ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๗.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๗.-
 เมื่อ: 2007-08-15 00:13:29 
----
----ก้าวฯที่๑๗
----




Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








-
----มีอะไรในเล่ม :
-




  • คมคำ-คมความ

  • บทบรรณาธิการ

  • เรื่องจากปก : [หนุงหนิง]

  • ปากกาพาไป : [พุ่มฮัก พานเสือ] ปากกาพามา

  • สืบศิลป์ : [กีรติ] นาคสะดุ้ง ลีลานาคในพุทธศาสนา

  • ก้าวฯกวี : [กวิสรา] "สันติภาพ คือนามที่สองของการละคร"

  • ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] คำถามโง่ ๆ

  • DekAd. : [Black&Pink] สงคราม...

  • อิสระวิถี : [ต้นน้ำ บัวไร] พูดคุยบนเสาไฟฟ้ากับสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

  • ๑๐๐ รูปแบบแนวคิดการใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] ตอนที่ ๓๓ และ ๓๔

  • ก้าวฯกวี : [ณ เวียงบุณย์] บทเพลงแห่งวิหคลืมไพร

  • ระเบียงใบไม้ : [ธุลีดิน] ไอ้เตี้ย

  • ก้าวต่อก้าว : [สารากร] สงครามความคิด และวิกฤตสันติภาพ

  • Book Review : [วนิดา (นามปากกา)] ฤดูกาล : วรรณกรรมสะท้อนสังคมเมืองจากแนวป่า










  • [คมคำ-คมความ]



    “ถ้าคุณไปสนใจกับตัวตนของศิลปินเมื่อไร ในโลกนี้ก็คงไม่มีงานศิลปะใดๆ เหลือให้คุณเสพ นักแต่งเพลง นักสร้างหนัง นักเขียนจำนวนมากที่นิสัยแย่ ไม่น่าคบ บางคนเป็นพวกเหยียดผิวอีกต่างหาก แต่งานยอดเยี่ยม ค่าของงานดูที่ตัวงาน ไม่ใช่ตัวบุคคล

    “พระพุทธเจ้าเองยังตรัสให้ดูที่ตัวผลงาน (ธรรม) ของพระองค์ ไม่ใช่ที่ตัวพระองค์เลยครับ”

    วินทร์ เลียววาริณ
    www.winbookclub.com





    [อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [บทบรรณาธิการ]




    มีเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความคึกคักแก่อารมณ์อยู่หลายประการในช่วงนี้ วันที่ ๑๙ สิงหาคม ลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฯ วันที่ ๑๖ สิงหาคม คือวันครบรอบการจากไปเป็นปีที่ ๓๐ ของราชาเพลงร็อค เอลวิส เพรสลีย์ รวมถึงความคึกคักของวรรณกรรมเยาวชนก้องโลกอย่าง แฮรี่ พ็อตเตอร์ เล่ม ๗ ความกึกก้องราวกับพลุปะทุฟ้าของพ็อกเก็ตบุ๊ก ทักษิณ Where are you? ของหมวดเจี๊ยบ-ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต

    และความคึกคักอย่างเงียบ ๆ ของบทกวี ๘ เล่มที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปีนี้

    ฯลฯ

    ทุกเหตุการณ์ที่กล่าวมา ล้วนมีความเหมือนที่แตกต่าง

    ความเหมือน คือ ทุกเหตุการณ์ต่างคึกคัก

    ความแตกต่าง ก็คือ แต่ละเหตุการณ์คึกคักอยู่ภายในกลุ่มของตน การลงประชามติฯย่อมคึกคักในกลุ่มของคนที่ชื่นชอบหรือสนใจการเมือง ในขณะที่หลายคนอาจรู้สึกเฉย ๆ แฟนเพลงของเอลวิส เพรสลีย์ ก็คึกคักที่จะได้พบปะสังสันทน์และรำลึกถึงนักร้องที่พวกเขาชื่นชอบ พ่อมด (หนุ่ม) น้อยแฮรี่ พ็อตเตอร์ ก็คึกคักอยู่ภายในกลุ่มของวรรณกรรมเยาวชน “ทักษิณ Where are you?” ก็คึกคักเพราะเป็นวรรณกรรมที่มีการเมืองมาเกี่ยวข้องอย่างเหมาะเหม็ง บทกวีทั้ง ๘ เล่มของกวี ๗ ท่านก็คึกคักอยู่ภายในกลุ่มวรรณกรรมที่นับวันจะหาชั้นวางในร้านหนังสือได้ยากเต็มที

    ทุกเหตุการณ์ที่กล่าวมา และรวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มิได้กล่าวถึง ล้วนแต่มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งในฐานะที่ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก หากเปรียบ ก้าว...รอ...ก้าว เป็นสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ก็ขอบอกว่าเรากำลังมองดูเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยความคึกคัก

    คึกคักด้วยความอยากรู้และอยากเขียนถึง ตามประสาวัยรุ่นที่กำลังมีไฟ

    คึกคักและอยากเอาทุกเหตุการณ์มาขึ้นปก ตามประสาวัยรุ่นที่กำลังมีไฟ

    แต่สุดท้ายเราก็เลือกธีมปก “สันติภาพ” ด้วยว่าวันที่ ๑๖ สิงหาคม เป็นวันสันติภาพไทย เราโหวตธีมปกกันด้วยความคึกคักตามประสาวัยรุ่น สวนกระแสสังคมอย่างสิ้นเชิง เพราะคนไทยหลายคนไม่รู้หรือถึงรู้ก็คงลืมไปแล้วว่าวันที่ ๑๖ สิงหาคมเป็นวันสันติภาพไทย ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องถึงขบวนการเสรีไทยที่มีส่วนช่วยให้ประเทศไทยไม่ตกเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒

    และสุดท้าย เสียงส่วนใหญ่ของเราก็เลือกรูปปกเป็นนกพิราบคาบใบมะกอกในอุ้งมือใครก็ไม่รู้?

    ใช่หรือไม่ว่านั่นคืออุ้งมือของเรา...มนุษย์โลก?

    ถ้าใช่! ดังนั้นจึงทุกมือน้อย ๆ ของ ก้าว...รอ...ก้าว ต่างก็พร้อมที่จะเขียนคำว่า สันติภาพ ลงในโลกที่กำลังระอุด้วยปัญหานานาประการ แม้จะตระหนักดีว่าสันติภาพและสงครามเป็นสิ่งตรงข้ามที่อยู่คู่กันมานานับตั้งแต่ยุคแรกของการกำเนิดมนุษย์ แต่เราก็อยากเห็นโลกของเรามีแต่สันติภาพ

    เราจึงเขียน...

    แม้คำว่า “สันติภาพ” ที่เราเขียนถึงจะไม่ใหญ่โตจนมองเห็นกันทั่วโลก แต่เราก็ภูมิใจที่ได้ใช้มือเล็ก ๆ ของเราเขียนคำคำนี้ตามประสาคนเขียนหนังสือตัวเล็ก ๆ

    เว้นเสียแต่ว่าเราจะค้นพบในภายหลังว่า สันติภาพของโลกขึ้นอยู่กับอุ้งมือของมนุษย์ต่างดาว...ไม่ใช่มนุษย์โลกอย่างเรา ๆท่าน ๆ

    ถึงวันนั้นเราค่อยมาว่ากันอีกที ·



    ด้วยมิตรภาพ
    ส.ค.๕๐




    [อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [เรื่องจากปก]


    วันที่ ๑๖ สิงหาคมเป็นวันอะไร? เมื่อได้ยินคำถามนี้ บางคนอาจก้มมองปฏิทินแล้วตอบว่าเป็นวันพฤหัสบดี บางคนอาจส่ายหน้าพร้อมส่งแววตาฉงนฉงาย และถ้ามีใครสักคนบอกว่าวันที่ ๑๖ สิงหาคมเป็นวันสันติภาพไทย คงมีไม่กี่คนที่ร้องอ๋อ

    ย้อนไปเมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๘ วันที่ ๑๖ สิงหาคมนับเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย หลายคนอาจร้อง “โอ้โฮ! ยังไม่เกิดเลย” และคิดว่าจะสนใจไปทำไมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานแล้ว

    แต่ประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอยเดิมเสมอ การเรียนรู้ประสบการณ์จากเหตุการณ์ในอดีตย่อมเป็นเรื่องไม่สูญเปล่า

    ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ กองทัพญี่ปุ่นได้บุกยึดประเทศไทย และเพื่อไม่ให้เกิดการเสียเลือดเนื้อ รัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงครามในขณะนั้นได้ใช้วิธีประนีประนอมโดยการยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศแต่เพียงอย่างเดียว แต่หลังจากนั้นไม่นานรัฐบาลไทยได้ทำสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่นและประกาศสงครามกับบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา จึงเท่ากับว่าเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ เป็นฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายพันธมิตรอย่างเต็มตัว

    ในขณะที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะวิกฤติ มีคนไทยรักชาติกลุ่มหนึ่งร่วมกันก่อตั้งขบวนการลับที่ชื่อว่า ขบวนการเสรีไทย โดยมีนายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีและต่อมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ ๘ เป็นผู้นำ เป้าหมายหลักของขบวนการดังกล่าว นอกจากเพื่อต่อต้านการยึดครองประเทศโดยญี่ปุ่นแล้ว ยังทำเพื่อป้องกันมิให้ประเทศไทยต้องรับผลในฐานะผู้แพ้สงครามร่วมกับฝ่ายอักษะภายหลังสงครามยุติ ขบวนการเสรีไทยได้ทำทุกวิถีทางที่ทำให้นานาประเทศเชื่อว่าประชาชนชาวไทยมิได้เห็นด้วยกับการประกาศสงคราม และพยายามแสดงความจริงใจต่อฝ่ายพันธมิตร โดยให้ความร่วมมือทั้งทางด้านการทหารและการให้ข้อมูลข่าวกรองต่าง ๆ ท่ามกลางการสอดส่องปราบปรามอย่างเข้มงวดของกองทัพญี่ปุ่น

    หลังจากประเทศญี่ปุ่นโดนทิ้งระเบิดปรมาณู สงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงยุติลงในวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ นายปรีดี พนมยงค์ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และผู้นำขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ ให้การประกาศสงครามต่อฝ่ายพันธมิตรของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นโมฆะ ประเทศไทยจึงได้รับสถานภาพเดิมก่อนสงครามกลับคืนมาและไม่ต้องตกอยู่ในสถานะผู้แพ้สงคราม ๕๐ ปีให้หลัง รัฐบาลไทยตามมติคณะรัฐมนตรีจึงได้ประกาศให้วันที่ ๑๖ สิงหาคม เป็นวันสันติภาพไทย

    แม้สงครามโลกครั้งที่สองจะสิ้นสุดลง ทว่าสันติภาพไม่เคยเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ไฟสงครามยังคงคุกรุ่นอยู่เสมอเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมเท่านั้น ในอดีตประเทศโลกที่หนึ่งใช้แสนยานุภาพทางการทหารที่เหนือกว่าบุกยึดครองประเทศที่อ่อนแอกว่า โดยใช้ยุทธวิธี “แบ่งแยกและปกครอง” เพื่อตักตวงทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งแรงงานทาส และเพื่อเป็นตลาดระบายสินค้าอุตสาหกรรมของตน แต่ปัจจุบันลัทธิอาณานิคมใหม่กลับใช้วิธีการที่แยบคายกว่านั้น โดยการที่ประเทศโลกที่หนึ่งให้กองทัพบรรษัทข้ามชาติของตนเข้ามาตักตวงวัตถุดิบ หาแหล่งแรงงานราคาถูกและตลาดระบายสินค้า ปล่อยมลพิษอุตสาหกรรมไว้ในประเทศโลกที่สาม และขนกำไรกลับสู่ประเทศตน โดยประเทศที่ถูกคุกคามแทบไม่รู้สึกตัว และถูกเกลี้ยกล่อมให้เห็นว่าเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาประเทศ

    “การค้าเสรี” “การพัฒนา” และ “โลกาภิวัตน์” ล้วนเป็นเครื่องมือที่ประเทศมหาอำนาจสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดภาพลวงตาว่า การยึดครองทางเศรษฐกิจของประเทศโลกที่หนึ่งต่อประเทศโลกที่สามนั้นถูกต้องและชอบธรรม แม้เราจะไม่เสียดินแดน มีเอกราชภายใต้ร่มธงไทย แต่เรากำลังกลายเป็นประเทศอาณานิคมทางเศรษฐกิจของประเทศโลกที่หนึ่งอย่างไม่รู้ตัว

