ผู้เขียน  หัวข้อ: เรื่องสั้น : พระราชากับคนปลูกต้นไม้
(...)

เรื่องสั้น : พระราชากับคนปลูกต้นไม้
 เมื่อ: 2008-08-06 10:26:11 
เรื่องสั้น : พระราชากับคนปลูกต้นไม้




กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว

ณ. ดินแดนแคว้นหนึ่ง
ที่ซึ่งอยู่แสนไกล
ไร้ความขัดแย้งชิงชัง


"ไฉนจึงต้องไกลออกไปแสนไกลด้วยเล่าท่านตา?"

เด็กน้อยตะแคงคอสงสัย ในมือนั้นถือขนมห่อหนึ่ง ในดวงตามีประกายน่าชัง หลบเร้นภายในร่างน้อยนิด เมื่อเทียบเปรียบกับมหาเจดีย์เบื้องหน้า เด็กน้องเหม่อมองปลายยอดสุดของเจดีย์อันประดับด้วยเนื้อทองสุกปลั่ง ยามพระอาทิตย์อัสดงยิ่งเรืองรองอบอุ่น

"เอ่อนี่.. เจ้าตัวน้อย ขัดตาเสียได้" ชายชรายิ้มแย้ม อุ่มเจ้าตัวเล็กขึ้นวางบนตักอันอบอุ่น จากนั้นเอ่ยกล่าวเล่าความต่อไป


และ.. ที่นครเมืองอันแสนไกลนั้นมีพระราชาปกครองนครองค์หนึ่ง ทรงไร้ซึ่งราชบุตรและองค์ธิดา พระองค์ทรงเห็นปลายฝั่งฟากแห่งความชราแล้ว จึงครุ่นคิดหาวิธีการเลือกสรรค์ผู้สืบทอดราชสมบัติและอำนาจทั้งปวง ตกลงใจได้ดังนั้นแล้วจึงมีประกาศให้มีการแข่งขันคัดเลือกเด็กหนุ่มเด็กสาวขึ้นมาสองคน เพื่อปฏิบัติภาระกิจที่พระองค์จะได้มอบหมายให้กระทำ ทว่าพระองค์เองก็มิได้ทรงบอกความนัยแห่งภาระกิจนี้ว่าเป็นการคัดเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่งพระราชาสืบต่อไป

เหล่าเสนาอำมาตย์ต่างเสนอผู้บุตรธิดาของตนเข้าแข่งขัน ทั้งในเชิงความรู้และรูปลักษณ์ราศี ต่างมีพรักพร้อม ด้วยหวังว่าจะได้เป็นที่เชิดหน้าชูตาต่อวงศ์วานสานสืบไป ทว่าในการครั้งนี้ทรงกำหนดให้มีลูกหลานชาวเมืองธรรมดาสามารถมีสิทธิที่จะได้คัดเลือกเป็นตัวแทนในรอบสุดท้ายด้วย เป็นอันว่าในรอบสุดท้ายจะมีทั้งลูกหลานเสนาบดีและเด็กชาวบ้านได้มีโอากาสถวายการรับใช้ โดยภายหลังจากมีการทดสอบ ได้มีเด็กหนุ่มสองคนผ่านเข้ารอบจนถึงขั้นตอนสุดท้าย โดยได้รับสิทธิการเข้าเฝ้าพร้อมรับคำบัญชาจากองค์ราชันย์

บุรุษคนแรกเป็นลูกเสนาบดีผู้มั่งคั่ง เพรียบพร้อมทั้งรูปงามและทรัพย์สมบัติ อันเกิดแต่บรรพบุรุษเมื่อกาลก่อนได้สร้างสมมา หากแต่การได้มาในการคัดเลือกครั้งนี้กลับเป็นที่คลางแคลงสงสัยในเหล่าเสนาอำมาตย์คนอื่น ด้วยเพราะไม่เชื่อว่าความสามารถของคนผู้นี้จะสามารถผ่านเข้ารอบมาอย่างง่ายดายไร้คู่แข่ง หากแต่ก็ไม่สามารถเอ่ยปากได้ ด้วยเพราะต่างฝ่ายก็ต่างมีเบื้องหน้าเบื้องหลังด้วยกันทั้งนั้น จึงได้แต่นิ่งเงียบด้วยกันทั้งหมด

