ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๙.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๑๙.-
 เมื่อ: 2007-09-15 01:15:22 
----
----ก้าวฯที่๑๙
----




Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








-
----มีอะไรในเล่ม :
-




  • บทบรรณาธิการ

  • เรื่องจากปก : [กีรติ]

  • ปากกาพาไป : [พุ่มฮัก พานเสือ] เราอยู่บ้าน(เช่า)หลังเดียวกัน

  • สืบศิลป์ : [กีรติ] ๒๕ ศตวรรษ

  • ก้าวฯกวี : [กวิสรา] "สืบศิลป์"

  • DekAd. : [Black&Pink] โฆษณากับศิลปะ

  • พูดพร่ำทำเพลง : ['พล] โลกส่วนตัวที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น

  • ๑๐๐ รูปแบบแนวคิดการใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] ตอนที่ ๓๗ และ ๓๘

  • Coffee Brake

  • ระเบียงใบไม้ : [ธุลีดิน] ไอ้เตี้ย (๕)

  • กัดกับหมา : [ยามักการ] ควันมรณะ

  • ก้าวต่อก้าว : [สารากร] ชีวิตที่ไม่มีวันหยุดราชการ

  • Book Review : [(...)]สารนิพนธ์พุทธทาสภิกขุ ว่าด้วย ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ









  • [บทบรรณาธิการ]




    คุณมนต์ทิวา ชัยพิพัฒนานันท์ บรรณาธิการ Ad and Art Magazine เขียนบทบรรณาธิการฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๕๐ ขอร่ำลาแฟนานุแฟนที่ติดตามมาโดยตลอด พร้อมกับการหาทางออกเพื่อการดำรงอยู่ของนิตยสารฉบับนี้

    Ad and Art ผลิตขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ ความคิด ความเห็น ความเป็นไป และข้อมูลเกี่ยวกับงานโฆษณา งานศิลปะทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนบันทึกประสบการณ์และผลงานของผู้สร้างสรรค์งานทั้งสองแขนง โดยฉบับสุดท้ายที่วางแผงให้รายละเอียดการจัดพิมพ์ไว้บนปกว่า ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๐

    การเกิดขึ้นหรือปิดตัวของนิตยสารในบรรณพิภพนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก รายได้หลักของนิตยสารคือการขายโฆษณา Ad and Art ได้รับการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ใจดีจำนวนหนึ่ง นักเขียนบางท่านยกค่าเรื่องให้การกุศล และบางท่านก็ร่วมงานกับ Ad and Art ด้วยใจ เป็นการพึ่งพาอาศัยกันของกลุ่มคนที่รักงานศิลปะ ทำงานศิลปะ และเผยแพร่งานศิลปะ แต่การทำนิตยสารที่มีเป้าหมายเฉพาะกลุ่มซึ่งอยู่นอกกระแสตลาด และการมี “ทุน” น้อย โอกาสที่จะปิดตัวจึงมีมากเป็นธรรมดา

    คุณมนต์ทิวาหาทางออกโดยการคิดรวบรวมสมาชิกให้ได้อย่างน้อย ๒,๐๐๐ ท่าน เพื่อจะได้ประคับประคองกันต่อไป เป็นการประคับประคองให้อยู่ในระดับเสมอตัวหรือขาดทุนน้อยที่สุด

    ไม่อาจทราบได้ว่า “ปา-ติ-หาน” มีจริงหรือเปล่า แต่อยากขอบคุณที่ Ad and Art ได้ถือกำเนิดขึ้นมา และทำให้เราได้พบกันในสถานที่ที่เรียกว่าโลกศิลปะ


    ด้วยมิตรภาพ
    รักษาการแทนบรรณาธิการซึ่งลาพักร้อน




    [อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [เรื่องจากปก]


    บรรยากาศอันร่มรื่น ภายในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ยังมีกลิ่นสี และเสียงแห่งความสุข อบอวลไปทั่วบริเวณ มีคนเคยบอกเสมอ ๆ ว่า ศิลปะนี้ล่ะที่จะทำให้คนเราเข้าใจชีวิตมากขึ้น แต่นั้นก็ต้องหมายความว่า ศิลปะต้องผสานกับชีวิตของเราเข้าแล้ว

    ณ ที่แห่งนี้ ยังมีเรื่องราวในอดีต ที่ยังมีชีวิต ทุกปีเขาจะจัดงานเลี้ยงฉลองวันครบรอบวันเกิดให้กับอาจารย์ที่รักเคารพยิ่งของพวกเขา และเรียกว่านี้วัน “วันศิลป์ พีระศรี” เรากำลังพูดถึงวันเกิดของผู้ชายคนหนึ่ง ที่มีคนรักมากกกว่าคนชัง ศาสตราจารย์ คอร์ราโด เฟโรจี

    ศาสตราจารย์ คอร์ราโด เฟโรจี (Professor Corrado Feroci) หรือที่เรารู้จักในนามของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นชาวนครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เกิดเมื่อ วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ รับราชการในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งในเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้วิทยาการทางด้านศิลปะมีความกว้างไกล ทัดเทียมอารยประเทศ นายคอร์ราโดเฟโรจีได้รับภาระนั้น ในขณะที่เขามีอายุ ย่างเข้า ๓๒ เท่านั้น

    ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๕ ประเทศอิตาลียอมพ่ายแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร ชาวอิตาเลียนในประเทศไทยตกเป็นเชลย แต่รัฐบาลไทยขอควบคุมตัวศาสตราจารย์ คอร์ราโด เฟโรจี ไว้ โดยหลวงวิจิตรวาทการ ทำเรื่องขอโอนสัญชาติท่าน จากอิตาเลียนมาเป็นสัญชาติไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น "นายศิลป์ พีระศรี" ด้วยเหตุนี้ท่านจึงรอดพ้นจากการเป็นเชลยศึกในสงครามโลกครั้งนั้น

    ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี คือผู้วางรากฐานการเรียนวิชาศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย โดยก่อตั้งโรงเรียนศิลปากรแผนกช่างขึ้นและในเวลาต่อมา พระยาอนุมานราชธนดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และ ตราพระราชบัญญัติยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร มีคณะจิตรกรรมประติมากรรมเป็นคณะวิชาเดียวของมหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดสอนเพียง ๒ สาขาวิชาคือ สาขาจิตรกรรมและสาขาประติมากรรม และมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรก

    นับแต่นั้นมา ประเทศไทยก็ปรากฏผลงานศิลปกรรมไทยสากลขึ้นตามลำดับ ที่สำคัญยังทำให้เกิดการตื่นตัวในวงสังคม และสร้างศิลปินขึ้นมาใหม่ จากเวทีการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ แม้วันที่ท่านสิ้นลมหายใจไปแล้ว

    ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ รวมสิริอายุได้ ๖๙ ปี ๗ เดือน ๒๙ วันใช้ชีวิตในประเทศไทย ๓๘ ปี ๔ เดือน

    ในปีหนึ่ง คนเราให้ความสำคัญกับวันต่างๆ แล้วแต่ใครจะกำหนด ทว่าในหนึ่งวันธรรมดา มีวันที่ชาวศิลปากรต่างพร้อมใจกันระลึกถึง นั่นคือวันครบรอบวันเกิด ซึ่งเมื่อครั้งที่อาจารย์ศิลป์ยังมีชีวิตอยู่ ลูกศิลป์จะจัดขึ้นทุกปี แม้ว่าในกาลต่อมา จะไม่มีท่านอยู่แล้ว แต่ความงดงามในคำสอน และผลงานศิลปกรรมต่างๆ จะยังคงสืบชีวิตของท่านต่อไป ในนามของ ศิลป์ พีระศรี สืบไป.