    นอกจากเป็นอาณานิคมทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ปัจจุบันเรากำลังตกเป็นเมืองขึ้นทางด้านวัฒนธรรม ในยุคดิจิตอลที่โลกทั้งใบติดต่อสื่อสารกันเพียงปลายนิ้วสัมผัส เทคโนโลยีซึ่งเปรียบดังพันธุกรรมกำลังถ่ายผ่านวัฒนธรรมต่างชาติเข้าสู่ตัวเราทีละเล็กทีละน้อย ถ้าเราหลงลืมรากเหง้า ดูถูกภูมิปัญญาสมัยปู่ย่าตายาย อีกไม่นานเราคงถูกวัฒนธรรมต่างชาติกลืนกินเหมือนเป็นมะเร็งร้าย

    สันติภาพมิใช่เพียงความสงบ รอดพ้นจากภัยสงคราม หากเป็นการปลดแอกจากสิ่งครอบงำทั้งปวง การที่ประเทศไทยจะประกาศสันติภาพได้ต้องอาศัยความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ หากคนไทยยังไม่หันหน้าเข้าหากัน ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ต่างชาติซึ่งลับมีดรอเฉือนเนื้อประเทศไทยคงกำลังยิ้มกริ่มมองเราตาเป็นมัน

    หากหนทางสู่สันติภาพกำลังตีบตัน ลองหยุดคิดสักนิด หันหลังกลับไปมองประวัติศาสตร์ ศึกษาประสบการณ์จากคนรุ่นเก่าที่ใช้สติปัญญา ความสุขุมรอบคอบในการแก้ไขปัญหา และรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนในชาติเป็นสำคัญ คำว่า สันติภาพ คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม! ·



    หนุงหนิง



    [อ่าน เรื่องจากปก ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ปากกาพาไป] โดย พุ่มฮัก พานเสือ


    ปากกาพามา




    คุณนารินทร์ ทองดี (นามสกุลเหมือนฝรั่ง) ทำปากขมุบขมิบกระซิบกระซาบได้ใจความว่า ให้ผม-พุ่มฮัก มาช่วยเขียนคอลัมน์ปากกาพาไปให้หน่อย ด้วยเห็นว่าคอลัมน์นี้ได้ห่างหายจาก ก้าวรอก้าว ไปนานแล้ว ขืนปล่อยให้หายต่อไปอีก ก็เกรงว่าท่านผู้อ่านจะจับได้ว่าผู้เขียนเป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่เอาไหน และไม่เอาอะไรทั้งนั้นที่นักหัดเขียนที่ดีพึงเอา

    ผมใช้คำว่า “นักหัดเขียน” เพราะทั้งผมและคุณนารินทร์ยังมิได้เป็นนักเขียน ถึงแม้เราจะเขียนหนังสือมานานจนนับตัวอักษรไม่ถ้วน แต่เราก็ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่านักเขียน รอให้ถึงมือระดับชั้นเดียวกับ วินทร์ เลียววาริณ เสียก่อน เราจึงจะเรียก

    คุณนารินทร์ ทองดี (นามสกุลเหมือนฝรั่ง) ติดภารกิจบางอย่าง นั่นก็คือ การเขียนคอลัมน์ธรรมดา และไอ้คอลัมน์ธรรมดานี่แหละครับที่ทำให้เขาต้องตะลอนตระเวนท่องเที่ยวทั่วกรุงเทพฯ แต่ให้ตายเถอะครับ กองบรรณาธิการ ก้าวรอก้าว ไม่มีงบค่าตั๋วรถเมล์ให้แม้แต่สตางค์แดงเดียว ค่าข้าวค่าน้ำก็ต้องออกเองทั้งนั้น นี่คงจะเป็นกองบรรณาธิการกองเดียวในโลก ที่เหยาะเชื้อเพลิงให้คอลัมนิสต์ด้วยวิสกี้ละลายในแก้วน้ำแข็งโซดา แทนที่จะเป็นธนบัตรหอมกรุ่นที่สามารถซื้อเบียร์มาแช่ตู้เย็นไว้กินเองที่บ้าน

    เมื่อเห็นว่าคุณนารินทร์คิดจะเอาดีทางนั้นแล้วปล่อยทางนี้ให้เน่า ผมจึงใจดีรับอาสาเขียนให้ คอลัมน์ปากกาพาไปจึงกลับมาพร้อมกับโกสต์ไรเตอร์-นัก (หัด) เขียนผีขี้เมาที่เคยเมาเข้าบ้านหนอนนับครั้งไม่ถ้วน

    แต่สัญญาจ้ะ ว่าจะไม่เมาแล้วเข้าไปป่วนที่ ก้าวรอก้าว (แฮ่ ๆ )

    ทีมงาน ก้าวรอก้าว ท่านหนึ่งเคยให้ข้อคิดว่า นักเขียนอาชีพทุกท่านได้แสดงให้เราเห็นตลอดเวลาอยู่แล้วว่า ท่านเป็นมืออาชีพได้อย่างไร

    นั่นก็คือการเขียนอย่างต่อเนื่อง เขียนอย่างสม่ำเสมอ และเขียนอย่างมืออาชีพ

    นิตยสาร ก้าวรอก้าว จึงออนไลน์ขึ้นมาเพื่อฝึกให้เพื่อนหนอนและนักอ่านที่รักการเขียนได้เขียนอย่างต่อเนื่อง เขียนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนจะเขียนได้อย่างมืออาชีพหรือเปล่านั้น ก็อยู่ที่ตัวใครตัวมันละครับ (อันนั้นผมว่าเอง)

    ผมเคยถามพี่ทีมงานท่านหนึ่งว่า “เรา” จะก้าวไปถึงไหน?

    พี่แกตอบในทำนองว่า เราจะก้าวไปเรื่อย ๆ จะหมื่นก้าว แสนก้าว เราก็จะไป

    ผมฟันธงในใจว่า พี่แกตอบได้ดีจริง ๆ พับผ่า! แล้วก็ให้เกิดความคึกคักสนุกสนานจนอยากจะร่วมก้าวตามไปด้วย เมื่อเห็นว่าคุณนารินทร์ ทองดี (นามสกุลเหมือนฝรั่ง) คิดจะก้าวไปในทาง ‘นักข่าว’ จึงเป็นโอกาสเหมาะที่ผมจะมานั่งโต๊ะเขียนคอลัมน์ ติ๊ต่างว่าตัวเองเป็นคอลัมนิสต์ จุดเทียนให้สว่างไสวแล้วด้นไปเรื่อย ๆ นึกอะไรไม่ออกก็จะยังเขียนโดยหวังไปตายเอาบรรทัดล่าง (ห้ามฮา)

    อายุผมยังน้อยนัก นมเพิ่งจะแตกพานไปเมื่อไม่นานมานี้เอง จึงยังคงพอมีเรี่ยวแรงก้าวตามพวกพี่ ๆ เขาได้อยู่

    มีคนใกล้ชิดที่ได้อ่านเนื้อหาที่ผมเขียน ๆ ไว้ประมาณสามสี่ตอนแล้วก็ชมว่า เหลวเหมือนน้ำ จะหาเนื้อหาหนังสักชิ้นก็ยากเย็นแสนเข็ญ ผมกล่าวขอบคุณเขาด้วยความซาบซึ้ง แล้วโน้มน้าวให้เขาเห็นใจว่า การนอนแบะอยู่ใต้แสงนีออนนาน ๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับอ่านตำราวิชาการ หรือร่างรัฐธรรมนูญ หมดโอกาสได้สัมผัสแสงนวลอันแสนโรแมนติกของเทียน จึงหวังด้วยใจอย่างยิ่งยวดว่า กองบรรณาธิการก้าวรอก้าว จะไม่โยนข้อเขียนของผมลงตะกร้า นี่คือความตั้งใจเขียนอย่างยวดยิ่งของผม ผู้ซึ่งได้รับการไหว้วานจากคุณนารินทร์ ทองดี (นามสุกลเหมือนทอดด์) ให้มาดูแลคอลัมน์ของเขา

    สาธุ!ขอให้งานเขียนของผมผ่านด้วยเถิด

    ถ้าไม่ผ่าน ผมคงต้องโทษ แก๊สโซฮอล์! ·



    [อ่าน ปากกาพาไป ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [สืบศิลป์] โดย กีรติ


    นาคสะดุ้ง ลีลานาคในพุทธศาสนา




    องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมไทย ที่จัดได้ว่ามีการประดับตกแต่งให้มีความวิจิตรงดงามตามสมัยนิยมอยู่เสมอนั้น คงหนีไม่พ้นชุดเครื่องลำยองเป็นแน่

    เครื่องลำยอง คือ องค์ประกอบรวม ชุดหนึ่งที่ใช้ประดับปิดท้ายขอบหลังคาด้านสกัดของอาคาร คือในส่วนของหน้าบัน นับว่า เป็นส่วนที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ทั้งในเรื่อง ของรูปแบบและประวัติความเป็นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ทำให้ชุดเครื่องลำยองดูมีชีวิต ชีวามากขึ้นนั้นคือ ตัวลำยอง



    ตัวลำยอง คือ ส่วนขององค์ประกอบสำคัญของเครื่องลำยอง เป็นส่วนที่ใช้ยึดช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ โดยพาดอยู่บนหลัง ‘แป’ ทำหน้าที่ปิดเครื่องมุงหลังคาด้านสกัด มีลักษณะคล้ายลำตัวของนาค โดยมีหัวอยู่ที่ส่วนที่เรียกว่า ‘หางหงส์’ นี้เป็นเครื่องบ่งชี้ประการหนึ่งว่านาคมีความสำคัญ

    และความสำคัญของนาคนี้ก็มีมาแต่เดิมแล้ว คือตั้งแต่ในศิลปะอินเดีย และเข้ามาเผยแผ่ยังประเทศไทย ในคราวเดียวกันกับที่มีการเผยแผ่พระศาสนา ซึ่งคนในสมัยโบราณมีความเชื่อกันว่า นาคเป็นสัตว์กึ่งเทวดา มีลักษณะคล้ายงูใหญ่ บทบาทของนาคที่มีต่อพระพุทธศาสนาที่สำคัญ อย่างเช่น ในช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขภายหลังจากตรัสรู้ ในสัปดาห์ที่ ๖ ที่ใต้ต้นจิก มีพญานาค ๗ เศียร ชื่อมุจลินท์ มาแผ่พังพานเพื่อป้องกันฝนไม่ให้ต้องพระวรกาย ตลอด ๗ วัน จึงเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรก

    ในศิลปะไทย จะพบนาคทั้งในจิตรกรรมประติมากรรม และส่วนประดับสถาปัตยกรรมไม่ว่าจะเป็นราวพนักบันได คันทวย ช่อฟ้า ตัวลำยอง เป็นต้น รูปแบบของนาคก็ได้รับการสร้างสรรค์ให้มีรูปร่างต่างกันออกไปตาม ความนิยมที่ได้รับความนิยมในการสร้างเป็นองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมพุทธสถานต่างๆนั่นคือ ‘นาคสะดุ้ง’

    โชติ กัลยาณมิตร อธิบายคำว่า ‘นาคสะดุ้ง’ ไว้ว่า เป็นส่วนของลำยองระหว่างแปหัวเสา แปลาน และแปงวง ที่ทำอ่อนตัวห้อยตกท้องช้างเหมือนคล้องผ้าห้อยพาดผ่านหัวแปทั้งสาม ส่วนที่ทำตัวอ่อนทั้งหมดนี้ เรียกว่านาคสะดุ้ง

    นอกจากนี้ ยังมีความหมายรวมถึง ราว หรือ พนักที่ทำเหมือนลำตัวพญานาคเลื้อย จนเราอาจเรียกลักษณะที่มีนี้บนสะพานว่า สะพานนาค มีความเชื่อกันว่าสร้างขึ้นตามความเชื่อถือที่ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอินทร์ ได้เนรมิตบันได ๓ บันได เป็นที่เสด็จลง

    ๑.บันไดทอง สำหรับหมู่เทพเจ้าลง อยู่ด้านขวา ๒.บันไดเงิน สำหรับท้าวมหาพรหมอยู่ด้านซ้าย ๓.บันไดแก้วมณี สำหรับพระพุทธเจ้าอยู่ตรงกลาง บันไดแก้วมณีนี้มีพญานาคจำนวน ๒ ตน เอาหลังหนุนบันไดไว้

    นาคสะดุ้ง ที่พบทั้งตัวลำยอง และราวสะพานนี้ เป็นการแสดงออกทั้งในทางเชิงช่าง แทรกความหมายที่สะท้อนแนวคิด และการแสดงออกได้ดีทีเดียว กล่าวคือ ตัวลำยองนาคสะดุ้งนี้ โดยมากเป็นเครื่องไม้ ส่วนที่ขดลำตัวจะพาดลงบนแป ไม่ว่าจะเป็นแปหาญ หรือแปงวง เพื่อเป็นการรองรับน้ำหนัก แต่ในสมัยต่อมาพบว่า ตัวลำยองนาคสะดุ้งที่เป็นเครื่องปูนก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ประกอบเครื่องไม้ และไม่มีความจำเป็นที่จะมีแปมารองรับน้ำหนักก็ตาม

