ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๖.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๖.-
 เมื่อ: 2007-08-01 00:19:17 
----
----ก้าวฯที่๑๖
----




Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








-
----มีอะไรในเล่ม :
-




  • คมคำ-คมความ

  • บทบรรณาธิการ

  • เรื่องจากปก : [หนุงหนิง]

  • สืบศิลป์ : [กีรติ] สถูปจิ๋ว

  • ------------------------ ก้าวฯกวี ------------------------


  • ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] ณ ห้วงกาลเวลาหนึ่ง

  • DekAd. : [Black&Pink] โฆษณาวาบหวิว

  • ๑๐๐ รูปแบบแนวคิดการใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] ตอนที่ ๓๑ และ ๓๒

  • ------------------------ ก้าวฯกวี ------------------------


  • คอลัมน์ธรรมดา : [นารินทร์ ทองดี] เยี่ยมบ้านคึกฤทธิ์

  • กัดกับหมา : [ยามักการ] ชีวิตข้างถนน

  • ก้าวต่อก้าว : [สารากร] สากลเพศ

  • รายงานพิเศษ : [ทีมงานก้าวรอก้าว] เติมความคิด...ติดความรู้สู่โลกกว้าง











  • [คมคำ-คมความ]



    “วรรณคดีไทยนั้น ตาย ไม่ใช่เพราะไม่มีใครอ่าน แต่เพราะไม่มีใคร ใช้ มันต่างหาก จึงไม่เป็นพลังสร้างสรรค์ด้านวรรณกรรมในปัจจุบัน”


    นิธิ เอียวศรีวงศ์
    มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1405
    วันที่ 20-26 กรกฎาคม 2550




    [อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [บทบรรณาธิการ]




    เมื่อชายหนุ่มรักหญิงสาวย่อมคะนึงโหยหาเซ็กซ์

    เมื่อหญิงสาวรักชายหนุ่มย่อมคะนึงโหยหาเซ็กซ์

    เมื่อชายหนุ่มและหญิงสาวมีความรักอาจไม่คะนึงโหยหาเซ็กซ์

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัก กับ เซ็กซ์ นั้นดำรงอยู่คู่กัน... ทั้งที่สัมพันธ์และไม่สัมพันธ์กัน

    ในความรักมีเรื่องเซ็กซ์ตามติดประกบเป็นเงาของกัน...

    ในความรักของหนุ่ม-สาวแบ่งแยกออกเป็นหลายระดับ หลายความสัมพันธ์... ความรักฉันเพื่อน ความรักระหว่างคนรู้จัก และความรักกับคนที่ไม่เคยรู้จัก

    เพื่อนสนิทเมื่อได้ชิดใกล้อาจมีเซ็กซ์ร่วมกัน

    เพื่อนสนิทเมื่อได้ใกล้ชิดอาจมีความรักเพิ่มขึ้น... ปราศจากการมีเซ็กซ์ร่วมกันโดยมองข้ามการมีเซ็กซ์

    ในความเป็นเพื่อนมีความรัก-มีเซ็กซ์ ตามติดประกบเป็นเงาของกันและกัน...

    มีเซ็กซ์กับคนรู้จักอาจเป็นเพียงการตอกย้ำว่า-เพียงได้รู้จักและแนบเนื้อแน่นสนิท

    มีเซ็กซ์กับคนไม่เคยรู้จักเพียงการตอกย้ำความต้องการ--เพียงเพื่อปลดปล่อยความกำหนัด เมื่อเสร็จสมแล้วลาจากโดยมิต้องเอื้อนเอ่ยคำลา

    รัก จะเป็นตัวนำ เซ็กซ์ หรือ เซ็กซ์ จะเป็นตัวนำ รัก ขึ้นอยู่กับใจของเราว่าจะกำหนดให้เป็นไปอย่างไร

    มีเซ็กซ์แล้วค่อยผูกรัก หรือ ผูกรักแล้วจึงมีเซ็กซ์.... หรือทั้งรักและเซ็กซ์เป็นเพียงตัวนำที่เดินควบคู่กันโดยไม่ต้องการมีตัวตาม?

    รัก กับ เซ็กซ์ จึงยังตามประกบหนุ่ม-สาวราวกับเป็นเงาของกันและกัน...

    สัปดาห์ที่มี รัก นำหน้า เซ็กซ์...

    ทั้ง รัก กับ เซ็กซ์ คงตามประกบเป็นเงาอยู่ในชีวิตจริง

    เป็นอยู่-เปลี่ยนแปลง เป็นนิรันดร์ ·



    ด้วยมิตรภาพ.
    winbookclub.com/รักกับเซ็กซ์
    มิถุนายน ๔๙



    [อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [เรื่องจากปก]


    ถ้าพูดถึงคำว่าเซ็กซ์ คุณคิดถึงอะไรเป็นอันดับแรก? สำหรับหนุ่มๆ หลายคนอาจนึกถึงภาพนวลนางในชุดวาบหวิวนุ่งน้อยห่มน้อยส่งสายตาเย้ายวนชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลจนคิดอยากแนบแอบอุ่นไอในอ้อมอกนาง แต่สำหรับฉันกลับนึกถึงภาพการ์ตูนมนุษย์ยุคหินนุ่งห่มหนังสัตว์ หนวดเครารุงรัง ถือไม้ตะบองไปดักตีหัวสาวที่หมายปองแล้วลากเข้าถ้ำ เมื่อก่อนเห็นภาพนี้ทีไรก็อดอมยิ้มไม่ได้ แต่ลองนึกดูอีกที ภาพนี้มีนัยสำคัญบางประการซ่อนเร้นอยู่

    คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพฤติกรรมที่เพศชายใช้ความรุนแรงกับเพศหญิงเพื่อสนองความใคร่นี้มีมาแต่ครั้งโบราณกาล และยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน ด้วยสรีระทางร่างกายที่อ่อนแอกว่า เพศหญิงจึงมักตกเป็นผู้ถูกกระทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข่าวข่มขืนหรือรุมโทรมหญิงมีให้เห็นเนืองๆ ตามสื่อต่างๆ ทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์และจอโทรทัศน์ เป็นเรื่องน่าประหลาดใจว่าการข่มขืนส่วนใหญ่มักเกิดจากคนรู้จัก คนใกล้ชิด และบุคคลในครอบครัว ไม่นานมานี้ได้มีการแก้ไขกฎหมายให้สามีที่ข่มขืนภรรยาของตนมีความผิด ซึ่งหมายความว่าการใช้ความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นไม่เว้นแม้แต่ในบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากันแล้ว และคงเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนต้องบัญญัติกฎหมายข้อนี้ออกมาใช้

    นอกจากปัญหาการใช้ความรุนแรงทางเพศแล้ว การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงในวัยที่เหมาะสม ย่อมเป็นเรื่องสวยงาม หาไม่แล้วคงกลายเป็นเรื่อง “รักสนุก ทุกข์ถนัด” ไปทันตา ปัจจุบันอายุของเด็กวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเริ่มมีอายุลดน้อยลงเรื่อยๆ และกำลังก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น ปัญหาการทำแท้ง ปัญหาเด็กทารกถูกทิ้ง ปัญหาโรคเอดส์ เป็นต้น

    เด็กหญิงและเด็กชายเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง นั่นหมายถึงธรรมชาติได้บ่งบอกว่าร่างกายมีความพร้อมแล้วที่จะสืบพันธุ์ หากเราตัดเรื่องวัฒนธรรมประเพณีออกไป การมีเพศสัมพันธ์ในวัยแรกรุ่นอาจไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่การที่เราสร้างขนบประเพณีขึ้นมาเพื่อจำกัดวัยในการเจริญพันธ์ย่อมมีเหตุผลบางประการ นั่นคือเด็กในวัยเรียนยังไม่มีความพร้อมที่จะสร้างครอบครัว เนื่องจากยังขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ ไม่มีความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจเพราะยังต้องพึ่งพาผู้ปกครอง และขาดประสบการณ์ในการอบรมเลี้ยงดูบุตร

    โดยธรรมชาติสัตว์ทุกชนิดมีหน้าที่ดำรงเผ่าพันธุ์ของตน สัตว์ตัวผู้มักมีสีสันหรือขนที่สวยงาม เช่น ไก่ ปลากัด สิงโต และนก หรือไม่ก็มีเสียงร้องที่ไพเราะเพื่อดึงดูดตัวเมียให้มาผสมพันธุ์ มนุษย์เองก็มีหน้าที่สืบพันธุ์เช่นสัตว์อื่น (แต่ในเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่าที่ฉันสังเกตเห็นค่อนข้างกลับกัน เพศหญิงกลับเป็นฝ่ายหาหนทางดึงดูดเพศตรงข้าม เพราะนอกจากจะมีส่วนโค้งส่วนเว้าที่ธรรมชาติสรรสร้างให้แล้ว ยังรู้จักเพิ่มความสวยงามให้กับเรือนร่าง โดยการสวมใส่เสื้อผ้า เครื่องประดับ ประทินโฉมด้วยเครื่องสำอางหลากหลายยี่ห้อ) ธรรมชาติได้มอบความรักและความสุขทางเพศมาเป็นของกำนัลเพื่อจูงใจให้ดำรงเผ่าพันธุ์ของตนสืบต่อไป

    ผู้หญิงส่วนใหญ่หากมีเพศสัมพันธ์มักมีความรักเป็นพื้นฐาน ผู้ชายบางคนจึงฉวยโอกาสใช้การยอมมีเพศสัมพันธ์เป็นเครื่องชี้วัดความรักของฝ่ายหญิง การที่หญิงพลีกายเพื่อพิสูจน์ความรัก มักได้รับการตอบแทนด้วยถ้อยคำแสลงใจว่า “ถูกเจาะไข่แดง”บ้าง “ถูกฟัน”บ้าง “ทีทับไม่ร้อง ทีท้องจะให้รับ” บ้าง แล้วแต่ฝ่ายชายจะสรรหาถ้อยคำแทงใจมาตอบแทนความรักที่ฝ่ายหญิงมอบให้

