ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๒๐.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๒๐.-
 เมื่อ: 2007-10-01 18:52:07 
----
----ก้าวฯที่๒๐
----




Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








-
----มีอะไรในเล่ม :
-



  • คมคำ-คมความ

  • เรื่องจากปก : [หนุงหนิง] วันผู้สูงอายุโลก

  • สืบศิลป์ : [กีรติ] ประทับนั่งที่แตกต่าง ในพระพุทธรูป

  • ก้าวฯกวี : [กวิสรา] "วาระของลูก และวาระของแม่"

  • DekAd. : [Black&Pink] อยากสวยอยากหล่อ

  • พูดพร่ำทำเพลง : ['พล] การเปลี่ยนแปลง

  • ๑๐๐ รูปแบบแนวคิดการใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] ตอนที่ ๓๙ และ ๔๐

  • ระเบียงใบไม้ : [ธุลีดิน] ไอ้เตี้ย (จบ)

  • กัดกับหมา : [ยามักการ] ราคาของความตาย

  • ก้าวต่อก้าว : [สารากร] ถนนสายเก่าที่ลาดยางมะตอยสีชมพู

  • Book Review : [(...)]เด็ก ๒๐๐ ปี










  • [คมคำ-คมความ]



    "ข้าพเจ้ามุ่งหมายที่จะแสวงหนทางช่วยรักษา และร่วมสร้างความประนีประนอมในมนุษยชาติด้วยงานสร้างสรรค์ ซึ่งสร้างขึ้นด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และด้วยมนุษยธรรม"


    เคนซาบุโร โอเอะ
    โนเบลสาขาวรรณกรรม ค.ศ. ๑๙๙๔





    [อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [เรื่องจากปก]


    วันผู้สูงอายุโลก




    “แก่” คำเดียวสั้น ๆ แต่มีความหมายแทงใจดำใครหลาย ๆ คน ทั้ง ๆ ที่ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ล้วนเป็นธรรมดาของสัตว์โลก ไม่มีใครหนีพ้น ไม่ช้าก็เร็วต้องมาถึง (เว้นเสียแต่ตายก่อนวัยอันควร เลยไม่ทันได้แก่)

    สาว(แก่)บางคนอาจร้องกรี๊ดทันทีที่เห็นอีกาแอบมาฝากรอยเท้าไว้บนใบหน้า หรือไม่ก็เห็นเรือนผมที่เคยดกดำเงางามมีสีขาวแทรกแซม หรือบางคนอาจมีปมด้อยตั้งแต่เด็กที่เกิดมาหน้าแก่

    ทำไมคนถึงกลัวแก่กันนัก? ความแก่เป็นสิ่งเลวร้ายเช่นนั้นหรือ ?

    เมื่อพูดถึงความแก่ หลาย ๆ คนคงนึกถึงภาพผิวหนังเหี่ยวย่นตกกระ เนื้อเหลวหย่อนยาน ผมหงอก ใส่ฟันปลอม หูตึง ดวงตาฝ้าฟาง ฯลฯ ผู้ชายบางคนอาจนึกเลยเถิดไปถึงเสียงปี๊บที่ดังแผ่วลงตามสังขารที่ร่วงโรย

    ถ้า “ความแก่” ให้ภาพที่ไม่เจริญหูเจริญตาเช่นนี้ แล้วถ้าพูดถึง “คนแก่” ล่ะคุณนึกถึงอะไร?

    รายการโทรทัศน์หลาย ๆ ช่องนำเสนอภาพชีวิตของคนวัยชราที่ถูกลูกหลานทอดทิ้ง ให้เผชิญความเปลี่ยวเหงาและความยากลำบากแต่เพียงลำพัง ซ้ำร้ายลูกบางคนทอดทิ้งเขาเหล่านั้นไว้ยังไม่พอ ยังนำหน่อเนื้อเชื้อไขไปฝากเลี้ยง และไม่เคยกลับมาดูดำดูดี ภาพชีวิตยายหลานที่หาเลี้ยงปากท้องพอประทังชีวิตไปวัน ๆ ในกระท่อมโกโรโกโสยังมีให้เห็นทั่วไป

    คงไม่อาจชี้ชัดลงไปได้ว่าคนชราเหล่านั้นถูกทอดทิ้งด้วยสาเหตุอันใด เพราะปัญหาสังคมล้วนสลับซับซ้อน เกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ ปัญหาทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบถึงปัญหาครอบครัว การที่พ่อแม่อยู่ในสภาวะปากกัดตีนถีบ ไม่มีเวลาอบรมเลี้ยงดูให้ความรักความเอาใจใส่ต่อบุตรหลาน อาจทำให้เด็กเหล่านี้มีภูมิคุ้มกันและภูมิต้านทานต่อปัญหาสังคมต่าง ๆ บกพร่อง เมื่อไม่มีความรักความผูกพันใกล้ชิด กอรปกับปัญหาศีลธรรมเสื่อมโทรม การทอดทิ้งผู้ให้กำเนิดย่อมเกิดขึ้นได้โดยง่าย

    นอกจากปัญหาสังคมต่างๆ แล้ว ในอนาคตโครงสร้างทางด้านประชากรน่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนชราถูกทอดทิ้งมากขึ้น ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขทำให้มนุษย์มีอายุขัยโดยเฉลี่ยสูงขึ้น นั่นย่อมหมายถึงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันความสำเร็จในการคุมกำเนิดและวิถีชีวิตแบบเมืองทำให้อัตราการเกิดลดน้อยลง เด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมาย่อมมีภาระในการเลี้ยงดูคนวัยชราในสัดส่วนที่มากขึ้นกว่าเดิม

    มนุษย์เมื่อแก่ตัวลงเหมือนต้องกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แต่คำว่า “เด็ก” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง เด็กตัวเล็ก ๆ ที่วิ่งเล่นซุกซน แต่หมายถึงบุคคลที่ต้องการการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไม่ต่างจากเด็ก

    ด้วยสังขารที่ร่วงโรย อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของคนวัยชราจึงทำงานไม่มีประสิทธิภาพ โรคภัยเริ่มรุมเร้า อิริยาบถต่าง ๆ ทำได้อย่างยากลำบาก ต้องอาศัยบุตรหลานในการช่วยเหลือดูแล เช่น ป้อนข้าวป้อนน้ำ ช่วยพยุงขณะเดิน ฯลฯ ส่วนทางด้านจิตใจ เนื่องจากคนในวัยนี้ส่วนใหญ่มักอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปพบปะสมาคมและทำกิจกรรมนอกบ้าน จึงทำให้รู้สึกเปลี่ยวเหงา และต้องการความรักความเอาใจใส่จากบุตรหลานมากเป็นพิเศษ

    พ่อแม่เลี้ยงลูกสิบคนได้ แต่ลูกสิบคนกลับเลี้ยงพ่อแม่ไม่ได้ เป็นอีกประโยคหนึ่งซึ่งสะท้อนถึงสภาพสังคมปัจจุบัน กว่าที่คนเราจะเติบโตขึ้นมาจนถึงวัยช่วยเหลือตัวเอง ทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูเรามาเป็นระยะเวลาไม่ใช่น้อย บางคนสิบปียี่สิบปี บางคน (เรียนจบแล้วไม่ยอมทำงาน ขอเรียนต่อจนปริญญาบัตรเต็มฝาบ้าน) อาจถึงสามสิบสี่สิบปี ในขณะที่บั้นปลายชีวิตของพวกท่านจะอยู่หรือไปวันใดไม่มีใครรู้ เรากลับละเลยเพิกเฉย จนกระทั่งถึงวันที่พวกท่านจากไป จึงทำได้แต่ร้องไห้เสียใจ เพราะยังไม่ได้ทดแทนพระคุณ

    สิ่งของยังต้องการการดูแลเอาใจใส่ เช่น รถยนต์ เราต่อประกันรถตรงเวลา เช็คลมยาง เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ผ้าเบรค เมื่อรถเสีย เราเอาเข้าอู่ซ่อม แล้วกับผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาซึ่งมีทั้งชีวิตและวิญญาณ เราดูแลเอาใจใส่ท่านแค่ไหน? ถึงวันนี้คุณทำอะไรเพื่อท่านแล้วหรือยัง?



    หนุงหนิง




    [อ่าน เรื่องจากปก ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [สืบศิลป์] โดย กีรติ


    ประทับนั่งที่แตกต่าง ในพระพุทธรูป




    แม้จะไม่เป็นที่คุ้นตามากนัก สำหรับพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท อีกทั้งในปัจจุบันพระพุทธรูปที่เราพบส่วนมากจะเป็นประทับนั่งขัดสมาธิ อาจเป็นการนั่งขัดสมาธิราบ หรือขัดสมาธิเพชรก็ตาม แต่ในความเป็นจริงนั้นพบว่า พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทนั้นปรากฏมาแล้วตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ภายใต้อารยธรรมทวารวดี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทนั้นเห็นจะมีความเด่นชัด และรุ่งเรืองที่สุดก็ว่าได้ ดังปรากฏพระพุทธรูปปางแสดงธรรมซึ่งปัจจุบันประดิษฐาน ณ บริเวณลานประทักษิณด้านทิศใต้ของพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งตามประวัติแล้วพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวได้ขุดค้นพบที่วัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาททั้งสองลงบนฐานซึ่งทำเป็น กลีบบัวบานรองรับ (ภัทรอาสน์ หรือภัทราสนะ) พระหัตถ์ซ้ายของพระพุทธรูปวางหงายอยู่เหนือพระเพลาซ้าย พระหัตถ์ขวายกอยู่ในระดับพระอุระ หันฝ่าพระหัตถ์ออก ปลายพระอังคุฐ กับพระดรรชนี (คือ ปลายนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้) งอโค้งจดกันส่วนอีก 3 นิ้วพระหัตถ์กางออก นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปที่มีลักษณะและขนาดที่ใกล้เคียงกันอีก รวมแล้ว ๕ องค์ด้วยกันคือ