    กีรติ



    [อ่าน เรื่องจากปก ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ปากกาพาไป] โดย พุ่มฮัก พานเสือ


    เราอยู่บ้าน(เช่า)หลังเดียวกัน




    บ้านหลังนี้เป็นของผัวเมียที่ใจดีที่สุดในซอย แบ่งห้องชั้นบนได้แปดห้อง ผมเช่าห้องที่แปด เกลอกอยอยู่ห้องที่เจ็ด โก๋ มาดแมนอยู่ห้องที่หก ส่วนห้องที่เหลือเป็นของสาวพาณิชย์ สาวคาราโอเกะ แม่ค้าขายส้มตำ และเด็กหนุ่มเซเว่นฯหน้าปากซอย เหลือห้องว่างอยู่หนึ่งห้อง ป้าสมศรีขึ้นป้ายไว้หน้าประตูรั้วนานนับเดือนจนซีด แต่ยังไม่มีใครมาขอเช่า

    ผมถือว่าคนอยู่บ้านหลังเดียวกันต้องเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เราจึงเอาใจใส่พวกเขาเสมอ เราพอจะเดาได้ว่าสาวพาณิชย์มีสัดส่วนเท่าไหร่ รู้ว่าสาวคาราโอเกะชอบกินเหล้ายี่ห้ออะไร รู้ว่าโก๋ มาดแมนกลับบ้านเวลาไหน รู้ว่าแม่ค้าขายส้มตำใส่ผงชูรสกี่ช้อนต่อส้มตำหนึ่งครก รู้ว่าหนุ่มเซเว่นฯเบื่อไส้กรอกซี.พี. จนแทบจะอ้วก และรู้ว่าห้องที่ว่างอยู่จะไม่มีใครมาเช่าแน่นอนจนกว่าบ้านหลังนี้จะถูกรื้อ

    ป้าสมศรีแต่งใต้ถุนบ้านให้เป็นร้านขายของชำ ผมรู้เหมือนที่แกรู้ว่าแกไม่มีทางขายสู้ร้านสะดวกซื้อได้ แต่แกก็ยังขาย หน้าบ้านมีต้นขนุนอยู่หนึ่งต้น ใต้ต้นขนุนวางแคร่ไม้ไผ่ขัดมันอยู่หนึ่งตัว ผมชอบเอาเหล้าขาวกับจานมะยมดองไปวางบนแคร่ แล้วขึ้นนั่งข้างขวดดวดเหล้าเวลาแดดร่มลมตก

    บ้านหลังนี้เป็นที่ซุกหัวนอนของผมมานานหลายปีแล้ว นับตั้งแต่เสียคนเมื่อตอนอายุสิบแปด ผมพาร่างกายอิดโรยพร้อมกับเงินติดตัวประมาณสองพันห้าร้อยบาทมามัดจำห้อง แล้วหลบโลกอยู่ใต้หลังคากระเบื้องผุ ๆ กับเสื่อผืนหมอนใบ กระทั่งได้งานเป็นคนส่งน้ำแข็งหน้าปากซอย ทำได้สามเดือนลาออกไปเป็นคนรับรถที่อาบอบนวดแถวฝั่งธนฯ แต่เงินไม่เคยเหลือเพราะผมชอบรับหมอนวดมานอนด้วยเวลาสิ้นเดือน ผมลาออกไปทำงานเป็นกระเป๋ารถเมล์ได้ระยะหนึ่ง กระทั่งเจอเกลอกอยโดยบังเอิญพร้อมกับกีตาร์ของเขา ผมแนะนำให้เขาเอากีตาร์ไปจำนำแล้วเอาเงินมาซื้อเหล้ากิน เกลอกอยเชื่อและยอมทำตาม ในที่สุดจึงเสียคนเพราะผม

    ผมเอาใจใส่เกลอกอยเป็นที่สุด เขาชอบเล่นดนตรี และเครื่องคนตรีที่เขาถนัดที่สุดก็คือกีตาร์ ตอนนี้เขาไว้ทรงผมทรงเดียวกับนักร้องนำวงโปเตโต้ ไอ้หมอนั่นชื่อปั๊บ ผมรู้เพราะเกลอกอยบอก ไม่แปลกที่เด็กวัยรุ่นจะไว้ทรงผมหรือแต่งกายเลียนแบบนักร้องที่ตนชื่นชอบ ปัดโธ่! ขนาดคนรุ่นลุงบางคนยังแต่งตัวเลียนแบบเอลวีส เพรสลีเลยนี่หว่า

    แต่แปลก...ผมชอบพี่เป้า สายัณห์ สัญญา แต่กลับไม่กล้าไว้หนวดเหมือนอย่างแก

    ผมและเกลอกอยชอบเอาใจใส่เพื่อนร่วมบ้าน เราอยากติวหนังสือให้สาวพาณิชย์คนนั้น เราอยากรับสาวคาราโอเกะมาเลี้ยงดู เราอยากให้แม่ค้าส้มตำขายได้วันละหมื่น และอยากให้ไอ้หนุ่มเซเว่นฯเรียนจบรามฯไว ๆ

    เราชอบป้าสมศรีและผัวของแก ลุงสมานแท็กซี่มิเตอร์ผู้โอบอ้อมอารี ผัวเมียคู่นี้เป็นผัวมัยคู่เดียวในซอยขี้หมาที่เรารักและชื่นชม

    แต่เราไม่รักคุณอดิศักดิ์และเมียและลูก...

    ข่าวโทรทัศน์เมื่อเช้านี้บอกว่า คุณอดิศักดิ์สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ก่อตั้งโดยกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ผมเห็นสารรูปหัวหน้าพรรคแล้วอยากอ้วก




    [อ่าน ปากกาพาไป ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [สืบศิลป์] โดย กีรติ


    ๒๕ ศตวรรษ




    พระพุทธรูป คือ ประติมากรรมรูปพระพุทธองค์ที่ชาวพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย กราบไหว้ บูชา นอกเหนือไปจากการประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรม จริยธรรม ที่ผ่านมาเราพบว่าพระพุทธรูปมีรูปแบบที่ต่างกัน ไปตามแต่ละประเทศ และแต่ละกาลเวลา แน่นอนว่าปัจจัยหลายประการส่งผลต่องานศิลปกรรมที่เรียกว่าพระพุทธรูปด้วย

    เช่นกันในศิลปะไทย ย่อมมีเอกลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นไทยไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปดูพระพุทธรูปในอดีต จะมีรูปแบบในการสร้างที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ยังคงความงามแบบอุดมคติไว้ แต่เมื่อเข้าสู่รัชกาลที่ ๙ ศิลปะวิทยาการอย่างโลกตะวันตก มีบทบาทอย่างเต็มกำลังมากกว่าเดิม มีการแสดงออกในรูปแบบของความสมจริงตามหลักกายวิภาคชัดเจนขึ้น

    พระพุทธรูปปางลีลา ที่พุทธมณฑลเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการผสมผสานการสร้างพระพุทธรูปตามขนบเดิม และวิทยาการของโลกตะวันตกได้เป็นอย่างดี พระพุทธรูปองค์นี้มีชื่อว่า "พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์"

    ในปี พ.ศ.๒๔๙๕ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคิดที่จะสร้างปูชนียสถานเพื่อเป็นพุทธบูชา เนื่องในโอกาสที่พระพุทธศาสนาจะครบ ๒๕ ศตวรรษ

    พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ เป็นพระพุทธรูปสำริด ปางลีลา น้ำหนัก ๑๗,๕๔๓ กิโลกรัม โดยแบ่งหล่อเป็นชิ้นต่างๆ ขององค์พระ รวม ๑๓๗ ชิ้น แล้วจึงนำไปประกอบกับโครงเหล็กบนฐานพระพุทธรูป สูง ๑๕.๘๗๕ เมตร (๒,๕๐๐ กระเบียด *) และเพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสที่พระพุทธศาสนาอายุครบ ๒,๕๐๐ ปี



    ซึ่งพระพุทธรูปปางลีลาองค์นี้เป็นผลงานการออกแบบของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี โดยได้แรงบันดาลใจมาจากพระพุทธรูปปางลีลาในศิลปะสุโขทัย โดยออกแบบให้มีความกลมกลึงระหว่างศิลปะแบบเก่า และวิทยาการใหม่ กลายเป็นพระพุทธรูปที่มีความถูกต้องตามหลักของกายวิภาค ครองจีวรห่มเฉียง ที่เป็นริ้วธรรมชาติ ต่างจากพระพุทธรูปของไทยแบบเดิมที่เป็นความงดงามอย่างอุดมคติ และมีจีวรริ้วประดิษฐ์

    นับว่าเป็นความผสมผสานที่ยังคงความงดงามของพุทธศิลป์ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ ถึงแม้ว่ารูปแบบของการออกแบบจะคงความเป็นมนุษย์ แต่ด้วยพุทธลักษณะที่แตกต่าง นั่นคือสัญลักษณ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สำคัญนั่นคือ พระเกตุมาลา ที่เกิดขึ้นหลังจากที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ยังคงแนวคิดอุดมคติร่วมกับสัจจนิยมนี้

    แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากกว่านั้นคือ นัยบางประการของคำสอนพระพุทธองค์ ๒๕ ศตวรรษแล้ว เราเรียนรู้อะไรจากพุทธศาสนาบ้าง อย่าให้เป็นเพียงการเรียนรู้แค่ว่า พระพุทธรูปรุ่นนี้ อยู่ในสมัยใด ช่วงพุทธศักราชใดเท่านั้น หากแต่เนื้อแท้อยู่ในพระธรรมที่ต้องลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริงนี้สำคัญที่สุด

    สมกับคำพระพุทธพจน์ที่ว่า**

    โย ธมฺมํ ปสฺสติ, โส มํ ปสฺสสติ.
    ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
    Whoever sees Dhamma, That one also sees me.