เด็กหนุ่มอีกคนเป็นชายหนุ่มผู้เป็นคนปลูกต้นไม้ที่ปลายสุดของขอบเขตนคร เด็กหนุ่มผู้นี้ยิ่งอยู่นอกเหนือความคาดหมายของผู้คน ด้วยมิได้เป็นพ่อค้าวานิช หรือเป็นบัณฑิตผู้สำอางวิชาแต่อย่างใด ทว่าในการคัดเลือกโดยการสอบข้อเขียนตอบคำถามกลับสามารถแสดงออกได้อย่างไม่ติดขัด ถึงขนาดที่องค์ราชาเอ่ยชมเด็กหนุ่มผู้นี้ว่ามีลักษณะคล้ายพระองค์เมื่อวัยหนุ่ม เหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลายจึงมิได้มีข้อโต้แย้งใดๆเช่นกัน

ครั้งเมื่อถึงรับสั่งภาระกิจที่จะพระองค์ทรงมอบหมาย จึงเรียกเด็กหนุ่มทั้งสองเข้าเฝ้า โดยมีพระกระแสรับสั่งให้คนทั้งสอง ออกเดินทางออกไปนอกเขตพระนคร เพื่อทำการก่อสร้างมหาเจดีย์อันใหญ่ ด้วยเพราะภายภาคหน้าอีกสี่ปี พระองค์จะทรงจัดงานเฉลิมฉลองราชสมบัติ โดยมีการเชื้อเชิญเหล่าเจ้าเมืองต่างๆที่อยู่รายรอบนคร ให้เดินทางมาร่วมงาน โดยอยากจะให้เจ้าเมืองเหล่านั้น เห็นถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรในนครแห่งนี้

โดยพระองค์ได้ให้กำหนดเวลาเพียงสี่ปีในการดำเนินการสร้าง และให้โอกาสได้เลือกหาทำเลที่ทางด้วยตนเอง ส่วนวัสดุก่อสร้างได้จัดสรรค์แบ่งปันโดยเท่าเทียมอยู่แล้วที่นอกกำแพงเมือง ให้ทั้งสองเร่งรุดเดินทางเพื่อปฏิบัติภาระกิจนี้ให้สำเร็จเรียบร้อย

ฝ่ายเสนาบดีผู้เป็นบิดาของชายหนุ่มคนแรก เมื่อทราบถึงพระกระแสรับสั่ง ด้วยเห็นว่าเหล่านี้คล้ายการแข่งขันเพื่อแสดงความสามารถให้องค์ราชาได้ทอดพระเนตร และตนนั้นอยากให้บุตรได้ชัยชนะในหนนี้ จึงเร่งรุดสั่งการให้เหล่าข้าราชการที่ดูแลเกี่ยวกับข้าวของวัสดุในการก่อสร้าง ทำการแบ่งสรรค์ให้กับทางฝ่ายลูกตนได้จำนวนเยอะว่าผู้ได้คัดเลือกอีกคน โดยได้ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ดูแลอย่างงดงาม โดยกล่าวว่าเมื่อครั้งลูกชายตนนั้นชนะการแข่งครั้งนี้ย่อมได้ความดีความชอบและอาจได้ตำแหน่งใหญ่โตในภายภาคหน้า จึงอยากให้เหล่าเสนาอำมาตย์ที่ดูแลเรื่องราวต่างๆในระหว่างสีปีนี้ ให้การสนับสนุนบุตรชายของตนเป็นพิเศษ

เหล่าข้าราชการที่มักใหญ่ไฝ่สูงได้เห็นถึงผลประโยชน์เบื้องหน้า จึงร่วมมือกับมหาเสนาบดีในการทุกทางที่จะส่งเสริมให้ภาระกิจครั้งนี้มีชัยชนะแก่บุตรของท่าน โดยต่างก็คิดว่า ใครชนะก็ตามแต่ไม่สำคัญเพราะต่างก็สร้างองค์มหาเจดีย์ให้แก่เมืองด้วยกันทั้งสิ้น อีกทั้งยังเห็นว่า หากแม้ว่าเจ้าเด็กคนปลูกต้นไม้ไม่น่าจะมีความสามารถเทียบเคียงบุตรชายของมหาเสนาบดีได้ แม้ได้วัสดุหรือการสนับสนุนที่เท่าเทียมก็ตามที

ครั้งเมื่อบุรุษผู้ถูกคัดเลือกทั้งสองเดินทางออกนอกกำแพงเมือง ได้รับเอาวัสดุและแรงงานที่องค์ราชาสั่งการเตรียมไว้ให้ หลังจากนั้นแล้วจึงออกเดินทางเพื่อค้นหาสถานที่เพื่อกระทำการ ก่อสร้างองค์เจดีย์ของราชันย์