      ๑. พระพุทธรูปศิลาขาว ประดิษฐานภายในพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา
      ๒. พระพุทธรูปศิลาขาว ประดิษฐานภายในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ
      ๓. พระพุทธนรเชษฐ์ เศวตอัศมมัยมุนี ศรีทวารวดีปูชนียบพิตร ประดิษฐาน ณ ชั้นลดด้านทิศใต้องค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
      ๔. พระพุทธรูปศิลาขาว ประดิษฐานเป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จ.นครปฐม
      ๕. พระพุทธรูปศิลาเขียว ประดิษฐานภายในวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ จ.พระนครศรีอยุธยา


    เมื่อศึกษารูปแบบที่ปรากฏทำให้เข้าใจได้ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงเวลาที่อารยธรรมทวารวดีได้รับรูปแบบทางด้านศิลปกรรมมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นศาสนาพุทธเถรวาทได้เข้ามาเผยแผ่ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทยในปัจจุบันแล้ว ในประเทศอินเดียเองปรากฏพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทมาแล้ว แต่เด่นชัดในช่วงของศิลปะแบบคุปตะ จึงพอ จะทำให้สามารถตอบคำถามได้ว่า รูปแบบที่พบในประเทศไทยนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดีย เช่นกันกับการรับรูปแบบต่างๆ ในศิลปะอินเดียแบบคุปตะนั่นเอง

    พระพุทธรูปที่ค้นพบทั้งหมดนั้น มีขนาดใหญ่และใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและ ความนิยมในช่วงเวลานั้น ถึงแม้ว่าจากรายงานการขุดค้นจะกล่าวไว้ว่าพบบางส่วนแล้วประกอบขึ้นมาใหม่ ทำให้พระพุทธรูปแต่ละองค์มิได้มีความสมบูรณ์มาตั้งแต่แรกสร้าง แต่ถึงกระนั้นรูปแบบต่างๆ ที่เป็นทวารวดียังคงปรากฏอยู่ อาทิ พระพักตร์ที่มีพระเนตรโปน พระนาสิกแบน พระโอษฐ์หนา พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา อีกทั้งได้เปลี่ยนรูปแบบการแสดงธรรมจักรมุทธา (ปางปฐมเทศนา) จากอินเดียมาเป็นวิตรรกะมุทธา (ปางแสดงธรรม) อีกด้วย

    นอกจากนี้ พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทอีกองค์หนึ่งซึ่งมีความน่าสนใจคือ หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี ตามประวัติที่กล่าวกันว่ามีการสร้างมาก่อนแล้ว ต่อมาได้รับการบูรณะในภายหลังช่วงรัชกาลที่ ๓ ทำให้รูปแบบของพระพุทธรูปมีลักษณะผสมผสานกันของศิลปะแบบอยุธยากับศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ อีกทั้งการแสดงปางป่าเลไลยก์ก็เช่นกันเป็นการแสดงให้ทราบว่าเป็นงานบูรณะขึ้นมาใหม่ ซึ่งเมื่อแรกสร้างอาจมิได้แสดงปางนี้ก็ได้ เนื่องจากในสมัยก่อนหน้านั้นไม่ปรากฎพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่แสดงปางเลไลยก์ ซึ่งเป็นปางที่รวบรวมขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์

    อย่างไรก็ดี การรับอิทธิพลรูปแบบของพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทจากอินเดียนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ในส่วนรายละ เอียดบางอย่างพบว่ามีความแตกต่างออกไปจากอินเดียเช่นกัน ได้แก่ การแสดงมุทธา ในศิลปะแบบคุปตะจะแสดงธรรมจักรมุทธา และสำหรับพระพุทธรูปที่พบในประเทศไทย จะแสดงวิตรรกะมุทธา ในเรื่องนี้เป็นข้อสันนิษฐานถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบที่รับมาจากอินเดียให้มีความแตกต่าง มีลักษณะเฉพาะในอารยธรรมทวารวดี สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุด อีกทั้งยังสามารถจำแนกที่มาได้เป็นอย่างดี นั่นคือพระพักตร์ ซึ่งรูปแบบจากอินเดียได้จางหายไปอย่างมากมายแล้ว เห็นจะเป็นลักษณะแบบท้องถิ่นซึ่งยังปรากฏรูปลักษณะดังกล่าวในพระพุทธรูป หรือประติมากรรมชิ้นอื่นๆในอารยธรรมทวารวดีเช่นกัน




    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ----
    ----[ก้าวฯกวี]
    ----


    "วาระของลูก และวาระของแม่"



    วัยเยาว์เจ้าขี่จักรยานตุ๊กตาหน้าหวาน ของเล่นเจ้า
    ขี่อวดแม่ให้รู้ว่าเก่งไม่เบาพอล้มเจ็บหัวเข่าเจ้างอแง
    .
    วิ่งมาหาพร้อมน้ำตาหยาดใสใสเสียงสะอื้นร่ำไห้ กอดเอวแม่
    ให้แม่เป่าให้แม่จูบลูบดูแลและเหมือนแผลเจ้าหายได้ทันใจ
    .
    ข้าวทุกคำต้องย้ำให้แม่ป้อนทั้งที่เจ้าจับช้อนกินเองได้
    ก่อนนอนขอฟังนิทาน แม่เล่าไป เรื่องแม่ไก่กับลูกไก่กลายเป็นดาว
    .
    เจ้าถามแม่กี่คำถามเจ้ารู้ไหมความสงสัยของเจ้ามากเกินกล่าว
    โลกกว้างขึ้นทุกวันพันเรื่องราวซึ่งเจ้าก็จะก้าวพ้นเยาว์วัย
    .
    ถึงเวลาเจ้าเดินออกจากบ้านลืมสิ้นจักรยานวันขี่ได้
    ตุ๊กตาลืมว่าชื่ออะไร มีแต่ใจของเจ้าดวงเสรี
    .
    ณ บ้านเก่าที่เจ้าเติบโตมาแม่ชรานั่งอยู่บนเก้าอี้
    ตาฝ้าฟางมองเห็นไม่ค่อยดีดวงตาที่รอวันปิดเปลือกตา
    .
    ช่วงชีวิตของแม่มอบให้เจ้าฟูมฟักเฝ้าตั้งแต่วัยไร้เดียงสา
    ถนอมเจ้าด้วยรักมอบวิญญาณ์รอพบว่า วาระหนึ่งซึ่งเงียบนัก
    .
    วาระที่เจ้าเลิกขี่จักรยานเลิกอ้อนแม่เล่านิทาน นอนหนุนตัก
    เลิกกอดแม่แล้วบอกแม่ว่ารักแม่ตระหนัก วาระนั้นในชีวิต
    .


    กวิสรา แด่เยาว์วัยของลูกสาวผู้เป็นที่รัก



    กวิสรา
    http://kaveesara.bloggang.com




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [DekAd] โดย Black&Pink


    อยากสวยอยากหล่อ




    ผู้หญิงอยากสวยแบบไหน...ผู้ชายอยากหล่อแบบใด ผมไม่ทราบครับ แต่ที่แน่ๆ หากได้มีโอกาสดูโฆษณาทางทีวีในเวลานี้ เราจะพบว่ามีกรรมวิธีเชิญชวนให้คุณผู้หญิงพบกับความสวยตามนางแบบ นายแบบ อยู่ ๓ วิธี หรือ ๓ ผ. ด้วยกันคือ

    ๑. ผ.ผิว โฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องประทินผิวต่างๆ ถูกโหมยิงโฆษณากันกระหน่ำโดยเฉพาะช่วง เวลา Prime time (ช่วงที่ละครยุงเยอะฉายกันนั่นแหล่ะครับ) ทั้งครีมหน้าขาว หน้าเด้ง หน้าหนา ฯลฯ

    ๒. ผ.ผม นี่ก็เหมือนกัน ใช้เอฟเฟ็คซะผมนางแบบดูเป็นกระจกไปเลย อะไรมันจะเงาขนาดนั้นละครับ

    ๓. ผ.ผอม ช่วงนี้กำลังอินเทรนด์เลยครับ กับความผอมเพรียวในหุ่นของสาวๆ ที่แข่งกันแห้งเป็นไม้เสียบผี อะไรๆ ก็ผอมมันไว้ก่อน รู้ไหมครับ ว่าผู้ชายน่ะเซ็งขนาดไหน เมื่อเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีอะไรตู้มๆ มาให้ดูกันซะเท่าไหร่นัก

    พูดถึงเรื่องผอม ผู้หญิงส่วนใหญ่จะคิดว่าผู้ชายชอบคนผอม เลยขยันหาอะไรที่ทำให้ตัวเองน้ำหนักลดลงไปมากกว่าเดิม นั่นก็คือการพึ่งพายาลดความอ้วน ซึ่งบางคนก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกินเลย เพราะผอมอยู่แล้ว แต่ไปกังวลกับตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักมากจนเกินไป สุดท้ายเมื่อกินยาลดความอ้วนเข้าไปแล้ว ผลเสียผลกระทบนี่จะตามมาอีกมากมายเลยนะครับ แหะๆ ก็อยากฝากเตือนไว้หน่อยแล้วกัน บางทีเสื้อขนาดไซส์ sss ก็ไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าสุขภาพของคุณหรอกนะครับ

    และที่กำลังอินกระแสอยู่ ณ ตอนนี้เลยก็คือ ผู้ชายใน พ.ศ.นี้เปลี๊ยนไป๋ คร๊าบบบ พี่น้อง นั่นก็คือผู้ชายในกลุ่ม นั่นคือกลุ่มผู้ชาย Metro sexual นั่นเอง ความหมายของ metro sexual นั้น อธิบายกันง่าย ๆ คือ กลุ่มผู้ชายที่มีความสนใจ ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายประจำสม่ำเสมอ การแต่งกายต้องดูเนี๊ยบ ใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ ทำให้หน้าดูใสกิ๊กซะยิ่งกว่าหญิงแท้อีก แต่ไม่ใช่เกย์หรือเทยนะยะ...ว่ากันว่าธุรกิจเครื่องสำอางของกลุ่ม Metro sexual นี้มีการเจริญเติบโตถึง ร้อยละ ๑๘ เลยทีเดียว ในขณะที่เครื่องสำอางสำหรับผู้หญิงอยู่ ร้อยละ ๘ เท่านั้น (อาจจะเป็นเพราะอยู่ตัวแล้วก็ได้ครับ)

    จริงๆแล้วเครื่องสำอางที่โฆษณากันโครมๆนั้น เป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้คุณดูดีขึ้นมาเพียงไม่ถึง ๒๐% เท่านั้นเองครับ ที่เหลือขึ้นอยู่กับตัวคุณเพียวๆ เลย ว่าขยันออกกำลังกายหรือเปล่า พักผ่อนเพียงพอไหม ดื่มน้ำบ่อยๆหรือไม่...ครับ เอาล่ะ ทีนี้มาดูโฆษณาเครื่องสำอางที่ดูดี มีชาติตระกูล ไม่ใช่เอะอะขายของ เอะอะขายของกันอย่างเดียวกันเลยดีกว่า






    ผมชอบแคมเปญนี้นะครับ เพราะว่ามันง่ายดี กับการเอาตัวเลข 40 ที่สื่อถึงผิวของสาวอายุ ๔๐ ที่ไม่กล้าเผยผิวของตัวเองเท่าไหร่นัก...





