ผู้เขียน  หัวข้อ: หนังสือ : The Last Lecture
จินนี่

หนังสือ : The Last Lecture
 เมื่อ: 2009-03-03 16:32:15 
หนังสือ : The Last Lecture
แรนดี เพาช์ และ เจฟฟรีย์ ชาสโลว์ : เขียน
วนิษา เรซ : แปล
สำนักพิมพ์อมรินทร์
ราคา 175 บาท


จากงานมหกรรมหนังสือ ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา ‘The Last Lecture’
เป็นหนังสือน่าอ่านเล่มหนึ่ง ซึ่งสะท้อนมุมมองการใช้ชีวิตให้มีคุณค่าในปัจจุบันขณะ
เบิกบาน และรู้สึกขอบคุณทุกห้วงลมหายใจของตนเอง เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า
‘เวลาของเราจะหมดลงเมื่อใด’


ชีวประวัติของศาสตราจารย์แรนดี เพาช์ ประจำด้านคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัย
คาร์เนกีเมลลอน ชีวิตการงานก้าวหน้า ครอบครัวราบรื่น และ มีลูกวัยน่ารัก 3 คน


ทว่าในฤดูร้อนปี 2006 ผมเริ่มมีอาการเจ็บในช่องท้องส่วนบนโดยไม่ทราบสาเหตุ
ต่อมาเริ่มตัวเหลือง และตรวจด้วยซีทีสแกนซึ่งพบว่า เป็นโรคมะเร็งตับอ่อน
เมื่อผมถามคุณหมอว่า “อีกนานแค่ไหน?”

คุณหมอตอบว่า “คุณมีเวลาสามถึงหกเดือนที่จะมีสุขภาพดี”
(ผมแวบนึกถึงหากคุณถามเจ้าหน้าที่ของดิสนีย์ว่า “สวนสนุกปิดเมื่อไร?”
เขาจะตอบว่า “สวนสนุก เปิดถึงสองทุ่มครับ”)

……….

ผมคิดว่า “เราไม่สามารถเปลี่ยนไพ่ที่เราจั่วมาได้ แต่เราจะเล่นไพ่ในมืออย่างไรต่างหาก”

คุณหมอรีสส์ (จิตแพทย์ที่ปรึกษา) แนะนำให้ผม และเจ (ภรรยาของผม) ได้ปรับตัวร่วมกัน
เมื่อมีสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วย

“จงมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน พยายามคิดถึงช่วงเวลาที่มีความสุขด้วยกัน
อย่าปล่อยให้เรื่องเล็กน้อยมาทำให้เราสะดุดล้ม”

เจเลือกเขียนบันทึกระบายความเครียดลงในสมุดของเธอ
และเข้ากลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับญาติผู้ป่วยอื่น


เมื่อศาสตราจารย์แรนดี เพาช์ ในวัย 47 ปีได้รับเชิญไปเป็นผู้ปาฐกถาครั้งสุดท้าย
ในหัวข้อ “ทำความฝันวัยเด็กของคุณให้เป็นจริง”

“หากคุณดำเนินชีวิตอยู่ในครรโลงที่ถูกต้อง กรรมดีจะคุ้มครองคุณเอง
ความฝันจะเดินทางมาถึงคุณ”


คุณจะใช้ชีวิตของคุณอย่างไร :

วิธีทำความเข้าใจ การมองโลกในแง่ดี แรงใจจากคนรอบข้าง เป็นทัศนคติช่วยให้ผมมีชีวิต
ผ่านไปได้ในแต่ละวัน

การฝันให้ยิ่งใหญ่ เอาจริงเอาจัง ทำงานให้หนักขึ้น เพื่อฝึกทักษะ และเข้าใจงานของเรามากขึ้น

การเข้าถึงผู้ร่วมงานอย่างเป็นทางการ จงมองในสิ่งที่เขาทำ อย่าหมกมุ่นกับสิ่งที่คนอื่นคิด
นัดคุยเรื่องงานระหว่างมื้อกลางวัน อาหารช่วยให้บรรยากาศพบกันนุ่มนวลขึ้น