    ความงดงาม ดูมีชีวิตของลำตัวนาค เป็นเสน่ห์ประการหนึ่ง เราจึงพบนาคสะดุ้ง ไม่ว่าจะเป็นตัวลำยอง หรือว่าราวบันได ปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน ·


    ตีพิมพ์ครั้งแรก
    หนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ ๘๑ สิงหาคม ๒๕๕๐




    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ----
    ----[ก้าวฯกวี]
    ----


    "สันติภาพ คือนามที่สองของการละคร"





    ๑.
    อาาา..."สันติภาพ" เจ้าจงมาอยู่ในกล่อง
    ข้าจะผูกริบบิ้นเหลืองเหลือบทองก่อนโยนเจ้าลงปล่องภูเขาไฟ
    .
    "สันติภาพ" วิปลาส วิปริตเกิดมาพร้อมอภิสิทธ์อันยิ่งใหญ่
    มวลมนุษย์ฟาดฟันกันบรรลัยเพื่อให้ได้ "สันติภาพ" มากราบกราน
    .
    หึ!..อย่าทำไร้เดียงสาขนาดนั้นสงครามลั่นแผดเปรี้ยงเสียงประหาร
    ทุ่งดอกไม้ทั้งโลกต้องแหลกรานเพียงเพราะบ้าน "สันติภาพ" แค่หลังเดียว!
    .
    ทำลายล้างแล้วทำหน้าบริสุทธ์ทั้งที่เจ้าชำรุดเป็นเศษเสี้ยว
    แค่กากเดนเน่าเน่าอันซีดเซียวกลางทุ่งร้างเปล่าเปลี่ยวหลังสงคราม
    .
    ข้า..พิพากษา "สันติภาพ" ด้วยเหยียดหยาม
    ด้วยเบื่อฟัง "สันติภาพช่างงดงาม"มนุษย์ตายในนามเจ้ากี่คน?!
    .
    ไม่รู้ตัวอีกเหรอ "สันติภาพ"ชื่อของเจ้าเพียงฉาบฉากการปล้น
    ใช้เอ่ยอ้างกลบเกลื่อนความวิกลยามมนุษย์ยืนบนภูเขาไฟ
    .
    ๒.
    อย่า!อย่าแย่งจากมือข้ารู้หรือไม่
    หากเราปล่อยสันติภาพหนีออกไปพรุ่งนี้โลกคงได้เห็นสงคราม!
    .
    "สงครามเพื่อสันติภาพ"
    .



    กวิสรา
    ๘ สิงหาคม ๒๕๕๐
    http://kaveesara.bloggang.com




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ฟากฟ้า..ทะเลฝัน] โดย โจนาธาน


    คำถามโง่ ๆ




    “ฉันมันก็แค่คนโง่ ยังไม่ฉลาดพอที่จะหลอกตัวเองได้หรอกว่าเป็นคนฉลาด”


    ฉันพูดเปรยๆ ภายหลังเขา-เด็กน้อยถามคำถามบ้า ๆ นั่นกับฉัน, ความจริงมันไม่บ้านักหรอก ฉันเพียงแต่ขี้เกียจควานหาคำตอบ ฉันไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะนึกคิดถึงสิ่งใดก็เท่านั้น

    อะไรนะ ที่เขาถามฉันว่า พี่ชายรู้มั้ยว่า พยัญชนะตัวอะไรที่โง่ที่สุด?

    มันน่าตอบไหมล่ะ?... กับห้วงยามอารมณ์ที่ฉันนึกคิดสิ่งใดไม่ออก แม้แต่หน้าที่การงานที่ฉันต้องทำ-ที่ฉันต้องเขียน

    “พี่ชายก็พูดเกินไป, ฉันว่าพี่ชายฉลาดออก” เขาว่าพลางยิ้ม, ฟันสีขาวตัดกับสีผิว ฉันคิดถึงยาสีฟันยี่ห้อหนึ่งที่ตอนนี้เปลี่ยนสัญลักษณ์เป็นรูปคนผิวดำยิ้มแฉ่งอวดฟันขาวโพลนที่ข้างกล่องและหลอด

    “อย่าคิดว่าคนอื่นฉลาด เพราะมันจะทำให้เรายอมรับว่าตนเองนั้นโง่-ไอ้หนู” ฉันพูดเรื่อย ๆ...มันก็ทุกครั้งละน่า พูดกับเขาทีไร มันก็เรื่อยเจื้อยเสียทุกครั้ง “หรือจะคิดว่าตัวเองฉลาด มันก็จะทำให้มองคนอื่นว่าโง่กว่าตัว”

    “เขาเรียกว่า ‘โง่แล้วอวดฉลาด’ ใช่มั้ยล่ะ, ทั้งฉลาดทั้งโง่รวมกัน” เขาว่าพลางยิ้ม-เหมือนเดิม

    “แล้วเธอรู้มั้ยเล่าว่าจะจัดการไอ้สองการสองความนั่นยังไง?”

    เขาเงียบ-หุบยิ้ม

    “ฉันจะบอกให้, บอกนะ-แต่เธอต้องคิดเอาเอง ตัดสินใจเอาเองว่าสิ่งที่ฉันพูดนั้นมันสมควรจะรับเอาไปคิดต่อไป อย่าเชื่อโดยทันที อย่าแย้งโดยทันที” ฉันเอาปลายดินสินสอที่มียางลบติดจิ้มที่หน้าผากเขาเบา ๆ “ใช้สมองคิดก่อน”

    “แล้วฉันควรทำตามที่พี่บอกมั้ยล่ะ” เขาโพล่งขึ้นทันที

    “หน็อยแน่ ยอกย้อนจริง” ฉันหัวเราะทันควัน “ก็ใช้หัวคิดสิ-ฉันกำลังจะบอกเธอว่า ไอ้คนอย่างฉันอย่างเธอน่ะ เกิดมาไม่ใช่คนพิกลพิการ ไม่ใช่คนสมองทึบ แต่ก็นั่นละ คนเราเกิดมามันก็ต้องมีการเรียนรู้ เรียนรู้แล้วมันจะจดจำ ส่วนไอ้ที่จะจำได้มากแค่ไหนมันก็ขึ้นอยู่กับการใส่ใจ ใส่ใจมากก็จำได้เยอะ จำได้เยอะมันก็จะมีพัฒนาการตามมา ไอ้การพัฒนานี่น่ะมันก็ยังขึ้นอยู่กับว่า เธอคิดอะไรกับสิ่งที่จดจำนั่นด้วย ไอ้สักแต่จำน่ะมันก็ย่ำอยู่กับที่”

    เขาเงียบ หัวคิ้วขมวดมุ่น ส่วนฉันเองก็หยุดพูด ไม่รู้แน่ชัดว่าทำไมถึงพูดอะไรได้ยาวปานนั้น, หากเขาจะคิดว่าฉันบ่นฉันพล่ามก็ยอมรับความคิดเขาละ จะไม่โต้เถียงอันใด

    “หมายความว่า คนเราเกิดมาก็โง่ทุกคนเหรอ?”

    “เธอให้ความหมายของคำว่าโง่ยังไงล่ะ?”

    “พี่ชายก็บอกหน่อยซี่...”

    “โง่สำหรับฉัน คือการปฏิเสธการเรียนรู้-หมายถึงคนปรกติอย่างฉันอย่างเธอนะ หมายถึงคนที่ไม่ได้บกพร่องทางสมอง”

    “แล้วงั้นทำไมครูฉันชอบด่านักเรียนว่าโง่” เขาเงียบไม่ถึงอึดใจ “อ้อ ฉันเข้าใจละ ก็ครูเขาคิดว่าเขาฉลาดละมั้ง ทั้ง ๆ ที่เขาก็เคยเป็นเด็กเหมือน ถ้าเขาว่าฉันโง่เขาก็ต้องเคยโง่มาก่อนด้วยสิ แต่เมื่อพี่ชายบอกฉันอย่างนี้ฉันก็ไม่ว่าเขาโง่หรอก แต่ฉันก็อวดความฉลาดมากกว่าเขาไม่ได้เท่านั้นเอง”

    “เรื่องบางเรื่องเธอยังไม่รู้นี่ เธอจะไปแสดงไอ้สิ่งที่เขาเรียกว่าฉลาดได้ยังไงเล่า, เอาเหอะ สักวันเมื่อเธอรู้อะไรมากขึ้น มากกว่าคนอื่นก็อย่าคิดอย่าไปว่าคนที่ด้อยกว่าเขาโง่เข้าล่ะ เธอคิดว่าเขาโง่เมื่อไหร่มันก็เท่ากับเธออวดความฉลาดของเธอออกมา, ไอ้อย่างนั้นน่ะมันไม่ทำให้อะไร ๆ ในชีวิตเธอดีขึ้นมาหรอก มีก็แต่ว่าเธอได้แต่ดูถูกคนที่ด้อยกว่าเธออยู่ร่ำไป ทั้ง ๆ ที่เขาอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดเอาเลย ทีนี้...ก็จะมีแต่คนที่เกลียดเธอ-เธอต้องการอย่างนั้นมั้ยล่ะ ต้องการคนเกลียดเธอมากกว่าคนที่รักเธอ”

    “แล้วไอ้ที่พี่ชายบอกฉันว่า ‘ตัวเองโง่’ ล่ะ หมายความว่ายังไง?”

    ฉันนั่งคิดอยู่อึดใจ, พยายามตีความหมายจากสิ่งที่ได้อ่านจากหนังสือ ในเมื่อประโยคนี้มันเกิดจากความคิดของนักประพันธ์ แน่ละ มันต้องมีความหมาย แม้ว่าฉันจะยังไม่เคยคิดลึกซึ้งเสียที เพียงแต่มองว่า เออ-มันเข้าท่า ภาษามันสวย ฉะนั้นก็เลยถือเอาโอกาสนี้แหละคิด

    “ฉันบอกเธอไปแล้วใช่ไหมว่า โง่สำหรับฉันฉันคิดยังไง, ทีนี้ ไอ้ที่ฉันบอกเธอว่า ‘ฉันมันก็แค่คนโง่ ยังไม่ฉลาดพอที่จะหลอกตัวเองได้หรอกว่าเป็นคนฉลาด’ น่ะคือบางครั้งฉันก็ยังดื้อ ถือดีกับความคิดของตัวฉันเอง ใครสอนใครชี้ทางสว่างให้ก็ไม่เก็บเอามาคิดตริตรอง กว่าจะรู้ว่ามันจริงอย่างที่ว่าก็ต้องประสบกับตัวเองเสียก่อนถึงจะยอมรับคำสอนนั้น เธอรู้มั้ยล่ะว่าการดื้อหรือโง่เช่นนี้ร้ายแรง ถึงที่สุดเราอาจไม่สามารถกลับมายอมรับคำสอนนั้นชี้แนะนั้นได้เลย เพราะว่าเราหามีชีวิตไม่แล้ว”

    “สรุปว่าพี่ชายก็ยังโง่อยู่?...”

    “แน่นอน...เพราะฉันยังหลอกตัวไม่ได้ว่าฉันเป็นคนฉลาด”

    “งั้นฉันขอเฉลยปัญหาของฉันดีกว่า คิดว่าไง ๆ พี่ชายคงไม่คิดหาคำตอบ”

    “ตัวอะไรล่ะที่เธอถามฉันว่า โง่ที่สุด?”

    “ก็...ตัวก.ไก่ กับ ธ.ธงยังไงเล่า” เขาเฉลยพร้อมหัวเราะลั่น แล้วหงายหลัง แล้วผุดลุกขึ้นนั่งอีก “รู้มั้ยว่าทำไม?”

    ฉันยิ้มกว้างให้เขา ส่ายหน้าพัลวัน

    “เพราะว่า...มัน-ไม่-มี-หัว”

    เขาหัวเราะงอหงาย-หงายหลังจริง ๆ, ส่วนฉันหัวเราะสุดสุดจนท้องแข็ง-เป็นอาการหัวเราะที่ไม่ได้บังเกิดมานานเต็มทน

    “**เอ๊ย!--”

    ...เสียงคลื่นลมทะเลผสานรับเสียงหัวทั้งของฉันและเขา ·



    ด้วยความรักฯ
    โจ.

    ๑๒ ส.ค.๕๐




    kaawss.jpg[อ่าน ฟากฟ้า..ทะเลฝัน ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]

    2007-08-15 00:13:29/

     



    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-08-15 00:14:46
    [DekAd] โดย Black&Pink


    สงคราม...




