ผู้เขียน  หัวข้อ: ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๒๔.-


ก้าว...รอ...ก้าว : บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน -ก้าวฯที่๒๔.-
 เมื่อ: 2007-12-01 00:27:57 
----
----ก้าวฯที่๒๔
----




Cover by : ยางมะตอยสีชมพู

ก้าว..รอ..ก้าว
หนอนสนทนา :

www.winbookclub.com
http://kaawrowkaw.wordpress.com/
kaawrowkaw@hotmail.com

กองบอกอ :
อานันท์ ประทีฯ / หนุงหนิง / ยางมะตอยสีชมพู /
ธุลีดิน / พงษ์ปรัชญา / สารากร / Plin, :-p /








-
----มีอะไรในเล่ม :
-













[คมคำ-คมความ]




เรามิอาจบอกได้แน่ว่ามิตรภาพนั้นก่อตัวขึ้นเมื่อใด
เหมือนดั่งเติมน้ำลงแจกันทีละหยด
ในที่สุดก็จะมีสักหยดหนึ่งที่ทำให้มันเต็ม


เรย์ แบรดบิวเรย์





[อ่าน คมคำ-คมความ บทอื่น]

[มีอะไรในเล่มอีก]






[บทบรรณาธิการ]


ใต้ร่มเงาไม้-ใต้เงาความคิด
บทบรรณาธิการ





ก้าวฯในหลืบมองของข้าพเจ้า

วันเวลากว่าสามร้อยหกสิบห้าวันหาได้น้อย
เป็นวันเวลาที่เราพบกันทุกวัน
ช่วงไหนเวลาใดใครคนหนึ่งขาดหายไป
หัวใจเป็นต้องร้องเรียกหาออกมาเป็นภาษาอักษร
ไม่ว่าจะเป็นด้วยบทกลอน บทความ คำทักถามหา หรือเรื่องสั้น
เมื่อสหายเยี่ยมหน้ามาด้วยงานเขียนก็หายใจโล่งอก
รู้ว่าที่หายไปนั้นใช่เป็นด้วยเจ็บป่วย หรือโลกร้ายคุกคาม
หากแต่เป็นด้วยเก็บนิ้วเก็บตัวเขียนอักษร

หลายสิ่งหลายอย่างหาได้ถูกสร้างโดยจิตเจตนา
กลับก่อตัวขึ้นมาด้วยวันเวลาที่เพิ่มขึ้น

ชั่วขณะลมหายใจนี้ เพียงได้ดำรงชีวิตอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์
ห่างไกลจากรัก โลภ โกรธ หลง ของผู้คน
ข้าพเจ้านับว่าพบความพอใจอย่างเพียงพอแล้ว

ก้าวฯสำหรับข้าพเจ้าหาได้เป็นสิ่งใด!
เป็นสามร้อยหกสิบห้าวันที่ผ่านมา
ก้าวฯเกิดมานานแล้ว!
เกิดพร้อมการเขียน-อ่านร่วมกันของชาวหนอน

เพียงครั้งนี้เราเฟ้นมองหาลู่ทางที่จะช่วยกันพัฒนาตัวเองให้เร็วขึ้น
ปรับจังหวะก้าวไปสู่ถนนนักเขียนให้หนักแน่นขึ้น ชัดเจนขึ้น!

เราต้องการใครสักคนหรือหลายคนที่มีสายตาคมกล้า
เพียงพอที่จะคัดแยกก้อนกรวดออกจากกองข้าวสารของเรา
ไม่เช่นนั้นเรายังคงหุงต้มก้อนกรวดโดยไม่รู้ตัวไปอีกเนิ่นนาน

เส้นทางจากถนนอักษรอินเตอร์เน็ตไปสู่ถนนอักษรบนเยื่อกระดาษนั้น
ต้องการผู้มีประสบการณ์ผ่านถนนอักษรแห่งเยื่อกระดาษชี้แนะ
เพื่อปรับจังหวะก้าวเดิน เปลี่ยนฝีเท้าให้เหมาะสมกับสภาพถนนที่แตกต่าง

สำหรับเหล่าหนอนนักหัดเขียนที่เอาฝันลม ๆ แล้ง ๆ
มาหล่อเลี้ยงลมหายใจ เขาก็มีความสุขของเขาไป
เพราะการได้ฝันก็นับเป็นความสุขสมหวังแล้ว
แต่สำหรับหนอนนักหัดเขียนที่เอาจริงเอาจังต่อการมุ่งมั่น
ที่จะเลี้ยงลมหายใจด้วยตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ
หวังสำแดงตัวตนในผู้คนประจักษ์ในบรรณพิภพ

นั่นไม่ใช่ความฝัน!
แต่เป็นชีวิต!
เป็นลมหายใจ!

เป็นลมหายใจที่บางครั้งเราต้องยอมแลกด้วยอะไรต่อมิอะไรมากมาย
ยอมทุ่มเทจนสุดแรงกายใจ
แม้ถึงวันที่เราก้าวเดินไปบนเส้นทางที่เราหมายมั่น
เรายังคงทุ่มเทสร้างงาน

เพราะนั่นคือชีวิต! คือลมหายใจ!

ไม่ต้องรอวันนั้น!
วันนั้นเป็นเช่นไร?
วันนี้ก็ต้องเป็นเช่นนั้น!

เราเขียนอย่างไม่หยุด
เราพัฒนาแก้ไขปรับปรุงอย่างไม่ยอมยั้ง

การก้มมองตัวเองย่อมไม่อาจมองได้อย่างถ้วนทั่วแจ่มชัด
จะเป็นการดีหากเรามีกัลยาณมิตรแห่งการขีดเขียน
เป็นกระจกเงาสะท้อนไปบนเส้นทางที่ก้าวเดิน

นั่นคือก้าวฯ!

ก้าวฯในหลืบมองของข้าพเจ้า
ก้าวฯที่หาใช่กลุ่ม หาใช่นิตยสาร

แต่เป็นการแลกเปลี่ยนคำแนะนำกัน
ปรึกษากันของผองเพื่อนนักหัดเขียนที่มั่นหมาย
เดินบนเส้นทางอักษรแห่งเยื่อกระดาษอย่างเอาจริงเอาจัง

ก้าวฯไม่มีตัวตนสำหรับข้าพเจ้า
จะมีก้าวฯ หรือไม่มีก้าวฯ ข้าพเจ้าก็ยังอยู่กับเหล่าท่าน
ยังเกาะบ่า เกาะไหล่ร่วมเดินทางไปกับสหาย
ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
ด้วยความหวังที่สักวันจะยื่นมือสัมผัสแสดงความยินดี
เมื่อสหายก้าวขึ้นสู่ถนนนักเขียนที่ตั้งใจ

สหายที่เคารพรัก

เราพบกันแล้ว! มีกันและกันอยู่แล้ว!

