ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๒๑.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๒๑.-
 เมื่อ: 2007-10-15 03:28:22 
----
----ก้าวฯที่๒๑
----




Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








-
----มีอะไรในเล่ม :
-



  • คมคำ-คมความ

  • บทบรรณาธิการ

  • เรื่องจากปก : [(...)] วันอาหารโลก

  • สืบศิลป์ : [กีรติ] นาคเบือน หางหงส์ที่แตกต่าง

  • ก้าวฯกวี : [กวิสรา] "ปลายทางของตลาดเช้า"

  • ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] มากมายในความคิดถึง

  • DekAd. : [Black&Pink] อยู่เพื่อกิน

  • พูดพร่ำทำเพลง : ['พล] เพลงรัก

  • ๑๐๐ รูปแบบแนวคิดการใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] ตอนที่ ๔๑ และ ๔๒

  • Coffee Brake

  • ระเบียงใบไม้ : [ธุลีดิน] อำลา

  • ก้าวต่อก้าว : [สารากร] -_- ผู้ปรุงยาพิษให้วงวรรณกรรม ?

  • Book Review : [saranya_nok.worm] เด็กหญิงกับกิ้งก่า และศิลปะแบบดาดาอิสม์










  • [คมคำ-คมความ]




    "จงอย่าคลาดสายตากับสิ่งที่คุณต้องการ และพยายามค้นหาหนทางใหม่ ๆ ที่นำไปสู่ความสำเร็จ"

    Kimberly D. Goodyear





    [อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [บทบรรณาธิการ]




    ใต้ต้นเงาไม้-ใต้เงาความคิด

    หากนับจากวันนี้ที่ก้าวรอก้าวฉบับที่ ๒๑ ปรากฏโฉม ก็เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งวัน วันที่ ๑๗ จะเป็นวันแรกของงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ ๑๒ เวียนมาบรรจบอีกคำรบวาระ

    เหมือนเวลาเล่นตลก เหมือนเวลาผ่านไปเร็วอย่างโกหกตอแหล เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งในห้วงยามหนึ่งเรามักก่นว่า วันเวลาผ่านไปไวเหมือนตอแหล

    แต่ในความเป็นจริงเวลาไม่เคยตอแหล มีเพียงคนเท่านั้นที่สามารถกระทำการเช่นนั้นได้ เราไม่เคยเห็นสัตว์กระทำการเช่นนี้กับพวกพ้อง-หรือว่ามี?

    เราไม่รู้ เพียงเพราะเราพยายามยกระดับความแตกต่างด้วยความพยายามที่กระทำให้ประเสริฐกว่า

    หรือจะมี? แต่เราไม่รู้ เพราะเราไม่ใช่สัตว์ประเภทนั้น ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ เราคุยภาษาของสัตว์ไม่ได้ เหตุนี้เราจึงไม่สามารถชี้ชัดลงคำตอบได้ว่า สัตว์ไม่มีอาการตอแหล


    มนุษย์ (คน) มีพัฒนาการทางสมองสับซ้อนซ่อนเงื่อนมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ทั้งที่คนก็เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับสัตว์ คนมีภาษา มีเครื่องมือในการสื่อสาร หนึ่งในเครื่องมืออันหลากหลายและเก่าแก่คือหนังสือ

    เป็นการรวบรวมบันทึกทั้งเรื่องราวรากเหง้า ความรู้ และความบันเทิง หนังสือจึงมีความหลากหลาย แบ่งแยกออกได้หลายประเภท

    ตำรา หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร ฯลฯ อีกทั้งยังแบ่งซอยย่อยแยกจำแนกตามประเภทของกลุ่มผู้อ่านไปตามแต่ละวัย

    หนังสือจึงมีความหลากหลาย ในความหลากหลายเมื่อรวมตัวย่อมมีสีสัน มีความหรรษา จึงเป็นมหกรรม

    มหกรรมเช่นนี้มีระยะเวลาเพียง ๑๒ วัน หากนับเต็มวันตั้งแต่วันที่ ๑๗-๒๘ ตุลาคม ศกนี้

    และเรา ขอความรื่นรมย์จงบังเกิดแด่ผู้รักการอ่านทุกท่าน

    มิได้ตอแหลเหมือนเช่นคำพูดและการกระทำของผู้หนึ่งผู้ใด

    เช่นกัน-เช่นเดียวกับวันเวลา และหนังสือ


    || || || ||


    ด้วยมิตรภาพ
    ต.ค. ๕๐




    [อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [เรื่องจากปก]


    วันอาหารโลก




    เมื่อถึงกลางเดือนตุลาคมของทุกปี นอกจากลมหนาว ลานเบียร์และเด็กเชียร์(ให้เมา) จะโคจรผ่านมาพบคนเมืองขี้เหงาและขี้หนาวแล้ว คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเทศกาลกินเจ ทางเท้าหรือลานโล่งด้านหน้าของห้างร้านต่างๆกลับแปรสภาพพื้นที่การใช้งานเป็นร้านขายเบียร์หรือไม่ก็ขายอาหารเจ มองๆไปก็คล้ายกันไปหมด หมายถึงว่าสีมันเหลืองไปหมด ร้านก็เหลืองคนกินก็ใส่เสื้อเหลือง หากผู้ประกอบการที่ในสมองคิดแต่เรื่องกำไรขาดทุนรายใดสามารถคิดค้น "เบียร์เจ" ได้ละก็ คงเก็บสัดส่วนทางการตลาดในช่วงนี้ได้ไปอย่างงดงาม

    นอกเหนือจากเรื่องของ "เบียร์" และ "เจ" แล้ว ในวันที่ ๑๖ ตุลาคมนี้ยังมีวาระสำคัญอย่างหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นวาระระดับโลกเลยทีเดียว นั่นคือเป็น "วันอาหารโลก" โดยในวันที่ ๑๖ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๔๕ (เมื่อ ๖๒ ปีที่แล้ว) ได้มีการจัดตั้งองค์การอาหารและเกษตรขึ้นอย่างเป็นทางการที่เมืองควิเบกในประเทศแคนาดา โดยจัดเป็นสำนักงานชั่วคราว ก่อนที่จะย้ายมาตั้งสำนักงานใหญ่ในปัจจุบัน ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลีในปี ค.ศ.๑๙๕๑ ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกมากกว่า ๑๘๘ ประเทศ ส่วนประเทศไทยได้เป็นสมาชิกในลำดับที่ ๔๕ เอาละ พักเรื่องตัวเลขและปี ค.ศ.ไว้ก่อน

    วันอาหารโลกมีไว้เพื่ออะไร? ทำไมต้องมี?

    แรกเริ่มของการเกิดองค์การอาหารและเกษตรนี้ เดิมทีก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ด้วยเพราะสงครามทำให้ระบบการเกษตรถูกทำลาย อาหารขาดแคลนไปทุกพื้นที่ๆสงครามก้าวผ่าน คำกล่าวที่ว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด อาหารก็มีค่าไม่ต่างอะไรกับน้ำมันที่ใช้ขับเคลื่อนโลกให้หมุนรอบดวงอาทิตย์เช่นกัน เช่นนั้นแล้วการจัดให้มี "วันอาหารโลก" ขึ้นทุกปีก็เพื่อที่จะให้ประชากรโลกที่มีอันจะกินได้ตระหนักว่า ทุกๆปีทั่วทั้งโลกมีประชากรที่อยู่ในภาวะขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้นตลอดเวลา (ส่วนประเทศไทยตายมากขึ้นทุกปีเพราะกินเหล้า..ขวดละ ๖๐ บาทเอง??)

    ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติในปี ๒๕๔๗ ระบุว่าขณะนี้มีประชากรที่อยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร ๑,๐๐๐ ล้านคน (ประชากรโลกประมาณ๖,๕๐๐ล้านคน) ส่วนมากอยู่ในทวีปอัฟริกาและเอเชีย และในแต่ละวันมีเด็กทั่วโลกเกือบ ๕,๐๐๐ คนเสียชีวิตด้วยสาเหตุการขาดน้ำสะอาด ส่วนเด็กบ้านเรากินน้ำหวานอัดลมเสียจนฟันหลอกันทั้งประเทศ

    ดูเหมือนว่าประเทศเราเมืองเราจะไม่ค่อยประสบกับปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารมากนัก ออกจะหนักไปทางที่ว่าผลิตมากเกินไปไม่มีที่ขายที่ระบายออกจนต้องมีโครงการ ลองกองมังคุดช่วยชาติกู้ชาติกันเป็นระยะๆ ปัญหาที่พบเจอจึงมักจะเกี่ยวกับด้านโภชนาการ และนิสัยการกินการบริโภคเสียมากกว่า

    หลายปีมานี้สิ่งที่ขายดีและติดหน้าโฆษณาทีวีอยู่เสมอคือเรื่องราวของ "อาหารเพื่อสุขภาพ" ตีคู่มากับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายนานา แม้แต่ไรขนใต้รักแร้ก็ยังไม่วายหยิบขึ้นมาเป็นจุดขายได้อีกสิเออ หากใครทำงานออฟฟิตในเมืองก็คงหนีไม่พ้นที่จะพบเจอบรรดาเพื่อร่วมงานที่ชอบเอา "อาหารเสริม" มาขายในที่ทำงาน

    ทุกครั้งที่เจอแบบนี้ทำให้คิดได้สองอย่างคือ คนเรา(ที่อยู่ในเมือง)อ่อนแอขึ้น กับอีกอย่างคือ อาหารที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคุณค่าเพียงพอจนต้องมีการเสริม ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องอาหารเสริมเท่านั้น แม้แต่นมผงที่ใช้เลี้ยงดูเด็กก็เหมือนจะคล้ายสูตรปุ๋ยเข้าไปทุกที คนเป็นพ่อเป็นแม่แค่จะมีเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมลูกก็แย่แล้ว นี่ยังต้องจำสูตรผงนมที่ใช้ผสมน้ำเลี้ยงลูกเข้าไปอีก

    เรื่องกินของคนเมืองนี่ช่างดูวุ่นวายนักเชียว เหลียวมองกลับหลัง ผ่านสายตาไปยังผืนนาอันห่งไกลออกไป เด็กๆแถวนั้นก็โตมากันได้ก็เพราะนมจากเต้าของผู้เป็นแม่ โตหน่อยก็กล้วยบดผสมน้ำข้าวปากหม้อ ไม่ต้องจำสูตรเสริมเนื้อสมองให้วุ่นวาย ไม่ต้องขายเอ็มเวย์เวลาไปช่วยเพื่อนบ้านดำนา ข้าวสวย ปลาร้า ผักต้ม ก็เลี้ยงคนตั้งแต่หัวดำยังหัวขาวมาได้ หน่วยโอเมก้าจากปลาร้าไม่เคยนึกถึง รู้แต่ว่าอันนั้นแซบดีอันนี้แซบหลาย เพียงเท่านั้น


    "ได้ยินว่าต่างประเทศมีการพัฒนาข้าวดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อให้สามารถสร้างธาตุเหล็กได้มากขึ้น เรามีข้าวพื้นบ้านดีๆหลากหลายมากมาย ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น"

    พระราชดำรัส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
    ระหว่างเสด็จชมงานนิทรรศการ
    "มหกรรมเกษตรยั่งยืน:ฟื้นฟูวิถีชีวิตไท เพื่ออธิปไตยของชาติ"
    วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ณ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
    (ที่มาจากหนังสือ "สารคดี" ฉบับที่๒๗๑)


    หากได้ลองตรองคิดตามพระราชดำรัสแล้ว ข้าพเจ้าให้นึกตามต่อไปว่า ไม่เพียงแต่เฉพาะพันธุ์ข้าวเท่านั้นที่มีการดัดแปลงพันธุกรรม แม้แต่ความคิดของคนเราเดี้ยวนี้ ก็ถูกดัดแปลงแต่งเสริมเสียจนวุ่นวาย วุ่นวายจนลืมเลือนไปแล้วว่า อาหารดีๆ สิ่งดีๆที่ปู่ย่าตายายเราได้คิดค้นสร้างสรรค์ไว้ เพื่อเหมาะแก่การบริโภคตามกาลเวลาตามฤดูอยู่แล้ว

    ในวาระ "วันอาหารโลก" เวียนมาครบรอบครั้งนี้ มิเพียงแต่ให้เราได้ตระหนักว่ายังมีคนที่หิวโหยและขาดแคลนอาหารอีกมากมายเท่านั้น วาระครั้งนี้สิ่งที่เราต้องฉุกคิดตระหนักเกี่ยวกับสิ่งที่เราบริโภคเข้าไปทุกวันนี้ ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ยิ่งในภาวะปัจจุบันในบ้านเมืองเราขณะนี้แล้วละก็อาหารเสริมสุขภาพร่างกายเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ อาหารที่ใช้เสริมเลี้ยงจิตใจให้ดีงามก็สำคัญและหาได้น้อยจนเรียกว่าขาดแคลนได้เลยทีเดียว

    ท้ายสุดนี้ขอให้เพื่อนๆทุกท่านมีสุขภาพที่ดีจากการบริโภคสิ่งดีๆกันทุกคนครับ ด้วยมิตรภาพ




    "โลกเต็มไปด้วยอันตราย มิใช่เพราะมีคนทำสิ่งชั่วร้าย แต่เพราะมีคนยืนดูเฉยๆ และมีการปล่อยให้มีการทำสิ่งชั่วร้ายขึ้น"

    -อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์-




    (...)