    ภายใต้กระแสการเมืองในช่วงเวลานี้ อีกทั้งยังเรื่องม็อบ เรื่องจังหวัดชายแดนอีก รวมทั้งเรื่องสัพเพเหระมากมายก็เหมือนกับว่า เกิดสงครามย่อม ๆ ขึ้นในประเทศเรา จะหันหน้าไปทางไหนล้วนหวาดกลัวกันไปหมดทั้งสิ้น โดยเฉพาะถ้าได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของผม มีอันวิ่งกรี๊ดกันป่าราบแหง ๆ ฮ่า ๆ ๆ

    เอาละ มาเข้าเรื่องกัน... ในวงการโฆษณาก็เหมือนกัน มักจะมีสงครามการแย่งชิงลูกค้ากันอยู่บ่อย ๆ ไม่แบบโจ่งแจ้ง ก็แบบแอบกัดเล็ก ๆ ซึ่งครีเอทีฟที่สามารถคิดงานให้ขายของของตัวเองได้แล้วยังมีเวลาคิดแอบกัดคู่แข่งได้นี่ ถือว่าแน่มากครับ เพราะเงื่อนไขก็คือ หนึ่ง) ลูกค้าผู้ว่าจ้างเราพอใจกับชิ้นงานและมั่นใจว่าขายของได้ สอง) สามารถทำให้คู่แข่งเจ็บใจกับงานโฆษณาของเราได้ ซึ่งถ้าข้อนี้เกิดขึ้นจะได้ความสะใจแถมมาอีกต่างหาก ทีนี้ผมขอยกตัวอย่างงานบางชิ้นที่แอบกัดได้อย่างสะใจโก๋มาให้ชมกันครับ



    ใครเอ่ย?



    อันนี้เล่นกันแรงน่าดูครับ เป็นโฆษณาของอุปกรณ์กีฬาที่ชื่อว่า Adidas



    ไม่บอกจะรู้ไหมครับว่าเป็นโฆษณาไฟฉาย...และที่สำคัญมันกัดได้แบบ**แสบเลยครับพี่น้อง

    เมื่อไม่กี่ปีก่อนครับในช่วงที่วัวบ้ากำลังระบาด ผมกำลังเดินเล่นแถว ๆ ถนนสีลม และเจอกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง กำลังเดินขบวนกันอยู่ แถมยังชูป้ายกันสลอน ซึ่งกลุ่มคนนั้นตั้งกลุ่มอยู่แถว ๆ หน้าร้านเบอร์เกอร์คิง สาขาสีลมครับ และข้อความบนป้ายนั้นเขียนว่า “ช่วงนี้ โปรดระวังโรควัวบ้า” เดาต่อกันนะครับ ว่าเป็นฝีมือใคร...

    ส่วนเมื่อเร็ว ๆ นี้หากใครได้มีโอกาสได้ดูโฆษณาของ “โค้ก ซีโร่” ทางทีวี ก็จะเห็นว่ามีกลุ่มวัยรุ่นผู้ชาย 3 คนกำลังนั่งคุยกัน ถึงความสุดยอดที่ได้ดื่ม โค้ก ซีโร่ โดยมีอยู่ประโยคหนึ่งที่วัยรุ่นชายคนหนึ่งพูดว่า “แม็กซ์ มันแนะนำให้ผมกิน” นั่นแหละครับ จริง ๆ แล้วบทสนทนานี้ถ้าไม่ได้ตั้งใจดูหรือสังเกตอาจไม่รู้ก็ได้ ว่า โค้กนั้นกำลังกัดกับเครื่องดื่มไหนอยู่ เป็นการแอบกัดแบบไม่ให้นักการตลาดฝั่งตรงข้ามรู้ตัว หรือกว่าจะรู้ ก็สายไปเสียแล้ว ซึ่งก็เป็นที่สะใจกันไป

    แต่อย่างน้อยครับ ถึงจะเป็นการเปิดสงคราม แต่ในสนามรบนี้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นอาวุธหาใช่ใช้กำลังเหมือนกับผู้หลักผู้ใหญ่ หรือนักการเมืองบางประเทศที่ไร้สมองเปิดสงครามแย่งตำแหน่งกันหรอกครับ เอ่อ...ชักไปกันใหญ่แล้ว จะอย่างไรก็ตาม...รักกันไว้เถิดดีกว่าครับ แฮ่ๆ




    แถมท้ายด้วยสงครามระหว่างหมาแมว ซึ่งไม่เกี่ยวกับสงครามการตลาดที่ผมพูดถึงแต่อย่างใด แต่เห็นว่ามันน่ารักดี เลยหยิบมาให้ชมกันครับ เป็นโฆษณาอาหารสุนัขแบบไร้ไขมันของ Pedigree เค้าล่ะ



    แหล่งข้อมูลอ้างอิง
  • www.kosanathai.com

  • www.hardcoregraphic.com



  • [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [อิสระวิถี] โดย ต้นน้ำ บัวไร


    พูดคุยบนเสาไฟฟ้ากับสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ





    -กว่าจะหาตัวคุณได้ พวกคุณหน้าตาเหมือนกันหมด
    ผมว่าดีนะครับในการที่พวกเรามีหน้าตาเหมือนกัน นกตัวผู้ก็ไม่ต้องไปทำหน้าท้อง ส่วนนกตัวเมียก็ไม่ต้องไปทำหน้าขาว

    -พูดถึงสันติภาพแล้วทำไมพวกเราถึงนึกถึงพวกคุณก่อน
    อาจเป็นเพราะพวกเราสามารถโบยบินไปไหนต่อไหนได้อิสระเสรี แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ เพราะในยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ จากภารกิจ "พิราบสื่อสารในกิจการสงคราม" ทำให้มีนกพิราบตายไปจำนวนมาก จนบางประเทศให้การยกย่องพวกเรา และสะท้อนถึงการไม่พึงประสงค์ ต่อ "ความรุนแรง และ การสู้รบ"

    -ได้ยินมาว่าพระนางคลีโอพัตราก็เคยใช้ประโยชน์จากพวกคุณ
    ใช่ครับ พระนางใช้พวกเราส่งจดหมายรักไปให้ แอนโทนี่ คนรักของพระนาง ส่วนสมัยนี้ ในอียิปต์ถึงกับมีฟาร์มเลี้ยงพวกเราเลยทีเดียว

    -พวกคุณคงสบายขึ้นที่มีใครคอยหาน้ำหาอาหารมาให้
    ตรงกันข้าม อุปนิสัยของพวกเราจะสามัคคี ชอบอยู่เป็นฝูง และจะไม่ชอบทำรังบนต้นไม้ เราชอบอยู่ตามที่พักอาศัยของคนก็จริง แต่พวกเราก็ชอบที่จะเหนื่อยบินออกหาอาหารเองมากกว่านอนรออาหารอย่างสบายใจอยู่ในกรงแคบ ๆ

    -ทำไมพวกคุณถึงจำทิศจำทางได้แม่นยำนัก
    พวกเราอาศัยตำแหน่งของดวงอาทิตย์เป็นแผนที่ และใช้สนามแม่เหล็กเป็นเข็มทิศ

    -พวกคุณมีประโยชน์มากมายก็จริง แต่พวกคุณก็ก่อความไม่สงบไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว
    ดูคุณใช้คำซะแรงเลย จริงอยู่พวกเราสร้างความรำคาญให้กับมนุษย์ไว้มาก แต่พวกคุณต้องเข้าใจนะว่า ธรรมชาติของพวกชอบอยู่ตามบ้านเรือนของมนุษย์เพราะฉะนั้นการขับถ่ายทิ้งไว้มันก็เป็นเรื่องธรรมดา อยากให้พวกคุณมองย้อนกลับไปถึงผลงานที่เราเคยทำไว้บ้าง คุณเชื่อไหมในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม มีรูปปั้นเป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงนกพิราบและผู้เลี้ยงที่ได้เสียชีวิตในสงคราม ส่วนในเมือง Lilly ประเทศฝรั่งเศส มีอนุสรณ์ที่ปั้นขึ้นเพื่อรำลึกถึงนกพิราบกว่าสองหมื่นตัวที่ตายไปด้วยนะครับ แต่ในบ้านเมืองเรากลับหาทางขับไล่พวกเราอย่างเดียวเลย

    -สุดท้ายนี้คุณอยากฝากอะไรกับผู้อ่านบ้าง
    สันติภาพในบ้านเมืองเราจะไม่เกิดขึ้นถ้าพวกคุณมัวแต่ปล่อยมัวแต่พับนกพิราบโดยไม่ลงมือทำอะไรอย่างจริง ๆ จัง ๆ


    kamkam_tonnam@hotmail.com
    http://tonnambuarai.exteen.com/



    kaawss.jpg[อ่าน อิสระวิถี ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    อัมโปะ




    ๓๓. ยิ้มไว้ เพราะรู้ว่ายังมีวันพรุ่งนี้


    ๓๔. ยิ้มไว้ เพราะรู้ว่าอาจจะไม่มีวันพรุ่งนี้



    [อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ก้าวฯกวี]


    บทเพลงแห่งวิหคลืมไพร


    ๒)
    _____ในบางดึกคืนหนาวร้าวใจนักโหยหาไออุ่นรักจากตักไหน
    หอมผ้าซิ่นกลิ่นฝ้ายทอสายใยยินเสียงกลอนกล่อมใจให้นิทรา
    ช่อมะลิผลิบานมานานนับแมลงรับรู้กลิ่นบินมาหา
    โอ้กระไรไยเจ้าสกุณากลับเมินหน้าบินลามะลิไกล
    หอมโอ่งดินกลิ่นน้ำร่ำมะลิซึ่งบริสุทธิ์สะอาดใส
    พระพิรุณหยาดฟ้ามาพรมไพรเจ้านอนหนุนตักใครในวันนั้น
    พอฟ้าหม่นสนธยาจะมาเยือนที่ชานเรือนก็เหมือนกับภาพฝัน
    สกุณาอาสาอาหารครันมะลิพลัน ถ**-ขึ้ง-เคือง-ขำ
    จะทอดไก่ใช้สูตร KFCหรือ MK สุกี้ที่อร่อยล้ำ
    อร่อยจนหมึกแดงและหมึกดำ เชลล์ชักนำพาชิมอิ่มแปล้เชียว
    พักแกงไก่ใส่ใบมะขามอ่อนหรือแกงส้มปลาช่อนสักประเดี๋ยว
    ปลาตากแห้งทาเกลือเนื้อแดดเดียวอีกข้าวเหนียวอย่าพึ่งนึ่งเลยแม่
    ลองสักครั้ง Junk Food สูตรหนึ่งโลกบริโภคครบถ้วนต้องอ้วนแน่
    ปลาร้าบองบ้องกระบอกกับดอกแคเหม็นจะแย่แม่เหม็นแทบมรณา
    _____
    _____มะลิยิ้มกริ้มกรุ่มชุ่มชื่นอกยกหม้อวางตั้งเตาเป่าไฟกล้า
    ขณะหรีดเรไรดังไกลมาบนม่านฟ้าแซมประดับระยับดาว
    เสียงกระดิ่งคอควายดังก๊องแก๊ง หอมกลิ่นแกงแฟงฟักยามตักข้าว
    เจริญอาหารทั้งหวานและคาวเจริญแล้วริก้าวจากเหย้าเรือน
    _____
    _____ในบางดึกคืนหนาวร้าวใจลึกกินกับข้าวข้างตึกก็ไม่เหมือน
    ขึ้นไปกินบนตึกรู้สึกเลือนหมือนไม่มีใครแน่เท่าแม่**



    ณ เวียงบุณย์




    (อ่าน บทเพลงแห่งวิหคลืมไพร ๑ ได้ในก้าวฯที่ ๑๕)


    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    leafterrace.jpg[ระเบียงใบไม้] โดย ธุลิดิน


    ไอ้เตี้ย





    ๑.

    เสียงบัตตาเลี่ยนครางหึ่งเหมือนเสียงปีศาจ
    ฉันนั่งมองลุงคล้อย ช่างตัดผมประจำหมู่บ้านกำลังประจง
    เคลื่อนมือขึ้นลงไปบนศีรษะลูกค้าอย่างใจเย็น
    ฉันมองด้วยความหงุดหงิด รู้ว่าไม่สามารถเร่งแกได้แต่ให้ตายเถอะ!

    "เร็วสิลุง ช่วยดูมันหน่อย!"