    นอกจากนี้ค่านิยมในสังคมไทยที่ให้เพศชายเป็นใหญ่ และยอมรับการที่ชายสามารถมีเพศสัมพันธ์กับหญิงได้หลายคนทำให้เพศหญิงถูกกดขี่ทางเพศเสมอมา การมีบ้านเล็กบ้านน้อย มีกิ๊ก ท่องราตรีหาความสำราญยามค่ำคืนของชายที่มีภรรยาแล้วนอกจากจะทำให้เพศหญิงซึ่งเป็นภรรยาหลวงน้ำตาตก ฝ่ายภรรยาน้อยกล้ำกลืนฝืนทนกับการกินน้ำใต้ศอก ยังเป็นการผิดศีลธรรม จริยธรรม และก่อให้เกิดปัญหาครอบครัวตามมา

    เซ็กซ์มิได้เป็นเพียงแค่การระบายความกำหนัดทางเพศ และหาความสุขสมในอารมณ์เพียงไม่กี่ชั่วยาม เพราะผลที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่นั้น พึงมีสติก่อนมีเซ็กซ์ทุกครั้ง แม้จะทำให้หมดอารมณ์ไปบ้าง แต่ดีกว่านั่งกุมขมับเมื่อทุกอย่างสายเกินไป! ●



    หนุงหนิง



    [อ่าน เรื่องจากปก ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [สืบศิลป์] โดย กีรติ


    สถูปจิ๋ว




    เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในดินแดนประเทศไทย มีการสร้างเจดีย์และวัดวาอารามเป็นจำนวนมาก ด้วยความเลื่อมใสและศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงปรากฏเจดีย์ที่มีรูป แบบต่างๆ ตามอารยธรรมนั้น

    ในการสร้างสิ่งเคารพสักการะเนื่องในพระพุทธศาสนานั้นจำแนกออกเพื่อความเข้าใจได้ ๔ ประเภท คือ

    ๑. พระธาตุเจดีย์ คือการสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมธาตุ หรือพระธาตุ

    ๒. พระธรรมเจดีย์ สันนิษฐานว่าเหตุแห่งการสร้างคงมาจากพุทธดำรัสก่อนปรินิพพานที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา จึงมีการจารึกพระธรรมคำสอนต่างๆขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เพื่อให้เป็นข้อวัตรปฏิบัติสืบมา

    ๓. บริโภคเจดีย์ หมายถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นสังเวชนียสถานทั้ง 4 เป็นสำคัญ การสร้างเจดีย์ในช่วงแรกนั้น สร้างตามสังเวชนียสถานทั้ง 4 ของพระองค์ก่อน อันหมายถึงการระลึกถึงพระองค์ จึง เรียกเจดีย์โดยทั่วไปนี้ให้จัดอยู่ในบริโภคเจดีย์

    ๔. อุเทสิกเจดีย์ หมายถึงสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนพระรัตนตรัย เช่นพระพุทธรูป พระพิมพ์ พระเครื่อง หรือแม้ แต่รอยพระ พุทธบาทจำลองก็ตาม



    สถูปจำลอง หรือเจดีย์จำลองนั้นเป็นอุเทสิกเจดีย์ ที่กล่าวเช่นนี้ถึงแม้ว่าสถูปจำลองบางองค์จะบรรจุพระบรมธาตุ แต่ก็มิอาจเป็นมหาธาตุได้ เนื่องจากเป็นส่วนบรรจุภายในพระธาตุเจดีย์ขนาดใหญ่อีกชั้นหนึ่ง ที่ปรากฏหลักฐานการ สร้างในดินแดนไทยมาแต่ครั้งแรกเริ่มสมัยประวัติศาสตร์ นั่นคืออารยธรรมทวารวดี ดังได้กล่าวไว้บ้างในฉบับที่ผ่านมา ซึ่งรูปแบบของสถูปจำลองนั้นอาจมีความคล้ายคลึงหรือแตกต่างบ้างเล็กน้อยกับรูปแบบของเจดีย์ขนาดใหญ่ คติการสร้างนั้นคงเป็นการบูชาพระบรมธาตุ เพราะปรากฏหลักฐานที่มีการขุดค้นพบเจดีย์ที่มีขนาดเล็กภายในกรุใต้ ฐานพระเจดีย์ ซึ่งภายในประดิษฐานพระบรมธาตุนั่นเอง

    ความนิยมในการสร้างเจดีย์หรือสถูปจำลองนั้น คงเป็นความนิยมที่รับมาพร้อมกันกับการรับพระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดียมาตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งในศิลปะอินเดียเอง การ สร้างรูปสัญลักษณ์อย่างเจดีย์ปรากฏอยู่โดยทั่วไป ทั้งประติมากรรมประดับ ประติมากรรมขนาดเล็ก ในศิลปะอินเดียแบบปาละซึ่งเป็นสถูปจำลองจากสำริด ดูจะส่งอิทธิพลให้มีการสร้างสถูปจำลองในลักษณะเดียวกันกับบริเวณภาคกลางของประเทศไทย อาทิ ลพบุรี และสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นอิทธิพล ของศิลปะอินเดียแบบปาละ ผสมกับศิลปะขอม ลักษณะโดยทั่วไปเป็นสถูปจำลองที่ประกอบขึ้นจากฐานสี่เหลี่ยมต่อด้วยเรือนธาตุแปดเหลี่ยม อีกทั้งนิยมการประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งแปดทิศ เหนือขึ้นไปเป็นสถูปทรงระฆังกลม นอกจากนี้ ในศิลปะทวารวดียังปรากฏสถูปจำลองดินเผาอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นเจดีย์ที่เป็นทรงระฆังแล้ว อาทิ สถูป ดินเผา ซึ่งพบที่บ้านหนองกรวด จังหวัดนครสวรรค์

    นอกจากนี้ยังพบสถูปจำลองศิลปะอยุธยาอีกเป็นจำนวน ไม่น้อยกระจายอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ มีทั้งที่สร้างจากศิลาและสำริด โดยรูปแบบนั้นมีความคล้ายคลึงกับรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังแบบอยุธยานั่นเอง เช่น พระสถูปศิลา สมัยอยุธยา จากหลักฐานการขุดค้นพบ ระบุว่าพบในพระเจดีย์ใหญ่ วัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ปัจจุบันจัดแสดงภายในห้องอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) ซึ่งเจดีย์ทรงระฆังนั้นเมื่อพิจารณาดูก็จะพบว่าเจดีย์ทรงระฆังศิลปะอยุธยาจะมีความแตกต่างกับเจดีย์ทรงระฆังศิลปะสุโขทัย ด้วยรูปวงแหวนที่รองรับองค์ระฆังจะมีรูปแบบที่ต่างกันอยู่ โดยศิลปะสุโขทัยประกอบขึ้นจากบัวถลา ส่วนศิลปะอยุธยาเป็นมาลัยเถา(เรื่องนี้จะขอกล่าวในเรื่องของเจดีย์ทรงระฆังต่อไป) สถูปจำ ลองนี้ยังพบเป็นจำนวนมากภายในกรุ ของเจดีย์ประธาน เช่น ที่วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจของพระสถูปจำลองนั้น นอกเหนือไปจากเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุแล้ว ยังมีความน่าสนใจ อีกประการหนึ่งนั่นคือ ความนิยมในการสร้างดูจะมีความนิยมอย่างกว้างขวางในวัฒนธรรมพุทธศาสนามาตั้งแต่ ครั้งอดีต และสืบ ทอดมายังปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากพระสถูปจากประเทศอินเดีย (ปัจจุบันจัดแสดงภายในห้องเอเชีย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) ซึ่งเป็นศิลปะอินเดียแบบปาละ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ จากข้อมูลระบุว่าได้มาจากเมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย หรืออีกองค์หนึ่งเป็น เจดีย์ทรงระฆัง (จัดแสดงที่ห้องชวาในพิพิธภัณฑ์เดียวกัน) ทำจากศิลา มีขนาดใหญ่ คือสูงประมาณ ๘๐ ซม.โดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ซึ่งปกครองประเทศอินโดนีเซียในขณะนั้นได้ทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสชวาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๙ อันเป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมที่ไทยเราได้รับและธำรงภายใต้วัฒนธรรมพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน

    จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีรูปแบบของพระสถูปอีกมากมายที่มีความต่างออกไป ทั้งนี้อาจเกิดจากช่างต้องการสร้างตามแรงศรัทธาของตน ให้มีความวิจิตร แต่ยังอยู่ภายใต้โครงแบบเดียวกันในอารยธรรมของตน



    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]

    2007-08-01 00:19:17/

     



    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-08-01 00:20:44
    [ก้าวฯกวี]


    "ระหว่างการพบปะโลกทั้งสอง"





    1.

    คือค่ำคืนปรารถนาพบปะเจ้า"กวีนิพนธ์" เล่มเก่าแห่งความหวัง
    เช้าพานพบข่าวเศร้าอนิจจังเด็กสาวเธอเผลอพลั้งตกเลือดตาย
    -
    ในคลีนิคนิรนามกลางเมืองหลวงเวลานั้นคือช่วงของยามบ่าย
    ในครรภ์เธอไม่รู้หญิงหรือชายแต่เธอต้องทำลายเชื้อสายเธอ
    -
    ยามใดฉันรับรู้ข่าวความเศร้าควานหาเจ้า "บทกวี" อยู่เสมอ
    อ่านความหวัง ความฝันอันเลิศเลอขณะโลกเสนอพิกลพิการ
    -
    นอกหนังสือราวสิ้นความฝันใฝ่โหยหาความละไมในความหวาน
    ดื่มด่ำถ้อยศรัทธามาช้านานพอให้ดอกไม้บานบนรอยทราย
    -

    2.

    บนบรรทัดแห่งบ้านชนบทถนนทางทอดคดไปสุดสาย
    น้ำค้างเช้านับร้อยพร้อยแสงพรายยามลมส่ายร่วงกราวราวระบำ
    -
    โอละเห่เอละช้ามาลูกแก้วตะวันแววฉายดวงสีสุกก่ำ
    เจ้านกเขาขันคูมาร้องย้ำเจ้าอ้อแอ้แข่งคำเลยขวัญตา
    -
    เจ้าอยากบอกอะไรให้แม่หนอปลาตะเพียนแขวนล่ออยู่ต่อหน้า
    ยายเจียดใบมะพร้าวมาสานปลาบอกแม่ว่าเจ้าจะเอื้อมได้สักวัน
    -
    แม่อุ้มเจ้าไกวเห่ไม่ให้ตกเจ้าหัวเราะดุจนกสรวงสวรรค์
    แม่กล่อมเจ้าเจ้ากล่อมแม่ไปพร้อมกันยามเจ้านั้นอ้อแอ้ส่งเสียงมา
    -

    3.

