พุทธบูรณา ชีวประวัติพุทธทาส ฉบับท่าพระจันทร์
เมื่อพระอาทิตย์กำลังทอแสงให้ความอบอุ่นแก่โลกยามเช้า ยามเช้าอันอบอุ่น ข้าพเจ้าเฝ้ามองความอ่อนโยนที่ธรรมชาติกระทำต่อกัน ผ่านกระจกห้องผู้ป่วยชั้นสี่หรือห้าไม่แน่ใจได้ แต่สูงจนเห็นอะไร ๆ ที่กำลังดำเนินไปในเบื้องล่างอย่างช้า ๆ เป็นห้องผู้ป่วยรวมที่ไม่เลวนัก ในราตรีที่ผ่านมานั้น ความล้มเหลวในการประคองชีวิตนำพาให้ข้าพเจ้าต้องมาจบตัวเองลงบนเตียงผู้ป่วยแห่งนี้ รายเรียงไปด้วยผู้ป่วยอีกประมาณสามสี่คน แต่ละคนล้วนแตกต่างอาการ บ้างไม่อาจเคลื่อนไหวใด ๆ บ้างทำได้เพียงขยับบางส่วน บ้างชราจนเลอะเลือน ฮึ..."เพราะชีวิตคนเรานั้นเปราะบางเหลือเกิน เกินกว่าที่จะปล่อยให้ดำรงผ่านไปวัน ๆ อย่างไร้สติ" เป็นวาบความคิดเมื่อสามปีก่อนนั้น สามปีก่อนที่ได้เริ่มใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความหมายมากกว่าเพียงการทำงานการกินและหลับนอน ในวันที่นอนสงบอยู่บนเตียงผู้ป่วยขณะนั้น สิ่งที่กระทำได้โดยที่หมอและพยาบาลไม่ว่ากระไรคือการคิด คิด ทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ นานา สิ่งต่าง ๆ ที่หล่อหลอมความเป็นไปของตนเองจนล่วงพ้นมาจนถึง ณ จุดที่นั่งอยู่ตรงนี้
* * *
"ชีวิตน่าจะเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าการหาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ มิใช่หรือ?" เด็กหนุ่มเฝ้าถามตัวเองอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน แต่ "อะไรคือความหมายล่ะ?" แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีคำตอบที่แจ่มชัด แม้พอจะมีเค้าเงื่อนราง ๆ อยู่บ้าง สิ่งนั้นก็คือ หนังสือ! (หน้า๓๔ - ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน) เมื่อแรกที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพียงหวังไว้สองอย่างที่หมายจะได้รับจากการอ่านคือ เรื่องราวประวัติความเป็นมา แลเป็นไปของมหาบุรุษอันเคารพว่าเป็นครุทางจิตที่ชี้นำจิตใจให้เกิดการบูรณาการ อีกหนึ่งคือเพื่อศึกษาลักษณะการเรียบเรียงงานเขียนของอาจารย์สุวินัย ที่ลื่นไหลสอดประสานเรื่องราวของพุทธะและชีวประวัติของผู้คนได้ละมุนละไมดั่งคล้ายกับกำลังสดับฟังบทเพลงแห่งธรรมชาติอันขับขานอย่างเรียบง่ายแต่มีพลัง เรื่องราวในหนังสือหากแบ่งออกได้เป็นสัดส่วน เห็นจะได้สามส่วนหลัก ๆ คือ ส่วนแรก เมื่อแรกครั้งท่านพุทธทาสออกบวชศึกษาธรรมขบคิดหลักข้อสงสัยต่าง ๆนานา แลคำถามที่มีต่อกระบวนการศึกษาธรรมของยุคสมัยนั้น จนได้เกิดปาฐกถาพิเศษเรื่อง "วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม" อันเป็นที่ยอมรับและประทับใจแก่ผู้ได้เข้ารับฟัง แต่นั่นก็ยังนับได้ว่าเป็นเพียงการบรรลุธรรมในขั้นที่เรียกได้ว่าความรู้หรือ พระปริยัติธรรม หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สืบต่อจากช่วงแรกมานั้นเข้าไปในส่วนที่สองของหนังสือจึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรมเพื่อค้นหาความเป็นพุทธะ "ในการจะเข้าถึงพุทธธรรมนั้น แม้แต่ความเชื่อในครูของตน หรือแม้แต่การถือเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งก็ต้องเปลื้องออก!" เพราะสิ่งเหล่านี้เขาบอกว่า แทนที่จะเป็นเครื่องช่วยเหลือ กลับจะเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจมติด ไม่มีวันที่จะเข้าถึงนิพพานได้เลย พอฟังถึงตรงนี้ ผู้คนที่นั่งฟังกันอย่างตั้งอกตั้งใจในห้องประชุมนั้น ถึงกับช็อกไปตาม ๆ กัน เพราะมันกระทบความรู้สึก ความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขาอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน (หน้า๑๑๑- บันลือสีหนาท) ครั้งเมื่อเข้าสู่เนื้อหากลางเล่มจึงเป็นการปฏิบัติธรรมและความคิดในการที่จะเผยแผ่พุทธศาสนาประกอบด้วยการเดินทางไปยังประเทศอินเดียของท่านเพื่อที่ค้นหาคำตอบที่ท่านสงสัยมานาน และขณะนั้นที่ผู้เขียนได้เรียงร้อยสอดประสานเรื่องราวของประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา และหลักคำสอนเบื้องต้นสลักลึกไปพร้อมกับรอยเท้าที่ก้าวย่างไปแต่ละสถานที่ของท่านพุทธทาส อาจเรียกได้ว่าสามารถใช้เป็นหนังสือสอนวิชาพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานได้เป็นอย่างดี "ถิ่นนี้มีภูมิภาคอันรื่นรมย์ มีหมู่ไม้ร่มรื่นน่าสบายใจ ทั้งมีแม่น้ำไหลผ่าน น้ำใสไหลเย็น และมีท่าน้ำ คือ ชายหาดที่ราบเรียบ ทั้งหมู่บ้านที่จะภิกขาจารก็มีอยู่โดยรอบ นับเป็นสถานที่ควร บำเพ็ญเพียร" พระไตรปิฎก 25 ตุลาคม พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955)...ณ เขาดงคสิริ อินปัญโญ กำลังนั่งเจริญสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ำเล็ก ๆ บนเขาดงคสิริ อันเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าไป บำเพ็ญเพียร อยู่บริเวณนั้นเป็นเวลายาวนานถึง 6 ปี เขารำพึงในใจว่า คนเราทุกคนล้วนเกิดมาเป็นคนพร้อม ๆ กับ "สามไม่รู้" คือ ไม่รู้ ว่าจะตายเมื่อไหร่ กับ ไม่รู้ ว่าจะบรรลุธรรมเมื่อใด และ ไม่รู้ ว่าจะบรรลุธรรมได้อย่างไร เพราะ "สามไม่รู้" นี้เองที่ทำให้คนเราต้อง "แสวงธรรม" ซึ่งพระพุทธเจ้าตอนยังเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ไม่มีข้อยกเว้นคืออยู่ใน "สามไม่รู้" เหมือนกับคนอื่น พระองค์จึงต้องดิ้นรนแสวงหาอย่างถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อขจัดความไม่รู้เหล่านั้น อินทปัญโญปล่อยจิตของเขาให้ล่องลอยย้อนกลับไปในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ณ ที่เขาดงคสิริแห่งนี้... (หน้า๓๔๒- ดงคสิริ) ตลอดเรื่องราวของการเดินทางตามรอยเท้าท่านพุทธทาสนั้น ย่อมมีผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวมากมายเวียนผ่านมาพบเจอ ไม่ว่าจะเป็น ท่านศรีบูรพา พระหนุ่มผู้ชำนาญงานศิลป์ เขมานันทะ ท่านเท็นซิน กยัตโส หรือที่รู้จักกันก็คือ องค์ทะไลลามะนั่นเอง