    เห็นภาพแล้วคงนึกออกนะครับผม ว่าโฆษณาเกี่ยวกับอะไร




    อันนี้ตรงประเด็นเลยครับ ขายแชมพูก็ต้องขายที่เส้นผม ไม่ใช่หานางแบบสวยๆมาแข่งกับความสวยของเส้นผม...คอนเซปต์นี้ก็คือ “ผมสวยกว่าหน้า” หึหึ แน่นอนจริงๆ ฮะ

    เอาล่ะสุดท้ายนี้ผมมีเคล็ดลับความสวยงาม มาฝากกันครับ ยินดีให้นำกลับไปทำตามเลยนะครับ สำหรับใครที่ไม่มีความพอใจในหนังหน้าของตัวเอง อยากสวยอยากหล่อมากกว่าเดิม มีวิธีการดังนี้ครับผม


      ๑. นำเหรียญบาท เหรียญ ๒ บาท เหรียญ ๕ บาท หรือเหรียญ ๑๐ บาทขึ้นมา ๑ เหรียญ
      ๒. เตรียมลูกมะพร้าวหนึ่งลูก
      ๓. นำเหรียญที่เลือกมานั้น ไปต้มสัก ๑๐ นาทีเพื่อฆ่าเชื้อโรค
      ๔. นำเหรียญที่ต้มมาแล้วนั้น วางประคบไว้บนริ้วรอย หรือสิวเสี้ยน ที่ต้องการให้หายไป สัก ๓ นาที
      ๕. จากนั้น นำเหรียญเข้าไปอมไว้ในปาก พร้อมกับนอนลงอย่างช้าๆ
      ๖. นำลูกมะพร้าวที่เตรียมไว้ เฉาะออกมาล้างหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว (วิธีนี้ต้องมีคนช่วย)
      ๗. นอนพนมมือเพื่อรอรับพิธีมัดตราสังข์
      ๘. ตั้งจิตอธิษฐานว่าชาติหน้าขอให้เกิดมาหล่อๆสวยๆ
      ๙. ปิดฝาโลง ยกขึ้นเมรุ เป็นอันเสร็จพิธี





    [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [พูดพร่ำทำเพลง] โดย 'พล


    การเปลี่ยนแปลง




    -๑-


    ราวสองปีที่แล้ว ผมรู้สึกเสียวที่ฟันกรามข้างขวา ในทุกๆครั้งที่ยัดอะไรก็ตามใส่ปาก การไปพบแพทย์คือทางออกที่ดีที่สุด หลังจากอ้าปากให้คุณหมอเอาอุปกรณ์รูปร่างต่างๆ แคะๆ คลึงๆ อยู่ในปากอยู่นานสองนาน ผลการตรวจก็ออกมาว่า สุขภาพฟันของผมปกติดี ส่วนอาการเสียวซาบซ่านั้น เกิดจากการใช้แปรงและการแปรงฟันที่ผิดวิธี การรักษาในวันนั้นคือ ผมถูกส่งไปเรียนแปรงฟันและการใช้แปรง ผมพูดจริงๆครับ ผมต้องไปเรียนแปรงฟัน ไอ้ที่แปรงๆมา (........)* กว่าปีนั้น ผมแปรงผิดมาตลอด เมื่อถึงห้องเรียนก็พบว่าอาจารย์ที่สอนผมแปรงฟันนั้น น่าจะยังรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่เลย ที่สำคัญเธอน่ารักไม่เบา อายก็อาย แต่บรรยากาศแถวนั้นก็โอเค ก่อนจะกลับอาจารย์ได้กำชับว่า “อย่าลืมเปลี่ยนแปรงทุกสามเดือนนะคะ” ในเวลานั้นสิ่งที่ผมอยากรู้นอกจากเบอร์โทรศัพท์ของเธอแล้วก็คือ จะมีสักกี่คนนะที่เปลี่ยนแปรงสีฟันทุกสามเดือนเป๊ะๆ


    -๒-


    หลายๆ ท่านคงเคยอยู่ในอารมณ์ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และส่วนใหญ่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อสมัยเรียนผมตั้งเป้าไว้ทุกๆ เปิดเทอมใหม่ว่า ทุกครั้งหลังจากที่เข้าคลาส ผมจะกลับมาทบทวนบทเรียนในวันนั้นเมื่อกลับถึงห้องทุกวัน แถมก่อนนอนก็จะอ่านบทเรียนในวันรุ่งขึ้นล่วงหน้าไปด้วย ซึ่งผมก็ทำได้ครับ เพียงแต่ว่าระยะเวลาที่ปฏิบัติตัวแบบนั้น มันจะอยู่แค่เพียงสามอาทิตย์แรกของเทอมนั้นๆ เท่านั้น หลังจากนั้นก็ตบะแตก กลับมาหลับบ้าง ออกไปเล่นกีฬาบ้าง จับกลุ่มเพื่อนไปนั่งดื่มนมอุ่นๆ บ้าง ตามประสาชีวิตวัยรุ่นในรั้วมหาวิทยาลัย เมื่อถึงเวลาใกล้สอบก็ตาลีตาเหลือกจับกลุ่มติวกันราวกับไฟลนก้น

    บทเพลงในบ้านเราหลายเพลงก็ชอบพูดถึงความเปลี่ยนแปลง อย่างเพลงรักเศร้าปนปลุกใจ อย่าง “เปลี่ยน” ของ ECT “คือเปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน เปลี่ยนไปรักคนที่ห่วงใย ให้ใจไม่เจ็บใจไม่ปวด ไม่ต้องมีน้ำตา” ฟังดูมันเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดจริงๆ เมื่อรอเธอมานานแสนนาน ยิ่งรอยิ่งเจ็บ รอยังไงเธอไม่สนใจ ก็เปลี่ยนไปรักคนที่รักเราเสียเลย อย่างน้อยก็ยังดีกว่าเทน้ำลงบนกองทราย เพราะเทอย่างไรมันก็ไม่เต็ม

    เพลงอย่าง “เธอเปลี่ยนไป” ของวงร็อคมาดโจ๊ะอย่างไซแอม ก็เป็นอีกเพลงที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงแม้การเปลี่ยนนั้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในแง่ลบก็เถอะ

    ผมคิดว่ามนุษย์เราเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ไม่ใช่ทุกสามเดือน มันขึ้นอยู่กับว่าเราสังเกตเห็นและยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้นไหม ทุกครั้งที่เราหายใจ อัตราส่วนก๊าซต่างๆ ในร่างกายเราก็เปลี่ยนแปลงแล้ว เหมือนกับ ทุกครั้งที่เราอ้าปากพูด เราย่อมเสี่ยงกับความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงของคนรอบข้างในทุกๆ วินาที

    การเปลี่ยนแปลงมีทั้งแบบที่เราควบคุมได้ และแบบที่เราควบคุมไม่ได้ แบบที่ควบคุมไม่ได้เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปและทำใจยอมรับ แต่สำหรับการเปลี่ยนแปลงในแบบที่เราควบคุมได้ เราก็ควรมีหน้าที่จัดการกับมันให้ดีที่สุด เพื่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ นำพาเราและคนรอบข้างไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม


    -๓-


    ผมมองดูแปรงสีฟันหัวบานของตัวเอง โดยที่จำไม่ได้แล้วว่าผมใช้มันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆมากกว่าสามเดือนแน่นอน และที่ทนใช้อยู่ก็คงเพราะมันยังใช้ได้อยู่และไม่เห็นว่ามันบูดเน่า ผมเอามันออกจากที่วางแปรงพร้อมกับเอาแปรงสีฟันอันใหม่ไปเสียบไว้แทน ผมคิดถึงคำถามเมื่อครู่ “จะมีสักกี่คนนะที่เปลี่ยนแปรงสีฟันทุกสามเดือนเป๊ะๆ” แม้ผมจะยังไม่ได้คำตอบ แต่อย่างน้อยผมก็รู้ว่าจากนี้ไป จะมีผมเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นแน่นอน



    *หมายเหตุ : ในวงเล็บคือจำนวนปีซึ่งไม่สามารถออกอากาศได้


    'พล
    wanwilai_pol@hotmail.com




    kaawss.jpg[อ่าน อิสระวิถี ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    อัมโปะ




    ๓๙. ไม่ว่าตอนนี้เราจะอยู่ตำแหน่งไหนในครอบครัว ตระหนักเสมอว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นเด็ก


    ๔๐. ไม่ว่าตอนนี้เราจะอยู่ตำแหน่งไหนในครอบครัว ตระหนักเสมอว่าอีกไม่นานเราจะเข้าสู่วัยชรา




    [อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    leafterrace.jpg[ระเบียงใบไม้] โดย ธุลิดิน


    ไอ้เตี้ย (จบ)





    ๖.
    ความสุข..คืนวันที่ดี..
    คงเป็นเช่นสายลมชนิดหนึ่งซึ่งพัดผ่านชีวิตเราเป็นระยะ
    พอได้บรรเทาไอร้อนสักครู่ยามจากนั้นก็พัดผ่านไป

    ชีวิตครอบครัวเพื่อนบ้านของฉันผ่านคืนวันเงียบงาม
    ที่อบอวลไปด้วยความสุขสงบ
    ทั้งสองไม่เคยทะเลาะกัน กิจวัตรหมุนเวียนไปตามแสงตะวัน
    อย่างตรงไปตรงมาและตรงเวลา

    ทุกบ่ายฉันจะถือแก้วกาแฟออกมานั่งที่ระเบียง
    ผู้เฒ่าโพธิ์ทะเลแผ่ก้านใบบดไอแดดแต่ไม่บังสายลม
    หนังสือหนึ่งเล่ม..กาแฟหนึ่งแก้ว..กับร่มเงาไม้ยามบ่าย
    เป็นช่วงเวลาดีช่วงหนึ่งของวัน..

