ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๒๓.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๒๓.-
 เมื่อ: 2007-11-15 23:14:08 
----
----ก้าวฯที่๒๓
----




Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








-
----มีอะไรในเล่ม :
-



  • คมคำ-คมความ

  • บทบรรณาธิการ : ลอยกระทงปีนั้น

  • เรื่องจากปก : [(...)] ลอยกระทง

  • สืบศิลป์ : [กีรติ] ใบเสมาโบราณของไทย

  • ก้าวฯกวี : [กวิสรา] "กระทง"

  • ฟากฟ้า...ทะเลฝัน : [โจนาธาน] คำถามประจำวัน

  • DekAd. : [Black&Pink] น้ำคือชีวิต

  • พูดพร่ำทำเพลง : ['พล] บำบัดทุกข์บำรุงโศก

  • Coffee Brake

  • ก้าวต่อก้าว : [สารากร] รอยลอยกระทง กับพี่น้องคู่ซี้..กุ๊กไก่










  • [คมคำ-คมความ]




    "นักเขียนคือกรรมกรใช้สมอง เกียรติยศของเขาทุกคน คือเกียรติยศของชาติบ้านเมือง เพราะเขาเป็นทรัพยากรของบ้านเมือง เป็นจุดสะท้อนศิลปวัฒนธรรมของชาติภาษา..."

    สุรชัย จันทิมาธร





    [อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [บทบรรณาธิการ]




    ใต้ต้นเงาไม้-ใต้เงาความคิด

    ลอยกระทงปีนั้น


    []


    ตูม!

    เสียงพลุทำลายโสตประสาทในยามหัวค่ำคืนนี้ เขาสะดุ้งตื่นจากการหลับไหล หลับไหลจากความเหนื่อยและเพลียจากการขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งวัน

    ตูม!

    เสียงพลุยังดังอย่างต่อเนื่อง เขาลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง ชะเง้อชะแง้มองออกไปยังเบื้องนอก เสียงเพลง กระทงหลงทาง ของ ไชยา มิตรชัย ดังแว่วมาจากบ้านข้างเคียง

    “ไม่ไปลอยกระทงหรือ?” เพื่อนบ้านร้องตะโกนถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ

    เขาปิดหน้าต่าง เดินกลับไปยังเตียงนอน มือขวาก่ายหน้าผาก มือซ้ายวางแนบหน้าอก สองสายตาจับจ้องมองหลังคาสังกะสีที่บางจุดบางหย่อมมีสนิมกัดกินเนื้อใน

    ตูม!

    เสียงพลุยังคงดังต่อเนื่อง เขาคิดในใจว่าเมื่อไหร่มันจะหยุดดังเสียที--เมื่อไหร่ที่มันหยุดเมื่อนั้นหมาหลายตัวเมื่อได้ยินเสียงพลุจะเลิกตกใจและไม่เตลิดวิ่งหนีออกจากบ้าน


    []


    สองปีกว่าแล้วที่แป้งหายไปจากบ้าน แป้งเป็นหมาเพศเมียพันธุ์ไทยบางแก้ว เพื่อนข้างบ้านบอกว่าเห็นแป้งครั้งสุดท้ายวิ่งเตลิดหนีอะไรสักอย่างหลังเสียงพลุดังกระหน่ำ

    วันนั้นเป็นวันลอยกระทง วัดใกล้บ้านซึ่งอยู่ติดริมคลองจัดงานวันลอยกระทง ปีนั้นเป็นปีที่พิเศษอย่างหนึ่งคือมีการจุดพลุไฟให้คนในชุมชนได้ชมเป็นขวัญตา เป็นพลุไฟที่เกิดจากความศรัทธาของคนในชุมชนด้วยการลงขันซื้อพลุ หักค่าใช้จ่ายบางส่วนแล้วทำบุญเข้าวัด

    ก่อนหน้านั้นทางวัดได้ทำการประชาสัมพันธ์ มีการเรียกทำบุญจากผู้มีจิตศรัทธา เขารู้ล่วงหน้าก่อนงานเพียงไม่กี่วัน เมื่อรู้แล้วก็ตั้งใจว่าวันงานนั้นจะรีบกลับมาบ้าน มาล่ามโซ่คล้องคอแป้งไว้ เพื่อไม่ให้แป้งต้องตกใจและวิ่งเตลิดหนีกับเสียงพลุที่จะเกิดขึ้น

    เพื่อนบ้านละแวกนั้นที่เลี้ยงหมาเมื่อเจอหน้าเขาต่างบอกให้ล่ามโซ่หมาให้ดี--หมากับเสียงพลุไม่ถูกกัน มันจะตกใจและจะเตลิดวิ่งหนีไปเรื่อย เมื่อมันหายตกใจแล้วมันจะหาทางกลับบ้านไม่ได้

    เขาหัวเราะกับเสียงเตือนนั้น แต่ก็ต้องจริงจังขึ้นเมื่อเพื่อนบ้านสำทับว่าหมาสุดที่รักของเขาเคยหายไปแล้วก่อนหน้านี้ และไม่ใช่เพียงแต่เพื่อนบ้านคนนั้น เพื่อนบ้านอีกหลายคนก็เคยประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้เช่นกัน

    เขารับปากกับเพื่อนบ้านว่าเขาจะผูกมัดแป้งเอาไว้ อย่างน้อยเขาก็ไม่อยากจะสูญเสียหมาที่รักของเขาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม

    แล้ววันลอยกระทงวันปีนั้นก็มาถึง...

    เขามารับรู้จากเพื่อนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเอาเมื่อหัวค่ำนั้นเองว่าวันนั้นเป็นวันลอยกระทง แวบความรู้สึกแรกเขาไม่รู้สึกยี่หระต่อเทศกาลวันนี้มากนัก ในชีวิตของเขามีการลอยกระทงเพียงแค่สองครั้ง...

    ครั้งแรกเมื่อสมัยเรียนชั้นประถม ครั้งนั้นครูให้นักเรียนทำกระทงด้วยใบตองจากบ้านมาส่ง มีการประกวดกระทงของนักเรียน กระทงของเขาไม่ได้รางวัลอะไร เมื่อเลิกเรียนครูก็นำนักเรียนไปลอยกระทงที่ท่าน้ำของวัดที่ตั้งอยู่บริเวณนั้น มันเป็นการลอยกระทงที่แปลกเพราะลอยกันตั้งแต่หัววัน ครูบอกด้วยว่าถ้าใครอยากจะไปลอยกับทางบ้านก็ให้ไปลอยอีกเที่ยวหนึ่ง การลอยเมื่อตอนหัววันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน... ส่วนการลอยในครั้งที่สองเป็นการลอยในช่วงที่น้ำท่วมหนัก ครั้งนั้นเขาไม่ต้องท่อร่างไปลอยที่ศาลาริมน้ำของวัด--เขาลอยที่บันได้หน้าบ้านของเขาเอง

    วันลอยกระทงสำหรับเขาจึงมีเพียงความรู้สึกเพียงเท่านี้ ฉะนั้นเมื่อวันลอยกระทงเวียนมาถึงเขาจึงไม่คิดถึงสิ่งใดไปมากกว่าความรันทดใจแทนที่จะเป็นวันแห่งความสนุกสนานเพลิดเพลิน

    เขาจึงหลงลืมสิ่งที่เพื่อนบ้านผู้รักหมา-มีหมาอันเป็นที่รักตักเตือนล่วงหน้าเสียสนิทใจ

    วันลอยกระทงปีนั้นเขากลับเข้าบ้านเมื่อเกือบล่วงวันใหม่ เขาจอดรถหน้าบ้านที่ไม่มีแป้งคอยต้อนรับเหมือนเช่นทุกวัน

    “แป้ง แป้งแกอยู่ไหน...แป้ง”

    เงียบ! ไม่มีเสียงตอบรับ

    “ฉันซื้อข้าวมันไก่มาฝาก แป้ง! แกอยู่ไหน?”

    เขาเปิดประตูบ้านเข้าไปพบกับความว่างเปล่า... พลันคิดถึงคำเตือนของเพื่อนบ้าน

    เมื่อสายก่อนออกไปขับรถ เขาไม่ได้ล่ามโซ่แป้งเอาไว้ ด้วยหวังว่าวันนั้นจะกลับบ้านแต่หัววัน ก่อนที่งานลอยกระทงที่วัดจะเริ่มขึ้น... ก่อนที่พลุจะเริ่มจุด...

    “แป้ง!!”


    []


    ตูม!

    เขานอนเอามือขวาก่ายหน้าผาก มือซ้ายวางแนบหน้าอก สองสายตาจ้องมองหลังคาสังกะสีที่บางจุดบางหย่อมมีสนิมกัดกินเนื้อใน

    ตูม!

    เสียงพลุยังคงดังต่อเนื่อง เขาคิดในใจว่าเมื่อไหร่มันจะหยุดดังเสียที เมื่อไหร่ที่มันหยุดเมื่อนั้นหมาหลายตัวเมื่อได้ยินเสียงพลุจะเลิกตกใจ และไม่เตลิดวิ่งหนีออกจากบ้าน

    “ป่านนี้แกจะเป็นอย่างบ้างหนอแป้ง?”