    [อ่าน เรื่องจากปก ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [สืบศิลป์] โดย กีรติ


    นาคเบือน หางหงส์ที่แตกต่าง




    เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เครื่องลำยองในสถาปัตยกรรมไทย ในส่วนของพระราชวัง และพุทธสถานนั้นมีความสำคัญและงดงามมาก กล่าวคือ ยังเป็นการแสดงออกถึงรสนิยมและอิทธิพลเชิงช่างได้เป็นอย่างดี

    ตัวลำยอง คือส่วนขององค์ประกอบสำคัญของเครื่องลำยอง เราพบว่าเครื่องลำยองที่สร้างนั้น เปรียบเหมือนการนำตัวนาคทั้งตัวเป็นองค์ประกอบ ใช้เป็นเครื่องปิดเครื่องมุงหลังคาด้านสกัด โดยพาดอยู่บนหลังแป ทำหน้าที่เช่นเดียวกับปั้นลมในเรือนไทย และส่วนที่ทำให้ตัวลำยองมีชีวิตชีวานั้นคงหนีไม่พ้นส่วนที่เรียกว่า หางหงส์

    หางหงส์เป็นส่วนที่ติดอยู่ที่ปลายเครื่องลำยอง บ้างทำเป็นรูปทรงคล้ายหงส์แต่ที่พบส่วนมากมักทำเป็นรูปโครงของนาคสามเศียรซ้อนกัน หรืออาจจะเป็นหนึ่งเศียรก็มี

    นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบสำคัญของตัวลำยองอยู่ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับหางหงส์ เราเรียกองค์ประกอบส่วนที่ว่านี้ว่า นาคเบือน

    นาคเบือนคือองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในเครื่องลำยองของพระราชวังและสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนา มีลักษณะเป็นแผ่นแบนเช่นเดียวกับหางหงส์ ทำเป็นเศียรนาคซ้อนติดกันเป็นแผง หันหน้า ออกทางด้านหน้าของมุข ซึ่งหางหงส์เดิมจะหันหน้าออกไปทางด้านข้าง การหันหน้าในลักษณะเช่นนี้ คืออาการที่เรียกว่า “เบือน” เป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่า “นาคเบือน”

    นาคเบือนเป็นหางหงส์ที่ดูมีชีวิตชีวากว่ารูปแบบของหางหงส์ทั่วไปที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งหมด นาคเบือนนี้จะทำเป็นรูปโครงของเศียรนาค บ้างทำเป็นเศียรนาคที่ดูสมจริงก็มี โดยจัดองค์ประกอบของเครื่องลำยองให้ต่างออกไปจากเดิม ซึ่งเดิมจะจัดให้เศียรนาคหันหน้าไปทางด้านข้าง สำหรับนาคเบือนนี้กลับบิดรูปหน้าให้หันมาทางด้านหน้ามุข การแสดงออกในลักษณะเช่นนี้ดูแปลกตาและยังสะท้อนให้เห็นอีกว่า ช่างมีสุนทรียภาพในการออกแบบที่จะสะท้อนว่า ‘นาคนั้นมีชีวิต’ ซึ่งเราได้นำเสนอไปแล้วในเรื่องของนาคสะดุ้งที่ขนดนาคมีจังหวะคดโค้งคล้ายลำตัวของนาคกำลังเลี้อย





    ตัวอย่างของนาคเบือนที่สำคัญได้แก่ นาคเบือนที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง นาคเบือนที่พระอุโบสถพุทธรัตนสถาน สวนศิวาลัยในพระบรมมหาราชวัง และนาคเบือนที่พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า-ปัจจุบันเหลือแต่อุโบสถที่ได้รับการบูรณะแล้ว) ซึ่งตั้งอยู่ภายในวิทยาลัยนาฏศิลป์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร

    นอกจากนี้ยังพบนาคเบือนเป็นองค์ประกอบของซุ้มประตูทางเข้าของวัดมหาพฤฒาราม กรุงเทพฯ ด้วย ซึ่งต่างจากนาคเบือนที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และที่พระอุโบสถบวรสถานสุทธาวาส กล่าวคือ ที่ซุ้มประตูนี้ สร้างนาคเบือนที่ดูสมจริง คือนอกจากจะมีรูปทรงอย่างนาคแล้ว ยังตกแต่งด้วยปูนปั้นให้ดูมีชีวิตขึ้นอีก

    การที่พระราชวังและพุทธสถานมีส่วนเกี่ยวข้องกับนาคนี้ยังคงปรากฏเรื่อยมาจากอดีตถึงปัจจุบัน โดยที่นาคนั้นยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย ทั้งนี้เกิดจากความเชื่อ ความศรัทธาที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องในสถาบันกษัตริย์และพุทธศาสนา เฉกเช่นนาคเบือที่ยังคงปรากฏในเครื่องลำยองของพระราชวังและพุทธสถาน แม้ว่าจะไม่พบมากนักแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านาคเบือนจะไม่เป็นที่รู้จักเลย ทั้งนี้ยังสร้างความน่าสนใจ ความสำคัญของหางหงส์ให้มากกว่ารูปแบบทั่วไปอีกด้วย ·



      เอกสารอ่านประกอบ

      โชติ กัลยาณมิตร. พจนานุกรมสถาปัตยกรรมและศิลปะที่เกี่ยวเนื่อง. กรุงเทพฯ : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ๒๕๑๘.

      สมภพ ภิรมย์. ช่อฟ้า นาคเบือน ตุง. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๔๕.

      สมใจ นิ่มเล็ก. เครื่องบนและงานประดับของสถาปัตยกรรมไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๓๙.

      สันติ เล็กสุขุม. ลีลาไทย.กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๖.


    (จากหนังสือ ‘ธรรมลีลา’ ฉบับที่ ๘๓, ต.ค. ๕๐ โดย นฤมล สารากรบริรักษ์)




    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ----
    ----[ก้าวฯกวี]
    ----


    "ปลายทางของตลาดเช้า"



    ๑.
    สู่ถนนบางสายปลายทางเช้าเริ่มวันใหม่แบบเก่า ทุกท่วงท่า
    น้ำตาลทราย ใบตอง มะพร้าว งาไว้โรยหน้าขนมปาด บนถาดยาย
    .
    ข้าวต้มมัดไส้กล้วยและไส้ถั่วขนมครกหอมยั่วจากฝั่งซ้าย
    ขนมชั้นสีสวยวางเรียงรายขนมถ้วยแคะขายแทบไม่ทัน
    .
    หอมข้าวใหม่ข้าวเม่ามะพร้าวอ่อนกลอยนึ่งยังร้อนร้อนคลุกงานั่น
    ขนมแตงในห่อวางใกล้กันตลาดเช้าแห่งนั้นฉันเคยไป
    .
    ลูกมะเดือยร้อยเป็นสร้อยซื้อห้อยคอขบเปลือกแข็งที่ห่อเมล็ดได้
    ฝักบัวเขียวมีเม็ดเต่งอยู่ข้างในถือก้านบัวมัดใหญ่ไว้ในมือ
    .
    ๒.
    เหมือนเลยผ่านวันนั้นฉันเพิ่งเห็นวันนี้เร้นหายลับไปกับชื่อ
    กาลเวลากับใครได้หารือมากว้านซื้อรื้อกระจาดทิ้งโดยใด
    .
    แผงใหม่ตั้งวางท่า เชิญมาชมขนมปังก้อนกลมผ่าสอดไส้
    แฮมเบอร์เกอร์แถมซอสหยอดเอาใจลูกสาวฉัน - ลูกชายใคร ชี้แม่ดู
    .
    เค้กสวยสวยโรยลูกปัดเม็ดสีสีฟ้า เขียว แดง เหลืองมี อยู่ในตู้
    ประชันกับโดนัทอันรูรู แม่จ๋าหนูเอาอันนี้ ชี้นิ้วน้อย
    .
    ในกล่องแข็งใสใสข้างในเค้กทรงสามเหลี่ยมเล็กเล็กถือค่อยค่อย
    แม่จ๋าแม่ระวังกลัวเป็นรอยไม่สวยแล้วไม่อร่อย ลูกคอยติง
    .
    สู่ถนนบางสายปลายทางเก่าชีวิตเช้าขวักไขว่เหมือนไล่วิ่ง
    ข้างกล่องเขียน "กะทิสด" ปดหรือจริงคำนึงนิ่ง.. นึกถึงอดีตเช้า
    .



    กวิสรา
    ๘ ตุลาคม ๒๕๕๐
    http://kaveesara.bloggang.com




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ฟากฟ้า..ทะเลฝัน] โดย โจนาธาน


    มากมายในความคิดถึง




    มีอะไรหลายอย่างที่ฉันอยากพรั่งพรูออกมาเป็นคำพูดให้ใครสักคนได้ฟัง-โดยเฉพาะกับใครคนนั้นที่เป็นส่วนหนึ่งในความรู้สึกหลากหลาย

    อย่างที่ฉันเคยคิดไว้ก่อนหน้าว่าไม่ควรบากหน้าไปพบปะ-ด้วยความรู้สึกว่าบางอย่างมันได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว

    ใครคนนั้นที่ฉันคิดว่าเป็นคนที่รัก เชื่อใจ ไว้ใจอย่างสนิทใจ-ฉันเคยเชื่ออย่างนั้น แม้ว่าวันนี้ก็ยังเชื่อ ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่มันทำลายความรู้สึกนั้นให้คลอนแคลนลงไป

    ฉันนั่งคิดคำนึงกับคำถามที่ว่า มีใครบ้างที่จริงใจและรักเราชั่วนิรันดร?-ชั่วที่ชีวิตฉันยังคงอยู่

    หนึ่งในนั้นอาจเป็นพ่อกับแม่ และแน่ละ ฉันยังคงมั่นใจว่าหนึ่งในนั้น คือเธอ-คนรักของกันและกัน

    คนรัก... สำหรับผู้อื่นฉันไม่รู้หรอกว่าเขาจะเป็นเหมือนเธอไหม แต่เธอสำหรับฉัน ฉันเชื่อเหมือนอย่างที่เธอเคยบอกว่าเชื่อใน ‘รัก’ ของฉัน-มั่นคงและเป็นอมตะ

    นอกนั้น-ฉันหวังว่าจะมีบุคคลที่นับได้ว่า ‘เป็นเพื่อน’ จะรักฉันได้อย่างเธอบ้าง และฉันก็เชื่อ ทว่าวันนี้ฉันกลับไม่มั่นใจ

    ฉันมิอาจบอกได้ว่า ‘ฉันดี’ ต่อเขาอย่างเลิศ มันก็ต้องมีบ้างละที่ฉันอาจแย่ในสายตาเขาในขณะที่ฉันเองไม่รู้ตัว แต่ฉันก็อยากจะบอกเพียงว่า แม้ฉันจะแย่ไปบ้างแต่ฉันก็ยังมีความจริงใจ

    ฉันและเขาต่างก็รู้ว่า ‘ไม่มีใครดีได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง’ แต่สำหรับ ‘ความจริงใจ’ นั้นเรามีมันอยู่ได้ทุกขณะจิต...