ด้วยจุดหมายปลายทางนั้นยิ่งใหญ่นัก
ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะยอมให้รอยฟกช้ำที่ปลายนิ้วเท้า
มาทำร้ายความรู้สึกสนุกในการเดินทาง...ของเรา



ด้วยรักและคารวะ




[อ่าน บทบรรณาธิการ ในฉบับอื่น]

[มีอะไรในเล่มอีก]






[สืบศิลป์] โดย กีรติ


ฐานพระพุทธรูป กับ ลายนักษัตร ความงามจากความเชื่อท้องถิ่น




เมื่อกล่าวถึงความหลากหลายและความงดงามอย่างวิจิตรแล้ว คงหนีไม่พ้นศิลปะรัตนโกสินทร์ ดังเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น พระพุทธศาสนามีความรุ่งเรืองมาก มีการสร้างวัด และพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก และยังพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ปรากฏฐานพระพุทธรูปแบบพิเศษที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นั่นคือฐานพระพุทธรูปทรงเครื่อง ลวดลายนักษัตร

ประกอบกับการสร้างรูปแบบที่มีความโดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นมาร่วมด้วย การสร้างฐานพระพุทธรูปในช่วงเวลาดังกล่าวจึงมีความหลากหลาย และมีอิสระมากยิ่งขึ้น กล่าวคือสามารถประดิษฐ์รูปแบบที่ไม่ใช่ขนบเดิมที่จะต้องสร้างเป็นฐานบัวเพียงอย่างเดียว หรือการประดับฐานด้วยภาพเล่าเรื่องตามพุทธประวัติ

โดยพบหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องลวดลายนักษัตรจำนวน ๔ ฐาน ปัจจุบันเก็บรักษาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของวัดโชติทายการาม ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของคลองดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จากคำบอกเล่าของพระผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์กล่าวว่า ฐานพระพุทธรูปชุดนี้ ได้จากการบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเมื่อแรกสร้างในปีพ.ศ.๒๕๐๗ จึงไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเดิมทีนั้นประดิษฐานอยู่ที่ใด หรือใครเป็นผู้สร้าง ซึ่งฐานพระพุทธรูปต่าง ๆ เหล่านี้เหลือเฉพาะส่วนฐานเท่านั้น ส่วนองค์พระพุทธรูปสูญหายไปนานแล้ว



ฐานพระพุทธรูปลวดลายนักษัตรนี้ เป็นฐานพระพุทธรูปสำริด ลงรัก ปิดทอง ประกอบไปด้วยขายกสูง ๓ ขารองรับฐานผังครึ่งวงกลมสอบขึ้นเป็นชั้นสามเหลี่ยม

ด้านหน้าตัดตรง ด้านหลังวาดทรงเป็นเส้นโค้ง รองรับฐานบัวซึ่งเป็นส่วนประดิษฐานพระพุทธรูปอีกชั้นหนึ่ง

ในส่วนของการประดับลวดลายพบว่า ได้มีการแบ่งส่วนของลวดลายออกเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ โดยแถวล่างสุดทำเป็นช่องสี่เหลี่ยมยาวติดต่อกันตลอดทั้งฐาน ในแต่ละช่องเป็นลวดลายสัตว์ตามปี นักษัตร ถัดขึ้นไปอีกแถวเป็นลวดลายบุคคล โดยปรากฏทั้งรูปพุทธศาสนิกชนกำลังประนมมือ และรูปเหล่าพระสาวกจำนวนมาก นั่งสมาธิเป็นแถวซ้อนกันเต็มพื้นที่ประมาณ ๘-๑๐ แถว

การประดับส่วนฐานของพระพุทธรูปด้วยลายนักษัตรนี้ถือว่าพบไม่มากนัก โดยมากจะพบเพียงการประดับด้วยลายกระหนก ลายผ้าทิพย์ เป็นส่วนมาก จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งถึงความหมายและความสำคัญที่ปรากฏบนฐานพระพุทธรูปชุดนี้

จวน เครือวิชฌยาจารย์ ผู้ศึกษาเรื่องราวความเชื่อของคนในท้องถิ่นโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้กล่าวถึง ตำราเรื่องสิบสองนักษัตรว่า มีการบันทึกเรื่องราวความ เชื่อของโหราศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นแนวความคิดที่โดดเด่นของชาวมอญในจังหวัดราชบุรี และการประดับฐานพระพุทธรูปด้วยลวดลายตามความเชื่อเรื่องนักษัตรของชาวมอญนี้ สอดคล้องกับตำราภาษามอญที่พบ สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของการแสดงออก ความเชื่อ และแนวความคิดในงานศิลปกรรมได้

อีกแนวความคิดหนึ่งนั้นมีความเห็นว่า ลวดลายดังกล่าวเป็นความนิยมของชาวจีน ซึ่งมีบทบาทสูงในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

จากรายงานของ ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ ได้ทำการวิเคราะห์ถึงการให้ความสำคัญในเรื่องของการนำรูปสัตว์ ในสิบสองนักษัตรมาทำเป็นตราประทับ บ้างทำเป็นสัญลักษณ์ประจำกระทรวง ตราประจำเมืองต่าง ๆ ซึ่งจีนเองเป็นต้นกำเนิดของการตั้งปีสิบสองนักษัตร

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ของแนวความคิดแรกสะท้อนความเชื่อมโยงของกลุ่มชนชาวมอญที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดราชบุรีมากกว่า ซึ่งชาวมอญนั้นมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าในศาสนาพุทธ การนำแนวความคิด ความเชื่อ หรือคติบางประการ เป็นองค์ประกอบในงานศิลปกรรมจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สูง

แม้ว่าปัจจุบันฐานพระพุทธรูปในกลุ่มนี้ดูจะหมดความนิยมในการสร้างลงไปแล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งยืนยันความเชื่อ และคติโบราณที่เกี่ยวข้องกับนักษัตรได้เป็นอย่างดี ·




เอกสารอ่านประกอบ
  • จวน เครือวิชฌยาจารย์. วิถีชีวิตชาวมอญ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๓๗.

  • ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์. “เมือง ๑๒ นักษัตร” ศิลปากร. ปีที่๓๖, ฉบับที่ ๑ (มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖) : หน้า ๕๙-๗๗.

  • พีรนันท์ นันทขว้าง. รูปแบบฐานพระพุทธรูป สมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ตอนต้น. กรุงเทพฯ : สาขาวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๑.

  • สงวน รอดบุญ. พุทธศิลป์รัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์รุ่งวัฒนา, ๒๕๒๖.

  • สุภัทรดิศ ดิศกุล, หม่อมเจ้า. ศิลปะในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖.


  • จากหนังสือพิมพ์ ธรรมลีลา ฉบับที่ ๗๕ ก.พ. ๕๐
    โดย นฤมล สารากรบริรักษ์




    [อ่าน สืบศิลป์ ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [ฟากฟ้า..ทะเลฝัน] โดย โจนาธาน


    นิยายที่ยังเขียนไม่เสร็จ




    ชีวิตจริงนั้นยิ่งกว่านิยาย... ประโยคนี้ฉันได้ยินมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับนิยายบางเรื่องฉันเฝ้าถามว่าในโลกแห่งความจริงนั้นมันเป็นได้ไปได้ไหม?... มันจะน้ำเน่ายิ่งกว่านิยายหรือไม่?...