    ฉันนั่งมองไก่เตี้ยสองตัวเดินเวียนวนคุ้ยเขี่ยพื้นดิน
    ตัวเดินนำขนสีแดงดำเงางามเป็นมันดกระพื้นจนมองไม่เห็นขา
    ขนหางงอนโค้งงอน หงอนใหญ่สีแดงสดโดดเด่น
    อีกตัวสีขาวปลอดตามต้อย ๆ อยู่ไม่ห่าง

    ฉันคิดถึงชีวิตคู่

    จะสุขเพียงไรหากมีชีวิตคู่ที่อยู่ใกล้กันตลอดเวลา
    ผ่านคืนวันเรียบง่ายไปด้วยกันจนแก่เฒ่า
    หาเลี้ยงชีพด้วยวิธีง่าย ๆ กินน้อยใช้น้อย
    อยู่กับเวลาปัจจุบันอย่างทั้งสอง
    ไม่ต้องเร่งหาเร่งเก็บวิตกกังวลกับอนาคตที่ไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีอยู่จริง
    จนทอดทิ้งปัจจุบัน

    ฉันนั่งอมยิ้มมองทั้งสอง
    คิดขึ้นได้...ลุกขึ้นไปเอาข้าวสารโยนให้พวกมันจิก

    วันเวลาที่ดีคงเป็นเช่นสายลม
    แล้ววันหนึ่งสายลมแห่งความสุขก็พัดพ้นผ่าน

    เย็นวันนั้น..ฉันกลับมาจากข้างนอก
    เห็นไอ้เตี้ยเกาะคอนคอตก
    ทีแรกคิดว่าถูกไก่ชนผู้ใหญ่ตีอีก
    ฉันอุ้มมันขึ้นมาดู ขนยังเงาวาว
    ที่คอมีก้อนกลมใหญ่จนน่ากลัวเหมือนมันกินอะไรเข้าไปแล้วติดคอ
    ฉันรีบเอาไปให้ลุงจิตดู ลุงจิตคลำแล้วทำหน้างงงวย
    ดูเหมือนว่าแกเองก็ไม่รู้สาเหตุ
    ลุงจิตแนะให้พาไปหาลุงคล้อย

    ๗.
    ฉันนั่งอุ้มไอ้เตี้ยที่ตาปรือเหมือนกำลังจะสิ้นใจ
    มองลุงคล้อยผู้เชี่ยวชาญในการรักษาไก่ที่อาชีพหลักคือช่างตัดผมประจำหมู่บ้าน
    มีลูกค้ารับบริการอยู่ ฉันบอกลุงคล้อยช่วยดูไก่ให้หน่อย
    แกขานรับเสียงเออ..ออ..
    แล้วตั้งหน้าตั้งตาตัดผมลูกค้าต่อ

    ฉันได้แต่นั่งกระสับกระส่าย..ตัวสั่น..มือสั่น..
    ชีวิตไอ้เตี้ยกำลังแขวนบนเส้นด้าย
    แต่คนเดียวที่หวังว่าจะช่วยมันได้กลับเห็นเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญ

    เสียงปัตตาเลี่ยนครางหึ่งเหมือนเสียงปีศาจ
    ฉันนั่งมองลุงคล้อยประจงเคลื่อนมือขึ้นลงไปบนศีรษะลูกค้าอย่างใจเย็น
    มองด้วยความหงุดหงิด รู้ว่าไม่สามารถเร่งแกได้แต่ให้ตายเถอะ!

    "เร็วสิลุงช่วยดูมันหน่อย!"

    ลุงคล้อยหันมองแวบหนึ่งแล้วไถปัตตาเลี่ยนต่อ

    "เออ...อีกหน่อยเดียวก็เสร็จแล้ว"

    ฉันร้อนใจไม่รู้จะทำอย่างไร
    ลุงจิตบอกว่าละแวกนี้มีลุงคล้อยคนเดียวที่ชำนาญแกน่าจะช่วยได้
    แต่ดูเหมือนแกจะกำลังทำหน้าที่ช่างตัดผมด้วยความรับผิดชอบสุดชีวิต
    ไม่ยอมละทิ้งกลางคัน
    ฉันในยามว้าวุ่นใจแทบกระโจนไปลากแกออกมาจากศีรษะลูกค้า

    ทำได้แต่รุ่มร้อนอยู่เช่นนั้น
    มองไอ้เตี้ยคอพับคออ่อนอยู่บนตัก
    ใต้ขนยาวที่ลื่นมือตัวมันยังอุ่น...มือฉันสั่น

    ลุงคล้อยไม่มีทีท่าใส่ใจที่ชีวิตหนึ่งกำลังหายใจรวยรินรอแกช่วยเหลือ
    แกไม่แม้จะดูก่อนสักเล็กน้อย
    สำหรับแกไก่ก็คือไก่
    ไก่ไม่ใช่ไอ้เตี้ย
    ไอ้เตี้ยมีตัวตนอยู่ก็กับฉันเท่านั้นเองกระมัง

    ไอ้เตี้ยไม่ขยับตัวแล้ว..ตาหลับ..คอพับ..
    ฉันไม่อาจทนดูไอ้เตี้ยตายอยู่บนตัก
    หัวใจทั้งโกรธทั้งหงุดหงิดไม่รู้จะทำเช่นไร
    ฉันลูบขนมันแผ่วเบาแล้ววางมันลง บอกลุงคล้อยว่า

    "เสร็จแล้วช่วยดูให้ทีนะลุง"

    "เออ!"


    ๘.
    ฉันจากมาในลักษณะนั้น
    เจ็บใจตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้เลย

    ย่ำค่ำฉันกลับไปบ้านลุงคล้อยอีกครั้ง
    ลุงคล้อยบอกหน้าตาเฉย

    "มันตายแล้ว"

    หัวใจฉันหล่นวูบ

    "ให้เด็กมันถอนขนต้มขมิ้นไว้ให้แล้วเดี๋ยวเอาไปได้เลย"
    แกสำทับ "ไก่เตี้ยเนื้ออร่อยนะ"

    ฉันก้มหน้าส่ายหัวไม่พูดไม่จา..
    โดยไม่ร่ำลา..ฉันเดินกลับกระท่อมด้วยความรู้สักย้อนแย้งยากระบาย

    ๙.
    เวลายังคงทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง..
    ใต้ร่มผู้เฒ่า..วันแล้ววันเล่าที่ฉันนั่งมองนังเตี้ยคุ้ยเขี่ยหาอาหารอยู่ตัวเดียว
    ด้วยความสงสาร ฉันหาไก่เตี้ยตัวผู้มาให้
    แต่นังเตี้ยไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย

    ฉันรู้ว่ามันไม่มีความสุข

    ทุกครั้งที่ตัวผู้ขึ้นขี่ นังเตี้ยจะร้องลั่น
    และตัวผู้ก็ขึ้นขี่มันบ่อยจนเหมือนจิกอาหารสองสามครั้งขึ้นขี่ครั้ง
    เสียงนังเตี้ยร้องลั่นอยู่เป็นระยะ
    ค่ำคืนมันเกาะคอนเดียวกันแต่ห่างกันไกล

    นั่นเป็นชีวิตคู่เช่นไร?

    ภาพความสุขของครอบครัวไอ้เตี้ยเหลือเพียงความทรงจำ
    ฉันไม่อาจสร้างมันขึ้นมาใหม่ ไม่อาจคาดหวังให้เป็นไปดังต้องการ

    อาจบางที..

    ความสุข..คืนวันที่ดี..คงเป็นเช่นสายลมชนิดหนึ่ง
    ซึ่งพัดผ่านชีวิตเราเป็นระยะ..เป็นสายลมที่ไม่เคยพัดหวน

    ฉันไม่อาจทนดูอีกต่อไป
    จึงเอ่ยปากให้ไก่ทั้งคู่กับพวกเด็ก ๆ
    ทั้งที่รู้ดีว่าปลายทางของพวกมันเป็นเช่นไร


    -ธุลีดิน-
    Picture : www.pbase.com

    "ไอ้เตี้ย" ตอนที่ ๑,๒,๓,,




    [อ่าน ระเบียงใบไม้ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [กัดกับหมา] โดย ยามักการ


    ราคาของความตาย


    วันนั้นผมบังเอิญเจอะกับเขาตรงหน้าร้านสะดวกซื้อปากซอย ดูท่าทางของเขาเศร้าสร้อยและเจ็บปวด หากว่าผมตาไม่ฝาด ผมคิดว่าผมเห็นนัยน์ตาของเขาชื้นฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตา

    “นั่นคุณกำลังร้องไห้” ผมถามเขา

    “หรือคุณคิดว่าผมกำลังหัวเราะ” เขาตอบ

    เขายังคงรักษาลีลาและวาจาได้น่าประทับใจทุกครั้งที่เราสนทนากัน

    วันนั้นผมรู้สึกหิวและเสบียงอาหารทั้งจากตู้กับข้าวและตู้เย็น ไม่มีอะไรเหลือเพียงพอสำหรับความหิวของผม ผมจึงต้องเดินออกจากบ้าน เลาะริมกำแพงคอนกรีตขนาดความสูงที่ต่อให้เป็นนักกีฬากระโดดสูงผู้เป็นเจ้าของสถิติโลกก็ยังไม่สามารถกระโดดข้ามผ่าน ปลายสุดด้านบนของกำแพงยังมีลวดหนามขึงเป็นแนวยาวไปตลอดความยาวของกำแพง ผมไม่ทราบแน่ชัดว่าเส้นลวดหนามเหล่านั้นได้มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ไหลเวียนอยู่ด้วยหรือเปล่า หากลองจินตนาการกันเล่น ๆ ผมว่าผมคงเห็นหอคอยที่มีชายในชุดเครื่องแบบสะพายปืนยาวเดินวนไปเวียนมาอยู่ในหอคอยนั้นด้วยสีหน้าเครียดขึง และพร้อมจะเหนี่ยวไกลั่นกระสุนหากมันผู้ใดก็ตามที่พยายามจะฉวยโอกาสหลบหนีออกจากกำแพงสูงที่ตั้งตระหง่านขวางกั้นอยู่ แต่ในความเป็นจริงกำแพงสูงนั้นหาได้ขวางกั้นการเดินทางออกสู่ภายนอก แต่มันกลับขวางกั้นใครก็ตามที่พยายามจะเล็ดลอดเข้าไปด้วยเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ และคุณจะพบกับยามรักษาความปลอดภัยในชุดเครื่องแบบที่น่าเกรงขามและทุกคนมีปืนสั้นประจำกายทุกคน กำแพงสูงนั้นกางกั้นอาณาบริเวณที่กว้างขวาง – มันกว้างขนาดหากคุณยังอยู่ในยุคสมัยศักดินา คุณจะไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองสุนัขของเจ้าของบ้าน เพราะหากว่าพลาดพลั้งไปสบตากับมันเข้า และมันอาจระคายเคืองกลิ่นสาบของคุณและพาลโมโหโกรธา มันจะเข้าขย้ำคุณเสียจนหนำใจ และสะบัดก้นเดินบิดตูดไปประจบเจ้านายผู้ถือครองศักดินาสองหมื่นสามพันห้าร้อยไร่ คุณก็คงทำได้แค่เพียงยกมือกราบกรานขอร้องมิให้ท่านผู้มียศศักดิ์เอาเรื่องเอาราวกับคุณ แต่ปัจจุบันนี้เหตุการณ์มันผันแปร ผมไม่มีความจำเป็นต้องยำเกรงต่ออิทธิพลของผู้ใด สิทธิความเท่าเทียมกันยังมีอยู่ในตัวบทกฏหมายที่บัญญัติกันไว้แล้วฉีกทิ้ง เมื่อฉีกทิ้งแล้วก็ร่วมกันตรากฎหมายขึ้นมาเสียใหม่ วนเวียนซ้ำซากจนทั้งผมและคุณเองก็คงเบื่อและรำคาญอย่างที่สุด แต่ให้ตายดิ้นชักตาตั้งอยู่ตรงนี้เถิดคุณ ก็อย่างที่ผมบอกถึงแม้ว่าผมจะไม่เกรงกลัวอิทธิพลของใคร แต่มันก็มีบางอย่างที่กฎหมายไม่สามารถช่วยผมได้อย่างทันท่วงที และคงไม่มีสิ่งไหนจะช่วยผมได้หากปืนสั้นในซองหนังข้างตัวของยามรักษาการในชุดเคร่งขรึมนั้นเกิดลั่นโป้งป้างขึ้นมาแล้ววิถีกระสุนมันดันพุ่งตรงมาทางผมอย่างแม่นยำ กฎหมายทำได้เพียงเอาตัวคนผิดมาลงโทษแต่ช่วยชีวิตผมไว้ไม่ได้ ฉะนั้นจะเป็นการดีที่สุดหากผมจะระวังกิริยาอาการเวลาเดินผ่านบ้านหลังนี้ และชุดยามรักษาความปลอดภัยกลุ่มนี้

    มันเป็นความอึดอัดชนิดหนึ่งเมื่อผมมีความจำเป็นที่ต้องเดินผ่านบ้านหลังนี้ และความอึดอัดชนิดนี้มันก็จะเกาะเกี่ยวร่วมทางไปกับผมจนกว่าจะพ้นปากซอย มันเป็นความน่าเกรงขาม หรือความริษยาในใจของผมไม่ทราบได้ แต่มันก็เป็นเช่นนั้นทุกครั้ง

    เดินผ่านพ้นบ้านหลังนั้นมาจนถึงปากซอย เสียงเพรียกจากกระเพาะอาหารก็พลันบรรเลงให้สาสมกับความหิวโหย ผมพุ่งสายตาไปที่ร้านสะดวกซื้อและคิดถึงซาลาเปาก้อนโต ๆ สักสองลูก ขนมจีบอีกสักห้าลูก แล้วล้างคอด้วยเกร็ดน้ำแข็งเนื้อนวลเนียนรสหนาวชื่นใจ --



    เหมือนเขาตั้งใจมาดักรอพบกับผม เพราะเมื่อเสร็จธุระจากร้านสะดวกซื้อแล้ว และท้องของผมก็กำลังย่อยซาลาเปากับขนมจีบที่ผมพยายามกลืนมันลงไปบรรณาการแก่กระเพาะอาหารอย่างเอร็ดอร่อย

    “อ้าวคุณ มาทำอะไรที่นี่” ผมทักทาย

    “แล้วทำไมผมจะมาทำอะไรที่นี่ไม่ได้”

    “ผมก็แค่ถาม…”

    “เฮ้...นั่นคุณกำลังร้องไห้” ผมถามเขา

    “หรือคุณคิดว่าผมกำลังหัวเราะ!”

    เขาสามารถทำให้ผมประทับใจได้เสมอ

    “คุณร้องไห้ทำไม”

    “ผมเพิ่งเสียเพื่อนไปตัวนึง...ผมรักเขามาก”

    “ทำไมเขาหนีคุณไปหาหมาเพศเมียแล้วทิ้งคุณไว้เหรอ”

    เขานิ่งเงียบไปซึ่งมันไม่ใช่วิสัยของเขา แววตาของเขาหม่นหมองลง น้ำตาปริ่มอยู่ที่ขอบตา

    “เพื่อนผมถูกรถทับตาย มันนอนตายอยู่กลางถนนนู้น คุณไม่เห็นบ้างเลยเหรอ” เขาพยายามกลืนก้อนสะอื้นและบังคับให้ปากพูดอย่างยากลำบาก

    “ผมไม่ทันสังเกต”

    “ใช่สิ เพื่อนผมมันเป็นแค่หมา คุณคงไม่สนใจ”

    “ก็เขาเป็นเพื่อนกับคุณและผมก็ไม่ใช่เพื่อนของเขา”

    “เหตุผลเพียงเท่านี้เองหรือที่ทำให้คุณไม่แยแส”

    “คุณจะให้ผมแยแสอะไร”

    “ก็แยแสกับหนึ่งชีวิตที่ถูกพรากไป”

    “ก็เพื่อนคุณเป็นแค่หมา”

    “ก็ใช่นะสิ คุณถึงไม่ใส่ใจ”

    “ก็เออน่ะสิ คุณคิดว่าผมจะเสียใจหรือไงที่เห็นหมาเพื่อนคุณถูกรถทับตายกลางถนน มันก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตหนึ่งที่บังเอิญถูกรถทับตาย เขาไม่มีความหมายอะไรกับผม”

    “แสดงว่าผมเองก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับคุณ เพราะผมเองก็เป็นเพียงหมาจรจัดไม่มีราคา”

    “มันไม่ใช่อย่างนั้น”

    “แล้วมันต่างกันยังไง”

    “คุณเป็นเพื่อนผม”

    “แต่ผมชักไม่อยากเป็นเพื่อนกับคุณแล้ว”

    “เอาละคุณผมขอโทษ เอาอย่างนี้ผมซื้อไส้กรอกรมควันเลี้ยงปลอบใจคุณแทนดีกว่า คุณสนใจไหม”

    “ผมไม่อยู่ในอารมณ์หิว คุณไปเถอะ ผมมีธุระต้องไปจัดการ”

    “ก็ดีเหมือนกัน ผมอยากกลับบ้านแล้วล่ะ แล้วเจอกันนะคุณ”



    เขาผละเดินหายไปกับความสับสนวุ่นวายของสังคมเมือง ผมใช้เรียวปลายแหลมจิ้มขนมจีบจากถุงใส่ปากแล้วเดินเคี้ยวไปอย่างสบายอารมณ์ มันเป็นความอร่อยที่ผสานกับความหิว มันจึงทำให้ผมกินได้อย่างเอร็ดอร่อย

    ปี๊นนนน ปี๊นนนนนนนนนนน เสียงแตรรถกรรโชกใส่ผมจากทางด้านหลัง ผมสะดุ้งตกใจถุงซาลาเปาขนมจีบร่วงลงพื้นคอนกรีต ต้นเสียงเป็นรถราคาแพงหลายล้านบาทกำลังสบถผ่านแตรรถอย่างคุกคาม ผมหันไปมองผ่านกระจกหน้ารถอย่างฉงน ชายตรงที่นั่งด้านคนขับกับรถของเขากำลังสบถ และแม้ว่ามันจะเปล่งออกมาเป็นคนละภาษาแต่ความหมายของมันคงไม่ผิดเพี้ยนกันมากมายนัก

    ผมรีบเดินออกจากตรงนั้นและผลุบเข้าซอยไปอย่างรีบเร่ง ผมไม่อยากเห็นรถราคาหลายล้านบาท ปีนฟุตบาทขึ้นมาเหยียบบนร่างผมอย่างเกรี้ยวกราด และราคาของผมอาจจะไม่แตกต่างจากศพหมาที่นอนตายกลางถนนตรงนู้นก็เป็นได้

    ใครจะรู้.



    สวัสดี.