รักษาโรค อย่ารักษาแค่อาการ เช่น ถ้าคุณเครียดเรื่องหนี้สิน ทำไมไม่ลองหางานพิเศษ
ทำในคืนวันอังคารล่ะ แทนการเข้าเรียนโยคะ
สมาธิจะนิ่งได้ ก็ต่อเมื่อคุณได้จัดการแก้ไขที่สาเหตุหลัก



ผมตระหนักว่า เวลาเป็นสิ่งเดียวที่เรามี และวันหน้าอาจพบว่า เรามีเวลาน้อยกว่าที่คิดไว้

เวลาเป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการให้ชัดเจน อย่าเสียเวลากับรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวข้อง
ขอเวลานอกพักผ่อนกับครอบครัว ปิดการตอบรับอีเมล์ หรือ โทรศัพท์

เริ่มวางแผน ด้วยการจดรายการสิ่งที่ต้องทำ เพราะจะช่วยแบ่งชีวิตออกเป็นก้าวเล็กๆ
และเตรียมแผนสำรองฉุกเฉินเสมอ

กระจายงานด้วยการวางใจมอบหมายให้ลูกศิษย์ พัฒนาระบบการจัดเก็บเอกสาร
ด้วยการจัดเก็บตามลำดับตัวอักษร เน้นการทำงานเป็นทีม เพื่อให้เพื่อนร่วมงาน
และลูกศิษย์เดินหน้าทำงานต่อไป แม้ไม่มีผมอยู่แล้ว

เรามีความรู้ใดบ้างที่เราอยากแบ่งปันกับโลก และเราจะทิ้งอะไรไว้เป็นมรดก”



ในวันฮัลโลวีนสุดท้ายของผม :
ผม เจ และลูกสามคนแต่งตัวเป็นตัวการ์ตูน ‘The Incredible’
ผมนำภาพของเราขึ้นเว็บไซต์

และบรรยายใต้ภาพว่า
“เคมีบำบัดไม่มีผลอะไรต่อพลังยอดมนุษย์ของผมเลย”
และผมได้รับอีเมล์ตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มจำนวนมากจากผู้เข้าชมเว็บ


ความศรัทธา :
บาทหลวงแนะนำผมว่า วิธีดีที่สุดที่ผมจะเผชิญวาระสุดท้าย
คือ ถ้าผมใช้เวลากับครอบครัวในตอนที่ผมยังรู้สึกดี
ผมจะมีสันติสุขในช่วงอีกหลายเดือนที่จะมาถึง

“การมองเห็นคุณค่าในชีวิตอย่างลึกซึ้ง
ผมขอบคุณที่โรคนี้ส่งสัญญาณให้ผมรู้ตัวล่วงหน้า
ทำให้ผมมีโอกาสเตรียมครอบครัวให้พร้อม ผมได้มีโอกาสกล่าวคำอำลา
กับบุคคลต่างๆ ที่มีความหมายพิเศษมากสำหรับผม

มีหลายสิ่งที่ผมอยากบอกลูก แต่คงเกินความเข้าใจของเด็กเล็ก เพราะ
ดีแลนอายุหกขวบ, โลแกนอายุสามขวบ และ โคลอี้อายุเพียงสิบแปดเดือน
เมื่อลูกๆ โตขึ้นได้มีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อของพวกเขา ด้วยเวลาอันจำกัดที่ผมมี
ผมคิดว่าจะกระชับสัมพันธ์กับลูกให้แนบแน่นด้วยการถ่ายบันทึกวีดีโอไว้ด้วย
เพื่อให้ลูกๆ ได้เห็นช่วงเวลาบันทึกความรัก และความทรงจำของครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมีการบันทึกการปาฐกถาครั้งสุดท้าย และหนังสือเล่มนี้
ในฐานะอาจารย์และเป็นพ่อ ผมมองว่า “หน้าที่ของพ่อแม่ คือ
การสนับสนุนให้ลูกพัฒนาความสุขในชีวิต รวมทั้งหวังว่า
ลูกจะค้นหาหนทางของตัวเองด้วยความกระตือรือร้น
และมุ่งมั่นในการเติมเต็มชีวิต


