-_- ผู้ปรุงยาพิษให้วงวรรณกรรม ?
อาหารรสเลิศ เป็นเช่นไรหรือ? คำตอบของคำถามนี้คงมีเท่า ๆ กับจำนวนคนตอบ มากเท่าจำนวนคนที่เคยลิ้มรสชาติอาหารนานาชนิด นั่นเป็นคำตอบที่ว่า อาหารทุกอย่างในโลกรสเลิศทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเราใช้ลิ้นของใครเป็นผู้ตอบคำถามเท่านั้น วินทร์ เลียววาริณ มักพูดถึงอาหารประเภทหนึ่งที่คนเราควรมีให้ร่างกาย อาหารที่ว่านั้นคือ อาหารสมอง ซึ่งสารอาหาร (สมอง) ที่รับนั้นย่อมมีแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นผู้ปรุง และ ปรุงสิ่งใด วันนี้ก้าวต่อก้าวแนะนำให้รู้จักกับพ่อครัวมือหนึ่งที่ปรุงแต่งอาหารสมองรสเด็ดเขย่าห้องหนอนสนทนามาแล้ว ชายผู้ใช้สัญลักษณ์แทนตัวเขาเองว่า -_- วันนี้เขาได้มาเผยมุมมองและสูตรสำเร็จในการบวนการปรุงอาหาร (สมอง) กับก้าวรอก้าวฉบับนี้ค่ะ ชื่อจริง ๆ แท้ ๆ ของเขาคือ วราห์ชา พรรณสังข์ ลูกจ้างหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง พี่ใหญ่ของ uncensor team

สารากร : อาหารที่โปรดปรานที่สุดของคุณคืออะไรคะ -_- : ชอบที่สุดเลย คือ หัวปลีทอด ยายทำให้กินตั้งแต่ยังเด็ก ๆ อยู่ สารากร : พอจะบรรยายความอร่อยของหัวปลีทอดได้ไหมคะว่ามันเป็นอย่างไร -_- : คือ ครั้งแรกที่ได้กิน ตอนนั้นมันเป็นอะไรที่แปลกไง ยายจะใช้หัวปลีเฉย ๆ เอาไปผสมแป้งแล้วทอดจิ้มน้ำจิ้มแต่พอแม่เห็นพี่ชอบกินเขาก็เลยเอามาใส่หมู ใส่อะไรเข้าไปให้มันได้สารอาหาร อันนั้นถือว่าเป็น หัวปลีทอดเจเนอเรชั่นที่ ๒ ของยายเป็นรุ่นแรก สารากร : แล้วทุกวันนี้ยังได้กินอยู่ไหมคะ -_- : ส่วนตอนนี้ให้ภรรยาทำให้กินโดยมีแม่เป็นครูสอน ตอนนี้ชำนาญแล้วทำได้อร่อยเท่า ๆ กันแถม ยังปรับปรุงสูตรโดยการใช้หมูเด้งแทนหมูธรรมดา ซึ่งมัน...อร่อยมาก ๆ เลยทุกวันนี้ยังได้กินอยู่มั้ยเหรอ? เดี๋ยวเย็นนี้ก็จะกลับไปกินเมื่อเช้าสั่งให้เขาทำพอดี (หัวเราะ) สารากร : แล้วส่วนตัวทำอาหารอะไรเป็นบ้างคะ -_- : อาหารตระกูลไข่แล้วก็ มาม่าผัดทำเป็นแค่นั้น ไข่เจียว ไข่ต้ม ไข่คน ไม่ค่อยชอบทำอาหาร เพราะเคยหัดทำแล้วมันกินไม่ได้ฮะเสียของ สารากร : ไข่คน-คืออะไรคะ -_- : ไข่คน คือ ตั้งกระทะใส่น้ำมัน อย่าให้น้ำมันมันร้อนมากแล้วตอกไข่ลงไปมันจะยังไม่สุก หรี่ไฟ แล้วก็ใส่ซอส ใส่พริกไทย มีอะไรใส่ก็ใส่ ๆ ลงไป เพื่อนเคยใส่ออริกาโน่ลงไปอร่อยมาก พอเสร็จแล้วตักออกมาราดข้าวมันจะเป็นลักษณะกึ่งสุกกึ่งดิบ แล้วมีพวกน้ำซอสด้วยเราเลยเรียก ไข่คน สารากร : พอดีนึกว่าไข่-- -_- : อันนั้นกินไม่ได้นะจ๊ะ ถึงฆาตเลย (หัวเราะ) สารากร : แล้วอาหารสมองล่ะ คุณเลือกกินอย่างไรคะ -_- : อาหารสมองเหรอ พี่เลือกเสพแต่สิ่งที่พี่ชอบและสนใจนะ สารากร : อย่างเช่นอะไรคะ -_- : อย่างเช่นหนังสือ ก็จะซื้อแต่ของนักเขียนที่ชอบน่ะ หรือถ้าตอนนั้นเราสนใจเกี่ยวกับเรื่องอะไรอยู่ เราก็จะหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มาอ่าน หรือหนังสือถ้าเนื้อหาข้างในมันน่าสนใจถึงนักเขียนที่ไม่เคยอ่านก็จะซื้อเหมือนกัน ยกเว้นหนัง ถ้าหนังนี่ดูหมดเป็นพวกคลั่งหนัง บางครั้งมันก็ให้สาระอะไรดี ๆ แบบที่นึกไม่ถึงเหมือนกัน หมายถึงหนังบางเรื่องนะ ที่ไม่คิดว่าจะดูแต่แรกแต่พอดูแล้วชอบนี่ก็มี สารากร : ถ้าคนเราไม่มีอาหารสมองเลยจะเป็นอย่างไรคะ และเคยคิดไหมว่าอาหารสมองบางอย่าง ก็ไม่ให้ประโยชน์อะไรเลย เหมือนกินแล้วไม่ได้สารอาหาร -_- : พี่ว่าของทุกอย่างบนโลกนี้มันมีนะไอ้สิ่งที่เรียกว่าอาหารสมองเนี่ย แม้แต่สิ่งที่เรามองว่าไร้ประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์มันก็อาจจะมีอะไรดี ๆ บ้างเหมือนกันแล้วแต่มุมมองของผู้ที่เสพมันว่าจะมองด้านไหน ถ้ามองแบบไร้อคติ พี่ว่าต้องเจอ ยกตัวอย่างหนังสือโป๊ หลายคนมองว่ามันบ่อนทำลายสังคม หนังสือแบบนี้อ่านไปไม่เห็นจะได้อะไร แต่พี่มองว่าหนังสือโป๊นี่มันทำให้คนกลุ่มหนึ่งได้ปลดปล่อยนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับกฎหมายด้วยว่าควรจะห้ามเด็กที่อายุต่ำกว่ากี่ปีอ่าน มันก็เหมือนกับการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์น่ะ จัดเรตซะให้คนที่มีวุฒิภาวะได้เสพมันก็พอ เพราะเขาจะคิดเองได้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร สารากร : พี่มีทีม uncensor ด้วย อยากทราบประวัติความเป็นมาของทีมนี้สักนิดค่ะ -_- : ในตอนแรกที่พี่ยังเขียนเรื่องสั้นลงในบอร์ดใต้ดินอยู่ก็ได้รู้จักเพื่อนคนหนึ่งซึ่งชอบเขียนเรื่องสั้นเหมือนกัน นั่นก็คือคุณมอมแมม เว็บมาสเตอร์ของอันเซ็นเซอร์ตอนนี้นั่นเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งเรานั่งดื่มด้วยกัน แล้วคุณมอมก็ได้พูดคุยขึ้นมาว่าเขาอยากจะทำเว็บ ๆ หนึ่ง ซึ่งลงแต่เรื่องสั้นเป็นพื้นที่ปล่อยของสำหรับคนชอบเขียนว่างั้นเหอะ แล้วต่อมาพี่ก็ได้มีโอกาสไปขอพื้นที่งาน Fat Fes ครั้งที่ ๕ เพื่อไปทำหนังสือทำมือขาย แล้วตอนนั้นก็คิดได้ว่า เออทำไมเราไม่เอางานที่เราเคยอ่านในเว็บใต้ดินที่มันเจ๋ง ๆ มารวมกันแล้วขายในชื่อเดียวกันวะ uncensor มันเกิดขึ้นจากตรงนั้นแหละ หลังจากนั้นพี่ก็ได้มาคุยกับคุณมอมเรื่องเว็บที่มันอยากจะทำอีกครั้งจนออกมาเป็นเว็บทีมอย่างที่เห็นนี่แหละ สารากร : วัตถุประสงค์ในการตั้ง uncensor team คืออะไรคะ -_- : วัตถุประสงค์หลักเลยก็คือเป็นการรวมกลุ่มกันของคนที่ชอบเขียนงานนะ เราไม่จำกัดว่าจะเป็นแนวไหน หรือจะดิบแค่ไหน ขอเพียงคุณไม่ไปลอกเลียนแบบใครมา สร้างสรรค์งานเขียนนั้น ๆ ขึ้นมาเองก็พอ เขียนเสร็จแล้วถ้าคุณเกิดคันมืออยากจะทำขายขึ้นมาก็มาขายด้วยกัน คือเป็นการรวมตัวกันแบบหลวม ๆ มากกว่า ไม่ซีเรียส