    ความจริงของชีวิตในบางครั้งฉันก็ว่ามันยิ่งกว่านิยาย ยิ่งกว่าเพราะว่านิยายเรื่องหนึ่งตัวละครอาจไม่เคยหรือได้เป็นอย่างฉัน และบางครั้งฉันเองก็คิดว่าชีวิตของฉันคงไม่มีวันเหมือนนิยายเรื่องนั้นๆอย่างแน่นอน แต่ก็นั่นละ... ความคิดนั้นคงเป็นเพียงความเย้ยหยันตัวละครที่ประสบ ใช่สิ! ฉันคิดเช่นนั้นได้เป็นเพียงเพราะฉันไม่ใช่ตัวละคร และก็ไม่มีความรู้สึกร่วมกับตัวละครเหล่านั้นเลย

    ฉันได้แต่นั่งวิพากษ์พลางมองถึงต้นเหตุของปัญหาที่ตัวละครถูกกำหนดโดยผู้ประพันธ์ ซึ่งเปรียบเสมือนพระเจ้าที่ได้ลิขิตชีวิตของเขา... ฉันผู้ซึ่งเป็นคนเฝ้ามองกลับคิดหาหนทางแก้ไขปัญหาออกได้ เพียงเพราะฉันไม่ใช่ตัวละครตัวนั้น ไม่ใช่ผู้ประสบปัญหาหรือความทุกข์นั้นๆ ซึ่งที่สุดแล้วฉันเองก็ไม่ได้มีความรู้สึกรู้สมใดๆร่วมด้วยเลย... ไม่ว่าจะเป็นทั้งสุขหรือทุกข์ ฉันเป็นเพียงผู้เฝ้ามอง เรื่องดังกล่าวมันใช่เรื่องของฉัน--ก็เท่านั้น

    หากแต่เมื่อวันหนึ่งชีวิตฉันกลับเหมือนตัวละครในนิยาย และดูเหมือนว่าจะเป็นเสียยิ่งกว่า เมื่อนั้นฉันกลับอิจฉาชีวิตของตัวละครที่ไม่ประสบความทุกข์เหมือนฉัน... หลายครั้งสุดท้ายบั้นปลายในตอนจบพวกเขายังได้คลี่คลายปัญหานั้น ๆ ได้ และหลายครั้งนั้นค่อนข้างดี ด้วยว่า... อย่างที่บอกว่า ชีวิตของพวกเขาต่างล้วนถูกกำหนดโดยผู้ประพันธ์ ส่วนชีวิตจริงของฉัน ใครเล่า? ใครเป็นผู้กำหนด โชคชะตาฉันเล่าใครเป็นผู้ลิขิต?... ใครเล่าเป็นผู้ประพันธ์และกำหนดชีวิตของฉัน?

    ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องพรหมลิขิต ฉันคิดมาตลอดเวลาว่า ฉันนั้นต่างหากที่เป็นผู้ขีดเขียนชีวิตของฉันเอง ฉันเลือกทางเดินของฉันเอง ฉันคิดเช่นนี้เพียงเพราะฉันไม่เคยเชื่อในคำบงการของผู้ใด เชื่อในสิ่งที่เขาคอยบอก คอยสั่งให้ทำโน่นทำนี่... ฉันไม่เคยเลยจริง ๆ --ไม่เคย

    ฉันสามารถเลือกหนทางเดินได้ เลือกทางดีได้ และเลือกทางเลวได้เช่นกัน

    ทางเดินทั้งสองทางฉันล้วนเคยเดินผ่านมาแล้วทั้งสอง สำหรับทางเลวนั้น มันไม่สำคัญหรอกว่า ไม่สำคัญที่จะถามว่า ฉันเดินเข้าไปในเส้นทางนั้นทำไม?... มีใครบ้างไหมเล่าที่คิดหาคำตอบให้กับตนเองได้ ไม่สำคัญเท่าว่า เมื่อเดินเข้าไปแล้วรู้ว่าไม่ดีก็เดินกลับออกมาเสียเท่านั้น

    สุดท้ายแล้วตัวฉันเองใช่ไหม? ที่ขีดเขียนชีวิตของฉันเอง

    ฉันไม่ใช่พรหม แต่ฉันคือพรหม?!

    ชีวิตจริงนั้นยิ่งกว่านิยาย เป็นนิยายชีวิตจริงของฉัน และเมื่อเอาชีวิตฉันไปเขียนเป็นนิยายก็ย่อมไม่ใช่นิยายชีวิตของคนอื่น เพราะเราต่างเป็นตัวละครที่มีรายละเอียดปลีกย่อยของปัญหาที่ประสบแตกต่างกัน

    ชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย แต่นิยายเขียนขึ้นจากชีวิตจริงของเรา

    ทุกวันชีวิตของฉันล้วนเป็นนิยายในหนึ่งหน้าของหนึ่งวันทุกๆวัน--ที่ยังไม่รู้ตอนจบ ·



    ด้วยความรัก
    สิงหาคม ’๔๙




    kaawss.jpg[อ่าน ฟากฟ้า..ทะเลฝัน ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [DekAd] โดย Black&Pink


    ปวดหัว




    ในที่สุดฤดูหนาวก็เข้ามาเยือนเสียที ถึงแม้จะยังไม่ถึงกับหนาวมากเท่าไหร่ แต่มันก็ทำให้ผมต้องไปรื้อผ้าห่มที่พับเก็บไว้นานน๊านนานหลายเดือนมาซักเตรียมที่จะใช้งานในวันที่หนาวจัด (จะมีไหมเนี่ย) เนื่องด้วยผมไม่อยากเป็นหวัดครับ

    แน่นอน ใคร ๆ ก็ไม่อยากเป็นหวัดกันทั้งนั้นแหละครับ เพราะนอกจากเราจะต้องกินยาเม็ดขม ๆ เกิดความรำคาญตัวเองเพราะการไอคอกไอแคก ไอกระด๊อกกระแด๊ก อีกทั้งยังรู้สึกอ่อนเพลีย ปวดหัว ตัวร้อน ต่าง ๆ นานา เฮ้อ...เป็นหวัดนี่ไม่ดีจริง ๆ เนาะ แต่ถึงแม้ตอนนี้ผมจะยังไม่ได้เป็นหวัด ผมก็ชักเริ่มปวดหัวแล้วละครับ สงสัยต้องหายาแก้ปวดหัวทานตัดซักหน่อยแล้วล่ะ ระหว่างที่ผมแวบไปหายาทาน ลองชมงานโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับยาไปพลาง ๆ ก่อนนะครับ




    กลับมาแล้วครับ...ก็จะบอกว่าโฆษณานี้เป็นโฆษณายาแก้ปวดหัวของเด็กโดยเฉพาะ งานชิ้นนี้มีลูกเล่นก็ตรงที่นำเอากิริยา หรือเหตุการณ์ที่โดยทั่วไปแล้วไม่เกิดกับเด็กหรอกครับ แต่จะเกิดกับผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรถชน แฟนมีกิ๊ก หรือใส่ชุดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย โดยให้เด็กเป็นตัวแสดง

    เอ๊ หรือว่าผมจะไม่ได้ปวดหัวเพราะไม่สบายนะ เพราะผมเริ่มได้กลิ่นตุ ๆ โชยมาแตะที่จมูก... อ๋อผมรู้แล้วครับ กลิ่นจากเท้าผมนั่นเอง แหะ ๆ แบบว่าคิดถึงคุณผู้อ่านจัด เลยรีบเขียนคอลัมน์โดยที่ยังไม่ได้ล้างเท้าก่อนขึ้นบ้านเลยครับ สงสัยคงต้องขอตัวอีกรอบนะครับผม อ่ะ ๆ เพื่อเป็นการขั้นเวลา ผมมีโฆษณาสเปรย์ดับกลิ่นเท้ามาให้ชมกันครับ แต่อย่าคิดว่าเท้าผมมันจะเหม็นระเบิดเหมือนในโฆษณานี้ล่ะ



    กลับมาอีกครั้งครับ หายเหม็นหรือยังครับ อ้าวยังอีกหรือ...อ่ะ งั้นเอานี่ไปดม รับรองโล่งจมูกแน่นอนครับ



    ว้า...หมดมุก เอ๊ยยย หมดเนื้อที่ซะแล้ว ก็ขอฝากสำหรับคนที่เป็นไข้บ่อย ๆ ด้วยนะครับ เข้าหน้าหนาวแล้วดูแลสุขภาพดี ๆ ห่มผ้าหนา ๆ ก่อนนอนทุกคืนนะครับร่างกายจะได้อบอุ่น ส่วนใครที่บอกว่า ห่มผ้าแล้วยังหนาวอยู่ แต่ไม่ได้หนาวกาย หากหนาวที่หัวใจต่างหาก...ติดต่อผมหลังไมค์ด่วนครับ ผมมีวิธีแก้หนาวใจรอคุณอยู่...แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าครับผม



