ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๘.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๘.-
 เมื่อ: 2007-09-01 16:25:25 
----
----ก้าวฯที่๑๘
----




Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








-
----มีอะไรในเล่ม :
-




  • คมคำ-คมความ

  • บทบรรณาธิการ

  • เรื่องจากปก : [หนุงหนิง]

  • ปากกาพาไป : [พุ่มฮัก พานเสือ] ซอยเดียวกัน

  • สืบศิลป์ : [กีรติ] อ่านทศชาติผ่านทศชาติผ่านปูนปั้น ที่ผนังวิหารวัดไลย์

  • ก้าวฯกวี : [กวิสรา] "จดหมายถึงท่านสืบผู้หลุดพ้น"

  • ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] ก่อนอาหารมื้อเย็น

  • DekAd. : [Black&Pink] ธรรมชาติของเรา

  • พูดพร่ำทำเพลง : ['พล] หย่อนใจ

  • ๑๐๐ รูปแบบแนวคิดการใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] ตอนที่ ๓๕ และ ๓๖

  • Coffee Brake

  • ระเบียงใบไม้ : [ธุลีดิน] ไอ้เตี้ย (จบ)

  • คอลัมน์ธรรมดา : [นารินทร์ ทองดี] ชวนเที่ยวงานแฟร์ ร่วมกันดูแลสังคม

  • กัดกับหมา : [ยามักการ] ผม และ เขา และชีวิตข้างถนนของเรา

  • ก้าวต่อก้าว : [สารากร] ความเกิดดับของชีวิต ในทรรศนะสนิมกฤช

  • Book Review : คน - เขื่อน - น้ำ - ป่า – กาแล็กซี










  • [คมคำ-คมความ]



    "โลกมีทรัพยากรเพียงพอที่จะเเบ่งปันให้เเก่มนุษย์ทุกคนตามที่จำเป็น เเต่มีไม่เพียงพอที่จะสนองความโลภของคนเเม้เพียงคนเดียว"

    มหาตมะ คานธี





    [อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [บทบรรณาธิการ]




    การเดินทางในแต่ละย่างก้าวของ ก้าว...รอ...ก้าว ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความคิด

    เป็นพลังแห่งความคิดของละอ่อนแห่งวรรณกรรม ที่รวมตัวกันขึ้นมาจากเว็บบอร์ดของนักเขียนระดับประเทศ โดยมีความรักและความชอบในการอ่านและการเขียนเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ดังนั้น ก่อนที่จะก้าวแต่ละครั้ง เราจึง “คิด” ด้วยพลังทั้งหมดที่เรามี

    บางก้าว เราแสดงออกเหมือนเด็กที่กำลังตื่นเต้นกับโลกอันน่ารื่นรมย์

    บางก้าว เราพูดและคุยเหมือนคนที่ผ่านโลกมานานจนดูคล้ายคนรุ่นลุงป้าน้าอา

    หากแต่ทุก ๆ ก้าว เราต่างไม่เคยลืมว่าเราคือเด็ก เป็นเด็กที่กำลังสนุกกับการเรียนรู้ และเขียนถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักและชอบ และพร้อมน้อมรับทุกคำติ-ชมจากท่านผู้อ่าน ด้วยว่าถึงแม้เราจะคิดอย่างถี่ถ้วนทุกครั้งก่อนที่จะก้าว แต่บนถนนทุกเส้นทางประดามีในโลกนี้ย่อมมีบ้างที่เราจะต้องพบทางโค้ง ทางแยก หรือแม้กระทั่งทางตัน เราจึงยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นที่ท่านผู้อ่านมีให้เรา

    ก้าว...รอ...ก้าว ถือกำเนิดขึ้นมาในยุคที่โลกถูกรวมให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างเห็นได้ชัด ผ่านกระบวนการแห่งวิถีโลกาภิวัฒน์ เราจึงได้เห็นอาการโศกสะเทือนของคนเกือบทั้งโลกในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่ง เห็นสีหน้าและท่าทางของบรรดาเกจิทางเศรษฐกิจของบางประเทศแสดงความหวั่นวิตกหลังจากสิ้นเสียงระเบิดที่ดังมาจากอีกซีกโลกหนึ่ง รวมทั้งเห็นและสัมผัสได้ถึงสภาวะบางอย่างที่แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของโลกใบนี้

    เพราะโลกใบนี้เป็นโลกเดียว

    ไม่ใช่โลกเดียวดังรูปแบบที่ปรากฏอยู่ในสายตา (ที่อยากจะเห็น) ของประเทศมหาอำนาจบางประเทศ แต่เป็นโลกเดียวที่ถือกำเนิดขึ้น ดำรงอยู่ และกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามวิถีแห่งวัฏจักรของธรรมชาติ

    หายนะของโลกในอนาคต อาจจะไม่ใช่สงครามโลกครั้งที่ ๓ ที่ชาวโลกจะจับอาวุธห้ำหั่นกันอีกครั้ง แต่อาจจะเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ได้ช่วยกันทำลายโลกใบนี้ทีละเล็กทีละน้อย คนละนิดละหน่อย ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ผ่านการใช้ชีวิตด้วยการเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน

    ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหันมามองภัยใกล้ตัวที่กำลังรุกคืบเข้ามาทำลายมนุษย์ทุกวินาที ก่อนที่มนุษย์จะสูญพันธุ์เหมือนสัตว์โลกหลายชนิด ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะตระหนักว่า การโค่นต้นไม้หนึ่งต้น ส่งผลกระทบต่อโลกทั้งใบ

    เพราะโลกใบนี้เป็นโลกเดียว

    ก้าว...รอ...ก้าว ฉบับนี้ขอรำลึกถึง สืบ นาคะเสถียร บุรุษผู้ยอมพลีชีพให้กับป่าไม้ และโลก! ·



    ด้วยมิตรภาพ
    เขียนใต้ถุนป่าคอนกรีต กรุงเทพฯ
    ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๐




    [อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [เรื่องจากปก]


    เช้ามืดของวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๓ เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้นในราวป่าห้วยขาแข้งจังหวัดอุทัยธานี เสียงปืนนัดนี้มิใช่เสียงปืนของพวกพรานป่าที่ออกล่าสัตว์ แต่เป็นเสียงปืนของเจ้าหน้าที่ป่าไม้คนหนึ่งซึ่งยิงขึ้นเพื่อปกป้องรักษาชีวิตสัตว์ป่าและผืนป่าแห่งนั้นไว้โดยเอาชีวิตของตนเองเป็นเดิมพัน

    หลังเสียงปืนนัดนั้นเงียบลง คนไทยทั้งประเทศจึงได้รับรู้ว่าป่าไม้และสัตว์ป่ากำลังถูกรุกรานอย่างน่าหนัก คุณสืบ นาคะเสถียรได้ใช้เสียงปืนนัดนั้นเป็นกระบอกเสียงและเรียกร้องความยุติธรรมแทนสัตว์ป่าทุกตัว ต้นไม้ทุกต้น และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทุกคนซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องและรักษาผืนป่า

    สัตว์ป่าและป่าไม้แท้จริงเป็นของใคร? ทำไมจึงมีคนคนหนึ่งทุ่มเททั้งชีวิตของตนเพื่อรักษามันไว้?

    ตลอดระยะเวลาที่คุณสืบ นาคะเสถียร เข้ารับราชการสังกัดกรมป่าไม้ คุณสืบได้อุทิศแรงกายแรงใจทั้งในด้านงานวิชาการ งานวิจัยศึกษาสัตว์ป่า เป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้างจากการสร้างเขื่อนเก็บน้ำรัชชประภา และตำแหน่งสุดท้ายก่อนเสียงปืนนัดนั้นดังขึ้นคือ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

    โดยคุณสืบกล่าวในวันแรกที่เริ่มรับตำแหน่งว่า “ผมมารับงานที่นี่ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน”

    จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ทำให้คุณสืบเริ่มตระหนักว่างานวิชาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยเหลือป่าและสัตว์ป่าจากการถูกทำลายได้ เพราะผู้จ้องบุกรุกและแสวงผลประโยชน์จากป่ามาจากทุกทิศทุกทาง ทั้งจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล ชาวบ้านที่อาศัยรอบ ๆ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งส่วนใหญ่ยากจนและตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มนายทุนในการเข้ามาลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ป่าไม้บางคนซึ่งอาศัยตำแหน่งหน้าที่การงานในการตักตวงและแสวงหาผลประโยชน์

    การทำงานปกป้องและรักษาผืนป่าจำนวนนับล้านไร่ด้วยกำลังคนและงบประมาณที่จำกัดทำให้การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าหน้าที่ป่าไม้ขาดแคลนทั้งยานพาหนะ วิทยุสื่อสาร และอาวุธในการต่อสู้จับกุมพวกพรานป่าและพวกลับลอบตัดไม้ เจ้าหน้าที่หลายคนถูกยิงเสียชีวิตในขณะออกตระเวนจับพรานล่าสัตว์ เมื่อเสียชีวิตพวกเขาไม่มีทั้งยศ เงินสวัสดิการ หรือประกันชีวิตใด ๆ ให้แก่ครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง พวกเขาล้วนต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว

    คุณสืบต้องทำงานอย่างหนัก และพยายามทุกวิถีทางในการหาเงินทุนเพื่อเป็นสวัสดิการและประกันชีวิตให้แก่เจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้ง ครั้งหนึ่งเขาถึงกับกล่าวว่า

    “จะไม่มีใครต้องตายในเขตห้วยขาแข้ง-ถ้ามีก็ต้องเป็นผม”

    เสียงปืนที่ดังขึ้นในเช้ามืดวันนั้นทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมป่าไม้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและอำเภออีกนับร้อยคนเปิดประชุมเพื่อหามาตรการป้องก้นการบุกรุกป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้คุณสืบได้พยายามจัดการประชุมหลายสิบครั้ง แต่ไม่มีเสียงตอบรับเลยสักครั้ง

    หนึ่งปีหลังจากนั้นราวเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๔ สิ่งที่คุณสืบเคยคาดหวังและทุ่มเททำงานอย่างหนักครั้งยังมีชีวิตอยู่ได้สัมฤทธิ์ผล องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้งเป็น มรดกทางธรรมชาติ โดยคุณสืบเล็งเห็นว่าฐานะดังกล่าวจะเป็นหลักประกันที่มั่นคงในการคุ้มครองผืนป่า เพราะหากผืนป่าทั้งสองแห่งนี้ได้รับการยอมรับในระดับโลก นั่นย่อมหมายถึงเงินทุน ความสนใจ และความร่วมมือในการรักษาป่าจากทุกภาคส่วน

    การดูแลรักษาผืนป่าเป็นเรื่องระดับประเทศ และในภาวะวิกฤติโลกร้อนอย่างเช่นปัจจุบันย่อมถือเป็นเรื่องระดับโลก มิใช่เรื่องของคนคนเดียวหรือเพียงกระหยิบมือเดียวที่จะสามารถกระทำได้

    สรรพสิ่งในโลกล้วนสัมพันธ์กัน เมื่อสิ่งหนึ่งถูกกระทบ ย่อมส่งผลต่อสิ่งอื่นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ประโยคนี้คงไม่กล่าวเกินจริง พวกเราทุกคนแม้ไม่ได้เดินทางเข้าป่าล่าสัตว์หรือตัดไม้โดยตรง แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเราล้วนเป็นอัตราเร่งให้ป่าไม้ถูกทำลายเร็วขึ้น เช่น การใช้ไฟฟ้า น้ำ กระดาษ ฯลฯ

    ประโยชน์ของป่าไม้และวิธีรักษาผืนป่าทุกคนย่อมเคยเรียนรู้ทั้งจากตำราเรียนและในห้องเรียน หลายคนอาจเคยทำข้อสอบที่ว่า สัตว์ป่าชนิดใดสูญพันธุ์ไปแล้วจากประเทศไทย หรือ สัตว์ใดเป็นสัตว์ป่าสงวน...

    หากเราทุกคนยังไม่ร่วมมือกันหยุดยั้งการทำลายป่า คำตอบที่เหลืออาจมีเพียงคำตอบเดียวคือ ถูกทุกข้อ! ·



    หนุงหนิง



    [อ่าน เรื่องจากปก ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ปากกาพาไป] โดย พุ่มฮัก พานเสือ


    ซอยเดียวกัน




    เรา – ผมและเกลอกอย (นามสกุลขอสงวน) มักจะกระดากปากทุกครั้งเวลาจะบอกใครต่อใครและใครว่าเราพักอยู่ในซอยชื่อ---------ด้วยว่าชื่อของมันช่างไพเราะเพราะพริ้งราวกับเทวดาตั้งให้

    เรารู้เหมือนที่ชาวซอยเดียวกันรู้ก็คือว่า ซอยห่านี่มีแต่ขี้หมา เราจึงเรียกมันว่า ซอยขี้หมา

    มันเป็นซอยตัน

    สาเหตุแห่งความตันของซอยขี้หมา เรา – ผมและเกลอกอยลงประชามติอย่างพร้อมเพรียงเห็นชอบว่า สาเหตุแห่งความตันของซอยขี้หมาของเรามีเพียงประการเดียวก็คือ บ้าน...ไม่ใช่สิ ต้องเรียกมันว่าคฤหาสน์ของคุณอดิศักดิ์**มาตั้งขวางซอยเอาดื้อ ๆ ในบางวันที่เมามาย เราเคยตั้งกระทู้สนทนากันอย่างเอาเป็นเอาตายว่า ถ้าคุณอดิศักดิ์ย้ายคฤหาสน์หลังนี้ออกไปเสีย ซอยขี้หมาของเราก็จะมีโอกาสเลื้อยวกซ้ายวกขวาไปถึงชุมชนแออัดฟากโน้นได้

    นั่นย่อมจะก่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่สมาชิกของสมาคมของเรา

    เราเคยคิดจะยื่นหนังสือถึงคุณอดิศักดิ์ (อนาคตรัฐมนตรี) ให้เขาพิจารณาย้ายคฤหาสน์ภายในเวลาชั่วหม้อข้าวเดือด (สำนวนนิยายของนักเขียนรุ่นก่อน สมัยนี้อาจจะเทียบได้กับระยะเวลาในการกด sms โหวตอะไรสักอย่างติด ๆ กันยี่สิบครั้ง) แต่ติดปัญหาสำคัญอยู่เพียงประการเดียวก็คือเราไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรดี ถ้าจะใช้ภาษาแอ๊บแบ๊วก็กลัวว่าเขาจะตะเพิด ถ้าจะติดสำเนียงเหน่อ ๆ เหมือนเพื่อนชาวสุพรรณฯ หรือแทรกเสียงทองแดงเหมือนเกลอชาวปักษ์ใต้ หรือผสมสำเนียงไทยลาวเหมือนพี่น้องชาวสองฝั่งโขงก็กลัวเขาจะชมว่าบ้านนอก