    * ๑ กระเบียดเท่ากับ ๑/๔ นิ้ว
    ** ขอขอบคุณ พระมหานภดล ปุญฺญสุวฑฺฒโก เอื้อเฟื้อคำบาลี



    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ----
    ----[ก้าวฯกวี]
    ----


    "สืบศิลป์"



    _____กราบครูศิลป์นบน้อมพีระศรี
    กราบซึ่งคุณความดี ก่องฟ้า
    ทุกหยาดเหงื่อกายพลีครูมอบ สยามนา
    ปราชญ์เอกศิลป์เสกหล้าเพริศแพร้ว หทัยสมัย
    _
    _____ศิลปะสร้างโลก เนรมิต
    เลิศค่าความวิจิตร แจ่มจ้า
    ชนใดบ่พึงพิศล้วนแผก อยู่นา
    เป็นนกบ่เห็นฟ้าย่อมสิ้น ค่าชนม์ฯ



    กวิสรา
    http://kaveesara.bloggang.com




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [DekAd] โดย Black&Pink


    โฆษณากับศิลปะ




    AE สาว: พี่...ช่วยขยายเบอร์โทรให้ใหญ่หน่อยสิ...อ๊ะๆ โลโก้ด้วย
    อาร์ตไดฯ หัวแข็ง: บ้าเหรอ จะให้ขยายให้ใหญ่เท่าลูกนิมิตเลยหรือไง
    AE สาว: ก็ลูกค้าบรีฟมาอย่างนี้นี่ ทำๆไปเหอะ (เริ่มหัวเสีย)
    อาร์ตไดฯ หัวแข็ง: ไม่ทำว้อย งาน...อย่างนี้**ไม่ปล่อยออกไปให้เสียเครดิตหรอก (ชักไม่สบอารมณ์)
    AE สาว: อย่ามาทำติสท์แตกในเวลาแบบนี้เลยน่ะพี่ ทำๆไปเหอะ จะได้จบ โฆษณานะไม่ใช่งานศิลป์
    อาร์ตไดฯ หัวแข็ง: ก็มันคิดอย่างนี้น่ะสิเลย...ตรู๊ด ตรู๊ด ตรู๊ด ตรู๊ด ตรู๊ด ตรู๊ด...(เซ็นเซอร์ห้ามออกอากาศ)

    ก็บ่อยครั้งไปครับ ที่เกิดศึกระหว่างเออี กับครีเอทีฟในเรื่องงานอาร์ต หรือบางที หากเออีเห็นดีเห็นชอบด้วย ก็อาจไปเปิดศึกถกเถียงกันกับลูกค้าแทน และส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้นประเด็น

    “โฆษณานะไม่ใช่งานศิลป์”

    เหล่าบรรดาครีเอทีฟ อาจจะนึกอยู่ในใจก็ได้ว่า “ขายของได้ด้วย งานสวยได้ด้วย” มันทำไม่ได้หรือไงกัน... โฆษณากับงานศิลปะไม่สามารถไปด้วยกันได้เลยอย่างนั้นหรือ...” คำตอบก็คือ ไปด้วยกันได้ครับ แต่ต้องอยู่ในสัดส่วนประมาณ ๗๐:๓๐ หรือไม่ก็ ๘๐:๒๐ น้อยครั้งเหลือเกินสำหรับโฆษณาที่ทำออกมาจริงๆ แล้วสัดส่วนของศิลปะ จะมากกว่าธุรกิจ เพราะต้องทำให้ไว้ก่อนเลยว่า งานโฆษณานั้น ไม่ใช่งานอาร์ตจ๋า...มันมีขอบเขตข้อจำกัดของคำว่า “ธุรกิจ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น งานโฆษณาจึงถูกจัดให้อยู่ในพวก “Commercial Art  หรือ พาณิชย์ศิลป์”

    แต่เชื่อไหมครับว่ามีบุรุษผู้หนึ่งเห็นต่าง และสามารถทำให้งาน Commercial/เชิงพาณิชย์ และ Art/ศิลป์ เป็นเรื่องเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็คือกระทาชายนาย Andy Warhol บิดาแห่ง POP ART ศิลปินที่มีอิทธิพลในศตวรรษที่ ๒๐ มากที่สุด


    Andy Warhol หรือชื่อเดิม Andrew Warhola  (ค.ศ. ๑๙๒๘ - ๑๙๘๗) เรียนจบ Commercial Art  (พาณิชย์ศิลป์) และประกอบอาชีพเป็นคนวาดภาพ(Illustrator) ในนิตยสารและในงานโฆษณาด้วยสไตล์เฉพาะตัวในการวาดรูปด้วยหมึกซึ่งเป็นสไตล์แรกๆของเขาในยุค 60’s ที่ Warhol หันมาวาดภาพสินค้าต่างๆเช่น กระป๋องซุปแคมเบล ขวดโค้ก ทัศนคติของ Warhol ที่มีต่อสินค้า และโลกของการบริโภค แตกต่างจากคนในวงการศิลปะนัก เขาเคยกล่าวว่า...


    .

    “สิ่งดีเรื่องหนึ่งของประเทศนี้ก็คือ แม้แต่คนที่รวยที่สุดในประเทศก็บริโภคของอย่างเดียวกับคนที่จนที่สุดนั่นแหละ ถ้าคุณเห็นโฆษณาโค้กคุณก็รู้ว่า ประธานาธิบดีก็ดื่มโค้ก อลิซาเบธ เทย์เลอร์ ก็ดื่มโค้ก และคุณก็ดื่มโค้กได้… โค้กก็คือโค้ก ไม่ว่าคุณจะมีเงินมากแค่ไหน คุณก็ได้โค้กแบบเดียวกับที่คนจรจัดซื้อได้นั่นแหละ”

    The Philosophy of Andy Warhol: (From A to B and Back Again), 1975


    .


    การเรียงสินค้าแบบ POP (Point of Purchase) ต้นฉบับก็มาจากเขานั่นแหล่ะครับ


    การสกรีนลายลงกระป๋องเป็นครั้งแรก ให้ผู้ซื้อได้รับรู้ว่ามีสินค้ายี่ห้อนี้อยู่นะ และแน่นอน โดดเด่นที่สุดในสมัยนั้นเลยล่ะ (ค.ศ. ๑๙๖๘)


    ก็ไม่ว่าศิลปะกับโฆษณา จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ อย่างไร…จะแบ่งสัดแบ่งส่วนกันขนาดไหน ก็ต้องทำตามหน้าที่ของมัน และสร้างสรรค์สิ่งที่ดี และมีประโยชน์ออกมาให้เราได้ชมกันต่อไปเถิดครับ








    [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [พูดพร่ำทำเพลง] โดย 'พล


    โลกส่วนตัวที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น





    - ๑ -


    ผมเป็นคนติดเพลง ติดในที่นี้เข้าถึงขั้น ลิซึ่ม มีช่วงหนึ่งที่ผมต้องเดินทางขึ้นๆลงๆระหว่างกรุงเทพฯกับจังหวัดบ้านเกิดในแทบจะทุกอาทิตย์ สิ่งที่ผมจะต้องทำในทุกๆครั้งที่เดินทางก็คือ จัดเตรียมเพลงยัดใส่ I-pod คู่ใจ ครั้งละประมาณ สิบแปดถึงยี่สิบสองเพลง แล้วแต่ความเหมาะสม เพลงแต่ละเพลงที่ถูกยัดเข้าไป ก็จะหมุนเวียนกันไปตามสภาพอารมณ์และความอยากในเวลานั้นๆ แต่ก็มีหลายเพลงที่กลายเป็นเพลง ติดเครื่อง โดยยากที่จะมีเพลงอื่นๆเข้าไปทดแทน หลังจากรถวิ่งออกจากท่าได้สักพัก ผมก็จะจัดแจงยัดเพลงทั้งหมดเข้าหูและหลบอยู่ในโลกส่วนตัวอย่างมีความสุขโดยจะขอรับรู้เรื่องราวภายในรถให้น้อยที่สุด แต่ก็มีหลายๆครั้งที่รถตู้คันที่ผมนั่ง จะหวังดีโดยการเปิดเพลงตามใจคนขับไปตลอดการเดินทาง เสียงเพลงในรถดังตีกับเสียงเพลงในหู ผมถือว่าการกระทำอย่างนี้ของคนขับเป็นการลิดรอนสิทธิในการฟังเพลง เพราะผมจะต้องอยู่กับบทเพลงที่ไม่ได้เลือกเหล่านั้น ไปอย่างน้อยก็สองถึงสามชั่วโมง