ชายผู้เป็นบุตรของมหาเสนาบดีนั้นได้เลือกเมืองเล็กๆแห่งนึ่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์อาหาร และที่สภาพแวดล้อมที่งดงาม เหมาะแก่การสร้างมหาเจดีย์อันยิ่งใหญ่ โดยวางผังของฐานเจดีย์อันยิ่งใหญ่กินอาณาเขตบ้านเรือนของชาวบ้านหลายหมู่บ้าน แรกเริ่มนั้นชาวบ้านต่างไม่ยินยอม แต่เมื่อบุตรมหาเสนาได้กล่าวอ้างถึงภาระกิจที่กระทำเพื่อบ้านเมืองแล้ว เหล่าชาวบ้านก็ยินยอมที่จะย้ายออกนอกพื้นที่ พื้นดินถูกปรับสภาพให้เรียบเตียนพร้อมที่จะทำการก่อสร้าง บ่อน้ำกินน้ำใช้ที่เคยมีอยู่เดิม หากอยู่ในอาณาเขตของการก่อสร้างก็จะถูกถมเต็ม เพื่อให้สามารถดำเนินการก่อสร้างได้งานไม่มีอุปสรรค์

ส่วนเด็กหนุ่มผู้ปลูกต้นไม้นั้น ได้เดินทางต่อไปเพื่อค้นหาสถานที่เหมาะแก่การสร้างมหาเจดีย์เช่นกัน หากแต่ยิ่งเดินทางยิ่งค้นพบว่า ห่างไกลออกไปจากนครยิ่งพบเห็นความลำบากยากเข็ญของผู้คน ความเสื่อมโทรมของบ้านเรือนและป่าเขาราวไพร เด็กหนุ่มนั่งคิดตรึกตรองภายใต้ร่มไม้หลายเพลาก่อนที่จะตัดสินใจกระทำเรื่องราวบางประการ

ทางฝ่ายบุตรชายมหาเสนาบดีนั้น หลังจากได้เริ่มทำการก่อสร้างไปแล้ว ก็ได้พบว่า สิ่งต่างๆที่ตนได้รับมานั้นดูจะไม่เพียงพอต่อการสร้างสิ่งที่ตัวเองมาดหมายไว้ ด้วยเพราะเจดีย์ที่ได้วาดโครงร่างไว้นั้นมีความใหญ่โตเสียเหลือเกิน จำต้องส่งข่าวไปถึงผู้เป็นบิดาตนทราบ เพื่อ ให้ช่วยส่งวัสดุและแรงงานเข้ามาเสริมเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันนั้น ก็ได้เกณฑ์ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ให้มาช่วยทำการก่อสร้าง ป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกทำลายเพื่อนำมาสร้างมหาเจดีย์อันยิ่งใหญ่ ในช่วงฤดูการทำเกษตรของชาวบ้านก็มิได้เป็นไปตามปกติ เพราะชาวบ้านทั้งหมดต้องมาสร้างพระมหาเจดีย์

นับวันเจดีย์ที่สร้างยิ่งสูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านที่เคยมีประเพณีที่ปฏิบัติกันสืบมาแต่รุ่นย่าตาทวดก็หาได้กระทำกัน ด้วยเพราะเวลาทุกวันนั้นหมดไปกับการสร้างมหาเจดีย์ ในปีที่สามของการสร้างเจดีย์ ยิ่งลำบากมากขึ้นเพราะเสบียงอาหารนั้นเริ่มหมดไป ได้แต่ใช้สมบัติและทรัพยากรที่มีอยู่บริเวณนั้น ขายออกไปยังเมืองข้างเคียงเพื่อแลกเป็นอาหารประทังชีวิตไปวันๆ หนักเข้าถึงกับสละพื้นแผ่นดินบางส่วนให้กับเมืองข้างเคียงได้เข้ามาจัดการ เก็บเกี่ยวทรัพยากรกันอย่างสนุกสนาน ข่าวคราวเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ ก็หาได้ถูกส่งกลับไปที่เมืองหลวงแต่อย่างใด ด้วยเพราะเหล่าเสนาอำมาตย์ได้ช่วยกันปิดบังอำพลางที่ให้องค์ราชาล่วงรู้ ด้วยเห็นว่าผลตอบแทนในยศตำแหน่งของตนที่จะได้รับเบื้องหน้า หากว่าบุตรของมหาเสนาบดีได้รับชัยชนะให้การสร้างมหาเจดีย์ครั้งนี้