    ลุงคล้อยหันมองแวบหนึ่งแล้วไถบัตตาเลี่ยนต่อ

    "เออ...อีกหน่อยเดียวก็เสร็จแล้ว"

    ฉันร้อนใจมือไม้สั่นไม่รู้จะทำอย่างไร
    ลุงจิตบอกว่าละแวกนี้มีลุงคล้อยคนเดียวที่ชำนาญ แกน่าจะช่วยได้
    แต่ดูเหมือนแกจะกำลังทำหน้าที่ช่างตัดผมด้วยความรับผิดชอบสุดชีวิตไม่ยอมละทิ้งกลางคัน
    ฉันในยามว้าวุ่นใจแทบกระโจนไปลากแกออกมาจากศีรษะลูกค้า

    ทำได้แต่รุ่มร้อนอยู่เช่นนั้น
    มองไอ้เตี้ยคอพับคออ่อนอยู่บนตัก
    ใต้ขนยาวที่ลื่นมือตัวมันยังอุ่น...มือฉันสั่น

    ๒.

    ฉันอยากได้ไก่เตี้ยไว้ที่กระท่อม คิดเล่น ๆ ว่าคงเพลินดี
    หากมีไก่สวย ๆ เดินจิกโน่นจิกนี้รอบ ๆ กระท่อม
    ไก่เตี้ยคล้ายไก่แจ้แต่ตัวเล็กกว่าเตี้ยกว่า ขามันสั้นนิดเดียว
    หงอนใหญ่หางโค้งงอนยาวลงระพื้น สีสดสวย

    หลังฉันเอ่ยปากไม่นานก็ได้ไก่เตี้ยจากเพื่อนมาคู่หนึ่ง
    ไก่ถูกส่งเดินทางไกลข้ามฟากจากฝั่งอันดามันมายังอ่าวไทย
    ตอนที่ได้รับลังกระดาษ ฉันรีบเปิดออกด้วยความห่วงใย
    หลายชั่วโมงที่พวกมันไม่ได้กินอะไรทั้งยังอยู่ในลังใบเล็กที่ขยับตัวแทบไม่ได้

    ข้างในมีไก่เตี้ยสองตัว ตัวผู้สีดำสลับแดงตัวเมียสีขาว ตัวเมียซุกหัวอยู่ใต้ปีกตัวผู้
    ฉันจัดแจงที่พักให้พวกมันอยู่ข้างกระท่อม

    เรียกมันว่าไอ้เตี้ยกับนังเตี้ย

    ๓.

    จากวันนั้นฉันก็มีอีกหนึ่งครอบครัวอาศัยร่วมชายคา
    ทุกเช้าไอ้เตี้ยขันตอนตีสี่กว่า ๆ ปลุกฉันตื่นเพื่อจะหลับต่อ
    แต่แปลกแทนที่ฉันจะรำคาญ กลับรู้สึกเพียงว่า อา...ไอ้เตี้ยตื่นแล้ว
    ฉันลืมตาตื่นอีกทีตอนฟ้าสาง พบว่ามันทั้งคู่ออกเดินจิกโน่นจิกนี่อยู่รอบ ๆ กระท่อม

    ฉันโยนข้าวสุกบ้างข้าวสารบ้างให้มันกิน
    ด้วยความที่ไม่รู้ คิดว่าไก่คงชอบกินข้าวเปลือก ฉันหาข้าวเปลือกมาให้พวกมัน
    ลุงจิตผ่านมาเห็นเข้าบอกว่าให้ข้าวสารน่ะดีแล้ว ข้าวเปลือกไม่ดีกับพวกมัน
    ฉันฟังแล้วยังงง ๆ เพราะคุ้นหูมาแต่ไหนแต่ไรว่าไก่กินข้าวเปลือก แต่ก็ต้องเชื่อแกไว้ก่อน
    เพราะนั่นเป็นความเห็นของนักเลงไก่ชนตัวกลั่น

    ไอ้เตี้ยกับภรรยาหากินอยู่ข้างกันตลอดเวลา
    ดูเหมือนว่าภรรยาจะรักมันมาก นังเตี้ยจะเดินตามต้อย ๆ ไม่ว่าไอ้เตี้ยจะเหยาะย่างไปทางไหน
    ฉันชอบนั่งดูพวกมัน นาน ๆ ไอ้เตี้ยก็จะแสดงความรักกระโดดขี่นังเตี้ยสักที
    พวกมันกลับขึ้นคอนตอนฟ้าโพล้เพล้
    นังเตี้ยจะสอดหัวเข้าใต้ปีกสามีเหมือนกับตอนที่ฉันพบพวกมันครั้งแรก
    แล้วหลับอยู่ในท่านั้นทั้งคืน (ข้อนี้ฉันเดา เพราะหลายครั้งที่ส่องไฟฉายดูพวกมันตอนดื่นดึก
    ก็ยังเห็นพวกมันอยู่ในท่าเดิม)

    ผ่านวันคืนไอ้เตี้ยสมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ ขนเป็นมันยาวระพื้น
    หงอนที่เคยเล็ก ค่อย ๆ แผ่กว้างสีแดงสด มันตัวเตี้ยติดดินแต่ดูสง่าอย่างไม่น่าเชื่อ
    มีภรรยาขนสีขาวที่คอยเดินตามต้อย ๆ ด้วยความรักภักดี
    พวกมันเข้านอนเป็นเวลาตื่นเป็นเวลา เป็นชีวิตคู่ที่ฉันนั่งมองด้วยความอิจฉา

    (อ่านต่อฉบับหน้า)

    -ธุลีดิน-


    [อ่าน ระเบียงใบไม้ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


    สงครามความคิด และวิกฤตสันติภาพ




    โลกของเรา มีสิ่งมีชีวิตมากมาย “คน” เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เข้าใจว่า สามารถแสดงความคิดเห็นได้ โต้ตอบกันได้โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ แต่ที่ผ่านมา คนนี้เองที่ลงเอยการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกันด้วยการเข่นฆ่า เช่นเดียวกับการล่าเนื้อของสัตว์ที่แข็งแรงกว่า ต่างกันเพียงเท่านี้ว่า คนไม่ได้ฆ่ากันเพื่อล่าเป็นอาหาร เกิดอะไรขึ้นกับระบบความคิดของคน ที่เรียกตัวเองว่าสัตว์ประเสริฐ หรือพวกเขาเหล่านั้น มีสัญชาตญาณสัตว์ป่าอยู่ในกมลสันดาน จึงไม่อาจใช้แนวทางสยบปัญหาอย่างสันติวิธีได้

    เด็กสาวคนหนึ่ง เธอนำความมุ่งมั่นมาจากดอยสูงเพื่อเรียนรู้ และรับใช้สังคมที่มีแต่รอยแตกแยก เธอชื่อ อัญญาณี สิทธิอาษา นักศึกษาปริญญาโทชั้นปีที่ ๑ คณะวิทยาศาสตร์ สาขานิติวิทยาศาสตร์ หรือที่เรารู้จักเธอในห้องหนอนสนทนาชื่อ ปลา (ไม่) น้อย เธอเล่าด้วยความสดใสว่าชื่อเต็มของเธอว่า

    “ปลา (ทอง) สมอง (น้อย) ค่ะ แต่หลัง ๆ เริ่มอ้วนเลยคิดว่ามันไม่น้อยแล้ว (หัวเราะ)”

    ปัจจุบันเธอทำงานให้กับอาสาสมัครนักกฎหมาย เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) การพูดคุยของเราครั้งนี้เกิดขึ้นในกลางดึกคืนหนึ่งก่อนที่เธอจะเดินทางลงใต้ไปจังหวัดปัตตานีในวันรุ่งขึ้น



    สารากร : คุณเคยทะเลาะกับเพื่อนอย่างหนักไหมคะ ลองเล่าให้ทราบได้ไหมว่าด้วยเรื่องอะไร แล้วลงเอยกันอย่างไร

    อัญญาณี : เคยทะเลาะกับเพื่อนครั้งยิ่งใหญ่ตอนปี ๑ เรื่องการอยู่ร่วมกัน ตอนอยู่หอในของมหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายก็กลับมาคุย ก็กลายเป็นเรื่องฮา ๆ ไป เป็นอารมณ์ที่เด็กมาก ๆ แต่กว่าจะคุยก็ผ่านไปตั้งสองปี

    สารากร : สองปีนี่อึดอัดไหมคะ

    อัญญาณี : มากมาย ก็คบกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย แต่ไม่มีใครยอมคุยก่อน

    สารากร : แล้วสุดท้ายใครเริ่มล่ะคะ

    อัญญาณี : อัญค่ะ ทนไม่ไหว อัญทำกิจกรรมด้วยมั้งคะ เลยเหมือนกับมีมุมมองชีวิตใหม่ ๆ ขึ้น

    สารากร : กิจกรรมที่ทำนี่เกี่ยวข้องกับอะไรบ้างคะ

    อัญญาณี : อัญอยู่ชมรมอาสาพัฒนาค่ะ กิจกรรมส่วนใหญ่จะเน้นบำเพ็ญประโยชน์ เป็นลักษณะของการออกค่ายอาสาไปตามหมู่บ้านบนดอยสูงต่าง ๆ เป็นค่ายสร้างค่ะ

    สารากร : สร้างอะไรไปบ้างแล้วคะ

    อัญญาณี : ที่ผ่านมาเท่าที่อัญอยู่นะ ก็มีห้องน้ำ และก็อาคารอเนกประสงค์ขนาดกลางค่ะ เป็นเสาปูน โครงไม้

    สารากร : แล้วคิดว่าเรื่องที่เราทะเลาะกันกับเพื่อน มันเล็กลงไปเลยใช่ไหมคะ ถึงได้เริ่มคุยกับเพื่อนก่อน

    อัญญาณี : ใช่ค่ะ จริงแล้วความเป็นเพื่อนของเรามันไม่น่าจะจบแบบนี้ จริง ๆ แล้วเรื่องการอยู่ร่วมมันเรื่องเล็กน้อย มันสามารถคุยและปรับเปลี่ยนกันได้ ทำความเข้าใจกันได้

    สารากร : ความคิดเห็นที่ต่างกัน บางครั้งนำไปสู่การทะเลาะวิวาท อย่างในสังคมเรา คิดอย่างไรกับกรณีอย่างนี้ อย่างเมื่อช่วงก่อนทำรัฐประหารที่มีข่าวว่าชาวบ้านแทงกันตายกลางวงเหล้า เพราะพูดผิดหูกันเรื่องการเมืองคะ

    อัญญาณี : ค่อนข้างเชื่อเรื่องการเคารพความคิดเห็น คนเราต่างมีที่มาของชีวิตและการเติบโตที่ต่างกันเป็นธรรมดามากที่ความคิดจะต่างกัน สำคัญอยู่ที่การยอมรับฟังกันมากกว่า ประเทศที่ปกครองด้วยประชาธิปไตยอย่างเรา ๆ เสรีภาพทางความคิดน่าจะมีอยู่ทั่วทุกอณู เรื่องการแทงกันเพราะพูดกันคนละเรื่อง อัญว่ามันประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง หนึ่ง เรื่องที่คุยแล้วไม่ตรง สอง เหล้า ถ้าสติไม่อยู่กับตัว หรือเราควบคุมมันไม่ได้ ไม่ว่าคุยเรื่องไหนก็แทงได้อยู่ดี

    สารากร : เป็นไปได้ไหมคะว่า คนเราชอบเอาชนะ จึงสามารถฆ่ากันได้ เพียงมีความเห็นขัดแย้งกัน

    อัญญาณี : เคยมีคนกล่าวไว้ประโยคหนึ่งว่า ไม่เคยมีใครมองตัวเองก่อนมองคนอื่น ทุกคนล้วนแล้วแต่เข้าข้างตัวเอง มันอาจเชื่อมโยงถึงลักษณะนิสัยการอยากเอาชนะของมนุษย์เราก็ได้นะ

    สารากร : มองว่าปัญหาความขัดแย้งที่มีที่มาจากปมบางอย่าง ร้ายแรงมาก เช่นปมชนชั้น ชมการศึกษา ปมเชื้อชาติ รวมถึงศาสนา คิดอย่างไรกับการแก้ปัญหาในปัจจุบัน กับเรื่องความขัดแย้งที่มีที่มาจากปมเหล่านี้ ของผู้นำประเทศคะ