    เขาหลับตา น้ำตาไหลซึมออกมาจากสองดวง ·



    ด้วยมิตรภาพ.
    ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

    เผยแพร่ครั้งแรก www.winbookclub.com




    [อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [เรื่องจากปก]


    ลอยกระทง




    เมื่อดวงไฟพาดผ่านท้องฟ้ายามราตรี มันทะยานได้ความสูงในระดับหนึ่งดวงไฟก็แตกกระจายออกไปคนละทิศทาง เสียงคำรามของประทัดก็เริ่มดังสะท้อนไปมากับผนังกำแพงตึก ขับเน้นถี่ไม่เป็นจังหวะ คล้ายกับว่าได้เกิดสงครามขนาดเล็กในชุมชนตรอกคอนกรีต บ้างก็คล้ายเสียงระเบิดจนแยกกันไม่ออก ขับคลอไปกับเสียงดนตรีรื่นเริงที่กระแทกออกมาจากลำโพงขนาดใหญ่ บรรยากาศของงานลอยกระทงมาถึงแล้ว


    - ๑ -


    ครั้งเมื่อเป็นนักเรียนค่อยนึกได้ว่า เวลาของเทศการลอยกระทงมาถึงคราใดครูจะสั่งให้นักเรียนเตรียมวัสดุอุปกรณ์มาทำกระทงกันในเวลาเย็นหลังเลิกเรียน ตามระเบียงทางเดินไม้หน้าห้องเรียนจะดารดาษไปด้วยต้นกล้วยและทางมะพร้าว พวกหนึ่งคอยเหลาไม้กลัด ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อกลัดเข้ากับใบมะพร้าวที่พับขึ้นรูปเป็นกลีบ ดอกบานไม่รู้โรย ดอกเข็ม และดอกดาวเรืองหาได้ตามชายขอบรั้วโรงเรียน เหมือนจะเป็นความตั้งใจที่ว่า ดอกไม้ทั้งหมดในโรงเรียนนั้นปลูกขึ้นเพื่อรองรับงานเทศกาลต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องออกไปซื้อหามาจากข้างนอกให้เปลืองเงินทอง

    มีคำถามที่ผมเคยถามครูว่า "เราลอยกระทงเพื่ออะไร?" คุณครูจะบอกว่า "เพื่อทำการขอบคุณและขอขมาพระแม่คงคาที่ให้เราได้ใช้น้ำ และทิ้งสิ่งของเสียลงไปในแม่น้ำไงละ" จำได้ว่าผมถามต่อว่า "เห็นผู้ใหญ่บางคนบอกว่าเป็นการเอาเคราะห์เอาทุกข์ลอยออกไป นั่นก็เป็นของเสียด้วยรึเปล่าครับ??"

    เราจบบทสนทนาว่าอย่างไรนั้นผมจำไม่ได้ แต่ผมโดนใช้ให้ไปช่วยพวกคุณครูผู้ชายช่วยกันเอาไม้ไผ่ลำโตมากวาดแนวผักตบชวาที่ลอยเต็มบ่อน้ำหลังโรงเรียน ตำบลที่เราอยู่นั้นไม่มีแม่น้ำไหลผ่านโรงเรียนจึงจัดให้นักเรียนลอยกระทงกันที่บ่อน้ำขนาดใหญ่หลังอาคารเรียน ขณะช่วยคุณครูความคิดแบบเด็ก ๆ ก็เริ่มสร้างคำถามเงียบ ๆ น้ำในบ่อน้ำนี้มันจะเหมือนน้ำในแม่น้ำรึเปล่านะ พระแม่คงคาจะเอากระทงที่เราลอยไปอะไรนะ เป็นคำถามที่ไม่เคยถามใครออกไป


    - ๒ -


    ครั้งสมัยพุทธกาล มีเรื่องเล่าว่า “พญานาคทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าไปแสดงธรรมในนาคพิภพ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับ พญานาคทูลขออนุสรณ์เพื่อสำหรับกราบไหว้บูชา พระพุทธเจ้าจึงทรงโปรดประทับรอยพระบาทไว้ ณ ฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีในชมพูทวีป เพื่อเป็นที่สักการะแก่พญานาค นับแต่นั้นมาชนผู้ถือเอาศาสนาพราหมณ์เป็นหนทางของชีวิต ได้ถือกระทำการพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) เป็นธรรมเนียมประเพณีตลอดมา

    สืบล่วงมาในพ.ศ.๑๘๐๐ สมัยของพระมหาธรรมราชาธิราชที่๑ อันมีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ค่ำคืนนี้ได้เวียนวาระราตรีบรรลุถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง ขึ้นสิบห้าค่ำ ตามหลักจันทรคติโบราณ ให้เห็นว่าแสงแห่งดวงจันทร์ส่องสว่างเรืองรองสะท้อนผิวพื้นนทีอันหลากล้นสองฝั่งงดงามราวภาพความฝัน

    ข้าน้อยในราชการนางหนึ่งบรรจงเลือกสรรค์กลีบบางแห่งผกาบุปผาหลากชนิด ประดิษฐ์เป็นรูปดอกกระมุทบานกลีบรับแสงพระจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ (กงเกวียน) ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย แล้วก็เอาพฤกษาดาชาติมาแกะจำหลักเป็นรูปมยุราคณานกวิหคหงส์ ให้จับจิกเกสรบุปผชาติอยู่ตามกลีบดอกกระมุท มองแล้วประหลาดแตกต่างจากโคมลอยของผู้อื่นที่ถือกระทำนานมา

    ครั้งเมื่อถึงเพลาพลบค่ำ อันเป็นเวลามงคลแห่งราชพิธี องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรดวงโคมประหลาดของธิดาพระศรีมโหสถให้พอพระทัย โปรดตรัสชมว่า

    "โคมลอยอย่างนี้ งามประหลาด ยังหาเคยมีไม่ เป็นโคมของผู้ใดคิดกระทำ"

    ท้าวศรีราชศักดิ์โสภาก็กราบทูลว่า "โคมนี้ของนพมาศธิดาพระศรีมโหสถ"

    ครั้นได้ทรงทราบก็ดำรัสถามนางนพมาศว่า

    "ทำไมโคมลอยให้แปลกประหลาดจากเยี่ยงอย่างด้วยเห็นเหตุเป็นดังฤา"

    ธิดาพระศรีมโหสถรับฟังดังนั้นก็บังคมทูลว่า

    "ข้าพระองค์สำคัญใจคิดเห็นว่า เป็นนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒ พระจันทร์แจ่มแสง ปราศจากเมฆมลทิน อันว่าดวงดอกชาติโกสุมปทุมมาลย์มีแต่จะเบ่งบานกลีบรับแสงอาทิตย์ ถ้าชาติอุบลเหล่าใดบานผกาเกสรรับแสงจันทร์แล้วก็ได้ชื่อว่าดอกกระมุท ข้าพระองค์จึ่งทำโคมลอยเป็นดอกกระมุท

    ซึ่งบังเกิดมีอยู่ยังนัมมทานที อันเป็นที่พระบวรพุทธบาทประดิษฐาน กับแกะรูปมยุราคณานกวิหคประดับ และมีประทีปเปรียงเจือด้วยไขข้อพระโค ถวายในการทรงพระราชอุทิศครั้งนี้ ด้วยจะให้ถูกต้องสมกับนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒ พระราชพิธีจองเปรียงโดยพุทธศาสน์ไสยศาสตร์”

    ครั้นสมเด็จพระร่วงเจ้าทรงสดับฟังแล้วจึงมีดำรัสว่า

    "ข้าน้อยนี้มีปัญญาฉลาดสมที่เกิดในตระกูลนักปราชญ์ กระทำถูกต้องควรจะถือเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้"

    จึงมีพระราชบริหารบำหยัดสาปสรรว่า

    "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงการกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒ พระราชพิธีจองเปรียงแล้ว ก็ให้กระทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุทอุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน"


    - ๓ -


    หลายปีมาแล้วที่ผมไม่ได้ลอยกระทงหรือแม้แต่เฉียดกายเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพิธีรื่นเริงของเทศกาล อาจเพราะพิธีกรรมอันสืบสานผ่านมาแต่โบราณได้แปรเปลี่ยนจากเดิมเสียจนไม่หลงเหลือแล้วซึ่งความงดงาม ความน่าเลื่อมใสศรัทธาในขณะที่เราพร่ำสอนลูกหลานถึงการบูชาคารวะพระแม่คงคาผู้สถิตอยู่ในมหานทีอันเป็นสายธารแห่งการเกิดแลค้ำจุนชีวิตน้อยใหญ่ ของเสียและขยะนานาที่พากันลอยเหนือผิวกายพระแม่ นับเป็นเครื่องสักการะที่ผู้ศรัทธาพึงแสดงออกงั้นหรอกหรือ

    ในราตรีเทศกาลวันเพ็ญ แสงจากดวงจันทร์กลับดูไร้ค่าในเมืองหลวงที่มีแสงดวงประดิษฐ์สว่างไสวหลากสีสัน ผมคงได้แค่เพียงยืนอยู่ริมแม่น้ำที่ไหนสักแห่งอย่างสงบ ชำเลืองมองบรรดาเคราะห์กรรมและความทุกข์ที่บรรจุลงกระทงหลากสีต่างวัสดุค่อยทะยอยลอยผ่านไปอย่างเชื่องช้า

    เหล่ากระทงอันเป็นเครื่องแสดงการสักการะบูชาอาบแสงสว่างต่างสีสันที่สรรค์สร้างด้วยน้ำมือมนุษย์หาได้เป็นแสงสว่างอันเกิดจากจันทรา ณ ราตรีกาล หรือจะเป็นได้ว่า แสงสีเหล่านั้นจะบดบังความงดงามของแสงจันทราตราบเท่ากัลปาวสาน ·




    (...)