ครั้งเมื่อล่วงเข้าถึงปลายปีที่สาม

ย่างเข้าปีที่สี่ของการสร้างมหาเจดีย์ ในครั้งนั้น เกิดธรรมชาติวิปริตผิดเพี้ยน เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวจนรู้สึกได้ถึงเมืองหลวง แรงสะเทือนนั้นเป็นผลให้เกิดความเสียหายต่อมหาราชวังของพระองค์ เป็นเหตุให้พระองค์ทรงร้อนพระทัยอย่างยิ่ง จึงได้มีพระกระแสรับสั่งว่าพระองค์จะทรงเสด็จไปดูงานก่อสร้างมหาเจดีย์ด้วยพระองค์เอง เหตุการณ์ครั้งนี้คล้ายเป็นลางบอกเหตุเตือนพระองค์ว่าบ้านเมืองอาจเกิดเรื่องราวที่ไม่ปกติ และสิ่งที่พระองค์ทรงคาดการณ์เอาไว้ก็เป็นจริง เมื่อพระองค์พระราชดำเนินไปถึงสถานที่ก่อสร้างที่บุตรชายของมหาเสนาบดีดูแล

บ้านเมืองรกร้างไร้ผู้คน วัดวาอารามหาได้มีการดูแลรักษา เสื่อมโทรมผุพังไร้การใส่ใจ ผู้คนในบ้านเมืองมีแต่ขอทานยากไร้แบมือคร่ำครวญคล้ายคนบ้าถึงเงินตราและความรุ่งเรือง ตลอดเส้นทางที่ดำเนินผ่านมีแต่ผู้คนเจ็บป่วยล้มตาย ช่างเป็นที่สะเทือนพระหฤทัยเป็นยิ่งนัก ถึงกับมีพระราชดำริว่า

"เมืองแห่งนี้เมื่อสามปีก่อนเรานั้นจดจำได้ว่าประทับใจเหลือเกินถึงความอุดมสมบูรณ์และงดงาม ไฉนเวลาเพียงไม่กี่ปี บ้านเมืองที่งดงามในกาลอดีตถึงได้กลับกลายเป็นเช่นนี้ได้"

กล่าวจบถึงกับทอดถอนใจ เดินทางสืบต่อไปเบื้องหน้า ภาพที่เห็นคือมหาเจดีที่ยิ่งใหญ่สุดสายตา สร้างได้งดงามและดูหรูหราเสียเหลือเกิน หากแต่ว่าองค์เจดีย์นับแต่ครึ่งองค์ขึ้นกับหลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง ทุกสิ่งทุกอย่างแหลกสลายตรงเบื้องหน้าองค์ราชา ซากศพของคนงานก่อสร้างล้วนแล้วเป็นชาวบ้านชาวเมือง แม้แต่เด็กตัวเล็กๆก็ถูกซากเจดีย์ทับถมจนสิ้นใจ ภูเขาไพรป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับทลายลงมา ด้วยเพราะป่าไม้ถูกทำลาย ไร้รากไม้ให้เกาะเกี่ยวเนื้อดินตามที่ธรรมชาติควรเป็น

พื้นที่บางส่วนถูกน้ำท่วมกินอาณาเขตไปหลายหมู่บ้าน ด้วยเพราะพื้นที่อันเป็นแอ่งรับน้ำและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำได้ถูกทับถมจนไม่เหลือ ทำให้เกิดโรคระบาดไปทั่วทั้งบริเวณ เป็นเภทภัยที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์โดยสิ้น

องค์ราชาทรงเสียพระทัยมาก ถึงกับยืนอาลัยซากความล่มสลายเบื้องหน้าอยู่นาน เหล่าเสนาบดีที่ติดตามเสด็จถึงกับเอาความถามเหตุที่มาและเป็นไปในบ้านเมืองนี้ ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าเหตุการณ์แต่ต้นจนจบด้วยน้ำเสียงแห่งความกราดเกรี้ยวโกรธแค้น สาปแช่งบุตรของมหาเสนาบดีผู้เดินทางมาพร้อมกับภาพฝันอันเลิศหรู หากแต่ประชาชนหารู้ไม่ว่า เบื้องหลังภาพวาดอันงดงามนั้นคือภาพของนรกอเวจีชั้นร้ายแรงที่สุด อีกทั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ธรรมชาติลงโทษครั้งนี้ขึ้น บุตรชายของมหาเสนาบดีกลับขนข้าวของสมบัติที่หลงเหลือทั้งหมด เดินทางลักลอบหนีออกจากมหานครแห่งนี้ไปอย่างไร้ความละอาย ทอดทิ้งความโหดร้ายและเสียงสาปแช่งไว้เบื้องหลัง