    ในความเปลี่ยนไปของเขามีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง?... ไม่หรอก ฉันไม่อยากคิดเช่นนั้น แม้ว่าในส่วนลึกก็ยังจะคิดถึงอยู่ก็ตาม-ฉันอยากสลัดความคิดนั้นออกไป

    เขาว่าก่อนที่จะมองหรือกล่าวโทษผู้อื่น เรา-ฉันควรจะมองค้นหาข้อบกพร่องของตนเองเสียก่อน ซึ่งฉันก็กำลังค้นหาอยู่นี่แหละ และก็ค้นพบบางส่วน ซึ่งมันอาจเป็นเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

    ฉันว่าฉันได้เข้าไปก้าวก่ายชีวิตของเขาและเธอมากเกินไป ด้วยเพียงถือสิทธิความเป็นเพื่อนกันมานาน ความเคยชินบางอย่างทำให้ฉันเพลิดเพลินที่ได้พบ ทว่าขณะเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจต่ออีกบุคคล

    เขายังคงดีต่อฉัน อารีอารอบต้อนรับขับสู้อย่างถึงที่สุดกระทั่งทำให้ฉันมองข้ามบางอย่างไป หากเป็นในห้วงยามที่เราต่างโดดเดี่ยวคงไม่เกิดความรู้สึกบางอย่างทั้งต่อฉันและเขา

    ฉันรู้สึกว่า ‘ฉัน’ เป็นส่วนเกินในห้วงยามนั้น ตราบจนขณะนี้

    มันไม่สามารถสรุปว่าใครผิดหรือถูก-มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องสรุปแบบนั้น

    ฉันเพียงแต่มีคำตอบที่ว่า มันต้องเริ่มจากฉัน ฉันควรจะไปเมื่อเขาเชิญ เมื่อเขาต้องการ?

    ฉันบังเกิดความหยิ่งบ้า ๆ บอ ๆ ขึ้นมา-งั้นหรือ? เมื่อเขาเชิญงั้นหรือ?...

    อย่างไรก็ตาม ฉันยังคงรักและมีความจริงใจต่อเขาเหมือนเดิม แต่การนี้ของฉันมิอาจแสดงออกได้มากเท่าวันวาน เป็นไรไป อย่างน้อยก็ยังมีความรักต่อเขาอยู่...จะเป็นไร

    อยู่ที่นี่มีเธอ-ท้องฟ้า, มีฉัน-ทะเล เป็นเพื่อนคู่คิดอยู่วันยังค่ำ-อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

    อยู่กับตัวตน-คนเดียวมันไม่ย่ำแย่ไปกว่าเมื่อแรกเกิดลืมตาดูโลกนักหรอก

    เกิดคนเดียว...และจะตายไปคนเดียว ความรู้สึกต่าง ๆ ไม่สามารถแบกไปด้วยได้ใช่ไหม?

    งั้นเรามาคิดถึงกันกันเถิด-ที่รัก... ·


    ด้วยความรักฯ
    โจ.
    ก.ย.๕๐




    kaawss.jpg[อ่าน ฟากฟ้า..ทะเลฝัน ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]

    2007-10-15 03:28:22/

     



    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย    เมื่อ: 2007-10-15 03:29:21
    [DekAd] โดย Black&Pink


    อยู่เพื่อกิน




    เมื่อพูดถึงอาหาร คุณนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก...บางคนนึกไปถึงข้าวสวยโปะไข่เจียวร้อน ๆ บางคนนึกไปถึงอาหารฟาสต์ฟูดสุดฮิต บ้างบางคนนึกไปถึงอาหารญี่ปุ่นที่กำลังอินเทรนด์อยู่...

    จะอย่างไรก็ตามแต่ หากเป็นครีเอทีฟสิ่งที่จะนึกถึงอันดับแรกเลย แน่นอน...นั่นคือการคิดไอเดียงานออกมา แต่ต่อจากนั่นล่ะ เราก็ต้องมาดูถึงระบบระเบียบข้อบังคับที่ถูกควบคุมโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาที่กำหนดไว้สำหรับการโฆษณาอาหารต่าง ๆ ทีนี้ผมจะขอยกหลักสำคัญมาให้ได้อ่านกัน เพราะถ้าผมยกมาหมด สงสัยจะมีคนเลิกอ่านคอลัมน์นี้ไปเสียก่อน (ยิ่งมีคนอ่านน้อย ๆ อยู่ อิอิ)

    การโฆษณาอาหารจะต้องแสดงชื่ออาหารภาษาไทยตามใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารอย่างน้อย 1 ครั้ง ถ้าเป็นอาหารทั่วไปที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร ให้ใช้ชื่ออาหารตามที่แสดงที่ฉลากนั้น ๆ ยกเว้นชื่ออาหารที่แสดงถึงคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณ การแสดงชื่ออาหารให้ปฏิบัติดังนี้


    สื่อสิ่งพิมพ์ - แสดงชื่ออาหารในข้อความโฆษณา หรือ
    - แสดงภาพผลิตภัณฑ์ที่เห็นชื่ออาหารบนฉลากอย่างชัดเจน
    สื่อวิทยุ - แสดงชื่ออาหารในส่วนเสียงโฆษณา
    สื่อโทรทัศน์ - แสดงชื่ออาหารในส่วนเสียงโฆษณาหรือแสดงอักษรลอย (SUPER) ในภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง
    - แสดงภาพผลิตภัณฑ์ที่เห็นชื่ออาหารบนฉลากอย่างชัดเจน
    - แสดงชื่ออาหารเป็นอักษรลอยประกอบภาพโฆษณา


    ในกรณีที่เป็นการโฆษณาอาหารหลายตำรับพร้อมกัน หรือโฆษณาอาหารที่มีชื่อเต็มยาวมาก ทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์ซึ่งมีเวลาจำกัด หากข้อความโฆษณาได้บ่งบอกถึงชนิดและประเภทของอาหารอย่างชัดเจนสอดคล้องกับข้อความอื่น ๆ แล้ว ก็อนุโลมไม่ต้องแสดงชื่อเต็มของอาหาร

    ที่ยกมานั่นเป็นเพียงข้อที่ 1 เท่านั้นครับ ยังมีข้อยิบข้อย่อยอีกมากมาย ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าเหนื่อยครับ แล้วยังมีคำที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในงานโฆษณาอาหารอีกนะครับ เช่นคำว่า ยอด ยอดเยี่ยม พิเศษ วิเศษ ดีเลิศ ดีที่สุด เด็ดขาด ศักดิ์สิทธิ์ มหัศจรรย์ ปลอดภัยที่สุด เหมาะสมที่สุด เป็นหนึ่ง ที่หนึ่ง บริสุทธิ์ มั่นใจกว่า เหนือกว่า……กว่า

    เอาละ งั้นเรามาชมงานโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกินดีกว่า แต่คุณอาจจะแปลกใจเล็กน้อยนะครับ เพราะงานที่ผมยกมาให้ชมกันนั้นจะไม่มีภาพผลิตภัณฑ์อาหารให้เห็นเลย...อ้าวแล้วอย่างนี้มันจะเร้าให้คนอยากกินกันได้ยังไงกันล่ะ ลองชมเทคนิคของเหล่าครีเอทีฟให้ดีครับ



    ถ้าสังเกตดี ๆ จะยังเห็นควันลอยอยู่เลยนะครับ แสดงว่าท่าจะอร่อยมาก



    เป็นโฆษณาถั่วครับ...กินถั่วแล้วก็ต้อง...นั่นละ คุณเข้าใจถูกแล้ว



    เตารีดที่ไหนเป็นสี่เหลี่ยมหว่า...



    โฆษณาปลากระป๋องครับ ของเค้าสดจริง ๆ นะนั่น



    ส่วนโฆษณานี้ผมเห็นว่าน่ารักดีครับ ดูทีไรก็อมยิ้มได้ตลอด อะไรมันจะนุ่มได้ขนาดนั้นล่ะเนาะ...


    แม้ว่าอาหารจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ แต่ในเมื่อเรามีหลากหลายเจ้าของ หลากหลายผลิตภัณฑ์ ดังนั้นการโฆษณาเกี่ยวกับอาหารจึงเกิดขึ้น กลายเป็นว่าวัฒนธรรมการอยู่เพื่อกินอะไรที่ทันสมัย แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร จะเข้ามาแทนที่การกินเพื่อดำรงชีพอยู่ไปเสีย และหากอาหารใดที่บ่งชี้หรือบ่งบอกถึงสถานภาพทางสังคมได้คนก็ยิ่งแห่ไปกินกันเยอะ อาหารยิ่งแพงคนกินก็ยิ่งดูหรูไฮ เดินยืดอกเข้าร้านได้อย่างสง่าผ่าเผย พอตอนเช็คบิลออกมาก็ไหล่ตกกันเป็นแถบก็มีให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ สังเกตได้เลยครับว่าช่วงต้นเดือนร้านอาหารนี่คนแทบล้นออกมา เพราะยกโขยงออกมารับประทานข้าวนอกบ้านกันหมด

    ก็อย่าลืมกันล่ะครับว่า การกินทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ได้ หาใช่เรามีชีวิตอยู่เพื่อการกินเพียงอย่างเดียว

    ส่งท้ายผมมีรูปเปรียบเทียบระหว่างภาพโฆษณา กับ ภาพจริง ให้ดูครับ



    ของจริงน่ากินเหมือนภาพโฆษณาหรือเปล่าล่ะครับ...






    [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [พูดพร่ำทำเพลง] โดย 'พล


    เพลงรัก
    ’พล : เรื่องและภาพ




    -๑-


    เพื่อนผมคนหนึ่งชอบบ่นให้ผมฟังว่า เบื่อวงการเพลงในบ้านเราแล้ว

    ด้วยเหตุผลที่เขามักย้ำอย่างหนักแน่นว่า เพลงในบ้านเราล้วนมีแต่บทเพลงที่มุ่งเน้นไปแต่ในเส้นทางของความรัก เธอรักฉัน ฉันรักเธอ เธอนอกใจฉัน ฉันแอบรักเธอ วนและเวียนอยู่อย่างนี้จนเขารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ


    -๒-


    มนุษย์เราขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรัก ผมเชื่ออย่างนั้น

    ทันทีที่ทารกน้อยลืมตาขึ้นมาดูโลกก็ร้องไห้หาน้ำนมอุ่น ๆ ของผู้เป็นแม่ ถ้าแม่ไม่มีความรักต่อลูกแม่คงไม่ให้ทารกน้อยดื่มนม กลับกัน ถ้าทารกน้อยไม่รักตัวเองก็คงไม่เอาปากไปรับน้ำนมของผู้เป็นแม่ สำหรับผมความรักเป็นสิ่งสวยงามและน่าสัมผัส แม้จะมีหลายครั้งที่ผมผิดหวังในความรัก แต่ผมกลับมองว่าความรักไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของความผิดหวังเหล่านั้น ความไม่เข้าใจในรักต่างหากที่เป็นตัวการที่แท้จริง แล้วโยนความผิดให้ความรักเป็นแพะรับบาป

    แต่เราก็ปฏิเสธความจริงของโลกไม่ได้เช่นกันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ความรักก็เช่นกัน ข้อเสียของความรักในที่นี้ก็คือ ความรักที่มีมากไป โดยเฉาะความรักที่มีต่อตัวเองจนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว สังคมของเราทุกวันนี้ที่มันดูเหมือนจะแย่ลงก็เพราะมีพวกที่รักตัวเองมากเกินไป เป็นตัวการอยู่นั่นเอง และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ พวกที่รักตัวเองมากเกินไปเหล่านั้นมักจะได้มีโอกาส ได้เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของกลไกการบริหารประเทศชาติ ถ้าพวกที่รักตัวเองมากเกินไปเหล่านั้นปรับเปลี่ยน พฤติกรรมแย่ ๆ ของตัวเองมาเป็นการรักตัวเองอย่างพอดีและรักเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติมาก ๆ สังคมและประเทศเราคงจะสูงขึ้นเป็นกอง