    [อ่าน กัดกับหมา ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]








    [ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


    ถนนสายเก่าที่ลาดยางมะตอยสีชมพู




    คุณเคยเข้าใจความหมายของถนนสายเก่าไหม มีใครหลายคนบอกกับสารากรไว้ถึงถนนสายเก่า ที่เราเคยล่วงผ่าน นานเนิ่นนานจนกลายเป็นถนนสายใหม่ของใครอื่น ครานั้นเองรอยเท้าของเราที่ย่างเหยียบไว้จะเป็นแนว เป็นลู่ เป็นทางให้กับพวกเขาได้เข้าใจว่า หนทางที่กำลังเดินอยู่นั้น ครั้งหนึ่งเคยมีใครคนหนึ่งร่วมเดินทาง ถ้าเปรียบความชราของผู้คนเป็นถนนสายเก่า คุณคิดว่าอย่างไร เข้ากันไหม หรือว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกันเลยแม้สักนิด ทว่าในมุมมองของใครอื่น อาจไม่เป็นเช่นนั้น

    ผู้ชายอารมณ์ดี ที่มีมุมมองถึงความชรา ได้น่าสนใจ วันนี้ก้าวต่อก้าวนัดเขาเพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวของถนนสายเก่า เขาคือ ยางมะตอยสีชมพู แห่งห้องหนอนสนทนา หรือ นายพีรพงศ์ พงษ์อิ่ม ไปป์ อดีต art director ปัจจุบันเป็นพนักงานฝ่ายการตลาดบริษัท ไทย ซูซูกิ จำกัด เราลองเดินทางไปพร้อมกันกับเขาบนถนนที่ลาดด้วยยางมะตอยสีชมพู



    สารากร : เคยนั่งรถเมล์ไปไหนต่อไหนไหมคะ
    ยางมะตอยสีชมพู : แน่นอนฮะนั่งบ่อยอยู่เหมือนกันเรียกว่า กิน นอนกันบนรถเมล์เลยทีเดียวเชียว

    สารากร : เคยเห็นป้ายโปรดเอื้อเฟื้อ แก่เด็ก สตรี และคนชราไหมคะ
    ยางมะตอยสีชมพู : เห็นดิฮะตำตากันจะๆ

    สารากร : แล้วทำตามบ้างหรือเปล่าคะ
    ยางมะตอยสีชมพู : ทำตามบ้างไม่ทำตามบ้าง คือถ้าเป็นคนแก่ล่ะลุกให้แน่นอน

    สารากร : เคยแกล้งทำเป็นไม่เห็นไหม เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ต้องลุก นัยว่า ให้คนอื่นได้ทำหน้าที่แทนเราบ้าง
    ยางมะตอยสีชมพู : คือถ้าเห็นจะลุกทุกครั้งนะนอกจากหลับ (จริงๆ) แต่กลุ่มเป้าหมายก็ไม่ค่อยมาใกล้ผมเท่าไหร่นักหรอก เพราะชอบนั่งหลังๆ อ้อ ขอเล่าตรงไอ้ที่ทำตามบ้าง ไม่ทำตามบ้างหน่อยนึง จะบอกว่า ถ้าเป็นคนแก่ล่ะ ลุกให้แน่ แต่สำหรับเด็กและสตรีขอจำแนกเป็นข้อๆ ก่อน เด็ก...จะดูก่อนว่า เป็นเด็กที่จัดอยู่ในจำพวกอ้อนหรือเปล่าในที่นี้หมายถึงอ้อนตีนนะ พวกขึ้นมาแล้วชอบทำโวยวายเสียงดัง ประมาณว่าข้าพวกเยอะทั้งที่กระบานมัน ตบเข้าไปยังดังอยู่เลยไอ้ประเภทนี้ล่ะอย่าหวั งแต่ถ้าขึ้นมาตัวเล็กๆ โหนบาร์ไม่ถึงจะลุกให้ ส่วนผู้หญิงจริงๆ เห็น มันอยากจะให้ลุกนะแต่ว่าเคยโดนเพื่อนแซวว่า **จะแมนไปไหนหรือไม่ก็ผู้หญิงจะมองเรายังไง เอ๊ะ อีนี่หน้าหม้อนี่หว่า อะไรประมาณนั้น แต่ถ้าของเยอะๆจะลุกให้นะ ไม่ก็ช่วยถือของให้

    สารากร : เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมต้องมีป้ายพวกนี้ด้วย
    ยางมะตอยสีชมพู : ไม่นะก็แค่เห็นผ่านตาแล้วก็คงคิดว่า มีไว้เตือนใจไอ้พวกไม่มีน้ำใจก็แค่นั่น

    สารากร : คิดอย่างไรกับคนแก่ที่ขึ้นรถเมล์ เคยคิดไหมว่า มันน่ามีรถเมล์คนแก่ ที่มีที่นั่งสำหรับคนแก่ทุกคน
    ยางมะตอยสีชมพู : มันเป็นไปไม่ได้อ่ะฮะ

    สารากร : ทำไมล่ะ
    ยางมะตอยสีชมพู : คิดหรือว่าจะเทงบประมาณเฉพาะ ส่วนนี้อย่างเดียว รัฐบาลบางประเทศแถวนี้ เคยคิดเรื่องอย่างนี้ด้วยฤา

    สารากร : แล้วถ้าหากว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ คิดว่าอย่างไรคะ กับการที่เราจะเอื้อประโยชน์ให้กับคนสูงอายุ ที่เดินไม่ค่อยไหว มีรถเมล์สายหนึ่ง คนแก่ขึ้นเยอะมาก สายที่ไปทางวังบูรพา หรือว่าพาหุรัด ทำให้คิดว่าน่าจะมีรถเมล์เฉพาะคนแก่น่ะค่ะ
    ยางมะตอยสีชมพู : ก็เป็นสิ่งที่ดีฮะและน่าจะทำเป็นรถเมล์พิเศษไปเลย ไม่ต้องหรูมากก็ได้แต่สิ่งที่เห็นบ่อยๆ คือ คนแก่มักโหนราวรถเมล์ไม่ไหว ทำให้มันมีที่เกาะไปตลอดทางเดิน ที่นั่งกว้างๆหน่อยไรเงี้ย

    สารากร : คิดไหมว่า คนแก่นี่เรื่องเยอะ ปัญหาสังคม
    ยางมะตอยสีชมพู : ไม่ๆ ถ้าคิดงั้น แล้วพอตอนเราแก่ล่ะ ทุกคนต้องแก่ฮะเรื่องธรรมดาใครคิดงั้น เอ่อ คือไปเกิดใหม่ดีกว่าฮะ

    สารากร : ตอนนี้ มีการลดหย่อนค่าโดยสารให้กับผู้สูงอายุด้วย คิดยังไงกับเรื่องเหล่านี้คะ ทราบมาว่าลดครึ่งราคาด้วย
    ยางมะตอยสีชมพู : ดีฮะ...ถือว่าเพื่อสังคมอย่างหนึ่งล่ะนะจริงๆ นั่งฟรีก็ไม่น่าเกลียดหรอก แต่ความวุ่นวายของมันก็คือต้องมาตรวจอายุตรงบัตรประชาชนด้วยนี่น่ะสิ อันนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของกระเป๋ารถเมล์ล่ะนะว่าจะเอายังไงฟรีไปเลย

    สารากร : เรื่องของการตรวจบัตรประชาชน ถ้าหากว่าคนแก่คนนั้น ไม่มีบัตร เช่น อาจทำบัตรหาย อย่างนี้แล้วเท่ากับว่า เขาเสียสิทธิ์ไปโดยปริยายสินะ
    ยางมะตอยสีชมพู : ใช่ คือ มันน่าจะมีวิธีอะไรที่จะรักษาสิทธิให้คนแก่น่ะนะ จะใช้วิจารณญาณของกระเป๋าก็ลำบาก เพราะจะเก็บตังค์อยู่ท่าเดียวแน่นอน กระเป๋าดีๆ ก็มี นะ แต่...มันหวังอะไรมากไม่ได้

    สารากร : เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะอย่างนี้บ้างไหมคะ ที่เห็นกับตาว่ายังไม่ถึงช่วงเวลาของการใช้สิทธิ์ของคนแก่ ถึงมีบัตร และผมหงอก ก็ต้องจ่ายเงินเต็ม
    ยางมะตอยสีชมพู : อืมไม่เคยฮะ...หมายความว่าส่วนใหญ่ ไม่ค่อยเห็นคนแก่ใช่สิทธิเท่าไหร่ ก็จ่ายเต็มเป็นส่วนมาก อาจจะด้วยความไม่รู้ ประชาสัมพันธ์ไม่ดี ที่สำคัญกระ เป๋าไม่บอก นี่แค่เป็นโครงการของ ขสมก. เท่านั้น รถร่วมอย่าหวัง แถมขับอย่างกะ จะพาคุณปู่ คุณย่า ให้ตายเร็วยิ่งกว่าเดิมอีก

    สารากร : ถ้าวันหนึ่ง ตื่นขึ้น พบว่าเมืองที่เราอาศัยอยู่ เป็นเมืองของคนหนุ่มสาว ไม่มีร่องรอยของคนแก่เลยสักนิดเดียว ไม่มีบ้านพักคนชรา ไม่มีคนแก่ขึ้นรถเมล์ เดินตามถนน หรือว่าหาบของขาย คิดอย่างไรกับเมืองที่ว่านี้ ดูจะสดใสกว่าเดิมไหม
    ยางมะตอยสีชมพู : คิดว่าก็คงรู้สึกแปลกๆมันเหมือนกับ ไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ไม่ต้องคิดถึงคนไกลตัว แม่ผมนี่แหละอายุก็ถึงเกณฑ์ ใช้สิทธิลดหย่อนได้ด้วย ถ้าตื่นมาแล้วไม่เจอแม่ นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็นยังไง ออกไปข้างนอกก็คงสดใสดีหรอก แน่นอนผมยังไม่แก่ ผมย่อมชอบสาวๆ อยู่แล้วล่ะ แต่มันจะสาวจะหนุ่มไปได้สักกี่ปี

    สารากร : จริงๆ แล้ว คนสูงอายุมีบทบาทกับตัวไปป์ไหม นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ไปป์ต้องรู้จักใครที่สูงอายุหรือเปล่า
    ยางมะตอยสีชมพู : แหะๆ ไม่มีฮะ...