    กวีหนอ กวีใจได้บันทึกไว้รำลึกแห่งห้วงช่วงคุณค่า
    หมุนไปนานเพียงไรนาฬิกาวิถีความชั่วช้ากลืนผู้คน
    -
    ข่าวทุกวันเด็กสาวเดินเข้าออกไปตามตรอกตึกเก่าสีเทาหม่น
    ฆาตกรรมสายเลือดในอกตนมนุษย์เราถูกปล้นหัวใจรัก!



    กวิสรา




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ฟากฟ้า..ทะเลฝัน] โดย โจนาธาน


    ณ ห้วงกาลเวลาหนึ่ง




    ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์...

    มีอะไรในโลกนี้บ้างหนอที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งวัตถุและสิ่งสมมุติ ทั้งนามธรรมและรูปนาม-มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง

    กระทั่งแม้จิตใจของคน-ของฉัน ทุกขณะเสี้ยววินาทีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ แม้แต่ยามหลับยังมีการฝัน การฝันในขณะที่หลับไหลคือไม่หยุดนิ่งของสมอง หากไม่ฝันล่ะ ไม่ฝันใช่ว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ร่างกายกำลังเปลี่ยนเดินทางไปในทางเสื่อมถอย จากเล็ก โต และย้อนกลับไปยังที่มาแห่งชีวิต

    ชีวิตเกิดมาจากไหน และกำลังเดินไปสู่แห่งหนไหน?...

    มาจากที่ที่หนึ่งในสภาวะ ๆ หนึ่ง สู่อีกสภาวะสถานะหนึ่ง แล้วจากกลับไปยังที่ที่เดิม ฉันไม่ใคร่แน่ใจหรอกว่ามันจะเป็นที่เดียวกันไหม ค่อนข้างแน่นอนว่า เป็นสภาวะเดียวกัน แต่สภาวะนั้นจะเป็นแบบไหน-อย่างไรนั้นฉันไม่ใคร่รู้

    ความคิดของฉันเดินสวนทางกับร่างกาย--ความคิดเติบโตในขณะที่ร่างกายเสื่อมถอย

    มันเป็นความจริง-ความจริงที่ฉันต้องเรียนรู้

    การเรียนรู้ของคนเราใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน มิใช่เพราะความโง่เขลาอันเกิดจากสมองทึบทึม แต่กลับเป็นจิตใจที่มืดบอด-อคติที่ปิดกั้นเป็นเป็นฉากบังตาที่แลเห็น ทว่ากลับมองไม่เห็นความจริง หากเพียงแค่ว่าจิตใจมืดมน กว่าจะแลเห็นด้วยความเข้าใจ ร่างกายเสื่อมถอย เหลือเวลาอีกไม่มากนักที่จะมีความสุขจากการค้นพบ

    ความจริง-ความคิดเดินสวนทางกับร่างกาย

    ฉันปรารถนาที่จะรู้แจ้งเห็นจริงหรอกละหรือ?... ใช่! แน่นอนฉันปรารถนา ปรารถนาที่จะรู้เพื่อเรียนรู้ และเพื่อทำความเข้าใจ เพียงเพราะฉันตระหนักว่า ชีวิตนี้ไม่มีความแน่นอนเพียงเพราะฉันไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่า ในเสี้ยววินาทีต่อไปและต่อไป ความเปลี่ยนแปลงในลักษณะใดที่จะมาหยุดยั้งให้ชีวิตสิ้นสุด

    ไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งฉันหรือใครก็ตาม-ฉันหรือใครมิได้เป็นผู้กำหนดระยะเวลาดังกล่าว

    ต่างจากการกระทำที่ฉันหรือใครต่างก็กำหนดมันได้ แต่การกำหนดการกระทำก็ใช่ว่าจะห้ามจะหยุดการเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิต

    ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์-ชีวิตก็เช่นกัน...เปลี่ยนเป็นนิรันดร์

    ทุกเสี้ยววินาที ฉันกำลังและกำลังเดินไปสู่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แน่ละ ฉันคิดคิดถึงเธอน้อยลง ไม่ทุรนทุรายพร่ำพรรณนาถึงมากเท่าเมื่อก่อน จะเป็นด้วยเหตุอะไรก็ตามแต่ นั่นคือความเปลี่ยนแปลง เป็นสารัตถะแห่งชีวิต ใครบ้างที่จิตใจไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา มีประโยชน์อะไรที่ฉันจะพร่ำเรียกร้อง-เรียกร้องแล้วเธอจะกลับคืนมาได้ไหม?... สิ่งต่าง ๆ ที่ฉันนึกเสียดายจะหวนกลับมาได้ไหม?...

    มันก็เปล่าเลยสักกะผีกริ้น--

    คงมีแต่เพียงความเศร้า-ความทุกข์ หาใช่ความสุข-ความสุขที่หมายถึงความเข้าใจความจริงแห่งชีวิตของฉัน--เช่นนั้นมันจะมีประโยชน์อันใดกับทุกขณะที่ฉันยังมีลมหายใจ-มีชีวิต

    การค้นพบความจริงที่เรียกว่าสัจธรรม คือความสุข คือความสงบ แม้ว่าความสุขนั้นนั้นจะคือความน้อยด้วยทุกข์ก็ตาม ฉันปรารถนาเพียงเท่านี้, เท่านี้แหละ--

    ความเปลี่ยนแปลงคือนิรันดร์

    ชีวิตของฉันมันก็เป็นนิรันดร์ ต่างสภาวะ-ต่างสถานะในห้วงกาลเวลาหนึ่ง ·



    ด้วยความรักฯ
    โจ.
    ๒๓ ก.ค.๕๐



    kaawss.jpg[อ่าน ฟากฟ้า..ทะเลฝัน ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [DekAd] โดย Black&Pink


    โฆษณาวาบหวิว




    เป็นคนทำโฆษณานี่ลำบากอยู่หลายอย่างนะครับ กว่าจะได้เห็นงานที่ตัวเองคิดผ่านจอแก้วกันนี่ถึงขั้นรากเลือด ก็เพราะไหนจะต้องคิดงานผ่าน CD (Creative Director) ไหนจะต้องผ่านความเห็นชอบอนุมัติจากลูกค้า ไหนจะต้องมานั่งเถียงกันกับพวก production house และไหนจะต้องผ่านการอนุมัติจากบรรดาพี่ๆมือตัดทั้งหลาย ทั้ง กบว. สคบ. และ กกน. เอ๊ย อันหลังนี่ไม่ช่ายยยยย

    ทราบไหมครับ ว่าในแต่ละรอบปีที่ผ่านมามีหนังโฆษณาทั้งหมดกี่เรื่องที่โดนตีกลับไม่ให้เผยแพร่...ครับ มีถึง ๕,๐๐๐ กว่าเรื่อง จากทั้งหมดประมาณ ๑๒,๐๐๐ เรื่อง และถูกห้ามไม่ให้เผยแพร่เลยประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าเรื่อง ทั้งๆที่ตอนส่งสตอรี่บอร์ดให้ทางกองเซ็นเซอร์ (เซ่อ) ก็บรรจงเซ็นอนุมัติผ่านให้ถ่ายทำได้อีกต่างหาก ที่โดนส่วนใหญ่จะเป็นพวกสาวๆที่นุ่งน้อยห่มน้อย หรือการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะไม่ควร เช่น ภาพที่ผู้หญิงวิ่งโร่ไปหาผู้ชายที่ใช้โรลออนยี่ห้อนั้นยี้ห้อนี้กันอย่างเอิกเกริก

    คือ...บางทีแล้วบางครั้งผมก็คิดว่ามันเกินไปกับภาพที่ออกมา แต่กับโฆษณาบางเรื่องที่โดนตัดออกไปนั้นมันก็น่าเห็นใจจริงๆ นี่ผมเขียนในฐานะคนกลางนะครับ เพราะกว่าครีเอทีฟจะคิดงาน แล้วขายงานผ่านลูกค้าไปได้นั้นมันยากจริงๆ ไหนจะงบประมาณที่ลูกค้าต้องเสียไปฟรีๆอีกนับล้านบาท สาบาน...บอกตรงๆครับ ผมไม่เห็นว่าจะมีหนังโฆษณาตัวไหนที่ผมดูแล้วเกิดอารมณ์ทางเพศอย่างรุนแรงจนต้องไประบายออกด้วยการก่ออาชญากรรมข่มขืนใครๆ หรือแม้กระทั่งทนไม่ไหวจนต้องขับพิษงูด้วยตัวเอง...กลับกัน หากละครน้ำเน่าที่มีเด็กตาใสๆไปจนถึงผู้ใหญ่ตาดำๆกลับมีฉากเลิฟซีนกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านประดุจพระเอกนางเอก หรือ นางอิจฉาโง่ๆกับพระเอกปัญญาอ่อนก่อสงครามย่อมๆในห้องนอน ชาวบ้านอย่างเราก็ดูไป พร้อมแลบลิ้นเลียฝีปากพลางสบถว่า.........(โปรดเติมคำในช่องว่างเอาเองครับ) เฮ้อ...สุวนันท์ล่ะไม่เข้าใจจริงๆ

    ทีนี้...เราลองมาดูงานที่ตัวสินค้าเกี่ยวข้องกับเซ็กซ์โดยตรงเลยซึ่งโดยมากแล้วมักเป็นโฆษณาเกี่ยวกับถุงยางฯครับ ซึ่งคนที่จะใช้ถุงยางฯได้นั้น แน่นอนมันต้องมีการสะเบล่ะเฮ้กันชัวร์ๆ...แต่ว่า ในภาพเราจะไม่เห็นกิจกรรมอย่างว่าเลยครับ ถือเป็นการเอาตัวรอดเป็นยอดดีของนักคิดเหล่านี้ ลองไปดูกันครับ


    เอ๊...ทำไมรั้วถึงไดล้มน้า...หรือว่านักวิ่งคนนี้ไม่เก่ง


    แล้วทำไมทรายมันถึงมีรอยทางอย่างนั้นเนี่ย...?


