ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๒๒.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๒๒.-
 เมื่อ: 2007-11-01 00:20:23 
----
----ก้าวฯที่๒๒
----




Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








-
----มีอะไรในเล่ม :
-



  • เรื่องจากปก : [หนุงหนิง] ดนตรี

  • ก้าวฯกวี : [กวิสรา] "ผัสสะ ตา-ใจ"

  • DekAd. : [Black&Pink] จำ

  • พูดพร่ำทำเพลง : ['พล] โลก(ดนตรี)สวยด้วยมือเรา

  • ๑๐๐ รูปแบบแนวคิดการใช้ชีวิตฉบับอัมโปะ : [อัมโปะ] ตอนที่ ๔๓ และ ๔๔

  • Book Review : [(...)] โสกไฝ่ใบข้าว










  • [เรื่องจากปก]


    ดนตรี




    คุณเคยสักครั้งไหมที่ฟังเพลงอกหักตอนรักคุดแล้วน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว? เสียงเพลงมีอิทธิพลต่อจิตใจเราเช่นนั้นเชียวหรือ? ถ้าเช่นนั้นการที่มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์เพลงๆ หนึ่งในช่วงไม่นานมานี้ว่าทำให้คนที่อกหักฟังแล้วอยากฆ่าตัวตายก็ไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริง

    ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าดนตรีถือกำเนิดมาตั้งแต่ยุคใดสมัยใด ผู้รู้บางท่านกล่าวว่าดนตรีเกิดขึ้นมาพร้อมกับกำเนิดโลกโดยมีธรรมชาติเป็นผู้สร้างสรรค์เสียงดนตรี เช่น เสียงใบไม้ไหว เสียงใบไผ่ต้องลม เสียงธารน้ำไหลริน เสียงน้ำกระทบโตรกหิน เสียงสายฝนพรำ เสียงนกร้อง เสียงจักจั่นขยับปีก ฯลฯ เสียงเหล่านี้ล้วนเป็นเสียงดนตรีธรรมชาติที่ไพเราะงดงาม

    ส่วนมนุษย์เองรู้จักดนตรีมาตั้งแต่ยุคใดสมัยใดไม่มีประวัติศาสตร์บันทึกไว้แน่ชัด อาจเริ่มตั้งแต่สมัยมนุษย์คู่แรกถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกก็เป็นได้ เมื่อมนุษย์รู้จักการเปล่งเสียงผ่านทางลำคอเพื่อสื่อภาษา ต่อมาพวกเขาอาจเรียนรู้ในการสร้างคำ ผสมคำ จนเกิด “ภาษา” และพัฒนาการเรื่อยมาจนกระทั่งรู้จักการเปล่งเสียงสูงต่ำหนักเบาเพื่อขับร้อง

    นอกจากมนุษย์จะรู้จักการใช้เสียงเพื่อขับร้องแล้ว มนุษย์ยังรู้จักใช้อวัยวะหลายส่วนของร่างกายสร้างเสียงเป็นจังหวะดนตรี เช่น การดีดนิ้ว ผิวปาก ปรบมือ กระทืบเท้า ใช้มือตบไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อให้เกิดเสียง เป็นต้น ส่วนเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นในระยะเริ่มแรกก็อาจเป็นได้ทั้งใบไม้ ปล้องไม้ไผ่ หรือหญ้าที่มีลำต้นเป็นรูกลวง จากนั้นจึงค่อยพัฒนามาเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสลับซับซ้อนอย่างเช่นปัจจุบัน

    มนุษย์มีปฏิกริยาตอบสนองต่อเสียงเพลงตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา คุณแม่หลายคนจึงเปิดเพลงให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในครรภ์ด้วยหวังจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เมื่อเด็กลืมตาดูโลก แม่ก็ใช้เสียงเพลงเนิบช้าเห่กล่อมให้ลูกเคลิ้มหลับ (ซึ่งหลายครั้งแม่เผลอหลับก่อนลูก) สำหรับเด็กที่โตพอยืนเดินได้แล้ว เมื่อได้ยินเสียงเพลงเด็กมักโยกตัวไปมาตามจังหวะดนตรี หรือตบมือเปาะแปะเป็นจังหวะบ้างไม่เป็นจังหวะบ้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่าดนตรีเปรียบเสมือนกุญแจดอกหนึ่งที่สามารถไขเข้าไปในจิตใจมนุษย์ได้อย่างง่ายโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้และประสบการณ์