    สารากร: เคยมีคนแก่มาขายของไหม
    ยางมะตอยสีชมพู : ฮะมี เยอะด้วย

    สารากร : ช่วยซื้อไหมคะ
    ยางมะตอยสีชมพู : ซื้อฮะ แต่แน่นอน มันก็ต้องมีไม่ซื้อบ้าง ไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้นคือ ถ้าจะซื้อ ก็ซื้อด้วยความสงสาร เช่น คนแก่ที่หาบเร่ ขายข้าวโพดหรือผักอะไรเงี้ย ลูกอมจะซื้อบ่อย เคยไปตลาดนัดเจอยายคนหนึ่งแกหลังโก่งมากๆ เดินไม่ค่อยจะไหว แต่ยังหาบเร่ขายถั่วต้มอยู่เลย สงสารเลยซื้อ บ้าซื้อมาเยอะมาก กินจนตดได้ไปถึงเย็นอีกวันเลยล่ะ (หัวเราะ)

    สารากร : คิดว่าอายุเท่าไหร่ จึงเรียกว่าแก่ ในสายตาของไปป์
    ยางมะตอยสีชมพู : ๕๐ ก็แก่แล้วนะ

    สารากร: เวลาไปป์มองคนแก่ คิดอย่างไรบ้าง นอกจากสภาพร่างกายที่ต่างจากเราๆ
    ยางมะตอยสีชมพู : คือเวลามองคนแก่จะเห็นตัวเราสะท้อนออกมามันทำให้รู้สึกว่า ซักวันเราก็เป็นแบบนี้แหล่ะ ออกแนวปลงแล้วไม่รู้เป็นไร เวลาเห็นคนแก่อยู่คนเดียวไม่ว่าจะกินหรือเดินคนเดียวก็ตามแต่ จะรู้สึกสงสารแม้กระทั่งแม่ตัวเอง เรากลับมาบ้านเห็นแม่นั่งกินคนเดียวมันแบบว่าทำไม**ไม่กินเป็นเพื่อนแม่วะ ออกแนวโทษตัวเอง คืออย่างเสาร์อาทิตย์จะออกข้างนอกก็เห็นแม่นั่งรีดผ้าอยู่คนเดียว บางทีก็พาลทำให้ไม่อยากออกจากบ้าน ก็จะถามแกทุกครั้งว่าอยู่คนเดียวได้ไหม แม่ก็จะบอกว่า ไม่เป็นไรไปๆ เถอะแต่ก็รู้สึกผิดอ่ะนะ

    สารากร : ถ้าหากวันพรุ่งนี้ ตื่นขึ้นมากลายเป็นคนแก่ ไปป์อยากบอกอะไรกับเยาวชนบ้างคะ
    ยางมะตอยสีชมพู : บางครั้งผมเห็นเด็กย่านแฟชั่นทำอี๋ๆ ใส่คนแก่ เห็นแล้วอยากเดินเข้าไปตีเข่ามันซักที อยากถามว่า...พ่อ**แก่เหรอ**มีปู่ไหม **มีย่า มียายไหม ยาย**สาวเลยดิ คือจะบอกว่าทำตัวดีๆ กับแกหน่อย คือคนแก่เนี่ยจะชอบสอน เพราะเค้ามีประสบการณ์เยอะอาบน้ำร้อนมาก่อนแต่เด็กๆ มันไม่ค่อยฟังกันหาว่าไร้สาระแก่แล้ว เชยตามไม่ทันโลก คืออยากให้ฟังบ้างไม่ใช่อะไรก็เถียงมันยันเต ฟังเพื่อเอาไปปฏิบัติ หรือเอาไปประยุกต์ใช้ มันก็ไม่เสียหาย แล้วสุดท้ายก็ขอให้ปรนนิบัติท่านดีๆ กันหน่อยไม่ว่าจะเป็น คุณยาย คุณย่า คุณปู่ คุณจะมั่นใจแค่ไหนว่าเค้าจะอยู่กับเราอีกนาน ทำดีกับท่านไปเถอะครับแล้วเราจะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลัง เมื่อถึงคราวที่เค้าจากเราไปจริงๆ

    สารากร : ควรยกเลิกคำว่า อีแก่ กับไอ้แก่ ไหมคะ
    ยางมะตอยสีชมพู : มันขึ้นอยู่กับว่า เราเอาไปใช้ในสถานการณ์แบบไหนมากกว่าฮะ แหม ถ้าผัวเมียทะเลาะกัน แล้วไม่หลุดคำนี้ออกมันก็คงไม่ค่อยมันปากเท่าไหร่ล่ะ แต่อย่าเอาไปใช้กับคนแก่เชียวฮะ...เพราะไม่ดีหรอก

    ...



    ถนนสายที่เรากำลังเดินอยู่อาจจะใหม่สำหรับเราเพียงคนเดียว แน่นอนว่ารอยเท้าของผู้มาเยือนก่อนหน้า การันตีแล้วว่า ไม่เคยมีใครไม่เคยมาถึงถนนสายนี้

    ถนนสายที่เรียกขานตัวเองว่า ความชรา เพียงหนึ่งลมหายใจ คนเราก็แก่กว่าเมื่อวานแล้ว


    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Book Review] โดย (...)


    เด็ก ๒๐๐ ปี




    เมื่อถึงฤดูหนาว สายลมทางตอนเหนือลอยเอื่อยๆ ระชวยผ่านใบหน้า
    หากตื่นแต่เช้าจะพบเห็นสภาพของเมืองถูกห่มคลุมด้วยหมอกเย็น
    เป็นหมอกเย็นแลฝุ่นควันคละกันไป


    ...



    พ้นจากม่านเมืองไปไกลสุดไกล

    ไกลเสียจนไม่เห็นไฟแดงและป้ายโฆษณา ข้าพเจ้าเห็นตัวเองนอนหนุนตักแม่แก่(ยาย) ลมไล้ใบหน้าแผ่วเบา กลิ่นหอมจางๆ ของซุ้มเล็บมือนางใต้ต้นหูกวาง กลิ่นนั้นคละไปกับกลิ่นของหมากและพลูสดตลับใส่ปูนแดงที่นิ่งสงบในตะกร้าตอกสาน เสียงสับไม้ของกี่สานเสื่อกกดังแว่วมา ใต้เรือนหลังถัดไปไม่ไกลนัก เสียงหมูครางในคอดัง อึดๆ

    แม่แก่ชอบเล่าเรื่องราวในอดีต แกมักเล่าว่าตัวไม่ใช่คนในพื้นที่นี้ แต่ที่จากบ้านเกิดมาเพราะทวด (พ่อของตา) เดินทางไปขอมาแต่งกับลูกชาย (คุณตา) เรื่องราวความรักคล้ายละครทีวีสุขเศร้าคละกันไป แม้แต่เรื่องราวของต้นไม้ที่อาศัยเงาหลบนอนก็มีความเป็นมา คนชรามักชอบเล่าเรื่องราวหนหลัง ข้าพเจ้าเองก็ชอบฟังเรื่องราวนั้นๆ มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองมี "ราก"

    เราทุกคนล้วนมี "ราก" ไม่ว่ารากนั้นจะเป็นรากเส้นใหญ่รากเส้นเล็กหรือรากฝอยจนแทบมองไม่เห็นและนึกไม่ออกในสังคม แต่ก็นับว่าเป็นราก

    ภาพของหญิงชรานั่งอยู่ใต้ซุ้มเล็บมือนางถัดจากเรือนไม้และเรื่องเล่าทำให้ข้าพเจ้านึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง

    ...





    เรื่อง : เด็ก ๒๐๐ ปี
    เขียนโดย : เค็นซาบุโร โอเอะ
    แปลโดย : มณฑา พิมพ์ทอง
    สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ
    พิมพ์ครั้งแรก : กรกฏาคม ๒๕๕๐
    ๒๙๕หน้า : ๑๙๗ บาท

    ...



    หยุดเรียนภาคฤดูร้อนแล้วทุกคนจะไปใหนกัน??

    หากเป็นครอบครัวที่อยู่อาศัยเติบโตในเมือง เด็กๆ ก็คงไม่พ้นต้องเรียนพิเศษเสริมความรู้ ครั้งเมื่อพ่อแม่มีวันหยุดก็คงพาไปเที่ยวห้างฯ หรือไกลหน่อยก็ทะเลหัวหินบางแสนประมาณนั้น

    หนังสือเรื่อง "เด็ก ๒๐๐ ปี" ที่กำลังจะเอ่ยถึงนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตน้อยๆ สามชีวิต เรียกพวกเขาว่า "สามพี่น้อง" สามพี่น้องประกอบด้วยพี่ชายคนโตชื่อ มากิ(เด็กพิเศษ) น้องสาวคนรองชื่อ อาการิ และน้องคนเล็กที่น่ารักชื่อ ซากุ

    เมื่อปิดเรียนภาคฤดูร้อนพี่น้องทั้งสามได้กลับมาที่บ้านกลางป่า บ้านซึ่งเคยเป็นที่อาศัยของคุณย่า และตำนานของโพรงต้น "ซูดาจิอิ" พันปี ซึ่งคุณพ่อเล่าว่า

      เมื่อเด็กพิเศษที่เรียกว่า "โดจิ" อยากไปโลกอื่น ก็จะเข้าไปในโพรงที่โคนต้นซุดาจิอิพันปี แล้วตั้งความปรารถนาว่าขณะนอนหลับ ขอให้ได้พบคนที่อยากพบ ได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น ถ้าตั้งความปรารถนาจากใจจริง ก็จะได้พบคนที่อยากพบและเห็นสิ่งที่อยากเห็น