    ทำไมถึงได้อึดอย่างนี้ล่ะพ่อคู๊นนนน

    เป็นไงครับ โฆษณาถุงยางโดยไม่ต้องเห็นภาพกิจกรรมเข้าจังหวะ...แต่ทีนี้เราลองมาดูสินค้าอย่างอื่นบ้างที่ไม่เกี่ยวกับถุงยางเลย แต่ก็หวิวน่าดูชมเชียวละ


    เป็นสื่อกลางแจ้งครับ โฆษณาของครีมทาเพื่อความหล่อลื่น...โอ๊ย เห็นแล้วหวาดเสียว


    สังเกตทางด้านขวาของอ่างดีๆครับ ทำไมเท้ามันถึงได้หันผิดทิศอย่างนั้น


    โฆษณากางเกงยีนส์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องอย่างว่าเลย ยังอุตส่าห์เอามาเอี่ยวจนได้


    ผ้าปูที่นอนสำหรับหนุ่มขี้เหงาครับ

    ยังไงก็แล้วแต่ครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนคิดงานโฆษณานอกจากจะขายของได้แล้ว...สำนึกต่อสังคมก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่นะครับ เพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเราก็ยังคนใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ชอบบอกกันเหลือเกินว่าเป็นเมืองพุทธทั้งๆที่ เอ่อ...จบดีกว่าครับ เดี๋ยวจะยาว ฮ่าๆๆ



    แหล่งข้อมูลอ้างอิง
  • www.kosanathai.com

  • www.adintrend.com

  • www.bangkokcity.com


  • [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    อัมโปะ




    31. อุปสรรคเกิดทุกครั้งเมื่อเริ่มออกเดินทาง


    32. ขนาดของอุปสรรคมักจะแปรผันตรงกับขนาดการเดินทางเสมอๆ



    [อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]

     



    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-08-01 00:21:29
    [ก้าวฯกวี]


    เขียวฤาควรเขลอะเลอะโคลนครำ


    ไม่เห็นคราบโคลนเขลอะเลอะเทอะหรือ
    อย่าคิดดื้อดึงดันเลยท่านจ๋า
    รั้วของชาติองอาจมาดอาชา
    อย่ากลายพันธุ์สัตว์สารพัดกล
    -
    คราวประชุมกลุ่มก้อนเป็นกลมเกลียว
    เหลียวแลดูลุกซู่ทุกขุมขน
    ยิ้มซ่อนคมเขี้ยวลับไว้กับตน
    มิเคยจนหนทางจะกร่างสภา
    -
    อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งสะเปะสะปะ
    ยังงุ่นง่านรานระคอยขัดขา
    เล่ห์สกปรกยกข่มถล่มมา
    มิรู้มรณาสารพัดพันธุ์
    -
    อย่าให้มวลดอกไม้ที่ปลายปืน
    ต้องขมขื่นกับความคิดอย่างนั้น
    ภารกิจเรียบร้อยก็ถอยพลัน
    สนธิสู่อีกขั้น...ประชาธิปไตย!



    ขอทานข้างพานแว่นฟ้า



    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [คอลัมน์ธรรมดา] โดยนารินทร์ ทองดี


    เยี่ยมบ้านคึกฤทธิ์


    เราไปถึงบ้านเลขที่ ๑๙ ซ.พระพินิจ สาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร ในเวลาราว ๆ บ่ายโมงกว่าของวันอาทิตย์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ที่ผ่านมา ขณะที่เมฆกำลังครึ้มฟ้าและมีเม็ดฝนเปาะแปะลงมาให้คลายร้อน ใต้หลังคาศาลาหลังแรกสุด ซึ่งอยู่ทางขวามือของถนนลาดยางที่ทอดยาวเข้าไปภายในบริเวณบ้าน คือจุดแรกที่เราเข้าไปเพื่อรับรอยยิ้มทักทายจากเจ้าหน้าที่ “กองทุนบ้านม.ร.ว.คึกฤทธิ์”

    ความคิดแรกสุดที่ผมมีหลังจากที่ตัดสินใจกลับมาร่วมงานกับทีมงาน ก้าวรอก้าว อีกครั้งก็คือ การเขียนสกู๊ปพิเศษ โดยวางคอนเซ็ปต์ไว้กว้าง ๆ ว่า จะหาโอกาสไปสัมภาษณ์และเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคล หรือกลุ่มบุคคลธรรมดา ๆ ที่เราเห็นว่าไม่น่าจะธรรมดา ซึ่งถ้าพิจารณาให้ถึงที่สุดแล้วจะเห็นว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีหลากหลายและปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในสังคม และถ้าจะว่าถึงเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ผมก็คิดว่าผมคงมีเรื่องให้เขียนทั้งชาติไม่รู้หมด ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่นิตยสารส่วนใหญ่มุ่งนำเสนอดารานักร้องจากต่างประเทศ ผมก็จะบ่ายหน้าเข้าไปยังโรงลิเกที่ตั้งอยู่ข้างศาลเจ้าสักแห่ง เพื่อสัมภาษณ์หัวหน้าคณะลิเกว่า เขา “อยู่ได้อย่างไร” ในสภาวะที่ผู้เสพสิ่งบันเทิงส่วนใหญ่ต่างหันหลังให้เขาแล้ว

    แต่นี่เป็นแค่ความคิดนะครับ ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร ความคิดใหม่ก็ผุดขึ้นมาตามประสาคนคิดมาก เท่าที่ทราบคอนเซ็ปต์ของทีมงานก้าวรอก้าว ก็คือ นิตยสารออนไลน์เล่มนี้ จะเน้นอะไรเกี่ยวกับ “วรรณกรรม”เพื่อให้สมกับจุดกำเนิดของเราที่เริ่มมาจากการรวมกลุ่มของคนที่ชอบอ่านวรรณกรรม ซึ่งได้รวมตัวกันขึ้นจากเว็บบอร์ดของนักเขียนที่ถือได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญของวงการวรรณกรรมไทย

    เมื่อวรรณกรรมคือสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงคิดว่าคงจะเป็นการดีไม่น้อยถ้าจะเปิดปฐมบทแห่งคอลัมน์นี้ด้วยเรื่องราวของบุคคลสำคัญแห่งวงการวรรณกรรมไทยผู้ล่วงลับไปแล้วท่านนี้ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช



    แต่เพียงแค่เอ่ยชื่อท่าน และเพียงแค่คิดจะไปเยือนบ้านของท่าน เราก็รู้สึกว่าตัวเราเล็กกระจิริดนิดเดียว คิดดูสิครับ คอนเซ็ปต์ของคอลัมน์สกู๊ปพิเศษที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกก็คือสัมภาษณ์และเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลธรรมดา (ที่อาจจะไม่ธรรมดา) แต่เรากลับเริ่มเตาะแตะด้วยการไปเยือนบ้านบุคคลสำคัญท่านนี้ ผู้ซึ่งมีคุณูปการต่อวงการวรรณกรรมไทย มีผลงานอันทรงคุณค่ามอบเป็นมกรดกทางปัญญาแก่อนุชนรุ่นหลังนับร้อย ๆ เล่ม

    และด้วยเหตุนี้แหละครับ เราจึงเดินตัวลีบดูโน่นดูนี่ ช่างภาพก็บันทึกภาพไป โชคดีที่มีน้อง ๆ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรมาคอยชี้ชวนชม แล้วอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ผมก็พยายามตั้งใจฟังน้องเธอเล่าอย่างเต็มที่ จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าว่ากันตามตัวอักษรแล้ว ผมก็คิดว่าทั้งประวัติและผลงานของหม่อมท่านก็ยังมีให้หาอ่านกันได้ง่ายอยู่

    สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้เพราะน้องเธอย้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำก็คือบ้านหลังนี้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรในฐานะ “บ้านบุคคลสำคัญ” ไม่ใช่ “พิพิธภัณฑ์” นะคะ เธอย้ำว่าไม่ใช่พิพิธภัณฑ์นะคะ ผมก็พยักหน้ารับเพราะโดยส่วนตัวแล้วก็เห็นว่าพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยต้องวังเวงกว่านี้ แต่ที่นี่ยังมีเสียงระนาดดังต๊องแต๊งแซมกับเสียงนกร้อง ซึ่งก็เข้ากันดีกับบรรยากาศบ้านทรงไทยกลางแมกไม้ ช่างเป็นบรรยากาศที่เหมาะต่อการเขียนหนังสือและตั้งวงเสียจริง ๆ เลยครับ

    แม้ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าตนกำลังเดินชมบ้านของผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกวรรณกรรมไทย ควรจะสงบ สำรวม และซึมซับกับมรดกของชาติให้มากที่สุด แต่โดยสันดานส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นในเรื่องที่ไม่ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ ขณะเดินผ่านสระน้ำที่สร้างจำลองมาจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามลัทธิความเชื่อข้างขอม ผมก็เกิดอาการอยากรู้ว่าโต๊ะตัวไหนหรือม้านั่งตัวใดที่ “รงค์ วงษ์สวรรค์”เคยมานั่งกินเหล้ากับหม่อมท่าน



    เราสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นโต๊ะที่ตั้งอยู่ใต้ถุนเรือนไทยนั่นแหละ ข้าง ๆ เรือนก็มีสระน้ำ พิจารณาโลเกชั่นก็เห็นว่าน่าจะเป็นตรงนั้นแหละ เพราะเหมาะมากที่จะนั่งเขียนหนังสือและพบปะศิษย์ที่มาเยี่ยมคารวะ

    ส่วนโต๊ะที่ท่านใช้เพื่อนั่งหารือเรื่องสำคัญเกี่ยวกับบ้านเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น น้องนักศึกษาจากศิลปากรบอกว่า คือชุดที่ตั้งอยู่ข้างห้องเก็บหนังสือของท่าน ซึ่งอยู่บนชั้นสองของเรือน

    อีกเรื่องที่ผมจำได้จากการบอกเล่าของไกด์เยาวเรศรุ่นเจริญศรีก็คือ เรื่องราวเกี่ยวกับเรือนคุณย่า จะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเล่าประกอบให้เป็นสีสันก็ไม่อาจทราบได้ คือเขาเล่าต่อ ๆ กันมาว่า หม่อมท่านได้ซื้อเรือนไทยหลังนี้มาจากแถว ๆ เสาชิงช้าในราคา ๒,๗๐๐ บาท แรกปลูกแล้วเสร็จก็ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ แต่ครั้นพอเข้ามาอยู่อาศัยแล้วก็ต้องเสียเงินให้คนขับสามล้ออยู่ร่ำไป คนขับสามล้อทั้งหลายบอกว่ามีผู้หญิงแก่ ๆ โบกรถให้มาส่งที่นี่ พอมาถึงก็ลงจากรถเดินเข้าบ้านไปเลย โดยไม่ยอมจ่ายค่ารถ