    [อ่าน เรื่องจากปก ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [สืบศิลป์] โดย กีรติ


    ใบเสมาโบราณของไทย




    แต่ครั้งโบราณกาล เสมามีความสำคัญต่อพุทธสถานอย่างยิ่ง การที่จะเรียกว่าวัดนั้นเป็นวัดได้ จะต้องมีหลักแบ่งเขตชัดเจนสำหรับการทำพิธีกรรมทางศาสนา และหลักที่ปักเพื่อแบ่งเขตที่ว่านี้ มีชื่อเรียกว่า “ใบเสมา”

    เสมา หรือที่มีนักวิชาการบางท่านเรียกว่า “สีมา”ตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ หมายถึง เขตกำหนดความพร้อมเพรียงของสงฆ์ หรือเขตชุมนุมของสงฆ์ หรือเขตที่สงฆ์ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลายที่อยู่ภายในเขตนั้นจะต้องทำสังฆกรรมร่วมกัน

    เสมา แบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ ๑. พัทธสีมา แปลว่า แดนที่ผูก ได้แก่เขตที่พระสงฆ์กำหนดขึ้นเอง ๒. อพัทธสีมา แปลว่า แดนที่ไม่ได้ผูก ได้แก่เขตที่ทางราชการกำหนดไว้ หรือเขตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นเครื่องกำหนด และสงฆ์ถือเอาตามเขตที่กำหนดนั้น ไม่ได้ ทำหรือผูกขึ้นใหม่

    ความสำคัญของการมีเสมานี้ เนื่องจากพระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดให้พระภิกษุต้องทำ อุโบสถ ปวารณา และสังฆกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะการสวดปาฏิโมกข์ ซึ่งต้องสวดพร้อมกันเดือนละ ๒ ครั้ง จึงเกิดหลักแดนในการที่สงฆ์จะร่วมกันกระทำสังฆกรรม โดยมีหลักบ่งชี้คือใบเสมา

    ใบเสมามีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก ในประเทศไทยสามารถสืบย้อนไปไกลถึง ยุคสมัยแรกเริ่มของประวัติศาสตร์ นั่นคือ อารยธรรมทวารวดี

    เป็นที่ทราบกันแล้วว่า อารยธรรมทวารวดีเป็นอารยธรรมเก่าแก่ มีเมืองสำคัญอยู่บริเวณ ภาคกลางของประเทศไทยในปัจจุบัน และเป็นอารยธรรมที่นับถือพระพุทธศาสนาไปพร้อมๆ กับศาสนาพราหมณ์ แต่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองกว่ามาก ทั้งนี้เนื่องด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นจารึก หรือศิลปกรรมต่างๆ เป็นเครื่องยืนยันความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในอารยธรรมทวารวดีนี้ได้เป็นอย่างดี

    บริเวณภาคอีสานของไทยในปัจจุบัน พบว่ามีร่องรอยของอารยธรรมทวารวดีที่เผยแพร่ มาจากภาคกลาง แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ กลุ่มใบเสมาที่บริเวณภาคอีสานนี้มีความโดดเด่นกว่าภาคอื่น ในขณะที่ภาคกลางมีความโดดเด่นในเรื่องของการสร้างพระธรรมจักร ขนาดใหญ่ ซึ่งใบเสมาที่ว่านี้ มีความแตกต่างจากรูปแบบของใบเสมาที่พบในปัจจุบันมาก นับว่าเป็นพัฒนาการของใบเสมาก็ว่าได้

    ข้อสรุปเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องใบเสมาภาคอีสาน ซึ่ง รศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ เรียบเรียงไว้ ดังนี้

    รูปแบบของใบเสมาทั่วไปจะเป็นลักษณะกลีบบัว มีขนาดสูงตั้งแต่ ๑ เมตรไปจนถึง ๒ เมตร รองลงมาได้แก่รูปเสาสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม ซึ่งพบเป็นจำนวนน้อยมาก ส่วนคติใน การสร้างสันนิษฐานไว้ ๓ ประการ คือ

    ๑. ใช้ปักใบเดียวกลางลานในฐานะของเจดีย์องค์หนึ่ง เพราะโดยทั่วไปที่กลางใบเสมาจะมีรูปหรือสัญลักษณ์ของสถูปปรากฏอยู่ด้วยเสมอ

    ๒. ใช้ปักล้อมรอบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแสดงขอบเขตได้พบตัวอย่างเป็นจำนวนมากบนภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี อาจเป็นการแสดงขอบเขตที่สืบทอดมาจากวัฒนธรรมหินตั้ง ที่พบแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในภาคอีสาน เช่นที่เมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา

    ๓. ใช้ปักแปดทิศรอบฐานอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาจมีตำแหน่งละ ๑ ใบ ๒ ใบ หรือ ๓ ใบ น่าจะเป็นคติการแสดงขอบเขตสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนสถานลักษณะเดียวกับโบสถ์ในปัจจุบัน

    ด้วยขนาดของเสมาที่มีขนาดใหญ่ จึงเกิดภาพเล่าเรื่องบนใบเสมาขึ้น ซึ่งเรื่องราวที่นิยม สร้างขึ้นนั้นมักเป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ ชาดก เป็นต้น

    นอกจากนี้ยังพบว่า มีการตกแต่งใบเสมาด้วยรูปสถูปหรือหม้อปูรณฆฏะ ตามที่ได้กล่าว ไว้แล้วว่า การปักใบเสมาแบบใบเดียวที่กลางลานนั้น อาจหมายถึงเครื่องหมายแทนสถูป โดยสังเกตจากรูปแบบของใบเสมาที่มีการสลักรูปสถูปหรือหม้อปูรณฆฏะไว้

    หม้อปูรณฆฏะ เป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์ เป็นสัญลักษณ์ที่พบมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ศิลปะอินเดียโบราณ และยังพบอีกในศิลปะลังกาสมัยอนุราธปุระ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๐ ก็นิยมปักหินตั้งรูปปูรณฆฏะไว้บริเวณหน้าประตูทางเข้า



    เนื่องจากปูรณฆฏะ เป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นสัญลักษณ์ในการอวยพรผู้มาศาสนสถานให้มีความสุขไปด้วย และด้วยเหตุนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันการรับสืบ ทอดวัฒนธรรมศาสนา และศิลปกรรมมาจากอินเดีย และลังกาด้วยเช่นกัน

    สำหรับภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ส่วนมากเป็นตอนที่พระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมโปรด เหล่าบุคคล และภาพสลักบนใบเสมาที่เชื่อว่ามีความงดงามและสำคัญอย่างที่สุดชิ้นหนึ่งนั้น คือภาพตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากกรุงกบิลพัสดุ์ พบที่เมืองฟ้าแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น เป็นฉากที่สำคัญคือพระนางพิมพาสยายผมรองรับพระบาทของพระพุทธเจ้า ซึ่งถือว่าเป็นท่าแสดงความเคารพอย่างสูงสุด การแสดงความเคารพในลักษณะเช่นนี้ โดยมากพบในศิลปะมอญและพม่า สะท้อนมุมมองการแผ่ขยายความนิยมของศิลปะในประเทศใกล้เคียงในเวลานั้น

    การสลักภาพเล่าเรื่องชาดกนั้น พบว่ามีความนิยมอย่างมาก สันนิษฐานว่าน่าจะมีการสร้าง ครบทั้งสิบพระชาติ แต่ที่พบหลักฐานมากที่สุด เป็นพระชาติสุดท้ายก่อนจะเสวยพระชาติเป็นพระพุทธเจ้า นั่นคือ เวสสันดรชาดก ในตอน พระราชทานกัณหา-ชาลีให้กับชูชก หรือจะเป็นตอนที่พระอินทร์ปลอมตัวมาขอพระราชทานนางมัทรี ส่วนชาดกในเรื่องอื่นที่พบก็มี สุวรรณสาม วิฑูรบัณฑิต มหาชนก เป็นต้น

    การสลักเรื่องราวเกี่ยวกับชาดกและพุทธประวัติไว้บนใบเสมานี้ คงจะมีคติการสร้างเดียว กันกับจิตรกรรมฝาผนัง คือมีความมุ่งหมายที่จะเป็นการให้ความรู้ โดยแฝงวัฒนธรรมการแต่งกาย รูปแบบเฉพาะของศิลปกรรมในภูมิภาค ทำให้กลุ่มใบเสมาที่ภาคอีสานมีความโดดเด่น มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    ซึ่งในสมัยต่อมาด้วยขนาดของใบเสมาที่เล็กลง ประกอบกับความนิยมในการสลักภาพ เล่าเรื่องบนใบเสมาไม่ได้รับความนิยมแล้ว เราจึงไม่พบหลักฐานของใบเสมาในลักษณะ ดังกล่าวอีกเลย




    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    ----
    ----[ก้าวฯกวี]
    ----


    "กระทง"