    เมื่อทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการนินทา เราจึงนินทา

    ความสุขของคนจน (อย่างเรา) คือการนินทาคนรวย

    คุณอดิศักดิ์กับเมีย (คุณนายสายสมร) และลูก ๆ รวยอย่างบัดซบ รวยอย่างน่าอิจฉา รวยอย่างน่านินทา รวยอย่างน่าปล้นหรือน่าแปลงร่างเป็นตีนแมว และเราก็เคยมีแผนคิดจะฉุดลูกสาววัยกำดัดของเขามาทำเมียแล้วแปลงร่างเป็นหนูตกทะเลข้าวสาร (ถ้าไม่ถูกยิงตายเสียก่อน)

    คนรวยทำอะไรก็น่ารัก แม้นถ้าหากคุณอดิศักดิ์จะขี่เรือบินไปซื้อสโมสรฟุตบอลแถว ๆ ยุโรปมาไว้ดูเล่นแก้เซ็ง ใคร ๆ หลายคนก็คงเห็นเป็นเรื่องน่ารัก

    ยกเว้นเรา – ผมและเกลอกอย

    และอาจยกเว้นมวลสมาชิกชาวชุมชนแออัดละแวกนี้ด้วยก็ได้ แต่ไม่กล้ายืนยัน

    ผมและเกลอกอยเห็นว่าคนรวยทำอะไรก็น่าเกลียด

    คฤหาสน์ของคุณอดิศักดิ์ตั้งโด่อยู่ท่ามกลางชุมชนแออัดที่รายล้อม ลองจับภาพจากมุมสูง จะเห็นว่ามันดูคล้ายพระราชวังตั้งอยู่บนกองขยะ

    เหมือนศาลพระภูมิที่ปิดทองเลื่อมแวววาว แต่แวดล้อมด้วยเศษกระป๋องนม โฟมกล่องข้าวและสาคูไส้หมู กล่องไก่ทอดตรานายพัน กล่องพิซซ่า แบตเตอร์รี่มือถือเสื่อมอายุการใช้งาน ไม้เสียบลูกชิ้น เศษผ้าอนามัยหลากยี่ห้อ ล้อรถยนต์ผุ ๆ ซากซีพียู ซากทารกแรกเกิด (จุ๊ ๆ อย่าเอ็ดไป นี่คือเรื่องแต่ง) และอีกสารพัดซากที่ได้ชื่อว่า ‘ขยะ’

    บนทุกหลังคาของชุมชนแออัดจะมีเสาอากาศโทรทัศน์ตั้งโด่เด่ราวกับทิวยอดกอสวะแลดูไสวในคลองน้ำครำ ในขณะที่บนหลังคาของคฤหาสน์หลังนั้น มีกะละมังดาวเทียมขนาดสิบคนโอบตั้งแหงนหน้าขึ้นฟ้า คล้ายกับจะสื่อสารถึงเทวดาว่าข้าสามารถรับสัญญาณได้จากทุกมุมโลก (นะท่าน)

    นี่คือความน่าเกลียดในทัศนคติของเรา

    แต่กับเพื่อนชาวชุมชนแออัดบางคน เขาและทัศนคติของเขาเห็นว่าน่ารัก น่าชื่นชม น่าเอาเยี่ยงอย่าง

    ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นกระทะดาวเทียมจำนวนไม่น้อยผุดขึ้นเหมือนดวงฝีดาษอยู่บนหลังคาสังกะสีและกระเบื้องผุ ๆ

    บนหลังคาบ้านเช่าของเรามีกระทะอย่างว่าหนึ่งดวง เป็นของโก๋ สมชาย

    โก๋ สมชาย เป็นชายร่างโย่ง ดูสะโอดสะองคล้ายนายแบบ เขาชอบคลุกคลีอยู่ในแวดวงดาราและไฮโซ เขาเคยถ่ายนู้ด แต่ไม่เคยแสดงหนังโป๊ เขามีอาชีพที่แท้จริงแต่ซ่อนเร้นก็คือการเป็นปาปารัชชี่

    “แชะเดียวเด็ด ๆ ขายได้หลายหมื่น” เขาเคยบอก

    “อะไรคือปาปารัชชี?” ผมเคยถาม

    “ผมไม่แปลกใจอะไรที่ได้ยินคำถามนี้จากคุณ” แล้วเขาก็อธิบายต่อไปว่า “ปาปารัชชีคือ...มันเป็นอะไรที่...แบบว่า...?” เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ทำไมคุณถึงโง่อย่างนี้?”

    “คุณพูดเหมือนคุณครูที่สอนผมตอนเรียน ป.๖” ผมยืดอกรับ

    โก๋ สมชาย ตามคำบอกเล่าของเจ้าตัวก็คือเขาไม่ใช่คนรวย แม้จะใส่กางเกงยีนส์ตัวละสองพัน ดูเวลาจากนาฬิกาเรือนละหมื่น สูบบุหรี่นอก กินวิสกี้สก๊อต และแอบซื้อคอนโดฯราคาเกือบห้าล้านไว้กลางย่านสุขุมวิท แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนเรียบง่าย สมถะ และเห็นใจคนจนอย่างเข้ากระดูกดำ เขาจึงมาเช่าบ้านอยู่ในซอยขี้หมาของเรา และก็ช่วยไม่ได้ที่เขาจะตกเป็นขี้ปากของเราด้วยเหตุผลเพียงเพราะเขามีอะไรหลาย ๆ อย่างที่...ดีกว่า เหนือกว่า รวยกว่า หล่อกว่า และอีกสารพัดกว่า

    “ปาปารัชชี่คือ...” ไอ้เกลอกอยเสนอหน้ามาอธิบาย “พวกสอดรู้สอดเห็นในเรื่องส่วนตัวของคนดัง พวกนี้นิสัยไม่ดี แต่ฉลาดมากที่รู้จักสนองความอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้าน พูดง่าย ๆ ก็คือ ปาปารัชชี่คือผลของความบกพร่องทางจิตของคนในสังคมที่ตกอยู่ในภาวะเคร่งเครียดจากปัญหารถติด เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และอีกสารพัดปัญหา”

    “**ไม่เข้าใจ” ผมบอก

    “ผมก็ไม่เข้าใจ” โก๋ สมชาย สำทับ

    ไอ้เกลอกอยอธิบายว่ากระไรอีกผมก็จนปัญญาที่จะจำ จำได้แค่ว่าวันนั้นโก๋ สมชาย โกรธจนหน้าแดง เขาหาว่าเกลอกอยหลอกด่าเขา ·



    [อ่าน ปากกาพาไป ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [สืบศิลป์] โดย กีรติ


    อ่านทศชาติผ่านทศชาติผ่านปูนปั้น
    ที่ผนังวิหารวัดไลย์




    วัดเก่าที่มีอายุยาวนานและยังคงรักษามรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างดีอีกวัดหนึ่งนั่นคือ วัดไลย์ ต.เขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี

    วัดไลย์ เป็นหนึ่งในวัดโบราณนักวิชาการได้จัดให้วัดนี้อยู่ใน ศิลปะอู่ทองกลุ่มเมืองสุพรรณบุรี มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ต่อมาได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ภายในมีวิหารซึ่งเป็นวิหารทรงยาว แบ่งเป็นสองตอน ตอนหน้ามีมุขโถง ตัววิหารไม่มีหน้าต่าง แต่ทำ เป็นช่องลม

    ศิลปกรรมต่าง ๆ ภายในวัดล้วนทรงคุณค่าต่อการศึกษาอย่างมาก ในที่นี้จะขอเสนองานประดับผนังวิหารตอนหน้า ซึ่งเป็นประติมากรรมปูนปั้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยปรากฏ เรื่องของทศชาติชาดกร่วมกับพระพุทธรูปปางแสดงธรรม



    ทศชาติชาดก เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตชาติของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ในสิบพระชาติสุดท้าย ซึ่งทรงบำเพ็ญเพียรบารมีสิบประการอันได้แก่


      ๑. เตมียชาดก บำเพ็ญเนกขัมมบารมี
      ๒. ชนกชาดก บำเพ็ญวิริยบารมี
      ๓. สุวรรณสามชาดก บำเพ็ญเมตตาบารมี
      ๔. เนมิราชชาดก บำเพ็ญอธิษฐานบารมี
      ๕. มโหสถชาดก บำเพ็ญปัญญาบารมี
      ๖. ภูริทัตชาดก บำเพ็ญศีลบารมี
      ๗. จันทชาดก บำเพ็ญขันติบารมี
      ๘. นารทชาดก บำเพ็ญอุเบกขาบารมี
      ๙. วิทูรชาดก บำเพ็ญสัจจบารมี
      ๑๐. เวสสันดรชาดก บำเพ็ญทานบารมี

    ในงานประติมากรรมปูนปั้นดังกล่าว จะคัดเลือกตอนสำคัญ ๆ ของชาดกมานำเสนอ เพื่อสามารถอธิบายได้ว่าเป็นพระชาติใด ตอนใด จึงมีความจำเป็นที่จะทำความเข้าใจ หรือมีความรู้ในเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับทศชาตินั้น ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างประติมากรรมปูนปั้นชาดกบางพระชาติ ซึ่งสามารถแสดงเรื่องราวในตอนสำคัญนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน

    ‘เตมียชาดก’ แสดงในตอนที่พระองค์ทรงแสดงธรรมแก่พระราชบิดาและพระราชมารดา ภายหลังที่พระองค์ทรงออกผนวชแล้ว หลังจากที่แสร้งทำเป็นคนใบ้ หูหนวก และง่อยเปลี้ยมา ๑๖ ปี เพราะไม่อยากเป็นพระราชาครองเมืองต่อจากพระเจ้ากาสิกราช พระราชบิดา จนกระทั่งพราหมณ์อำมาตย์กราบทูลว่าพระเตมีย์เป็นผู้มีบุญมาเกิด แต่กลับเป็นใบ้ง่อยเปลี้ย เหตุนี้จะทำให้เป็นกาลกิณี บ้านเมืองเดือดร้อน พระเจ้ากาสิกราชจึงทรงสั่งให้สารถีนำพระเตมีย์ไปฝัง แต่สุดท้ายพระเตมีย์ก็แสดงตนให้สารถีรู้ว่ามิได้ทรงเป็นอย่างที่เห็น และประสงค์จะออกบวช ทำให้สุนันทสารถียินดียิ่งนัก จึงได้ไปกราบทูลให้พระเจ้ากาสิกราช และพระมเหสี ให้ทรงทราบ ซึ่งทั้งสองก็เกิดความปีติโสมนัส และเมื่อได้ฟังธรรมจากพระเตมีย์แล้ว ก็เกิดความเลื่อมใสในที่สุดจึงออกบวชตามด้วย

    ในภาพมีการแสดงให้ทราบถึงรูปของพระเตมีย์ โดยทำเป็นภาพของบุคคลอยู่ในท่านั่งภายในฐานสี่เหลี่ยม ซึ่งเข้าใจ ว่าเป็นราชรถที่สารถีผู้นั่งพนมมืออยู่เบื้องล่าง ช่วยเหลือให้ ออกบวช ด้านข้างมีภาพบุคคลคือพระบิดา และพระมารดานั่งฟังการแสดงธรรม โดยมีการแสดงรูปฉัตรเป็นฉากหลัง อันหมายถึงฐานันดรของชั้นกษัตริย์นั่นเอง

    ‘ชนกชาดก’ แสดงในตอนที่พระมหาชนกทรงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้น ครองเมืองมิถิลา ซึ่งพระราชบิดาของพระองค์เคยครองมาก่อนจะถูกแย่งชิงราชสมบัติ ด้านหน้ามีราชรถซึ่งใช้เสี่ยงทายผู้มีบุญญาธิการ ซึ่งก่อนหน้านั้นพระองค์ทรงว่ายน้ำมาตลอด ๗ วัน ๗ คืนภายหลังเรือแตก ด้วยความเพียรพยายามของพระองค์ ทำให้นางมณีเมขลาอุ้มพระมหาชนกไป ส่งยังเมืองมิถิลา

    ในปัจจุบัน เรื่องพระมหาชนกมักจะนำเสนอในตอนที่กำลังบำเพ็ญเพียรวิริยบารมี ว่ายข้ามมหาสมุทร จึงทำให้การศึกษาภาพโบราณที่นิยม ในตอนการเสี่ยงราชรถ มีความเข้าใจ คลาดเคลื่อนไปได้ ดังนั้นจึงเป็นข้อดี ของการศึกษาชาดกซึ่งมีประโยชน์ในการตีความหมายในศิลปกรรมต่อไป

    ‘สุวรรณสามชาดก’ แสดงในตอนที่สุวรรณสามดูแลปรนนิบัติบิดามารดาซึ่งเป็นดาบสตาบอด ในภาพมีรูปกวางซึ่งเป็นสัตว์ที่พระเจ้ากบิลยักขราช พระราชาแห่งกรุงพาราณสี เป็นผู้ยิง แต่แล้วทรงยิงธนูอาบยาพิษพลาดไปถูกสุวรรณสามจนตาย ความที่สุวรรณสามเป็นผู้ที่ประพฤติดีตลอดมา มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาอย่างยิ่ง ทำให้บิดามารดา ของสุวรรณสาม รวมทั้งเทพธิดาที่รักษาป่าเขาในที่นั้น เกิดความอาลัยรักและพากันตั้งสัตยาธิษฐาน ขอให้พิษธนูจางหายไป และขออานุภาพแห่งบุญที่สุวรรณสามได้เลี้ยงดูบิดา มารดาตลอดมา จงดลบันดาลให้สุวรรณสามฟื้น สุวรรณสามจึงฟื้นขึ้นมาอีกทั้งดวงตาของบิดามารดาของสุวรรณสามก็กลับแลเห็นเหมือนเดิม

    สิ่งที่เด่นชัดที่สุดในประติมากรรมปูนปั้นเรื่องนี้คือ รูปกวาง ถือว่าเป็นจุดสำคัญของเรื่อง สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าภาพดังกล่าว กำลังนำเสนอเรื่องราวของสุวรรณสามชาดก ทั้งนี้บริบทก็แสดงออกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ภาพดาบสใน อาศรม และทิวป่าอันแสดงสถานที่ชัดเจน กล่าวได้ว่าเป็นตอนที่แสดงภาพได้ดีมากที่สุด นอกจากเนื้อเรื่องจะเป็นที่รู้จักมากแล้ว ภาพยังสะท้อนความหมายในตัวเองอีกด้วย

    จากที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการร้อยเรียงเรื่องราวชาดกลงในประติมากรรมปูนปั้น นับว่าเป็นอัจฉริยภาพของครูช่างโบราณที่สามารถคัดเลือกตอนสำคัญที่แสดงให้ทราบว่าเป็นชาดกเรื่องใดได้ครบถ้วนและมีความหมายลึกซึ้ง ด้วยมุ่งหมายให้เป็นตำราภาพประดิษฐานไว้อย่างมั่นคงที่ผนังวิหาร เพื่อให้ความรู้แก่เหล่าพุทธศาสนิกชนสืบไป

      -เอกสารอ่านประกอบ-
    • ประยูร อุลุชาฎะ. “ลายปูนปั้นวัดไลย์” ผนังด้านนอกพระวิหาร วัดไลย์ จ. ลพบุรี, สารคดี ปีที่ ๑๐, ฉบับที่ ๑๑๖ (ต.ค. ๒๕๓๗) : หน้า ๗๘

    • ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง.ประติมาณวิทยา และรูปแบบศิลปะในภาพปูนปั้นประดับวิหารวัดไลย์ สารนิพนธ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๒.