ท้ายนี้ “การบรรยายนี้ เพื่อลูก ๆ ของผม”
ผมคลิกไปที่สไลด์แผ่นสุดท้าย เป็นภาพผมยืนยิ้มอยู่หน้าบ้าน
ผมอุ้มโลแกนลุกชายคนกลางไว้ในแขนขวา
และโคลอี้ลูกสาวคนเล็กอยู่ในแขนซ้าย
ส่วนดีแลนลูกชายคนโตนั่งอยู่บนบ่าของผม

เราต้องเลือกว่า
จะเป็น ‘ทิกเกอร์ผู้รักความสนุกสนาน’ หรือ ‘อียอร์ผู้แบกความเศร้าตรมตลอดเวลา’


หมายเหตุ :
เจฟฟรีย์ ชาสโลล์ เป็นคอลัมนิสต์ให้วอลล์สตรีทเจอรัล
เ ขาได้ร่วมฟังปาฐกถาครั้งสุดท้าย และเขียนเรื่องราวที่ส่งผลให้คนทั้งโลก
ให้ความสนใจปาฐกถาของศาสตราจารย์ แรนดี เพาช์ เพิ่มมากขึ้น


* * * * *

บทส่งท้าย :

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ นึกถึงบทภาพยนตร์สองเรื่องซึ่งเชื่อมโยงการใช้ชีวิตที่เหลือ
อย่างมีคุณค่า แม้จะต้องเผชิญกับจุดพลิกผันในชีวิตก็ตาม

ภาพยนตร์ : A Beautiful Mind นำแสดงโดย รัสเซล โครส
ชีวประวัติของศาสตราจารย์ จอห์น แนช อัจฉริยะทางคณิตศาสตร์
ผู้มุ่งมั่นคิดค้นทฎษฎีใหม่ๆ เป็นคนแรก ซึ่งแนชกล่าวว่า
การเข้าเรียน ท่องตำรา ปิดกลั้นความคิดสร้างสรรค์งาน

การใช้มโนภาพเพ่งหาคำตอบ อาจเป็นทั้งด้านบวก :
ฉากในบาร์ เพื่อนๆ เชียร์ให้แนชเข้าไปจีบสาวสวยผมบลอนด์สะดุดตา
เดินเข้ามาในบาร์พร้อมกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง

ขณะแนชกำลังนั่งจดงาน เงยหน้าและสบตาสาวสวยผู้นั้น
แนชอธิบายภาพจินตนาการของเขาให้เพื่อนฟังว่า
“หากพวกเราในกลุ่มห้าคนรุมจีบสาวสวยคนเดียว ก็จะขัดขากันเอง
ทว่า...หากเราแยกกันไปจีบเพื่อนผู้หญิงในกลุ่มของเธอ
สาวสวยผมบลอนด์มิต้องเชิดใส่พวกเราอีก
เราควรทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตนเอง และส่วนรวมในกลุ่ม”

แนชแวบนึกถึง ทฤษฏีแนวใหม่ ‘ความสมดุลระบบ’
ตีแสกหน้าหลักการเดิมของบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ : อดัม สมิธ
ซึ่งส่งผลให้กับชีวิตของแนชได้ตำแหน่งวิจัย และสอนที่ MIT

แนชได้พบกับอลิเซีย เป็นนักศึกษาวิชาฟิสิกซ์ เข้าเรียนวิชาที่แนชสอน
อลิเซียทำให้แนชเข้าใจ นิยามความรัก มิใช่เรื่องตรรกะ หรือ เหตุผล
รวมทั้งงานคณิตศาสตร์เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งในชีวิตเท่านั้น
แนชแต่งงานกันกับอลิเชีย โดยมิอาจเปิดเผยโครงการ ลับในการถอดรหัสของฝ่ายศัตรู