    ดนตรีถือเป็นศิลปะอีกแขนงซึ่งสัมผัสรสทางโสตประสาท ดนตรีสามารถก่อให้เกิดอารมณ์เศร้าสร้อย หดหู่ สนุก คึกคัก ฮึกเหิม มั่นใจ อิ่มเอมใจ และอีกหลายอารมณ์ความรู้สึกแก่ผู้ได้ฟัง ดนตรีจึงมิได้ทำเพียงแค่หน้าที่สร้างความเพลิดเพลินให้แก่มนุษย์เท่านั้น เราสามารถใช้เสียงดนตรีเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น ปลอบขวัญ สร้างกำลังใจ ปลุกใจ กล่อมเกลาจิตใจ บันทึกเรื่องราว และสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน (เช่น เพลงชาติ เพลงโรงเรียน เพลงสถาบัน)

    ดนตรีในแต่ละท้องถิ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตน ทั้งนี้เพราะดนตรีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมีความหมายมากกว่า “เสียง” “จังหวะ” และ “ทำนอง” ในดนตรีมีชีวิตของผู้คน เพลงแต่ละบทบันทึกเรื่องราว วิถีชีวิต ประเพณี ความคิดความเชื่อของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ในยุคนั้นๆ

    ปัจจุบันมนุษย์สามารถพัฒนาเครื่องดนตรีและแนวดนตรีได้หลากหลาย แต่ขณะเดียวกันเรากลับทอดทิ้งเสียงดนตรีธรรมชาติซึ่งนับวันกำลังแผ่วเสียงลงเรื่อยๆ หากวันใดธรรมชาติหยุดขับขาน ธารน้ำหยุดไหลริน ไม่มีเสียงนกร้อง ใบไม้ร้างไร้ใบแกว่งกวัด เมื่อนั้นโลกคงไร้ซึ่งชีวิต

    ลองหลับตาลงช้าๆ เงี่ยหูฟังดูสิว่าธรรมชาติกำลังร้องเพลงอะไรให้เราฟัง!




    หนุงหนิง




    [อ่าน เรื่องจากปก ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ----
    ----[ก้าวฯกวี]
    ----


    "ปลายทางของตลาดเช้า"



    ต้นทางลมหนาวหยอกล้อไผ่เสียดเบียดกอ
    ซอแว่วแผ่วดังกังวาน
    .
    ดนตรีบรรเลงโดยกาลจากดอกไม้บาน
    จากหยาดน้ำค้างระริน
    .
    เรียวหญ้าค้อมกระซิบดินออดอ้อนถวิล
    ปีกพิณแมลงปอคลอเสียง
    .
    ผีเสื้อกระหยับมาเคียงดอกแดดรายเรียง
    ระยับตามร่มแรระบาย
    .
    สายลมไหวเคลื่อนเอื้อนคล้ายลำธารบางสาย
    เอื่อยผ่านตรอกหินซอกน้อย
    .
    เมฆเคลื่อนขบวนทอดรอยทอดเงาอ้อยสร้อย
    เป็นบทเพลงเหงารำพึง
    .
    บนทางของใครคนหนึ่งอาจแว่วเสียงซึง
    จากชายชราพเนจร
    .
    ดนตรีแว่วอยู่ทุกตอนยังก้องสะท้อน
    ผัสสะ ตา-ใจ ในเราฯ
    .


    กวิสรา
    http://kaveesara.bloggang.com




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [DekAd] โดย Black&Pink


    จำ




    ในการคิดงานโฆษณามีโจทย์อยุ่ข้อหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะลูกค้ารายเล็กหรือรายใหญ่ต้องการให้มีอยู่ในงานโฆษณาที่ออกมา นั่นก็คือ “ผู้บริโภคต้องจำสินค้า หรือผลิตภัณฑ์นั้นๆได้” โฆษณาที่สามารถทำให้ผู้ชมได้ดูผ่านสายตา ส่งต่อไปถึงหัวสมอง แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นความจำนั้น...มีน้อยครับ เพราะแน่นอน หากเราไม่ใส่ลูกเล่นอะไรลงไปในชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงพากย์ที่โดดเด้ง ความตลก อารมณ์ดีในตัวงานที่เด้งดึ๋ง เราก็จะไม่ได้ลูกชิ้นวัวคัดสรรอย่างดี...โอ๊ยยยย ไม่ช่ายยยยยย เฮ้อ...ดันมาเขียนคอลัมน์นี้ตอนหิวซะนั่น คือในกระบวนการคิดของครีเอทีฟ เมื่อถึงคราวหมดมุข ในการใส่ความสนใจอะไรใดๆลงไปในงานโฆษณาที่กำลังคิดๆกันอยู่ สิ่งที่นึกถึงเป็นอันดับแรกเลยนั่นก็คือ...เพลง ใช่ครับ เพลง หรือดนตรีนี่แหล่ะ ที่สามารถเพิ่มความน่าสนใจลงไปในงานโฆษณาได้ และสามารถตรึงผู้ชม หรือผู้บริโภคให้นั่งดูงานโฆษณาของเรา ตั้งแต่ต้นจนจบได้เลย และยิ่งไปกว่านั้น หากเนื้อร้องนั้น สั้น กระชับ ร้องตามได้ง่ายๆ นั่นแหล่ะ ความจำในตัวสินค้าของผู้ชมยิ่งทวีมากยิ่งขึ้นไปอีก

    แล้วรู้ไหมครับว่าใครเป็นผู้ริเริ่มใช้เพลงลงไปในงานโฆษณา...อ่ะให้เวลาคิด ติ๊กต่อกๆๆ

    เป๊งงงงง...เฉลย

    ผู้ริเริ่มใช้เพลงลงไปในงานโฆษณาเป็นคนแรกก็คือ ครูนคร มงคลายน (ถึงแก่กรรมแล้ว)

    แล้วรู้ไหมครับว่าเป็นโฆษณาสินค้าอะไร...

    สินค้านั้นก็คือ ถ่านไฟฉาย ตรากบนั่นเอง และนี่ก็คือเนื้อร้องของเพลงโฆษณา ถ่านไฟฉายตรากบครับ


      (ร้อง)
      ต้นตระกูลผม แต่ปางบรรพ์
      หลังย่ำสายัณห์ ดวงตะวันเลี่ยงหลบ
      จะเดินทางเยื้องย่างไปไหน
      จำเป็นต้องใช้ จุดไต้จุดคบ

      ปัจจุบันเห็นจะไม่ดี
      ขืนจุดไต้ซี ถ้ามีใครพบ
      อาจต้องอายขายหน้าอักโข
      เขาต้องฮาต้องโห่ ว่าผมโง่บัดซบ

      ยุคนี้มันต้องทันสมัย
      เพื่อนผมทั่วไปใช้ถ่านไฟตรากบ
      ทั้งวิทยุ และกระบอกไฟฉาย
      คุณภาพมากมาย สะดวกสบายครันครบ

      ถ่านก็มีหลายอย่างวางกอง
      เขากลับรับรองว่า ต้องแพ้ตรากบ
      เหตุและผลเขาน่าฟังครับ
      ขอท่านจงสดับเถอะท่านที่เคารพ

      (พูด)
      คือเขาบอกว่า ถ่านไฟฉายตรากบ ไม่ใช่ของนอกส่งมาขยอกเงินไทย และไม่ใช่ของทำภายในที่โกยกำไรส่งออกนอก...ถ่านไฟฉายตรากบ ทำในเมืองไทย เพื่อให้เงินกำไรหมุนเวียนอยู่ในเมืองไทย ทำให้ดุลการค้าของไทยดีขึ้น ...ฉะนั้น นอกจากผมจะเคยชอบกินกบ ชอบเพลงพม่าแทงกบ และชอบเล่นไพ่กบแล้ว เดี๋ยวนี้...ผมยังชอบถ่านไฟฉายตรากบอีกด้วย อ๊บๆ


    ถือเป็นเพลงโฆษณาที่ยอดเยี่ยมประทับใจคนยุค 2500 มากที่สุดเพลงหนึ่ง เพราะนอกจากจะมีท่วงทำนองสนุกสนานน่าฟังแล้ว ยังใช้คำสัมผัส แม่กบ ลงท้ายอย่างเหมาะเจาะ ยากที่จะมีใครคิดได้ดีเท่า และแน่นอน ท่านเป็นทั้งผู้แต่ง และเป็นผู้ร้องเองด้วยครับ