    ฟังแล้วก็สนุกดีนะครับ แล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่าคุณย่าท่านคงจะลำบากทุลักทุเลไม่น้อยกับการต้องข้ามธรณีประตูที่สูงเกือบเข่าของเรือนหลังนั้น

    เรือนไทยทั้งหมดมี ๕ หลังสร้างติดกัน สำหรับเรือนคุณย่านั้นท่านใช้เป็นที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง มีสิ่งของเครื่องใช้เก่า ๆ เก็บไว้หลายชิ้น น้องเธอบอกอย่างคล่องปรื๋อว่าอะไรเป็นอะไรและมีประวัติความเป็นมายังไง ผมฟังแล้วก็ลืม ก็แหงละครับ ผมชอบเรียนประวัติศาสตร์โดยการซึมซับเพราะไม่ชอบท่องจำ ถ้าให้ท่องจำทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้านหลังนี้เพื่อนำมาเขียน จ้างให้ชาตินี้ทั้งชาติคอลัมน์นี้ก็ไม่มีทางได้ผุดได้เกิด



    ด้านทิศตะวันออกของเรือนคุณย่าคือห้องพระ ส่วนด้านทิศตะวันตกคือเรือนสำหรับนั่งเล่นติดกันกับเรือนนั่งเล่นคือห้องเก็บหนังสือ ส่วนใหญ่จะมีแต่หนังสือภาษาอังกฤษ ฝั่งตรงข้ามห้องหนังสือคือห้องนอนของท่าน ผมสนใจห้องนี้ เพราะอยากรู้อยากเห็นข้าวของเครื่องใช้ที่เป็น “ของส่วนตัว” ของท่าน เมื่อชะโงกหน้าเข้าไปแล้วต้องครางในใจว่าอืม.......ท่านนอนอย่างนี้เองนี่เอง นายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๓ ของประเทศไทยท่านนอนตรงนี้ มันคงจะแตกต่างอย่างลิบลับกับนายกฯยุค SMS

    ส่วนที่ผมชอบที่สุดของชั้นสองก็คือหอนกครับ ด้วยว่ามองลงไปก็เห็นสระน้ำแสะสวนสวย น้องไกด์เธอบอกว่าหม่อมท่านชอบเลี้ยงนก นี่เป็นความรู้ใหม่ของผม ก่อนหน้านี้ผมทราบแค่เพียงว่าหม่อมท่านชอบสุนัข อย่างเรื่อง “มอม” ที่ท่านเขียนให้อ่านจนน้ำตาไหลนั้นก็ยืนยันได้แล้วว่าท่านรักสุนัขแค่ไหน ใต้หลังคาหอนกนี่มีกรงนกอยู่สองกรง นกที่ท่านเลี้ยงไว้ก็ตายไปหมดแล้วนะครับ ที่เราเห็นอยู่ในกรงนั้นคือนกปลอม



    ไม่ว่าจะเดินไปส่วนไหนของบ้าน ผมก็รู้สึกว่าบ้านหลังนี้ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะต่อการเขียนหนังสือ คือสภาพแวดล้อมเอื้อบรรยากาศให้เกิดอาการอยากเขียนมากจริง ๆ

    หลังจากเดินชมบ้านจนแทบจะทั่วบริเวณพื้นที่ ๕ ไร่แล้ว ผมและช่างภาพก็มานั่งพักเหนื่อยอยู่ตรงสะพานข้าง ๆ เรือนไทย นั่งห้อยขาเรี่ยน้ำเล่นพลางคุยกันด้วยเรื่องจิปาถะ หนึ่งในเรื่องที่คุยกันก็คือการยกเลิกกิจการบ้านคึกฤทธิ์ของมูลนิธิบ้านคึกฤทธิ์ ๘๐ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่องนี้เป็นข่าวขึ้นมาราวกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมูลนิธิฯได้ถอนตัวจากการบริหารบ้านคึกฤทธิ์ไปเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ดังนั้นทุกวันนี้บ้านของหม่อมท่านจึงอยู่ในความดูแลของกองทุนบ้านคึกฤทธิ์

    ผมพอจะทราบข่าวนี้มาบ้างจากการอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ เมื่อเดือนก่อน เหตุผลของมูลนิธิฯก็คือการบริหารงานในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นประสบปัญหาการขาดทุน จึงมีความคิดจะเช่าบ้านระยะยาว มีโครงการจะสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์และห้องสมุด แต่ ม.ล.รองฤทธิ์ ปราโมช ทายาทผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องการคงรูปเดิมของบ้านให้เหมือนเมื่อครั้งที่หม่อมท่านยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่ยอมให้เช่าในระยะยาว และไม่เห็นด้วยกับการสร้างอาคารเพิ่ม มูลนิธิฯจึงถอนตัวออกไปและคงต้องหาสถานที่แห่งใหม่เพื่อดำเนินงานของมูลนิธิฯต่อไป

    นี่เป็นเรื่องราวของผู้ใหญ่ท่านนะครับ กลุ่มละอ่อนอย่างทีมงานก้าวรอก้าวได้แต่เฝ้าดู เรียนรู้และเอาใจช่วยให้บ้านหลังนี้คงอยู่ต่อไป ลองนึกถึงคำว่า “ถนนสาทร” ดูสิครับ ภาพที่ปรากฏอยู่ในห้วงคิดของใครหลาย ๆ คนก็คือ ภาพของถนนกว้างขวาง รถรามากมาย และมีอาคารสูงระฟ้าตั้งตระหง่านขนาบอยู่ทั้งสองฟาก ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้หรอกครับว่า ในมุม ๆ หนึ่งนั้นมีโบราณสถานประเภทบ้านบุคคลสำคัญ อันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สะท้อนถึงวิถีชีวิตแบบไทย ๆ และคุณค่าอย่างอื่นอีกนานับปการที่อาจสัมผัสได้ด้วยใจเท่านั้น ซ่อนอยู่ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ที่ทยอยผุดขึ้นเหมือนเห็ดฤดูฝน



    ปฐมบทของคอลัมน์นี้ เริ่มต้นด้วยการมาเยือนบ้านของผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการวรรณกรรมไทย ถ้าว่ากันตามความเชื่อหรือคติแบบไทย ๆ แล้ว การเริ่มต้นแบบนี้ก็นับว่าเป็นสิริมงคลแก่ตัวผู้เขียนไม่น้อย ผมสำนึกอยู่เสมอว่านักประพันธ์ท่านนี้ยิ่งใหญ่เสมอ จึงเตาะแตะด้วยการเขียนคอลัมน์อย่างมีความสุข จากการที่วางคอนเซ็ปต์ไว้ว่าจะสัมภาษณ์และเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับคนธรรมดาที่ไม่น่าจะธรรมดา กลายมาเป็นว่านี่เรากำลังเขียนถึงคนที่ไม่ธรรมดาเลย แม้กระนั้นก็เถอะ บทกวีปัจฉิมกาลที่ท่านได้เขียนไว้ก่อนขึ้นสวรรคาลัยนั้น ก็ดูเหมือนท่านแย้งกับผมว่า ท่านนะธรรมด๊า...ธรรมดา


    _____เมื่อโลกนี้ไม่มีคนชื่อคึกฤทธิ์มันจะผิดแปลกไปที่ไหนนั่น
    ทิวาวารยังจะแจ้งแสงตะวันยามราตรีมีพระจันทร์กระจ่างตา
    ไก่จะยังขานขับรับอุทัยฝนจะพรำร่ำไปในพรรษา
    คลื่นจะยังกระทบฝั่งไม่สร่างซา

    สกุณาจะยังร้องระงมไพร

    ลมจะพัดชายเขาเหมือนเก่าก่อนถึงหน้าร้อนไม้จะออกดอกไสว
    เข้าหน้าหนาวหนามสาวจะเร้าใจให้ฝันใฝ่ในสวาสดิ์ไม่คลาดคลา
    ประเวณีจะยังอยู่คู่ดินฟ้าไม่สิ้นสุดในความเสน่หา
    คนที่รักคึกฤทธิ์อย่าคิดระอาเพียงนึกถึงก็จะมาอยู่ข้างกาย
    คอยเข้าปลอบประโลมใจในยามทุกข์เมื่อมีสุขจะร่วมอารมณ์หมาย
    เมื่อรักแล้วไหนจะขาดสวาสดิ์วายถึงตัวตายใจยังชิดมวลมิตรเอย


    ผมอ่านบทกวีชุดนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก หมดความสงสัยโดยสิ้นเชิงในความยิ่งใหญ่ของท่าน ·


    เรื่อง : นารินทร์ ทองดี
    ภาพ : หนุงหนิง


    ---


    *ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๔๕๔ ที่จังหวัดสิงห์บุรี เป็นบุตรคนสุดท้องของพลโทพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ กับหม่อมแดง ปราโมช สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนี (พระพันปีหลวง) พระราชทานชื่อว่า คึกฤทธิ์

    หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เริ่มเขียนหนังสือลงในหนังสือพิมพ์ตั้งแต่พ.ศ.๒๔๘๙ งานชิ้นแรกเป็นบทสักวา ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวัน เกียรติศักดิ์ ไม่ใช้นามแฝงหรือนามปากกา และต่อมาได้เขียนนิยายการเมืองในรูปแบบของนวนิยายกึ่งพงศาวดาร เช่น เรื่องโจโฉ นายกตลอดกาล

    บทบาทของการเป็นนักเขียนหนังสือพิมพ์และนักหนังสือพิมพ์เริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๓ โดยเป็นทั้งเจ้าของ ผู้อำนวยการ และนักเขียนประจำ นอกเหนือจากการตอบปัญหาประจำวันแล้ว คอลัมน์พิเศษของท่านในหนังสือพิมพ์สยามรัฐคือ ข้าวนอกนา (๒๕๑๙) ข้าวไกลนา (๒๕๑๙-๒๕๒๓) คลื่นใต้น้ำ (๒๕๒๐) ข้างสังเวียน (๒๕๒๐-๒๕๒๓) และ ซอยสวนพลู (๒๕๒๓-๒๕๓๘) ซึ่งถือว่าเป็นเสียงแห่งเหตุผลในระยะที่สังคมไทยเต็มไปด้วยความสับสน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน

    นอกเหนือจากการปฏิบัติภาระหน้าที่ด้านการบริหารราชการแผ่นดินจนดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ชนรุ่นหลังยังรู้จักท่านในฐานะผู้มีผลงานด้านวรรณศิลป์ที่โดเด่นมากกว่า ๒๐๐ เรื่อง ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล หนังสือบางเล่มได้รับการตีพิมพ์หลายครั้ง เช่น สี่แผ่นดิน ไผ่แดง หลายชีวิต ซูสีไทเฮา เป็นต้น และได้รับการยกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในปี ๒๕๒๘





    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [กัดกับหมา] โดย ยามักการ


    ชีวิตข้างถนน


    มันเป็นอาการตกประหม่าในครานั้นที่เราได้สนทนากัน หากไปเล่าให้ใครฟังจะมีใครบ้างที่จะเชื่อว่าผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับหมา แม้กระทั่งผมเองก็ยังแอบคิดไม่ได้ว่ามันเป็นภาพหลอนหลังฝนตก แต่ความจริงก็ย่อมเป็นความจริงแม้ว่ามันจะยากเกินทำใจยอมรับได้

    ค่ำวันนั้นหลังจากไฟฟ้าในละแวกบ้านดับลงและปล่อยให้ความมืดโรยตัวลงมาปกคลุมอย่างหนาแน่น ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือหมาไทยพันทางกำลังตะโกนเรียกผมอยู่หน้าประตูรั้ว ผมใช้เวลาตั้งสติอยู่นานกว่าจะมั่นใจว่าเสียงที่ผมได้ยินเป็นเสียงหมาที่กำลังร้องเรียกผมอยู่ และกว่าจะหลุดปากตอบรับกลับไปก็ต้องใช้เวลาอีกกว่าสิบนาที โสตประสาทยังคงแว่วเสียง ‘เฮ้ย...เฮ้ย’ ออกจากปากยื่นยาวของสุนัขพันทางขนเกรียนจนติดหนัง คำถามจากเขายังคงกรอกเข้าโสตประสาท “เฮ้...คุณไม่ได้ยินเสียงเรียกจากผมบ้างเลยเหรอ...ผมถามคุณว่าไฟจะดับไปอีกนานแค่ไหน” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งผมตอบออกไปว่า ผมไม่รู้ เพียงเท่านั้นการสนทนา (ผมเลือกใช้คำว่าสนทนาแทนการใช้คำว่าต่อปากต่อคำ) ก็เกิดขึ้น

    “แล้วคุณรู้เรื่องอะไรบ้าง” น้ำเสียงในคำถามเจือความไม่สบอารมณ์อยู่ด้วยอย่างเปิดเผย

    “ก็ผมไม่รู้จริงๆ” ผมไม่ทราบจะตอบเขาอย่างไรให้ดีกว่านี้

    “ก็ใช่สิคุณจะรู้สึกรู้สาอะไรล่ะ ก็ในเมื่อคุณมีหลังคาคุ้มกะลามั่นคงออกอย่างนั้น คุณไม่ได้มาลองทั้งเปียกทั้งมืดจนคลำทางไม่ถูกอย่างผมดูไหมล่ะ” เขาเย้ยหยันผมอย่างโจ่งแจ้ง

    “ก็ถ้ามันยังมืดอยู่และคุณก็เปียกอยู่อย่างนี้ทำไมคุณไม่หยุดรอเสียก่อนเล่าแล้วค่อยเดินทางไปต่อ” ผมพยายามแก้ปัญหาให้เขา

    “ผมไม่ได้อิ่มท้องครบสามมื้อสี่มื้ออย่างคุณนี้ ผมยังต้องออกไปหาเศษอาหารเพื่อประทังชีวิต หากผมไปช้าเศษอาหารที่พวกมนุษย์อย่างพวกคุณกินทิ้งกินขว้างอาจจะไม่เหลือตกถึงท้องของผม และผมคงต้องหิวโหย ซึ่งมนุษย์คุณไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกหิวโหยแบบนี้หรอก” เขาเย้ยหยันผมอย่างโจ่งแจ้งเป็นคำรบสอง

    “ถ้าคุณหิวผมยังพอมีข้าวก้นหม้อกับกับข้าวอีกสองสามอย่างของมื้อเย็น ถ้าคุณไม่รังเกียจผมยินดีจะเอามาให้คุณกินประทังชีวิตของคุณต่อไปให้ถึงพรุ่งนี้” และผมพยายามที่จะช่วยเขาแก้ปัญหาอีกครั้ง

    “ผมไม่ต้องการความสงสาร แต่ถ้าคุณยินดีผมก็ไม่รังเกียจ ว่าแต่เมนูมื้อเย็นของคุณมีอะไรบ้างล่ะ มันอาจจะไม่ถูกปากผมก็ได้” แววตาของเขาดูเป็นมิตรมากขึ้นแต่ผมยังไม่อาจไว้วางใจปากอันยื่นขาวของเขา

    “ก็มีแกงส้ม ปลาทูทอด แล้วก็น้ำพริกกะปิน่ะคุณ คุณพอจะกินได้ไหม” ผมแจงรายการอาหาร

    “ก็พอทน” เขาแสยะปากอันยื่นยาวของเขาอย่างไม่ยี่หระ

    “งั้นเดี๋ยวผมไปเอามาให้”

    หลังจากจัดการกับข้าวคลุกที่ผมจัดการขยำใส่กะละมังพลาสติกขนาดย่อมให้จนเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับใช้ลิ้นตวัดน้ำเข้าปากจนหนำใจเขาก็เงยหน้ามองผมด้วยสายตาอันเป็นมิตร แต่ให้ตายเถิดถึงอย่างไรผมก็ยังไม่อาจไว้วางใจปากหมาของเขาได้เลย

    “ขอบคุณ แต่รสชาติอาหารดูดาดๆไปหน่อยนะ ถ้าให้ผมทายผมทายว่า ผมว่านี่เป็นอาหารถุงที่ซื้อหามาเป็นแน่ รสชาติแบบตลาดๆไม่มีอะไรแตกต่าง ไม่น่าสนใจ รสมือธรรมดาสามัญมากๆ ปรุงแค่พอกินได้ไม่ได้เลิศเลอ คุณกินอาหารแบบนี้ทุกวันไหม” เขาถามหลังจากที่ให้คำอธิบายเกี่ยวกับอาหารเย็นของผมอย่างตรงไปตรงมา

    “ทุกวัน จะเว้นบ้างก็เฉพาะวันหยุด” ผมให้คำตอบ

    “ทำไมต้องเฉพาะวันหยุดล่ะ เขาถาม

    “ก็เพราะวันหยุดผมจึงจะมีเวลาเข้าครัวปรุงอาหารกินเองน่ะสิ”

    “แล้วเวลาของคุณมันหายไปไหนหมดล่ะ”

    “หมดไปกับภาระงานในหน้าที่น่ะสิคุณ”

    “ภาระของคุณใหญ่หลวงมากขนาดนั้นเลยหรือ”

    “ก็ใช่น่ะสิ”

    “ผิดกับผมนะ วันผมไม่เห็นต้องมีหน้าที่ให้ต้องรับภาระมากมาย เพียงเตร็ดเตร่ไปเรื่อย หิวก็หาอะไรใส่ปาก ง่วงก็หลับ ถึงเวลาผสมพันธุ์ผมก็ออกไปบู๊กับหมาตัวผู้อื่นบ้างเพื่อแย่งตัวเมีย มีลูกก็ไม่ต้องรับผิดชอบ สบายดีออก” เขาว่า

    “แต่ชีวิตมันเหมือนไม่มีคุณค่า วันๆไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์” ผมแย้ง

    “ผมไม่เห็นชีวิตของผมจะไร้ประโยชน์ตรงไหน” เขาตอบหน้าตาเฉย “เอาล่ะคุณผมว่าคุณน่าจะหาเวลาทำกับข้าวกินเองให้มากกว่านี้นะ”

    “ทำไมล่ะ”

    “ไม่รู้สิ ช่างมันเหอะ อย่าถือสาผมเลย ชีวิตใครชีวิตมันดีกว่านะคุณ ผมมีชีวิตของหมา คุณก็ใช้ชีวิตแบบคนแบบคุณไปแล้วกัน อ้าว! นี่ไฟฟ้าติดตั้งแต่เมื่อไหร่”

    ผมมองออกไปรอบๆบ้านแสงสว่างกลับคืนมาแล้ว

    “ผมต้องไปแล้วคุณ”

    “ไม่ค้างที่นี่สักคืนล่ะ”

    “คุณจะให้ผมนอนในบ้านคุณได้ไหมล่ะ”

    ผมอึกอักลังเล

    “ไม่ต้องคิดนานขนาดนั้นหรอกคุณ ต่อให้คุณเชิญ ผมก็ต้องปฏิเสธ ก็บอกแล้วไงผมมีชีวิตแบบหมาข้างถนน แล้วเจอกันอีกนะคุณ คุยกับคุณแล้วสนุกดี”

    แล้วเขาก็เดินลับหายไป

    ทำไมเขาบอกว่าผมควรจะอาหารกินเองให้มากกว่าด้วยนะ ผมไม่ได้กินไม่เลือกเหมือนหมาสักหน่อย อย่างน้อยผมก็เลือกร้านที่ดูสะอาดสะอ้าน อาหารในถาดอยู่ในตู้กระจก มีควันลอยอ้อยอิ่ง แล้วชีวิตแบบหมาข้างถนนของเขาจะเป็นอย่างไรกันนะ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งทีหลังนะครับ



    สวัสดี.