ฝ่ายมหาเสนาบดีก็ติดตามเสด็จมาเช่นกัน เมื่อได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด ถึงกับละอายใจและไม่อาจทานทนความอัปยศที่บุตรชายของตนได้สร้างไว้ อีกทั้งยังสำนึกได้ว่าตัวเองก็มีส่วนส่งเสริมให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้ เมื่อถึงที่สุด มหาเสนาบดีถึงกับกัดลิ้นตัวเองตายไปเบื้องหน้าองค์ราชันย์

พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพเช่นนี้แล้วอดร้อนพระทัยมิได้ว่า ยังมีเมืองอีกเมืองหนึ่งที่พระองค์สั่งการให้สร้างมหาเจดีย์ จึงเร่งรุดดำเนินไปค้นหาสถานที่สร้างมหาเจดีย์อีกองค์ ด้วยเกรงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี้นั้นจะเกิดขึ้นซ้ำรอยกัน

พระองค์เดินทางหนึ่งวันหนึ่งคืน จึงสามารถมองเห็นเจดีย์องค์หนึ่ง ตั้งอยู่บนยอดเขาเบื้องหน้า ยอดเจดีย์นั้นประดับประดาด้วยแผ่นทองสุกปลั่ง ฉายสะท้อนแสงแวววับเมื่อทำมุมกับดวงอาทิตย์ หากแต่ว่า ที่ต้องแปลกพระทัยยิ่งนักด้วยเพราะ สภาพบ้านเรือนในพื้นที่นี้ เรียบร้อย สงบร่มเย็นอย่างคาดไม่ถึง ไม่แม้แต่จะมีเศษซากการพังทลายอันเกิดจากแผ่นดินไหวแม้แต่น้อย บ้านเรือนผู้คนที่อาศัยมีสีหน้าผ่องใส ดำเนินชีวิตอย่างคลายใจ คล้ายกับว่ามิได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆเกิดขึ้น

ที่เชิงเข้าอันประดิษฐานองค์เจดีย์อันงดงามนั้น พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นบันไดทางขึ้น เป็นบันไดที่สร้างขึ้นโดยงานแต่ดูมั่นคงในความรู้สึก พระองค์ทรงเสร็จดำเนินขึ้นบันไดนั้น ขึ้นไปทีละขั้น ที่ละชั้นยิ่งพบเห็นว่า ภูเขานี้นั้นช่างอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหารมากมาย อีกทั้งบ้านเรือนผู้คนดูมีความสุขอย่างเต็มล้น เมื่อเดินทางบรรลุถึงยอดเขา พบเห็นเจดีย์เบื้องพระพักตร์ ถึงกับยืนสงบนิ่งชื่นชมความงดงามเบื้องหน้าอย่างละลืมซึ่งเรื่องราวความทุกข์ร้ายที่ผ่านมา จนพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง กำลังกวาดเก็บใบไม้เพื่อทำความสะอาดพื้นโดยรอบองค์เจดีย์

เป็นเด็กหนุ่มที่เป็นผู้ถูกคัดเลือกมานี่เอง เด็กหนุ่มเมื่อพบเห็นองค์ราชาถึงกับละทิ้งไม้กวาดเร่งเดินเข้ามาถวายบังคมด้วยความยินดี พระองค์จึงทรงถามว่า

"ที่แห่งนี้มิได้เกิดเรื่องเลวร้ายหรอกหรือ"

เด็กหนุ่มกล่าวความทั้งหมดนับแต่เดินทางออกนอกกำแพงเมืองมาว่า เมื่อตนเองได้เดินทางออกค้นหาที่ดินที่จะสามารถสร้างมหาเจดีย์นั้น กลับพบเห็นบ้านเรื่องมากมายที่อุดมสมบูรณ์ จึงไม่คิดที่จะเข้าไปรบกวนความสงบสุขของชาวเมือง เนื่องด้วยว่าการสร้างมหาเจดีย์นั้นจำต้องอาศัยพื้นที่อันเป็นธรรมชาติและแหล่งทำมาหากินของเหล่าประชาและสัตว์ป่าทั้งหลาย เกรงว่าหากตัวเองนั้นไปสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน จะเป็นการรบกวนต่อเบื้องพระยุคลบาท ให้เศร้าหมองพระทัย จึงได้เดินทางต่อไปเรื่อยๆเพื่อจะค้นหาสถานที่อันจะไม่ทำความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