    ครูนครยังเคยกล่าวเอาไว้ว่าว่าเพลงถ่านไฟฉายตรากบเปิดผ่านวิทยุในราว พ.ศ. 2501-2502 ความยากเมื่อตอนบันทึกเสียงคือ ตอนร้องและพูดให้จบภายใน 60 วินาทีเท่านั้น ทางห้างให้เหตุผลว่าถ้าเกิน 60 วินาทีแล้ว จะถูกสถานีคิดค่าโฆษณาเป็น 2 นาที ถึงอัดเกินไป 1 วินาทีก็ไม่ได้ จึงต้องอัดใหม่ร้องใหม่หลายหนจนลงตัว ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่สามารถตัดต่อเสียงได้อย่างสบายๆ

    ทีนี้ เมื่อเราพูดถึงเรื่องดนตรี และเพลงแล้ว สิ่งที่ต้องนึกถึงด้วยก็คือ ตัวโน๊ตใช่ไหมครับ ผมมีงานโฆษณาที่ใช้ตัวโน๊ตมาประกอบรวมอยู่ในชิ้นงานด้วยมาให้ดูกัน



    เสียงเพลงนี่ยังติดอยู่ในหูอยู่เลยครับ



    อมลูกอมนี่ แล้วร้องเพลงได้ดังกว่าเดิมแน่ะ



    พลังเสียงสุดยอดจริงๆฮะ



    สุดท้าย หลังจากพบจบงานหนังสือแห่งชาติไปหมาดๆ มาดูโฆษณางาน book fair ของประเทศกัวเตมาลา กันครับ สุนทรีย์กับกรเลือกซื้อหนังสือเสียจริงเนาะ...





    [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [พูดพร่ำทำเพลง] โดย 'พล


    โลก(ดนตรี)สวยด้วยมือเรา
    ’พล




    -๑-


    กระแสเทปผีซีดีเถื่อนในปัจจุบันนี้รุนแรงจนกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไปแล้ว ศิลปินที่มีผลงานออกมาในช่วงนี้ต่างก็ล้วนทำใจกับพวกนักฉวยโอกาสพวกนี้ไว้แล้ว เพราะไม่ว่าจะนำผลงานที่มีคุณภาพมาต่อสู้เพียงใดก็ไม่มีทีท่าว่ากระบวนการฉวยโอกาสเหล่านั้นจะลดลง แต่ถ้าเรามองในมุมกลับกัน อาจไม่ใช่แค่ศิลปินเท่านั้นที่ต้องเสียความรู้สึกกับเรื่องพวกนี้


    -๒-


    สมัยก่อนที่ผมจะมีรถเป็นของตัวเองการเดินทางส่วนใหญ่ของผมก็ต้องอาศัยรถโดยสารประจำทาง หรือเรียกง่ายๆว่ารถเมล์นั่นเอง รถเมล์แถวบ้านผมต่างจากรถเมล์ในเมืองหลวงหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การที่เราไม่ต้องถือตั๋วให้รำคาญใจเมื่อจ่ายค่าโดยสารแล้วเพราะรถเมล์แถวบ้านผมไม่มีตั๋ว หรือจะเป็น การขึ้นลงรถ ที่เรานึกอยากจะขึ้นจะลงตรงไหนเวลาใดก็กดกริ่งหรือโบกไม้โบกมือกับคนขับได้เลย โดยไม่ต้องง้อป้าย เพราะแถวบ้านผมมีป้ายรถเมล์ไว้เพื่อความเท่เท่านั้น อีกเรื่องที่รถเมล์บ้านผมแตกต่างจากรถเมล์เมืองหลวงและเป็นสิ่งที่ผมชอบมากก็คือ เครื่องเสียง รถเมล์แถวบ้านผมเกือบจะทุกคัน ล้วนแต่ติดตั้งเครื่องเสียงแบบอภิมหาอลังการงานสร้าง ชนิดที่เรียกได้ว่า ดูแลเครื่องเสียงดีกว่าดูแลเครื่องยนต์เสียอีก

    ส่วนเพลงที่คนขับนำมาเปิดนั้น ก็ล้วนแต่เป็นเพลงที่ผ่านการ Up Dates มาแล้วทั้งสิ้น เรียกได้ว่า สมัยนั้น ศิลปินคนไหนดัง อัลบั้มไหนดี เพลงชุดไหนเจ๋งไม่เจ๋ง เราจะรู้ได้จากรถเมล์นี่แหละ เผลอๆข่าวคราวเกี่ยวกับวงการเพลงเราจะรู้จกรถเมล์มากว่าสถานีวิทยุเสียอีก และที่สำคัญอัลบั้มทุกอัลบั้มที่ศิลปินนำมาเปิดล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของแท้ที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น เสน่ห์มันอยู่ตรงนี้ครับ