    -๓-


    จริงอยู่การฟังเพลงในชีวิตประจำวันของเราไม่ว่าจะเป็นในร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านอาหาร ในรถ บนเครื่องบิน และอีกหลาย ๆ สถานที่ที่เสียงเพลงจะเข้าไปถึงจะมีเพลงรักปนเปอยู่มากกว่าครึ่ง แถมเพลงรักเหล่านั้นก็มีเนื้อหาที่วกไปวนมาจนดูเหมือนน่าเบื่อ แต่บทเพลงเหล่านั้นก็ล้วนถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง มนุษย์ที่มีความรักเป็นสัญชาตญาณในทุก ๆ อณูของชีวิต

    ผมนั่งฟังเพลง ความเชื่อ ของ บอดี้สแลม อย่างพินิจพิเคราะห์ น่าแปลกที่เนื้อร้องของเพลงนี้ทั้งเพลงไม่มีคำว่ารักอยู่เลย แถมความหมายของเพลงก็พูดถึงการให้กำลังใจล้วน ๆ แต่ผมกลับคิดว่าเพลงนี้คือหนึ่งในเพลงรัก ด้วยเหตุผลที่ว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่แสดงถึงความรักในความฝัน รักที่จะฝัน และรักที่จะทำความฝันนั้นให้เป็นจริง บางทีเราอาจหนีเพลงรักไม่พ้น เพลงทุกเพลง ภาพยนตร์ทุกเรื่อง หรือแม้แต่งานศิลปะทุกชิ้นอาจล้วนถูกสร้างขึ้นมาด้วยความรักและเพื่อความรัก

    เชื่อผมเถอะ ถ้าคุณเบื่อความรัก ก็เท่ากับว่าคุณเบื่อชีวิต ·



    'พล
    wanwilai_pol@hotmail.com




    kaawss.jpg[อ่าน พูดพร่ำทำเพลง ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    อัมโปะ




    ๔๑. ความเท่าเทียมไม่ใช่มาตรฐานของโลกใบนี้ บางชีวิตจึง ‘อิ่ม’


    ๔๒. ความเท่าเทียมไม่ใช่มาตรฐานของโลกใบนี้ บางชีวิตจึง ‘อด’




    [อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Coffee Brake]




    “สำหรับผม สิ่งที่เราจะให้กับคนอ่านคือ 1.ให้ความคิด คิดอะไรก็บอกคนอ่านไป 2.ให้ความรู้ เรื่องที่เราจะเขียนบอกคนอ่านนั้นเราต้องรู้จริง 3.ให้ความบันเทิง ไม่ได้หมายความว่าอ่านแล้วหัวเราะตลอดทั้งเล่ม แต่มันคือการอ่านแล้วไหลลื่น อ่านแล้ววางไม่ลงต้องติดตาม สามอย่างนี้ถ้าทำได้ก็สำเร็จ”

    จากบทสัมภาษณ์ ชาติ กอบจิตติ :
    ‘ผมกำลังรอโทรศัพท์จากพระเจ้า!’
    อ่านบทสัมภาษณ์เต็ม ๆ ได้ที่ ‘whitechair’ ที่นั่งของความคิด





    kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    leafterrace.jpg[ระเบียงใบไม้] โดย ธุลิดิน


    อำลา




    หลายวันมานี้เวลาของฉันผ่านไปอย่างลำบากยากใจ ดวงจิตของฉันวิ่งวนอยู่ระหว่างคำ ‘ย้าย’ กับ ‘ไม่ย้าย’ ไป ๆ มา ๆ อยู่เช่นนั้นจนไม่เลยที่จักหาความสุขสงบได้แม้สักชั่วครู่ยาม

    บนความลังเลนั่น ความอึดอัดเกินอั้นฉายวาวอยู่แต่เช้าจนค่ำคืน สำหรับฉันยามนี้..วันเวลาช่างเหมือนใบไม้เหลืองกรอบในสายลมของฤดูใบไม้ร่วงที่พลิ้วพรูอย่างมากมายจนไม่ทันยับยั้งตั้งตัว

    ฉันนั่งมองพื้นระเบียงฟากไม้ไผ่ซึ่งบัดนี้ผุกร่อน โครงคานถูกปลวกขึ้นมาทำลายด้วยเห็นเป็นอาหารโอชะ ใช่เพียงระเบียงใบไม้ที่ฉันใช้นั่งอ่าน-เขียนทุกบ่าย แม้ตัวกระท่อมเองก็ไม่อยู่ในสภาพจะใช้การได้อีกต่อไป หากซ่อมแซมก็เหมือนประเคนอาหารจานใหม่ให้บรรดาปลวกเจ้าถิ่น ส่วนการคิดใช้น้ำยาฆ่าปลวกนั้นขออย่าได้หมาย ฉันยังหวังครองชีวิตกับเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ดำรงชีพโดยวิถีของตนไปด้วยกัน เมื่อไม่คิดกำจัดทำให้ไม่อาจยับยั้งการรุก ฉันกลับต้องเป็นฝ่ายยอมละทิ้งกระท่อมซึ่งสร้างมากับมือ

    ฉันไปปัดกวาดกระท่อมเก่าปลายนาที่หลังคามุงด้วยกระเบื้อง หวังใช้คุ้มแดดฝนพอให้ผ่านฤดูพายุลมที่กำลังมาถึงนี้ไปก่อน

    แต่นั่นเท่ากับว่าฉันจะต้องตัดใจทิ้งกระท่อมมุงจากที่เคยฝากชีวิตมาหลายปี ทิ้งร่มผู้เฒ่าที่ฉันเคยคุ้นนอนหนุนเงารับลมเย็นอยู่ทุกบ่าย

    จะหาที่ไหนสงบสุขได้เท่ากระท่อมใบไม้แห่งนี้ คงไม่มีแล้ว

    ฉันย้ายข้าวของทดลองอยู่กระท่อมมุงกระเบื้อง ที่นั่นฉันพบแต่ระอุร้อนทั้งยังต้องผจญกับประดามดตัวเล็ก ๆ ซึ่งครองอยู่ก่อนจนไม่ได้หลับได้นอน แต่เวลาที่ลมเปลี่ยนทิศกระชั้นเข้ามาทุกที ถึงเวลานั้นพายุฝนก็จะกระหน่ำไม่เปิดโอกาสให้คิดทบคิดทวนอีกต่อไป

    ฉันจำตัดใจอำลาความสุขที่เคยคุ้น ตัดใจลาผู้เฒ่าโพธิ์ทะเลที่เป็นเหมือนเพื่อนบ้านอารี ที่ที่ฉันจะไปอยู่ห่งไปอีกร่วมสองร้อยเมตร ไม่มีน้ำประปาต้องรออาศัยแต่น้ำจากฟ้า ทั้งไม่มีไม้ใหญ่ให้ร่มเงา

    ฉันคงต้องไปเริ่มทุกอย่างใหม่..เริ่มด้วยคำถามที่ว่า

    “ทำอย่างไรจึงจะสามารถดำรงอยู่ได้อย่างสุขสมดุลในทุกจังหวะเคลื่อนของดวงตะวัน ผ่านเช้าสายบ่ายเย็นค่ำอย่างสอดคล้องกลมกลืน?”

    ยังมีงานอีกมากหลายคอยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปรับกระท่อมที่ร้อนระอุให้มีทางลมผ่าน ปรับคันดินอันเต็มด้วยวัชพืชให้มีที่ปลูกผักปลูกผลไม้อย่างใจหมาย

    วันพรุ่งฉันจะย้ายข้าวของ
    เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ชีวิตที่ดำรงชีพอยู่กับดินน้ำฟ้า
    บำเพ็ญตนอยู่ในฆราวาสธรรม
    ผ่านวันเวลานิ่งงัน..ด้วยอักขระอ่อนหัดที่ยังคงค่อยคืบค่อยคลาน

    ฉันเริ่มระเบียงใบไม้ด้วยอวนอุ่นของไอแดดยามบ่าย..สายลมที่ล้อไม้ไหวโอน..เมื่อไม่มีระเบียงที่เคยนั่งขีดเขียนฉันก็ไม่อาจนำตัวอักษรเดินทางในนามของระเบียงฯ ได้อีกต่อไป

    ทุกการพบมีการพราก
    ทุกการอยู่ร่วมมีการจาก

    ความจริงข้อนี้ฉันตระหนักด้วยหัวใจที่สะทกสะท้อนตลอดมา

    ลาก่อน..ระเบียงใบไม้..



    -ธุลีดิน-




    [อ่าน ระเบียงใบไม้ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]








    [ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


    -_- ผู้ปรุงยาพิษให้วงวรรณกรรม ?




    อาหารรสเลิศ เป็นเช่นไรหรือ? คำตอบของคำถามนี้คงมีเท่า ๆ กับจำนวนคนตอบ มากเท่าจำนวนคนที่เคยลิ้มรสชาติอาหารนานาชนิด นั่นเป็นคำตอบที่ว่า อาหารทุกอย่างในโลกรสเลิศทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเราใช้ลิ้นของใครเป็นผู้ตอบคำถามเท่านั้น

    วินทร์ เลียววาริณ มักพูดถึงอาหารประเภทหนึ่งที่คนเราควรมีให้ร่างกาย อาหารที่ว่านั้นคือ ‘อาหารสมอง’ ซึ่งสารอาหาร (สมอง) ที่รับนั้นย่อมมีแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่า ‘ใครเป็นผู้ปรุง’ และ ‘ปรุงสิ่งใด’ วันนี้ก้าวต่อก้าวแนะนำให้รู้จักกับพ่อครัวมือหนึ่งที่ปรุงแต่งอาหารสมองรสเด็ดเขย่าห้องหนอนสนทนามาแล้ว ชายผู้ใช้สัญลักษณ์แทนตัวเขาเองว่า -_- วันนี้เขาได้มาเผยมุมมองและสูตรสำเร็จในการบวนการปรุงอาหาร (สมอง) กับก้าวรอก้าวฉบับนี้ค่ะ ชื่อจริง ๆ แท้ ๆ ของเขาคือ วราห์ชา พรรณสังข์ ลูกจ้างหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง พี่ใหญ่ของ uncensor team



    สารากร : อาหารที่โปรดปรานที่สุดของคุณคืออะไรคะ

    -_- : ชอบที่สุดเลย คือ หัวปลีทอด ยายทำให้กินตั้งแต่ยังเด็ก ๆ อยู่

    สารากร : พอจะบรรยายความอร่อยของหัวปลีทอดได้ไหมคะว่ามันเป็นอย่างไร

    -_- : คือ ครั้งแรกที่ได้กิน ตอนนั้นมันเป็นอะไรที่แปลกไง ยายจะใช้หัวปลีเฉย ๆ เอาไปผสมแป้งแล้วทอดจิ้มน้ำจิ้มแต่พอแม่เห็นพี่ชอบกินเขาก็เลยเอามาใส่หมู ใส่อะไรเข้าไปให้มันได้สารอาหาร อันนั้นถือว่าเป็น หัวปลีทอดเจเนอเรชั่นที่ ๒ ของยายเป็นรุ่นแรก

    สารากร : แล้วทุกวันนี้ยังได้กินอยู่ไหมคะ

    -_- : ส่วนตอนนี้ให้ภรรยาทำให้กินโดยมีแม่เป็นครูสอน ตอนนี้ชำนาญแล้วทำได้อร่อยเท่า ๆ กันแถม ยังปรับปรุงสูตรโดยการใช้หมูเด้งแทนหมูธรรมดา ซึ่งมัน...อร่อยมาก ๆ เลยทุกวันนี้ยังได้กินอยู่มั้ยเหรอ? เดี๋ยวเย็นนี้ก็จะกลับไปกินเมื่อเช้าสั่งให้เขาทำพอดี (หัวเราะ)

    สารากร : แล้วส่วนตัวทำอาหารอะไรเป็นบ้างคะ

    -_- : อาหารตระกูลไข่แล้วก็ มาม่าผัดทำเป็นแค่นั้น ไข่เจียว ไข่ต้ม ไข่คน ไม่ค่อยชอบทำอาหาร เพราะเคยหัดทำแล้วมันกินไม่ได้ฮะเสียของ