    แหล่งข้อมูลอ้างอิง
  • www.kosanathai.com

  • www.adintrend.com


  • [อ่าน DekAd ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [พูดพร่ำทำเพลง] โดย 'พล


    เพลงของพ่อ





    - ๑ -


    ย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ในสมัยที่ผมยังเด็ก ๆ ผมอยากเล่นกีตาร์มาก ๆ ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง การโชว์สาวก็เป็นหนึ่งในเหตุผลนั้น แต่ถ้าจะพูดให้ดูดีหน่อยก็คือ เมื่อก่อนผมชอบร้องเพลง และเมื่อจับกลุ่มตั้งวงกับเพื่อน ๆ ตามประสาวันรุ่นวุ่นรัก ผมก็เกิดปัญหาว่า เวลาร้องเพลงอยู่ดี ๆ เมื่อถึงท่อนโซโล่ ที่ไม่ต้องร้องก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรต่อหน้าคนดู จะเต้นก็ลืมเรื่องนั้นไปได้เลย ผมอ่อนด้อยเรื่องการออกสเต็ป มือไม่ก็ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ไหน

    สรุปทางออกที่คิดได้ตอนนั้นก็คือ ต้องหาเครื่องดนตรีมาเล่นไปด้วย ร้องไปด้วย จากนั้นก็มาคิดต่อว่าจะเป็นเครื่องดนตรีชนิดไหนดี เปียโน ก็คงไม่มีกำลังทรัพย์พอ ระนาดก็ดูไม่เหมาะ กลองชุดก็น่าจะตีไปด้วยร้องไปด้วยลำบาก บทสรุปก็คือ กีตาร์


    - ๒ -


    จากวันนั้นผมก็เฝ้าฝึกฝน โดยมีกีตาร์ของลูกพี่ลูกน้องเป็นอุปกรณ์ประกอบการฝึก หลังจากฝึกไปได้ประมาณหนึ่งเดือนแม้จะเริ่มเล่นเพลงง่าย ๆ ได้หลายเพลงแล้ว แต่ผมก็รู้สึกว่าตัวเองยังน่าจะเล่นได้ดีกว่านี้ ด้วยความเป็นวัยรุ่นใจร้อนจึงตัดสินใจไปสมัครเรียนกีตาร์กับทางสยามกลการ โดยที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรทั้งสิ้น

    การเรียนที่นั่นจะใช้ระบบการเรียนเป็นแบบเกรด โดยนับจากมากไปน้อย เช่นในหลักสูตรเริ่มต้น จะเริ่มจากเกรด ๑๐ เมื่อเรียนได้ตามหลักสูตรก็จะมีการสอบเพื่อขึ้นไปเกรด ๙ และเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนสูงสุดที่เกรด ๑ ซึ่งเท่าที่ผมรู้ทั้งประเทศเราในตอนนั้นมีคนจบเกรด ๑ ประมาณหนึ่งคนถ้วน เกรด ๒ เกรด ๓ รวมกันไม่น่าจะเกินสิบคน ผมจำได้ว่าตอนนั้นคะนองมาก เห็นว่าตัวเองก็เล่นได้ระดับหนึ่งแล้วน่าจะข้ามไปเรียนเกรด ๙ ได้เลย โดยไม่ต้องเรียนเกรด ๑๐ แต่ทางโรงเรียนไม่ยอม

    ในการเรียนวันแรก ผมก็ต้องตกใจเพราะสิ่งที่ผมกำลังจะได้ร่ำเรียนคือ กีตาร์คลาสสิค ขอขยายความเรื่องกีตาร์คลาสสิคก่อน กีตาร์คลาสสิคจะเหมือนกีตาร์โปร่งธรรมดาทุกอย่าง เพียงแต่ว่าช่วงคอของกีตาร์คลาสสิคจะใหญ่กว่า และสามสายล่างจะเป็นไนลอน แทนที่จะเป็นสายลวด อีกทั้งกีตาร์คลาสสิคยังใช้ในการเล่นเพลงบรรเลงซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะเสียงของเขาจะคล้ายเสียงเปียโน

    แน่นอน การเรียนไม่ใช่การสอนแบบเปิดหนังสือเพลงแล้วสอนเล่นแน่ ๆ การเรียนกีตาร์คลาสสิคจะเรียนเป็นโน้ตสากลทั้งหมด ถ้าเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ กีตาร์โปร่งธรรมดา ถ้าคุณจะจับคอร์ด C คุณก็ต้องนึกว่า นิ้วไหนจับสายเส้นไหนช่องไหน แต่สำหรับกีตาร์คลาสสิค คุณจะต้องรู้ว่าคอร์ด C นั้นมีโน้ตอะไรบ้างแล้วจับคอร์ดตามนั้น ซึ่งทำผมโง่ไปเลย แถมเพลงที่เล่นส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงสากลบรรเลงทั้งนั้น สากลในที่นี้ก็เป็นสากลจริง ๆ เพราะผมต้องฝึกทั้งเพลงอังกฤษ สเปน อิตาลี ญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งผิดเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ตั้งแต่แรกที่ผมต้องการเอาไปเล่นประกอบการร้องจนผมมีความคิดที่จะเลิกเรียน

    ในวันที่ผมจะมาขอลาออก ผมขึ้นไปบนห้องเรียนเห็นอาจารย์กำลังใช้กีตาร์คลาสสิคตัวเดียวเล่นเพลงบรรเลงเพลงหนึ่งซึ่งผมคุ้นหูมาก ๆ ด้วยเพลงบวกกับฝีมือการเล่นของอาจารย์ทำให้เพลงที่ผมได้ยินนั้นเป็นเพลงที่เพราะมาก ๆ เพลงเพลงนั้นมีชื่อว่า ยามเย็น ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงของเรานี่เอง หลังจากนั้นอาจารย์ก็เล่นเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงให้ผมฟังอีกหลายเพลง ทั้ง ชะตาชีวิต แสงเทียน ใกล้รุ่ง ความรู้สึกของผมในตอนนั้นรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก ผมเพิ่งรู้ว่า สิ่งที่ผมเรียนอยู่นี้มันสามารถทำให้ผมเล่นเพลงของพ่อได้ในสักวัน


    - ๓ -


    จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แม้ผมจะหยุดเรียนกีตาร์ไปนานแล้ว แต่เจ้ากีตาร์คลาสสิคตัวโปรดของผมก็มักจะมาอยู่ในอ้อมกอดของผมอยู่บ่อย การเล่นเพลงบรรเลงทำให้ผมเล่นเพลงร้องดีขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    ในสภาวะที่เครียดจากงานหรือสิ่งอื่น ๆ ที่มากระทบ การเปิดหนังสือเพลงเล่นกีตาร์แล้วแหกปากร้องเพลงออกมาดัง ๆ ก็แก้เครียดได้ไม่เบา โดยเฉพาะบทเพลงของพ่อ ที่ผมมักจะหยิบยกขึ้นมาเล่นบ่อย ๆ เพราะผมเชื่อว่าในหลวงของเราท่านได้พระราชทานบทเพลงของท่านให้แก่ประชาชนชาวไทยทุกคนแล้ว แถมยังฟังได้ฟังดีในทุกสภาวะอารมณ์และทุกสภาพเศรษฐกิจอีกด้วย

    ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ·



    'พล
    wanwilai_pol@hotmail.com




    kaawss.jpg[อ่าน พูดพร่ำทำเพลง ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Coffee Brake]



    ระบบทุนนิยมเสรีสร้างสังคมให้คนจนสุด-รวยสุด ครอบครองที่ดินทำกินอันไม่ก่อให้เกิดผลิตผลใด ๆ นอกจากเม็ดเงิน ทั้งที่ความเป็นจริงผืนแผ่นดินทุกตารางนิ้วในโลกนี้ล้วนไม่มีใครเป็นเจ้าข้าวเจ้าของของผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นที่สาธารณะที่สมควรแบ่งปันก่อให้เกิดประโยชน์กับคนทุกผู้ทุกคน, คนทุกผู้เพียงแต่ต้องการปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต มิใช่ปัจจัยที่ห้าหกเจ็ดแปด... ที่จะประคับประคองเอื้ออำนวยประโยชน์สุขส่วนตัวแก่ผู้ใดผู้หนึ่งเท่านั้น ปัจจัยที่นอกเหนือไปจากนี้นั้นก็ล้วนแต่ผลิตมาจากทรัพยากรบนผืนพิภพนี้ ผืนพิภพนี้ต่างไม่มีใครเป็นเจ้าของ ระบบทุนนิยมเสรีสามานย์จึงเป็นระบบที่แสวงหา ตอบสนองตัณหาส่วนตน ทำให้โลกใบนี้ถึงแก่กาลวิบัติเร็วขึ้น ๆ ทุก ๆ วินาที--

    ผมมองไม่เห็นเลยว่าแนวคิดของมาร์กซ์จะเลวร้ายขัดศีลธรรมตรงไหน?... มันออกเป็นอุดมคติเสียด้วยซ้ำหากมองในภาพรวม, โลกก็คือโลก โลกไม่ใช่สวรรค์แดนยูโธเปีย ก็ต้องถามกันละว่า ที่สุดแล้วมีใครที่ไม่ต้องการโลกแบบนั้นบ้าง-- มีบ้างไหม? ที่ไม่มีผู้ใดอยากสถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ในขณะที่ยังดำรงชีวิตอยู่... ยังหายใจอยู่!


    ประทีป จิตติ





    kaawss.jpg[อ่าน Coffee Brake ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]








    [ก้าวต่อก้าว] โดย สารากร


    เรื่อง เงิน..เงิน..และการออมอด
    ของอดีตหลวงจีน ‘ทุศีล’



    คุณคิดว่าปริญญาตรีนี่ได้มาง่าย ๆไหม ก็ในเมื่อใครต่อใครก็มีใบปริญญามาครอบครองทั้งนั้น

    อย่าเพิ่งงงกับคำถามของสารากรข้างบน หากแต่เป็นความข้องใจเพียงเท่านั้นว่า ในประเทศที่มีบัณฑิตเข้าแถวรับปริญญาปีหนึ่ง ๆ จำนวนไม่น้อย บุคคลเหล่านี้เขาไปไหนกันหมด ในเมื่อบ้านเมืองไม่สามารถก้าวพ้นคำว่าประเทศกำลังพัฒนาไปได้

    ผู้นำประเทศ รวมทั้งผู้ปกครองประเทศต่างพยายามทำให้ประเทศไทยมีทุกอย่างที่เอื้อต่อการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ และทฤษฎีมากมายที่ให้ทดลองใช้ อะไรคืออุปสรรคอันใหญ่หลวงที่ขวางกั้นความก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

    และการสนทนาครั้งนี้ เป็นการพูดคุยเบา ๆ กับผู้ชายจากแดนใต้ ผู้ที่เคยใช้ชื่อในห้องหนอนสนทนาว่า หลวงจีนทุศีล แต่ต่อมาไม่นานก็ขอทิ้งชื่อไว้เพียง ทุศีล เท่านั้น เขามีนามว่า ต้อง หรือ พี่ต้องของกีรติ เสียงนุ่ม ๆ ของเขาอาจเบาไปเมื่อเทียบกับความกล้าหาญและรักการเดินทาง หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโทรคมนาคม จากบางกอก เขาก็มุ่งหน้าทำสิ่งที่ใช่ตัวเขาที่พัทลุงเรื่อยมา



    สารากร : ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณทำงานเกี่ยวกับอะไรคะ
    ทุศีล : คอมพิวเตอร์

    สารากร : รายได้ที่ได้รับคิดว่าพอเพียงกับภูมิปัญญาที่ทุ่มเทไปหรือเปล่า
    ทุศีล : ก็ถือว่ายังนะ ค่อนข้างต่ำถ้าเทียบกับที่เคยทำก่อนหน้านี้

    สารากร : มีบัณฑิตจบใหม่ไม่น้อยที่ไฟแรง และหลอมอุดมการณ์ด้วยการงาน คุณเองเคยผ่านช่วงเวลานั้นบ้างไหม เคยทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ไหมคะ อยากให้ลองเล่าให้ฟัง
    ทุศีล : เคยอยู่ งานแรกที่ทำหลังจากจบมา เป็นผู้ประสานงานโครงการอยู่ที่-มูลนิธิไวล์เอด- หรือ -มูลนิธิเพื่อนป่า- ในปัจจุบัน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการจัดนิทรรศการเรื่องรณรงค์ในการต่อต้านการซื้อขายสัตว์ป่า

    สารากร : คุณยังหยอดเงินในกระปุกออมสินไหมคะ
    ทุศีล : ไม่ได้หยอดมานานมากแล้วล่ะ

    สารากร :เคยทุบกระปุกไหม/กี่ครั้งในชีวิต
    ทุศีล : ทุบนี้คงไม่เคย เคยแต่แงะอะ (หัวเราะ) เพราะว่าใช้แบบแงะได้ตลอด
    สารากร : (หัวเราะลั่น)

    สารากร : ระยะเวลาในการออมเงินของคุณสม่ำเสมอหรือเปล่า
    ทุศีล : ไม่สม่ำเสมอนะ จะสะสมเงินก็ตอนอยากได้ของสักชิ้น อย่างเวลาอยากได้เป้เดินป่า กล้องดูนก ถึงจะเริ่มเก็บ

    สารากร : เคยได้อะไรมาด้วยเงินออมบ้างคะ
    ทุศีล : ก็หลายอย่างอยู่นะ ส่วนใหญ่ก็พวกอุปกรณ์เดินป่าทั้งหลายแหล่นี่แหละ และก็หนังสือชุดที่ราคาค่อนข้างแพงหน่อย

    สารากร : ประสบการณ์ในการทำงานของคุณสอนอะไรคุณบ้าง
    ทุศีล : ฝึกความชำนาญจากงาน ศึกษาสันดานจากคน- ปัญหาจากงานอาจยากตอนเริ่มต้น แต่ปัญหาจากคนยิ่งนานก็ยิ่งยากกว่า

    สารากร : ถ้าหากว่าในอนาคตเงินของคุณกลายเป็นทองคำ คุณจะทำยังไง
    ทุศีล : ถ้าในอนาคตเค้าใช้ทองซื้อข้าวปลาอาหาร ซื้อของใช้ต่าง ๆ แทนเงินกัน ผมก็ไม่มีปัญหา ก็ยังใช้จ่ายเหมือนเดิมตามปกตินี่แหละ