หากแต่ว่า ยิ่งข้าพเจ้าเดินทางออกมา ยิ่งไกลแสนไกลยิ่งพบเห็นว่า ความลำบากของผู้คนที่ห่างไกลจากมหานครนั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้น มีพื้นที่ป่าและแหล่งอาหารถูกทำลายมากมายเพื่อที่จะนำเอาทรัพยากรเหล่านั้น ลำเลียงเข้าไปสร้างความเจริญให้กับเมือง ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่แต่เดิมนั้น อาศัยหาของป่าและไปค้าแรงงานในเมืองใกล้เคียงจนหมด ด้วยเพราะพื้นที่อันจะสามารถทำกินนั้นแทบจะหามิได้เลย

พระราชาทรงทอดพระเนตรโดยรอบถึงกับไม่เชื่อว่า สภาพที่เห็นในขณะนี้เมื่อก่อนนั้นจะเป็นอย่างที่เจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้เล่า จึงสอบถามไปยังเสนาอำมาตย์ เหล่าเสนาอำมาตย์ต่างรายงานว่าเป็นดั่งที่เด็กหนุ่มนี้กล่าวจริงทุกประการ พระองค์จึงให้เด็กหนุ่มเล่าเรื่องราวสืบต่อไป

เด็กหนุ่มเล่าว่า เมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้ ได้พบเห็นยอกเขาแห่งนี้ว่าเป็นสถานที่สูงเด่น และไม่มีผู้ใดจะใช้ประโยชน์ได้ด้วยเพราะสภาพรอบๆล้วนแล้วแห้งแล้งเต็มที โชคดีเหลือเกินว่าสิ่งของที่พระองค์ประทานให้แก่ข้าพเจ้านำติดตัวมานั้นไม่มากเท่าใด ข้าพเจ้าจึงสามารถขนข้าวของและคนงานขึ้นมายังสถานที่แห่งนี้ไม่ยากเย็น

พระราชามององค์เจดีย์แล้วหันไปถามเหล่าเสนาทั้งหลายว่า ไฉนข้าวของที่เราให้จัดเตรียมเพื่อสร้างองค์มหาเจดีย์จึงเพียงเท่านี้ คล้ายพระองค์ทรงเข้าพระทัย จึงมิได้สืบถามต่อ เพียงให้เด็กหนุ่มบอกเล่าเรื่องราวสืบไป เด็กหนุ่มกล่าวว่า

เมื่อข้าพเจ้าบรรลุถึงยอดเขาเบื้องบน ทำให้พบเห็นว่าพื้นที่โดยรอบๆนี้มีลักษณะเป็นเช่นไร โขดเขาที่สลับซับซ้อน เนินดิน ทุ่งราบ ล้วนแล้วอยู่ในสายตาการมองเห็นของข้าพเจ้าทั้งหมด เมื่อฝนตกน้ำไหลรินไปทางไหน ข้าพเจ้าใช้เวลาเฝ้ามองและครุ่นคิดไปถึงความเป็นไปของสภาพแวดล้อมเบื้องล่าง ตรองคิดและค้นหาคำตอบว่าทำไมพื้นที่แห่งนี้จึงไม่อาจอุดมสมบูรณ์ ด้วยเพราะฟ้าฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล หนึ่งปีที่ข้าพเจ้าสร้างองค์พระมหาเจดีย์พร้อมขณะเดียวกันนั้นได้สังเกตเห็นปัญหาต่างๆในเบื้องล่าง และจึงค่อยๆค้นพบวิธีที่จะแก้ไข ปีที่สองข้าพเจ้าเริ่มคิดค้นหาวิธีกักเก็บน้ำ ให้คนงานที่สร้างเจดีย์บางส่วนเพื่อทำการขุดร่องน้ำและแหล่งเก็บน้ำสำหรับน้ำกินน้ำใช้ และเป็นแหล่งอาหาร ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ที่ใดมีน้ำที่นั่นย่อมมีชีวิต เมื่อพื้นดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลาด้วยเพราะมีน้ำหล่อเลี้ยงไอชื้น และด้วยเพราะมีต้นไม้งอกงามมากขึ้น