    - ๑ -
    ในคราวนั้นพ่อฉันฟันต้นกล้วย
    ส่วนหนึ่งด้วยจะแกงหยวกใส่ปลาย่าง
    อีกบางส่วนหั่นแว่นเป็นวงวาง
    ให้แม่พลางเย็บกระทงไว้ลงลอย
    .
    "หนูจะเอากระทงอันเล็กเล็ก"
    เพราะสองมือของเด็กนั้นยังน้อย
    เด็ดดอกไม้หน้าบ้านมานั่งคอย
    กระทงเสร็จแล้วค่อยประดับประดา
    .
    "หนูจะใส่ดาวเรืองไว้ตรงนี้
    แซมแพงพวยสวยดีดูเข้าท่า"
    ธูปเทียนปักตรงกลางอย่างเคยมา
    และตั้งตารอไปงาน ลอยกระทง
    .
    เสื้อแขนยาวหมวกไหมพรมกันลมหนาว
    โคมพันแสงแข่งดาวลมพัดส่ง
    สูงขึ้นสุดฟ้าฟากแล้วดับลง
    หลายคนคงแหงนหน้า ดวงตาตะลึง
    .
    แม่จูงมือถึงตลิ่งน้ำปริ่มท่า
    อธิฏฐานวาจาขณะหนึ่ง
    หลับตาเห็น ชีวิตงามในคำนึง
    จากนั้นจึงลงลอยค่อยเคลื่อนไป
    .
    - ๒ -
    เพียงวัยวันพลันผ่านกาลหมุนเปลี่ยน
    บัดนี้มีกระทงเทียนรูปแบบใหม่
    จากกรุ่นหอมอบอวลของดอกไม้
    กลายเป็นใช้ริบบิ้นแซมบนแท่นโฟม
    .
    กลีบกระทงจากใบตองเคยของแท้
    บัดนี้แค่กระดาษพับประดับโฉม
    จุดเทียนวอมลอยล่องก่องแสงโคม
    ไปถั่งโถมล่มสลายในคงคา
    .
    ระลอกคลื่นคืนกระทงสู่ตลิ่ง
    อธิฏฐานเป็นจริงหรือเปล่าค่า
    มวลมนุษย์ต่างวาระและเวลา
    จิตแท้แห่งปัญญากลับเลือนลับ!
    .
    คืนนี้เหน็บหัวใจไหมพระแม่
    มาสู่ยุคผันแปรดังตกอับ
    อธิฏฐานผู้ใดเกินจะนับ
    เพื่อบรรเทาความย่อยยับแห่งชีวิต
    .
    และรายทางกระทงเทียมยังเรียงราย
    ต่างรอคนซื้อขาย งานง่ายประดิษฐ์
    นิยามยุคสะดวกนิยมคือนิมิต
    ล้านดวงจิตหลงทิศเฉกกระทง!

    กวิสรา
    http://kaveesara.bloggang.com




    kaawss.jpg[อ่าน ก้าวฯกวี บทอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ฟากฟ้า..ทะเลฝัน] โดย โจนาธาน


    คำถามประจำวัน




    “ฉันไม่เห็นพี่ชายขีดเขียนงานมาหลายวันแล้ว, ทำไมไม่เขียน?” เด็กน้อยเอ่ยถามฉันตามประสาช่างสังเกต

    “มันกงการอะไรของเธอถึงมาถามฉันเล่า” รู้สึกผิดหวังในตัวเขาครามครันที่มาทำลายสมาธิในการอ่านหนังสือ

    “อ้าว...นี่ถามเพราะว่าใส่ใจนะ, ถามไม่ได้หรือ?”

    “ฉันจะบอกอะไรให้เธออย่างหนึ่งนะ, บางครั้งคนเราน่ะมันไม่จำเป็นต้องทำอะไรซ้ำซากอยู่เสมอไปหรอก” ฉันลุกเดินจากเปลญวนใต้ต้นขนุนเข้าที่พัก หยิบบรั่นดีที่อิงแอบหลังเครื่องพิมพ์ กระดาษยังคงคาค้างว่างเปล่าอยู่อีกครึ่ง

    “แต่พี่ชายกินเหล้า, ซ้ำซาก” เขาว่า

    “สักวันเธอจะไม่เห็นฉันกินมัน สักวันเธอเมื่อเธอเห็นฉันนั่งพิมพ์งานด้วยนิ้วพริ้วไหว เธอก็จะต้องถามฉันอีกละสิว่า ไม่เห็นพี่ชายกินเหล้า เฮอะ!” ฉันชี้หน้าเขาทั้งขวดเหล้าที่อยู่ในมือ “เธอน่ะชอบถามคำถามซ้ำซาก!”

    “อ้าว...ตกลงว่าฉันถามไม่ได้, งั้นฉันไม่ถามละนะ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ถามอะไรพี่ชายแล้ว”

    “ถ้าเธอไม่ถาม เธอก็เป็นใบ้เรอะ, ไฮ้ มานี่มาพูดกันให้รู้เรื่อง อย่ามาทำเป็นงอน เธอเป็นผู้ชายนะ จะมางอนเหมือนผู้หญิงน่าเกลียดตาย”

    “ไม่จำเป็นหรอก ผู้ชายผู้หญิงมันก็น้อยใจได้เหมือนกันนั่นแหละ” เขาหยุดเท้าที่กำลังจะก้าวลงจากที่พัก ออกไปทางชายหาด

    “เรอะ! หมายความว่าเธองอน?”

    เขาหันขวับกลับมา “พี่ชายอย่ากวนประสาทได้ไหม?”

    ไม่ว่าเปล่า ชี้หน้าคาดโทษฉันเสียด้วย

    “อ้อ จะว่าฉันกวนส้นเท้าเธอใช่ไหมนั่น?” ฉันเดินกลับไปยังเปลญวน

    อันที่จริงฉันตั้งใจว่าจะไม่แตะเหล้าเลยวันนี้ แต่ก็เพราะเขานั่นแหละหากไม่เข้ามาขัดจังหวะ

    “เธอนั่นแหละ ทำให้ฉันต้องเดินไปคว้ามันมา” ฉันชูขวดเหล้า “แต่ฉันมันเลวเองต่างหาก ไม่เกี่ยวกับเธอหรอก มานี่สิ ใจคอจะกลับบ้านจริง ๆ หรือไง เด็กน้อยผู้ทระนง”

    “อย่าตบหัวแล้วลูบหลังสิ, ทำไมพี่ชายไม่ขอโทษฉันตรง ๆ ล่ะ อ้อมค้อมทำไมกัน ผู้ใหญ่เป็นอย่างนี้ทุกคนมั้ยนี่ อย่างนั้นฉันขอเป็นเด็กตลอดไปดีกว่า”

    “ถ้าเธอไม่อยากเป็นแบบนี้ก็ไม่จำเป็นนี่, ไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กตลอดไป อย่างนั้นเขาเรียกไม่โต” ฉันถอนใจหวังว่าเขาคงเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด สักนิดก็ยังดีละ

    “เมื่อไหร่พี่ชายจะเขียนงาน?” เขานั่งลง หยิบยาเส้นมามวนใบจาก “นี่ แม่ให้เอามาให้พี่ชาย”

    “เธอมวนมันเป็นเรอะนั่น!”

    “ของกล้วย ๆ ฉันมวนให้พ่อให้ปู่เสมอละ, พี่ชายมวนไม่เป็น?” เขาเลิกคิ้ว มุมปากเผยอยิ้มเหมือนผู้กำชัยชนะ

    “เยี่ยมนี่, เธอเคยสูบมันไหม?”

    “เคย ก็แค่ลองนะ ฉันไม่ชอบ”

    “สักวันเธออาจชอบ”

    “ให้มันถึงวันนั้นก่อนเถอะน่า, พี่ชายยังไม่ตอบฉัน”

    “อะไร”

    “เมื่อไหร่จะเขียนงาน”

    “เมื่อเธอเลิกมากวนใจฉัน”

    “กวนใจ?”

    “เออสิ ที่เธอเห็นฉันนั่งนอนอ่านหนังสือนี่น่ะ รู้มั้ยฉันกำลังทำงานงานเขียน”

    “พี่ชายบ้าหรือเปล่า ฉันไม่เข้าใจ เห็นอ่านแต่บอกว่าเขียน?”

    “ทุกอย่างที่ฉันอ่านเป็นข้อมูลที่ฉันจะเอาไปเขียน ทำไม นักเขียนใช่ว่าแต่จะนั่งเขียนหรอกนะ ฉันเคยบอกเธอบ้างไหมนี่”

    “เคย, อ่าน คิด เขียน”

    “แต่ฉันอ่านได้น้อย คุยมากกว่าเขียนเสียอีก เพราะเธอชอบถามฉัน”

    “แต่ฉันชอบคุยกับพี่ชาย อีกหน่อยฉันจะเขียนบ้าง”

    “เขียน? เรื่องฉันหรือเปล่า อย่าบิดเบือนนะ อ้อ แล้วอย่ายกย่องด้วย”

    “ฉันจะเขียนว่า ‘พี่ชายเป็นนักเขียนขี้เหล้า’ ดีไหม?”