    สารากร : คำว่าพอเพียง-คุณมีความคิดเห็นว่าอย่างไร
    ทุศีล : ผมว่าความหมายของคำว่า-พอเพียง-มันชัดเจนอยู่ในตัวนะ และเชื่อว่าทุกคนต่างก็มีความพอเพียงทั้งนั้น เพียงแต่ขนาดความพอเพียงแต่ละคนมันก็ขึ้นอยู่กับขนาดกิเลสของละคน แต่ผมเชื่อว่าแต่ละคนมันมีจุดอิ่มตัวของตัวเองทั้งนั้น ปัญหามันอยู่ที่ว่ากว่าจะถึงจุดอิ่มตัวของคนบางคน หรือคนบางกลุ่ม มันจะทำให้สังคมเดือดร้อน ทีนี้จะจัดการยังไงก็คงขึ้นอยู่กับคนในสังคมนั้นละนะ

    สารากร : ในสังคมทุกวันนี้ คุณคิดว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต
    ทุศีล : ไม่ว่าโลกยุคไหน ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตก็ยังคงเป็น ยา-อาหาร-เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย อยู่นั่นแหละ หือ? กำปั้นทุบดินไปเหรอ หรือคุณจะบอกว่ามันไม่ใช่ล่ะ

    สารากร : แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง-คุณคิดว่าสามารถใช้ได้จริงในสังคมไทยหรือไม่
    ทุศีล : ผมว่าที่ไหน ๆ ก็ใช้ได้ แต่ถ้าคุณหมายถึงมันจะเกิดขึ้นจริงกับบ้านเราหรือไม่ละก็ ผมว่าไม่ง่ายแน่ ๆ ตราบเท่าที่สังคมเรายังจับต้องและสัมผัสถึง-ความพอเพียง-แบบฉาบฉวยและผิวเผินอย่างงี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในเมื่อสังคมบริโภคนิยมที่ไหนเค้าก็เป็นกัน อะไรฮิต อะไรดังก็เฮตามกันไป แต่ถึงยังไง ผมก็ยังเชื่อว่ามันต้องมีบางส่วน บางกลุ่มที่ยึดถือความพอเพียงเป็นสรณะ เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิตนั้นเกิดขึ้นและมีอยู่จริงแล้วในบ้านเรา

    สารากร : จะว่าไปแล้ว คำว่า พอ นี้ ส่วนตัวคิดว่าเข้าหลักธรรมคือรู้ประมาณตน นั่นก็เท่ากับว่าทฤษฎีนี้เกิดขึ้นมากว่า ๒๕๕๐ ปี ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่น่าตื่นตะลึง คุณคิดว่า อะไรทำให้คนหลงลืมเรื่องเหล่านี้ไป
    ทุศีล : คิดว่าเป็นเพราะกระแสสังคมที่เร่งรีบ รีบทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย จะกิน จะนอน จะเดินทาง ก็ยากจะได้เร็ว ๆ ไปซะหมด จนเราลืมใส่ใจที่จะสนใจกับรายละเอียดในชีวิตว่ามันมีอะไรอีกมากมายมากกว่าจุดหมายที่เราต้องการ เรื่องราวระหว่างทางนั่นแหละที่ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของปลายทาง

    สารากร : วางแผนในการทำงานไว้อย่างไรบ้าง
    ทุศีล : ไม่มีอะไรมาก ก็แค่เรียนรู้และสนุกไปกับมัน...เท่านั้นเอง

    สารากร : มีนักธุรกิจคนหนึ่งบอกเอาไว้ว่า แนวคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมานั้น จะใช้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องผสมผสานกัน แล้วคุณคิดว่า แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพียงอย่างเดียว เพียงพอไหม กับการดำรงฐานะทางเศรษฐกิจของคนไทยคะ
    ทุศีล : จะว่าพอก็ใช่ แต่จะว่าไม่ก็ถูก โดยส่วนตัวผมเชื่ออย่างนึงว่า เราไม่ได้อยู่ด้วยหลักการใดหลักการนึงอยู่แล้ว เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราเรียนรู้อะไรมาตั้งมากมาย แต่ละหลักการแต่ละแนวคิดอาจมาจากการแตกหน่อ-ต่อยอดมาจากอีกหลักการหนึ่งก็ได้ ปัญหามันจึงไม่ได้อยู่ที่หลักการว่าเหมาะสมหรือเพียงพอกับการใช้หรือไม่ แต่น่าจะอยู่ที่ผู้ใช้ว่าแท้จริงแล้วเค้าต้องการอะไรและเพื่อใครกันแน่

    สารากร : ฝากคำถามสุดท้ายไว้ว่า อะไรคือแนวคิดที่คุณใช้ในการทำงาน และบริหารอารมณ์ ทรัพย์สิน และสุขภาพคะ
    ทุศีล : เรียนรู้และสนุกไปกับมัน เพราะชีวิตสั้น ๆ จะอยู่ได้อีกกี่วันก็ไม่รู้ อย่ามัวแต่หลงอยู่กับอดีต และไม่เบียดเบียนปัจจุบัน แต่ก็ไม่หันหลังให้อนาคต

    * * *


    ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
    ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
    ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
    ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป


    · วิสา คัญทัพ


    บางครั้งเราก็ต้องทบทวนว่า สิ่งที่ใช่ ใช้ได้กับความจริงของตัวเรามากน้อยสักเท่าไร สมกับคำที่วิสา คัญทัพกล่าวไว้ว่า เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน สารากรก็หวังว่าจะหมายรวมถึงความเข้าใจในการดำรงชีวิตด้วยตัวเองมากขึ้นนั่นเอง ·




    [อ่าน ก้าวต่อก้าว ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]






    [Book Review] โดย (...)


    พุทธบูรณา ชีวประวัติพุทธทาส
    ฉบับท่าพระจันทร์




    เมื่อพระอาทิตย์กำลังทอแสงให้ความอบอุ่นแก่โลกยามเช้า ยามเช้าอันอบอุ่น ข้าพเจ้าเฝ้ามองความอ่อนโยนที่ธรรมชาติกระทำต่อกัน ผ่านกระจกห้องผู้ป่วยชั้นสี่หรือห้าไม่แน่ใจได้ แต่สูงจนเห็นอะไร ๆ ที่กำลังดำเนินไปในเบื้องล่างอย่างช้า ๆ เป็นห้องผู้ป่วยรวมที่ไม่เลวนัก ในราตรีที่ผ่านมานั้น ความล้มเหลวในการประคองชีวิตนำพาให้ข้าพเจ้าต้องมาจบตัวเองลงบนเตียงผู้ป่วยแห่งนี้ รายเรียงไปด้วยผู้ป่วยอีกประมาณสามสี่คน แต่ละคนล้วนแตกต่างอาการ บ้างไม่อาจเคลื่อนไหวใด ๆ บ้างทำได้เพียงขยับบางส่วน บ้างชราจนเลอะเลือน ฮึ...

    "เพราะชีวิตคนเรานั้นเปราะบางเหลือเกิน เกินกว่าที่จะปล่อยให้ดำรงผ่านไปวัน ๆ อย่างไร้สติ"

    เป็นวาบความคิดเมื่อสามปีก่อนนั้น สามปีก่อนที่ได้เริ่มใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความหมายมากกว่าเพียงการทำงานการกินและหลับนอน ในวันที่นอนสงบอยู่บนเตียงผู้ป่วยขณะนั้น สิ่งที่กระทำได้โดยที่หมอและพยาบาลไม่ว่ากระไรคือการคิด ‘คิด’ ทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ นานา สิ่งต่าง ๆ ที่หล่อหลอมความเป็นไปของตนเองจนล่วงพ้นมาจนถึง ณ จุดที่นั่งอยู่ตรงนี้


    * * *


    "ชีวิตน่าจะเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าการหาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ มิใช่หรือ?"