    สารากร : ไข่คน-คืออะไรคะ

    -_- : ไข่คน คือ ตั้งกระทะใส่น้ำมัน อย่าให้น้ำมันมันร้อนมากแล้วตอกไข่ลงไปมันจะยังไม่สุก หรี่ไฟ แล้วก็ใส่ซอส ใส่พริกไทย มีอะไรใส่ก็ใส่ ๆ ลงไป เพื่อนเคยใส่ออริกาโน่ลงไปอร่อยมาก พอเสร็จแล้วตักออกมาราดข้าวมันจะเป็นลักษณะกึ่งสุกกึ่งดิบ แล้วมีพวกน้ำซอสด้วยเราเลยเรียก ‘ไข่คน’

    สารากร : พอดีนึกว่าไข่--

    -_- : อันนั้นกินไม่ได้นะจ๊ะ ถึงฆาตเลย (หัวเราะ)

    สารากร : แล้วอาหารสมองล่ะ คุณเลือกกินอย่างไรคะ

    -_- : อาหารสมองเหรอ พี่เลือกเสพแต่สิ่งที่พี่ชอบและสนใจนะ

    สารากร : อย่างเช่นอะไรคะ

    -_- : อย่างเช่นหนังสือ ก็จะซื้อแต่ของนักเขียนที่ชอบน่ะ หรือถ้าตอนนั้นเราสนใจเกี่ยวกับเรื่องอะไรอยู่ เราก็จะหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มาอ่าน หรือหนังสือถ้าเนื้อหาข้างในมันน่าสนใจถึงนักเขียนที่ไม่เคยอ่านก็จะซื้อเหมือนกัน ยกเว้นหนัง ถ้าหนังนี่ดูหมดเป็นพวกคลั่งหนัง บางครั้งมันก็ให้สาระอะไรดี ๆ แบบที่นึกไม่ถึงเหมือนกัน หมายถึงหนังบางเรื่องนะ ที่ไม่คิดว่าจะดูแต่แรกแต่พอดูแล้วชอบนี่ก็มี

    สารากร : ถ้าคนเราไม่มีอาหารสมองเลยจะเป็นอย่างไรคะ และเคยคิดไหมว่าอาหารสมองบางอย่าง ก็ไม่ให้ประโยชน์อะไรเลย เหมือนกินแล้วไม่ได้สารอาหาร

    -_- : พี่ว่าของทุกอย่างบนโลกนี้มันมีนะไอ้สิ่งที่เรียกว่าอาหารสมองเนี่ย แม้แต่สิ่งที่เรามองว่าไร้ประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์มันก็อาจจะมีอะไรดี ๆ บ้างเหมือนกันแล้วแต่มุมมองของผู้ที่เสพมันว่าจะมองด้านไหน ถ้ามองแบบไร้อคติ พี่ว่าต้องเจอ ยกตัวอย่างหนังสือโป๊ หลายคนมองว่ามันบ่อนทำลายสังคม หนังสือแบบนี้อ่านไปไม่เห็นจะได้อะไร แต่พี่มองว่าหนังสือโป๊นี่มันทำให้คนกลุ่มหนึ่งได้ปลดปล่อยนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับกฎหมายด้วยว่าควรจะห้ามเด็กที่อายุต่ำกว่ากี่ปีอ่าน มันก็เหมือนกับการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์น่ะ จัดเรตซะให้คนที่มีวุฒิภาวะได้เสพมันก็พอ เพราะเขาจะคิดเองได้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร

    สารากร : พี่มีทีม uncensor ด้วย อยากทราบประวัติความเป็นมาของทีมนี้สักนิดค่ะ

    -_- : ในตอนแรกที่พี่ยังเขียนเรื่องสั้นลงในบอร์ดใต้ดินอยู่ก็ได้รู้จักเพื่อนคนหนึ่งซึ่งชอบเขียนเรื่องสั้นเหมือนกัน นั่นก็คือคุณมอมแมม เว็บมาสเตอร์ของอันเซ็นเซอร์ตอนนี้นั่นเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งเรานั่งดื่มด้วยกัน แล้วคุณมอมก็ได้พูดคุยขึ้นมาว่าเขาอยากจะทำเว็บ ๆ หนึ่ง ซึ่งลงแต่เรื่องสั้นเป็นพื้นที่ปล่อยของสำหรับคนชอบเขียนว่างั้นเหอะ แล้วต่อมาพี่ก็ได้มีโอกาสไปขอพื้นที่งาน Fat Fes ครั้งที่ ๕ เพื่อไปทำหนังสือทำมือขาย แล้วตอนนั้นก็คิดได้ว่า เออทำไมเราไม่เอางานที่เราเคยอ่านในเว็บใต้ดินที่มันเจ๋ง ๆ มารวมกันแล้วขายในชื่อเดียวกันวะ uncensor มันเกิดขึ้นจากตรงนั้นแหละ หลังจากนั้นพี่ก็ได้มาคุยกับคุณมอมเรื่องเว็บที่มันอยากจะทำอีกครั้งจนออกมาเป็นเว็บทีมอย่างที่เห็นนี่แหละ

    สารากร : วัตถุประสงค์ในการตั้ง uncensor team คืออะไรคะ

    -_- : วัตถุประสงค์หลักเลยก็คือเป็นการรวมกลุ่มกันของคนที่ชอบเขียนงานนะ เราไม่จำกัดว่าจะเป็นแนวไหน หรือจะดิบแค่ไหน ขอเพียงคุณไม่ไปลอกเลียนแบบใครมา สร้างสรรค์งานเขียนนั้น ๆ ขึ้นมาเองก็พอ เขียนเสร็จแล้วถ้าคุณเกิดคันมืออยากจะทำขายขึ้นมาก็มาขายด้วยกัน คือเป็นการรวมตัวกันแบบหลวม ๆ มากกว่า ไม่ซีเรียส ไม่ค่อยมีกฎมีเกณฑ์อะไรมากมายหรอก

    สารากร : ตอนนี้สมาชิกในทีมมามากไหม

    -_- : ตอนนี้ก็ประมาณสิบกว่าคนนะ แต่สมาชิกในทีมนี่ก็จะมีคนที่ทำงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่งานเขียนเหมือนกันอย่างคนที่วาดการ์ตูน หรือทำหนังสั้นอะไรแบบนี้ แต่พักหลังมานี่ยังไม่ได้รับสมาชิกใหม่เลยนะ เพราะรู้สึกว่าสัดส่วนระหว่างปริมาณคนในทีมกับงานที่ส่งออกมามันจะลดลงเรื่อย ๆ แล้วคือบางทีมันจะมีช่วงที่เราคิดเราเขียนอะไรไม่ออกเหมือนกันน่ะ ซึ่งเราก็ไม่ได้ไปเร่ง ไปตั้งกฎอะไรกับเขาว่า เออคุณจะต้องมาลงงานในเว็บทีมเดือนละครั้งนะ ซึ่งตอนนี้เว็บมันก็เหงา ๆ ไปบ้าง

    สารากร : เนื้อหาของเรื่องที่คนในทีมเขียน ถ้าจัดเรต จะจัดได้อย่างไรบ้างคะ

    -_- : มันก็จะมีตั้งแต่เรต X คือหยาบและดิบ ไม่เหมาะสำหรับเด็ก (และผู้ที่มือถือสากปากถือศีล) อ่านไปจนถึงงานที่อ่านกันได้ทุกเพศทุกวัย หลายคนคิดว่างานของทีมจะต้องเป็นงานดิบ ๆ หยาบ ๆ อย่างเดียวซึ่งมันไม่ใช่ครับ

    สารากร : เคยมีคนพูดขึ้นมาว่า วรรณกรรมเป็นหนึ่งฉากสะท้อนตัวตน พี่คิดอย่างไรคะ

    -_- : เห็นด้วยบางส่วนครับ งานเขียนบอกตัวตนของผู้เขียนได้ในระดับหนึ่ง อันที่จริงงานศิลปะทุกแขนงเลยนะที่พี่คิดว่ามันสะท้อนให้เห็นว่า ตัวผู้ที่สร้างงานชิ้นนั้น ๆ ขึ้นมาเป็นคนอย่างไร มันสามารถบอกตัวตนของเรา ณ ตอนที่เราสร้างงานชิ้นนั้น ๆ ได้ว่าตอนนั้นเรากำลังคิดหรือว่ารู้สึกอะไรอยู่ อย่างเมื่อวานพี่อาจจะไปเที่ยวแล้วไปเจอผู้หญิงแล้วรู้สึกชอบ พอพี่กลับบ้านพี่อาจจะเขียนเรื่องรักขึ้นมาสักเรื่อง หรือวันนี้พี่อยากจะเขียนเรื่องแนวฆาตกรรม พี่ก็ต้องเอาตัวเองเข้าไปแทนตัวละครในเรื่องที่พี่เขียนด้วย เพื่อที่เวลาเขียนจะได้มีอารมณ์ร่วมกับงาน มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ของเราแค่นั้นเอง งานเขียนไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดหรอกว่าผู้เขียนคนนั้นมีตัวตนจริง ๆ เป็นอย่างไร

    สารากร : การที่เราเขียนเรื่องแนวโหด หรือว่าเป็นไปในลักษณะที่ชวนให้เชื่อว่า เราอาจมีนิสัยอย่างเช่นในตัวละคร แบบนี้แล้วเป็นไปได้ไหมว่าภาพลักษณ์ของเราจะดูเป็นไปในแง่ลบ

    -_- : พี่ไม่ห่วงเรื่องภาพลักษณ์ หรือใครจะมองพี่ยังไงนะ เพราะถ้ามัวแต่ห่วงเรื่องนั้นก็คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้วละ มันอยู่ที่ว่าเราชอบอะไร เราอยากจะสื่อสารกับผู้อ่านด้วยวิธีไหนมากกว่า มันแน่นอนอยู่แล้วละที่คนจะมองคุณในแง่ลบ ในเมื่องานของคุณเป็นแบบนี้ แต่ก่อนที่จะเริ่มเขียน คุณก็ต้องทำใจไว้ส่วนหนึ่งแล้วละ ต้องพร้อมที่จะยอมรับคำด่าที่มีมากกว่าคำชม

    สารากร : งานกับชีวิตจริงของพี่แยกขาดจากกันไหม

    -_- : งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

    สารากร : หากเปรียบการเขียนเรื่องสั้นเสมือนการปรุงอาหารสมอง งานเขียนที่จัดอยู่ในจำพวกยาพิษในนิยามของพี่คืออะไร

    -_- : อย่างที่เราคุยกันไว้ในตอนแรกนะ พี่คิดว่าไอ้ยาพิษนี่จริง ๆ แล้วมันคือ ‘อคติ’ ของคนแต่ละคนมากกว่า มันไม่มีกุ๊กคนไหนหรอกที่จะใส่ยาพิษลงในอาหารที่ตัวเองทำน่ะ เพราะทำแบบนั้นก็เท่ากับฆ่าตัวตาย มันจะไม่มีใครมากินอาหารร้านคุณอีก มันเหมือนรสชาติอาหารแต่ละร้านน่ะ ร้านไหนคุณเข้าไปกินแล้วไม่ถูกปาก คุณก็จะบอกคนอื่นว่า ‘เฮ้ย อย่าไปกินร้านนี้นะ ไม่อร่อยว่ะ’ ซึ่งคุณรู้ได้อย่างไรล่ะ คนอื่นที่เขากินเขาอาจจะชอบก็ได้จริงมั้ย? คุณฟันธงไม่ได้หรอกว่าอันไหนดีหรือไม่ดีน่ะ ถ้าพี่บอกว่าหนังสือแฉดาราคือยาพิษมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย นั่นก็เพราะว่าพี่ไม่ชอบอ่านหนังสือประเภทนั้น แล้วถ้ามันเป็นยาพิษจริง ๆ ทำไมมันขายได้ติดอันดับหนังสือขายดีของร้านหนังสือทุกร้านเลยล่ะ อาจเพราะความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ชอบเสพยาพิษกันอย่างนั้นเหรอ?