ไม่ค่อยมีกฎมีเกณฑ์อะไรมากมายหรอก สารากร : ตอนนี้สมาชิกในทีมมามากไหม -_- : ตอนนี้ก็ประมาณสิบกว่าคนนะ แต่สมาชิกในทีมนี่ก็จะมีคนที่ทำงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่งานเขียนเหมือนกันอย่างคนที่วาดการ์ตูน หรือทำหนังสั้นอะไรแบบนี้ แต่พักหลังมานี่ยังไม่ได้รับสมาชิกใหม่เลยนะ เพราะรู้สึกว่าสัดส่วนระหว่างปริมาณคนในทีมกับงานที่ส่งออกมามันจะลดลงเรื่อย ๆ แล้วคือบางทีมันจะมีช่วงที่เราคิดเราเขียนอะไรไม่ออกเหมือนกันน่ะ ซึ่งเราก็ไม่ได้ไปเร่ง ไปตั้งกฎอะไรกับเขาว่า เออคุณจะต้องมาลงงานในเว็บทีมเดือนละครั้งนะ ซึ่งตอนนี้เว็บมันก็เหงา ๆ ไปบ้าง สารากร : เนื้อหาของเรื่องที่คนในทีมเขียน ถ้าจัดเรต จะจัดได้อย่างไรบ้างคะ -_- : มันก็จะมีตั้งแต่เรต X คือหยาบและดิบ ไม่เหมาะสำหรับเด็ก (และผู้ที่มือถือสากปากถือศีล) อ่านไปจนถึงงานที่อ่านกันได้ทุกเพศทุกวัย หลายคนคิดว่างานของทีมจะต้องเป็นงานดิบ ๆ หยาบ ๆ อย่างเดียวซึ่งมันไม่ใช่ครับ สารากร : เคยมีคนพูดขึ้นมาว่า วรรณกรรมเป็นหนึ่งฉากสะท้อนตัวตน พี่คิดอย่างไรคะ -_- : เห็นด้วยบางส่วนครับ งานเขียนบอกตัวตนของผู้เขียนได้ในระดับหนึ่ง อันที่จริงงานศิลปะทุกแขนงเลยนะที่พี่คิดว่ามันสะท้อนให้เห็นว่า ตัวผู้ที่สร้างงานชิ้นนั้น ๆ ขึ้นมาเป็นคนอย่างไร มันสามารถบอกตัวตนของเรา ณ ตอนที่เราสร้างงานชิ้นนั้น ๆ ได้ว่าตอนนั้นเรากำลังคิดหรือว่ารู้สึกอะไรอยู่ อย่างเมื่อวานพี่อาจจะไปเที่ยวแล้วไปเจอผู้หญิงแล้วรู้สึกชอบ พอพี่กลับบ้านพี่อาจจะเขียนเรื่องรักขึ้นมาสักเรื่อง หรือวันนี้พี่อยากจะเขียนเรื่องแนวฆาตกรรม พี่ก็ต้องเอาตัวเองเข้าไปแทนตัวละครในเรื่องที่พี่เขียนด้วย เพื่อที่เวลาเขียนจะได้มีอารมณ์ร่วมกับงาน มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ของเราแค่นั้นเอง งานเขียนไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดหรอกว่าผู้เขียนคนนั้นมีตัวตนจริง ๆ เป็นอย่างไร สารากร : การที่เราเขียนเรื่องแนวโหด หรือว่าเป็นไปในลักษณะที่ชวนให้เชื่อว่า เราอาจมีนิสัยอย่างเช่นในตัวละคร แบบนี้แล้วเป็นไปได้ไหมว่าภาพลักษณ์ของเราจะดูเป็นไปในแง่ลบ -_- : พี่ไม่ห่วงเรื่องภาพลักษณ์ หรือใครจะมองพี่ยังไงนะ เพราะถ้ามัวแต่ห่วงเรื่องนั้นก็คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้วละ มันอยู่ที่ว่าเราชอบอะไร เราอยากจะสื่อสารกับผู้อ่านด้วยวิธีไหนมากกว่า มันแน่นอนอยู่แล้วละที่คนจะมองคุณในแง่ลบ ในเมื่องานของคุณเป็นแบบนี้ แต่ก่อนที่จะเริ่มเขียน คุณก็ต้องทำใจไว้ส่วนหนึ่งแล้วละ ต้องพร้อมที่จะยอมรับคำด่าที่มีมากกว่าคำชม สารากร : งานกับชีวิตจริงของพี่แยกขาดจากกันไหม -_- : งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต สารากร : หากเปรียบการเขียนเรื่องสั้นเสมือนการปรุงอาหารสมอง