    จริงๆผมก็ไม่ใช่พวกอุดมการณ์สูงส่งอะไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แต่ที่ผมชอบฟังเพลงจากงานของแท้ก็เพราะผมจะได้ฟังเพลงทุกเพลงในอัลบั้มของศิลปินท่านหรือกลุ่มนั้นๆแบบครบถ้วนกระบวนความ (หลายท่านอาจเถียงว่า MP3 ก็มีอัลบั้มเต็มเหมือนกัน แถมมีหลายอัลบั้มในแผ่นเดียวด้วย ผมว่ากรณีนี้มันก็คงคล้ายๆกับ การที่เราสั่งกับข้าวมาเต็มโต๊ะ จนไม่รู้จะเลือกกินอะไรก่อนหลัง แถม กินอาหารเหล่านั้นอย่างลวกๆจนลืมรถชาติที่แท้จริงของมันไป)

    การฟังเพลง ให้ครบทั้งอัลบั้มเป็นเสน่ห์ ของการฟังเพลงอย่างหนึ่งที่หลายคนอาจลืมไปแล้วในยุคสมัยนี้ ทันทีที่ผมชื้อเทปหรือซีดีมา สิ่งแรกที่ผมมักจะทำบ่อยๆคือ แกะปกออกมาดูเครดิต ของศิลปินและทีมงาน จากนั้นก็ยัดซีดีหรือเทป เข้าเครื่องเล่น เพื่อเสพย์มันอย่างมีความสุข การฟังของผมก็จะฟังทุกเพลงในอัลบั้มนั้นโดยไม่เลือกว่าเพลงนี้ดังไม่ดัง หรือถูกเปิดตามสื่อมากหรือน้อย เพราะผมเชื่อว่า ศิลปินทุกท่าน ตั้งใจทำเพลงออกมาให้ทุกเพลงเป็นเพลงที่ดีและคนฟังชอบมากที่สุด

    แต่ช่วงหลังๆที่ผมขึ้นรถเมล์ ผมกลับผมว่า รถเมล์แถวบ้านผมเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งจำนวนรถที่มากคันขึ้น ราคาค่าโดยสารที่แพงราว Taxi (ด้วยข้ออ้างเดิมๆคือน้ำมันขึ้นราคา แต่ผมว่า เขาขึ้นราคาค่าโดยสาร เผื่อค่าน้ำมัน มากไปหน่อยกระมัง) แต่ที่ผมหวั่นใจที่สุดก็คือ เครื่องเสียง สมัยนี้รถเมล์แถวบ้านผม ติดซีดี หมดทุกคันแล้ว ส่วนเพลงที่นำมาเปิดส่วนใหญ่ ก็จะเป็นเพลง แนว รวมมิตร ที่มีศิลปินหลากหลายค่ายหลากหลายแนว มาร่วมกันโดยมิได้นัดหมาย(และดูเหมือนไม่ค่อยอยากจะนัดหมายกันเท่าไร) แต่ละศิลปินแต่ละค่าย ก็ล้วนแต่ส่งเพลงเอกๆของตัวเองออกมา โดย มี เจ้าของรถ หรือเจ้าของร้าน เทปผีซีดีเถื่อนเป็น โปรดิวเซอร์

    ผมไม่ได้รับค่าจ้างใดๆจาก เจ้าของค่ายเทป หรือศิลปิน ผมไม่ได้เป็นเจ้าของร้านซีดี และแน่นอน ผมไม่ใช่คนเด่นคนดังขนาดที่จะชักจูงใจใครหลายๆคนได้ ผมเป็นเพียง คนฟังเพลงและคนที่รักเสียงเพลง ตัวเล็กๆคนหนึ่งที่อยากจะบอกท่านผู้อ่านว่า ถ้าต่อไป กระแส เทปผีซีดีเถื่อน ยังครองเมืองอยู่แบบนี้ ท่านอาจจะเห็น ศิลปินที่ออกงานมา ทั้งอัลบั้ม มี 2 เพลง เพราะ ขาดทั้งทุนและกำลังใจในการทำ หรือ การซื้อหางานเพลงในอนาคตอาจหาไม่ได้ตามท้องตลาด อยากฟังต้องไปหาโหลดเท่านั้น หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ ธุรกิจงานเพลงอาจปิดตัวลงเพราะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้พวกฉวยโอกาสหมดช่องทางทำมาหากิน อย่าหัวเราะและคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้นะครับ