    อัญญาณี : อัญเอาเรื่องที่ความรู้สึกนะ ปมที่เป็นเรื่องของชนชั้นการศึกษาอัญว่าระบบมหาวิทยาลัยสอนให้เราเป็นแบบนั้น เราถูกกำหนดให้ภาคภูมิใจในความเป็นบัณฑิตของเรา คล้ายยกย่องเป็นเทพเจ้าในที ทุกวันนี้ท่านผู้นำก็ยังคงลักษณะ การบ่มเพาะทางการศึกษาเช่นนี้ต่อไป เหมือนความพอเพียง คือการลงนาม เอฟทีเอ (หัวเราะ) อัญว่าเขาไม่เคยแก้ ไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจเรื่องนี้มากแค่ไหน พยายามบ่มเพาะให้เราก้าวไกล เป็นเจ้าคนนายคน มันสวนทางกับการปฏิญาณตนของบัณฑิต ต่อหน้าที่นั่งของท่านเธอทั้งหลาย สิ่งที่บอกให้เราไปรับใช้สังคม มันไม่สอดคล้องกับนโยบายที่เป็นอยู่ ทั้งมหาวิทยาลัยนอกระบบและอื่น ๆ มากมาย แล้วจะมาแก้ปัญหาเรื่องชนชั้นในสังคม แต่ส่งเสริมให้คนจบมหาวิทยาลัยเป็นเทพ มันก็ส่งผลให้เกิดชนชั้นอยู่ดี

    อัญญาณี : แต่เรื่องเชื้อชาติ หมายถึงภาคใต้ป่าวคะ

    สารากร : ค่ะ

    อัญญาณี : อืม อัญไม่ปฏิเสธถึงการอยู่ของกลุ่มนะคะ แต่อัญเชื่อว่ามันไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

    สารากร : กลุ่มนี้หมายถึงอะไรคะ

    อัญญาณี : กลุ่มขบวนการของมุสลิมค่ะ อัญไม่อยากเรียกเขาเหมือนที่สังคมเรียกขาน มันโหดร้ายเกินไป เขาไม่ใช่โจร มันมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่หากสังเกตก็จะพบความแปลกประหลาด การปล้นปืน ระเบิด หรือแม้แต่การตายขององค์กรท้องถิ่นอยู่ช่วงหนึ่ง ปมจริง ๆ ของภาคใต้ไม่ใช่ความแตกต่างทางศาสนาแต่มันคือความกดดันที่เกิดขึ้นจากการกระทำของรัฐ หรือทหารนั่นแหละ

    สารากร : สันติวิธี จะใช้ได้ไหมคะ กับปมความขัดแย้ง ที่ต่างฝ่ายต่างบอกว่าเป็นผู้ถูกกระทำ รัฐอ้างว่า คนในพื้นที่สร้างสถานการณ์ คนในพื้นที่กันคนของรัฐไม่ให้เข้าไปยุ่งเพราะกลัวถูกใส่ความ แล้วอย่างนี้ คำว่าสันติวิธี สันติภาพ จะสามารถลงเอยได้ไหมคะ

    อัญญาณี : อัญเชื่อว่า สันติวิธี สามารถแก้ปัญหาภาคใต้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ว่า ใครจะยอมหยุดสถานการณ์ก่อนใคร กับคำถามที่ว่า “คนในพื้นที่คนของรัฐไม่ให้เข้าไปยุ่งเพราะกลัวถูกใส่ความ”--สิ่งนี้ตั้งคำถามได้ว่า ทำไมชาวบ้านถึงไม่ไว้ใจรัฐ มันเป็นคำตอบที่ชัดเจนมากแต่ไม่มีใครกล้าถาม อัญว่ามันคาบเกี่ยวกับทัศนคติและความเชื่อที่มีมานานที่มักกล่าวว่า อิสลามหัวรุนแรง รัฐของไทยก็มองเช่นนั้นมองว่าต้องควบคุมความรุนแรง

    สารากร : พรุ่งนี้เดินทางไปปัตตานี มีกิจกรรมอะไรคะ

    อัญญาณี : โครงการนักศึกษาสู่ชุมชนเยียวยาผู้สูญเสียค่ะ เป็นโครงการที่เป็นทางเลือกหนึ่งในการเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ค่ะ

    สารากร : เป็นการรับทราบข้อมูลความเป็นไปของเพื่อนที่อยู่ทางใต้ด้วยหรือเปล่า

    อัญญาณี : ส่วนหนึ่งค่ะ

    สารากร : "สงครามความคิด และวิกฤตสันติภาพ " จะมีวันเบาบางลงไหมคะ ในความเห็นของคุณ ที่ทำกิจกรรมจริงอย่างนี้ มองเห็นปัญหา และอุปสรรคที่แท้จริง ถ้าสามารถทำได้ คุณคิดว่าต้องใช้เวลานานสักเท่าไร จึงจะทำให้สถานการณ์สังคมของเรา สงบลงกว่าที่เป็นอยู่คะ

    อัญญาณี : ตราบเท่าที่คนเรายังเคารพสิทธิ เสรีภาพเพียงแค่ลมปาก แต่ไม่ปฏิบัติตามทฤษฎีที่คิดกันมากมาย มันก็ยังคงเกิด สงครามความคิด มีแต่ความคิดไม่เคยปฏิบัติ

    คำถามนี้เป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ เหมือนมันประกอบด้วยองค์หลาย ๆ อย่างที่ผูกติดมายาวนาน ทั้งเรื่องความขัดแย้ง ความเรื่องทัศนคติความเชื่อ เชื่อว่าหลายคนคงไม่ปฏิเสธว่าเชื่อตามสื่อหลัก เพราะมันเป็นเรื่องกระทบจิตใจมาก ทหารที่ไปปฏิบัติหน้าที่ตาย มันสะเทือนใจมาก หรือครูที่ถูกฆ่าก็ตาม สันติภาพน่าจะเป็นคำตอบค่ะ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดหรือ มันจะถูกใช้เมื่อไหร่ กลุ่มน้องทางใต้ก็มีนะคะ ที่รณรงค์เรื่องสันติภาพ เขาก็มีความกังวลในเรื่องนี้ แต่มันไม่ถูกนำเสนอค่ะ

    .........


      กางปีกหลีกบินจากเมือง
      เจ้านกสีเหลืองจากไป
      เจ้าบินไปสู่เสรี
      บัดนี้เจ้าชีวาวาย
      เจ้าเหิรไปสู่ห้วงหาว
      เมฆขาวถามเจ้าคือใคร
      อาบปีกด้วยแสงตะวัน
      เจ้าฝันถึงโลกสีใด


      (บางส่วนจาก เพลงนกสีเหลือง คำร้อง วินัย อุกฤษณ์)

    ความหมายของเสรีภาพที่จะบังเกิดขึ้นควรแลกมาด้วยสันติภาพ และสันติภาพที่จะบังเกิดขึ้นควรปราศจากอำนาจเผด็จการ แม้แต่ทางความคิด การคิดต่าง ไม่จำเป็นต้องประหารกัน เพราะสุดท้ายเราต่างต้องตายทุกคนจะยืนยงคงไม่มี ที่คงไว้คือความดีงาม ที่เกิดจากการคิดดี พูดดี และทำดี ·




    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Book Review] โดย วนิดา (นามปากกา)


    ฤดูกาล :
    วรรณกรรมสะท้อนสังคมเมืองจากแนวป่า



    นักคิด นักเขียน และนักปฏิวัติผู้พ่ายแพ้จากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หรือคราบนักศึกษาผู้นำขบวนเสรีภาพฝ่าลงบนถนนอันร้อนระอุในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ชายผู้ซ่อนศีรษะใต้หมวกเบเร่ต์ เอกลักษณ์ที่ชินตาคนยุคแสวงหาตราบจนยุคแสวงหวย น้อยคนนักกับคำปฏิเสธว่า “ไม่รู้จักเขา” ยิ่งในหมวดวรรณกรรมด้วยแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งต่อการกะเทาะแก่นเข้าไปในงานของบุรุษผู้นี้ถึงเหตุแห่งการดีดตัวเองออกจากสูตรสำเร็จ

    ทำไมเขาจึงคิดเช่นนั้น ทำไมวรรณกรรมเพื่อชีวิตที่เขาเนรมิตขึ้นหน้าถ้ำในแนวป่าถึงเป็นการฉีกออกมาจากทางสายเดิม

    ไม่มีคำตอบใดชัดเจนเท่ากับการได้อ่าน ฤดูกาล โดยน้ำมือนักต่อสู้แห่งเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ

    เขา... เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

    ความจริงอันสมควรกล่าวก่อนคือ ฤดูกาล ผ่านการวิจารณ์กึ่งคำนำด้วยขุนพลวรรณกรรมรุ่นใหญ่จากเวทีช่อการะเกดมาแล้วโดย เวียง-วชิระ บัวสนธ์ ในครั้งนั้น...เวียงได้ทำหน้าที่รับหน้าเสื่อในการจาระไนถึง ‘ฤดูกาล’ อย่างกระจ่างชัดแจ่มแจ้งทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง (ซึ่งปรากฏอยู่ในเล่ม) อาจเรียกได้ว่าบริบูรณ์ก็ไม่ผิดไปนัก

    อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกเข้าไปในเส้นทางสายวรรณกรรมบ้านเรา อันจะเห็นความเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลาอยู่เสมอนั้น ‘ฤดูกาล’ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งจากคำกล่าวข้างต้น ซึ่งนำไปสู่การเปิดพื้นที่ทางความคิดให้กว้างขวางออกไป โดยไม่ยึดวิธีตายตัวตามกระแสสังคมนิยมซึ่งมาแรงในการผลิตศิลปะสมัยนั้น หลากหลายเรื่องราวในท่อนจบของเรื่องสั้นชุด ‘ฤดูกาล’ บทสรุปประเภทปิดพื้นที่ให้แคบลง เหลือไว้เพียงการชูสังคมนิยมต่อการแก้ปมปัญหาอะไรต่อมิอะไรนั้น ดูจะหาไม่ได้จากรวมเรื่องสั้นเพื่อชีวิตเล่มนี้

    สาเหตุหลักจากความต่างของเสกสรรค์กับสหายร่วมอุดมการณ์ในแนวป่า อันที่จริงมันได้เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว เดิมทีการหันเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ของเสกสรรค์เกิดจากสภาวะบีบคั้น (เข้าป่าในความหมายของการ“หนี”) มากกว่าการปลงใจสู้เป็นที่ตั้ง (เข้าป่าโดยความจงใจจะปฏิวัติแผ่นดินเช่น นายผี เป็นต้น) ข้อแตกต่างระหว่างตัวเสกสรรค์กับสหายร่วมพรรคนำมาซึ่งการผลิตงานเขียนนั้นก็ย่อมต่างกันออกไปด้วย (ไพล่ไปถึงงานเพลงเพื่อชีวิตของพรรคในระยะหลังจากสหายร่วมอุดมการณ์อีกด้วย) ดังจะเห็นได้จาก ‘การวิเคราะห์สภาพสังคมไทย’ บทความจากปัญญาชนภายในพรรค วัตถุประสงค์ของการระดมปัญญาชิ้นนี้ก็เพื่อการจะปฏิวัติใด ๆ ก็ต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่จะปฏิวัติก่อน เมื่อการวิเคราะห์นี้ออกมากลับได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกันระหว่าง

    “สังคมไทยเป็นสังคมกึ่งศักดินากึ่งเมืองขึ้น”

    หรือ

    “สังคมไทยเป็นสังคมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งทุนนิยม”

    และ

    “สังคมไทยเป็นสังคมกึ่งทุนนิยมกึ่งศักดินา”

    น่าตกใจยิ่ง จากบทวิเคราะห์จะเห็นได้ว่า ปัญญาชนทางพรรคไม่มีใครสรุปว่าสังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยตามที่ตราไว้สักคนเดียว! (ธีรยุทธ บุญมี ก็หนึ่งในคนวิเคราะห์บทความนี้เช่นกัน)

    ไม่มีข้อสรุปอันใดชี้ชัดถึงการวิเคราะห์ของพลพรรคพคท. แต่แล้วความขัดแย้งจากบทวิเคราะห์นี้ภายหลังได้กลายเป็นอีกชนวนข้อขัดแย้งก่อนจะลุกลามไปถึงขั้น ป่าแตก! โดยอำนาจรัฐได้เข้าไปช่วยสลายพลังของพรรคตามมาตรา ๖๖/๒๕๒๓ อีกแรงหนึ่ง

    ปีเดียวกันนั้น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ก็ฉากหนีออกมามอบตัวกับทางการ เขาเป็นคนแรก ๆ ที่รู้สึกถึงสัญญาณแห่งการคว้าน้ำเหลวในแนวทางของพรรค ไม่แปลกอะไรหากสัญญาณนี้จะแปรผันกลายร่างเป็นงานเขียนของเขา รวมไปถึงท่าทีแข็งกร้าวต่อพรรค และในกาลต่อมา ‘เวลา’ ก็ได้เข้าพิสูจน์ถึงมนตร์ขลังของ ‘ฤดูกาล’ ด้วยความไม่ตายตัวตามแนวคิดปฏิวัติ ตลอดจนการหลุดรอดไปจากขลุมสังคมนิยมแบบซ้ายจัด เหตุนี้ เราจึงเห็น ‘ฤดูกาล’ วางบนแผงปะปนกับหนังสือตามยุคสมัยได้ไม่ขัดเขิน