งานเขียนที่จัดอยู่ในจำพวกยาพิษในนิยามของพี่คืออะไร -_- : อย่างที่เราคุยกันไว้ในตอนแรกนะ พี่คิดว่าไอ้ยาพิษนี่จริง ๆ แล้วมันคือ อคติ ของคนแต่ละคนมากกว่า มันไม่มีกุ๊กคนไหนหรอกที่จะใส่ยาพิษลงในอาหารที่ตัวเองทำน่ะ เพราะทำแบบนั้นก็เท่ากับฆ่าตัวตาย มันจะไม่มีใครมากินอาหารร้านคุณอีก มันเหมือนรสชาติอาหารแต่ละร้านน่ะ ร้านไหนคุณเข้าไปกินแล้วไม่ถูกปาก คุณก็จะบอกคนอื่นว่า เฮ้ย อย่าไปกินร้านนี้นะ ไม่อร่อยว่ะ ซึ่งคุณรู้ได้อย่างไรล่ะ คนอื่นที่เขากินเขาอาจจะชอบก็ได้จริงมั้ย? คุณฟันธงไม่ได้หรอกว่าอันไหนดีหรือไม่ดีน่ะ ถ้าพี่บอกว่าหนังสือแฉดาราคือยาพิษมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย นั่นก็เพราะว่าพี่ไม่ชอบอ่านหนังสือประเภทนั้น แล้วถ้ามันเป็นยาพิษจริง ๆ ทำไมมันขายได้ติดอันดับหนังสือขายดีของร้านหนังสือทุกร้านเลยล่ะ อาจเพราะความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ชอบเสพยาพิษกันอย่างนั้นเหรอ? สารากร : งานของพี่มีบ้างไหมที่จัดอยู่ในข่ายนั้น -_- : งานของพี่อาจจะให้ความบันเทิงกับคนคนหนึ่ง ในขณะที่คนอ่านอีกสิบคนไม่บันเทิงไปด้วย อย่างที่บอกมันอยู่ที่คุณเลือกจะเปิดรับส่วนไหนของงานพี่เข้าไปตีความล่ะ สารากร : ถ้ามีคนเข้าใจว่าพี่โจ้คือคนปรุงยาพิษในวงวรรณกรรม พี่จะทำอย่างไร -_- : ก็ไม่ทำยังไงครับ พี่ห้ามความคิดใครไม่ได้ ก็คงได้แต่พูดว่าขอบคุณครับแล้วก็ยิ้ม สารากร : แล้วถ้าหากมีคนอ้างว่า อ่านงานเขียนจากเว็บ uncensor แล้วไปก่อเรื่องไม่ดี พี่จะแก้ไขตรงนี้อย่างไร -_- : ถ้าเราอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้นะ เราจะเห็นความพยายามที่จะโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกันหมดเลย อย่างคดีไหนที่มันรุนแรงมาก ๆ เนี่ย คนทำจะอ้างว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องโน้นเรืองนี้ ไม่รู้มันคิดว่าโทษของมันจะลดลงหรือเปล่า มันเหมือนกับเวลาเราที่โทษอะไรอย่างอื่นแล้ว ไอ้สิ่งที่เราแบกรับมันจะลดน้อยลงอย่างนั้นเหรอ? พี่คิดว่าคนที่อ่านหนังสือได้ หรือคนที่ชอบอ่านงานเขียนเนี่ยเขาแยกแยะออกนะว่าอะไรควรหรือไม่ควร พี่เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง พออ่านจบแล้วเชื่อมั้ยว่าความคิดแวบนึงมันอยากจะลุกขึ้นไปฆ่าใครสักคนน่ะ แต่สักพักมันก็หายไป เราก็ไม่ได้ไปทำอะไรแบบนั้นจริง ๆ เพราะเรารู้ว่าถ้าเราทำ เราจะติดคุกนะ แต่ถ้ามันมีเรื่องแบบที่ถามเกิดขึ้นมาจริง ๆ ก็คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ คุณก็มาปิดเว็บผมไปเถอะ แต่ผมจะไม่เลิกเขียนหรอกนะ เหมือนไอ้หนุ่มเกาหลีที่มันยิงเพื่อนในมหาลัยตายไปหลายศพ มีคนว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง Old Boy ของ ชาง วุค แล้วอย่างนี้ ชาง วุค ต้องเลิกทำหนังไปเลยมั้ยครับ? สารากร : เป็นไปได้ไหมคะว่า คนเรามักโทษสิ่งอื่นเสียหมด -_- : สิ่งแรกที่คนเราคิดถึงเมื่อตัวเองทำความผิด มักเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองเสมอ สารากร : พี่คิดว่าคุณภาพของอาหารที่เรียกว่าวรรณกรรมควรเป็นอย่างไร -_- : วรรณกรรมควรจะคืนอะไรให้กับคนอ่านบ้าง ยิ่งถ้างานไหนมีประโยชน์ มีสาระเยอะ ๆ ก็ยิ่งเป็นวรรณกรรมที่ดีครับ สารากร : คิดอย่างไรกับวรรณกรรมที่เป็นกากของสารอาหาร อย่างเช่น หนังสือแฉพฤติกรรมดารา -_- : เป็นทางเลือกหนึ่งที่ผมไม่ชอบ และไม่คิดจะหยิบมันขึ้นมาอ่าน แต่อย่างที่บอกมันอาจจะดีก็ได้ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่ามันดีอย่างไร เพราะไม่ได้อ่าน อันนี้ต้องไปถามคนที่เคยอ่านเอาเอง สารากร : ถ้าพ่อครัวที่ชื่อวราห์ชาจะปรุงอาหารสมองชั้นเลิศ คิดว่าจะออกมาเป็นอย่างไร -_- : อาจจะเหมือนลูกอมรสมะนาวที่เคยกินตอนเด็ก ๆ ที่พออมเข้าไปแล้วมันเปรี้ยวมากจนบางคนต้องคายทิ้ง แต่ถ้าทนอมต่อไปได้ก็จะพบความหวานซุกซ่อนอยู่ภายในนะเออ สารากร : เป็นไปได้ไหมว่าลิ้นของคนเราเมื่อเปรียบเทียบเป็นรสนิยม คุณค่าของวรรณกรรมก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย -_- : แน่นอนที่สุดอย่างที่บอกไปแล้วข้างต้น คุณค่าของงานศิลปะแต่ละชิ้นขึ้นอยู่กับผู้ที่เสพมัน เพราะมนุษย์เรามีความแตกต่างนี่แหละ งานศิลปะหนึ่งชิ้นจึงไม่อาจทำให้คนทั้งสิบคนชอบมันได้เหมือนกันหมด สารากร : สุดท้ายอยากให้พี่โจ้ตอบคำถามสำคัญอย่างหนึ่ง สิ่งที่ทำ คือยาพิษของสังคมหรือเปล่า -_- : uncensor team ไม่ใช่กลุ่มผู้ก่อการร้ายนะครับ งานเขียนของพวกเราให้อะไรกับสังคมในขณะที่งานบางชิ้นก็ดูเหมือนจะเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ดิบของผู้เขียนเองซะมากกว่า ซึ่งตรงจุดนี้ผมคิดว่าคนที่อ่านออกเขียนได้จะแยกแยะได้ถูก ชอบก็เสพ ไม่ชอบก็ไม่ต้องเสพ มันแค่นั้นเองครับ ถ้าเปรียบงานของพวกเราเป็นอาหาร มันก็เหมือนอาหารดิบ ๆ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ อย่างพวก ก้อย ลาบเลือด อะไรพวกนี้ บางคนก็บอกว่าแซ่บหลาย บางคนก็เลือกที่จะไม่ทาน แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าในอาหารพวกนี้มันมีพยาธิอยู่ มันอยู่ที่ว่าคุณพร้อมหรือเปล่าที่จะทานมัน ของทุกอย่างในโลกนี้มันมีสองด้านครับ ไม่มีอะไรดีไปหมดแล้วก็เลวไปเสียทั้งหมดหรอก
|| || || ||
อาหารรสเลิศเป็นเช่นไรหรือ? นอกจากใช้ลิ้นสัมผัส คงต้องใช้หัวใจที่ปราศจากอคติลิ้มรสที่ว่านี้ ไม่แน่ว่าอาหารที่ดูไม่น่ากิน อาจซ่อนรสชาติที่ทำให้ร่างกายและหัวใจแข็งแรงขึ้น แล้วคำตอบนั้นจะอยู่ในใจของคุณ.
[อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]
|