    • สมชาย นิลอาธิ. “วัดไลย์ ลพบุรี.” ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๕, ฉบับที่ ๑๐ (ส.ค. ๒๕๒๗) : หน้า ๘๖-๙๓.


    ตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือพิมพ์ ธรรมลีลา ฉบับที่ ๗๐ กันยายน ๒๕๔๙.




    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ----
    ----[ก้าวฯกวี]
    ----


    "จดหมายถึงท่านสืบผู้หลุดพ้น"




    หลังเสียงปืนสั่งเสียครั้งสุดท้ายพร้อมความตายพรากท่านให้พ้นโศก
    เหลือไว้แต่เหล่ามวลมนุษย์โลกมองความวิปโยคขยายเมือง
    .
    แล้วป่าไม้ร่อยหรอก็ลับหายสัตว์ป่าฝูงสุดท้ายล้วนซึมเซื่อง
    อยู่ในสวนสัตว์ใหญ่อันรุ่งเรืองปัจจุบันฟุ้งเฟื่องศิวิไลซ์
    .
    ท่านเคยหวังให้เราอนุรักษ์ผืนป่าย่อมปกปักสัตว์ใช่ไหม
    ให้สมบูรณ์กูลเกื้อเอื้อกันไปสมดุลไพรส่ำสัตว์สืบสายพันธุ์
    .
    "อนุรักษ์" วิถีใหม่รู้ไหมว่าไม่ใช่สัตว์อยู่ป่าน่าขบขัน
    คือซื้อขายฉุดลากมากักกันโอ..นี่คือสวรรค์ผู้เที่ยวชม!
    .
    อุทยานรายรอบด้วยรีสอร์ทธุรกิจแตกยอดขึ้นขย่ม
    เบียดบังทัศนาอันภิรมย์ป่าถูกล้อม ไม้ถูกล้ม เมื่อท่านตาย...
    .
    ท่านไม่น่าทิ้งไปท่านไม่น่าโลกนี้สิ้นคนกล้ามีจุดหมาย
    หรือท่านรู้...อนาคตการทำลายใดก็ตาม เราต้องพ่าย....ท่านนั้นรู้?
    .
    นี่ใช่ไหม ท่านจากไป เป็นอิสรภาพไม่ต้องคอยเอ่ออาบความหดหู่
    สังคมใหม่ "อนุรักษ์" ขังเพื่อดูเรากำลังเข้าสู่...อารยะ!!



    กวิสรา
    http://kaveesara.bloggang.com




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]

    2007-09-01 16:25:25/

     



    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-09-01 16:27:41
    [ฟากฟ้า..ทะเลฝัน] โดย โจนาธาน


    ก่อนอาหารมื้อเย็น




    “เมื่อไหร่เราถึงจะรวย?...” เด็กน้อยถามขณะฉันเด็ดใบชะอม หวังชุบไข่ทอดกินเป็นมื้อเย็นกับปลาทอด

    “เธอจะเล่นทายคำถามวันละข้อกับฉันรึไง” ฉันนึกสงสัยที่ว่าหมู่นี้อยู่ดี ๆ ระหว่างความเงียบงันเขาจะเอ่ยถามอะไรบางอย่างฉันขึ้นมา

    ดูเหมือนกับว่า คำถามแต่คำถามนั้นมันจะผูกพันอยู่กับเขา

    “เปล่าเล่น-เป็นการบ้านของฉัน”

    “อ้อ-ครูเธอถามงั้นรึ เธอถามครูด้วยหรือเปล่าล่ะว่าตีความหมายคำว่ารวยไว้อย่างไร”

    เด็กน้อยสั่นหัว-แปลความหมายได้ว่าไม่ได้ถาม

    “ถ้าหมายถึงทรัพย์สมบัติเงินทองล่ะก็ ชาตินี้ไม่มีใครรวยหรอก แต่หากหมายถึง ‘ความสุขแห่งชีวิต’ น่ะ มันก็มีคำตอบละ”

    “อะไรล่ะ?”

    “อะไรล่ะของเธอน่ะคืออะไร-คำตอบรึ, มานี่แน่ มาช่วยฉันเด็ดชะอมสิ แล้วฉันจะบอกให้”

    เขาลุกเดินไปล้างมือแล้วเดินมานั่งข้าง, ฉันถือโอกาสลุกขึ้นเดินบ้าง จุดบุหรี่สูบ นั่งที่พรึงระเบียง

    “เมื่อเธอรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่, เธอมีอะไรที่ยังไม่พอบ้าง?”

    “อยากได้เงินไปโรงเรียนเพิ่ม” เขาตอบทันทีเหมือนกับคิดไว้ล่วงหน้า

    “เงินของเธอมาจากไหน?”

    “แม่”

    “แล้วแม่เธอรายได้เยอะไหมล่ะ?”

    “แม่บ่นเสมอละว่า ‘จน’”

    “แล้วจริงไหม, อย่างนั้นเธอจะทำยังไงในเมื่อแม่ก็บอกอยู่ว่าจน-ไม่เชื่อเขาเรอะ”

    “แม่จนจริงนั่นแหละ ไม่มีเงินให้ฉันมากไปกว่านี้หรอก”

    “นี่แน่ะฉันจะบอกอะไรเธอนะ แม่เธอไม่จนหรอก เขายังหาอาหารให้เธอกินได้ครบสามมื้อ ซื้อชุดนักเรียนให้เธอใส่ได้ทุกเทอม มีเงินค่าขนมให้เธอไปโรงเรียน เธอมีเพื่อนที่แย่กว่าเธออีกไหมละ”

    “มีสิ ฉันยังเคยซื้อขนมเลี้ยงเขาบ้างครั้ง” เขาว่าพลางตอกไข่ลงในชาม

    “แล้วเธอเดือดร้อนยังไงกับค่าขนมที่เธอได้-ที่เธออยากจะได้มันเพิ่มขึ้น จะเอาไปทำไมกัน”

    “ก็ฉันแค่อยากได้เพิ่ม” เขาตอบพลางตีไข่ในชามจนฟู

    “นั่นละความทุกข์ของเธอละ ไม่เห็นความจำเป็นแต่ก็อยากได้ มันก็ทุกข์ เธอควรจะภูมิใจแม่ของเธอ แม่เธอน่ะแม้จะจนก็ไม่ได้ข้นแค้นขัดสนในเรื่องปากท้องเลย คนที่จนจริง ๆ นั่นน่ะหมายถึงคนไม่รู้จักพอ-ทุกอย่างนั่นแหละ” ฉันดีดบุหรี่ทิ้ง เดินไปตั้งกระทะบนเตา เทน้ำมันรอให้เดือด

    “ทุกคนเลยงั้นเหรอพี่ชาย?...” เขาลุกเดินตามมาพร้อมชามไข่ที่ใส่ใบชะอมลงไปแล้ว “คนที่ไม่รู้จักพอคือคนจน”

    “เธอตีความหมายของคำว่ารวยจนว่าอย่างไรล่ะ ถ้าหมายถึงทรัพย์สิน เธอพอใจในสิ่งที่เธอมี-เธอก็จะมีเงินเหลือเก็บ หากมีแต่ความต้องการร่ำไปเธอก็จะจน-ไม่มีเงินเหลือ กับคนที่ได้ชื่อว่ารวยที่สุดก็จนสุดได้หากไม่รู้จักคำว่า ‘พอ’ ชีวิตไม่มีความแน่นอนหรอก ยิ่งไม่มีความพอดียิ่งไม่แน่นอน, เอาละ วันนี้เธออาจยังไม่เข้าใจ-ไม่เป็นไร อย่างเธอยังมีเวลาทำความเข้าใจ คิดก่อนที่จะเชื่อสิ่งที่ฉันบอก ฉันจะทอดชะอมละ จะกินด้วยกันไหม ไปตักข้าวรอไว้ได้แล้ว”

    ฉันหันไปมองเขาที่ระเบียงหน้าที่พักระหว่างรอกับข้าวมื้อเย็น นั่งหันหลังให้ฉัน สายตาเหม่อมองออกไปยังท้องทะเลกว้างเบื้องหน้า ฉันไม่ด่วนหวังให้เขาเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดโดยเร็วนักหรอก หวังเพียงแค่ว่าฉันจะได้พูดคุยกับเขา-ตอบปัญหาของเขาเช่นนี้ทุกวันก็เท่านั้น

    เขา-เด็กน้อย ผู้ที่ทำให้ชีวิตในแต่ละวันของฉันไม่เงียบเหงาเกินไป ·



    ด้วยความรักฯ
    โจ.

    ๒๕ ส.ค.๕๐




    kaawss.jpg[อ่าน ฟากฟ้า..ทะเลฝัน ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [DekAd] โดย Black&Pink


    ธรรมชาติของเรา




    “บ่ายวันหนึ่งในวันที่มีอากาศ**รรรร...ร้อนชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเหงื่อท่วมอยู่ที่หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

    “ที่บอกว่าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพราะชายหนุ่มคนนั้นไม่รู้ว่าห้างที่เค้าเห็นมันมีชื่อว่าอะไร เค้ารู้อย่างเดียวว่า ห้างสรรพสินค้าเดี๋ยวนี้มันแย่งกันผุดขึ้นมายิ่งกว่าดอกเห็ดยักษ์ในตัวเมืองกรุงเทพฯอันเป็นมหานครของเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายแหล่

    “ชายหนุ่มคิดอะไรไม่ออก เขารู้สึกหน้ามืดวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม เขานึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา แน่นอนไม่ใช่วาเป็กซ์เจ้าของเดียวกันกับโทนาฟหรอก แต่เป็นห้างสรรพสินค้าที่เค้ายืนอยู่ข้างหน้านั่นแหล่ะ...

    “ด้วยความร้อนจนเกินจะทานไหวชายหนุ่มได้พาเท้าตัวเองเดินเข้าสู่อาณาจักรแห่งความสุขตามที่ป้ายโฆษณาหน้าห้างนั้นระบุไว้ แต่สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นมันกลับทวีความร้อนแรงดังลาวาให้ประทุในสมองอันน้อยนิดของเขามากยิ่งขึ้น เมื่อเขาเห็นน้องนักศึกษาคนหนึ่ง เธอมีผิวขาว รูปร่างสมส่วน ปากเรียวได้รูป หน้าอกหน้าใจเชิญชวนให้ค้นหายิ่งนัก...และเสียงที่ออกจากปากของเธอยิ่งทำให้ชายหนุ่มแทบจะเป็นบ้าเพราะเสียงที่เธอพูดออกมานั้นมัน ใหญ่ ทุ้ม ฮ่วยยย!! นี่มันกระเทยนี่หว่า”

    สวัสดีครับ แหะ ๆ นอกเรื่องมายาวนิดนึงเนาะ ไหนลองนับสิว่ามันพล่ามอะไรไร้สาระมาตั้งกี่บรรทัดเนี่ย หนึ่ง...สอง...โอ้โห!! ตั้ง สิบเอ็ดบรรทัดแน่ะครับพี่น้อง รวมสองบรรทัดนี้ก็เป็นสิบสามบรรทัด หรือจะรวมบรรทัดต่อไปอีกก็...เอ่อ...ช่างมันเถอะครับ รู้สึกไหมครับว่าอีตาคนนี้มันใช้เนื้อที่ในการพล่ามอะไรได้เยอะแยะเลอะเทอะเหลือเกิน หากคอลัมน์นี้ย้ายสถานที่อยู่ของมันไปสู่หน้าหนังสือ ก็เปลืองพื้นที่ไปเกือบหนึ่งหน้ากระดาษแล้วละครับ แล้วไอ้กระดาษที่เราใช้มาเขียน มาอ่านกันอยู่ทุกวันนี้ จะมาจากไหนล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ต้นไม้ นี่ก็เท่ากับว่า เนื้อที่ที่ผมเขียนอยู่นี้หากเป็นกระดาษ ก็เท่ากับว่าผมโค่นต้นไม่ไปหนึ่งต้นแล้วละครับ มา...มานี่เสียดี ๆ ผมขอเตะก้นตัวเองซักสองป้าบเถอะครับ

    เมื่อต้นไม้ถูกโค่นลง ก็ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่หมุนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น อย่างที่เราพบเจอกันง่าย ๆ ก็คือภาวะโลกร้อนตับแตกกันอยู่ทุกวันนี้ไงครับ เมื่อร้อนอยู่บ้านไม่ไหว เราก็ต้องหาที่เย็น ๆ ที่เย็น ๆ ที่ว่าจะหนีไปไหนพ้นครับถ้าไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า...มันเย็นได้ก็เพราะอะไรล่ะครับ ก็เพราะเครื่องปรับอากาศ แต่รู้ไหมครับว่า ถึงแม้ภายในเย็นแล้วภายนอกก็จะถูกระบายความร้อนออกมา ทีนี้ละครับ คนก็จะแห่กันเข้าห้างพอคนยิ่งเยอะ เครื่องปรับอากาศก็ยิ่งทำงานหนัก ความร้อนก็ยิ่งถูกระบาย ๆ ๆ ๆ ๆ ออกมามากยิ่งขึ้น นี่เป็นบางตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมานะครับ ยังมีอีกหลายกรณีด้วยกันที่ทำให้โลกร้อนมากขึ้นทุกวัน ๆ

    “ในทุก ๆ หนึ่งนาที ทั่วโลกมีการสูญเสียพื้นที่ป่าถึง 156 ไร่ หรือ 2.6 ไร่ ต่อวินาที” สำหรับประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2543 เรามีพื้นที่ป่าไม้ คิดเป็น 33.09 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 106,319,240 ไร่ แต่ครับ ตัวเลขดังกล่าวได้รวมถึงป่าไม้ทุกประเภท ตั้งแต่ป่าไม้ดั้งเดิม จนถึงป่าตามหัวไร่ปลายนา ป่าบุ่ง ป่าทาม สวนป่า สวนยูคาลิปตัส และป่าที่ได้รับการฟื้นฟู จะรู้สึกอย่างไร ถ้ามีการยืนยันว่า พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารของประเทศ เหลือเพียงแค่ 56,443,200 ไร่ หรือคิดเป็น 17.16 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ โอ้โห...นี่มันตัดกันจน**นซะขนาดนี้เลยหรือครับเนี่ย

    ผมมีงานโฆษณารณรงค์ของ WWF ชิ้นหนึ่งมาให้ชมกันครับ



    “Forest for Life” เมื่อดูจากภาพ และข้อความ...คงไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มแล้วใช่ไหมครับ งานนี้จาก โอกิลวี่ ประเทศไทยเรานี่เอง



    พาร์ครั้งนี้ เล่นต้นไม้ไป สองแสนต้น ภูมิใจไหมครับพี่...งานนี้จากประเทศตุรกีครับ ผมก็นึกว่ามีแต่ประเทศเราเท่านั้นนะครับที่บ้าสร้างสนามกอล์ฟ ประเทศอื่นเค้าก็เป็นกันด้วยแฮะ...