    สารากร : งานของพี่มีบ้างไหมที่จัดอยู่ในข่ายนั้น

    -_- : งานของพี่อาจจะให้ความบันเทิงกับคนคนหนึ่ง ในขณะที่คนอ่านอีกสิบคนไม่บันเทิงไปด้วย อย่างที่บอกมันอยู่ที่คุณเลือกจะเปิดรับส่วนไหนของงานพี่เข้าไปตีความล่ะ

    สารากร : ถ้ามีคนเข้าใจว่าพี่โจ้คือคนปรุงยาพิษในวงวรรณกรรม พี่จะทำอย่างไร

    -_- : ก็ไม่ทำยังไงครับ พี่ห้ามความคิดใครไม่ได้ ก็คงได้แต่พูดว่าขอบคุณครับแล้วก็ยิ้ม

    สารากร : แล้วถ้าหากมีคนอ้างว่า อ่านงานเขียนจากเว็บ uncensor แล้วไปก่อเรื่องไม่ดี พี่จะแก้ไขตรงนี้อย่างไร

    -_- : ถ้าเราอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้นะ เราจะเห็นความพยายามที่จะโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกันหมดเลย อย่างคดีไหนที่มันรุนแรงมาก ๆ เนี่ย คนทำจะอ้างว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องโน้นเรืองนี้ ไม่รู้มันคิดว่าโทษของมันจะลดลงหรือเปล่า มันเหมือนกับเวลาเราที่โทษอะไรอย่างอื่นแล้ว ไอ้สิ่งที่เราแบกรับมันจะลดน้อยลงอย่างนั้นเหรอ? พี่คิดว่าคนที่อ่านหนังสือได้ หรือคนที่ชอบอ่านงานเขียนเนี่ยเขาแยกแยะออกนะว่าอะไรควรหรือไม่ควร พี่เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง พออ่านจบแล้วเชื่อมั้ยว่าความคิดแวบนึงมันอยากจะลุกขึ้นไปฆ่าใครสักคนน่ะ แต่สักพักมันก็หายไป เราก็ไม่ได้ไปทำอะไรแบบนั้นจริง ๆ เพราะเรารู้ว่าถ้าเราทำ เราจะติดคุกนะ แต่ถ้ามันมีเรื่องแบบที่ถามเกิดขึ้นมาจริง ๆ ก็คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ คุณก็มาปิดเว็บผมไปเถอะ แต่ผมจะไม่เลิกเขียนหรอกนะ เหมือนไอ้หนุ่มเกาหลีที่มันยิงเพื่อนในมหาลัยตายไปหลายศพ มีคนว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง Old Boy ของ ชาง วุค แล้วอย่างนี้ ชาง วุค ต้องเลิกทำหนังไปเลยมั้ยครับ?

    สารากร : เป็นไปได้ไหมคะว่า คนเรามักโทษสิ่งอื่นเสียหมด

    -_- : สิ่งแรกที่คนเราคิดถึงเมื่อตัวเองทำความผิด มักเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองเสมอ

    สารากร : พี่คิดว่าคุณภาพของอาหารที่เรียกว่าวรรณกรรมควรเป็นอย่างไร

    -_- : วรรณกรรมควรจะคืนอะไรให้กับคนอ่านบ้าง ยิ่งถ้างานไหนมีประโยชน์ มีสาระเยอะ ๆ ก็ยิ่งเป็นวรรณกรรมที่ดีครับ

    สารากร : คิดอย่างไรกับวรรณกรรมที่เป็นกากของสารอาหาร อย่างเช่น หนังสือแฉพฤติกรรมดารา

    -_- : เป็นทางเลือกหนึ่งที่ผมไม่ชอบ และไม่คิดจะหยิบมันขึ้นมาอ่าน แต่อย่างที่บอกมันอาจจะดีก็ได้ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่ามันดีอย่างไร เพราะไม่ได้อ่าน อันนี้ต้องไปถามคนที่เคยอ่านเอาเอง

    สารากร : ถ้าพ่อครัวที่ชื่อวราห์ชาจะปรุงอาหารสมองชั้นเลิศ คิดว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

    -_- : อาจจะเหมือนลูกอมรสมะนาวที่เคยกินตอนเด็ก ๆ ที่พออมเข้าไปแล้วมันเปรี้ยวมากจนบางคนต้องคายทิ้ง แต่ถ้าทนอมต่อไปได้ก็จะพบความหวานซุกซ่อนอยู่ภายในนะเออ

    สารากร : เป็นไปได้ไหมว่าลิ้นของคนเราเมื่อเปรียบเทียบเป็นรสนิยม คุณค่าของวรรณกรรมก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

    -_- : แน่นอนที่สุดอย่างที่บอกไปแล้วข้างต้น คุณค่าของงานศิลปะแต่ละชิ้นขึ้นอยู่กับผู้ที่เสพมัน เพราะมนุษย์เรามีความแตกต่างนี่แหละ งานศิลปะหนึ่งชิ้นจึงไม่อาจทำให้คนทั้งสิบคนชอบมันได้เหมือนกันหมด

    สารากร : สุดท้ายอยากให้พี่โจ้ตอบคำถามสำคัญอย่างหนึ่ง “สิ่งที่ทำ คือยาพิษของสังคมหรือเปล่า”

    -_- : uncensor team ไม่ใช่กลุ่มผู้ก่อการร้ายนะครับ งานเขียนของพวกเราให้อะไรกับสังคมในขณะที่งานบางชิ้นก็ดูเหมือนจะเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ดิบของผู้เขียนเองซะมากกว่า ซึ่งตรงจุดนี้ผมคิดว่าคนที่อ่านออกเขียนได้จะแยกแยะได้ถูก ชอบก็เสพ ไม่ชอบก็ไม่ต้องเสพ มันแค่นั้นเองครับ ถ้าเปรียบงานของพวกเราเป็นอาหาร มันก็เหมือนอาหารดิบ ๆ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ อย่างพวก ก้อย ลาบเลือด อะไรพวกนี้ บางคนก็บอกว่าแซ่บหลาย บางคนก็เลือกที่จะไม่ทาน แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าในอาหารพวกนี้มันมีพยาธิอยู่ มันอยู่ที่ว่าคุณพร้อมหรือเปล่าที่จะทานมัน ของทุกอย่างในโลกนี้มันมีสองด้านครับ ไม่มีอะไรดีไปหมดแล้วก็เลวไปเสียทั้งหมดหรอก


    || || || ||


    อาหารรสเลิศเป็นเช่นไรหรือ? นอกจากใช้ลิ้นสัมผัส คงต้องใช้หัวใจที่ปราศจากอคติลิ้มรสที่ว่านี้ ไม่แน่ว่าอาหารที่ดูไม่น่ากิน อาจซ่อนรสชาติที่ทำให้ร่างกายและหัวใจแข็งแรงขึ้น

    แล้วคำตอบนั้นจะอยู่ในใจของคุณ.




    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Book Review] โดย saranya_nok.worm


    เด็กหญิงกับกิ้งก่า และศิลปะแบบดาดาอิสม์
    ศรัญญา ผดุงเรืองกิจ (saranya_nok.worm)




    เมื่อประมาณเดือนที่แล้วฉันได้อ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่งชื่อว่า “ เมื่อรักเดินทาง ” ซึ่งเป็นหนังสือที่แปลมาจากหนังสือภาษาเยอรมันที่มีชื่อว่า Liebesfluchten เขียนโดย Bernhard Schlink

    อ่านบทแรกฉันก็รู้สึกชื่นชอบในการเขียนของนักเขียนซึ่งเคยได้รับชื่อเสียงโด่งดังมาจากเรื่อง The Reader เสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายเรื่องยาก ๆ ให้อ่านแล้วสามารถเห็นภาพได้โดยง่าย หรือพล็อตเรื่องที่ถูกวางไว้ให้อ่านแล้วไม่สามารถวางมือลงได้ อีกทั้งหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ยังสอดแทรกบรรยากาศ กลิ่นอาย อารมณ์ ความรู้สึกของสงครามและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับเยอรมันไว้ในทุก ๆ สิ่ง และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือมิติของความรักและความสัมพันธ์อันหลากหลายในแต่ละบท...



    เด็กหญิงกับกิ้งก่า... ทำให้ฉันรู้จักเด็กชายคนหนึ่งซึ่งหลงใหลในภาพวาด *เด็กหญิงคนหนึ่งกับกิ้งก่าตัวหนึ่ง ทั้งคู่ต่างกำลังมองกันอยู่และก็เหมือนไม่ได้มองกัน ด้วยสายตาของเด็กหญิงที่มองไปยังกิ้งก่านั้นดูฝัน ๆ ส่วนสายตาของเจ้ากิ้งก่าที่มองเด็กหญิงก็เป็นประกายวิบวับแต่ดูว่างเปล่า คงเป็นเพราะความคิดของเด็กหญิงล่องลอยไปไกล เธอจึงอยู่ในท่านั้นนิ่งนาน แม้แต่เจ้ากิ้งก่าก็ยังยืนนิ่งเฉยไม่ไหวติงด้วยท่วงท่าชูคอแลบลิ้นยาวอยู่บนโขดหินที่มีตะไคร่น้ำขึ้นอยู่เต็ม ก้อนเดียวกับที่เด็กหญิงนอนพังพาบอยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน (*บรรยายโดย Bernhard Schlink แปลโดย สมชัย วิพิศมากูล) ซึ่งพ่อของเขาได้มาด้วยวิธีการหนึ่ง แต่ภาพวาดที่ทำให้เด็กชายเรียนรู้ถึงคำว่ารักนี้กลับเป็นสาเหตุให้แม่ของเขาต้องอยู่กับความรู้สึกเกลียดเสมอมา

    เด็กชายเฝ้าสงสัยมาโดยตลอดว่าเหตุใดพ่อกับแม่ของเขาจึงต้องมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเกี่ยวกับภาพวาดชิ้นนี้ แล้วทำไมแม่ของเขาต้องเรียกเด็กหญิงในภาพว่า “นังเด็กยิว” เด็กชายไม่เข้าใจเลยว่าคำที่แม่เรียกเด็กหญิงคนนั้นหมายความว่าอะไร แต่ทุกครั้งพ่อของเขาก็จะอธิบายว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เด็กยิว *เพราะหมวกกำมะหยี่สีแดงที่เธอสวมคลุมกระชับเรือนผมสีน้ำตาลหยิกเป็นลอนเกือบมิดชิด ไม่ได้เป็นหมวกที่สวมใส่เพราะเรื่องศาสนา ไม่ใช่เสื้อผ้าประจำชาติ แต่เป็นหมวกตามสมัยนิยมต่างหาก อีกอย่างหนึ่งถ้าเป็นยิว ต้องเป็นผู้ชายเขาจึงจะสวมหมวกแบบนี้ ไม่ใช่ผู้หญิง

    วันหนึ่งโลกภายนอกของเขาก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป เขาไม่ได้รับอนุญาตให้นอนกลางวันในห้องทำงานของพ่อที่มีภาพเด็กหญิงกับกิ้งก่าเหมือนเช่นเคย เขารู้สึกอาลัยอาวรณ์เด็กหญิงกับกิ้งก่า เดี๋ยวนี้โลกภายนอกของเขาไม่เพียงแต่ประกอบด้วยตัวละครในหนังสือที่อ่าน หรือจากรูปภาพที่เห็น หรือจากภาพยนตร์ที่ชม แต่ยังประกอบด้วยผู้คนจากโลกภายนอกในคราบจอมปลอมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    เมื่อเด็กชายอายุสิบสี่ปีเต็ม ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับชีวิตเขาอีกครั้ง เมื่อพ่อของเขาลาออกจากงานตุลาการและเข้าทำงานที่บริษัทประกันแห่งหนึ่ง เด็กชายรู้ว่าพ่อของเขาไม่ได้เต็มอกเต็มใจที่จะทำอย่างนั้น แต่พ่อก็ไม่สามารถอธิบายกับเขาได้ว่าทำไมจึงต้องเปลี่ยนงาน หลังจากนั้นครอบครัวของเขาก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนแปลงไป จากเคยอาศัยในอาคารที่ทันสมัย พวกเขาต้องย้ายมาอยู่ในอพาร์ทเม้นต์แบบเรียบ ๆ ตามแบบโครงการเอื้ออาทรของรัฐบาล ที่เปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างหนึ่งก็คืออุปนิสัยของพ่อของเขา พ่อของเขาหันมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับขวดเหล้า ชีวิตของเด็กชายก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย เขาต้องย้ายโรงเรียนไปยังโรงเรียนที่เอะอะมะเทิงกว่าโรงเรียนเก่า แต่ที่นี่เขากลับรู้สึกแปลกแยกจากเพื่อน ๆ น้อยลง และในที่สุดพ่อกับแม่ก็ให้เหตุผลกับเขาว่าฝีมือเปียโนของเขาแย่ลง ให้เขาหยุดเรียนเปียโนและสุดท้ายเปียโนของเขาก็ถูกขายไป