ทว่าการใช้มโนภาพเกินไป ส่งผลด้านลบให้แนช แยกแยะไม่ออกระหว่าง
ภาพหลอน หรือ ภาพจริง

การหวาดผวา บุคลิกแปลกแยก พูดบ่นคนเดียว เพราะเขาเห็นภาพหลอนเป็นหัวหน้าทหาร
มาบงการความคิดให้แนชเป็นสายลับต่อไป

หรืออีกฉาก :
ขณะแนชวิ่งไปปิดบานหน้าต่าง เกรงลมฝนพัดโชยเข้าบ้าน
แนชตะโกนบอกเพื่อนสนิทร่วมห้อง (ภาพหลอน)
ช่วยดูแลลูกชายวัยทารกที่แนชวางนอนแช่ในอ่างอาบน้ำ ตามลำพัง
ตัดภาพมาที่อลิเชียเก็บผ้าอยู่ข้างล่าง เอ๊ะใจ...วิ่งขึ้นบันได
รีบอุ้มลูกชายขึ้นมาจากอ่างน้ำได้ทันเวลา


อลิเซียต้องเจ็บปวดกับสภาพการเข้ารักษา เพื่อบำบัดอาการจิตเสื่อมของแนช
"เธอเชื่อในพลังความรัก และกำลังใจ นำปาฎิหาริย์ให้แนช ตื่นจากฝันร้าย"
ซึ่งจิตแพทย์แนะนำให้แนช ย้ายครอบครัวกลับไปมหาวิทยาลัย Printon
เพื่อมีภารกิจทำในแต่ละวัน และ พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานในบรรยากาศเดิมๆ
เพื่อดึงสติกลับมาใช้ชีวิตอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง

แนช คงมุ่งมั่นทำงานหนักคิดค้นงานทฤษฏีต่อไปในห้องสมุด
เมื่อนักศึกษาเริ่มมาปรึกษางานกับแนช ซึ่งแนชได้แรงบันดาลใจ
สนุกกับการถ่ายทอดความรู้ของตนเองให้กับนักศึกษา และได้บรรจุ
กลับเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาในชั้นเรียน 50 คน

ศาสตราจารย์ จอห์น แนชได้ รับรางวัลโนเบล ปี 1994
ในเรื่องทฤษฎีความสมดุลระบบ เป็นรากฐานของเศรษฐศาสตร์แผนใหม่


* * * * *

ภาพยนตร์ : “The Bucket List”

“หากถามว่า ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เป็นเช่นไร?”


“สำหรับผมพบว่า สามเดือนที่ผ่านมา คาร์เตอร์และผมได้เห็นโลกด้วยกัน
เป็นช่วงเดือนสุดท้ายของเขาที่ช่วยให้ผมตระหนักรู้
เราได้ค้นพบเวลาที่มีค่าเปี่ยมด้วยมิตรภาพ และความสุขด้วยกัน

และเมื่อถึงวันนั้นมาถึง ผมมั่นใจว่าผมมีความสุขกับที่พักผ่อน
โดยผมเพียงหลับตาอย่างสงบ ด้วยใจส่องสว่าง แค่นั้นเอง”

นำแสดงโดย แจ็ค นิคโคลสัน เป็น เอ็ดเวิร์ดเศรษฐีอารมณ์ร้อนเจ้าของโรงพยาบาล
ผู้ตั้งกฎว่า ห้องพักละสองเตียง ไม่มีข้อยกเว้น