    - ๒ -


    เมื่อก่อนผมเป็นนักกีฬาตัวยง (แม้ถ้าใครมาเห็นรูปร่างตอนนี้แล้วอาจจะคิดว่าเล่น ซูโม่ อยู่ก็เถอะ) แต่ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานาทำให้ผมไม่ได้ออกกำลังกายอย่างจริง ๆ จัง ๆ มาร่วมสองปีแล้ว แต่ช่วงเดือนนี้เป็นช่วงพิเศษที่อยู่ๆ ผมก็อยากที่จะลุกขึ้นมาดูแลตัวเองอีกครั้ง และกีฬาที่คิดถึงเป็นอันดับแรกๆ ก็คือการออกวิ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่ามันง่ายที่สุดสำหรับวิธีการ อุปกรณ์ และสถานที่ในเวลานี้ วันแรกผมวิ่งได้ระยะเกือบหนึ่งกิโลเมตร ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนด้วยระยะทางขนาดนี้ผมวิ่งได้สามรอบอย่างสบายๆ แต่คราวนี้หลังจากวิ่งเสร็จ ผมก็รับรู้ได้ว่าความรู้สึกจะเป็นจะตายมันเป็นอย่างไร หลังจากวิ่งได้สามวัน อาการข้างเคียงก็แวะมาทักทาย โดยเริ่มจากการปวดขาและฝ่าเท้า ปวดจนเข้าใจความรู้สึกของผู้สูงอายุบางท่านที่ลุกก็ปวดนั่งก็ปวด วันนี้ผมจึงรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรออกวิ่ง แต่ครั้นจะนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บ้านเฉย ๆ ก็กลัวร่างกายจะไม่อยู่ตัว ผมจึงเลือกใช้เสือภูเขาคู่ใจเป็นตัวช่วย โดยถือโอกาสขี่ไปรอบ ๆ หมู่บ้านเพื่อรำลึกความหลังสมัยเด็ก ๆ ไปในตัวด้วย สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับรู้ระหว่างการขี่จักรยานก็คือ เสียงเพลงตามเราไปในทุก ๆ ที่ ผมขี่ผ่าน อากง อาม่า และลุง ๆ ป้า ๆ ที่กำลังรำไทเก็ก ผมชอบเพลงจังหวะนั้นจัง มันฟังดูผ่อนคลายชวนให้สบายใจ ไม่ไกลจากกันนัก สาว ๆ ก็กำลังสนุกสนานกับ แอโรบิค โดยมีเพลงสากลจังหวะคึกคักชวนออกแข้งออกขาเป็นตัวขับเคลื่อน ขี่ไปสักพักเสียงเพลงเพื่อชีวิตเบา ๆ ของ พี่ปู พงษ์สิทธิ์ ก็ดังมากระทบโสตประสาทการได้ยิน สงสัยจะดัง มาจากร้านอาหารแถว ๆ นี้ ผมแอบฮัมเพลงตามจังหวะดนตรีด้วย พอขี่ผ่านสนามบาสเกตบอลเก่าที่ไม่มีใครคิดจะมาเล่น ก็เห็นเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งนั่งจับกลุ่มกันร้องเพลงเล่นกีตาร์อยู่ใต้แป้นบาส เด็กพวกนั้นฝีมือไม่เบาทีเดียว แม้สายกีตาร์จะเพี้ยน ๆ ไปนิดก็เถอะ

    ผมไม่แปลกใจที่ได้ยินเสียงเพลงอยู่ทั่วไปหมดแต่ที่น่าแปลกก็คือเพลงเหล่านั้นล้วนแต่เป็นเพลงที่ผมไม่ได้เลือกที่จะฟัง แต่ทุกเพลงที่ได้ยิน กลับไพเราะและชวนให้มีอารมณ์สุนทรีย์ อย่างบอกไม่ถูก หรืออาจเป็นเพราะผมฟังเพลงเหล่านั้นโดยไร้ซึ่งอคติ การเริ่มรับอะไรอะไรก็ตามด้วยอคติ อาจทำให้ผมมองไม่เห็นสิ่งดีงามที่ซ้อนอยู่


    - ๓ -


    ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาผมนั่งอยู่ในรถตู้จุดหมายปลายทางคือกรุงเทพฯ โดยมีโลกส่วนตัวอยู่ในมือเตรียมพร้อมที่จะยัดใส่หู อยู่ ๆ เสียงเพลงในรถตู้ก็ดังขึ้น เอาอีกแล้วในใจผมคิด “ตะวันยังส่องแสง ขอเธออย่าสิ้นหวัง เอาใจเป็นพลังสร้างฝันกันต่อไป.......” ผมรู้จากคนข้าง ๆ ว่า เพลงนี้ชื่อ “ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ” ของ บิว กัลยาณี ผมเงี่ยหูฟังพร้อมกับกระชับ I-pod ที่อยู่ในมือ ก่อนที่จะจับมันยัดกลับลงไปในเป้

    วันนี้ผมจะฟังเพลงร่วมกันกับทุกคนในรถ



    'พล
    wanwilai_pol@hotmail.com




    kaawss.jpg[อ่าน อิสระวิถี ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    อัมโปะ




    ๓๗. ทุกอย่างสามารถผสานกันได้ลงตัว หากใช้ ‘ศิลปะ’ เป็นตัวเชื่อม


    ๓๘. มองว่ามีบางอย่างสวยงามเกินหาคำนิยามเมื่อมองผ่าน ‘ศิลปะ’




    [อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Coffee Brake]




    "ข้าพเจ้าทำศิลปะด้วยใจรักเลื่อมใสและจริงใจ มิได้ทำไปเพราะใยแห่งอามิส ข้าพเจ้าทำศิลปะเพื่อศึกษาค้นหาความจริงในความหมายอันเล้นลับอยู่ภายใต้สภาวะแห่งธรรม ผลงานอันเกิดจากกำลังกายกำลังความคิดและกำลังของข้าพเจ้า ขอน้อมอุทิศให้กับท่านอาจารย์ทั้งหลายของข้าพเจ้า"

    -เฟื้อ หริพิทักษ์-





    "สำหรับข้าพเจ้า ศิลปะหาใช่ความบันเทิงเริงรมย์ส่วนตัวไม่ แต่ศิลปะเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะก่อความสะเทือนอารมณ์ แก่ผู้คนในวงกว้างมากที่สุดทั้งนี้โดยการเสนอภาพชีวิตร่วมทุกแง่มุม ทั้งด้านที่แสดงความทุกข์ยากเจ็บปวด และ ความปิติเบิกบานของมนุษย์..."

    -อัลแบร์ กามู-





    kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    leafterrace.jpg[ระเบียงใบไม้] โดย ธุลิดิน


    ไอ้เตี้ย (๕)





    ๕.

    วันนั้นฉันกลับมาจากข้างนอกเห็นนังเตี้ยเดินอยู่ตัวเดียว
    ฉันมองหาไอ้เตี้ยแต่ไม่เห็นจึงทำเสียงเรียกก๊อก ๆ
    เป็นเสียงที่ใช้เรียกพวกมันมากินข้าวสารที่โปรยให้
    มีแต่นังเตี้ยที่ถลาเข้ามา
    ฉันออกเดินหา
    พบไอ้เตี้ยที่ไม่ใช่ไอ้เตี้ยกองอยู่ในพงหญ้าริมรั้ว
    ที่ว่าไม่ใช่ไอ้เตี้ยเพราะไอ้เตี้ยตอนนี้ไม่มีสภาพเดิมหลงเหลือ

    ขนที่เคยเรียบเป็นมันขลับกลับยับเยิน
    ดวงตาบวมจนปิดทั้งสองข้าง
    หงอนที่เคยแดงสดกลายเป็นสีน้ำตาลช้ำเลือดช้ำหนอง
    ไอ้เตี้ยอยู่ในสภาพงอมพระรามล่อแล่เจียนอยู่เจียนตาย
    ฉันรีบพามันไปหาลุงจิต

    ลุงจิตบอกว่า “สงสัยมันชนกับไก่ชนบ้านผู้ใหญ่”

    ถัดจากรั้วกระท่อมเป็นเขตบ้านผู้ใหญ่ชอบ
    ผู้ใหญ่เลี้ยงไก่ชนไว้หลายตัวแต่ปล่อยให้มันออกหาอาหารเอง
    ไม่ได้ประคบประงมเหมือนไก่ชนทั่วไป
    บ่อยครั้งที่พวกมันเลาะริมรั้วเข้ามาหากินแถว ๆ กระท่อม
    ไอ้เตี้ยเจอเข้าคงต่อสู้ไม่ยอมหนี
    ลุงจิตบอกว่าหากมันสู้ไม่ได้แล้ววิ่งหนีก็จะไม่สะบักสะบอมเช่นนี้
    นี่มันคงสู้สุดฤทธิ์ แต่เมื่อเทียบขนาดตัวกันแล้วไอ้เตี้ยก็ไม่ต่างจาก
    เด็กเล็ก ๆ ชกต่อยกับผู้ใหญ่ประตูชนะถูกปิดตาย
    มีก็แต่หัวใจนักสู้ของมัน

    ฉันไม่อาจทนดูสภาพไอ้เตี้ยในยามนั้น
    ด้วยคิดว่ามันไม่รอดแน่แล้ว

    ฉันฝากไว้ให้ลุงจิตช่วยรักษา
    หากไม่รอดก็แล้วไป
    กลับมาที่กระท่อมเห็นนังเตี้ยเดินจิกอาหารอยู่ตัวเดียวก็ให้นึกสงสาร
    มันสองตัวไม่เคยห่างกันทั้งกลางวันกลางคืน
    ฉันเองก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป

    สองสามวันต่อมา
    ลุงจิตเอาไอ้เตี้ยมาส่ง
    มันยังไม่ตาย
    แต่สภาพโดยรวมยังสะบักสะบอม
    หงอนยังเป็นสีช้ำเลือดช้ำหนองอย่างน่ากลัว
    ลุงจิตบอกว่า “สักพักมันก็ฟื้น”

    สักพักของลุงจิตกินเวลาร่วมเดือน
    ไอ้เตี้ยฟื้นตัวขึ้นช้า ๆ ฉันเพิ่งได้เรียนรุ้ว่า
    หงอนของไก่เป็นเครื่องบ่งบอกสุขภาพของมัน
    หงอนไอ้เตี้ยค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงตามวันเวลาที่มันค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น
    กระทั่งกลับเป็นสีแดงสดดังเดิม
    ขนกลับมาดกยาวเป็นมัน งามสง่าเป็นไอ้เตี้ยตัวเดิมอีกครั้ง

    ไอ้เตี้ยกลับมาขันทุกเช้าตอนตีสี่
    เดินจิกอาหารไปรอบ ๆ กระท่อมโดยมีนางเตี้ยภรรยาผู้ซื้อสัตย์เดินตามต้อย ๆ
    นาน ๆ ไอ้เตี้ยก็จะกระโดดขึ้นขี่หลังนังเตี้ยสักครั้ง
    ค่ำลงทั้งสองเกาะคอนอิงชิดกัน
    นังเตี้ยสอดหัวเข้าใต้ปีกไอ้เตี้ยแล้วทั้งคู่ก็หลับในท่านั้น

    (มีต่อ)


    -ธุลีดิน-

    (อ่านตอนแรกที่นี่)




    [อ่าน ระเบียงใบไม้ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [กัดกับหมา] โดย ยามักการ


    ควันมรณะ


    มันเป็นปกติวิสัยหากว่าเวลาเย็นย่ำวันไหน บรรยายกาศดูสดชื่น มีสายลมเย็นโชยแผ่วมาเป็นระลอก เวลาเย็นย่ำนั้นผมเป็นต้องออกมารับลมนอกบ้าน หากจะมีอะไรเป็นพิเศษขึ้นมาหน่อย ผมก็จะมีเบียร์กระป๋องติดมือไว้สำหรับอะไรที่เป็นพิเศษ ก็เหมือนอย่างที่คุณเคยรับทราบไปแล้วนั่นแหละ วันนี้ก็คล้ายกัน จะแตกต่างนิดหน่อยก็ตรงที่วันนี้ เป็นวันที่บรรยากาศสดชื่น มีสายลมเย็นโชยมาเป็นระยะ แต่ไม่ใช่โอกาสพิเศษ นอกบ้านจึงมีเพียงผม สายลมโชย และบรรยากาศสดใส วันนี้ผมเลิกงานและกลับถึงบ้านเร็วกว่าปกติ ทำให้ผมมีโอกาสอาบน้ำ ประแป้ง และในขณะที่พระอาทิตย์กำลังจะจมมิจมแหล่คาค้างอยู่ตรงมุมตึกสูงนู้น ผมก็ออกมานั่งรับลมและชิมรสบรรยากาศสดใส ที่นาน ๆ ครั้งผมจะรู้สึกถึงมันได้อย่างแท้จริง

    และก็เป็นปกติวิสัยอีกเช่นกันที่ตรงง่ามนิ้วระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางของผมจะมีบุหรี่ที่ปล่อยควันโชยอ้อยอิงถูกคีบค้างไว้ สายตาผมเหม่อมองแสงสีส้มที่ค่อย ๆ อ่อนแสงลง ในขณะนี้คงเหลือเพียงแสงสีส้มเข้มที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันตก ดูคล้ายพระอาทิตย์กำลังไล้เล่นเฉดสีบนท้องฟ้าให้เราดูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนละทิ้งหน้าที่ทางซีกโลกนี้เพื่อไปทำหน้าที่ต่อในซีกโลกฝากโน้น ผมอัดควันเข้าปอดและระบายควันที่ขาวหม่นออกมาเป็นทางยาว ปล่อยอารมณ์ให้พริ้วไหวและลอยละล่องเช่นเดียวกับควันบุหรี่ของผม

    “เป็นไงวันนี้เลิกงานแต่วันเชียวนะ”

    เสียงคุณยายบ้านท้ายซอยดังมาจากริมรั้ว

    “ครับ วันนี้เลิกงานไว”

    “ได้ยินข่าวไหมว่าบ้านข้างๆของเราน่ะ เขาหย่ากันแล้ว”

    “ไม่รู้เลยครับคุณยาย”

    “อะไรกันคนบ้านใกล้เรือนเคียงกันแท้ ๆ กลับไม่รู้เรื่อง บ้านยายอยู่ตั้งท้ายซอยยังรู้เรื่องก่อนเราอีก”

    ก็ผมไม่ใช่อธิบดีกรมข่าวลือควบกับกรมการกระจายเสียงอย่างยายนี่ ผมคิดในใจ

    “ยายรู้ได้ไงครับ”

    “เขาลือกันให้แซด เราไม่รู้จริงๆหรือไง”

    ผมพยักหน้า และเดินเข้าไปหาแกเพื่อที่เราจะได้คุยกันโดยที่ไม่ต้องตะโกน ผมโยนบุหรี่ทิ้งไว้ในกระถางต้นไม้หน้าบ้าน

    “ได้ข่าวว่า ผัวเขาไปมีเมียน้อย ยังเป็นนักเรียนมหา’ลัย อยู่เลยด้วยซ้ำ เมียเขาจับได้เลยขอหย่า”

    “ข่าวยายชัวร์ปล่าว” ผมเย้า

    “แน่เป็นแช่แป้งเลย “ แกยืนยันในสายข่าวของแก

    ผมเห็นท่าว่าคุณยายเจ้ากรมข่าวลือและการกระจายข่าวจะยังคงปักหลักบรรยายหลักฐานยืนยันข่าวของแกอีกนานเป็นแน่ ผมจึงควักซองบุหรี่จากกระเป๋า เคาะซองแล้วเสียบบุหรี่คาไว้ที่ริมฝีปาก อย่างน้อยก็น่าจะเป็นการตัดบทการสนทนาระหว่างผมกับคุณยายได้ ซึ่งมันก็ได้ผล คุณยายรีบขอตัวกลับบ้าน ผมจึงมีอากาศสัมผัสบรรยายที่สดใสก่อนที่พระอาทิตย์จะตก

    ผมล้วงไฟแช็กจากกระเป๋ากางเกง จุดไฟจ่อเข้าที่ปลายมวนบุหรี่ ผมอัดควันเข้าปอดอึกใหญ่แล้วพ่นควันออก ควันลอยละล่องไปตามแรงลมโชย ผมหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน ก็พอดีมีเสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง

    “หวัดดีคุณ”

    เป็นเสียงของเขาผมจำได้

    “หวัดดี” ผมขานรับ

    “นั่นคุณกำลังทำอะไร” เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

    “เดินเข้าบ้าน”

    “นั่นผมรู้แล้ว แต่ไอ้ที่คาอยู่ในปากคุณ นั่นคุณกำลังทำอะไร”

    “ผมกำลังสูบบุหรี่”

    “ดูเหมือนคุณจะยังไม่สำเหนียกอะไรเลยใช่ไหม นี่ผมดูคุณกับคุณยายมาพักนึงแล้วนะ”

    “แล้วทำไม”

    “คุณไม่เห็นคุณยายคนนั้นเขาแสดงท่าทีรังเกียจคุณบางเลยหรือไง”

    “คุณยายแกไม่ได้รังเกียจผมสักหน่อย”

    “นั่นแหละเขาเรียกว่ารังเกียจ”

    “คุณสูบบุหรี่มานานหรือยัง?”

    “สามสี่ปี หรืออาจจะห้าปีได้แล้วมั้ง”

    “เคยคิดจะเลิกไหม”

    “เคย”

    “แล้วทำไมยังสูบอยู่”

    “ก็ผมยังเลิกไม่ได้”

    “คุณรู้ไหมว่าบุหรี่มันทำให้คุณตายได้”

    “รู้”

    “แล้วคุณรู้ไหมว่าควันบุหรี่ของคุณก็ทำร้ายคนอื่นได้”

    “รู้”

    “รู้แล้วคุณจะสูบมันอยู่อีกทำไม”

    “ก็ผมยังเลิกไม่ได้นี่”

    “พูดกับคุณเหมือนสีซอให้เพื่อนผมฟัง”

    “เพื่อนคุณเป็นใคร”

    “ควาย ไอ้ควาย มันเป็นเพื่อนผม”

    “คุณมีควายเป็นเพื่อน?”

