สภาพแวดล้อมรอบตัวเราเป็นสิ่งควบคุมไม่ได้ บางเวลาจึงต้องรอคอย..

    ปล. เมื่อไหร่จะรวมเล่มคะเนี้ย จะจองอย่างด่วนเลย! :)-
    * * *
    กัดกับหมา ของ ยามักกร
    สไตล์การเขียนเรื่องสั้นแบบนี้ นึกถึงพงษ์ปรัชญาขึ้นมาเหมือนกันนะ
    เป็นเรื่องสั้นที่ใช้ภาษาง่ายๆ อ่านลื่นดีคะ แต่ต้องระวังตัวนิหน่อยเพราะ
    เดี๋ยวจะแอบถูกกัดเอาได้ :)

    อ้อ!มีคำตกหล่นช่วงต้นเรื่องค่ะ
    ปู่ย่าตายายของผมยืนยันเป็นเสียงกันว่า--->ปู่ย่าตายายของผมยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า

    จุดเริ่มต้น ของที่มาว่า ปากหมา หรือเปล่า ไม่สะดุ้งหรอกค่ะ
    แต่สะเทือนหัวนิดหน่อยเพราะอยากคุยด้วยน่ะ
    หมาอะไรเนี้ย เ**ดัง เฮ้ย เฮ้ย ... :)-
    * * *

    ว่างๆแล้วจะมาอ่านต่อนะ

    ขอบคุณทีมงานทุกท่านด้วยค่ะ
     


    ที่คั่นหนังสือ
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย ที่คั่นหนังสือ   เมื่อ: 2007-07-17 10:47:01
    อ่านจบละครับ เล่นเอาตาลายเลยไม่ได้อ่านหนังสือมาหลายวันแล้ว ขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานดีดีมาฝากนะครับ ช่วงนี้เป็นไข้หวัดใหญ่นอนซมทั้งวัน รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ


    สวัสดี
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 9

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-07-17 11:07:58
    รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

     


    aor
    ความเห็นที่ 10

     
      ตอบโดย aor   เมื่อ: 2007-07-17 14:25:15
    เพิ่งเข้า web นี้ครั้งแรก ได้อ่านบทความเยอะแยะเลย รู้สึกดีค่ะ
     


    รินราตรี(saturn)
    ความเห็นที่ 11

     
      ตอบโดย รินราตรี(saturn)   เมื่อ: 2007-07-18 10:23:04
    ได้อ่านทั้งหมดแล้วน่ะค่ะ^^
    แม้ว่าจะช้าไปนิดหน่อยก็ตามค่ะ

    คิดถึงค่ะ
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 12

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-07-18 13:35:43
    อ่ะ น้องกุ้ง สบายดีหรือเปล่า ดีใจที่เข้ามาอ่านกันนะคะ
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   f59e51c7
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)