แต่เหตุการณ์พลิกผัน เอ็ดเวิร์ดไอเป็นเลือด จนต้องหามส่งเข้าพักโรงพยาบาล
ซึ่งตั้งกฎห้องพักไว้เอง ต้องมานอนพักรักษาตัวร่วมห้องกับ คาร์เตอร์ช่างซ่อมรถ
นำแสดงโดย มอร์แกน ฟรีแมน ผู้ได้รับผลการตรวจว่า เป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย
มีเวลาสามถึงหกเดือน ไม่เกินหนึ่งปี

เมื่อทั้งคู่ตกอยู่ในสภาวะไม่ต่างกัน กลายเป็นเพื่อนคู่หู เขียนรายการอยากทำในชีวิต
และออกท่องเที่ยวใช้ชีวิตสนุกสนานด้วยกัน


หากสวรรค์ ตั้งคำถามสองข้อ :

“ข้อแรก คุณมีความสุขในชีวิตไหม?”

“ข้อสอง แล้วชีวิตคุณทำให้ผู้อื่นมีความสุขไหม?”


การพูดแก้ปมอดีตในใจกับครอบครัว การยอมรับ และเข้าใจกัน
คือ การให้ความสำคัญของการใช้ชีวิตอยู่พร้อมหน้ากัน

..........

“Don’t just count your years, make your years count”

‘by Emest Meyers’


............


เมื่อมองย้อนมาตามวิถีชาวพุทธ การตั้งคำถามตัวเองว่า หากเหลือเวลาอีก...วัน
เป็นวิธีเจริญมรณสติ เพื่อให้เราเห็นว่า :
‘เราเกิดมาเพื่ออะไร ตั้งปณิธานจะทำประโยชน์แก่ตน ผู้อื่น และสังคมอย่างไร’



โดย จินนี่
03.03.09

2009-03-03 16:32:15/จินนี่

 


กีรติ
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2009-03-03 16:51:31
หนูทั้งอ่านและดูทั้งสองเรื่องนี้
ได้ความคิดมากๆ หนูชอบจัง
 


(...)
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย (...)   เมื่อ: 2009-03-03 17:23:04
โอ่ ยาวมากก แปะไว้ก่อน พรุ่งแวะมาอ่าน
 


(...)
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย (...)   เมื่อ: 2009-03-03 17:26:03



ปกนี้รึเปล่าหว่า?
 


จินนี่
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-03-03 17:30:49
อืม..ช่ายเจ้าค่ะ ขอบใจคุณสามจ้า

แค่พิมพ์เล่าหนังสือ แถมหนังอีกสองเรื่อง
จัดหน้าบรรทัดจากโปรแกรม Word มาลงหน้ากระทู้
เริ่มมึนแย้ว

จึงมิได้ลงภาพปกหนังสือประกอบ :)


น้องอ้อยใจ
ขอบใจที่แวะมาทักทายกัลล์ แอนด์เจอคอแนวดราม่าเหมียนกัลล์ :)
 


ต้นข้าว
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย ต้นข้าว   เมื่อ: 2009-03-03 20:27:28
สวัสดีค่ะพี่จินนี่

เต็มอิ่มเลยค่ะ หนังสือหนึ่งเล่มบวกหนังอีกสองเรื่อง

ต้นข้าวยังไม่ได้อ่านหนังสือ และยังไม่ได้ดูหนังทั้งสองเรื่อง แต่ดูเหมือนว่าเรื่องอ่านหนังสือจะเป็นไปได้มากกว่า

หน้าปกสวยดีนะคะ
 


UgLy PriNceSS
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย UgLy PriNceSS   เมื่อ: 2009-03-03 21:41:10
พี่จินนี่ ^ ^



เบิ่งแล้วสองเรื่องค่ะ เรื่อง A beautiful mind @ Forrest gump ดูในโรง ส่วนเรื่อง The Bucket เช่ามาจากแถวบ้านค่ะ เหมือนจะเลือนไปแล้วล่ะนะ พอพี่มาย้ำทำให้จำได้ว่า...หนังดี่ค่ะ