    เด็กหนุ่มเฝ้าถามตัวเองอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน แต่ "อะไรคือความหมายล่ะ?" แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีคำตอบที่แจ่มชัด แม้พอจะมีเค้าเงื่อนราง ๆ อยู่บ้าง

    สิ่งนั้นก็คือ หนังสือ!

    (หน้า๓๔ - ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน)

    เมื่อแรกที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพียงหวังไว้สองอย่างที่หมายจะได้รับจากการอ่านคือ เรื่องราวประวัติความเป็นมา แลเป็นไปของมหาบุรุษอันเคารพว่าเป็นครุทางจิตที่ชี้นำจิตใจให้เกิดการบูรณาการ อีกหนึ่งคือเพื่อศึกษาลักษณะการเรียบเรียงงานเขียนของอาจารย์สุวินัย ที่ลื่นไหลสอดประสานเรื่องราวของพุทธะและชีวประวัติของผู้คนได้ละมุนละไมดั่งคล้ายกับกำลังสดับฟังบทเพลงแห่งธรรมชาติอันขับขานอย่างเรียบง่ายแต่มีพลัง

    เรื่องราวในหนังสือหากแบ่งออกได้เป็นสัดส่วน เห็นจะได้สามส่วนหลัก ๆ คือ ส่วนแรก เมื่อแรกครั้งท่านพุทธทาสออกบวชศึกษาธรรมขบคิดหลักข้อสงสัยต่าง ๆนานา แลคำถามที่มีต่อกระบวนการศึกษาธรรมของยุคสมัยนั้น จนได้เกิดปาฐกถาพิเศษเรื่อง "วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม" อันเป็นที่ยอมรับและประทับใจแก่ผู้ได้เข้ารับฟัง แต่นั่นก็ยังนับได้ว่าเป็นเพียงการบรรลุธรรมในขั้นที่เรียกได้ว่าความรู้หรือ พระปริยัติธรรม หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

    สืบต่อจากช่วงแรกมานั้นเข้าไปในส่วนที่สองของหนังสือจึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรมเพื่อค้นหาความเป็นพุทธะ

    "ในการจะเข้าถึงพุทธธรรมนั้น แม้แต่ความเชื่อในครูของตน หรือแม้แต่การถือเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งก็ต้องเปลื้องออก!"

    เพราะสิ่งเหล่านี้เขาบอกว่า แทนที่จะเป็นเครื่องช่วยเหลือ กลับจะเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจมติด ไม่มีวันที่จะเข้าถึงนิพพานได้เลย พอฟังถึงตรงนี้ ผู้คนที่นั่งฟังกันอย่างตั้งอกตั้งใจในห้องประชุมนั้น ถึงกับช็อกไปตาม ๆ กัน เพราะมันกระทบความรู้สึก ความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขาอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

    (หน้า๑๑๑- บันลือสีหนาท)

    ครั้งเมื่อเข้าสู่เนื้อหากลางเล่มจึงเป็นการปฏิบัติธรรมและความคิดในการที่จะเผยแผ่พุทธศาสนาประกอบด้วยการเดินทางไปยังประเทศอินเดียของท่านเพื่อที่ค้นหาคำตอบที่ท่านสงสัยมานาน และขณะนั้นที่ผู้เขียนได้เรียงร้อยสอดประสานเรื่องราวของประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา และหลักคำสอนเบื้องต้นสลักลึกไปพร้อมกับรอยเท้าที่ก้าวย่างไปแต่ละสถานที่ของท่านพุทธทาส อาจเรียกได้ว่าสามารถใช้เป็นหนังสือสอนวิชาพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานได้เป็นอย่างดี

    "ถิ่นนี้มีภูมิภาคอันรื่นรมย์ มีหมู่ไม้ร่มรื่นน่าสบายใจ ทั้งมีแม่น้ำไหลผ่าน น้ำใสไหลเย็น และมีท่าน้ำ คือ ชายหาดที่ราบเรียบ ทั้งหมู่บ้านที่จะภิกขาจารก็มีอยู่โดยรอบ นับเป็นสถานที่ควร บำเพ็ญเพียร"

    พระไตรปิฎก

    25 ตุลาคม พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955)...ณ เขาดงคสิริ

    อินปัญโญ กำลังนั่งเจริญสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ำเล็ก ๆ บนเขาดงคสิริ อันเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าไป บำเพ็ญเพียร อยู่บริเวณนั้นเป็นเวลายาวนานถึง 6 ปี เขารำพึงในใจว่า คนเราทุกคนล้วนเกิดมาเป็นคนพร้อม ๆ กับ "สามไม่รู้" คือ ไม่รู้ ว่าจะตายเมื่อไหร่ กับ ไม่รู้ ว่าจะบรรลุธรรมเมื่อใด และ ไม่รู้ ว่าจะบรรลุธรรมได้อย่างไร เพราะ "สามไม่รู้" นี้เองที่ทำให้คนเราต้อง "แสวงธรรม" ซึ่งพระพุทธเจ้าตอนยังเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ไม่มีข้อยกเว้นคืออยู่ใน "สามไม่รู้" เหมือนกับคนอื่น พระองค์จึงต้องดิ้นรนแสวงหาอย่างถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อขจัดความไม่รู้เหล่านั้น อินทปัญโญปล่อยจิตของเขาให้ล่องลอยย้อนกลับไปในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ณ ที่เขาดงคสิริแห่งนี้...

    (หน้า๓๔๒- ดงคสิริ)

    ตลอดเรื่องราวของการเดินทางตามรอยเท้าท่านพุทธทาสนั้น ย่อมมีผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวมากมายเวียนผ่านมาพบเจอ ไม่ว่าจะเป็น ท่านศรีบูรพา พระหนุ่มผู้ชำนาญงานศิลป์ เขมานันทะ ท่านเท็นซิน กยัตโส หรือที่รู้จักกันก็คือ องค์ทะไลลามะนั่นเอง เหล่านี้ล้วนแล้วเติมเต็มเรื่องราวของภาระกิจที่ท่านพุทธทาสได้กระทำมาตลอดในช่วงปลายของชีวิต

    ความตายนั้น ไม่มีความหมายสำหรับต้นไม้ ตราบใดที่ไม่รู้จะกำหนดจุดไหนว่าคือ ความตายของต้นไม้

    อะไรคือ "ความตาย" ของคนคนหนึ่ง ต่อให้คนผู้นั้นสิ้นสังขารไปแล้ว แต่ถ้าคำสอนของเขาและวิถีของเขายังมีผู้สืบทอดอยู่ และยังดำรงอยู่จะเรียกว่า คนผู้นั้น "ตาย" ได้หรือ?