    “เรื่องของเธอสิ”

    “เอาละ ฉันกลับบ้านดีกว่า พี่ชายจะได้อ่านหนังสือต่อ” เขาลุกขึ้นเดินจากไป

    “เดี๋ยว! ฝากขอบคุณในไมตรีจิตของแม่เธอด้วย”

    “อะไรนะ อะไรจิต ๆ”

    ให้ตายสิ ทำไมเขาชอบถามนักนะ เอาไว้คราวหน้าแล้วกันฉันจะบอกเขาว่ามันหมายถึงอะไร

    “ขอบใจนั่นแหละ”

    เขาเดินลับตาไป

    มีเพียงสายลมเสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งแทรกประกอบเหมือนเดิม

    พรุ่งนี้เขาจะเห็นฉันเขียนหนังสือ เมื่อนั้นเขาจะไม่รบกวนถามอะไรฉันเลย นอกจากนิ่งเงียบอ่านหนังสือ

    ไม่มีอะไรซ้ำซากอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนักหรอก แม้แต่คำถามของเด็กน้อย ·



    ด้วยความรักฯ
    พ.ย. ๕๐




    kaawss.jpg[อ่าน ฟากฟ้า..ทะเลฝัน ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [DekAd] โดย Black&Pink


    น้ำคือชีวิต




    เนื่องด้วยวันลอยกระทง ผู้เขียนจึงขออนุญาตพาสาวไปลอยกระทงก่อน แล้วพบกันใหม่ก้าวที่ 24 ครับ-สวัสดี

    เฮ้อ...ขอกลับมาดีกว่าครับ เนื่องด้วยไม่มีสาวคนไหนไปลอยกระทงกับผมเลย...แหะ ๆ จริง ๆ แลัวผมแอบอู้ล่ะครับ จุ๊ ๆ อย่าเอ็ดไปละ เดี๋ยวพี่บ.ก.รู้

    แหะ ๆ จริง ๆ แล้วผมคิดไม่ออกต่างหากครับ ว่าจะเขียนอะไรดี

    เอาเป็นว่า ผมมาเล่าสู่กันฟังแล้วกันครับ กับเรื่องน้ำ

    เรื่องของเรื่องก็คือว่า งานที่ผมทำอยู่นั้นกำลังที่จะทำกิจกรรมเพื่อสังคม และกิจกรรมที่ว่านั้นก็ทำขึ้นมาช่วยเหลือมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อสร้างกังหันน้ำชัยพัฒนา เปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำเสียให้เป็นแหล่งน้ำใส

    เมื่อพอได้เข้ามาคลุกคลีและเก็บข้อมูลเรื่องน้ำจึงได้รับรู้อะไร ๆ หลายอย่างจนทำให้ผมนึกเป็นห่วง ห่วงว่าลอยกระทงปีนี้เราจะเพิ่มขยะลงสู่แม่น้ำอีกเท่าไหร่ แม้จะบอกว่าเราสามารถใช้กระทงที่ประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติก็ตาม และเมื่อนานวันเข้ากระทงนั้นก็จะจมลงจนกลายเป็นสิ่งปฏิกูลทับถมขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้น จากนั้นความเน่าเหม็นก็จะตามมา ยิ่งประเทศของเรายิ่งเป็นประเทศที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่บันยะบันยังอยู่แล้วด้วย ทีนี้ละครับ อนาคตภายหน้ามีเดือดร้อนแน่ๆ

    แล้วจะทำยังไง?

    นั่นน่ะสิครับ ทำยังไงกันดีละ นอกจากเราจะช่วยกันไม่ทิ้งสิงปฏิกูลลงสู่แม่น้ำและใช้น้ำอย่างประหยัด แม้ว่าทั้งโลกเราจะมีปริมาณผืนน้ำถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ปริมาณของน้ำจืดอยู่ที่ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับ และใน ๒.๗ เปอร์เซ็นต์นั้นแบ่งเป็นน้ำที่บริโภคได้ที่ ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นน้ำจืดจึงเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

    ส่วนการโฆษณาเรื่องที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์น้ำนั้นก็ยังไม่ค่อยมีให้เห็น ถึงมีก็ยังไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ ออกแนว ๆ การโฆษณาเชิง PR ซะมากกว่า ซึ่งไอ้การทำโฆษณาในเชิง PR นั้น ที่หลาย ๆ องค์กรจะไม่ค่อยเน้นไอเดียนัก แต่จะเป็นการเน้นที่ข่าวสารข้อมูลเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นจึงเป็นเหตุให้ลดทอนความน่าสนใจลงไปค่อนข้างเยอะทีเดียว เพราะชาวบ้านอย่างเรา ๆ เมื่อเจอข้อมูลอัดแน่นเข้าไปโดยไร้ซึ่งความบันเทิงแล้วจะมีใครทนนั่งดูอยู่ได้นาน ๆ จริงไหมครับ

    จนมีโครงการ ๆ หนึ่งครับที่เกิดขึ้นมาโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางในการนำเสนอ นั่นก็คือ โครงการ “น้ำคือชีวิต” ยังจำกันได้ใช่ไหมครับ นี่คือโครงการรณรงค์ในเรื่องของการอนุรักษ์น้ำ ประหยัดน้ำ ได้อย่างน่าสนใจที่สุดแล้ว โดยการใช้ตัวแสดงนำเรื่อง ๔ คน และวิทยากรรับเชิญ ประกอบด้วยกราฟิกและแอนนิเมชั่นในการอธิบายสื่อเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ เกี่ยวกับน้ำ เช่น ฝนหลวง, ฝายชะลอน้ำ, การสร้างเขื่อน, การบริหารจัดการน้ำ, การบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ ฯลฯ

    หากใครยังจำพระราชดำรัสของในหลวงได้ "...หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้  น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้..."

    ก็ขอให้ช่วย ๆ กันรักษาแหล่งน้ำของเราให้สะอาดเถอะครับ

    เอ่อ...ที่พล่ามน้ำท่วมทุ่งไปทั้งหมดนี้ อย่าเพิ่งมองว่าผมจะต่อต้านการลอยกระทงนะครับ เพราะประเพณีที่มีมานานนมยังไง ๆ เราก็ยังคงต้องรักษามันกันไว้แหละ และอีกอย่างเมื่อปีที่แล้วผมก็ได้มีโอกาสไปลอยกระทงหลงทางคนเดียวอย่างน่าเศร้าใจ ผมเห็นกระทงน้อยที่ได้รับการตัดแต่งพันธุกรรมเรียบร้อยแล้วครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นไอเดียที่ดีและแปลกใหม่ ที่สำคัญ น่ารักและกินได้อีกต่างหาก



    ขอขนานนามว่า กระทงเต่าน้อย GMOs ครับพี่น้อง ขอไห้มีความสุขในวันลอยกระทงนะครับ




    [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [พูดพร่ำทำเพลง] โดย 'พล


    บำบัดทุกข์บำรุงโศก
    ’พล




    -๑-


    เป็นธรรมดาของสิ่งมีชีวิต ที่มีแข็งแรงก็ย่อมต้องมีอ่อนแอ สาเหตุของการอ่อนแอ ก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ สภาวการณ์ต่างๆที่เข้ามากระทบทั้งโดยตรงและทางอ้อม และเหตุปัจจัยอีกหลากหลาย ซึ่งส่งผลได้ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ

    แน่นอนสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่ชอบที่จะอ่อนแอ เมื่ออ่อนแอ ก็ต้องหาทางที่จะกลับมาแข็งแรง วิธีการที่จะนำพาความแข็งแรงกลับมานั้นก็มีหลากหลายอีกเช่นกัน พอดีผมไปอ่านเจอ วิธีการบำบัดชนิดหนึ่ง ที่แม้จะไม่ใช่ของใหม่อะไรมากมาย แต่ผมก็คิดว่าไม่น่าจะเก่าจนเกินไป และน่าจะมีประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่าน


    -๒-


    ดนตรีบำบัด หลายท่านอาจสงสัยว่า ดนตรีมีไว้ฟังมิใช่หรือ แล้วดนตรี จะรักษาความอ่อนแอได้อย่างไร เดี๋ยวมาลองดูกันครับ ว่าดนตรีและเสียงเพลงมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

    ดนตรีบำบัด (Music Therapy) คือศาสตร์ที่ว่าด้วย การนำดนตรี หรือองค์ประกอบอื่น ๆ ทางดนตรี มาประยุกต์ใช้ เพื่อปรับเปลี่ยน พัฒนา และคงรักษาไว้ซึ่งสุขภาวะของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม โดยนักดนตรีบำบัดเป็นผู้ดำเนินการไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ผ่านทางกิจกรรมทางดนตรีต่าง ๆ อย่างมีรูปแบบโครงสร้างที่ชัดเจน มีหลักเกณฑ์ และระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์

    เป้าหมายของดนตรีบำบัด ไม่ได้เน้นที่ทักษะทางดนตรี แต่เน้นในด้านพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคลที่มารับการบำบัด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายบริบท เช่น ด้านการศึกษา ด้านการแพทย์

    ดนตรีบำบัดสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ตามเป้าหมาย เพื่อตอบสนองความจำเป็นที่แตกต่างกันไป ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เช่น ปัญหาบกพร่องของพัฒนาการ สติปัญญา และการเรียนรู้, โรคซึมเศร้า, โรคอัลไซเมอร์, ปัญหาการบาดเจ็บทางสมอง, ความพิการทางร่างกาย อาการเจ็บปวด และภาวะอื่น ๆ

    ในปัจจุบันมีการนำดนตรีมาใช้บำบัดโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีผลดียิ่งทั้งโรคทางกายและทางจิตเวช (ประเทศกรีกเป็นประเทศแรกใช้เครื่องดนตรีอย่างพิณ ดีดเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า) มีการค้นพบว่าดนตรีใช้ลดอาการเจ็บปวดจากการคลอดจากการถอนฟัน รักษาคนที่มีความเครียดกังวล แยกตัวจากสังคม หรือคนพิการซ้ำซ้อนได้ดีตลอดจนผู้ป่วยจิตเภท ผู้มีพฤติกรรมถดถอย เหงาเศร้าได้ ด้วยเหตุนี้จึงได้นำดนตรีบำบัดมาใช้กับผู้ป่วยจิตเวชทั้งโดยการเปิดเทปจังหวะเร้าใจ มีการขยับตัวเข้าจังหวะ ใช้ดนตรีแบบเคาะจังหวะ และอุปกรณ์เกิดเสียงให้ผู้ป่วยได้เขย่าหรือฟังเพลงแล้วให้บอกถึงความรู้สึกที่ได้จากเพลง โดยการบำบัดครั้งละ 1-1.30 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 ครั้งพบว่าผู้ป่วยมีอาการเรื้อรัง พฤติกรรมถดถอย แยกตัว จะกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างรวดเร็ว ในชั่วโมงที่สอง ของการบำบัดผู้เหงาเศร้าจะยิ้มแย้มได้ หลังจากไม่เคยยิ้มมานานแล้ว