เหล่านี้ล้วนแล้วเติมเต็มเรื่องราวของภาระกิจที่ท่านพุทธทาสได้กระทำมาตลอดในช่วงปลายของชีวิต ความตายนั้น ไม่มีความหมายสำหรับต้นไม้ ตราบใดที่ไม่รู้จะกำหนดจุดไหนว่าคือ ความตายของต้นไม้ อะไรคือ "ความตาย" ของคนคนหนึ่ง ต่อให้คนผู้นั้นสิ้นสังขารไปแล้ว แต่ถ้าคำสอนของเขาและวิถีของเขายังมีผู้สืบทอดอยู่ และยังดำรงอยู่จะเรียกว่า คนผู้นั้น "ตาย" ได้หรือ? ในอีกแง่หนึ่ง ความตาย กับ การตาย ก็แตกต่างกัน เพราะ การตายเกิดขึ้นตลอดเวลา ตั้งแต่คนเราเกิดแล้ว คนเราพอคลอดจากครรภ์มารดา เราก็เริ่มตายแล้ว การตายเกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตของเรา ขณะที่เรากำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่นี้ เซลล์ผิวหนังก็ตาย เซลล์ในหลอดอาหารในกระเพาะ ในลำไส้ของเราก็ตายแล้วลอกหลุดออกมา การตายลักษณะนี้เพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนเราโตขึ้น ๆ เพราะ มันคือ ธรรมชาติที่จะต้องตาย เพื่อให้มีสิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ วนเวียนกันไปอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จึงเห็นได้ว่า เราไม่สามารถจี้ไปที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วระบุว่าเป็นความตายได้ เราทำได้เพียงแค่สมมติเอาว่าเช่นนี้เรียกว่า ตาย ก็แล้วกันเท่านั้น ความตายจึงไม่มีในเชิงปรมัตถ์ คงมีแต่การตายกับการเกิดวนเวียนกันไป ความกลัวตายจึงเป็นอวิชชาอย่าง สูงสุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ (หน้า๕๒๒- นิพพานกับการสิ้นสังขาร) หลังจากที่ข้าพเจ้าอ่านเรื่องราวทั้งหมดจนจบ มีความประทับใจซาบซึ้งเกิดขึ้น มันเป็นความสุขที่ได้รับรู้เรื่องราวและความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อนในอีกด้าน จะว่าไปแล้ว ความรู้สึกเมื่อสามปีก่อนที่ได้อ่านหนังสือธรรมะครั้งแรกกับหนนี้ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน เมื่อหวนคิดถึงเรื่องราวหนหลัง หากครั้งนั้นไม่เกิดเหตุพลิกผันทางสุขภาพร่างกาย จนปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าจะยังรับรู้ได้หรือไม่ว่า ความงดงามของธรรมะนั้นเป็นเช่นไร บางครั้ง เงื่อมถึงกับต้องปิดหนังสือธรรมะลง หลับตาพริ้มด้วยความรู้สึกปีติจนถึงกับขนลุกซู่ และแผ่ซ่านไปทั่วร่าง นั่นไม่ใช่แค่เพราะคำพูดหรืออักษรในหนังสือธรรมะที่กระทบใจเขาเท่านั้นหรอก แต่เพราะตัวเขาได้แลเห็น โลกใหม่ ที่เปิดกว้างขึ้นจากการได้อ่านหนังสือเหล่านี้ ราวกับว่าตัวเขาได้ค้นพบ โลกอีกโลกหนึ่งในจิตใจของเขา ซึ่งต่างจาก โลกแห่งการทำมาหากิน ที่เขาจำต้องอยู่กับมันทางกายภาพนี้มากนัก (หน้า๓๕ - ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน)

ชื่อหนังสือ : พุทธบูรณา ชีวประวัติพุทธทาส ฉบับท่าพระจันทร์
ISBN : 974-82331-5-4
ผู้แต่ง : สุวินัย ภรณวลัย
ครั้งที่ ๑ / ปีพิมพ์: ๒๕๕๐
http://www.suvinai-dragon.com
[อ่าน Book Review ในฉบับอื่น]
|