    “มันคงไม่ต่างจากการที่ผมมีคุณเป็นเพื่อนคุยหรอก”

    “ทำไมมันไม่ต่างกันล่ะ”

    “เอาล่ะคุณ ผมไม่คุยกับคุณแล้วดีกว่า ผมเหม็นควันบุหรี่”

    “ผมดับก่อนก็ได้”

    “ผมรังเกียจ”

    “คุณรังเกียจเพื่อนของคุณได้ลงเชียวหรือ”

    “ผมไม่อยากตายเพราะควันบุหรี่ของคุณ ผมไปล่ะ โอกาสหน้าหากคุยกัน ผมขออะไรคุณอย่าง คุณอย่าสูบบุหรี่ได้ไหม คุณตายผมไม่แยแส แต่ผมไม่อยากลงนรกไปเพราะผมดมควันบุหรี่จากคุณ”

    “ไม่เป็นปัญหา”

    “ผมไปล่ะ”



    ผมหันหลังกลับเดินเข้าบ้าน ควักซองบุหรี่จากกระเป๋าเสื้อ เคาะซอง เสียบมันไว้ที่ริมฝีปาก แล้วล้วงไฟแช็กออกจากกระเป๋ากางเกง จุดไฟจ่อปลายมวนเข้าใกล้เปลวไฟ

    ผมจะจุดบุหรี่มวนนี้สูบดีไหม

    คุณว่าผมควรจุดบุหรี่มวนนี้สูบดีไหม

    ผมชักลังเลเสียแล้วล่ะ



    สวัสดี.




    [อ่าน กัดกับหมา ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]








    [ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


    ชีวิตที่ไม่มีวันหยุดราชการ
    บทสัมภาษณ์ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์สันต์ สารากรบริรักษ์
    โดย สารากร
    แม่แตง เชียงใหม่
    ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙




    เวลาย่อยกลืนบางสิ่งบางอย่าง และยังถนอมรักษาบางสิ่งไว้ได้ ในหนึ่งหน้าปฏิทินที่เราท่านจ้องมองการเลื่อนไหลผ่านไปในแต่ละวันนั้น เราตอบคำถามได้ไหมว่า ได้เก็บบางสิ่งไว้เพื่อเป็นเชื้อไฟในวันข้างหน้า หรือได้ละทิ้งสิ่งใดไว้บ้าง เมื่อเปลี่ยนเดือน สิ่งที่ตกตะกอนเหล่านั้น ยังคงทำให้มุมมองของเราชัดเจนอยู่ไหม หรือกลับขุ่นหมองกว่าเดิม

    “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” เป็นถ้อยคำที่รู้จักกันในฐานะเป็นคำสอนของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร นัยแห่งความนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้มุ่งมั่นทำงานของใครต่อใครมาโดยตลอด

    รวมทั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สันต์ สารากรบริรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ ศิษย์รุ่นแรกๆของอาจารย์ศิลป์ วันนี้ท่านจะมานั่งคุยกับเราในเรื่องของการทำงานโดยไม่มีปฏิทินเป็นตัวกำหนดความเคลื่อนไหว หากแต่เป็นใจที่มุ่งมั่นทำงานอย่างโดดเดี่ยว



    สารากร• ทราบว่าอาจารย์เป็นลูกศิษย์อาจารย์ศิลป์ พีระศรีและได้ทันการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวอยากให้อาจารย์เล่าถึงช่วงเวลานั้นนิดนึงค่ะ
    สันต์• ผมเป็นลูกศิษย์ท่านตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมศิลปะ จำได้ว่า พ.ศ. ๒๔๙๕ แล้วสอบเข้าเรียนปริญญาตรีได้เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ ก็เรียนจนกระทั่งจบ แล้วก็ได้มาเป็นอาจารย์สอนอยู่ ๔ ปี พอขึ้นปีที่ ๕ ท่านก็เสีย

    สารากร• อาจารย์ใช้ชีวิตศิลปินมากี่ปีแล้วคะ แล้วแรงบันดาลใจในการทำงานของอาจารย์ที่มีมาอย่างยาวนานนี่คือะไรคะ
    สันต์• มันก็ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ ก็ร่วมๆ ๔๙ ปีแล้ว ตลอดเวลาที่ผมทำงาน ผมไม่ค่อยเบื่อนะ เพราะว่าผมทำงานศิลปะหลายประเภท มีแรงบันดาลใจรอบตัว ถ้าไม่อยากทำงานเพ้นท์ (จิตรกรรม) ก็หันไปปั้น ถ้ารู้สึกพอแล้วก็ไปแกะไม้ต่อ คือเรียกว่าถ้าเบื่อที่ทำอยู่ในเวลานั้น ก็หันไปทำอย่างอื่น เพราะตอนที่เรียน เราเรียนกันหลายอย่าง สอนให้ไม่หยุดนิ่ง พัฒนาแนวความคิดไปเรื่อย ตรงนี้ล่ะที่ทำให้ผมทำงานได้ แม้มันจะช้า แต่ผมก็ทำตลอด

    สารากร• งานชิ้นไหนคะที่สร้างชื่อให้อาจารย์
    สันต์• เป็นงานเพ้นท์ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากงานศิลปกรรมแห่งชาติ เป็นภาพเหมือนชายแก่ครึ่งตัว เวลานั้นผมเรียนอยู่ปี๔ แล้วก็ทำภาพพิมพ์ออกมาด้วยมีงานที่ชื่อว่าสังขาร งานนั้นได้เหรียญทอง เป็นภาพพิมพ์แกะไม้

    สารากร• คำสอนของอาจารย์ศิลป์ที่ว่า “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” เป็นสิ่งที่อาจารย์ใช้ในการทำงานอย่างสม่ำเสมอแบบนี้หรือเปล่าคะ
    สันต์• อืม..คำนี้นี่นะ ตอนที่ผมเรียนกับอาจารย์ศิลป์ ท่านพูดเป็นภาษาไทยเลยนะว่า “พรุ่งนี้ก็ช้าไปแล้วนาย” คำนี้สิที่ผมยังจดจำอยู่ทุกวันนี้

    คำว่าสายกับคำว่าช้านี่ต่างกันมากนะ สายไปแล้วไม่มีโอกาสเสียแล้ว สายคือตามไม่ทัน แต่ว่าช้านี่ยังสามารถเร่งได้ ความหมายมันต่างกัน ท่านพูดให้เกิดความพยายามทำอย่างขะมักเขม้น ให้รีบทำ ให้รู้สึกว่าเรายังขาด คือการศึกษาศิลปะอย่างในสากลนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทั้งจากสิ่งแวดล้อม อารมณ์ คือไม่มีวันหยุดนิ่ง ซึ่งการเรียนของบ้านเรายังขาดพื้นฐาน ของเรายังช้ากว่าเขาเยอะ ยังล้าหลังและเดินตามกันอยู่ นับวันก็ดูจะสายจริงไหม

    ในเรื่องของพื้นฐานนั้นสามารถแตกช่อออกให้ได้ มันทันกันได้ ในเรื่องพื้นฐานนี่ถึงสำคัญ ไม่มีทางสาย กับคำว่า “พรุ่งนี้ก็ช้าไปแล้ว” ที่ผมได้ยินจากอาจารย์นั้น คือท่านต้องการให้นักเรียนศึกษาพื้นฐาน ครั้งหนึ่งมีคนทำงานแบบสมัยใหม่ แบบที่เรียกว่าใหม่มาก ท่านเห็นเข้าท่านก็ติงทันที ท่านว่านายความรู้ยังไม่พอ กินยังไม่อิ่ม ยังไม่สมบูรณ์สำหรับการคิดฝัน

    สารากร• แล้วอะไรคือพื้นฐานที่เด่นชัดคะ การเรียนในห้องเรียน หรือเปล่าคะ
    สันต์• คือพื้นฐานที่ผมคิดนั้น คือ ธรรมชาติ อยากให้ศึกษาจากธรรมชาติเป็นพื้นฐานให้แน่นเสียก่อน สี แสง เงาให้จัดเจน ปัญญาเกิดได้เองเหมือนเป็นแก่นสำคัญ รูปลักษณ์ต่าง ๆ มันต้องมีพื้นฐานก่อน หนีจากสิ่งแวดล้อมไปไม่พ้น

    สารากร• เวลาทำงานของอาจารย์ เคยกะเกณฑ์ไหมคะว่า เดือนนี้จะทำเสร็จกี่รูป หรือภาพนี้จะใช้เวลากี่วัน มีขีดบอกไว้ในปฏิทินไหมคะ
    สันต์• เรื่องดูวันเดือนปี ผมดูบ่อย มันเป็นเรื่องปกติ ผมก็ดูว่าวันนี้วันอะไร มีนัดไหม แต่สำหรับการทำงาน ไม่มีกะอะไรเลย อย่างภาพบางภาพวาด ๓ ชั่วโมงเสร็จ แต่มีบางภาพเป็นงานดรออิ้งใช้เวลานานถึง ๓ ปี พยายามขีดทีละเส้นใช้หัวปากกาคอแร้งให้ลูกสาวส่งมาให้จากกรุงเทพฯ เพราะที่นี่หายาก พอวาดแล้วดูเหมือนภาพพิมพ์อีชชิ่ง เป็นบางคนเลิกไปแล้ว แต่ผมยังเก็บไว้ ยังทำอยู่ บางวันก็หล่อรูปปั้นได้ ผมไม่อยากกะว่าต้องได้เท่านั้นเท่านี้