เราว่าป่วยใจ ( จากพันธุกรรม , เคมีในสมอง หรือ สภาพแวดล้อมที่กดดัน ) หรือ ป่วยกายก็ตาม ทั้งสองอย่างล้วนหนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน อย่างถ้าป่วยทางจิตใจ ก็อยากให้คนใกล้ชิด ครอบครัว หรือ ใครก็ได้ที่ผู้ป่วยไว้ใจ พาไปบำบัดรักษาให้อาการทุเลาดีขึ้นค่ะ


การใช้ชีวิตแบบหลอนๆ แยกแยะไม่ได้อะไรชีวิตจริง อะไรความฝัน สนุกก็เกินเหนี่ยวรั้ง เศร้านิดเดียวก็หดหู่จมดิ่ง ถ้าคนที่แวดล้อมคนป่วยอยู่เป็นคนดี...ก็ดีไป....แต่ถ้าตรงข้ามล่ะ...ระเริงชีวิตแบบเต็มสปีด ไม่มีผิด ไม่มีถูก...อันตรายนะคะพี่จินนี่ ^ ^"



การที่ยังหายใจอยู่นี่...สำคัญจริงด้วยนะคะ คือไม่ถึงกับเกร็งหรอกค่ะ แต่ก็เกรงอะไรบ้าง...ก็ยั้งตัวเองดีนะคะ ^ ^
 


จินนี่
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-03-04 10:42:12
สวัสดีวันพุธจ้า


ต้นข้าวจ๊ะ

ขอบใจที่แวะมาทักทายกันเสมอจ้ะ

แนะนำหนังสือ The Last Lecture เปี่ยมด้วยข้อคิด ซึ่งอ่านเข้าใจง่าย
โดยแบ่งแต่ละบท แยกเป็นหัวข้อย่อย เพราะศาสตราจารย์ แรนดี เพาช์
เป็นนักสู้ชีวิตมีพลังความคิดบวก เรียนรู้ และเตรียมรับมือเสมอ

หลังจากการปาฐกถาครั้งสุดท้าย ผ่านมานานหลายเดือน แรนดี เพาช์จากไป
ด้วยวัย 47 ปี เมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม 2551


ทว่าผู้ชมการบันทึกวีดีโอการปาฐกถาผ่านรายการ โอ ปราห์ กล่าวถึง
ความสำคัญของทัศนคติ การใช้ชีวิตในทุกขณะอย่างเต็มที่
ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ชมมากมายนับล้านทั่วโลก
ให้ย้อนมามองคุณค่าของชีวิตเราสามารถเลือกใช้ในทิศทางใด


ชมภาพและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

www.thelastlecture.com



หญิงจ๊ะ
ขอบใจที่แลกเปลี่ยนมุมมองกันจ้า

หลังจากชมภาพยนตร์ ส่วนใหญ่พี่จะเขียนบันทึกข้อคิดสะกิดใจ
ไม่ว่าจะเป็นบทพูด ฉากประกอบ หรือ สัญลักษณ์ที่แทรกไว้
จึงยกตัวอย่างสองภาพยนตร์ซึ่งยังคงประทับใจกับวิธีนำเสนอ

A Beautiful Mind : กำลังใจที่จะดำเนินชีวิต และบำบัดอาการทางจิต
เพื่อกับมาอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงให้ได้

ส่วน The Bucket List : กำลังใจของผู้ป่วย (ทางกาย)
การฉุกคิดว่า มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ แล้วรู้สึกเสียดายเวลา
จึงเป็นที่มาของการเขียนรายการสิ่งที่อยากทำในชีวิต

รวมทั้งสภาวะจิตใจของญาติสนิทคนไข้ การเตรียมใจ
หรือแม้แต่การแสดงออกความหวังดี ด้วยถ้อยคำบวกแทน


สุขภาพกายแข็งแรง และใจสบาย คงต้องดูแลควบคู่กันไป
ทั้งตัวเราเอง และสมาชิกในครอบครัวเนาะ :)