    เราอาจจะคลายความคิดถึงฤดูหนาวโดยวิธีนี้ก็ได้ครับ ในอนาคต



    ของประเทศบราซิลเค้าก็มีรณรงค์ออกมาเหมือนกันนะครับ ต้นไม่หนึ่งต้น จริง ๆ แล้วอาจใช้แค่เนี้ย...



    แน่นอนครับ เมื่อป่าหายสัตว์ป่าก็ต้องเดือดร้อนภาพที่เห็นเป็นเสือเบงกอล นี่เป็นงานจากประเทศอินโดนีเซียครับ

    พื้นที่ป่าไม้อีก 17.16 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศที่เหลือ อย่างน้อยก็ขอร้องให้ช่วยกันอนุรักษ์ ดูแลกันนิดหนึ่งนะครับ อย่าให้มันลดลงจนป่าไม้ในประเทศไทยไม่เหลือเลยละ...ช่วย ๆ กันครับ เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวเราเนี่ยแหละ...เนอะ





    [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [พูดพร่ำทำเพลง] โดย 'พล


    หย่อนใจ





    - ๑ -


    บ่ายวันหนึ่ง บนเก้าอี้ผ้าใบ ริมทะเลในจังหวัดท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อ ผมนั่งมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม ซึ่งกำลังง่วนกับการพิมพ์งานใน Lab top ตัวน้อยที่วางอยู่บนตักของเธอ

    ผมรู้สึกว่า เธอน่าตีชะมัด ไอ้เราสู้อุตส่าห์พามาพักผ่อนจากหน้าที่การงาน แต่เธอก็ไม่วายที่จะพามันมาด้วย

    “ระวังไม่มีแม้แต่เวลาจะใช้เงินนะ” ผมหยอกแกมจริงจัง เธอยิ้มตอบแทนคำพูด



    - ๒ -


    มนุษย์ต้องการการพักผ่อน ผมเชื่ออย่างนั้น และผมยังเชื่ออีกว่าการพักผ่อนไม่ได้ทำให้เสียงานเสียการเสมอไป

    เพลงดังหลาย ๆ เพลงของ บอย โกสิยะพงษ์ ถูกเขียนขึ้นในขณะที่บอยนั่งพักผ่อนอยู่ที่บ้าน โต-ณัฐพล พุทธภาวนา อดีตนักร้องนำแห่งวงร็อคชื่อดัง นาม ซิลลี่ฟลู ก็ชอบนั่งเขียนเพลงในระหว่างพักผ่อน และสถานที่สุดโปรดในการรังสรรค์ผลงานของเขาก็คือ บนชักโครกในห้องน้ำ เพลงบางเพลงของ ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ ถูกเขียนขึ้นมาจากเรื่องราวในความฝันที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เขานอน

    หลายครั้งที่ผมรู้สึกเครียดและเหนื่อยจากการทำการ ในอารมณ์ที่โหยหาการพักผ่อน ผมจะนึกถึงเพลง สำหรับผมการฟังเพลงมันช่วยจรรโลงใจและแก้เหนื่อยได้ดีกว่าเครื่องดื่มชูกำลังหรือวิตามินเสริมหลายเท่า คุณลองนึกภาพตัวเองนอนเหยียดกายแล้วฟังเพลง ตลอดเวลา ของ ปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ให้เธอ ของ อัสนี-วสันต์ โชติกุล แรงดึงดูด ของ ทีโบน หรือ อาจจะเป็นเพลง พักตรงนี้ ของ เบิร์ด-ธงไชย ดูสิครับ ถ้าไม่รู้สึกสบายหรือผ่อนคลายบ้าง คุณก็ควรไปปรึกษาแพทย์อย่างเร่งด่วน ต่อมบางต่อมของคุณอาจหายไป และคุณก็ควรจะตามมันกลับให้เร็วที่สุด

    รุ่นพี่ร่วมงานของผมคนหนึ่งเป็นคนที่จัดได้ว่าขยันติดระดับประเทศ เขาทำงาน ๗ วันต่อสัปดาห์ หายใจเข้าออกเป็นงาน จนได้รับคัดเลือกจากผู้บริหารให้เป็นพนักงานดีเด่น แต่ในวันรับรางวัลกลับเป็นวันแรกที่เขาต้องนอนโรงพยาบาลเนื่องจากเกิดอาการวูบจนล้มในห้องน้ำ เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงทำให้เขาไม่สามารถไปรับรางวัลได้ด้วยตนเอง รุ่นพี่คนนี้เล่าให้ผมฟังว่าในระหว่างป่วยเขาก็คิดได้ว่า คนเราก็เท่านี้ วันหนึ่งก็ต้องป่วยต้องตาย แล้วเขาจะทำงานหนักไปเพื่ออะไรถ้าทำไปแล้วไม่ได้ใช้เงินที่หามา หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาล เขาก็แต่งงานกับพยาบาลสาวที่พบรักกันในระหว่างที่ป่วย แล้วก็เลิกทำงานห่ามรุ่งห่ามค่ำ หาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองมากขึ้น ปีต่อมาเขาก็ได้รับรางวัลพนักงานดีเด่นเป็นสมัยที่ ๒ แต่คราวนี้เขาสามารถไปรับรางวัลได้ด้วยตัวเอง พร้อมกับภรรยาและลูกชายตัวน้อยที่น่ารัก



    - ๓ -


    ผมยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบตัวเดิม คนตรงข้ามก็ยังเป็นคนเดิม จะต่างก็ที่เจ้า Lab top ตัวนั้นถูกจับไปซุกอยู่ในกระเป๋าแล้ว

    “จะเก็บเงินไปไหนนักหนา” ผมถามเธอในระหว่างแกะกุ้ง เธอมองหน้าผม แล้วก็ยิ้มแทนคำตอบเช่นเดิม ·



    'พล
    wanwilai_pol@hotmail.com




    kaawss.jpg[อ่าน อิสระวิถี ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    อัมโปะ




    ๓๕. ดูแลสิ่งแวดล้อม ก็เหมือนดูแลตัวเราเอง


    ๓๖. ดูแลตัวเราเอง ก็เหมือนดูแลสังคม




    [อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Coffee Brake]



    ถ้าคนจนจะทำความผิดบ้าง มันก็ไม่ใช่เจตนาร้ายแรงในหลายกรณี เพราะหลีกเลี่ยงไม่พ้น ขณะที่เศรษฐีมองหารูเรี้ยวในสังคมที่ล้มเหลว เพื่อเอารัดเอาเปรียบทางการเงิน หรือนักการเมืองบ้าคลั่งอำนาจ แต่คนจนไม่เคยเป็นใครอื่นนอกจากผู้พยายามฆ่าความหิว

    ตัวละครรำพึง 'นักธรรมโทผู้หันหลังให้โบสถ์'


    มาเฟียก้นซอย
    'รงค์ วงษ์สวรรค์





    kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    leafterrace.jpg[ระเบียงใบไม้] โดย ธุลิดิน


    ไอ้เตี้ย (จบ)





    ๔.

    ไม่นานนังเตี้ยเริ่มหายไปปล่อยไอ้เตี้ยเดินจิกโน่นจิกนี่อยู่ตัวเดียว
    ฉันสงสัยออกไปตามหา
    ได้ยินเสียงร้องต๊อก ๆ ของนังเตี้ยดังถี่กระชั้นจึงรีบไปดู
    นังเตี้ยสาละวนเดินไปเดินมาร้องต๊อก ๆ ไม่ได้สนใจไอ้เตี้ยเหมือนก่อน
    อาหารก็ไม่แตะ

    ฉันสงสัยมันเป็นอะไร
    ถามลุงจิต
    ลุงจิตบอกว่ามันกำลังจะวางไข่
    ฉันตื่นเต้นทำอะไรไม่ถูก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะได้พบไก่วางไข่
    ครอบครัวไอ้เตี้ยกำลังจะมีสมาชิกใหม่
    ฉันกำลังจะมีลูกเจี๊ยบเล็ก ๆ เดินจิกโน่นจิกนี่รอบ ๆ กระท่อม
    แค่คิดฉันก็ยิ้มกริ่ม

    โดยคำแนะนำของเกจินักเลงไก่ชน ฉันหาหญ้าแห้งมาปูในกะละมังพลาสติก
    เอานังเตี้ยลงไปนั่ง

    ฉันหมั่นไปดูนังเตี้ยบ่อย ๆ ส่วนไอ้เตี้ยเอาแต่เดินหาอาหาร
    ไม่สนใจภรรยาที่กำลังจะคลอดลูก
    ไม่นานก็มีไข่ฟองแรกออกมา
    ฉันมองด้วยความอัศจรรย์ใจ
    เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันรับความรู้สึกว่าไข่เป็นสิ่งมีชีวิต
    บางครั้งเห็นนังเตี้ยหายไปสักพักก็กลับมานั่งในกะละมังฟางหญ้าใหม่
    มันไข่ออกมาเรื่อย ๆ น่าจะประมาณห้าฟอง

    หลังจากนั้นนังเตี้ยไม่ยอมลุกจากกะละมังอีกเลย
    ลูงจิตบอกว่ามันกำลังฟักไข่

    ฉันมองมันด้วยความกังวล
    หลายวันแล้วที่มันไม่กินข้าวกินน้ำนั่งอยู่อย่างนั้นไม่กระดิกกระเดี้ย
    ฉันได้แต่ให้กำลังใจ
    ส่วนไอ้เตี้ยเช่นเดิมเอาแต่เดินจิกโน่นจิกนี่ ไม่เคยแวะเยี่ยมเมีย
    แม้สักแวบ ค่ำลงก็กลับขึ้นเกาะคอน

    หลายวันผ่านไป
    ฉันแวะดูตอนเช้า...ใจหาย!

    มีตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่แล้วสองตัว แต่ตายทั้งคู่
    มดคันไฟรุมกัดกินจนลูกตามันหายไป
    ไม่รู้นังเตี้ยจะรู้หรือไม่ว่าลูกของมันตายแล้ว
    มันยังคงนั่งฟักไข่ที่เหลือ
    ฉันเจ็บใจตัวเองที่ลืมคิดถึงพวกมด
    เพราะละแวกที่ฉันอาศัยเต็มไปด้วยมดทุกชนิด
    ไม่ทราบว่าตัวอ่อนตายเพราะมดหรือตายก่อนแล้วมดจึงขึ้น
    ฉันนำกะละมังฟางหญ้าของนังเตี้ยหล่อน้ำไว้ในกะละมังใบใหญ่กว่า
    อย่างน้อยยังมีความหวังกับไข่ที่เหลือ

    นังเตี้ยนั่งฟักไข่โดยไม่แตะต้องอาหารอยู่หลายวัน
    จนเช้าวันหนึ่งฉันเห็นมันเดินอยู่ข้าง ๆ ไอ้เตี้ยอย่างเดิม
    คิดว่ามันคงฟักเสร็จแล้วรีบไปดูที่กะละมัง
    ปรากฏไข่ทั้งสามฟองยังคงสมบูรณ์

    ถามลุงจิตลุงจิตบอกว่าครบกำหนดเวลาฟักของมันแล้ว
    ถ้ายังฟักไม่ออกมันก็เลิก
    ฉันได้แต่ผิดหวังลุงจิตบอกให้เอาไข่ไปทอดกิน
    ฉันทำใจกินไม่ลงบอกยกให้ลุงจิตไป

    ฉันมองทั้งคู่เดินจิกอาหารอยู่ข้าง ๆ กัน
    ดูเหมือนพวกมันจะไม่รู้สึกรู้สา
    ทุกอย่างที่กระทำคงทำไปตามสัญชาตญาณ
    ฉันสิที่เสียใจความหวังที่จะเห็นลูก ๆ ของพวกมันเป็นอันต้องเลื่อนไป
    โดยที่ฉันในยามนั้นไม่รู้เลยว่าเป็นหวังที่ไม่มีวันมาถึง ·


    -ธุลีดิน-

    (อ่านตอนแรกที่นี่)




    [อ่าน ระเบียงใบไม้ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]

     



    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-09-01 16:29:21
    [คอลัมน์ธรรมดา] โดยนารินทร์ ทองดี


    ชวนเที่ยวงานแฟร์ ร่วมกันดูแลสังคม


    ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดชนิดที่พูดเป็นภาษาปากได้ว่าร้อนตับแลบ ผมจึงตัดสินใจมุดลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน หาทำเลเหมาะ ๆ เพื่ออ่านหนังสือรอให้ถึงเวลานัด แม้จะกระดากใจนิดหน่อยตรงที่เลือกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบคนเมืองทั่วไป แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ ด้วยว่าร่มไม้กลางสวนสาธารณะที่แวดล้อมด้วยตึกสูงกรุกระจกนั้นไม่อาจทำให้ผมรู้สึกเย็นได้ ผมจึงหันหน้าเข้าหาเครื่องปรับอากาศ และเครื่องปรับอากาศสาธารณะที่ใกล้ที่สุดก็คือเครื่องปรับอากาศภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน

    อากาศภายในสถานีแม้จะไม่เย็นฉ่ำชื่นใจเหมือนภายในห้างสรรพสินค้า แต่ก็ช่วยให้ผมรู้สึกคลายร้อนได้บ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องห้ามใจอย่าเอาใจใส่กับอาการเร่งรีบของผู้โดยสารคนอื่น ๆ เพราะบ่อยครั้งที่ผมรู้สึกว่าอาการเร่งรีบของคนอื่นนั้นทำให้ผมรู้สึกร้อน ความรู้สึกร้อนในที่นี้คือร้อนใจนะครับ รถไฟฟ้านี่เขาสร้างมาเพื่อตอบสนองต่อความเร่งรีบของคนเมือง มันเป็นไปได้ยากที่เราจะมาเอื่อยเฉื่อยในขณะที่คนอื่นเขาต่างกรูขึ้นกรูลง แต่ในวันนี้ผมเอื่อยเฉื่อยเรื่อยเปื่อยอยู่ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินก็เพื่อฆ่าเวลา ดังนั้นจึงพยายามไม่สนใจผู้คนรอบข้าง ทันทีที่เปิดหนังสือ โลกของผมก็อยู่ตรงนั้น

    หนังสือที่ผมอ่านคือ เสเพลบอยชาวไร่ ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ บางห้วงผมอมยิ้มแล้วเหลือบไปมองตรงหัวบันไดเลื่อน ครุ่นคิดในใจว่า แจ้ง ใบตอง และสมัครพรรคพวกเสเพลบอยชาวไร่จะพากันมานั่งรถไฟฟ้าใต้ดินบ้างหรือไม่

    แล้วผมก็คิดต่อไปว่า ตลอดเวลาที่ไล่สายตาอ่านสำบัดสำนวนของนักเขียนชั้นครูในนิยายเรื่องนี้ มีสักตอนไหมที่ตัวละครบ่นว่าร้อน

    ผมเชื่อด้วยตัวของผมเองว่านิยายคือหนึ่งในวิธีบันทึกสังคม ถ้าตัดความงามทางด้านวรรณศิลป์และคุณค่าทางศิลปะที่นิยายเรื่องนี้ให้ไว้แล้ว ก็จะเหลือสิ่งเดียวที่ผมสนใจก็คือนักเขียนท่านนี้ได้บันทึกอะไรไว้ และบังเอิญสิ่งที่ผมสนใจในตอนนี้ก็คือเรื่องโลกร้อน การอ่านเสเพลบอยชาวไร่จึงช่วยให้ผมได้ข้อมูลที่สำคัญคือ ในยุคของแจ้ง ใบตองนั้น พวกเขาใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายท่ามกลางบ้านไร่ที่ยังมีป่าอุดมสมบูรณ์ แม้จะมีฝนแล้งบ้าง น้ำท่วมนาบ้าง แต่คำว่ามหันตภัยถล่มโลกอันเกิดจากฝีมือมนุษย์ก็ยังไม่มีใครพูดถึงให้รู้สึกหวาดวิตก

    ที่จริงการที่จะเขียนเรื่องโลกร้อน ผมควรจะอ่านหนังสือ An Inconvenient Truth ของ อัล กอร์ หรือหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แต่ทำไงได้ล่ะครับ ผมก็เป็นชาวโลกคนหนึ่งที่ชอบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (เช่น ถ้าร้อนก็เปิดแอร์) ในเมื่อมีหนังสือเสเพลบอยชาวไร่อยู่ติดมือ ผมจึงอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อจะเขียนเรื่องโลกร้อน

    ผมรอจนกระทั่งถึงเวลานัด ช่างภาพสาวสองนางรับอาสาจะมาถ่ายภาพงานสำคัญงานหนึ่งประกอบเรื่องให้ผมงานนี้เป็นงานที่ช่วยรณรงค์ให้เราตระหนักถึงภัยอันจะเกิดจากภาวะโลกร้อน แต่กว่า ก้าว...รอ...ก้าว ฉบับนี้จะวางแผง (ออนไลน์) เรื่องราวและภาพบรรยากาศของงานก็คงจะเป็นแค่ควันหลง

    ไม่เป็นไรครับ ควันหลงก็ควันหลง ผมขอใช้พื้นที่แห่งนี้ร่วมรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเรา ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่ามันเกิดขึ้นแล้วต่างหาก!


    * * *



    เรา (ผมและช่างภาพทั้งสอง) พร้อมหน้าพร้อมตากันที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในเวลาราว ๆ บ่ายสี่โมงของวันอาทิตย์ที่ ๑๙ สิงหาคมที่ผ่านมา ที่แห่งนี้คือสถานที่จัดงาน กระทรวงพลังงาน มติชน ชวนเที่ยวงานแฟร์ ร่วมกันดูแลสังคม ผมทราบข่าวงานนี้จากสื่อหนังสือพิมพ์ และตัดสินใจไปงานนี้ด้วยเหตุผลสองประการคือ ต้องการร่วมแสดงพลังดับโลกร้อนโดยการดู (นิทรรศการ) เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหานี้ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือต้องการซื้อหนังสือราคาถูกตามประสาหนอน

    ผลวิจัยของนักวิทยาศาสตร์บอกว่า อีก ๑๐๐ ปีข้างหน้าโลกจะร้อนขึ้น ๑-๖ องศาเซลเซียส น้ำแข็งขั้วโลกจะละลาย และส่งผลให้น้ำทะเลเพิ่มระดับสูงขึ้น ๑๒-๑๕ เซนติเมตร อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้น้ำในท้องทะเลอุ่นขึ้น อากาศจะแปรปรวน ฤดูกาลผิดเพี้ยน สภาพแวดล้อมจะผิดไปจากที่เคยเป็น

    ขณะอ่านข้อมูลต่าง ๆ ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงโลกลูกกลม ๆ ที่มีชั้นบรรยากาศปกคลุม เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงผ่านชั้นบรรยากาศสู่ผิวโลก พลังงานความร้อนจะสะท้อนกลับสู่ห้วงอวกาศ แต่บางส่วนจะถูกดูดซับไว้โดยกลุ่มก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีองค์ประกอบหลักก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (เกิดจากการเผาผลาญพลังงานฟอสซิล) ก๊าซมีเทน (เกิดจากการปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์) และก๊าซอื่น ๆ หลายตัวแต่ผมจำไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์บอกว่ากลุ่มก๊าซเรือนกระจกนี่แหละที่ทำให้โลกร้อน



    การบริโภคพลังงานฟอสซิลอย่างไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ คือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดกลุ่มก๊าซเรื่อนกระจก

    ดังนั้น โลกร้อน จึงเกิดจากฝีมือมนุษย์

    ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผ.อ.ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ตอนนี้โลกของเราร้อนขึ้นแน่นอนเพราะก๊าซเรือนกระจก เราวัดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วมี ๒๗๐ หน่วยต่อ ๑ ล้านส่วน ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น ๓๘๐ หน่วยต่อ ๑ ล้านส่วน เกิดจากฝีมือมนุษย์แน่นอน โลกของเราร้อนขึ้นจริงๆ อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น มีอุณหภูมิสุดขั้ว หนาวสุด ๆ ร้อนสุด ๆ น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นเพราะความร้อนช่วยขยายพื้นที่ของมหาสมุทร แต่ทำให้สภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ยังไม่มีคำตอบ” (คมชัดลึกฉบับพิเศษ : มหันตภัยถล่มโลก น.๒๖)


    * * *


    ด้วยเวลาที่จำกัดเพราะทั้งผมและช่างภาพทั้งสองนางต่างก็มาจากคนละมุมเมือง เราจึงร่วมรับรู้การรณรงค์เรื่องโลกร้อนด้วยเวลาเพียงน้อยนิด แต่ด้วยความที่ต่างก็มีวิญญาณหนอนหนังสืออยู่ประจำใจ เวลาส่วนใหญ่ของเราจึงหมดไปกับการช็อปหนังสือที่สำนักพิมพ์มติชนนำมาลดราคาขายภายในงาน



    เราเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อไปหาอะไรทานเป็นมื้อเย็นที่สวนลุมพินี ขณะเดินแกร่วอยู่ในสวน ผมนึกถึงพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเรื่องป่าไม้ที่ทรงตรัสถึงเมื่อวันแม่แห่งชาติที่ผ่านมา ก่อนจะนึกถึงคอนเซ็ปต์ของ ก้าว...รอ...ก้าว ฉบับนี้ เราเลือกเขียนถึง สืบ นาคะเสถียร บุรุษผู้ที่อุทิศชีวิตให้กับป่าไม้ แล้วสุดท้ายผมก็นึกถามตัวเองในใจว่า ผมปลูกต้นไม้ต้นล่าสุดเมื่อไหร่?

    ไอร้อนที่สะท้อนขึ้นมาจากพื้นซีเมนต์ทางเดิน ทำให้ผมรู้สึกอบอ้าวจนอึดอัด สวนลุมพินีตั้งอยู่ใจกลางเมืองซึ่งแวดล้อมด้วยถนนสายสำคัญทางธุรกิจอันมีตึกกรุกระจกสูงระฟ้า ผมไม่แน่ใจว่าปอดของกรุงเทพฯแห่งนี้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ผมเปิดขวดน้ำยกขึ้นจิบคลายร้อน แวบหนึ่งผมใจหาย แทบไม่น่าเชื่อว่าวันนี้ผมกำลังใช้ชีวิตอยู่ในสภาพที่โลกกำลังร้อนขึ้นและเราต้องซื้อน้ำเปล่าดื่ม

    ช่างภาพสาวสองนางเดินคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ผมคิดถึง แจ้ง ใบตอง และเพื่อน ๆ เสเพลบอยชาวไร่ ถ้าผมเจอเขา ผมจะตะโกนบอกเขาว่า

    “พี่แจ้งรู้หรือไม่ว่าอีกไม่กี่ปีโลกของเราก็จะถูกน้ำท่วม”

    ผมเชื่อว่าเขาจะต้องชวนผมกลับบ้านไร่ ·



    เรื่อง : นารินทร์ ทองดี
    ภาพ : หนุงหนิง, โอปอล์




    [อ่าน คอลัมน์ธรรมดา ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [กัดกับหมา] โดย ยามักการ


    ผม และ เขา และชีวิตข้างถนนของเรา


    เนิ่นนานหลายวันแล้วที่เขาหายหน้าหายตาไป ผมยังคงต้องใช้ชีวิตของผมต่อไปตามวัฏจักรที่ไม่รู้แน่ว่าใครหน้าไหนเป็นคนออกแบบ แต่ดูเหมือนว่ามีคนอีกนับจำนวนไม่ถ้วนที่พร้อมจะเดินเข้าสู่วังวนนี้อย่างหน้าชื่นอกตรม วัฏจักรที่ว่านี้มีคนให้คำนิยามว่าเป็นวัฏจักรของ ‘มนุษย์เงินเดือน’ และโดยเฉพาะ ‘มนุษย์เงินเดือน’ ในเมืองหลวงอย่างผม ชีวิตในมหานครที่ต้องเร่งรีบเวลามีคุณค่าทุกนาที ทุกวินาที ผมจึงต้องทำกิจกรรมทุกอย่างในชีวิตด้วยความร้อนรน แหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ดวงตะวันยังไม่ทันได้ฉายแสง รีบชำระล้างร่างกาย รีบเดินออกจากซอยเพื่อไปยืนรอรถประจำทาง เพื่อไปพบกับคลื่นมนุษย์ที่ถาโถมบ้าคลั่งจนบางครั้งผมเกิดอาการคลื่นเหียน วิงเวียน แต่ผมก็ไม่สามารถอาเจียนเอาสิ่งใดออกจากกระเพาะอาหารได้ เพราะอาหารมื้อแรกของผมอยู่ที่สำนักงาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกาแฟเข้ม ๆ สักแก้วกับแซนด์วิชสักชิ้น

    จากนั้นผมก็เริ่มงานที่จำเจและซ้ำซากจนน่าเบื่อหน่าย พักกลางวันด้วยอาหารตามร้านอาหารตามสั่ง ตบท้ายด้วยบุหรี่สองมวน ก่อนเข้าเริ่มงานในช่วงบ่าย ช่วงที่อะไร ๆ ก็ยังคงเหมือนเดิมจำเจน่าเบื่อหน่าย ผมอาจจะแอบงีบหลับไปสักครึ่งชั่วโมงถ้าหากโอกาสอำนวย

    เวลาในวันหนึ่งดำเนินต่อไปมิได้หยุดหย่อน ยิ่งเวลาใกล้เลิกงานคืบคลานใกล้เข้ามาผมจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่น ขึ้นมาบ้าง แต่ก็แสนเบื่อหน่ายหากจะต้องออกไปเผชิญกับคลื่นมนุษย์อีกคำรบ มื้อเย็นก็คงเป็นอะไรง่าย ๆ ซื้อเอาจากข้างทาง เดินหิ้วเข้าบ้าน จะพิเศษสักหน่อยหากวันไหนครึ้มอกครึ้มใจก็จะมีกระป๋องเบียร์หิ้วติดมือมาสักสองสามกระป๋อง ผมไม่ค่อยมีเพื่อน หรือถึงมีผมก็คงไม่คิดอยากจะออกไปเที่ยวที่ไหนเหมือนกัน--

    หากแต่วันนี้เป็นวันที่พิเศษวันหนึ่ง ผมหิ้วเบียร์กระป๋องติดมือมาสองกระป๋อง หมายใจว่าหากอาบน้ำอาบท่าให้พอสดชื่นแล้วจะออกมานั่งดื่มเบียร์เงียบ ๆ คนเดียวตรงเฉลียงหน้าบ้าน และหากโชคดีผมคงได้เขาเป็นเพื่อนคุย

    “เฮ้! คุณ ทำไมมานั่งซดเบียร์อยู่อย่างเดียวอย่างนี้”

    แล้วเขาปรากฏกายเมื่อตะวันลาลับฟ้าไปแล้ว ผมพยายามซ่อนอาการดีใจเล็ก ๆ ไว้ไม่ให้เขาเห็น แล้วร้องตอบไปว่า

    “วันนี้เป็นวันพิเศษ”

    “ฉลองด้วยการดื่มเบียร์” เขาถาม

    ผมพยักหน้าตอบ “จะเข้ามาคุยกันในบ้านก่อนดีไหม จะได้ไม่ต้องแหกปากคุยกัน เดี๋ยวคนเขาจะคิดว่าผมเป็นบ้า”

    “มันเป็นเรื่องของคุณ แต่คุณแน่ใจหรือว่าคุณสนใจขี้ปากชาวบ้าน” เขาพูดเหมือนมานั่งอยู่ในใจของผม

    “ก็แล้วแต่คุณตกลงจะอยู่กันด้วยระยะห่างขนาดนี้ใช่ไหม” ผมถาม

    “ผมมีความสุขดีแล้ว” เขาว่า

    “ก็ตามใจคุณ” ผมยกกระป๋องเบียร์ขึ้นจิบ และถามเขาว่าเขาสนใจเบียร์ไหม

    เขาส่ายหน้าปฏิเสธ “ตามสบายเถอะคุณ ผมไม่ชอบ”

    “หลายวันมานี่คุณหายไปไหนมา” ผมเปิดหัวข้อสนทนาใหม่

    “ก็ไปตามทางของหมา”

    “แล้วตามทางของหมาอย่างคุณมันเป็นเช่นไรเล่า” ผมใคร่รู้

    “มันก็ไม่เหมือนอย่างคนเช่นคุณ”

    “แล้วอย่างคนเช่นผมมันเป็นอย่างไร” ดีกรีจากกระป๋องเบียร์ทำให้ผมชักมันปากอยากต่อปากต่อคำกับเขา

    “คุณอยากรู้จริง ๆ ?”