    ในอีกแง่หนึ่ง ความตาย กับ การตาย ก็แตกต่างกัน เพราะ การตายเกิดขึ้นตลอดเวลา ตั้งแต่คนเราเกิดแล้ว คนเราพอคลอดจากครรภ์มารดา เราก็เริ่มตายแล้ว การตายเกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตของเรา ขณะที่เรากำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่นี้ เซลล์ผิวหนังก็ตาย เซลล์ในหลอดอาหารในกระเพาะ ในลำไส้ของเราก็ตายแล้วลอกหลุดออกมา การตายลักษณะนี้เพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนเราโตขึ้น ๆ เพราะ มันคือ ธรรมชาติที่จะต้องตาย เพื่อให้มีสิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ วนเวียนกันไปอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จึงเห็นได้ว่า เราไม่สามารถจี้ไปที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วระบุว่าเป็นความตายได้ เราทำได้เพียงแค่สมมติเอาว่าเช่นนี้เรียกว่า ตาย ก็แล้วกันเท่านั้น

    ความตายจึงไม่มีในเชิงปรมัตถ์ คงมีแต่การตายกับการเกิดวนเวียนกันไป ความกลัวตายจึงเป็นอวิชชาอย่าง สูงสุดอย่างหนึ่งของมนุษย์

    (หน้า๕๒๒- นิพพานกับการสิ้นสังขาร)

    หลังจากที่ข้าพเจ้าอ่านเรื่องราวทั้งหมดจนจบ มีความประทับใจซาบซึ้งเกิดขึ้น มันเป็นความสุขที่ได้รับรู้เรื่องราวและความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อนในอีกด้าน จะว่าไปแล้ว ความรู้สึกเมื่อสามปีก่อนที่ได้อ่านหนังสือธรรมะครั้งแรกกับหนนี้ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน เมื่อหวนคิดถึงเรื่องราวหนหลัง หากครั้งนั้นไม่เกิดเหตุพลิกผันทางสุขภาพร่างกาย จนปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าจะยังรับรู้ได้หรือไม่ว่า ความงดงามของธรรมะนั้นเป็นเช่นไร

    บางครั้ง เงื่อมถึงกับต้องปิดหนังสือธรรมะลง หลับตาพริ้มด้วยความรู้สึกปีติจนถึงกับขนลุกซู่ และแผ่ซ่านไปทั่วร่าง นั่นไม่ใช่แค่เพราะคำพูดหรืออักษรในหนังสือธรรมะที่กระทบใจเขาเท่านั้นหรอก แต่เพราะตัวเขาได้แลเห็น โลกใหม่ ที่เปิดกว้างขึ้นจากการได้อ่านหนังสือเหล่านี้ ราวกับว่าตัวเขาได้ค้นพบ โลกอีกโลกหนึ่งในจิตใจของเขา ซึ่งต่างจาก โลกแห่งการทำมาหากิน ที่เขาจำต้องอยู่กับมันทางกายภาพนี้มากนัก

    (หน้า๓๕ - ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน)



      ชื่อหนังสือ : พุทธบูรณา ชีวประวัติพุทธทาส ฉบับท่าพระจันทร์
      ISBN : 974-82331-5-4
      ผู้แต่ง : สุวินัย ภรณวลัย
      ครั้งที่ ๑ / ปีพิมพ์: ๒๕๕๐
      http://www.suvinai-dragon.com



    [อ่าน Book Review ในฉบับอื่น]

    [มีอะไรในเล่มอีก]









    Cover(s) by : ยางมะตอยสีชมพู

    kaawss.jpg
    ก้าว..รอ..ก้าว
    'บ้านหนอน' ออนไลน์แมกกาซีน สำนักหนอนสนทนา

    www.winbookclub.com
    http://kaawrowkaw.wordpress.com/
    kaawrowkaw@hotmail.com


    2007-12-01 00:27:57/

     


    nena
    ความเห็นที่ 1

     
      ตอบโดย nena   เมื่อ: 2007-12-01 09:56:21
    2 ขวบแล้ว ... ยังแน่นด้วยสาระเช่นเคย

    กำลังไล่ตามอ่านนะคะ

    ขอบคุณทีมงานทุกท่านมากจ้า (^_^)
     


    ก้าวรอก้าว
    ความเห็นที่ 2

     
      ตอบโดย ก้าวรอก้าว   เมื่อ: 2007-12-01 14:57:01
    ครบรอบขวบเดียวเท่านั้นครับ

    ด้วยมิตรภาพครับ
     


    วินทร์ เลียววาริณ
    ความเห็นที่ 3

     
      ตอบโดย วินทร์ เลียววาริณ   เมื่อ: 2007-12-01 15:24:55
    ดีครับ...

    ขอเอาใจช่วยให้การเปลี่ยนเลนจากถนนดิจิตัลไปสู่ถนนเยื่อกระดาษเป็นไปโดยสวัสดิภาพ และไม่เปลืองค่า 'น้ำมัน' นัก!
     


    popo
    ความเห็นที่ 4

     
      ตอบโดย popo    เมื่อ: 2007-12-01 18:54:28
    เย้... เอาใจช่วยเช่นกันค่ะ
     


    น้องใหม่ไร้วรยุทธ
    ความเห็นที่ 5

     
      ตอบโดย น้องใหม่ไร้วรยุทธ   เมื่อ: 2007-12-01 19:15:10
    หรือว่า ข้าเจ้าหดหัวหรุบหางไปนาน จอมยุทธ"อัมโปะ" หายไปในที่ใด Y__Y ถ้าจอมยุทธท่านใดพอจะทราบ ตอบที คิดถึงลายเส่นงามๆของจอมยุทธอัมโปะครับ
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 6

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-12-01 22:22:03
    ขอบคุณพี่วินทร์หลายๆ ที่ให้กำลังใจเสมอเลยค่ะ
     


    ทุศีล
    ความเห็นที่ 7

     
      ตอบโดย ทุศีล   เมื่อ: 2007-12-02 14:07:15
    โอ้วววว! พระพุทธเจ้าช่วย เอาจริงเหรอเนี่ยเจ้าอ้อย

    เวงกำ ไม่น่าให้มันเลือกรูปจากบล็อกเองเลยเชียว เห็นหน้ากันชัดอย่างงี้ พี่ก้ลงไปวางระเบิดไม่ได้แล้วดิเนี่ย เห่อๆๆ
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 8

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-12-02 21:10:48
    แหะ ก็รูปนี้เป็นรูปที่คลาสิคสุดเลยค่ะ
    อ้อบยินดีที่ได้ไปเลือกรูปเอง
    แล้วได้เจอประวัติอันแปลกประหลาดของผองเพื่อนในนั้น
    สนุกเป็นบ้า
     


    อัมโปะ
    ความเห็นที่ 9

     
      ตอบโดย อัมโปะ   เมื่อ: 2007-12-03 00:01:22
    อา~

    ขออภัยที่หายหน้าหายตาไปเสียเฉยๆ
    ยังคงวนเวียนมาเรื่อยๆอยู่ขอรับท่านน้องใหม่ไร้วรยุทธ
    แต่คงจะห่างๆไปบ้าง ช่วงนี้ติดภาระหลายอย่างขอรับ
    ถึงจะไม่ได้วาดลงก้าวฯแล้วแต่ก็ตามอ่านเสมอ(ตามโอกาสอำนวย)ครับ

    คิดถึงเช่นกันครับ

    ปล. 'อ้อบยินดีที่ได้ไป...' " อ้อบนี่เป็นอะไรกะน้องอ้อยหว่า???"
     


    กีรติ
    ความเห็นที่ 10

     
      ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2007-12-03 09:47:35
    พี่ชาย!!!!!!!

    แหะ พี่อัมโปะขา อ้อบ คือ อ้อย

    พิมพ์ผิดจนเป็นนิสัยสิน่า ตลกตัวเองดีเหมือนกัน กร๊าาาาาาาก

    เดี๋ยวนี้นะเอาเรื่องสั้นที่พิมพ์ไว้เก่าๆมาอ่าน ขำตัวเองกลิ้งเลย จากเรื่องโศกๆ กลายเป็นเรื่องฮาๆ เสียอารมณ์เรื่องหมด แล้วอ้อยจะหัดตรวจทานให้ดีนะคะ

    คิดถึงพี่ด้วยคนค่ะ
     




    ข้อความ :
    สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
    ชื่อ :
    รูปภาพ :  
    ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
    รหัส :   d33551c
    ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)