    คำถามที่ว่าธรรมชาติได้ฝังหลักสูตรความสอดคล้องในการประสานเสียงทั้งหลายไว้ในสมองมนุษย์ แล้วมีการถ่ายทอดยีนอันนี้ไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่นั้น หากจะเอาคำตอบนี้คงต้องไปหาอาสาสมัครที่แทบจะไม่มีโอกาสได้ยินเสียงเพลงเลยมาทดสอบ ซึ่งคงหาไม่พบแน่ เพราะเดี๋ยวนี้เป็นยุคไฮเทคอิทธิพลของดนตรีได้แพร่ขยายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไปที่ไหนก็มีเสียงเพลงกระจายไปทั่วโลก เช่น ในเรือบินในรถยนต์ ในครัว ตามสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟ แม้แต่ในกระต๊อบของหมู่บ้านเล็กๆ ประเทศปาปัวนิวกินีแสนห่างไกลความเจริญก็ยังมีเสียงเพลงของ Robbie Williams แว่วมาตามสายลม

    เมื่อพูดถึงอิทธิพลของเสียงเพลงแล้ว จะเห็นบุคคลในตำแหน่งสำคัญต่างๆ ใช้เพลงเป็นที่ปลอบขวัญ และกำลังใจมนุษย์ เช่น ตอนที่กำแพงเมืองเบอร์ลินถูกพังทำลายเมื่อ พ.ศ.2532 ผู้ใหญ่ผู้โตทางการเมืองพากันร้องเพลงชาติอย่างกล้าหาญ หรือในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2544 ในตอนค่ำหลังจากตึก World Trade ในเมืองนิวยอร์กถล่ม ผู้แทนราษฎรรวมกลุ่ม และพากันร้องเพลง "พระผู้เป็นเจ้าทรงอวยพระพรอเมริกา" (God bless America) เพื่อลดความชอกช้ำทางจิตใจ

    ยิ่งในโบสถ์ การนมัสการไม่เคยเลยสักครั้งเดียวที่จะปราศจากการร้องเพลงถวายเกียตรพระผู้เป็นเจ้า นักค้นคว้าชาวอังกฤษ นาย Ian Cross จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กล่าวเสริมว่า "การมีเพลงเปรียบเสมือนมีสนามที่เล่นในจิตใต้สำนึก เพราะหัวใจของดนตรีนั้น ให้อิสระในการไปตีความ ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ไปตามความนึกคิด และฝึกด้านจินตนาการ นั่นคือเรื่องจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในการจะพัฒนาสมอง”

    นี่แหละครับ ประโยชน์อีกรูปแบบของเสียงเพลง การฟังเพลงครั้งต่อไปของคุณจะเต็มไปด้วยความสุข


    -๓-


    ได้ข่าวแว่วมาว่า ก้าว..รอ..ก้าว ฉบับนี้ใกล้จะเป็นฉบับสุดท้ายแล้ว กระผมในฐานะคอลัมนิตส์ ประจำก้าว..รอ..ก้าว ตั้งแต่เล่มแรก จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ ขอบคุณ ผู้ก่อตั้ง ทีมงาน และผู้อ่าน ก้าว..รอ..ก้าว ทุกท่าน สำหรับเวที สำหรับ มิตรภาพ สำหรับคำติชม และสำหรับ อะไรๆอีกมากมายที่พวกคุณมอบให้ ถ้ามีโอกาสเราคงได้กลับมาพบปะเจอะเจอกันอีกครั้ง นะครับ รักษาสุขภาพด้วย

    ขอบคุณจริงๆครับ



    'พล
    wanwilai_pol@hotmail.com



    ขอขอบคุณ กรมสุขภาพจิต http://www.dmh.go.th และ http://www.tddf.or.th/library/ , http://www.happyhomeclinic.com สำหรับข้อมูล



    kaawss.jpg[อ่าน พูดพร่ำทำเพลง ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Coffee Brake]



    “ท้ายที่สุดผมคิดว่าชีวิตที่จะให้ความสงบคือชีวิตที่ไม่มีจุดหมายกดทับ  ไม่มีอุดมคติมาเป็นเครื่องร้อยรัด แต่เป็นชีวิตที่มีมรรควิถีเหมือนอย่างที่เต๋าสอนไว้  แม้แต่คำว่าเต๋าก็แปลว่า ‘วิถี’ เท่านั้นเอง  ชีวิตแบบเต๋าก้าวพ้นทวิภาวะ  เหมือนน้ำที่ไหลลงจากยอดเขา  เจอก้อนหินก็เลี้ยว  เจอทุ่งหญ้าก็ไหลช้าลง ไม่ติดรูปแบบตายตัว แปรรูปไปตามภูมิประเทศที่ไหลผ่าน  เป็นหนึ่งเดียวกับภูเขาและท้องทุ่ง แต่ก็คงความเป็นสายน้ำซึ่งไหลไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้ง จนกว่าจะถึงปลายทางคือมหาสมุทร  ปลายทางอย่างมหาสมุทรนี่เราอย่าเรียกว่า ‘จุดหมาย’ เลย  เพราะมันไม่ใช่จุดหมายทางอัตวิสัย หากเป็นปลายทางของสายน้ำที่จะคืนสู่บ้านเกิดดั้งเดิมของตน

    “เพราะฉะนั้นผมจึงเคยเขียนว่า แต่ละก้าวที่คุณก้าวไป มันสำคัญกว่าจุดหมาย  คุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้นหรือเปล่า  หากคุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้น วันนี้คุณพบตัวเองแล้ว  แต่ละนาทีที่ผ่านไปก็ครบถ้วนแล้ว  แต่ถ้าคุณขัดแย้งกับปัจจุบันขณะของคุณอยู่ตลอดเวลา  ตัวทำอย่างหนึ่ง  ใจอยากทำอีกอย่างหนึ่ง  คุณจะมีแต่ความทุกข์  นั่นคือชีวิตของคนในโลกปัจจุบัน”


    จากภาคผนวก วันที่ถอดหมวก : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
    (ปาจารยสาร : ตุลาคม-พฤศจิกายน ๒๕๔๙)





    kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]








    [ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


    รอยลอยกระทง กับพี่น้องคู่ซี้..กุ๊กไก่




    หลายปีมานี้ ตัวสารากรเองไม่ได้มีโอกาสลอยกระทงอย่างเมื่อครั้งยังเป็นเด็กนักเรียนได้ทำในทุกวันเพ็ญเดือนสิบสอง จะว่าไปแล้วกิจกรรมตรงนั้นเป็นความสุข และสนุกที่ผสมรวมกับความตื่นเต้น และสิ้นสุดลงที่ความตื่นตาในตอนเช้าที่ยังคงพบกระทงของใครต่อใครลอยอยู่ในแม่น้ำนั้น เกิดคำถามว่า แล้วกระทงของเราล่ะ ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน

    ก้าวต่อก้าวฉบับนี้เป็นฉบับที่เราจะต้องขอพูดถึงประเพณีที่มีความสำคัญอย่างมากกับสังคมไทยเรา นั่นคือประเพณีการลอยกระทง และเป็นที่น่ายินดีที่การสนทนากันครั้งนี้ ได้สองพี่น้องอารมณ์ดีมาพูดคุยในมุมมองที่น่ารักและดุเดือดตามแบบฉบับของเขาทั้งสอง นั่นคือ คุณวนิดา หาญสำเภา สาวพิษณุโลก หรือที่เรารู้จักกันในนามของวนิดา (พี่ไก่) อีกหนึ่งคนเป็นน้องชายชื่อ สุรชัย เสรีนิธิกุล หนุ่มเมืองนนท์ ผู้ใช้ชื่อในห้องหนอนสนทนาว่า วนิดา(นามปากกา) การโคจรมาพบกันของสองพี่น้องมักสร้างมุมมองที่น่าสนใจเสมอ และครั้งนี้เราจะได้สัมผัสกับแง่คิด ที่ไม่อาจมองข้าม



    สารากร : “วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริง วันลอยกระทง” เสียงเพลงลอยกระทงดังขึ้นมาทีไร มักทำให้เราคิดถึงกิจกรรมยามค่ำคืนในวันเพ็ญเดือนก่อนสิ้นปี ไม่ทราบว่า แต่ละปีที่ผ่านไปคุณลอยกระทงที่ไหนบ้างคะ
    วนิดา : หลายปีที่ผ่านมาไม่ได้ไปลอยกระทงที่ไหนเลยอาจจะเป็นเพราะวัยเพิ่มขึ้นความสนุกต่างๆ เริ่มหายไป แต่ถ้าให้คิดถึงกิจกรรมในวันเพ็ญเดือนสิบสองคงต้องนึกถึงครอบครัวที่มีพ่อ แม่ ลูก หรือไม่ก็คู่รัก พากันถือกระทงไปลอยตามแม่น้ำหรือลำคลอง
    วนิดา(นามปากกา) : ผมไม่ได้ไปร่วมประเพณีนี้มากว่า ๕-๘ ปีแล้ว และอาจจะด้วยรู้สึกเบื่อหน่ายกับสิ่งแปลกปลอมในยุคหลังๆที่แทรกซึมหรือไม่ก็ถูกจับยัดเข้ามาจนดูเหมือนวันลอยกระทงเป็นอีกวันที่ช่างโกลาหลเกินจำเป็นขนาดปีหนึ่งเคยหลบหน้าดอดไปเล่นเน็ต พวกยังอุตส่าห์จัดลอยกระทงในอินเตอร์เน็ตอีกแน่ะ ให้มันได้อย่างนี้สิโลกาภิวัฒน์ใบนี้