    เด็กพิเศษที่คุณพ่อว่าหมายถึง "มากิ "ด้วยเช่นกัน จะว่าไปแล้วตำนานที่ว่าทำให้ข้าพเจ้าเองนึกถึงเพลงหนึ่งของวงเฉลียงชื่อเพลงนิทานหิ่งห้อย เนื้อหาของเพลงที่ว่า เมื่อจับหิ่งห้อยมาเก็บเอาไว้ใต้หมอน นอนคืนนั้นจะฝันดี ฝันเห็นดวงดาวมากมาย ฝันเห็นเจ้าชายเจ้าหญิงฝันแสนสวยงาม

    หากแต่สิ่งที่สามพี่น้องใช้เพื่อเดินทางไปกับยานข้ามเวลาของ "ฅนฝัน" คือภาพวาดสีน้ำของคุณย่า ซึ่งวาดเกี่ยวกับเรื่องราวของคนในอดีต เป็นบุคคลที่เป็นตำนานของพื้นที่ "เมซุเกะซัง" คือเด็กหนุ่มที่สามพี่น้องเดินทางไปพบในอดีตโดยผ่านยานข้ามเวลาของ "ฅนฝัน" เป็นเด็กชายที่เป็นผู้นำของชาวนาในการอพยพหนีไปอีกแคว้นหนึ่ง เรื่องราวนับจากนี้เป็นเรื่องราวของการเดินทางของสามพี่น้องที่แทรกไปพร้อมกับเรื่องราวของประวัติศาสตร์

    ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลา(ในสมัยนั้น) ไม่ว่าจะเป็นสงครามจากภายนอกและสงครามจากภายใน ประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบมักได้รับผลกระทบจากสงครามเสมอ เรื่องราวใน "เด็ก๒๐๐ปี" จึงเป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนนำเสนอความลำบากทุกข์ยากและการดิ้นรนต่อสู้ของ "ชาวบ้าน" และ "เด็กๆ"

    ความสูญเสียที่เกิดขึ้นตลอดเวลาทำให้คนต้องหาทางออก "สามพี่น้อง" ก็เช่นกันแม้จะรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้แต่พวกเขาก็พยายาม

      ขณะฟังอยู่ข้างๆ อาการิก็นึกว่าน้องชายเก่งกว่าตน ตามที่คิดไว้จริง เพราะซากุเล่าให้แม่ของเมซุเกะซังเข้าใจว่า ในภายภาคหน้าจากนี้ไปอีกไกลโข เด็กๆ ภาคภูมิใจในตัวเมซุเกะซังมากเพียงใด ที่กล้าหาญและสติปัญญายิ่งนัก

      ทว่าเสียงของซากุทั้งสูงและแหบ เมื่อเล่าถึงตอนที่เมซุเกะซังกลับมายังเมืองประสาทหลังการจลาจลและกล่าวกับฝูงชนกลางถนน เมซุเกะซังเงยหน้าขึ้นมองซากุแล้วเริ่มไอถี่ๆ ร้องตะโกนเสียงแหบแห้งดุจการ้องว่า

      "มนุษย์ก็ดั่งหนึ่งดอกอุทุมพร ในสามพันปีบานเพียงครั้งเดียว"

      ซากุร้องไห้โฮ

      แม่จับศีรษะเมซุเกะซังซึ่งเลื่อนตกจากหมอนเข้าที่ มากิลุกขึ้นยืน มือจับลูกกรงไม้ ชะเง้อมองเข้าไปราวกับจะปลอบใจเมซุเกะซัง แล้วจึงส่งนกหวีดหินให้แม่ เมซุเกะซังหยิบของตอบแทน ส่งให้แม่ด้วยแขนสั่นเทา แม่ส่งต่อให้มากิ

      "สามพี่น้องกลับกันเถอะ"

      มากิพูดด้วยเสียงสุขุมลุ่มลึกผิดกว่าที่เคย ขณะที่ยานข้ามเวลาของ "ฅนฝัน" เริ่มเคลื่อน อาการิก็คิดว่า เดี๋ยวแม่ก็จะพูดคำนั้นออกมา

      "ไม่เป็นไรหรอก แล้วแม่จะคลอดลูกออกมาใหม่"


    ...



    เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไป "สามพี่น้อง" เดินทางผ่านประวัติศาสตร์และจินตนาการได้อย่างละมุนละไม นับเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่แสดงถึงกระบวนการสร้างสรรค์จินตนาการของเด็กได้อย่างเห็นภาพ ข้าพเจ้าตามไปกับเรื่องราวซึ่งดูเหมือนจะเป็นเพียงการเล่าความฝันต่อกันฟัง และดูเหมือนจะเป็นจินตนาการที่เด็กๆ ตั้งปรารถนาก่อนที่จะนอน มีประโยคหนึ่งที่น่าประทับใจและน่าคิดตาม

      เด็กที่เข้าไปในโพรงต้นชิอิ ถ้าตั้งปรารถนาว่าจะไปไหนก็จะได้ไปสมใจ อาชอบตำนานตอนนี้มากที่สุด เพราะการตั้งความปรารถนาจากใจนี่เป็นสิ่งสำคัญ เด็กๆ บางครั้งต้องแข่งกับผู้ใหญ่ และไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเอาชนะผู้ใหญ่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องตั้งความปรารถนาจากใจละก็ เด็กเก่งกว่าผู้ใหญ่นะ

      และพวกเธอก็เป็นเด็ก ฉะนั้นต้องใช้ความสามารถนี้ให้เป็นประโยชน์!


    ผู้ใหญ่อย่างเราๆ เห็นทีต้องมาลองคิดดูสิว่าเราได้ปล่อยให้เด็กๆ ใช้พลังปรารถนาของเขาอย่างเต็มที่หรือไม่ เด็กๆส่วนใหญ่จึงมักถูกกักขังความสามารถนี้ด้วยความคิดของผู้ใหญ่ที่ว่า "นี่น่าจะเหมาะกับลูกเรามากกว่า" แม้จะเป็นความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกแต่ตัวอย่างที่ล้มเหลวก็มีให้พบเห็นกันทั่วไป เป็นคำถามที่ตอบยากว่าเราทำเพื่อตัวเองหรือทำเพื่อเด็กกันแน่

    ประวัติศาสตร์ก็เหมือนกับต้นน้ำ อนาคตคือปลายสุดของน้ำ หากเราเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ที่ระหว่างลำน้ำนั้น ณ ที่ปลายสุดย่อมเปลี่ยนไปด้วย แน่นอนว่าต้นน้ำเปลี่ยนไม่ได้ แต่หากเราไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของต้นน้ำ ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงปลายน้ำคงไม่เกิดขึ้น

    ...



    แดดอ่อนๆ ตอนเย็นให้ความรู้สึกอบอุ่น
    ข้าพเจ้ายืนมองภาพหญิงชราผู้หนึ่งเดินท่องไปตามริมคันนา

    หญิงชราก้มตัวเก็บใบหญ้าผักต่างๆ ที่ผุดขึ้น เด็กชายตัวเล็กๆ วิ่งตามหลังมาไวๆ ชูเถาผักบุ้งที่เก็บได้ให้หญิงชราดู เท้าทั้งสองเปื้อนโคลน หญิงชรารับเถาผักบุ้งจากเด็กน้อยไป มือข้างหนึ่งกุมมือเล็กๆ ไว้หลวมๆ ความอบอุ่นเกิดระหว่างช่องว่าง ภาพคนทั้งสองเดินจูงมือค่อยๆ เคลื่อนไกลออกไป

    ข้าพเจ้าพูดออกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา


    "เอาละกลับกันเถอะ"


    (...)
    http://bookblogstorage.wordpress.com/




    [อ่าน Book Review ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]









    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com



    2007-10-01 18:52:07/

     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-10-02 00:07:32
    เป็นคนหนึ่งซึ่งมีความใกล้ชิดกับคนชราค่ะ เติบโตจากการเลี้ยงดูของอาม่าที่น่ารักที่สุดในโลกคนหนึ่ง และใกล้ชิดผูกพันกันจนถึงอายุ 28 ปี มีช่วงระยะเวลาเว้นว่างจากการได้รับความรัก ความอบอุ่น จากคนชรามาได้ปีกว่า ๆ ก็ได้ใกล้ชิดกับคนชราที่น่ารักที่สุดในโลกอีกคนหนึ่ง...

    บ้านที่อยู่อาศัยของฉัน อยู่ในละแวกเดียวกับบ้านที่อยู่อาศัยของคนชราที่เดียวดายอีกมากมายค่ะ " บ้านพักคนชราบางแค "

    ทุกครั้งที่ผ่านบ้านพักคนชรา ไม่เพียงแต่รู้สึกสงสารคนชราที่นั่น แต่ยังนึกสงสารไปถึงลูกหลานของคนชราเหล่านั้นด้วย ที่พวกเขาไม่สามารถได้รับความรัก ความอบอุ่น จากพวกท่าน บุคคลที่พวกเขาไม่คิดจะดูแล

    เพราะถ้าใครได้อยู่กับคนชรา และใช้หัวใจที่อ่อนโยนอยู่กับท่าน ก็จะรู้สึกได้ถึงความน่ารัก ความรัก ความอบอุ่น อันยิ่งใหญ่สำหรับลูกหลาน ที่ท่านได้สะสมมากับกาลเวลาอันยาวนานของชีวิตท่าน


    ดีใจนะคะ ที่ทีมงานให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่ะ

     


    อานันท์ ประทีฯ
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ   เมื่อ: 2007-10-02 01:58:24
    ผมกำลังออมเงิน

    บั้นปลายอาจไปอยู่ที่นั่น

    ไม่โม้...
     


    this is a look
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย this is a look   เมื่อ: 2007-10-02 10:50:22
    เมื่อเรามองคนแก่..
    เขาทำให้เราเข้าใจถึงร่องรอยของประสบการณ์
    และอนิจจา
     


    อานันท์ ประทีฯ
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย อานันท์ ประทีฯ   เมื่อ: 2007-10-02 23:02:02
    แนะนำนวนิยายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้

    เวลา

    ของ ชาติ กอบจิตติ
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   9e6bbb81
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)