ด้วยมิตรภาพจ้า
พี่จินนี่เอง


 


UgLy PriNceSS
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย UgLy PriNceSS   เมื่อ: 2009-03-04 12:59:50
พี่จินนี่ ^ ^


ดูหนังละเอียดดีแท้ค่ะ เราเหรอถ้าไม่ปลื้มจริงๆ ออกมาจากโรงไม่กี่วันก็ลืมค่ะ ( แต่ส่วนใหญ่พอจำได้นะ ก็เลือกแล้วนี่นา...ก่อนเสียตังค์ซื้อตั๋ว ) ^ ^


ตามจริงเราคิดเรื่องที่คุยกับพี่ในหัวข้อนี้ มาสักปีกว่าได้แล้วค่ะ คิดนะคะแต่ไม่เคยแสดงออกด้วยการลงมือเขียนสักครั้ง พอดีเห็นพี่วิเคราะห์หนังแล้วเรื่องราวโยงกัน เลยอยากแชร์ความคิดค่ะ.....ปีกว่าแล้วแต่เพิ่งแสดงออกว่าคิดอยู่...เราว่าเป็นการคิดก่อนกระทำมากๆเลยนะคะ ไม่ได้เขียนด้วยอารมณ์สะใจ หรือ เขียนเอามันส์แต่อย่างใด เพียงแต่ปกติก็เขียนตรงกับที่คิด แต่ก็ระวังเรื่องการเสียดสี ล้อเลียน เขียนเพราะแค่อยากอธิบายความคิดค่ะ ^ ^ ( แต่รู้ว่าพี่เข้าใจนะคะ )



เวลาเราไม่สบายก็ไปหาหมอ กินยา แล้วก็ค่อยๆดีขึ้น...บางทีก็แค่นั้นเองค่ะพี่ ...ความเจ็บป่วยน่ะเรื่องธรรมดาแท้ๆนะคะ ^ ^

 


จินนี่
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-03-04 15:02:57
หญิงจ๊ะ

ขอบใจที่หญิงแวะมาอธิบายความคิดเห็นอีกครา
อืมม์...พี่เข้าใจ แอนด์ เข้าถึงนะต๊ะเอง


อย่าได้กังวลใจ พี่ยินดีรับฟังทุกความเห็นจากสหายเสมอ
การนำเสนอความคิดเห็นตรงไปตรงมาเช่นนี้
ถือว่า แลกเปลี่ยนมุมมองกันเน้อ :)


ด้วยรอยยิ้มจ้า
พี่จินนี่เอง

 


หัวใจสีส้ม
ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-03-04 16:01:12
เข้ามาแล้ววววววววว

สวัสดีค่ะ พี่จินนี่สุดน่ารัก+ใจดี

วันนี้เข้ามาหาหนังสืออ่าน แอนด์ได้ดูหนังตัวอย่างตั้งเยอะ

คืนนี้คงฝันดี เพราะไม่ต้องเสียกะตังค์ไปซื้อ และไปหาเช่า 555++

พี่จินนี่คะ วันหลังขอหนังแนวเด็กๆบ้างนะคะ
แบบว่า หนูยังอายุไม่ถึง 20 ขอแนวเด็กๆก็พอ (ว่าปายยยยยยยยย)

555++
 


จินนี่
ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-03-04 17:13:30
สวัสดีจ้า อิง

ยินดีที่เข้ามาทักทายกัน

อ่านได้อ่านฟรี บ่เป็นหยั๋ง ถือว่าเล่าสู่กันฟังเน้อ
ส่วนที่อิงขอเรื่องต่อไป แนวแอนนิเมชั่นสำหรับเด็กๆ เช่น
Winnie the Pooh, Lion King, Finding Nemo,
Incredible, Toy Story หรือ Shrek
ที่กล่าวมาหนังของลูกชายพี่เอง... เรื่องไหนดีจ๊ะ?