ในปีที่สองข้าพเจ้าจึงไม่ประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนสเบียงอาหาร ด้วยเพราะว่า ข้าพเจ้าได้นำพืชผลจากที่ต่างๆที่ได้เดินทางผ่านมานั้น เพาะลงพื้นดินที่ปรับสภาพแล้ว

"เจ้าเปลี่ยนแปลงดินได้งั้นเชียวรึ?" พระราชาทรงถาม

เด็กหนุ่มยิ้มแย้มตอบออกไปว่า

"ขอเดชะ พระองค์ทรงลืมและหรือว่าข้าพเจ้านั้นเป็นคนปลูกต้นไม้"

พระองค์ได้รับฟังดังนั้นถึงกับพอพระทัย ทรงชื่นชมอยู่ภายใน และจึงให้เด็กหนุ่มนั่นกล่าวต่อ เด็กหนุ่มกล่าวต่อไปว่า ย่างเข้าปีที่สามนั้นข้าพเจ้าเริ่มพบว่า แม้ตัวเองและเหล่าคนงานจะมีอาหารกินเพียงพอ แต่ชาวบ้านที่อยู่แถวนี้ยังต้องมาขออาหารจากพวกเราอยู่เสมอ ข้าพเจ้าจึงจัดให้มีการสร้างเรือนเพาะพันธุ์ผลที่ข้าพเจ้านำมา และทำการสอนวิธีการปลูกการดูแลต้นไม้เหล่านั้น ชาวบ้านเหล่านี้เมื่อเห็นว่าข้าพเจ้าเคยปลูก และ ได้เห็นว่ามันสามารถออกดอกออกผลให้กินได้จริง จึงชวนกันมาช่วยกันทำเกษตรตามพื้นที่ต่างๆที่รกร้าง ต้นไม้ที่เคยเบาบางในบริเวณก็เริ่มมากขึ้นให้ร่มให้เงา แม้แต่ข้าพเจ้าเองยังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยว่าพื้นดินแห่งนี้จะสามารถเพาะปลูกต้นไม้ได้งอกงามเร็วปานนี้

เด็กหนุ่มชี้ให้ดูต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีขนาดเท่ากับสองคนโอบว่า ต้นนั้นเขาเองปลูกเมื่อห้าเดือนที่แล้ว แต่เพราะความที่พื้นดินที่นี่ดีมากจึงทำให้ไม้ผลไม่ยืนต้นต่างๆเติบโตรวดเร็วอย่างกับมีเวทย์มนตร์บันดาล นับว่าสถานที่นี้เป็นสรวงสรรค์ที่รกร้างจนถูกหลงลืมโดยแท้ กล่าวเสร็จก้มกายถวายบังคมอีกครา

พระราชรับฟังเรื่องราวจากต้นจนจบถึงกับทอดถอนใจ ในพระทัยนั้นครุ่นคิดอย่างสงบเนิ่นนาน คนหนึ่งคนเมื่อมีอำนาจหากใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องกลับสามารถทำลายบ้านเมืองที่อุดมสมบูรณ์ให้ล่มสลายได้เพียงไม่กี่ปี หากแต่คนหนึ่งคนหากมีความคิดความสามารถอีกทั้งยังมีความกรุณาต่อเพื่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่อยู่รายรอบ กลับสามารถสร้างสรรค์ผืนดินอันรกร้างแห้งแล้ง ให้งดงามอุดมสมบูรณ์ทั้งความสุขและความสงบร่มเย็นได้ถึงเพียงนี้ คนมีอำนาจเมื่อคิดแต่เรื่องตัวเองย่อมสร้างแต่เรื่องเลวร้าย คนไม่มีอำนาจหากแต่เห็นความสำคัญของผู้อื่นเหนือประโยชน์ส่วนย่อมประสบพบเจอแต่สิ่งดีงาม เมื่อคิดดังนั้นแล้วพระองค์จึงมีพระราชดำรัชออกไปว่า