    ผมพยักหน้า

    “งั้นเทเบียร์ใส่กะละมังที่ผมกินข้าวไปเมื่อวันนั้นให้ผมสักกระป๋องสิ”

    “ไหนว่าไม่ชอบ”

    “ก็อยากจะลองสักหน่อย อยากรู้มันทำให้คุณปากดี หรือคุณปากดีอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด” เขาให้เหตุผล

    “แล้วคุณจะรู้” ผมจัดการตามที่เขาขอและนะไปวางให้เขาที่หน้าบ้าน

    “รสชาติแปลก ๆ นะคุณ”

    “ลองไปเรื่อย ๆ แล้วคุณจะชอบ แล้วตกลงคุณหายไปไหนมา” ผมยังอยากรู้

    “ก็บอกแล้วไงว่าไปตามทางของหมา หมาจรจัดไม่มีเจ้าของอย่างผมไงคุณ”

    “มันเป็นยังไงเล่า” ผมชักรำคาญ

    “ก็ไปมันเรื่อย ๆ ค่ำไหนนอนนั่น หิวก็หาของกิน”

    “คุณไม่ทุกข์ไม่ร้อนบ้างเลยหรอไงกับชีวิตแบบไร้รากแบบนี้” ผมถาม

    “ผมมีความสุขดีอยู่แล้ว” เขาตอบ

    “แล้วถ้าวันไหนไม่มีของให้คุณกินล่ะ”

    “วันนั้นก็อด”

    “คุณไม่หิว”

    “หิว”

    “แล้วทำไง”

    “แล้วคุณจะให้ผมทำไง ผมไม่ใช่ขโมย และผมไม่ชอบขโมย ผมมีวิถีของผม ไม่ใช่อย่างคนอย่างพวกคุณบางจำพวก ที่ใช้ข้ออ้างว่าจน ว่าหิว ว่าไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้องลักขโมยของเขา”

    “อืม” ผมรับคำและกระดกเบียร์อึกใหญ่

    เราเงียบกันไปทั้งคู่ เขายังคงใช้ลิ้นตวัดเบียร์ในกะละมังเข้าปาก ในความมืดที่ไร้ดวงดาราเสียงจากภายนอกอึกทึกเหมือนไม่มีวันจบสิ้น ผมนั่งมองเขาและเกิดรู้สึกอิจฉาชีวิตหมา ๆ ของเขาขึ้นมาตะหงิด ๆ นี่ผมกำลังอิจฉาหมาอยู่หรือไร ทำไมผมต้องอิจฉา หมาจรจัดปากเสียตัวนี้ด้วย หรือเป็นเพราะผมกำลังเบื่อหน่ายและสมเพชเวทนาชีวิตของตนเองอยู่กันแน่

    “เออนี่คุณ คุยกันมาหลายครั้งแล้วผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย” ผมขัดจังหวะการตวัดลิ้นกินเบียร์ของเขา

    “คุณจะรู้ไปทำไม”

    “เราจะได้สนิทกันมากขึ้น”

    “เท่านี้เราก็สนิทกันอยู่แล้ว”

    “เอาน่าคุณ ยังไงคุณก็ต้องมีชื่อ หมาข้างบ้านผมยังมีชื่อเลย ทั้งไอ้ขาว ไอ้โคล่า อีขนุน อีตุ่น พวกมันมีชื่อให้เรียกทั้งนั้น”

    “คุณแน่ใจหรือว่านั่นเป็นชื่อของพวกมัน”

    “ใคร ๆ เขาก็เรียกพวกมันด้วยชื่อเหล่านั้น”

    “เขานั่นใคร”

    “ก็คนในละแวกนี้”

    “คุณรู้ไหมว่านั่นเป็นชื่อที่คนอย่างพวกคุณตั้งให้ และยัดเยียดให้ คนพวกนั้นคิดเองเออเองและก็ภาคภูมิใจในความสามารถในการตั้งชื่อให้หมาเอาเอง คุณรู้ไหมว่าจริง ๆ แล้วหมามันมีชื่อของมันเอง ชื่อที่พวกเราใช้เรียกกันเอง ไม่ใช่ชื่อที่คนตั้งให้ นู้นไอ้ขาว จริง ๆ มันชื่อ บุช ไอ้โคล่าชื่อของมันคือ สนั่น อีขนุนไม่รู้คนคิดชื่อนี้ขึ้นมาได้ไงนะคุณ จริง ๆ แล้วมันชื่อ จูเลีย ส่วนอีตุ่นน่ะมันชื่อ เพ็ญสมร”

    “หากคุณไม่บอกผมก็คงไม่อาจรู้ได้ แล้วคุณล่ะชื่ออะไร”

    “ปรัชญา”

    “อะไรนะ”

    “ปรัชญา คุณหูหนวกหรือไง เอาละผมคงต้องไปแล้ว เบียร์ของคุณทำให้ผมรู้สึกวิงเวียน นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่า อาการเมา เออนี่คุณ คุณว่า คนเมากับหมาเมา มันจะต่างกันไหม”

    โดยที่ไม่รอฟังคำตอบเขาเดินหายลับไป

    ผมนั่งดื่มเบียร์ที่เหลือจนหมด บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะเปลี่ยนไป อะไรทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้น แต่ช่างมันก่อนผมยังไม่อยากหาสาเหตุ ขณะนี้ผมชักหิว และกับข้าวที่ซื้อมาจากข้างทางยังรอให้ผมไปจัดการ ขอตัวนะครับ



    สวัสดี.




    [อ่าน กัดกับหมา ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]








    [ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


    ความเกิดดับของชีวิต ในทรรศนะสนิมกฤช




    คำว่า “ชีวิต” มีความหมายลึกซึ่ง ครอบคลุมทุกองค์ประกอบ ที่รวบรวมขึ้นมาเป็นสังคม เป็นโลกของเรา ชีวิตจึงมีค่า และมีความหมาย ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งอยู่ในทั้งสองโลก กำลังบอกอะไรกับเราบางอย่าง บางคำที่เขาเอ่ยกับเราในค่ำคืนนั้น สะท้อนมุมมองของการมีชีวิตอยู่ อย่างที่เราอาจเข้าใจกันดีอยู่แล้ว หรือว่าเราอาจไม่เคยเข้าใจความหมายของชีวิตเลย

    จริงอยู่ที่คนเรามีสิทธิเสรีภาพ และชีวิตที่อยู่ภายใต้กรอบบังคับของจิตใจของเราเล่า มีเสรีภาพอย่างไร ในเมื่อเราผูกกายกับจิตไว้ด้วยกัน ทั้งสองจึงเกื้อกูลกันจนกว่าจะถึงการดับสูญ ในใจลึก ๆ เรายังเชื่อว่า แม้ว่าร่างกายจะพ้นจากความเป็นแล้ว จิตวิญญาณจะยังอยู่ เป็นเช่นนั้น ตามความเชื่อของเราเอง

    ชายหนุ่มวัยเบญจเพส ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อว่า วรพัฒน์ แป้นประดิษฐ หรือที่รู้จักกันในนามของ สนิมกฤช แห่ง ห้องหนอนสนทนา ผู้มักตั้งคำถามในเชิงพุทธศาสตร์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และกำลังจะบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทยังประเทศรัสเซีย เขาคือคนหนุ่มที่มีความอ่อนโยน และสำนึกในเรื่องของกฎธรรมชาติ เรามาทำความรู้จัก ความเกิดดับของชีวิต ในทัศนะสนิมกฤชด้วยกัน



    สารากร : คุณจำได้ไหมว่า ฆ่าสัตว์ครั้งแรกในชีวิตนี้ ตอนไหน แล้วมันคือสัตว์ประเภทใด ลองเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังหน่อยค่ะ

    สนิมกฤช: ผมก็เป็นเด็กบ้านนอก ตั้งแต่จำความได้ ก็น่าจะเป็นพวกกุ้ง หอย ปู ปลานะเพราะว่าที่บ้านพ่อแม่ท่านจะได้สัตว์พวกนี้ เพื่อทำอาหาร ทีนี้ผมเป็นเด็กที่ออกจะซนและอยากรู้ และชอบเล่น เพราะว่าปลาที่ได้มา ก็จะใส่กะละมังเอาไว้ ผมก็ชอบไปแล้ว..เล่น ก็คิดว่า น่าจะเป็นลูกปลาตัวเล็กๆ นะ หรือไม่ก็พวกกุ้งเพราะว่าเหตุการณ์อย่างนี้จะมีเป็นประจำมากที่บ้านผม...

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูน้ำหลาก ก็จะมีเยอะ..จะมีวิธีการหาปลาของผู้ใหญ่หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น ยกยอ...ดักกัด..บ้านผมเรียกกันอย่างนี้นะ..ปลาที่ได้มาก็จะมีหลายขนาด ทั้งที่เล็กสุด ไปถึงปลาตัวใหญ่ ๆ เช่นปลาช่อน..ปลาดุก พวกนี้ ดังนั้นคิดว่า..โดยพื้นฐานของพ่อแม่ ที่เลี้ยงลูกแบบบ้าน ๆ.. (นอก) ก็ปล่อยให้เด็กมีโอกาสได้เล่นกับสัตว์เหล่านี้ และ..อาจจะทำมันตาย ครับ

    สารากร : แล้วฆ่ามันล่ะ เคยไหม ฆ่าอย่างตั้งใจหน่ะค่ะ

    สนิมกฤช: ก็..พอผมโตขึ้นมา พอที่จะทำอะไรได้ ก็กลายเป็นอาชีพของเด็กบ้านนอกอย่างผมแหละ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยิงนก ตกปลา ฆ่าไก่ ไล่วัว โหยเยอะแหละครับ สัตว์ใหญ่สุดที่ผมฆ่าไป ก็น่าจะเป็น ไก่ เยอะเหมือนกัน พวกนก...กระรอก...ก็เยอะ เพราะว่าพวกเราจะมีหนังสติ๊ก..ที่บ้านผมเรียกว่า นู หรือ ธนู ออกไปเที่ยวป่ากัน..และก็ยิงมันมาเป็นอาหาร พวกเขียด พวกกบ ก็เยอะ.. บางที่ก็ยิงเล่นบ้าง สนุกสนานกัน ไม่ได้คิดอะไร แต่ก็มีผลกระทบภายหลัง

    สารากร : แล้วสงสารมันไหมคะ

    สนิมกฤช: ตอนนั้นไม่ได้คิดไงครับ ยังเด็ก และบางครั้งมันจำเป็นเพราะว่าถ้ามันไม่ตาย เราก็ตาย (เพราะอด) แต่ตอนนี้ทำไมได้แล้ว สงสาร และไม่อยากเห็นคนอื่นทำด้วย...ไม่ใช่เพราะสภาวะหรือว่าอะไรหรอก..แต่เรารู้ว่าใคร ๆ ต่างก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้นใช่มั้ยฮะ..ก็เลยสงสารมันสงสารหมดแหละ แม้แต่มนุษย์

    สารากร : แล้วตอนนี้รักษาศีลข้อ ๑ ดีพร้อมไหม

    สนิมกฤช: ก็คิดว่า เกือบดี แต่..ก็มีผิดบ้างเหมือนกันพวกสัตว์เล็ก ๆ ที่เป็นพิษภัยแก่ตัว..โดยความจำเป็นและโดยความพลั้งเผลอก็พวกยุงหรือบางทีก็แมลงสาบ หรือว่าบางทีก็จิ้งจก (โดยบังเอิญเลื่อนตู้ทับอะไรแบบนั้น) และที่เยอะหน่อยก็ มดเป็นไง รู้บาปผมมากพอแล้วยังครับ

    สารากร : คิดอย่างไรกับการฆ่ากันตายในสังคมคะ

    สนิมกฤช: แย่... รู้สึกเหมือนกับว่า..คน เป็นสัตว์ที่ ไร้ความรู้สึกเข้าไปทุกวัน ผมหมายถึงความรู้สึกด้านดีนะ...มันไม่ค่อยมี แต่อีกด้านหนึ่งเพิ่มเข้ามาวิ่งเต้นอยู่ในใจคนเยอะมากก็คือ...ความรู้สึก เห็นแก่ตัว...ความโกรธ หุนหันพลันแล่น ความขาดความยั้งคิด ขาดสติ...โห มันเชื่อมกันหมดแหละครับ...ว่าง ๆ เทศนาให้ฟัง

    ความรู้สึกทางด้านอารมณ์ ทั้งที่ตัวเองพอใจ เช่น ความรัก..ชอบ ก็เป็นไปแบบ ขาดปัญญา ความรู้สึกทางด้านที่ไม่น่าพอใจก็มี หงุดหงิด อิจฉา พยาบาท จ้องจะจองล้างจองผลาญกันก็ เต็มบ้านเมืองทำให้เกิดปัญหาที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบระดับชาติ..หรือระดับมนุษยชาติ ทั่วโลกไปแล้วแหละครับ

    สารากร : สัตว์ฆ่ากัน กับ คนฆ่ากัน คิดว่าต่างอย่างไรคะ

    สนิมกฤช: เรื่องสัตว์ฆ่ากัน กับ คนฆ่ากันเป็นคนละเรื่องครับ คือว่า ผมมองว่า..สัตว์ฆ่ากันก็เพราะเหตุผลในการอยู่รอดของมัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะเรื่องอาหาร เผ่าพันธุ์หรือที่หากิน ที่อาศัย ซึ่งมันคงไม่ได้ฆ่ากัน โดยเหตุผลทางการเมือง หรือเพราะเพียงสนองอารมณ์ของตนเองเหมือนคนหรอกครับเท่าที่สังเกต ยังไม่เห็นมีว่า..สัตว์จะฆ่ากัน เพราะต้องการล้างแค้น หรือเพราะแย่งผัวเมียกัน..อย่างมากก็กัดกัน..แต่ไม่ถึงตายแต่ว่าคน หรือสัตว์ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์นั้นเยอะแยะข้ออ้างหรือเหตุผลที่จะฆ่ากัน...มันเป็นเหตุผลที่เห็นแก่ตัวและ..เป็นเหตุผลที่ ไร้เหตุผลครับ

    สารากร : แล้วคิดอย่างไรกับการล่าสัตว์ในอดีต และปัจจุบันคะ เช่นสัตว์ป่าค่ะ

    สนิมกฤช: ก็..เป็นความเห็นแก่ตัวของคนอีกนั่นแหละครับ..ถ้าเราพูดไปถึงการล่าสัตว์ เพราะเป็นกีฬาหรืออะไรที่มันไม่เอื้อต่อการนำมายังชีพ ก็คิดว่า เป็นการตั้งเหตุผล ที่เข้าข้างตัวเอง เพื่อเป็นข้ออ้าง เรื่องการล่าสัตว์...พูดไปนึกถึงภาพที่มนุษย์สักคนหนึ่งโดน มนุษย์อีกหลายคนวิ่งไล่ต้อน เพื่อให้จนตรอกและทำร้าย หรือฆ่าเขาจนตาย นั่นแหละครับ ไม่ว่าจะยุคไหน พ.ศ.ไหน มันก็ไม่มีเหตุผลเลย...แต่เราต้องแยกประเด็น การล่า...เพื่อฆ่าสนุก..เพื่อขาย..กับการหาสัตว์บางชนิด เพื่อมาเป็นอาหารเลียงชีพ

    สารากร : จะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันคะ

    สนิมกฤช: วิธีการที่จะทำให้คนใจดีขึ้นก็มี แต่เป็นภาคทฤษฎีเยอะมากกว่าภาคปฏิบัติ และออกจะเป็นแนวธรรมะ...ซึ่งเป็นเรื่องที่คนสมัยนี้ เป็นอคติ กับคำว่า ธรรมะ วิธีการทีจะให้สัตว์ที่เรียกว่า คน กับสัตว์ชนิดอื่นที่ สัตว์คนมองเห็น เป็นชีวิตไร้ค่านั้น อยู่ร่วมกันได้ก็ต้องสร้างจิตสำนึกถึงความสำคัญของความหมายคำว่า ชีวิต และจิตวิญญาณ

    สารากร : ทำไมคิดว่าเป็นอคติ

    สนิมกฤช: ที่คิดว่าคนปัจจุบันเป็นอคติกับธรรมะ เพราะดูจากการที่คนไม่ค่อยยอมรับธรรมะ เมื่อเราเอาปัจจัยเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งสองสิ่ง ระหว่างสนองความถูกต้อง...กับสนองกิเลส จะเห็นได้ว่า คนจะเอาแบบหลัง คำนิยามของผม ความถูกต้องนั่นแหละ ความสมควรนั่นแหละ ความรู้อะไรควร อะไรไม่ควรนั่นแหละ คือ ธรรมะ

    ดังนั้น เมื่อคนไม่มีสิ่งเหล่านี้ (ความถูกต้อง ความสมควร ความรู้อะไรควร อะไรไม่ควร) จึงทำให้มองว่า..คนไม่ค่อยสนใจสิ่งเหล่านี้ มากกว่าสนใจ ความต้องการความสนองกิเลสตนเอง ตามความคิดผม อย่างนี้แหละ คือ อคติ... อะ..แปลว่า ..ไม่...คติ...ก็คือคติความเป็นไป หมายถึงสิ่งที่ถูกที่ควร...ดังนั้น อคติ คือ...เป็นไปด้วยความไม่ถูกไม่ควร...ไม่ควรเป็นอย่างนั้น

    สารากร : คนที่ฆ่าตัวตายล่ะคะ ผิดบาปไหม ในเมื่อไม่ได้ฆ่าผู้อื่นคะ

    สนิมกฤช: ผิด... เหตุผล...ถ้าเรามองกันในแนวปัญญาแล้ว... คนที่ฆ่าตัวตายเป็นคนโง่....จะได้ชี้แจงให้ฟัง...เอาแนวธรรมะนะ...ว่าอย่างแรกที่เราพอจะมองได้จากความคิดคนเหล่านั้นคือ...ตัวกิเลสที่เรียกว่า โมหะ โมหะ แปลว่า หลงผิด คิดผิด ไม่ได้ตัดสินใจด้วยความคิดที่แยบคาย ด้วย ความรอบคอบ ด้วยความลึกซึ้งของชีวิตไม่ได้มองเห็นความสำคัญของ ชีวิตทีได้เกิดมาเป็นลักษณะที่เรียกว่า มนุษย์ ความเป็นมนุษย์เป็นลักษณะสามัญที่ท่านบอกว่า กว่าจะเกิดมาได้มีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้..ไม่ได้เป็นของง่าย..ดังนั้นคนที่คิดตายง่าย ๆ จึงว่าเป็นคนโง่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..ตายด้วยเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล...เช่น อกหัก..หลักลอย..ตกงาน..เหมือนอย่างที่เป็นข่าวบ่อย ๆ คนเหล่านั้น ตัดสินใจ ด้วยอารมณ์ ไม่ได้ด้วยเหตุผล (ปัญญา) ดังนั้น...

    แต่ว่า..ที่จริงคนเหล่านี้ก็..สมควรตายแล้วหละ..เพราะว่าอยู่ไปก็โง่..เพราะมีความคิดโง่ ๆ ตายไปก็ไม่ได้พ้นจากความทุกข์ทรมานหรอก..เพราะว่าคนที่ตายด้วยการฆ่าตัวตาย เป็นวิญญาณบาปที่มีโทษหนักกว่า อกุศลกรรมอื่น ๆ อีกหลายอย่าง...ซึ่งแล้วแต่..ว่าเราจะมองอย่างไร...จะมองด้วยอารมณ์ ก็มองอย่างสมเพช สมน้ำหน้า...ถ้ามองด้วยปัญญาก็มองด้วยความ สงสาร..แล้วแต่เราจะเลือก..แต่อยากให้เลือกมองอย่างหลังนะครับอยากให้ทุกคน..มองด้วยสายตาที่สงสารกัน..ไม่ว่าจะมองสัตว์อื่น หรือมองคน...ด้วยกันเอง

    สารากร : ถ้าการฆ่าตัวตาย เพื่อให้เกิดการสนใจในปัญหา อย่างการยิงตัวตายของ สืบ นาคะเสถียร ล่ะคะ คิดอย่างไรกับการตายเพื่อเรียกร้องให้รักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งมันก็ได้ผลจริงที่มีการปกป้องพื้นที่ป่ามากขึ้น อย่างนี้แล้ว จะคิดว่าเขาอุทิศตนได้หรือไม่คะ

    สนิมกฤช: ถ้าการฆ่าตัวตาย เพื่อให้เกิดการสนใจในปัญหา อย่างการยิงตัวตายของ สืบ นาคะเสถียร ผมก็คิดว่าเป็นเหตุผลหนึ่งเท่านั้น อาจจะมีผลดีภายหลัง แต่ก็ยังมองว่าขณะนั้นในความคิดก็ไม่ดีอยู่ดีแหละ..เพราะว่า คุณสืบอาจจะหาทางออกอื่นไม่ได้แล้ว ซึ่งก็แปลว่า..จนปัญญาแล้ว ที่จะทำให้คนทั้งหลายสนใจเกี่ยวกับสัตว์ป่า... แต่เมื่อเรามองสิ่งที่ได้กลับมาจากการเสียชีวิตไปหนึ่งชีวิต ก็คุ้มกับที่อีก หลายชีวิตได้ รับความปลอดภัยอย่างน้อยที่สุด การตายของเขาก็ไม่ได้ไร้ค่า หรือได้รับความสนใจเราจะเรียกการตายของเขาว่า การเสียสละ...วีรบุรุษ...ก็ได้...หรือจะเรียกว่า...ตายเพื่อหวังน้ำบ่อหน้า..ตายเพราะหาทางออกอื่นไม่เจอก็ได้ ผมคิดอย่างนี้นะ คิดเป็นสองมุม

    สารากร : อยากให้ฝากข้อคิดอะไรสักนิด เกี่ยวกับการเข่นฆ่ากัน ทารุณกรรม ไม่ว่าจะทำกับคน หรือว่าสัตว์ในสังคมเราทุกวันนี้ค่ะ

    สนิมกฤช: ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะตะโกนก้องร้องบอกโลกว่า เสียงร่ำไห้วิปโยคจากความตายนั้นมีมากพอแล้วจากการตายโดยธรรมชาติของชีวิต...เราอย่าให้ต้องอาดูร นองน้ำตาด้วยความเสียใจที่สูญเสียชีวิต..ด้วยการทำลายล้างกันเลย...เรามีคนที่เรารัก อย่างน้อยก็ รักตัวเอง..คนอื่นก็ไม่แตกต่างจากเราไปได้หรอก...ไม่ว่าสัตว์ หรือคน...อยู่กันด้วยความรักในชีวิตดีกว่า...อยู่กันด้วยความสงสารซึ่งกันและกัน...แล้วโลกก็จะร่มเย็น..ครับ


    ..........


    การค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ น่าสนใจเสียยิ่งกว่าอยู่อย่างไรให้คุ้มค่า เพรานั่นอาจต้องแลกมาด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ใครบางคน เมื่อดับไปแล้ว กลับก่อกำเนิดชีวิตอักมากมายที่ทดแทนความพยายามที่ดูว่าจะสูญเปล่าให้คืนกลับมามีพลัง ดังเช่น ไม้ขีดไฟที่จุดตัวเองหวังให้มีผู้หันมองแม้สักเพียงเสี้ยวนาที

    สารากรนำบทกวีของผู้ล่วงลับเพื่อผู้อื่นมาปิดท้ายการสนทนาครั้งนี้ เราอาจพบว่า ชีวิตของคนเราไม่ต่างอะไรกับบทกวี มีชีวิตก็บทหนึ่ง จากไปก็บทหนึ่ง ไพเราะหรือไม่ อยู่ที่เราเป็นผู้รังสรรค์



    "อนิจจาสัตว์ป่าน่าสงสาร
    ถูกล้างผลาญเข่นฆ่าให้อาสัญ
    ผิดด้วยหรือจึงถูกล่าต้องจาบัลย์
    มนุษย์นั้นจะโหดร้ายเพียงไหนกัน
    ธรรมชาตินำสัตว์ป่ามาคู่โลก
    สร้างสมดุลพูนโภคให้โลกนั้น
    หากมนุษย์ยังคิดล่าล้างเผ่าพันธุ์
    จะรู้สึกสักวันเมื่อบรรลัย"



    (แต่งโดย สืบ นาคะเสถียร)




    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Book Review]


    คน - เขื่อน - น้ำ - ป่า – กาแล็กซี


    โลกไม่เคยหยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลงเสมอ
    ด้านหนึ่งของโลกอาจดูโหดร้าย
    แต่อีกด้านหนึ่งของโลกก็ยังคงงดงามอยู่
    มาช่วยกันสร้างด้านที่โหดร้ายให้สวยงาม
    มาช่วยกันสร้างโลกให้น่าอยู่และมีความหวังมากขึ้น
    นี่คือภารกิจของ "สารคดี"


    สารคดีฉบับที่ ๖๒ /เมษายน / ๒๕๓๓



    ข้างต้นคือวรรคสุดท้ายของบทบรรณาธิการนิตยสาร "สารคดี" ฉบับที่ ๖๒ หากแต่เป็นฉบับแรกที่คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ได้ลงมานั่งเก้าอี้บรรณาธิการอย่างเต็มตัว มาลองนับรวมอายุแต่แรกเริ่มของนิตยสาร "สารคดี" แล้วก็เห็นว่าจะต้องมี ๒๒ ปีได้ (นับเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๒๘) หากเปรียบเป็นคนก็กำลังเป็นหนุ่มเป็นสาวที่มีทั้งพลังมีทั้งแรงเหลือกินเหลือใช้เลยทีเดียว

    คน - เขื่อน - น้ำ - ป่า - กาแล็กซี เป็นหนังสือรวบรวมบทบรรณาธิการของสารคดีนับตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ เรื่อยมาจนถึงปี ๒๕๔๖ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เห็นจะหนักไปทางเรื่องราวของป่าไม้และเขื่อนเป็นหลัก มีบ้างบางช่วงที่เอ่ยถึงบุคคลสำคัญและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนการเปลี่ยนแปลงของโลกหรือของเมืองย่อมยังผลกระทบเข้ามาสู่ป่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

    ฉบับที่ ๗๐/ ธันวาคม ๒๕๓๓ / สนามกอล์ฟ ๑,๐๐๐ ไร่ ใช้น้ำวันละ ๓,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ในการทำหญ้าให้เขียวขจี ในขณะที่ชาวนาใช้น้ำเพื่อปลูกข้าวให้เรากินเพียงบางฤดูกาลเท่านั้น แต่สนามกอล์ฟใช้น้ำทุกวัน (ประมาณกันว่าประเทศไทยต้องการสนามกอล์ฟถึงพันกว่าแห่งเพื่อรองรับนักกอล์ฟทั้งไทยและเทศ ซึ่งสนามกอล์ฟหนึ่งแห่งให้พื้นที่ประมาณพันไร่)

    ฉบับที่ ๒๔/ มีนาคม ๒๕๓๖ / สนามกอล์ฟขนาดสิบแปดหลุม มีพื้นที่ประมาณหนึ่งพันสองร้อยไร่ ใช้น้ำรดสนามหญ้าและพื้นที่อื่นๆวันละ ๕,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ปีหนึ่ง ๆ ใช้ ๑.๘ ล้านลูกบาศก์เมตร ทั่วทั้งประเทศมีสนามกอล์ฟประมาณสองร้อยแห่ง ดังนั้นสนามกอล์ฟทั่วประเทศจึงใช้น้ำถึงปีละ ๓๖๐ ล้านลูกบาศก์เมตร (สนามกอล์ฟร้อยละเก้าสิบไม่สามารถกักเก็บน้ำได้พอสำหรับสนามตัวเอง อ้าว? แล้วเขาเอาน้ำจากไหนละ รายการจุดเปลี่ยนช่วยด้วยขอรับมีคนขโมยน้ำชาวนา)

    ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้น้ำเท่านั้น การใช้ไฟฟ้าหรือกระดาษที่เกินความจำเป็นก็ส่งผลกระเทือนให้กับเจ้าป่าเจ้าเขาไม่แพ้กัน หากท่านเคยเป็นผู้หนึ่งที่ชอบหยิบเอกสารแจกหรือรับเอกสารแจกทั้งหลายที่มีคนมายืนแจก หยิบมาดูผ่าน ๆ เดินห่างจากจุดเกิดเหตุมาไม่กี่ก้าวแล้วก็หย่อนกระดาษอายุการใช้งานสั้นนั้นลงถังขยะ อย่างไม่แยแสแล้วละก็โปรดทราบไว้ว่า