ป.ล. โอ๊ะโอ...อิงอายุไม่ถึง 20 เหรอ!
วานแนบรูปถ่ายต๊ะเองยืนยันกันหน่อยดิ กิ๊วๆ :)

 


หนุ่มช่างสงสัย
ความเห็นที่ 12

 
  ตอบโดย หนุ่มช่างสงสัย   เมื่อ: 2009-03-04 19:06:54
สวัสดีครับพี่จินนี่

โอย...อ่านจนตาลาย...ลืมงานที่ค้างกองอยู่หมดเลย

หนังเรื่องแรกดูแล้วครับ ชอบด้วย แต่ “The Bucket List”

ยังมะได้ดู...อยากดูอ่ะ
 


จินนี่
ความเห็นที่ 13

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-03-05 09:00:17
สวัสดียามเช้าจ้า หนุ่ม

คราใดว่าง ค่อยๆ อ่านแต่ละบทก็ได้เน้อ :)
ส่วนเรื่องหนังที่แนะนำ หาเช่าได้ตามร้านใกล้บ้านหนุ่มนะจ๊ะ


ขอบใจที่เข้ามาทักทายกันจ้า
พี่จินนี่เอง

 


หัวใจสีส้ม
ความเห็นที่ 14

 
  ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-03-05 11:53:32
แหม....พี่จินนี่อ่ะ ^^"

เล่นมุขนี้ หนูแย่เลยพี่ !!

นี่ๆๆๆ เอารูปมาโชว์

จะได้ยืนยันว่ายังไม่ ยี่สิบ

โฮะๆๆๆๆ
 


หัวใจสีส้ม
ความเห็นที่ 15

 
  ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-03-05 11:55:42
อ่ะๆๆๆ


จะได้เข้ากับ วินนี่เดอะพูล 555+++
 


หัวใจสีส้ม
ความเห็นที่ 16

 
  ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-03-05 11:56:25


อ่ะๆๆๆ


จะได้เข้ากับ วินนี่เดอะพูล 555+++
 


แก็บ
ความเห็นที่ 17

 
  ตอบโดย แก็บ   เมื่อ: 2009-03-05 15:57:23
ดีครับพี่จินนี่ ผมอาจจะเข้ามาอ่านช้าไปหน่อย แต่ความรู้สึกหนังที่พี่แนะนำมายังเหมือนเดิมเพราะผมดูที่ไรได้อะไรกับหนังเยอะมากครับโดยเฉพาะ A beautiful mind โดยเฉพาะตอนเขาไปรับรางวัลโนเบล แล้วปาฐกถา หัวใจผมพองโตมากครับในช่วงเวลานั้น
โอ้ยมีความสุข
 


จินนี่
ความเห็นที่ 18

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-03-05 16:11:31
สวัสดียามบ่ายจ้า

โอ้!...นั่น เด็กหญิงอิง...ตามหาพูห์เหรอจ๊ะ
ภาพประกอบเนียนเชียวนะต๊ะเอง :)


แก็บจ๊ะ
ด้วยความยินดีจ้า

บางครั้ง...นอกจากได้รับความเพลินเพลินแล้ว
เราได้ข้อคิด และแรงบันดาลใจจากหนังสือ และภาพยนตร์
ซึ่งช่วยให้หัวใจเราพองโต มีกำลังใจที่จะก้าวต่อไปเนาะ


ด้วยรอยยิ้มจ้า
พี่จินนี่เอง
 


น็อต
ความเห็นที่ 19

 
  ตอบโดย น็อต   เมื่อ: 2009-03-08 11:04:40
มาทีหลัง แต่คุ้มค่าจริงๆๆครับพี่จินนี่
เขียนมาเล่าอีกนะครับชอบๆมาก

ได้แนวคิด ได้แง่คิด
ขอบคุณมากๆๆครับพี่จินนี่
อรุณสวัสดิ์ พระอาทิตย์ 30 องศา แล้ว ^_^
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   dfca2be
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)