    เมื่อเด็กชายเรียนในระดับไฮสกูลเขาไม่ได้ตกหลุมรักสาวใด เขาเพียงแต่เลือกคบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ป๊อปปูล่าร์ ดึงดูดทางเพศ และฉลาดเฉลียว เขามักทำให้เธอคิดว่า เธอไม่รู้หรอกว่าเขายังมีอะไร “นอกเหนือ” จากที่เห็น บางสิ่งบางอย่างที่เธอไม่พบในเด็กหนุ่มอื่น ๆ และนั่นเองทำให้เธออยากค้นหาและอยากครอบครองด้วย แต่ขณะที่เขาอยู่กับเด็กผู้หญิงคนนี้ใจของเขาก็จะคิดถึงเด็กหญิงกับกิ้งก่าอยู่เสมอ ๆ

    เมื่อเรียนจบเขาได้เดินทางไปเที่ยวตามลำพัง เขาได้ไปที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะยุคโมเดิร์นแห่งหนึ่ง ภาพเขียนที่แสดงอยู่ข้างในมีตั้งแต่ยุคอิมเพรสชั่นนิสต์จนถึงยุคนิวซาเวจเจส (New Savages) เขาได้พบกับภาพเขียนของเรเน่ ดาลมันน์ ชื่อว่า “ที่ชายหาด” *มีรูปหินก้อนหนึ่ง หาดทรายและท้องทะเล เด็กผู้หญิงแสนสวยและเปลือยเปล่าทำท่าตีลังกา ใช้มือต่างเท้ายันอยู่บนก้อนหิน ขาข้างหนึ่งของเธอทำจากไม้-ไม่ใช่ขาเทียมทำด้วยไม้ แต่เป็นขาผู้หญิงที่เป็นเนื้อไม้จริง ๆ ทั้งหมดนั้นชวนให้เขาคิดถึงเด็กผู้หญิงที่มองกิ้งก่า

    เมื่อเขาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เขาแวะเมืองซึ่งอยู่ระหว่างทางและได้เจอพิพิธภัณฑ์อีกแห่งหนึ่ง เมื่อเข้าไปชม เขาไม่รอช้าถามเจ้าหน้าที่ถึงภาพเขียนของเรเน่ ดาลมันน์ และทราบว่ามีอยู่สองภาพ ภาพหนึ่งชื่อ “จัดระเบียบหลังสงคราม” *เป็นภาพวาดผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น โน้มศีรษะมาเบื้องหน้า นั่งชันเข่า โดยใช้แขนซ้ายยันร่างไว้ ส่วนมือขวากำลังดันลิ้นชักกลับเข้าท้องน้อย บริเวณเต้านมและช่วงเอวก็เป็นลิ้นชักด้วย มีหัวนมเป็นปุ่มลิ้นชักหนึ่ง และบริเวณเอวมีสะดือเป็นมือจับอีกลิ้นชัก ลิ้นชักเต้านมและท้องเปิดอ้าอยู่นิดเดียวมองเห็นข้างในว่างเปล่า ส่วนลิ้นชักท้องน้อยที่อยู่ต่ำลงมามีทหารนอนตายอยู่นายหนึ่ง ร่างกายบิดเบี้ยวและถูกหั่นเป็นชิ้น

    อีกภาพหนึ่งใช้ชื่อว่า “ภาพตัวเองในรูปลักษณ์ผู้หญิง” *เป็นภาพวาดด้านหน้าท่อนบนของชายหนุ่มคนหนึ่ง เขายิ้มแฉ่ง โกนหัวเกลี้ยงเกลา เสื้อแจ๊กเก้ตสีดำที่สวมใส่กลัดกระดุมเรียบร้อย แต่เห็นทรวดทรงของหน้าอกที่ตั้งเต้าชัดเจน มือซ้ายถือวิกผมสีบลอนด์หยิกสลวย

    เขาได้อ่านประวัติของเรเน่ ดาลมันน์ และได้รู้ว่าเรเน่เกิดที่สตราสบวร์ก พ่อของเขาเป็นพ่อค้าผ้า แม่เป็นชาวอัลเซเทียน พ่อแม่อยากได้ลูกสาว เพราะมีลูกชายถึงสองคนแล้ว พอคลอดคนต่อมาเป็นลูกสาวแต่ก็มาเสียชีวิตด้วยโรคนิวมอเนีย เมื่อเรเน่เกิดมาจึงเติบโตขึ้นภายใต้เงาของลูกสาวที่จากไป



    พ่อของเขาเสียชีวิตลงตอนที่เขาเรียนอยู่ปีที่สาม เพราะดื่มจัดจนประสบอุบัติเหตุหกล้มบนเขื่อนริมน้ำขณะกลับบ้าน เขาเดินทางกลับบ้านเป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกจากบ้านไปเรียน ตอนแรกแม่ไม่ยอมพูดกับเขาเลยเพราะไม่ให้อภัยกับการกระทำนี้ของเขา แต่ในที่สุดแม่ก็ยอมพูดกับเขาในเรื่องตำรากฎหมายของพ่อของเขาและภาพเด็กหญิงกับกิ้งก่า เขาอยากรู้ว่าแม่ตั้งใจจะทำยังไงต่อไปกับภาพเขียนนั้น และแม่ก็ตอบว่าจะยกให้เขา เขาขอร้องให้แม่เล่าถึงความเป็นมาของภาพเขียน แม่ยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มที่ซีดเซียวแต่ก็ไม่ยอมเล่า

    เขานำภาพเขียนไปแขวนไว้ในห้องใต้หลังคาอันเป็นที่อยู่ของเขาขณะเรียน ผู้หญิงของเขามักจะถามว่าใครเป็นคนวาดภาพนั้น แต่เขาก็จะตอบว่าไม่รู้ทุกครั้งไป แล้วผู้หญิงคนนั้นก็จะคิดไปถึงมูลค่าของภาพ เขาไม่อยากบอก เพราะถ้าบอกไปเขาก็ต้องมานั่งถามตัวเองอยู่เสมอว่าเธอรักเขาหรือว่าภาพเขียนของเขา ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจนำภาพเขียนไปซ่อนไว้ที่ใต้เตียงทุกครั้งที่เธอมาที่ห้องของเขา เขารู้สึกเบื่อที่จะต้องรอเวลาให้ผู้หญิงคนนั้นกลับไปเพื่อที่จะนำภาพเขียนขึ้นมาชื่นชมอีกครั้ง แล้วก็เลยรู้สึกเบื่อผู้หญิงคนนั้นไปโดยปริยาย สุดท้ายเธอก็เป็นฝ่ายไป

    วันหนึ่งเขาได้หยิบหนังสืออัตชีวประวัติของเรเน่ ดาลมันน์ ขึ้นมาอ่านต่อ และได้รู้ว่า *เรเน่นั้นเคยมีความสัมพันธ์จนอื้อฉาวกับเจ้าของบ้านหญิงหม้ายที่เขาไปอาศัยอยู่ หลังจากนั้นเขาเริ่มเขียนภาพบุคคลอื้อฉาว เช่น ภาพผู้พิพากษามีส่วนหัวปั้นปึ่งแกะสลักจากท่อนไม้ และภาพลูกชายของท่าน นายทหารผู้ปราดเปรียว ในเครื่องแบบเต็มยศบ่าแพรวพราวด้วยดิ้นทอง มีดาบปักอยู่กลางหน้า หลังจากนั้นเขาถูกออกหมายจับในทันที ดาลมันน์ต้องหนีไปอาศัยอยู่กับญาติของแม่ แล้วสงครามก็ระเบิดขึ้น เขาสมัครเข้าไปอยู่ในหน่วยพยาบาล ช่วงเวลานั้นเขาได้สเก็ตช์ภาพทหารบาดเจ็บ พิการ คนใกล้ตาย บางภาพสื่อถึงศาสนาในเชิงเสียดสี เช่น ภาพอดัมกับอีฟกำลังเดินหลงอยู่ในสรวงสวรรค์ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิ ภาพการเยียวยาทหารพิการโดยพระเยซูคริสต์ผู้พิการเช่นกัน หลังสงครามเรเน่เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และทำตัวเป็นศิลปินอิสระ เรเน่ริเริ่มออกหนังสือ Le’zard violet



    แล้วเขาก็เลิกอ่านประวัติของเรเน่หันมาเปิดผ่าน ๆ แทน เขามาสะดุดตากับนิทรรศการครั้งหนึ่งที่สูจิบัตรของนิทรรศการเป็นภาพ “กิ้งก่ากับเด็กหญิง!” โดยเรเน่ ดาลมันน์ เขารีบเดินทางไปค้นหาสูจิบัตรนั้นที่สถาบันศิลปะ แต่ก็ไม่พบ เขาจึงนั่งรถไฟไปยังเมืองที่เคยแวะระหว่างทางที่เขาเคยซื้อหนังสือประวัติของเรเน่มา เขาไปยังสถาบันศิลป์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองนั้น สอบถามบรรณารักษ์ถึงสูจิบัตรใบนั้น ภายในสถาบันมีห้องเก็บภาพอยู่ บรรณารักษ์ได้นำสไลด์ขนาดเกือบเท่าโปสการ์ดเสียบเข้าเครื่องฉายสไลด์ เมื่อไฟถูกเปิดขึ้น ได้ปรากฏภาพเขียนที่มี *เด็กหญิง ชายหาด ก้อนหิน แต่เมื่อมองภาพจากทางซ้ายไม่ใช่เด็กหญิง กลับกลายเป็นกิ้งก่ายักษ์ และที่ผึ่งแดดอยู่บนก้อนหินก็ไม่ใช่กิ้งก่า แต่เป็นเด็กหญิงตัวน้อย ใบหน้าสะสวย ผมสีเข้มเป็นลอน ใบหน้าขาวซีด

    เขาได้ทราบจากบรรณารักษ์ว่าภาพเขียนนี้ได้หายสาบสูญไป ครั้งสุดท้ายมันได้ถูกนำมาแสดงไว้ในงานแสดง “ศิลปะพิลึกในมิวนิค”

    เขากลับไปเพ่งพิศภาพเขียนเด็กหญิงกับกิ้งก่าของเขาอีกครั้ง และเริ่มใช้มีดตัดกระดาษที่ปิดอยู่ด้านหลังภาพ เลาะขอบให้ด้านในเผยออก เขาไม่ประหลาดใจที่เห็นชื่อดาลมันน์ที่ขอบตอนล่างสุดขวามือ ภาพเขียนที่ถูกนำกรอบที่ครอบจำกัดเนื้อที่ออกไปนั้น ทำให้รายละเอียดของภาพเขียนดูครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น ท้องฟ้าดูกว้างขวางขึ้น และกิ้งก่าก็มองเห็นเต็มตัวทีเดียว