"เรานั้นส่งเจ้าออกนอกกำแพงเมืองมาเพื่อสร้างมหาเจดีย์ แต่เจ้ากลับใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปลูกต้นไม้ มิเพียงปลูกต้นไม้ อีกทั้งยังชุบเลี้ยงประชาชนผู้หิวโหยยากไร้ให้ลืมตาอ้าปากได้อย่างมีความสุข ความสงบร่มเย็นอันมีแต่พอควร ทว่าเจดีย์ที่เจ้าสร้างนั้น แม้จะมีขนาดเล็กไปสักหน่อย แต่ก็สูงโดดเด่นเห็นแต่ไกล อีกทั้งเมื่อเข้ามาชมดูใกล้ เราเองถึงกับตลึงในความงดงาม ในไม่อีกกี่เพลสเราเองจะมีงานใหญ่เรียกเอาเจ้าเมืองรายรอบต่างๆเข้ามาดูชมความงดงามของเจดีย์องค์นี้ นี่นับได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่งดงามที่สุด ซึ่งตลอดชีวิตเรานั้นไม่เคยพบเจอ เจ้านับว่ามิได้มีเพียงความสามารถในการปลูกต้นไม้จริงๆ"

เด็กหนุ่มพนมมือกล่าวต่อพระพักตร์องค์ราชาว่า

"ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพเจ้าหาได้เป็นผู้เสกสร้างมหาเจดีย์อันงดงามนี้.."

"เจ้ามิได้สร้างแล้วเป็นผู้ใดสร้าง" พระราชาเอ่ยถามด้วยความฉงน

"ข้าพเจ้ามีความรู้เพียงปลูกต้นไม้พรวนดินเท่านั้น หากแต่เป็นประชาชนชาวบ้านเหล่านี้ต่างหากที่เป็นผู้สร้างความงดงามความยิ่งใหญ่เหล่านี้"

ในขณะนั้นชาวบ้านหลายหลังคาเรือนได้รับทราบว่าพระราชาทรงเสด็จมายังเจดีย์แห่งนี้ ต่างเดินทางมาเพื่อเข้าเฝ้าอย่างเนืองแน่นไปทั่วพื้นที่ พระราชาทอดพระเนตรเห็นประชาชนที่มาเข้าเฝ้าแล้วพอพระทัยอย่างยิ่ง ทรงมีกระแสพระราชดำรัสออกไปว่า

"หากเจ้ามิได้เป็นผู้ค้นพบความทุกข์ยาก หากเจ้ามีได้ตั้งมั่นที่จะพลิกฟื้นแผ่นดินนี้ ไฉนจึงจะมีประชาชนที่มาในวันนี้ หากไม่มีประชาชนในวันนี้ ไฉนจึงจะสามารถสร้างองค์เจดีย์อันงดงามนี้ได้ หากเจ้ามิได้สร้างแล้วยังมีผู้ใดสร้างได้"


เหล่าพสกนิกรที่มาเข้าเฝ้าต่างรู้สึกซาบซึ่งใจในพระราชดำรัส เด็กหนุ่มผู้ปลูกต้นไม้ก็เช่นเดียวกัน ทั้งหมดต่างพร้อมเพรียงกันถวายพระพรแก่องค์ราชา



"ทรงพระเจริญ.. ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ"


...


เสียงถวายพระพรนั้นแว้วดังมาแต่ไกล เด็กน้อยละวางขนมในมือพร้อมขณะเดียวกันนั้น พนมมือขึ้นเหนือศีรษะ หันไปยังทิศที่ตั้งของพระมหาเจดีย์องค์งามที่ตั้งอยู่บนยอดเขา ชายชราก็กระทำเช่นเดียวกับเด็กน้อย

ทั้งสองต่างเอ่ยคำโดยพร้อมเพรียงว่า


" ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ "


...


2008-08-06 10:26:11/(...)

 


นมัสสา
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย นมัสสา   เมื่อ: 2008-08-06 10:46:08
โอ...เนื้อหาเยอะจริงๆครับ...ขอแปะ..ทักทายไว้ก่อน
เดี๋ยวกลับมาอ่านหลังเลิกงานครับ...^_^
 


ไร้อักษร
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย ไร้อักษร   เมื่อ: 2008-08-06 10:56:39
ให้แนวคิดและปรัชญาที่ลึกซึ้ง
ขอบคุณครับ
 


ต้นข้าว
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย ต้นข้าว   เมื่อ: 2008-08-06 13:13:20
แม้ว่าจะยาว แต่ก็อ่านอย่างมีความสุข

อ่านแล้วนึกถึงโครงการเศรษฐกิจแบบพอเพียงของในหลวงขึ้นมาทันที

ขอบคุณสำหรับนิทานเรื่องนี้ค่ะ
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   38641db2
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)