    กระนั้นใช่ว่าสังคมไทยจะดีขึ้น เสกสรรค์เองยังแสดงทัศนคติต่อสภาพปัจจุบันถึงความย่ำแย่ที่ยิ่งกว่ายุคเขา ตัวเขาเองยังคงยกย่อง “คาร์ล มาร์กซ” ให้เป็นอาจารย์ใหญ่ สรรพคุณทางยาหลายขนานของแนวคิดสังคมนิยมยังคงมีกลุ่มปัญญาชนทั่วโลกหยิบยกขึ้นใช้เพื่อเยียวยาบาดแผลอันฟอนเฟะของชุมชนแต่ละประเทศมากกว่าการจับปืนแบบเก่าก่อน การประชุมสมัชชาโลกในปัจจุบันเอย พรรคสังคมนิยมตามแต่ละประเทศภาคพื้นยุโรปที่ชนะประกวดการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยได้บ่อยครั้งเอย ยังยืนยันได้ถึงการไม่ตายของแนวคิดสังคมนิยม

    หลายต่อหลายครั้งวรรณกรรมเพื่อชีวิตมักหยิบนายทุน ข้าราชการ ชนชั้นกระฎุมพี เลยเถิดไปถึงชั้นเจ้าราชนิกุล มารับบท ‘ผู้ร้าย’ ตามด้วยแนวทางหลักโดยมอบบทกรรมาชีพ ชาวนา กรรมกร ผู้ทุกข์ยาก เป็นตัวละครเอก โดยมีการ ‘กดขี่’ ‘ขูดรีด’ ‘เอารัดเอาเปรียบ’ ‘มอมเมา’ เป็นเงื่อนไขในการดำเนินเรื่องเพื่อบีบให้ทางออกเหลือเพียงการ ลุกขึ้นสู้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

    แต่ไม่กับ ‘ฤดูกาล’

    ด้วย ‘ฤดูกาล’ ในตัวของมันได้ถือกำเนิดจากมุมมองแปลกแยกจากวรรณกรรมอ่านแล้วชวนให้สู้ เสกสรรค์ ตั้งคำถามประโยคใหม่แห่งยุคลงไปในงาน เจตนารมณ์ที่ปรากฏก็กลายไปเป็น ‘อ่านแล้วชวนให้ไตร่ตรองพิจารณา’ ก่อนจะทำอะไรต่อไปมากกว่าการโน้มน้าวจิตใจให้เผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม

    สิ่งใดกันที่สามารถยืนยันคำพูดนี้

    ไม่มีคำตอบใดชัดเจนเท่ากับการได้อ่าน ‘ฤดูกาล’ โดยน้ำมือนักต่อสู้แห่งเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ

    ...นั่นแหล่ะข้อพิสูจน์ยืนยัน

    สองเรื่องแรก ระหว่าง “ลมอุ่นเมื่อใกล้ค่ำ” และ “พ่อกับลูก” ประเด็น ‘สถาบันครอบครัว’ ดูจะนำมาเป็นอันดับหนึ่งหากจะถามว่าผู้เขียนคิดถึงอะไร

    “สมชาย” ภายในเนื้อเรื่องมี ‘นายแทน’ เขาเปรียบประดุจวัคซีนคุ้มกันจินตนาการสำหรับเด็กน้อย ผู้ใช้ความฝันเฟื่องเลื่อนลอยลบปมด้อยตนเองต่อหน้าคนอื่น

    “พลเมืองดี” ชายวิ่งราวกับชายทุพลภาพนั่งขอทานข้างถนน สภาพที่ทั้งคู่เผชิญนั้น ความลำเค็ญของแต่ละฝ่ายมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเสียเท่าใด ทั้งคู่เลยต้องเอาตัวรอดจากความลำเค็ญสู่การกระทำบาปอันจำเป็น

    ทั้งสองเรื่อง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และบริเวณท่าพระจันทร์ กลายเป็นฉากอยู่ด้านหลัง สถานที่ที่เสกรรค์เคยใช้ชีวิตคลุกคลีในช่วงเป็นนักศึกษา เป็นเรื่องปกติธรรมดา หากเด็กธรรมศาสตร์เช่นเขาจะพรรณนาถึงท่าพระจันทร์ได้ดีกว่าใคร ๆ

    “ผู้เดือดร้อน” เรื่องนี้เสมือนการลอกคราบชีวิตชาวประมงอีกด้านหนึ่งมาชำแหละให้เห็นกับตา และนั่นคือช่วงชีวิตในวัยเยาว์ของเสกสรรค์ การตีรันฟันแทงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง คงเป็นภาพชินตาสำหรับเขาในฐานะอดีตลูกน้ำเค็ม ขณะเดียวกันยังสะท้อนได้ถึงรูปแบบนักเลงหัวไม้ การตายอย่างไร้ค่าไร้ความหมายพร้อมเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับนักเลงผู้รังแต่จะใช้กำลังเข้าตัดสินความไม่สบอารมณ์ของตน

    “วันหนึ่งในชีวิตของหนานอิน” เห็นจะมีเรื่องนี้กระมังที่เข้าข่ายแนวคิดสังคมนิยม ‘หนานอิน’ ชาวนาผู้วาดฝันไว้ล่วงหน้าถึงการใช้ข้าว ที่เขาเอาทั้งชีวิตทุ่มเข้าเพื่อพลิกหน้าดินให้เป็นรวง หมายจะนำเมล็ดผลไปแลกกับหนี้และสภาพการเป็นอยู่ให้ดีขึ้น แต่แล้วเจ้าของที่ก็คว้าหยาดเหงื่อของหนานอินไปตามข้อตกลงอันไม่ยุติธรรม กองข้าวโดยน้ำมือหนานอินพลันหายไปต่อหน้าในเวลาชั่วอึดใจ หนานอิน เป็นอีกตัวอย่างที่ถูก ‘ระบบการเงิน’ เล่นงานจนเหมือนยืมออกซิเจนผู้อื่นหายใจ!

    “ค่าแรงของสำรวย” หนุ่มสำรวยกับการหลงเข้าไปในดงเสือยามราตรี เขาถูกรุมกินโต๊ะจากกลุ่มอันธพาลจนนาฬิกาจากนายหายไปในคืนนั้น ท้ายที่สุด สำรวยก็เพิ่งมาตาสว่างภายหลัง เขาถูกนายต้มด้วยดันไปหลงเชื่อว่า นาฬิกาเรือนนั้นแพงกว่าค่าแรงของตน เรื่องนี้คือกระจกอย่างดี มันส่องให้เห็นความไม่จริงใจซึ่งปรากฏอยู่ทุกอณูในสังคม

    “เด็กน้อยกับคนเฝ้าศาลเจ้า” ความเชื่อ ศรัทธา พลังหนึ่งทางสังคมมันมีแรงสวิงกลับอย่างน่าหวาดกลัวเสมอยามที่ความเชื่อถูกท้าทาย ไม่เชื่อไปถามลุงเฝ้าศาลเจ้ารายนั้นดูว่าระหว่าง ‘ความเชื่อ’ กับ ‘ความจริง’ สิ่งไหนกันแน่ที่มันจะช่วยชีวิตเรา

    และอีกสอง-สามบทกวีแบบกลอนเปล่า ก็รอผู้อ่านให้เข้าไปสัมผัสความงดงามชนิดคุณค่าของแต่ละอักษรไม่เคยจืดจาง

    นี่แหล่ะ ฤดูกาล ของอีกปัญญาชนสายการเมือง วรรณกรรมเล่มเล็กของเขาไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนจากสายตารัฐอีกต่อไป ฉันใดก็ฉันนั้น เหมือนกับทุกวันนี้ งานเขียน/คำพูด ที่ผ่านมาจากมันสมองของเขาก็ยังคงมีคนไม่น้อยรอเงี่ยหูฟัง/เปิดอ่านอยู่เสมอมิเสื่อมคลาย

    วรรณกรรมเพื่อชีวิตอาจมีหลายคนเห็นว่ามันได้ตายไปแล้วบนถนนหนังสือ แต่การอ่านวรรณกรรมเพื่อชีวิตหาได้มีอันเป็นไปตามคำกล่าวนี้ไม่ อย่างการตามหางานของ จิตร ภูมิศักดิ์ ยังคงเป็นไปโดยครึกครื้นบนแผงหนังสือเก่า เช่นเดียวกัน หากจะอ่าน ‘ฤดูกาล’ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้ฤดูกาลใดมาถึง สามารถแสวงมาเสพได้เลยตามที่ใจเรียกร้อง ·






    ฤดูกาล

    เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
    สำนักพิมพ์สามัญชน
    พิมพ์ครั้งที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๗
    ๑๒๘ หน้า

    ISBN 974-7607-60-3




    [อ่าน Book Review ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]









    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com


     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-08-15 00:36:33
    เรื่องของสันติภาพเป็นเรื่องที่ดีงามที่สุดในสายตาค่ะ

    แล้วจะค่อย ๆ อ่านไปเรื่อย ๆ นะคะ
     


    คาใจ
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2007-08-15 01:50:54
    ว้าว ว้าว ปลาน้อย ฯ ดังใหญ่แล้ว

    อ้อเรื่องพี่ วนิดา นามปากกา(เล่มนั้นน่ะ)
    เคยเห็นค่ะแต่ไม่ได้ซื้ออ่าน
    ชอบของสำนักพิมพ์สามัญชนเหมือนกัน
    แต่ที่เคยซื้อมายังไม่ได้อ่านก็ ......

    คนนอก (อัลเเบร์ การ์มูส์) เล่มเดียวว่างๆจะไปอุดหนุนสนพ.นี้เสียเเล้ว
     


    ปลา(ไม่)น้อย
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย ปลา(ไม่)น้อย   เมื่อ: 2007-08-15 12:37:59
    เขินอ่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า

    นี่เรามีความคิดด้วยหรือนี่ โอ้วว ไม่น่าเชื่อ
     


    อานันท์ ประทีฯ
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ    เมื่อ: 2007-08-15 20:26:43
    ลองอ่านเทียบกับที่พี่เวียงเขียน--

    นี่น้อง ๆ พี่เวียงเขียนนี่หว่า

     


    ศิษย์เหลน
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย ศิษย์เหลน   เมื่อ: 2007-08-15 23:47:01
    ยังไงเสียผมก็ขอแย้งท่านศิษย์ทวดว่า งานเขียนทุกชิ้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบรรณาธิการตรวจทานก่อนเผยแพร่สู่สาธารณชน!!!

    และก็เหมือนอย่างที่พี่อานันท์ว่าไว้ วรรณกรรมมีหลายระดับ ดังนั้นผมจึงว่าเอาเองว่าบรรณาธิการก็ต้องมีหลายระดับ โดยขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ ระดับการศึกษา รูปร่างหน้าตาไม่เกี่ยว แต่ฐานะทางเศรษฐกิจอาจจะเกี่ยวบ้างตรงที่รับจ้างเป็นบรรณาธิการให้นายทุนคนไหน และที่สำคัญที่สุดคือ วรรณกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องแนวไหน

    ผมไม่เคยเป็นบรรณาธิการ จึงไม่รู้ว่าเขาทำงานกันยังไง ผมจึงเดาแบบมั่วนิ่มอีกว่า นอกจากดูเนื้อหาสาระให้เหมาะกับนิตยสารของตนแล้ว สิ่งหนึ่งที่บรรณาธิการที่ดีพึงทำก็คือสำนึกต่อสังคม

    ถ้าระดับนวลนาง ไทยเพลย์บอย(ผมเคยอ่าน) และอีกสารพัดนั้น ผมก็เชื่อว่าเขาก็มีสำนึกต่อสังคมในระดับหนึ่ง เขารู้กาละเทศะพอที่จะไม่วางขายในร้านนายอินทร์ บีทูเอส ซีเอ็ด ฯลฯ แต่เขาจะวางตามแผงหนังสือริมถนน(ผมเคยซื้อ) และก็เป็นที่แน่นอนเหลือเกินว่าเขาจะไม่คัดเรื่องธรรมะธัมโมลงตีพิมพ์ เพราะไม่ใช่แนวของเขา หรือแม้แต่เรื่องที่อ่านแล้วไม่เกิดอารมณ์ทางเพศ เขาก็ไม่รู้จะลงหาสวรรค์วิมานอะไร เพราะไม่ใช่แนวของเขา(ผมยืนยัน)