    เขานั่งรถไฟกลับไปยังบ้านเกิด บนรถไฟเขาหยิบหนังสือประวัติของเรเน่ขึ้นมาอ่านจนจบ *ปี 1930 เรเน่ไปติดพันลือเดีย ดีอาโคโนฟ นักแสดงคาบาเร่ต์ชาวยิวผู้เปลี่ยนมานับถือนิกายออโธดอกซ์ เรเน่เปรียบเธอเป็นสัตว์สาวที่มีลีลาเคลื่อนไหวสวยสง่า สวยงามจนสะกดใจชายทั้งหลายผู้พบเห็น แท้จริงแล้วเธอนั่นเองคือกิ้งก่าของดาลมันน์ เป็นเด็กหญิงน้อย และเป็นคนดีของเขา ต่อมาดาลมันน์มีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องของมกุฎราชกุมาร เขามีงานแสดงศิลปะเสียดสีศิลปะของรัฐบาลเยอรมัน อันเป็นเหตุให้เรเน่และลือเดีย ดาลมันน์ ต้องอพยพไปยังเมืองสตาร์สบวร์กของฝรั่งเศส ภาพเขียนของเขาถูกนำไปแสดงอีกครั้งในอัมสเตอร์ดัมและปารีส ซึ่งต่อมาได้ถูกยึดและนำออกขายโดยรัฐบาลเยอรมัน ภายหลังทหารเยอรมันได้ยาตรายังสตาร์สบวร์กแต่ก็ไม่พบร่องรอยของเรเน่และลือเดีย ไม่มีใครรู้อีกเลยว่าทั้งคู่สูญหายหรืออพยพไปที่ไหน

    เขากลับมาถึงบ้านอีกครั้งเพื่อมาพบแม่ เขาใคร่ครวญมาตลอดทางว่าเขาไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับพ่อ เมื่อแม่กลับมาคำถามแรกที่เขาพูดออกไปก็คือ พ่อทำอะไรระหว่างเกิดสงคราม แม่ของเขาถอนใจยาว แต่เขาเพียงอยากรู้ว่าพ่อของเขาได้ภาพเขียนของเรเน่ ดาลมันน์มายังไง

    สุดท้ายแม่ก็ยอมเล่าเรื่องของพ่อให้เขาฟัง เมื่อครั้งที่พ่อของเขาทำงานอยู่ในสำนักงานศาลทหารในสตาร์สบวร์ก เขาเกิดรู้ว่าคนซึ่งเขาไปอาศัยอยู่ด้วยที่แท้เป็นคนยิว แต่ใช้เอกสารปลอม เขาจึงช่วยเหลือครอบครัวนี้ให้ปลอดภัย ครอบครัวยิวจึงมอบภาพเขียนนี้ให้เป็นการตอบแทน แล้วศิลปินผู้วาดและภรรยาก็สาบสูญไปหลังสิ้นสงคราม

    เขายังสงสัยว่าเหตุใดแม่ของเขาจึงเรียกเด็กหญิงในภาพว่า “นังเด็กยิว” เขาสงสัยว่าเป็นเพราะแม่คิดว่าพ่อของเขายังมีเรื่องปิดบังบางอย่างกับผู้หญิงคนนั้น พ่อไปแบล็กเมล์เขาหรือเปล่า... แต่แม่ของเขาก็ไม่ยอมเอ่ยปากใด ๆ

    เขายังมีคำถามอีกว่าทำไมพ่อของเขาถึงต้องออกจากตำแหน่งผู้พิพากษา และคำตอบจากแม่ก็คือพ่อของเขาถูกกล่าวหาว่า ตัดสินประหารเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในฐานะที่ช่วยเหลือครอบครัวชาวยิวให้หลบหนีจากการจับกุม และเจ้าหน้าที่คนนั้นก็เป็นเพื่อนของพ่อของเขาเอง เขาอยากไปหาหนังสือพิมพ์เก่าเพื่อหาตัวผู้สื่อข่าวซึ่งขุดคุ้ยเรื่องนี้ บางทีเขาอาจหาได้ว่าพ่อของเขาอยู่ที่ไหนในสตาร์สบวร์ก ใครบ้างอยู่บ้านเดียวกับพ่อ และยังพอจะมีญาติของเรเน่ ดาลมันน์หลงเหลืออยู่ให้สอบถามหรือไม่

    ขณะที่เขายังอยู่กับแม่นั้น เขาได้คิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่และพ่อของเขา แล้วเขาก็สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดแม่จึงชอบปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวตามลำพังอย่างสงบ เพราะจิตใจของแม่ของเขานั้นเกลื่อนกลาดไปด้วยแผลเป็นจากสิ่งที่พ่อของเขาได้ทำลงไป และเขาก็คงเป็นลูกที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความรัก

    เขาโดยสารรถไฟกลับไปยังเมืองที่เรียนอยู่ เมื่อมองภาพเด็กหญิงกับกิ้งก่าเขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับภาพเขียนนั้น ใจหนึ่งคิดจะส่งมอบภาพคืนไปให้กับทายาทของดาลมันน์ อีกใจคิดที่จะขายภาพนั้นไปเสียแล้วนำเงินไปทำในสิ่งที่ดีงาม ในสิ่งที่ตกค้างกับผู้คนที่พ่อของเขาเคยกระทำไว้

    ค่ำวันหนึ่ง เขาทำการห่อภาพเขียนและหิ้วไปที่ชายหาด เขาเริ่มก่อกองไฟขึ้น เขาโยนภาพเขียนลงไปบนกองไฟ สีสันต่าง ๆ เริ่มหลอม เด็กหญิงค่อย ๆ ละลาย แต่ก่อนที่เด็กหญิงจะถูกเผาไปจนสิ้น ผ้าใบด้านหนึ่งถูกขึงตึงซ้อนอยู่ใต้ภาพ เด็กหญิงกับกิ้งก่า รูปของกิ้งก่ายักษ์กับเด็กหญิงตัวน้อย ที่เรเน่ ดาลมันน์ต้องการซุกซ่อนไว้นั่นเอง เมื่อกองไฟเริ่มมอด เขาใช้ปลายรองเท้าเขี่ยเศษเถ้าจนกระจัดกระจาย เขายืนมองเปลวไฟที่ยังลุกเป็นสีแดงสีฟ้าอีกสักครู่ จากนั้นจึงเดินกลับที่พัก...



    การได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ ทำให้ฉันได้ตื่นตาตื่นใจกับศิลปะแบบดาดาอิสม์ ซึ่งเป็นศิลปะแนวที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อน ศิลปะแบบดาดาอิสม์นั้น เป็นศิลปะอีกกลุ่มหนึ่งที่มีปฏิกิริยาต่อต้าน คัดค้านศิลปกรรมเก่า ๆ ในอดีต พวกเขาคิดว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีจิตใจคับแคบ ดังนั้นต้องสร้างสรรค์งานแนวใหม่ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับศิลปะแบบเก่า

    แนวความคิดของกลุ่มนี้อยู่บนพื้นฐานทางอารมณ์ อันต้องการปลดเปลื้องความคิดผิด ๆ แบบเก่าให้หมดไป และเป็นผลมาจากความเสื่อมโทรมในสังคมและศิลปะวิทยา สืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การแสดงออกของศิลปินกลุ่มนี้ออกไปทางแดกดัน เยาะเย้ย ถากถาง มองโลกในแง่ร้าย เห็นว่าโลกนี้เลว สมควรถูกทำลายได้แล้ว พวกเขาแนะให้มีการสร้างงานที่ผิดหลักความจริง สร้างศิลปะอยู่ที่การโกหก หลอกลวงเป็นสำคัญ

    พวกเขาไม่เชื่อหลักตรรกวิทยา หากแต่ต้องการปลดปล่อยจิตไร้สำนึกให้แสดงพฤติกรรมอย่างอิสระเต็มที่ แม้ว่าจิตไร้สำนึกจะมีแนวโน้มเอียงไปในทางวิตถาร ดูพิลึก พิสดารก็ตาม

    บอกตามตรงความรู้สึกครั้งแรกที่ฉันสัมผัสกับศิลปะแบบดาดาอิสม์นี้ ฉันมีความขัดแย้งและไม่เห็นด้วยว่าสิ่งนี้จัดเป็นศิลปะค่ะ แต่เมื่อลองขยายความคิดและหัวใจให้กว้างขึ้นแล้วพิจารณาดูให้ลึกลงไปแล้ว ฉันเห็นว่าผลงานของเรเน่ ดาลมันน์นั้น หากมองแค่เพียงภาพวาดโดยที่ยังไม่ทราบที่มาหรือเบื้องหลังเลย ก็จะรู้สึกว่าภาพนั้นให้ความรู้สึกที่ออกไปในทางเลวร้าย แต่ถ้าเราได้ทราบถึงที่มาก็จะรู้ได้ว่า ทุกส่วนของเส้นสาย ทุกความเข้มข้นของเนื้อสีในภาพนั้นได้รับการถ่ายทอดจากความรู้สึกนึกคิดที่ดีทั้งสิ้น

    ฉันพยายามค้นหาผลงานของเรเน่ ดาลมันน์ มาให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันนะคะ แต่ก็ไม่สามารถหาได้ จึงไม่แน่ใจว่าเรเน่ ดาลมันน์นั้นเป็นศิลปินที่มีตัวตนอยู่จริงหรือเป็นเพียงตัวละครที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาในเรื่องสั้นเท่านั้น ถ้ามีใครทราบก็ช่วยบอกด้วยนะคะ

    แต่ถ้าเพื่อน ๆ สนใจที่จะชมภาพวาดบางส่วนซึ่งเป็นศิลปะแบบดาดาอิสม์ ก็สามารถเข้าไปชมในเว็บไซต์นี้ได้นะคะ

    http://wwar.com/masters/movements/dadaism.html

    แล้วเพื่อน ๆ ล่ะคะมีประสบการณ์เกี่ยวกับศิลปะที่ประทับใจหรือน่าสนใจอะไรกันบ้าง อย่าลืมเล่าให้ฟังกันบ้างนะคะ หรือว่าใครมีความคิดเห็นเกี่ยวกับศิลปะแบบดาดาอิสม์นี้อย่างไรก็มาสนทนากันได้ค่ะ


    ขอขอบคุณ




    • หนังสือรวมเรื่องสั้น เมื่อรักเดินทาง Bernhard Schlink เขียน, สมชัย วิพิศมากูล แปล, สำนักพิมพ์มติชน, ๔๘๘ หน้า, ราคา ๓๐๐ บาท

    • http://wwar.com/masters/movements/dadaism.html



    [อ่าน Book Review ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]









    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com



     


    Jdai
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย Jdai   เมื่อ: 2007-10-15 10:11:45


    อ่านเพลินจนลืมทำงานเลยอ่ะ

    เจร้ยยย มะทันแย้วววววววว

    5555+
     


    คิทชา
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย คิทชา   เมื่อ: 2007-10-15 13:15:29
    เปิดผ่านคราวๆ ไปสองรอบแล้ว
    ไว้เดี๋ยวจะแวะไปอ่านในเว็บอีกทีครับ
     


    ยางมะตอยสีชมพู
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย ยางมะตอยสีชมพู   เมื่อ: 2007-10-17 00:45:05
    สัมภาษณ์พี่โจ้เราด้วย


    สุดตรีนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-10-17 10:35:05
    ชอบปกค่ะ
     


    ผู้ปฏิเสธยาพิษ
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย ผู้ปฏิเสธยาพิษ   เมื่อ: 2007-10-17 23:18:02
    ความเห็นที่ 4

    หากท่านมีความเห็นในทาง +

    งั้นก็สวนทางกับผมนะ

     


    ส้มลิ้ม
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย ส้มลิ้ม   เมื่อ: 2007-10-21 10:42:46
    ชอบคอลัมภ์พี่นกค่ะ...
    ...เดี๋ยวจะไปหาหนังสือเล่มนั้นมาอ่านมั่ง แล้วจะส่งความเห็นเกี่ยวกับดาดาอิสม์ไปแลกเปลี่ยนทรรศนะกันนะคะ
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-11-10 21:58:15
    จริงๆแล้วจุดประสงค์ที่เราสัมภาษณ์งานของกลุ่มพี่โจ้
    มันไม่ใช่การที่เราสัมภาษณ์แล้วจะการันตีงานของเขาว่าไปในทิศทางใด

    เปิดใจรับฟัง อ่านเขาเสียหน่อย ก่อนต่อว่าดีกว่า
    เราว่าบทสัมภาษณ์มันก็ไม่ได้หวือหวาอะไรเลยนะ
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   adc4e2
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)