    สารากร• ในหนึ่งปี จะมีช่วงเวลาไหนบ้างคะที่อาจารย์คิดว่า ทำงานออกมาได้มากที่สุด
    สันต์• เป็นช่วงหน้าหนาว ผมชอบหน้าหนาวมากทำงานแล้วเพลิน หน้าฝนนี่ทำอะไรไม่ค่อยสะดวก

    สารากร• ตั้งแต่อาจารย์ย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ พอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหมคะ กับเวลาที่ผ่านมาหลายปีแบบนี้ มีผลต่อการทำงานบ้างไหมคะ
    สันต์• ผมย้ายขึ้นมาอยู่ที่นี่เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๓๒ ตอนนั้นคนยังไม่ย้ายมามากขนาดนี้ เวลานี้ในเมืองก็มีคนหนาแน่นขึ้น มีห้างขึ้นมากกว่าเดิม มันก็มีผลต่อการทำงานบ้าง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมาก ผมก็ยังทำงานของผมต่อไป

    สารากร• ทำให้อาจารย์ขาดความเป็นส่วนตัวบ้างไหมคะ
    สันต์• ผมคิดว่าความเป็นส่วนตัวมีอยู่ภายในนะ

    สารากร• อยากให้อาจารย์ฝากข้อคิดในการทำงานสักนิดค่ะ
    สันต์• ก็อย่างที่บอกนะว่าในการทำงาน เราอาจช้าบ้าง ...ช้าได้ แต่อย่าหยุดทำ ถ้าหยุด จะทำให้หมดกำลังใจ แล้วตาย....จบไปในที่สุด คนที่ออกวิ่งไปก่อน ออกแรงวิ่งไปก่อน อาจเหนื่อยกลางทางเพราะพื้นฐานไม่ดี อาจแพ้คนที่วิ่งสม่ำเสมอ ออกตัวช้ากว่า แต่แรงไม่ตก ก็สามารถไปได้ไกล ชนะคนที่วิ่งไปเร็วก่อนหน้าได้ในที่สุด

    หลังจากที่นั่งพูดคุยกับอาจารย์ได้สักพัก ก็ต้องขอตัวลา เพราะช่วงสายอาจารย์จะเข้าไปหล่องานชิ้นใหม่แล้ว อาจารย์กำลังสะสมงานไว้จัดแสดงในปี พ.ศ.๒๕๕๑ นี่เองอาจเป็นเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้ในปฏิทิน ในระหว่างนี้ก็เป็นการทำงานอย่างไม่มีวันหยุดราชการของอาจารย์สันต์ ผู้ยึดมั่นต่อคำสอน บนเส้นทางศิลปินและวันเวลาบนหน้าปฏิทิน ไม่อาจกะเกณฑ์อะไรเขาได้ เขารู้เพียงว่า “พรุ่งนี้ก็ช้าเสียแล้ว” และอาจารย์ศิลป์ที่เคารพ และระลึกถึงเสมอแม้ล่วงลับไปแล้ว กับคำพูดที่ว่า “ถ้าฉันตาย นายนึกถึงฉัน นายรักฉัน นายไม่ต้องทำอะไร ... นายทำงาน”


    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]


    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Book Review] โดย (...)


    สารนิพนธ์พุทธทาสภิกขุ
    ว่าด้วย ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ



    ชีวิตเป็นศิลป์

    ชีวิต คือ การดำรงชีวิต
    เป็นศิลป์ คือ ต้องการความรู้และความพากเพียร
    มิไช่ปล่อยให้ขึ้นเองอย่างหญ้าบอน

    -พุทธทาสภิกขุ-

    ...


    ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในวันแดดจัด (จัดว่าร้อนมาก) ข้าพเจ้าเดินหลบความร้อนเข้าไปในหอศิลป์แห่งหนึ่ง เป็นอาคารขนาดสี่ห้าชั้นใจกลางเมือง เจ้าหน้าที่ต้อนรับยิ้มแย้มชวนคุยราวกับว่านานๆจะมีคนผ่านเข้ามาสักที ภายในอาคารใหญ่กว้างสว่างด้วยไฟหลอด แบ่งงานแสดงเป็นสองส่วน ส่วนชั่วคราวและถาวร ณ.วันนั้นไม่มีงานแสดงชั่วคราว ข้าพเจ้าเดินขึ้นไปด้านบนเป็นส่วนจัดแสดงงานถาวร

    เป็นหนแรกที่ข้าพเจ้ามีโอกาสสัมผัสภาพเขียนงานเขียนที่มีขนาดใหญ่กว่ากระดาษเอสี่หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ เฟรมภาพเขียนขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างเรียงสลับกันไป เป็นชิ้นงานของศิลปินหลายๆคน หลายภาพเป็นรูปวาดเชิงพุทธศิลป์ บางภาพเป็นงานกราฟฟิก มีเส้นสายไม่กี่เส้นแต่มีคำอธิบายใต้ภายยาวกว่าเส้นที่อยู่ในเฟรมสีขาวเสียอีก มีเพียงภาพเดียวที่คล้ายมีมือวิเศษจูงจับร่างข้าพเจ้าให้เดินเข้าไปหาอย่างไม่รีรอ

    ภาพที่เห็นเป็นภาพ "ใต้ถุนบ้าน" เป็นใต้ถุนบ้านเรือนไม้สีเข้ม อุปกรณ์ประกอบการงานเกษตรวางเรียงราย แสงแดดอ่อนๆ ทอฉายช้อนเข้ามาในพื้นที่ ดินสีดำชื้นถูกแบ่งเป็นสองสีตามช่องตามจังหวะที่แสงผ่านเข้ามา ในกระบุงมีข้าวเปลือกสีเหลืองพูน เมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์มองไปแล้วเป็นสีทองอร่าม ดินดำให้ความรู้สึกเย็น ลำแดดสร้างความรู้สึกอบอุ่น

    ด้วยความใหญ่ของภาพ ทำให้เมื่อยื่นอยู่ตรงหน้านั้นมีความรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายและจิตใจข้าพเจ้าได้เป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นไปแล้ว ข้าพเจ้าลืมไปขณะหนึ่งว่าตัวเองอยู่ในเมือง เมืองที่ถนนคอนกรีตสีดำเป็นที่บรรจุความเครียดของคนทั้งเมือง ท้องฟ้าที่มีแต่เสาก้างปลาและสายไฟ

    คล้ายโดนดูดเข้าไปข้างใน เมื่อมองจ้องให้ใกล้เข้าไปอีก ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นเกิดจากการแต้มสีเป็นเม็ดเล็กๆ เล็กกว่าเม็ดข้าวเสียด้วยซ้ำ เมื่อรู้สึกตัวอีกที ข้าพเจ้าให้นึกถึงบางบทบางตอนหนึ่งของหนังสือเล่มที่ข้าพเจ้าเคยผ่านตา


    นับตั้งแต่ยุคพุทธกาลมาเลย จนกระทั่งเดี้ยวนี้วรรณกรรมหรือศิลปกรรมก็ตาม ล้วนแต่มุ่งหมายความงามที่บริสุทธิ์ วรรณกรรมก็มุ่งหมายความงามของทางวรรณคดี สามารถที่จะจับจิตใจของคนให้ลืมความเห็นแก่ตัวได้อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง; ศิลปก็เหมือนกันความงามนั้นมุ่งหมายจะให้จับใจคน จนถึงกับลืมความเห็นแก่ตัวตนเสียได้ จูงใจบุคคลไปได้ ไปในทางที่จะให้สูงขึ้น ถ้าสูงขึ้นก็หมายความว่าไม่เห็นแก่ตัว คือละ selfishness (ความเห็นแก่ตัว) เสียได้ตามควร


    ในยุคสมัยที่ศิลปะถูกตีคุณค่าด้วยเงินตราและความบ้าตัวตนของศิลปิน คนเดินดินธรรมดาอย่างข้าพเจ้าจะมองหาคุณค่าของศิลปะที่แท้จากอะไร?? มิใช่ประโยคคำถามหากเป็นเพียงแค่ประโยคบ่นเล่าก็เท่านั้น




      ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ
      สารนิพนธ์พุทธทาสภิกขุ
      ว่าด้วย ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ
      สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ
      พิมพ์ครั้งแรก กรกฏาคม ๒๕๔๗
      ๒๘๘ หน้า

    สารนิพนธ์ชุดนี้เป็นการรวมงานเขียนของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ซึ่งว่าด้วยเรื่องศิลปะ ดนตรี กวีและศาสนา โดยให้ให้ความหมายของคำว่าศิลปะกว้างออกไปถึงระดับการกระทำและจิตใจของผู้สร้างงานศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นสายวรรณกรรม สายดนตรี จิตกรรมและปฏิมากรรม เนื้อหาแบ่งออกเป็น ห้าส่วนหัวข้อใหญ่ ๆ