    -๓-


    ผมไม่ได้ขึ้นรถเมล์มาสักพักแล้ว ขอดีของการขับรถเองอย่างหนึ่งก็คือ เรามีอิสระมากและควบคุมการเดินทางของเราได้มากขึ้น วันนี้ผมว่าจะขับรถไปหาซีดีสักแผ่นสองแผ่นมาเก็บไว้ ประโยชน์ของมันนอกจากการฟังแล้ว อาจมีประโยชน์ทางการค้าด้วย คิดดูซิครับ ถ้าผมเก็บซีดีสองแผ่นนี้ไว้ อีกสักสิบปีข้างหน้า ผมอาจรวยได้โดยไม่รู้ตัว เพราะอะไรน่ะหรือครับ

    ก็เพราะว่าไม่แน่อีกสิบปีข้างหน้าซีดีสองแผ่นนี้อาจเป็นซีดีแผ่นแท้ ที่หลงเหลืออยู่เพียงสองแผ่นในโลกเบี้ยวๆใบนี้ก็ได้




    'พล
    wanwilai_pol@hotmail.com




    kaawss.jpg[อ่าน พูดพร่ำทำเพลง ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    อัมโปะ




    ๔๓. เชื่อว่าเราสามารถเขียนบท ’ละคร’ ให้ตัวเองแสดงได้


    ๔๔. เชื่อว่าเราสามารถกำหนดจังหวะ ‘ดนตรี’ ให้ตัวเองเล่นได้




    [อ่าน อัมโปะ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Book Review] โดย (...)


    โสกไผ่ใบข้าว




      "รำวงประสงค์หลกกล้า
      ชาวนาหลกกล้าเป็นวง
      หลกแล้วเอาตอกมามัด
      แล้วเอาไปยัดลงตม"

    เสียง ตะ-ละ-หล้า คลอเป็นทำนองต่อท้ายเนื้อร้องข้างต้น บอกถึงอารมณ์สนุกสนานและมีความสุข เนื้อร้องเช่นนั้น ประกอบกับอารมณ์ของผู้ร้องบอกอะไรกับเราบ้าง สภาพจิตใจ สภาพสังคมความเป็น หรือฤดูกาลแห่งการร่วมแรงร่วมใจได้มาถึงแล้ว

    บทเพลงนอกจากจะเป็นสำเนียงเนื้อร้องทำนองไพเราะ รับฟังเพื่อความเพลิดเพลินใจแล้ว ยังบอกถึงเรื่องราวความเป็นอยู่วัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ผู้คนอยู่ดีกินดี เราก็จะมีเพลงที่พูดถึงความอุดมสมบูรณ์ หากเมื่อถึงยุคข้าวยากหมากแพง บทเพลงก็จะสะท้อนถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้น เมื่อครั้งที่ได้ฟังเพลงเหล่านั้นเมื่อใด จะได้ตระหนักรู้ว่า ณ. เวลานั้นใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร



    ชื่อหนังสือ : โสกไผ่ใบข้าว
    หมวด : วรรณกรรม -- ชีวิตและสังคม

    ผู้แต่ง : จตุพร แพงทองดี
    จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
    พิมพ์ครั้งที่ ๑ : สำนักพิมพ์มติชน สิงหาคม ๒๕๕๐
    กระดาษปอนด์เหลือง ปกอ่อน
    จำนวนหน้า : ๓๐๘ หน้า
    ขนาดหนังสือ : ๑๓.๒ ซม. x ๑๙ ซม.
    ISBN : 978-974-02-0006-2

    โดยส่วนตัวแล้วผมชอบหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ ด้วยเพราะเป็นหนังสือที่หามานาน หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับ "ข้าว" มิใช่แค่กระบวนการขั้นตอนของการเพาะปลูก มิใช่ว่าเป็นหนังสือว่าด้วยเรื่องความรู้ทางการเกษตร หากแต่หนังสือเล่มนี้มีเรื่องราว มีตัวละครที่สามารถสร้างสรรค์อารมณ์ให้กับผู้อ่านไปพร้อม ขณะเดียวกับที่บรรจงสอดแทรกเรื่องราววัฒนธรรมท้องถิ่น แผ่นดินอันเป็นฉากหลังคือแดนอีสาน