    [อ่าน กัดกับหมา ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


    สากลเพศ




    ขึ้นชื่อว่าชีวิต ล้วนปรารถนาความสมบูรณ์แบบแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่กระนั้นทุกชีวิตก็ได้เรียนรู้แล้วว่า ความสุขสมบูรณ์แบบไม่เคยมีอยู่จริง เฉกเช่นความเสมอภาคที่แท้ในสังคม ที่กำหนดรูปรอยบางอย่างไว้อย่างลงตัว

    ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเติบโตมาท่ามกลางการเลี้ยงดูที่มีแต่พี่ผู้ชาย คลุกคลีจนเธอเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นประเภทรักผู้หญิงด้วยกันมาแล้ว เธอผู้นั้นคือ กีรติ แห่งห้องหนอนสนทนา ชื่อจริงของเธอคือ นฤมล สารากรบริรักษ์ มหาบัณฑิตจากรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากรหมาดๆ เธอเคยกล่าวไว้เสมอๆว่า เพศนี้คือสิ่งสากล

    เราจะร่วมพูดคุยกับเธอถึงความเห็นส่วนตัวในประเด็นเพศศึกษา และเพศสากลของเธอในก้าวต่อก้าวฉบับนี้



    Q : คำว่า “เพศ” มีความหมายว่าอะไรคะ

    A : คุณจะถามซื่อๆอย่างนี้เลยใช่ไหม ถ้าจะให้ตอบซื่อๆ ตามพจนานุกรมล่ะก็ คือ รูปที่แสดงให้เห็นว่า หญิง หรือชาย ถ้าเป็นสัตว์ก็เรียกว่าตัวผู้ หรือตัวเมียนี่ล่ะ

    Q : เพศจำกัดที่หญิงกับชายเท่านั้นหรือคะ แล้วที่เราเห็นที่มากกว่านั้นจะเรียกว่าอะไรดีคะ

    A : ก็เรียกเขาว่าเพศที่สาม น่าจะดีกว่า ในพจนานุกรมก็มีนะคุณ แต่เขาแยกออกมาเลยว่า กะเทย แต่สมัยนี้คนไม่ค่อยใช้แล้ว มีคำเรียกเพศที่สามเยอะแยะ อย่าง ตุ๊ด เกย์ ทอม ดี้ ยังรวมพวกที่ไม่เปิดเผยอีกว่าแอบ อะไรทำนองนี้ล่ะ การที่จะระบุว่าคนนี้เพศนั้นเพศนี้ คงได้แต่ภายนอกเท่านั้น เพราะว่า มันไม่ได้หมายรวมเข้าไปถึงความต้องการที่แท้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ มันห้ามกันไม่ได้นะ

    Q : แล้วคุณเป็นเพศอะไร

    A : หญิงค่ะ

    Q : ดูเหมือนว่าคุณทำความเข้าใจเพศที่สามได้ดี คนรอบข้างของคุณมีคนเหล่านี้หรือเปล่าคะ

    A : ก็พอมีบ้าง จริงๆแล้วตั้งแต่เด็กมาเลยนะ ก็จะมีเพื่อนผู้ชายที่ชอบมาเกล้าผมให้ มาหวีผมให้ เขาจะเดินบิดตัวนิดๆ มาเข้าใจว่า อ๋อแบบนี้เขาเรียกว่าตุ๊ด เขาก็จะโดนเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆล้อนะ แต่พอโตขึ้นมาหน่อย เรียนมหาวิทยาลัยก็เข้าใจว่า เพศที่สามมีตัวตน ในสังคมจริงๆ มีพื้นที่ของเขา แล้วก็จะไม่มีการล้อกัน เป็นไปได้ว่าในมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนของเพศที่สามในปริมาณที่ เรียกว่า สามารถเป็นข้อต่อรองอะไรหลายๆอย่างได้เลยล่ะ

    Q : ข้อต่อรองที่ว่านี้คืออะไรคะ

    A : คืออย่างนี้ มันไม่ใช่แค่นักศึกษาหรอกนะที่เป็นเพศที่สาม แต่ระดับอาจารย์ก็เป็น แล้วก็เปิดเผยด้วย เอาเข้าจริง เราแทบจะไม่ได้แยกแยะเลยว่า คุณเป็นทอมนะ คุณเป็นเกย์นะ จะทำแบบนั้น แบบนี้ไม่ได้ คุณต้องเป็นบุคคลชั้นสอง หรือไม่ก็ต้องถูกเพื่อนล้อ ตรงข้าม เพื่อนๆส่วนมากที่เข้าข่ายกลุ่มนี้ เรียนเก่งแล้วก็ไม่เอาปมของตัวเองมาสร้างปัญหา

    Q : เหมือนว่าคุณจะยอมรับแล้วก็ยกย่องเพศที่สาม

    A : ใช่ค่ะ โดยส่วนตัวไม่แอนตี้เกย์ ทอม ดี้ หรืออะไรอีกเยอะแยะที่แยกออกจากเพศหญิง เพศชาย ไม่สนใจด้วยซ้ำไปว่า เขาต่าง เขาแปลก ออกจะเพลิดเพลินด้วยซ้ำ เป็นไปได้ว่าเพื่อนเขานิสัยดีด้วยมั้ง เลยไม่รู้สึกอะไร

    Q : คิดอย่างไรกับการปฏิเสธเพศที่สามในสังคมคะ

    A : จริงๆแล้ว ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า เรากีดกันเขาเพราะอะไร เขาเลว เขาเลวเพราะอะไร เขาเลวเพราะเพศหรือเปล่า หรือเขาเลวที่การกระทำ มันต้องแยกออกมาให้ได้นะคุณว่า การกระทำคือส่วนของการกระทำ ถ้าเราโยงเพศมาเกี่ยวข้อง ทุกอย่างมันก็จบ ถ้าในสังคมบอก ผู้ชายเป็นใหญ่ ไอ้ที่เหลือก็จบ หรือว่าสังคมนี้ผู้หญิงเป็นใหญ่ ที่เหลือก็ไม่มีที่ยืน แต่เท่าที่เห็น เพศที่อ่อนแอทั้งทางร่างกาย และจิตใจมักถูกทำร้ายมากกว่า นั่นก็คงไม่พ้นเพศหญิง หรือผู้ชายที่มีจิตใจเป็นหญิง

    Q : แล้วกับคำพูดที่ว่า “เพศที่สาม ทำให้เกิดการติดเชื่อโรคทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น” คุณมีความคิดเห็นอย่างไร

    A : ไม่ว่าเพศอะไร ลองมันได้สำส่อน มันก็แพร่เชื่อได้ทั้งนั้นล่ะคุณ แต่ว่าภาพที่ออกมานำเสนอให้เห็นว่าคนเหล่านี้ มีความสนุกทางกามารมณ์มากกว่าเพศอื่นๆ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มันคงไม่ใช่หรอกมั้ง ความสำส่อนไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพศใดเพศหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรอกค่ะ แต่ว่ามันอยู่ที่สำนึกของแต่ละคนที่มีมากมีน้อยไม่เท่ากัน

    Q : การเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์มีประโยชน์หรือไม่คะ

    A : มีมากๆเลยค่ะ เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ใครคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย ส่วนตัวคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรรู้ไว้ เพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ไม่ได้หมายถึงว่าเราทุกคนต้องกระโดดลงไปนอนร่วมรักกันนะ แต่เราควรเรียนรู้กลไกต่างๆในร่างกายของเราเอง ทำความเข้าใจ และรู้จักวิธีป้องกันรักษา หรือแม้แต่การหลีกเลี่ยงภาวะอะไรบางอย่างที่จะนำไปสู่ปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง คือเอาเป็นว่ารู้ไว้ดีกว่าต้องมาตามแก้ค่ะ

    Q : แล้วอย่างเพศที่สามนี่จะสอนเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างไรดีคะเนี่ย

    A : อย่างนี้นะคุณ เพศศึกษานี้เราเรียนรู้เรื่องกลไกของร่างกาย และเรื่องของระบบสืบพันธุ์ แน่นอนว่าเพศที่สามนี้สืบพันธุ์กันไม่ได้ มันไม่ท้อง จะไม่มีทางมีลูก เพราะเขารักร่วมเพศ มันก็คงไม่ต่างกันหรอกค่ะ เรียนรู้ไปพร้อมๆกันได้ เพียงแต่ว่าในชีวิตจริงของพวกเขาแต่ละคน เขาก็จะรู้เองล่ะว่า เขาจะร่วมรักกันด้วยวิธีไหน คงไม่ต้องสอน เพียงแค่รู้จักวิธีป้องกันการติดเชื้อโรคที่มากับการร่วมเพศ เท่านี้น่าจะพอแล้ว

    Q : ขอพูดถึงเรื่องศักดิ์และสิทธิ์ของเพศที่สามสักนิดค่ะ คุณคิดอย่างไรคะกับการที่จะจำกัดขอบเขตอาชีพ หน้าที่การงานของเพศที่สามเอาไว้ค่ะ

    A : อืมพูดถึงประเด็นนี้น่าสนใจมาก เคยคุยกับเพื่อนที่เป็นทอมเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เขารอลงประชามติกันอยู่นี่ล่ะนะ เขาบอกเขาจะลงมติรับ พอถามว่าเพราะอะไร เขาบอกแค่ว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้เกียรติเขา พอมาถึงจุดนี้เราก็ต้องมาทบทวนท่าทีของสังคมว่า กฏหมายที่จะตราให้เพศที่สามมีสถานภาพที่เท่าเทียมกันนั้น มันถูกลดบทบาทไปตั้งแต่เมื่อไหร่ จริงๆไม่รู้ตัวเลยนะว่าความไม่เท่ากันเกิดขึ้นมานานแล้ว พอรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สิทธิเพศที่สามมากขึ้น ก็ทำให้เข้าใจว่า อืมการเรียกร้องของพวกเขามันมีมาโดยตลอด ส่วนตัว ไม่ค่อยคิดกีดกันพวกเขา หรือว่าเราตัวเล็กก็ไม่รู้นะคิดแทนผู้ใหญ่ในบ้านเมืองลำบาก

    Q : แล้วการระบุเพศในเอกสารมีความหมายอย่างไรคะ ถ้าคุณอยากให้มันเป็นสิ่งสากล

    A : มีความหมายในแง่กฏหมายล่ะค่ะ เราจะไม่เอาคุณค่าของจิตใจมาเบียดเบียนความคมชัดของกฏหมาย มันจะต้องกระจ่างชัดในสักทางหนึ่ง คือตั้งแต่บุคคลนั้นกำเนิด เขาถือเพศอะไรอยู่ แต่ในเรื่องของจิตใจนั้นอยากให้มองเห็นถึงความเสมอภาคเท่าเทียมกันมากว่า ที่จะมาตั้งแง่ว่า คุณเป็นเพศนี้ มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ แล้วมาจำกัดสิทธิเสรีกัน อย่างนี้มันจะก่อให้เกิดปัญหานะ

    Q : มีโอกาสเป็นไปได้ไหมคะว่า คนเราจะยอมรับเพศที่ต่างออกไปมากขึ้น

    A : มีโอกาสสูงค่ะ

    Q : เพศสากล ในความหมายของคุณคืออะไรคะ

    A : คือคนเราเท่ากันค่ะ

    หนึ่งความเห็นจากผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอมองว่าความเท่าเทียมกันที่แท้ มันน่าจะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องเพศประการหนึ่งด้วย อีกทั้งเธอยังมองว่า เพศเป็นสิ่งสากล กว่าจะข้ามพ้นความคิดตรงส่วนนี้มาได้ คงไม่ต้องลองให้ท่านผู้ปกครองแต่ละประเทศ หรือใครก็ตามลองมีจิตใจเพศอื่นก่อน เพียงแต่ใส่ใจคุณค่าของความเป็นคน ก็น่าจะกระชับรอยแยกของเพศได้ ไม่ว่าคุณจะมีเพศอะไร จริงไหม.