    ๑. กวีนิพนธ์(บทนำ) : เกริ่นถึงความหมายของศิลปะ
    ๒. ศิลปะดนตรี : ว่าด้วยเรื่องของ"สื่อ" ทั้งภาพและเสียง(ดนตรี) ที่มีผลต่อสังคมวัฒนธรรม
    ๓. วรรณคดีศาสนา : ว่าด้วยเรื่องภาษาวรรณกรรม ปรัชญา อักษรศาสตร์
    ๔. ภาษาศิลปะ วรรณกรรม : วรรณกรรมเพื่อจิตวิญญาณ
    ๕. ศาสนา วรรณกรรม ศิลปะ : ความด้วยเรื่องความพ้น หลุดพ้นด้วยธรรม

    หากแต่ส่วนที่เน้นหนักถึงหน้าที่และคุณค่าของศิลปะจะอยู่ในหมวดของ "ศิลปะดนตรี" และ "วรรณกรรมศาสนา" โดยท่านได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของขั้นตอนการผลิตงานศิลปะและผลผลิตที่ออกมาว่า


    -ชีวิต ศิลปะ บทกวี-

    คำว่าศิลป์ ไม่หมายเพียงแต่วัตถุอย่างเดียว ทางนามธรรมก็ได้ ความคิดนึก การเสกสรรค์ การประดิษฐ์ในทางจิตใจก็เป็นศิลป์ได้ เพราะฉะนั้นศิลปะในพุทธศาสนาที่แท้จริง มันคือศิลปะแห่งการเป็นคน ให้น่าดูที่สุด ให้งดงาม

    เพราะศิลป์นั้น เรามีความหมายตรงที่ ความงาม ความดึงดูดใจด้วยความงาม จูงผู้อื่นให้ทำความดี โดยอาศัยความงามของศิลปะนั้น

    ทีนี้พระพุทธศาสนามีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในเบื้องปลาย อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านว่าเอง ไม่ใช่เราต้องว่า งามเบื้องต้นหมายถึงการเรียน งามท่ามกลางหมายถึงการปฏิบัติ งามเบื้องปลายหมายถึงการได้รับผลของการปฏิบัติ อย่างนี้

    หรือว่า ศีล งามในเบื้องต้น สมาธิ งามในท่ามกลาง ปัญญา งามในเบื้องปลาย ; แล้วแต่จะเรียก


    ...


    ในความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าต่อหนังสือเล่มนี้ เห็นว่าหากผู้ใดก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างงานศิลปะหรือสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กวี วรรณกรรม หรือภาพวาด อยากให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู แล้วลองนึกย้อนมองสิ่งต่างๆที่เคยกระทำผ่านมาว่าได้คงค่าอยู่ในความหมายความงดงามของความประสงค์แห่งศิลปะหรือไม่ การปฏิรูปสื่อก็ดี การสืบสานวัฒนธรรมก็ดี ที่ผ่านมาได้ลองตรองคิดถึงความหมายโดยแท้ของศิลปะแล้วหรือไม่

    กลับมาที่ห้องแสดงงาน

    ภาพที่ข้าพเจ้ายืนมองอยู่นั้น เป็นลักษณะการเขียนภาพแบบค่อยๆแต้มจุดสีทีละจุดทีละจุด มิได้เป็นการทาแบบปาดละเลง ทีละจุดทีละสี ภาพที่ใหญ่ขนาดนี้ นอกจากความสามารถในเชิงศิลป์แล้ว คงต้องอาศัยความเยือกเย็น ความอดทน ความอบอุ่น จึงสามารถถ่ายทอดภาพเช่นนี้ออกมาได้ เมื่อหลับตาแล นึกถึงภาพนั้นทีไร ความรู้สึกที่ได้ก็ยังคงไม่จางหายไปเลย

    จุดเล็กๆก็รวมตัวกันเป็นภาพใหญ่ได้ แถมเป็นภาพใหญ่ที่งดงามเสียด้วยสิ

    ข้าพเจ้าคิดไปขณะเดินดูภาพอื่นๆที่เหลือ


    พวกเราเป็นนักเขียนหนังสือ เป็นนักทำงานศิลปะทางด้านภาษา ผมอยากจะฝากเรื่องจิตสำนึกเหล่านี้ว่า พวกเรามีครบถ้วนหรือไม่ ผมเคยพูดไว้ว่าคนเขียนหนังสือหรือคนทำงานทางด้านศิลปะนี้เป็นผู้ดูแลความรู้สึกของสังคม เป็นผู้ดูแลความรู้สึกของผู้คนในสังคม

    -อาวุธกวี ตัดตอนอัตตา พัฒนาสำนึก-
    โดย อาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์


    ด้วยมิตรภาพเช่นเคยขอรับ




    [อ่าน Book Review ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]









    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com



    2007-09-15 01:15:22/

     


    คาใจ
    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย คาใจ   เมื่อ: 2007-09-15 01:25:37
    อ่านยังไม่จบดีนะคะแต่ว่าสะดุด
    อัลเเบร์ กามู เสียก่อน

    "สำหรับข้าพเจ้า ศิลปะหาใช่ความบันเทิงเริงรมย์ส่วนตัวไม่ แต่ศิลปะเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะก่อความสะเทือนอารมณ์ แก่ผู้คนในวงกว้างมากที่สุดทั้งนี้โดยการเสนอภาพชีวิตร่วมทุกแง่มุม ทั้งด้านที่แสดงความทุกข์ยากเจ็บปวด และ ความปิติเบิกบานของมนุษย์..."

    เป็นโรคแพ้ อัลเเบร์ กามู
    ชอบความคิดเขาจริงๆ ต้องตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือเขาให้จบอีกสักเล่มดีกว่า

     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-09-15 08:33:45
    พี่ว่า การ์มูน่ารัก
     


    วินทร์ เลียววาริณ
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย วินทร์ เลียววาริณ   เมื่อ: 2007-09-15 08:46:33
    เนื้อหาแน่นดีครับ
     


    ส้มลิ้ม
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย ส้มลิ้ม   เมื่อ: 2007-09-15 15:41:40
    วิ๊ว..ว..ว..



    อาจารย์ศิลป์ของเราขึ้นปกซะด้วย...
     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-09-15 16:40:34
    ได้รู้จักชื่อเสียงของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เมื่อครั้งยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ปี 2 ประมาณปี 2540 จากการบอกเล่าของน้องสาวซึ่งเข้าไปเป็นนักศึกษาคนหนึ่งของรั้วศิลปากร

    น้องสาวร้องเพลง Santa Lucia ให้ได้ยินบ่อย ๆ ค่ะ แต่ที่ประทับอยู่ในใจไม่เคยลืมเลือนก็คือคำกล่าวของท่านที่ว่า " ศิลปะยาวนาน ชีวิตสั้น "

    ศิลปะหนึ่งที่ตัวเองคิดว่ามีความงดงาม มองดูได้อย่างยาวนานโดยที่ไม่เบื่อ คือความงามของพะพุทธรูป ไม่ว่ายุคสมัยใดจวบจนมาถึงปัจจุบัน ความงดงามนั้นก็ไม่เสื่อมคลาย...


    ขอบคุณเนื้อหาในก้าวรอก้าวฉบับนี้นะคะ ที่ทำให้ได้รู้จักศิลปะและท่านศาสตราจารย์ศิลป์เพิ่มขึ้นค่ะ
     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-09-15 16:53:47
    พะพุทธรูป ขอเปลี่ยนเป็น " พระพุทธรูป " ค่ะ พิมพ์ผิดค่ะ
     


    popo
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย popo    เมื่อ: 2007-09-15 17:24:48
    ว่าแต่คมคำ-คมความหายไปไหนหรือคะในฉบับนี้?
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-09-15 21:36:29
    ดีใจพี่วินทร์มาอ่าน
     


    รักษาการ บก.
    ความเห็นที่ 9

     
      ตอบโดย รักษาการ บก.   เมื่อ: 2007-09-16 02:37:20
    ตอบคุณ popo นะครับ

    ท่านเลขาหญ่ายยยแกเบลอ แกบอกว่ามีคำคมในสต๊อกหลายชุด จึงไม่มีใครส่งคำคมใหม่ๆไปให้แกพิจารณา

    ที่ไหนได้ ปรากฏว่าหมด(มั้ง?) ฉบับนี้จึงไม่มี

    ขอบคุณที่ช่วยทักท้วง นับว่าผู้อ่านของเราเอาใจใส่น่ารักและน่าประทับใจ
    ขอบคุณจริงๆครับ
     


    วนิดา(ฯมปากกา)
    ความเห็นที่ 10

     
      ตอบโดย วนิดา(ฯมปากกา)   เมื่อ: 2007-09-17 19:46:25
    ครั้งหน้าเดือนตุลา กะว่าจะส่งบทความมาให้พิจารณา เกี่ยวกับการเมืองครับ แต่ตอนนี้ต้องแข่งกับเวลาอยู่ กลัวไม่ทันกำหนด

     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   a6cc932
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)