    นับเวลาย้อนกลับไปเมื่อสมัย มิตร ชัยบัญชา ควงคู่นางเอกนัยน์ตาน้ำผึ้ง เพชรา เชาวราษฎร์ เดินสายโชว์ความหอมหวานแห่งม่านเมืองไปบนผืนผ้าใบหนังขายยาของบริษัทโอสถสภาเต๊กเฮงหยู ดูจะมีเพียงหนังขายยาเท่านั้นที่เป็นความบันเทิงเพียงสิ่งเดียวที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาของเรื่อง

    โสกไผ่ใบข้าว เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงคำดั้วและพี่น้องผองเพื่อน บักเคนกล้วยน้อยชายแสนซน อ้ายเคนดีพี่ชายที่อยู่ในวัยกำลังเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาสืบต่อจากผู้เป็นพ่อและคุณตา เรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นฤดูฝน อันเป็นเวลาเหมาะสมแก่การเพาะปลูก พืชพันธุ์ต่างๆค่อยๆผลิผลให้ได้เก็บกินกันตลอดฤดูของการเพาะปลูก สิ่งที่ได้คิดหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วมีอยู่สองสามเรื่อง

    อย่างที่หนึ่งที่น่าสนใจคือ ตลอดทั้งเรื่อง ตัวละครใช้จ่ายเงินน้อยมาก มากจนแทบจะไม่มีรายจ่ายเลย เพราะของที่ใช้ในชีวิตประจำวันเกือบทุกอย่างแทบจะไม่ต้องซื้อหา แม้แต่เครื่องทำมาหากิน ก็สามารถเพาะสร้างด้วยมือทั้งสองได้ สืบเนื้องจากข้อแรกพบได้ว่าอาหารการกินของคนในหมู่บ้านเป็นอาหารที่หากินกันตามฤดูการล้วนๆ แล้วของกินตามเทศกาลก็มีความหมายโยงเข้ากับวัฒนธรรมของสังคม ว่ากันก็คือ หากไม่ถึงเวลาหรือมีงานเทศการก็อย่าหวังว่าจะได้กิน ผิดกับคนเมืองหรือคนในสมัยนี้ ของกินนอกฤดูนอกเทศการแทบจะเสกได้

    อย่างสุดท้ายที่เห็นก็คือเรื่องความรู้ในการใช้ชีวิต ที่เกิดขึ้นเพราะความใกล้ชิดของครอบครัวและส่งผ่านส่งต่อโดยการทำงาน การทำนาหาอาหารจึงมิได้ยังผลให้เพียงแค่มีกินและอิ่มท้อง หากแต่ว่าเป็นการบ่มเพาะสืบสานวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่จะเข้าใจธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    แม้ในตอนแรกของการอ่านจะลำบากเล็กน้อยเรื่องภาษา เพราะทั้งเรื่องเป็นภาษาอีสาน (อาจเป็นหนังสือที่ใช้วงเล็บเยอะที่สุดเท่าที่เคยเจอมาก็ว่าได้) แต่เมื่ออ่านไปสักระยะก็เริ่มชินกันสำเนียงภาษา ยิ่งทำให้เข้าใจ และซาบซึ้งกับวิถีชีวิต และความคิดน่ารักๆของวัยเด็กที่ช่วงสร้างคำถามมาถามผู้ใหญ่

    ในสภาพแวดล้อมที่หันไปทางไหนก็พบเห็นช่องทางที่มีแต่ต้องเสียเงินจ่ายออก และแลกมาซึ่งความต้องการพื้นฐาน หากลองอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ จะพบเห็นดินแดนที่น่ารักและปราศจากการให้คุณค่าของเงินทอง ดั่งคำกล่าวในหนังสือท้ายเรื่องที่ว่า

    เมื่อมีข้าวอยู่เต็มเล้าแล้ว คนในหมู่บ้านก็ไม่ต้องวิตกกังวลกับสิ่งใดอีก คำดั้วคิดถึงผญา(คำคม)ที่ตาเครือมัคนายกเคยพูดผ่านหมากอะโหลของวัดให้ฟังบ่อยๆว่า "มีข้าวเต็มเล้า เว้าหยังกะคือ" ขึ้นมา แล้วยิ้มอยู่คนเดียว




    [อ่าน Book Review ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]









    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com


    2007-11-01 00:20:23/

     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-11-01 00:38:26
    ก่อนอื่นต้องขอชมปกก่อน เท่ห์มากค่ะ ชอบ...