    สารากร : พอจะเล่าความประทับใจเกี่ยวกับวันลอยกระทงของตัวคุณเองบ้างได้ไหมคะ
    วนิดา : ได้นั่งเรือไปลอยกระทงกลางแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมครอบครัวเมื่อครั้งวัยเยาว์ 
    วนิดา(นามปากกา) : ต้องย้อนไปในวัยเด็กเท่านั้น สมัยนั้นรัฐบาลยังอนุญาตให้เล่นดอกไม้ไฟได้อยู่
    ผมกับสมัครพรรคพวกเลยสนุกกับการแบมือขอเงินจากผู้ใหญ่ไปเผาเล่นกับดอกไม้ไฟหลากสี แลกกับความสุขความสวยงามของมันบ่อยครั้งผมอดสงสัยไม่ได้ว่าไอ้แท่งเล็กๆเพียงแค่นี้ ทำไมเวลาถูกไฟแล้วถึงทำงานได้ดีเกินกว่าที่คิด ดอกไม้ไฟบางประเภทก็ยังเป็นที่นิยมสำหรับผมอยู่ แม้จะหามาเล่นยากขึ้นก็ตาม


    สารากร : กระทงแรกในชีวิตของคุณทำมาจากอะไรคะ
    วนิดา : ใบตองกับต้นกล้วยค่ะ ทำเองกับมือเลยนะ
    วนิดา(นามปากกา) : โฟม พลาสติก กาวยาง สีสเปรย์ ฟลอยด์ สารซีเอฟซี


    สารากร : แม่น้ำที่คุณไปลอยกระทงครั้งแรกคือที่ไหน
    วนิดา : ต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดนครสวรรค์ 
    วนิดา(นามปากกา) : เจ้าพระยา ทุกวันนี้กลายเป็น "เจ้าพระยำ" ไปแล้ว ไม่รู้อะไรต่อมิอะไร
    ลอยกันให้ควั่กไปหมด ฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น ไม่ใช่ฝีมือหมาแน่


    สารากร : แล้วทุกวันนี้ยังกลับไปอยู่หรือเปล่า
    วนิดา : กลับไปอยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนมากจะไม่ตรงกับวันลอยกระทง
    วนิดา(นามปากกา) : กลับบ้านเห็นทุกวัน เปลี่ยนไปเยอะ สองข้างทางเรียงรายด้วยสิ่งปลูกสร้าง สีเขียวของต้นไม้ค่อยๆมลายหายไป นี่ก็จะมีการสร้างสะพานขึ้นใหม่อีก ว่ากันว่าจะนำความสะดวกสบายมาให้ ซึ่งนำมาสู่ความเจรจิญทางวัตถุแต่สวนผลไม้นับแต่สมัยอยุธยาเรืองอำนาจก็จะถูกกลืนไปอยู่ใต้ตอม่ออันองอาจ โดยไม่มีใครแยแสตรงจุดนี้


    สารากร : คิดอย่างไรกับกิจกรรมการลอยกระทงที่มุ่งเน้นความหรูหรามากกว่ามุมมองทางด้านวัฒนธรรม
    วนิดา : โลกเปลี่ยนแปลงไประบบการแข่งขันมากขึ้น ค่านิยมหรือแนวคิดต่างๆ เปลี่ยนไปเช่นกัน ปัจจุบันนี้เราหันมานิยม “เปลือก” กัน ดังนั้นเมื่อมีด้านใดด้านหนึ่ง(หรูหรา)สูงขึ้น อีกด้านหนึ่ง(วัฒนธรรม)ย่อมต้องเสื่อมถอยเป็นธรรมดา
    วนิดา(นามปากกา) : นานมากแล้ว ที่ความหรูหราถูกกระทำผ่านชนชั้นอย่าง ศักดินา และ ชนชั้นนายทุน จนเกิดเป็นแบบอย่างตามๆกันมา อย่าว่าแต่ลอยกระทงเลย งานบุญอื่นๆก็หลีกหนีไม่พ้นความหรูหราได้ ทีนี้ ในชั้นหลัง มันก็เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เพียงมีปัจจัยที่จะบรรลุเงื่อนไขได้ซึ่งสิ่งนั้นก็คือเงิน แล้วพฤติกรรมนี้ก็ถูกผลิตซ้ำจนเราเคยชินกันไปเองเสมือนไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร


    สารากร : กระทงที่คุณลอยส่วนมากเป็นกระทงจากวัสดุอะไรคะ
    วนิดา : ใบตอง หรือไม่ก็ต้องเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ง่ายค่ะ 
    วนิดา(นามปากกา) : โฟม พลาสติก กาวยาง สรสเปรย์ ฟลอยด์ สารซีเอฟซี


    สารากร : คิดอย่างไรกับการลอยกระทงเพื่อรักษาประเพณีไว้คะ
    วนิดา : คิดว่าดีนะค่ะ สิ่งดีๆ ที่เป็นประเพณีที่ดีงามของประเทศไทยเราจะไม่ดำรงรักษาไว้เชียวหรือ
    วนิดา(นามปากกา) : ประเทศเราให้ความสำคัญกับเรื่องประเพณีเป็นอย่างมาก ผู้ใหญ่บอกมันดีมันงามก็ควรรักษาหรือเก็บไว้ให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองสืบไป เกิดเด็กๆเห็นด้วยก็ปฏิบัติตาม เอ้า มีความสุขกันทั้งสองฝ่าย ก็ยิ้มรับกันไป ทว่าประเพณีบางอย่างทำแล้วมีผลเสีย มีด้านลบทั้งผู้ใหญ่และเด็กกล้าออกมารับผิดชอบร่วมกันรึเปล่า ถ้าลอยกระทงแล้วทำให้แม่น้ำลำคลองเกิดความเสียหาย เราจะรักษาประเพณีเอาไว้โดยไม่ให้เกิดความเสียหายได้หรือไม่ อย่างแม่น้ำเสียหายปลาตายแต่คนริมคลองไม่มีผลกระทบอันใด กล้าพูดไหมว่านี้ก็คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคนหมู่มาก อย่างนี้เป็นต้น


    สารากร : ถ้าหากว่าเรายกเลิกวันลอยกระทง คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง แล้วคุณคิดว่าถ้าวันนั้นมาถึงจริง กิจกรรมอะไรที่พอจะมีมาทดแทนวันลอยกระทงได้
    วนิดา : ยกเลิกวันลอยกระทง? สงสัยคงเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโลกแน่ คนเลยไม่มีกระจิตกระใจในการจัดงานวันลอยกระทง กิจกรรมที่จะมาทดแทนหรือ..น่าจะเป็นวันรักษ์แม่น้ำ หรือวันปลูกพืชสวนครัวที่ลอยน้ำได้ดีไหม เช่นผักบุ้ง,ผักกระเฉด
    วนิดา(นามปากกา) : ผู้คนคงไม่ยอมหรอก มันเป็นกิจกรรมที่อยู่ในหมวด 'บันเทิง' ซึ่งถูกโฉลกกับคนไทยยิ่งนัก เปรียบเทียบกับประเพณีทางศาสนาพุทธ บางกิจกรรมมันไม่บันเทิงคนเลยให้ความสนใจน้อย ส่วนกิจกรรมที่จะมาแทนก็เห็นจะเป็น ขบวนเด็กแวนซ์ พวกเขาเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของประเทศไทย พวกเขาโผล่มาทุกกิจกรรมอยู่แล้ว อย่างลอยกระทงนี้ก็เช่นกัน สามสิบกว่าปีก่อนเรามีคนเดือนตุลบนท้องถนน สามสิบปีให้หลัง เรามีเด็กแวนซ์กลางถนน โอ้ เราชนะแล้วแม่จ๋า


     

    สารากร : คุณคิดว่า ความหมายที่แท้ของการลอยกระทงคืออะไร ในทัศนะของคุณกับสังคมปัจจุบัน
    วนิดา : ตามความคิดส่วนตัว คนรุ่นเก่าเข้าใจปลูกฝังให้เรารู้จักรักษาแม่น้ำ ลำคลอง เมื่อเรานำน้ำมาใช้ทั้งดื่มและชำระล้างสิ่งต่างๆ หรือทิ้งสิ่งของลงในแม่น้ำทั้งเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม เราควรรู้จักขอขมาหรือขอโทษในสิ่งที่เรากระทำไป ประเพณีของวันนี้อาจจะเพิ่มในความเชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์หรือสะเดาะเคราะห์ไปกับสายน้ำ  สังคมในปัจจุบันนี้ ความคิดนี้น่าจะยังอยู่นะ
    วนิดา(นามปากกา) : นักประวัติศาสตร์บางคนเพิ่งค้นคว้าเกี่ยวกับลอยกระทงโดยให้หมุดหมายของการค้นคว้าอยู่ในลักษณะ “โยนหินถามทาง" เมื่อเขาประกาศว่า ไม่เคยมีนางนพมาศและประเพณีลอยกระทงอยู่ในสมัยสุโขทัย อย่างนี้จะให้นิยามอันใดดี ในเมื่อประเพณีเขาปฎิบัติมาทุกปี
    เพราะฉะนั้น การลอยกระทงสำหรับปัจจุบันก็คือการรักษาประเพณี(ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่?)เอาไว้อย่างที่คุณถามมากกว่า