    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [รายงานพิเศษ]


    เติมความคิด...ติดความรู้สู่โลกกว้าง


    “หนังสือไม่ใช่เป็นเพียงประตูสู่โลกกว้างเท่านั้น แต่หนังสือยังช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น มีความจำที่ดีขึ้น มีจินตนาการทางความคิดมากขึ้น พัฒนาการของเด็กดีขึ้น และยังเป็นสื่อกลาง ความรัก ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัวอีกด้วย”

    นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของ เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเด็ก จากหนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันเสาร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ หน้า C8

    จากสถิติการอ่านหนังสือของคนไทย ได้ตอกย้ำให้ช้ำใจอยู่บ่อย ๆ ว่า คนไทยอ่านหนังสือกันน้อย คือเฉลี่ยแล้วอ่านกันคนละไม่กี่บรรทัดต่อปี



    การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านควรปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เพราะวัยเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ “เทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ ๕” (Book Festival for Young People 2007) คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่สนับสนุนให้เด็กไทยรักการอ่าน ปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕-๒๙ ก.ค. ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เติมความคิด...ติดความรู้สู่โลกกว้าง”

    สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (ส.พ.จ.ท.) กำลังผลักด้นให้ “การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ” เตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เดินหน้าขยายยุทธศาสตร์หลัก ๔ ประการ ซึ่งประกอบด้วย


      ๑.สร้างพฤติกรรมการอ่านในครอบครัว ด้วยการสนับสนุนให้พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง
      ๒.นำหนังสือสู่เด็กและนำเด็กสู่หนังสืออย่างทั่วถึง
      ๓.ส่งเสริมให้หนังสือมีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม
      ๔.ร่วมมือกันปกป้องเด็กจากสื่อที่เป็นภัยให้มาสนใจในการอ่านหนังสือที่ดี


    ภายในงานมีหนังสือเด็กทั้งของไทยและต่างประเทศวางจำหน่าย รวมทั้งมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็กได้ร่วมสนุกด้วย



    ก้าวรอก้าว ขอเป็นอีกหนึ่งแรงใจสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการอ่านครั้งนี้ โดยนำภาพบรรยากาศภายในงานมากำนัลเพื่อนหนอนที่เคารพรักทุกท่าน



    ก้าวรอก้าว ได้ยินคำกล่าวที่ว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ” มาตั้งแต่สมัยที่ทีมงานก้าวรอก้าวยังเป็นเด็ก และเชื่อว่าคำกล่าวนี้จะยังคงมีต่อไปจนสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์โลก

    ในวันนี้ ก้าวรอก้าว ถือว่าตนเองเป็น “ปัจจุบันของชาติ” และรักที่จะก้าวเดินไปบนเส้นทางสายศิลปะและวรรณกรรม การได้มีส่วนร่วมเผยแพร่กิจกรรมดี ๆ อย่างนี้ ถือเป็นความภูมิใจของกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ อย่างพวกเรา



    เราได้แต่หวังว่าปีหน้าและปีต่อ ๆ ไปคนไทยคงอ่านหนังสือมากกว่าปีที่ผ่านมา ·



    เรื่อง/ภาพ : ทีมงานก้าวรอก้าว





    [มีอะไรในเล่มอีก]









    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com


     


    หนุงหนิง
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย หนุงหนิง   เมื่อ: 2007-08-01 08:52:53
    โอ้ว...ว้าว ยาวจริงๆ

    เด็กโพสท์สุดยอด!!
    หน้าตา(นิตยสาร) น่าอ่านมาก
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-08-01 10:57:58
    พออะไรๆมันเริ่มจะเข้าที่ มันก็ดีแบบนี้จริงๆเลยน้อ
     


    ที่คั่นหนังสือ
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย ที่คั่นหนังสือ   เมื่อ: 2007-08-01 12:26:47
    ปกสุดยอดเลยครับ ใช้เส้นแค่เส้นเดียวบอกเล่าอะไรได้โขเลยครับ


    อืม หน้าคนโดนสัมภาษท่าทางเก๋ามากๆเลย^^

    สวัสดีครับ ทุกเรื่องคุณภาพโดยแท้
     


    พุ่มฮัก
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย พุ่มฮัก   เมื่อ: 2007-08-02 00:13:48
    อ้อยจ๋า...

    ฉบับหน้าจะสัมภาษณ์ใคร?


    ป๋า..
    อยากกินเหล้ากับหมาป๋าว่ะ
     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-08-02 00:32:09
    เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

    ฉบับนี้ต้องขอขอบคุณน้องพุ่มฮักกับพี่หนุงหนิงเป็นพิเศษ ที่ได้นำเรื่องราวของบ้านของท่านคึกฤทธิ์มาลงให้ได้อ่าน และมีภาพสวย ๆ มาให้ชมค่ะ อยากจะไปเยี่ยมชมเมื่อตอนมีข่าวว่ากำลังจะปิดอยู่เหมือนกัน แต่ก็หาเวลาแวะไปไม่ได้

    ชอบบทกลอนที่ท่านแต่งไว้มากค่ะ ทำให้ตระหนักดีถึงคำว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ แม้กายเนื้อของท่านจะดับสลายไปแล้ว แต่จิตวิญญาณที่ถ่ายทอดมาทางด้านต่าง ๆ นั้นยังสถิตย์ในโลกนี้เสมอ...

    เป็นคนหนึ่งที่ระลึกถึงท่านทุกครั้งเมื่อมีโอกาสค่ะ

     


    ปรยา
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย ปรยา   เมื่อ: 2007-08-02 14:32:05
    ร่วมเป็นกำลังใจให้อีกคนครับ
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 9

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-08-02 16:38:11
    พี่ปรยามาอ่านแบบนี้ แฮปปี้ขึ้นเยอะ เป็นกำลังใจให้พี่ปรยาด้วน
     


    popo
    ความเห็นที่ 10

     
      ตอบโดย popo    เมื่อ: 2007-08-02 20:44:10
    ชอบหน้าปกของพี่ยางฯจังเลยค่ะ ครีเอทดีจัง

    อืมม..... ดีจังเลยค่ะที่ได้อ่านเรื่องราวของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ด้วย ขอบคุณที่ทำนิตยสารดีๆมาให้อ่านกันนะคะ
     


    หนอนดิน
    ความเห็นที่ 11

     
      ตอบโดย หนอนดิน   เมื่อ: 2007-08-02 21:53:04
    โอ้โฮเฮะ!
    ไฉไลเป็นบ้าขะรับ!
    ..
    ..
    ท่านปรยาคอยให้กำลังใจเหล่าเราอย่างสม่ำเสมอ
    ทั้งยังช่วยนำก้าวฯไปเผยแพร่
    ขอบพระคุณหัวใจท่านมากมาย
    ..
    ..
    ส่วนแม่หญิงกีฯคนน่ารักไม่ทราบจะรีบไปไหนขอรับ?
    กลับมาแก้คำพลาดเสียดี ๆ
    ..
    ..
    ข้าพเจ้าหายกบาลไปเสียนาน
    ทักทายศิษย์พี่ศิษย์น้องเสียคราเดียวนะขะรับ
    พี่ท่านซารันฯ ท่านย่าฯ ท่านอ้ายฯ ท่านคั่นฯ ท่านหญิงกีฯ
    ท่าน Plin ท่านยอดเยี่ยมกระเทียมดอง
    ท่านยางฯ ไอตะระเดียท่านแจ่มปานนี้ ขอให้คว้าครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ในเร็ววัน
    (หรือเป็นอยู่แล้วหว่าขะรับ?)

    คารวะ
    ดิลล์
     


    ท่านหญิงกีฯ
    ความเห็นที่ 12

     
      ตอบโดย ท่านหญิงกีฯ    เมื่อ: 2007-08-02 23:36:47
    ขอให้พี่ดินเป็นบอกอส่วนตัวได้ไหม
     


    ยางมะตอยสีชมพู
    ความเห็นที่ 13

     
      ตอบโดย ยางมะตอยสีชมพู   เมื่อ: 2007-08-03 00:34:46
    สมพรปากเถิดคร๊าบบบบบบบบ ท่านเถ้า 555+
    แต่คงอีกไกลอ่ะฮะ... ^ ^

    เฮ้อ...ไปๆมาๆ ปาไป 16 เล่มแล้วเหรอเนี่ย
     


    ป้าโค
    ความเห็นที่ 14

     
      ตอบโดย ป้าโค   เมื่อ: 2007-08-03 12:23:41
    แค่รูป(ปก) ก็โดนซะแล้ว...
    พออ่านจากปก อ่ะอ้า...ยิ่งโดนใหญ่
    ป้าว่าปักษ์หน้าสัมภาษณ์ เจ้เบียบของเรานะ ถ้าจะมันส์ไม่ใช่น้อย เหอเหอ

    ปล.เจ้าอ้อย นายทำไมหล่อลากขนาดนี้วะ
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 15

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-08-03 14:05:02
    อ่ะฮี้ๆ

    ขอบคุณที่ชมคร๊าฟ คุณผู้หญิง
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   7b69328c
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)