    แล้วว่าง ๆ จะเข้ามาอ่านนะคะ ^_^
     


    -_-
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย -_-   เมื่อ: 2007-11-01 16:22:12

    อัมโปะ งานของคุณ**เจ๋งเลย ผมติดตามตลอดเลยครับ
     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-11-01 16:45:25
    อ๊ะ อ๊ะ...งานของคุณอัมโปะถ้าไม่เจ๋งจริง จะได้รับรางวัลนายอินทร์อวอร์ดหรือคะ ^_^

    บ้องแบ๊ว...ซื้อมาแล้วนะคะ เอาไว้จะส่งไปให้เซ็นค่ะคุณอัมโปะ


    เข้ามาอ่านจนจบแล้วนะคะ จะบอกว่าเป็นคนชอบฟังดนตรีคนหนึ่งค่ะ ฟังได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นดนตรีจากธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างสรรค์ ไม่ว่าดนตรีนั้นจะกระตุ้นต่อมความรู้สึกเศร้าหมองหดหู่ หรือว่าเรียกรอยยิ้มระบายบนใบหน้า หรือก่อให้เกิดจินตนาการไปไกล นั่นอาจเป็นเพราะว่าคลื่นเสียงดนตรีนั้นสัมผัสเข้าไปถึงหัวใจก็เป็นได้...
     


    วินทร์ เลียววาริณ
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย วินทร์ เลียววาริณ   เมื่อ: 2007-11-01 21:40:40
    ดีครับ อ่านเพลิน ได้สาระ
     


    สหัทยา
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย สหัทยา   เมื่อ: 2007-11-01 22:31:45
    ชอบมาท้ายๆ . . .มาอ่าน . . .มาปลื้มค่ะ
     


    (...)
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย (...)   เมื่อ: 2007-11-02 14:50:12
    อ่านงานของท่านกวิสราจบแล้ว หลับตาพริ้ม.....

    เมฆเคลื่อน ลมไหว ใครเล่าจะนั่งทุกข์

    ฮืมๆๆๆ... ครวญเพลง ปริศนา...

    อะ...เกี่ยวกันมะเนี้ย :)
     


    umpo
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย umpo   เมื่อ: 2007-11-03 13:32:24
    เข้ามาอ่านช้าไปหน่อย ตกมาหน้าสองแล้ว

    ขอบคุณหลายๆครับท่าน -_-

    ไม่แน่ใจว่าคุณ นก จะเข้ามาอ่านอีกรอบไหม ถ้าไม่ได้เข้ามา เดี๋ยว
    ผมตามไปโพสทีหลัง
    ยินดีมากๆครับ เมล์ผม bongbaewpong@yahoo.com
    ไม่รู้ว่าหลานคุณนกชื่ออะไรเอ่ย ผมก็บังเอิญเพิ่งจะได้หลานเหมือนกัน พี่สาวคลอด
    ลูกได้สามวันที่ผ่านมาเองขอรับ อิอิ
     


    saranya_nok.worm
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2007-11-03 21:08:09
    สวัสดีค่ะคุณอัมโปะ

    ขอบคุณสำหรับ e-mail address ค่ะ ฉันบันทึกไว้แล้วนะคะ เดี๋ยวอีกสักพักจะติดต่อกลับไปเพื่อขอที่อยู่ของคุณนะคะ ตอนนี้ฉันคงไม่มีเวลาไปไปรษณีย์ กำลังยุ่งอยู่กับการงานและธุระเกี่ยวกับการเดินทางกลางเดือนนี้ เดี๋ยวกลับมาแล้วจัดการอะไรเสร็จเรียบร้อยจะติดต่อกลับไปค่ะ

    หลานสาวของฉันจะคลอดออกมาประมาณเดือนธ.ค.หรือไม่ก็ต้นม.ค.ค่ะ ตอนนี้เรียกกันเล่น ๆ ว่าน้อง " ทะเล " ค่ะ

    ยินดีกับคุณอัมโปะด้วยนะคะที่ได้อุ้มหลานแล้ว ^_^
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   8f619d1b
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)