    สารากร : มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยถึงโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นในคืนวันลอยกระทง เช่น บ้านริมคลองไฟไหม้ หรือ ดอกไม้ไฟที่ทำร้ายร่างกายผู้เล่นและคนใกล้เคียง มีความเห็นในประเด็นความสนุกเหล่านี้อย่างไรบ้างคะ ในเมื่อความสุขของอีกคน มาพร้อมกับความทุกข์ของบางคน
    วนิดา : คิดว่าเราสนุกควรมีขอบเขต การจัดสถานที่เฉพาะให้เล่นดอกไม้ไฟ หรือประทัดให้เป็นสัดเป็นส่วน น่าจะเป็นการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย การเล่นสิ่งของที่เป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่นถ้าเรานึกถึงคนอื่นก่อนตัวเรา ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นคนอื่นได้รับแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง? เราก็จะหยุดคิดก่อนที่จะทำ...เหตุการณ์ต่างๆ คงไม่เกิดขึ้น
    วนิดา(นามปากกา) : แต่ในที่สุดรัฐก็ออกมาตรการเด็ดขาดจนทุกวันนี้ลอยกระทงก็ลอยกันโดยไม่ต้องระแวงกับสะเก็ดดอกไม้ไฟอีกต่อไปไม่จำเป็นจะต้องเจาะจงแค่ดอกไม้ไฟหรอก ทุกความสนุกจะต้องตั้งอยู่บนฐานของการไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนนั่นแหล่ะ ดีที่สุด กระนั้นคุณอย่าลืมเด็กแวนซ์ของผมซี่ พวกเขามาแทนที่เสียงปึงปังของดอกไม้ไฟได้ประจวบเหมาะพอดี


     

    สารากร : เมื่อพ้นคืนวันลอยกระทงไปแล้ว เราพบว่า ขยะจำนวนมากเต็มคลอง แม่น้ำไปหมด คุณคิดว่าขยะเหล่านั้นพอจะสร้างประโยชน์อะไรได้บ้างไหมคะ
    วนิดา : ถ้าเป็นใบตอง/ดอกไม้ ต้นกล้วย เราน่าจะนำมาหมักเป็นปุ๋ยธรรมชาติได้ ส่วนวัสดุอื่นๆ นำมารีไซเคิลให้ได้มากที่สุด เพราะตอนนี้ขยะกำลังล้นเมืองแล้ว
    วนิดา(นามปากกา) : เอาไปถมที่สร้างรัฐสภาใหม่ ไฉไลไหมเล่า


    สารากร : คุณคิดว่าธุรกิจอะไรที่ทำให้วันลอยกระทงดูมีความหมายมากที่สุด
    วนิดา : วันลอยกระทงถ้าไม่พูดถึงธุรกิจในการขายกระทงวันนี้คงไม่มีความหมายแน่ แต่ปัจจุบันนี้ต้องนึกถึงธุรกิจมาแรงอีกอย่างหนึ่งคือ การโชว์ตัวของดารา/นักร้อง
    วนิดา(นามปากกา) : ก็ย่อมเป็นผู้จำหน่ายกระทง อย่างน้อยๆความประณีตจากการ จีบ พับ ตกแต่งกระทงก็ถือเป็นอีกคุณค่า ซึ่งไม่ควรมองข้าม รองลงมาก็ ร้านเหล้า เธค คาเฟ่ ลอยกระทงทีไรเปิดโต้รุ่งทุกที สุดท้ายก็ม่านรูด บทสรุปของวงจรอุบาทว์สำหรับการย่ำราตรีเพื่อใฝ่หาความสุขมาสวาปาม


    สารากร : ถ้าหากมีโครงการจัดทำกระทงที่ใหญ่ที่สุดในโลกลอบกลางแม่น้ำ คุณคิดว่า เราจะทำกระทงรูปอะไรเพื่อบันทึกสถิติโลก
    วนิดา : จัดทำกระทงที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อบันทึกสถิติโลก? เราจะทำไปทำไมค่ะสิ้นเปลืองสิ่งของต่างๆ ในการทำกระทงมากมาย ณ ช่วงเวลานี้เราควรคิดว่าควรจะทำอย่างไรดีเพื่อทำให้โลกอยู่ได้นานๆ ทำอย่างไรให้แม่น้ำ ลำคลองใสสะอาด เพื่อคนรุ่นหลังได้มีโอกาสเห็น ได้มีโอกาสใช้มากกว่า
    วนิดา(นามปากกา) : รูปพานรัฐธรรมนูญ พร้อมกับโปรยคำว่า "นี่คือกระทงขนาดมหึมาที่สุดในโลก
    และกฏหมายสูงสุดของประเทศนี้ที่ถูกฉีกมานักต่อนัก"


     

    สารากร : คำอธิฐานอะไร ที่คุณปรารถนาจะเอ่ยในวันลอยกระทงของคุณ
    วนิดา : อยากให้แม่น้ำ, ลำคลองใสสะอาดตลอดไป และอยากให้ทุกคนมีจิตใจในการรักษาสมบัติส่วนรวมมากๆ ค่ะ
    วนิดา(นามปากกา) : ปีที่แล้วผมเจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แกมีร่างกายอ่อนแอ ถ้าขอได้ก็ขอให้แกแข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไป จะได้วิ่งเล่นเหมือนเพื่อนๆเขาสักที



    **ความสำคัญของคำว่า วัฒนธรรมประเพณีนั้น อยู่ตรงที่เราเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสิ่งที่กระทำอยู่หรือไม่ หากมีความเข้าใจแน่แท้แล้วว่า การกระทำสิ่งซึ่งซ้ำย้ำความเก่าอย่างที่เป็นทุกวันนี้ คือการดำรงคำว่าชาตินิยมไว้ นั่นก็เข้าคำตอบที่ว่า เรามองเห็นความอ่อนแอในสังคมขึ้นมามากมายแล้วทีเดียว หากไม่ใช่ เราจะตอบได้ไหมว่า เราจะลอยกระทงเพื่ออะไรในเมื่อแม่น้ำมีน้อยลงด้วยเพราะสาเหตุของการถมพื้นที่ทำถนน หรือเราควรขอขมาถนนแทนแม่น้ำบ้างแล้ว


    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]









    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com



    2007-11-15 23:14:08/

     


    เด็กโพสต์
    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย เด็กโพสต์   เมื่อ: 2007-11-15 23:21:20
    ขออภัยที่ฉบับที่ post ช้าไป
    ส่วนคำที่ติด censor (ที่ขึ้นเป็นดาวสีแดง) ในสารากร อ่านว่า chao pra yum
     


    เลขาหญ่ายยยยย
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย เลขาหญ่ายยยยย   เมื่อ: 2007-11-15 23:42:38
    ฉบับนี้ข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ทำหน้าที่เลขาหญ่ายยยยย
    ไม่มีส่วนในการทำให้ก้าวฯ ฉบับที่ ๒๓ เป็นรูปเล่มขึ้นมา
    สิ่งเดียวที่กระทำได้ในเวลานี้คือการเข้ามาอ่าน
    เพื่อเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ และน้องๆ นักหัดเขียนทุกคน

    ขอชื่นชมในความตั้งใจจริงของพวกเราทุกคนค่ะ
    และขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยดีเสมอมา

    ป.ล. สำหรับเด็กโพสท์ ไม่ช้าไปหรอกค่ะ ยังวันที่ ๑๕ อยู่เลย
     


    เลขาหญ่ายยยยย
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย เลขาหญ่ายยยยย   เมื่อ: 2007-11-15 23:43:02
    ฉบับนี้ข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ทำหน้าที่เลขาหญ่ายยยยย
    ไม่มีส่วนในการทำให้ก้าวฯ ฉบับที่ ๒๓ เป็นรูปเล่มขึ้นมา
    สิ่งเดียวที่กระทำได้ในเวลานี้คือการเข้ามาอ่าน
    เพื่อเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ และน้องๆ นักหัดเขียนทุกคน

    ขอชื่นชมในความตั้งใจจริงของพวกเราทุกคนค่ะ
    และขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยดีเสมอมา

    ป.ล. สำหรับเด็กโพสท์ ไม่ช้าไปหรอกค่ะ ยังวันที่ ๑๕ อยู่เลย
     


    สารากร
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย สารากร   เมื่อ: 2007-11-15 23:45:47
    เด็กโพสของเรา ต้องมอบรางวัลให้แล้ว

    อดทนสูงเป็นเลิศอ่ะ
     


    สหัทยา
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย สหัทยา   เมื่อ: 2007-11-16 10:20:01
    ดีจังค่ะ....
     


    คิทชา
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย คิทชา   เมื่อ: 2007-11-16 16:18:41
    เป็นบทสัมภาษณ์ที่มีความลงตัว เป็นทั้งหยินและหยาง

    ซึ่ง เจ็บ คัน มัน (ดี) ครับ

    ป.ล. คุมอัมโปะ ไปไหน???
     


    ยางมะตอยสีชมพู
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย ยางมะตอยสีชมพู   เมื่อ: 2007-11-16 18:34:38
    ชอบพี่กุ๊กว่ะ...ครับ ^ ^
     


    วนิดา
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย วนิดา   เมื่อ: 2007-11-20 20:37:58

    ไม่รู้นะเนี่ยว่าเป็นการสัมภาษณ์คู่กับเจ้ากุ๊ก ไม่งั้นเหอะ
    จะเป็นหยินแบบรถดับเพลิงสักหน่อย เอามาฉีดรดหยางให้ท่วมซะเลย...

    ตอบคำถามแต่ละคำถามแน่ใจนะอ้อยว่าคู่ซี้พี่น้อง....
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 9

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-11-20 23:32:25
    555+ซี้สิพี่
    ตอบแบบนี้แหละ แบบไม่ต้องลอกการบ้านกัน แหล่มบ่ล่า
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   da8b5abd
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)