    ที่ผมเชื่อว่างานเขียนจำเป็นต้องมีบรรณาธิการนั้น เพราะผมเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า งานใดก็ตามที่เผยแพร่สู่สาธารณชนนั้น ถ้ามีอะไรผิดพลาด นอกจากคนเขียนจะถูกด่าแล้ว กองบรรณาธิการก็จะต้องถูกด่าด้วย

    แต่ถ้ามีความชอบ คำชมจะตกอยู่ที่นักเขียนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนกองบรรณาธิการและสำนักพิมพ์แค่รับเงินค่าขายหนังสือ

    กระนั้นก็มีหลายบรรณาธิการ ที่ได้รับคำชมว่ามีคุณภาพ

    ได้รับคำชมเพราะอะไร? ก็เพราะคัดงานเขียนคุณภาพออกเผยแพร่สู่สาธารณชนไงล่ะครับ

    บางต้นฉบับในก้าวรอก้าวฉบับนี้ มีร่องรอยการถูกตัดข้อความ และการเว้นวรรค การย่อหน้าบางแห่งก็เปลี่ยนไป

    ใช่หรือไม่ว่านี่คืองานของกองบรรณาธิการ นอกจากจะดูเนื้อหาว่าไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติแล้ว(อุ๊บ!) ยังต้องดูรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องของการใช้ภาษาอีกด้วย? ดังนั้น คนที่จะเป็นบรรณาธิการจึงต้องแน่ใจว่ารู้จริง...รู้จริงๆ

    ฝ่ายพิสูจน์อักษรของก้าวรอก้าว ควรจะได้รับคำชมว่ารู้จริงด้านภาษาไทยจริงๆ
     


    เด็กโพสต์
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย เด็กโพสต์   เมื่อ: 2007-08-16 00:18:12
    ตอบ คคห 6

    บางต้นฉบับในก้าวรอก้าวฉบับนี้ มีร่องรอยการถูกตัดข้อความ และการเว้นวรรค การย่อหน้าบางแห่งก็เปลี่ยนไป


    ขออนุญาตชี้แจงนิดนึง อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับประโยคที่ยกมานี้ก็ได้ แต่จะยกสถานการณ์ โดยจะยกตัวอย่างประโยคสมมติว่าอักษรภาษาอังกฤษที่เรียงตามลำดับเป็นประโยคภาษาไทยประโยคหนึ่ง (คือมีการเรียงคำอะไรถูกต้องอยู่แล้ว) และประโยคที่ต้องการคือ

    abcdefghijklmnopqrstuvwxyz

    คือจะมีความยาว 26 ตัวอักษร

    สมมติว่า (สมมตินะ เน้นอีกที) ไม่สามารถใส่ตัวอักษรได้ครบหมดให้อยู่ภายในบรรทัเดียวกันได้ โดยประโยคนี้เป็นประโยคสุดท้ายของบรรทัด เป้นไปได้ว่าอาจจะมีอักษร (สมมติว่ามีสองตัวอักษร) ที่จะถูกผลักลงไปอีกบรรทัด

    (มีประโยคนำหน้า) abcdefghijklmnopqrstuvwx
    yz

    จะเป็นแบบนี้เองแม้ว่าจะไม่ได้ใส่เว้นวรรค หรือ enter เลยก็ตาม

    สมมติว่า yz สามารถอ่านเป็นคำที่มีความหมายในตัวเอง สามารถขึ้นบรรทัดใหม่ได้ บางครั้ง file word ที่ส่งมาให้ จะมีการกด enter ขึ้นบรรทัดให้ใหม่โดยอัตโนมัติ คือ แทนที่ประโยคจะถูกส่งมาเป็นข้อมูลดิจิตอลว่า

    abcdefghijklmnopqrstuvwxyz

    กลับถูกส่งมาเป็น

    abcdefghijklmnopqrstuvwx (enter) yz

    ซึ่งถ้าไม่มีการปรับขนาดก็จะแสดงเป็น

    (มีประโยคนำหน้า) abcdefghijklmnopqrstuvwx
    yz

    สมมติว่า ผู้อ่านเพิ่ม size ตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่า อาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้คือ

    (มีประโยคนำหน้า) abcdefghijklm
    nopqrstuvwx
    yz

    คือ แทนที่ yz จะต่อจา wx จะขึ้นบรรทัดใหม่แทน

    พอจะนึกออกไหมว่า นี่คือความยากในการจัดหน้าด้วย html ซึ่งไม่เหมือน word กับ pdf ที่มันจะมีโปรแกรมตัดคำที่ดีกว่า และยังจัดให้ fix ได้ ในขณะที่ html ไม่สามารถทำได้

    ยิ่งถ้าหากว่า ผู้เขียนจัดย่อหน้าให้ไม่เหมือนการเขียนแบบปกติ โดยมีการเว้นบรรทัด จัดตำแหน่งข้อความเพื่อเพิ่มความน่าสนใจของมุมมอง ในพื้นที่จำกัด ก็จะแสดงได้ไม่เหมือน แถมยังมีการเว้นวรรค รวมกับขึ้นบรรทัดใหม่ที่ผิดไปจากเดิม

    (คือในรูปแบบของ web html จะมีปัญหา แบบที่กล่าวไปแล้ว)

    ยกตัวอย่างคือของคุณ ธุลีดิน จะเห็นว่า ในมุมมองใน หน้านี้จะไม่สวยเท่าไหร่ และยังขึ้นบรรทัดใหม่แปลก ๆ อีกด้วย แต่ถ้าเทียบกับบทความเดียวกันใน wordpress จะเป็นอีกแบบ เพราะเนื้อที่แสดงจะกว้างกว่า จึงดูสวยกว่า

    อันนี้ชี้แจงเฉพาะเรื่องของ ย่อหน้าบางแห่งเปลี่ยนไปเฉย ๆ
     


    อานันท์ วุฒิสุวรรณ
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย อานันท์ วุฒิสุวรรณ   เมื่อ: 2007-08-16 00:31:30
    ร่ายมาเสียยาว

    ไม่เข้าใจที่มาของเรื่องที่ท่านว่า

    หรือว่า ผมง่วงนอน

     


    อานันท์ วุฒิสุวรรณ
    ความเห็นที่ 9

     
      ตอบโดย อานันท์ วุฒิสุวรรณ   เมื่อ: 2007-08-16 00:34:40
    ผมหมายถึงความเห็นที่ 6
     


    อานันท์ ประทีฯ
    ความเห็นที่ 10

     
      ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ    เมื่อ: 2007-08-16 00:35:47
    บ๊ะ ทำไมมันถึงออกมาชื่อนี้

    ไม่ได้ป่วนขอรับ

     


    เด็กโพสต์
    ความเห็นที่ 11

     
      ตอบโดย เด็กโพสต์   เมื่อ: 2007-08-16 00:36:26
    สรุปก็คือ

    จะบอกว่า ถ้าหากว่าไม่ได้มีการแก้ไขอะไร แล้วออกมาไม่เหมือนที่ตั้งใจ
    ก็เป็นเพราะเทคโนโลยีของ html กับภาษาไทยเอง

    คล้าย ๆกับว่า ทำไมบางครั้งเอา firefox มาดูแล้ว เละตุ้มเป๊ะไปหมดนั้นเอง

    อันนี้หมายถึงเรื่องการเว้นวรรค กับ แบ่งบรรทัดนะ
     


    อานันท์ ประทีฯ
    ความเห็นที่ 12

     
      ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ    เมื่อ: 2007-08-16 00:41:13
    ไอ้เรื่องดังกล่าว ผมพอเข้าใจด้วยข้อจำกัด

    จริงอย่างท่านบอก ไม่เหมือนไฟล์เอกสารเวิร์ด

    อันนี้ก็น่าจุคุยกันหลังฉากได้นี่นา

    ผมงงที่ว่า อ่านความเห็นที่ 1 ลงมา ก็ยังไม่เจอหัวของความเห็นที่ 6
     


    เด็กโพสต์
    ความเห็นที่ 13

     
      ตอบโดย เด็กโพสต์   เมื่อ: 2007-08-16 00:51:38
    อ้อ ที่คุยหน้าฉาก เพราะ คคห 6 พูดเรื่อง "การเว้นวรรค การย่อหน้าบางแห่งก็เปลี่ยนไป" ก็เลยชี้แจงสักหน่อย

    แล้วแนะนำให้ลองเทียบทั้งสองที่ ว่าเหมือนหรือต่างยังไงบ้าง

    ปล ที่ว่าขึ้นบรรทัดใหม่แปลก ๆ หมายถึงที่ปรากฎอยู่ในหน้านี้
     


    อานันท์ ประทีฯ
    ความเห็นที่ 14

     
      ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ    เมื่อ: 2007-08-16 01:00:44
    ผมไปนอนละท่าน

    อย่างไรเสียก็ต้องขอบคุณท่านมากขอรับ

    ก้าวฯ อาจไม่มีหน้าตาเช่นนี้ หากไม่ได้ท่าน

    รักษาสุขภาพครับผม

    (ร้อนเป็นบ้า)
     


    เลขาหญ่ายย
    ความเห็นที่ 15

     
      ตอบโดย เลขาหญ่ายย   เมื่อ: 2007-08-16 08:54:24
    เอ่อ...ข้าพเจ้าอ่านความเห็นที่ 6 รู้สึกเขาจะเขียนชมเด็กตรวจปรู๊ฟนะ
    (เรื่องการตัดคำ ย่อหน้า เว้นวรรค)

    ส่วนเรื่องที่เด็กโพสท์อธิบายมาก็ทำให้ทราบปัญหาในการโพสท์งานว่ายุ่งยากมากกว่าที่คิด

    สรุปว่าข้าพเจ้าชื่นชมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็แล้วกัน
     


    อานันท์ ประทีฯ
    ความเห็นที่ 16

     
      ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ   เมื่อ: 2007-08-16 12:02:35
    ต้องตีความ

    อันว่าเพียงถ้อยอักษร มิอาจสื่อถึงน้ำเสียง หน้าตา ท่าทาง

    และสำเนียงในการถ่ายทอดสาร

    ถ้าขี้เกียจ-ก็ไม่ต้องตี

    เหนื่อย

     


    ไอซ์
    ความเห็นที่ 17

     
      ตอบโดย ไอซ์   เมื่อ: 2007-08-16 12:13:10
    หากร้านหนังสือทั่วประเทศยอมเปิดแผงให้นำหนังสือ เรทอาร์ เรทเอ็กซ์ ขึ้นวางขาย
    กระผมเชื่อว่าหนังสือเหล่านั้นคงรีบพิมพ์กันวันละเยอะๆ เพื่อยึดหัวหาด บุกตลาดกันให้วุ่นวาย

    จริงป่ะขอรับ อิอิ

    และผมก็จะเป็นลูกค้าหลักของเขาไปโดยพลัน ฮ่าๆๆ
     


    กัปตันแจ๊ค
    ความเห็นที่ 18

     
      ตอบโดย กัปตันแจ๊ค   เมื่อ: 2007-08-16 17:12:15
    แตกต่างอย่างเข้าใจ
     


    ศิษย์เหลน
    ความเห็นที่ 19

     
      ตอบโดย ศิษย์เหลน   เมื่อ: 2007-08-16 17:19:15
    อะจึ๊กกึ๋ย! พี่ Plin ขอรับ

    เดี๋ยวคุยหลังไมค์นะครับ
     


    สนิมกฤช
    ความเห็นที่ 20

     
      ตอบโดย สนิมกฤช   เมื่อ: 2007-08-19 21:59:34


    เค้าไปกันถึงระดับนี้แล้วเหรอ...

    เป็นความหวังนิ่งๆ ของหัวใจผมอยู่เหมือนกันที่จะมองเห็นนักเขียนที่มีมุมมองอะไรเกี่ยวกับชีวิตแล้วได้มีโอกาสถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร แล้วได้อ่านกัน

    ผมก็เคยได้ทำ "จุลสาร" เล็กๆ มาแล้วเหมือนกัน
    ร่วมกับเพื่อนที่รัก "วรรณกรรม" ในลักษณะนี้ไม่กี่คน

    และมันก็ทำได้ ถึง สามฉบับ ด้วยกัน
    แต่เนื่องด้วย อะไรหลายอย่าง...จุลสารที่ผมทำ..ชื่อ

    "มัชฌิมาปฏิปทา ก้าวเดินด้วยศรัทธามรรคานี้" ก็เป็นอันต้องสะดุด และหยุดเดิน

    (แต่ยังมีความหวังอยู่ในใจลึกๆ อยู่เหมือนกันว่าจะได้เดินต่อไปอีกในวันหนึ่ง..ข้างหน้า..
    ถึงแม้วันนี้จะเป็น "อัมพาต" ไปเสียแล้ว...
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   a82d3527
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)