    ฉบับที่ ๘๖/ เมษายน ๒๕๓๕ / ข้อมูลล่าสุดรายงานว่า การผลิตกระดาษหนึ่งตันต้องใช้ต้นไม้ถึง ๑๗ ต้น ใช้กระแสไฟฟ้า ๔,๑๐๐ กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ใช้น้ำมัน ๓๑,๕๐๐ ลิตร และปล่อยคลอรีนเป็นของเสียอีกไม่น้อยกว่า ๗ กิโลกรัม (อ่า..ชั่วโมงละ ๗ กิโลกรัมเชียว)

    ฉบับที่ ๗๗/ กรกฏาคม ๒๕๓๔ / มนุษย์อย่างพวกเราเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ระบายความทุกข์เสียจริง ๆ มีการสำรวจพบว่าคนเมืองกรุงใช้น้ำเฉลี่ยวันละ ๒๐๐ ลิตร ตั้งแต่ อาบ ซักผ้า ขับถ่าย และใช้ในครัว (ส่วนพวกที่อาศัยคอนโดมิเนียมใช้มากถึงวันละ ๕๖๐ลิตร) คิดเสียว่ามีประชากรในกรุง ๘ ล้านคนแสดงว่าวันหนึ่งเราปล่อยน้ำเสียลงน้ำถึงวันละ ๑,๖๐๐ ล้านลิตร

    ฉบับที่ ๗๒/ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ /เราสร้างศูนย์การค้ามากมายหลายแห่งโดยติดตั้งเครื่องปรับอากาศนับไม่ถ้วน เพื่อให้เราได้เดินช็อปปิ้งได้อย่างสบาย แต่เราหารู้ไม่ว่า ศูนย์การค้าที่สร้างขึ้นมาแต่ละหลังกินไฟประมาณ ๘-๑๐ เมกะวัตต์ หากสร้างสักแปดแห่ง เราต้องสร้างเขื่อนแก่งกรุงขึ้นอีกหนึ่งเขื่อน ที่กำลังผลิตไฟฟ้าขนาด ๘๐ เมกะวัตต์ เรามีสถานช็อปปิ้ง เดินเล่น กินอาหารเพิ่มขึ้นประมาณแปดแห่ง โดยแลกกับพื้นที่ป่าดงดิบที่ถูกทำลายจมใต้น้ำ ๒๕,๐๐๐ ไร่ และต้นไม้ต้องตายไปกว่า ๒๐๐ ล้านต้น ไม่รวมสัตว์ป่าอีกมากมายที่ต้องล้มตายลงอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่เพื่อเขื่อนที่จะมาผลิตไฟฟ้าให้เราได้สุขสบายกัน

    เมื่อว่ากันตามนี้แล้วเนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้จึงมิได้เป็นเพียงการรายงานสถานการณ์ว่า ตอนนี้เดี๋ยวนี้สภาพป่าไม้ที่เหลืออยู่เป็นเช่นไร ในขณะเดียวกันนั้นคุณวันชัยผู้เขียนยังพยามอย่างยิ่งที่จะโยงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องระหว่างพฤติกรรมของคนเมืองที่ส่งผลกระทบต่อป่าไม้ ให้ผู้อ่านได้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนทำให้ป่าไม้เปลี่ยนไป ได้เกิดสำนึกขึ้นได้ว่าตัวเองจะทำสิ่งใดได้บ้างให้ป่าไม้ดีขึ้น

    จากนี้เราลองมาดูสิ่งที่เราสูญเสียไปและอะไรเกิดขึ้นบ้างกับกลุ่มคนที่คอยพิทักษ์ป่าไม้ ในช่วง ๑๔ ปีในเนื้อหาของหนังสือ

    ฉบับที่ ๖๗/ กันยายน ๒๕๓๓ / ๑ กันยายน ๒๕๓๓ วันที่ สืบ จากไป สัตว์ป่าเมืองไทยพากันสะอื้นไห้ราวกับกำพร้าพ่อที่เคบปกป้องชีวิตของพวกมัน

    ฉบับที่ ๗๕/ พฤษภาคม ๒๕๓๔ / กลางดึกของคืนวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๒ อาวุธสงครามนานาชนิดของคนใจบาป ตั้งแต่ปืน ค. เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม.๑๖ และปืนอาก้า ก็ระดมยิงเข้าใส่ธุดงสถานธรรมจิต ที่ป่าดงใหญ่ ขณะที่หลวงพ่อประจักษ์กำลังจำวัดอยู่

    ฉบับที่ ๑๓๑/ มกราคม ๒๕๓๙ / นายปั่น เป็นหัวหน้าคนงานประจำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้างจังหวัดพะเยา ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๓ และเมื่อเวลา ๐๙.๐๐ น. ของวันที่ ๖ พฤศจิกายนที่ผ่านมาขณะที่นายปั่นขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านพักเพื่อไปทำงานในเขตฯ ก็ถูกคนร้ายรอบยิงจนถึงแก่ความตาย

    วสันต์ แสงอาวุธ เจ้าพนักงานป่าไม้ที่ถูกยิงตายคาบ้านพักในเขตอำเภอท่าปลาจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายนที่ผ่านมา วสันต์ถูกคนร้ายยิงเพราะไม่อนุญาตให้นำไม้เถือนออกจากป่า

    ฉบับที่ ๑๓๖/ มิถุนายน ๒๕๓๙ / นายเสริฐ พรรณา เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่ง ณ อุทยานแห่งชาติเขาหลวงจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าจับกุมชาวบ้านที่บุกรุกพื้นที่ป่า ปรากฏว่าญาติของผู้ต้องหาไม่พอใจนายเสริฐที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา จึงบันดาลโทสะใช้ปืนลูกซองยิงเข้ากลางหลังนายเสริฐตายคาที่

    วันต่อมาผมไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีพื้นที่ป่าถึง ๗๒๒,๐๙๖ ไร่ และมีอาณาเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติเขาสก อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง เขตรักษาพันธุ์สัตว์คลองนาคา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองยัง รวมแล้วมีพื้นที่สองล้านกว่าไร่ ถือเป็นป่าผืนใหญ่ที่สุดในภาคใต้ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ หลังจากที่พื้นที่ป่าบางส่วนถูกนำไปทำอ่างเก็บน้ำของเขื่อนเชี่ยวหลาน

    เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายอรุณ สุขเหลือง เจ้าหน้าที่ป่าไม้คนหนึ่งถูกคนร้ายดักยิงด้วยปืนลูกซองตายคาที่ขณะขี่จักรยานยนต์ไปทำงาน เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า นายอรุณเคยถูกขู่ฆ่าหลายครั้งแล้ว แต่นายอรุณยังออกตรวจป่าทุกวัน ในที่สุดก็ได้รับกระสุนปืนเป็นรางวัลสำหรับงานรับจ้างเฝ้าป่า

    ฉบับที่ ๑๕๐/ สิงหาคม ๒๕๔๐ / กลางดึกวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๐ เสียงปืนหนึ่งนัดดังขึ้นในห้องทำงานของป่าไม้อำเภอสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา รุ่งเช้าตำรวจพบร่างอันไร้วิญญาณของ คุณสิริภัทร นันทะวงษ์ สภาพศพมีรอยกระสุนเข้าที่ขมับขวาทะลุขมับซ้าย มือขวายังกำปืนขนาด .๓๕๗ ไว้แน่น

    เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ปะทะกับผู้คุมการตัดไม้ เจ้าหน้าที่พบว่าอาวุธปืนเอ็มสิบหกที่ยึดได้มานั้นเป็นอาวุธของทางราชการ ในการประชุมหลายครั้งสิริภัทรเคยแสดงความหนักใจที่เจ้าหน้าที่ร่วมขบวนกับกลุ่มต่าง ๆ บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อจับจองการเป็นกรรมสิทธิ์ โดยหวังจะได้ สปก.๔-๙๘ คนในพื้นที่รู้ดีว่า อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอำเภอนี้เป็นนายหน้าเล่นที่ดินให้นักการเมืองชื่อดัง

    คุณมาลี นันทะวงษ์ ภรรยาผู้ตายเล่าว่า ก่อนตายสิริภัทรบ่นเรื่องงานให้ฟังหลายครั้งทำนองว่า “จะให้พี่ทำแบบนี้ พี่ทำไม่ได้หรอก”

    ไม่มีใครรู้ว่าสิริภัทรถูกบีบบังคับด้วยเรื่องอะไร

    ห่างไกลจากเมืองหลวงไปนั้น ไม่ทราบว่ามีอีกกี่ชีวิตที่กำลังดับลงและกี่ครอบครัวที่เสียน้ำตาให้กับผู้พิทักษ์ป่า ในขณะเดียวกันที่คนเมืองกำลังร้ำให้โอดครวญถึงใครบางคนที่กำลังจะต้องก้าวออกจากบ้านอะคาเดมี แฟนตาเชีย ((สาธุ..เมืองไทย))

    ตลอดระยะเวลา ๑๔ ปีที่ผ่านมาบ้านเมือง, คน, โลก เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่สามารถรู้สึกได้เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ และยิ่งรู้สึกสะท้อนใจเข้าไปอีกเมื่อลองนึกถึงสภาวการณ์ปัจจุบันที่เป็นอยู่ นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ จนถึงปี ๒๕๕๐ นี้ มีหลายอย่างดีขึ้นในแง่ที่ว่าคนเราเริ่มรู้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นใกล้ตัวเกินกว่าที่จะวางเฉย ส่วนหนึ่งได้รับผลบุญมาจากภาวะโลกร้อนที่คนทั่วทั้งโลกออกมาแสดงจุดยืนและเร่งหาหนทางป้องกันอย่างเป็นวาระของโลกก็นะ กระแสเขาแรงจริง ๆ แต่ในวาบหนึ่งของความคิดก็เกรงว่า เรื่องของป่าไม้จะไม่ต่างอะไรกับ ถุงยางอนามัย หรือ พระไตรปิฎก เหมือนกันยังไงหรือขอรับ??? ก็เพราะว่าทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ดี เป็นสิ่งที่ดีแต่เราก็ยังไม่สนใจนะสิขอรับ

    ฉบับที่ ๑๕๓/ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ / เมื่อเร็วนี้ มีข่าวเล็ก ๆ ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า กรมป่าไม้มีแนวความคิดที่จะดำเนินการปรับปรุง "ร่างระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาติให้เอกชนเข้าไปดำเนินกิจการท่องเที่ยวและพักอาศัยในอุทยานแห่งชาติ"

    กรมป่าไม้ให้เหตุผลว่า หากมีการแก้กฏระเบียบเพื่อให้เอกชนสามารถเช่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย ก็จะช่วยยุติปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯได้ และยังทำให้กรมป่าไม้มีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่อุทยานฯอีกด้วย

    แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะมีอายุมากพอดู (พิมพ์เมื่อปี ๒๕๔๖) แต่เรื่องราวเหล่านี้นับว่าไม่เก่าเลยแถมยังเป็นเรื่องใกล้ตัวเสียอีก และนอกจากจะมีเรื่อราวการเปลี่ยนแปลงของป่าไม้แล้ว ก็ยังมีเรื่องราวของบุคคลสำคัญ ๆ ของเมืองไทยและต่างประเทศ เป็นประวัติและเรื่องราวโดยสังเขปที่สามารถเรียนรู้ศึกษาเพื่ออ้างอิงงานเขียนได้เป็นอย่างดี

    เมื่ออ่านจบหน้าสุดท้ายแล้วย้อนดูปกหลังของหนังสือ ข้าพเจ้าต้องชูสองมือขึ้นเพื่อแสดงประชามติ เพราะเห็นด้วยกับคำนิยมของ คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่งสำนักพิมพ์ OPEN จริง ๆ

    งานเขียนของคุณวันชัยนอกจากจะครบถ้วนด้วยข้อมูลที่หนักแน่น การลำดับเรื่องที่เข้าใจง่าย และทัศนะที่ชัดเจนแล้ว จำนวนไม่น้อยสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้อ่านในขณะเดียวกับงานประพันธ์ชั้นดี บทบรรณาธิการของคุณวันชัยจึงถึงพร้อมซึ่ง ความจริง ความดี และ ความงาม ตามแบบฉบับ ซึ่งไม่เฉพาะบทบรรณาธิการที่ดีเท่านั้น แต่งานเขียนที่ดีควรจะเป็น


    ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา-บรรณาธิการ


    สุดท้ายแล้วหวังว่าเรื่องราวของ คน เขื่อน น้ำ ป่า กาแล็กซี จะช่วยสร้างความเข้าใจและเปลี่ยนอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อยในด้านพฤติกรรมและความคิด และท้ายสุดจริง ๆ แล้ว ข้าพเจ้าขอแสดงความคารวะต่อผู้พิทักษ์ป่าผู้จากไปพร้อมเสียงปืนทุกนามว่า

    “ผู้ที่หว่านเมล็ดแห่งคุณธรรม จะได้เก็บเกี่ยวความเคารพนับถือ”


    ลีโอนาร์โด ดาวินชี


    ด้วยจิตคารวะเช่นเคยขอรับ ·





    คน - เขื่อน - น้ำ - ป่า – กาแล็กซี : บันทึกการเปลี่ยนแปลงของโลกและมนุษย์
    ผ่านบทบรรณาธิการ ๑๔ ปีของ สารคดี

    วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ – เขียน

    เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) 974-91295-0-4


    [อ่าน Book Review ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]









    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com



     


    หนอนดิน
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย หนอนดิน   เมื่อ: 2007-09-01 21:25:57
    จ๊ากกก!!!
    'ไอ้เตี้ย' ยังไม่จบเสียหน่อย
    ท่านย่านะท่านย่า
    ผู้น้อยก็คิดว่าคำ 'จบ' ของท่านคือจบตอน
    ฮ้วยหนองคลองบึ๊ง!
     


    เด็ก post
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย เด็ก post   เมื่อ: 2007-09-01 21:53:49
    นั่นสิ ผมอ่านแล้วก็ว่า มันยังไม่จบ

    แต่ว่า... ในฉบับก่อน มีคนมาบอกผมว่า จะแบ่งเป็นสองตอนจบนี่นา ก็เลยนึกว่าจบจริง

    งั้นเดี๋ยวไปแก้ที่ wordpress นะ ที่นี่ก็ แล้วไปแล้ว เพราะแก้ไม่ได้

    ปล วันนี้ ที่นี้ post หลังจาก wordpress 15 ชั่วโมง
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   235c1264
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)