ผู้เขียน  หัวข้อ: เรื่องสั้น...เสียงสะท้าน
ชัยชาติ

เรื่องสั้น...เสียงสะท้าน
 เมื่อ: 2009-03-07 15:07:35 



ดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ไปเสียแล้ว กับการปรากฏตัวของผมพร้อมเสียงหัวเราะ ดังขึ้นแล้วเงียบหาย ไม่นานเมื่อใครสักคนยกเรื่องนี้มาพูดอีก เสียงหัวเราะก็หวนกลับ วนเวียนไปไม่รู้จบ

คงไม่มีทางหลีกหนีไปได้พ้น ผมได้แต่สะกดกั้นอารมณ์ ปฏิบัติหน้าที่เหมือนเช่นปกติ พูดคุยกับเพื่อนๆอย่างไม่สนิทใจ อยู่กับตัวเองมากขึ้น และทันทีที่เสียงผู้กองดัง นั่นถึงจะได้เวลาที่จะขยับกาย กระชับอาวุธในมือ ก้าวไปตามหลุมระเบิด เหยียบย่ำผืนทรายสีดำละเอียด บุกตะลุยตามเศษมะพร้าวที่กระสุนปืนใหญ่เด็ด ร่วงกระจายมาจากยอด
พร้อมกับเสียงกระสุนที่ดังหวีดหวิว ปืนเล็กยาวประจำกายแต่ละคนระเบิดกระสุนเข้าใส่ดังสนั่น ทหารญี่ปุ่นวิ่งพล่านไปตามซอกหิน และอุโมงค์ซึ่งพรางตาไว้อย่างดี ขุดพรุนไปทั่วทั้งเกาะ

ยอดเขาซูริบาชิคงยืนตระหง่าน นับจากวันแรกที่ขบวนรถสะเทินน้ำสะเทินบก ยกกำลังนาวิกโยธินสหรัฐบุกขึ้นชายหาด สนับสนุนด้วยการโจมตีอย่างหนักหน่วง ยอดเขาก็ยังยืนหยัดแน่นิ่งไม่ไหวหวั่น และเพียงห้าวันหลังจากนั้น ธงชาติสหรัฐก็ขึ้นไปโบกสะบัดอยู่บนยอด สัญลักษณ์แสดงถึงชัยชนะ ทั้งๆที่การรบยังคงดำเนินต่อไป ยังมีทหารเสียชีวิตไม่เว้นแต่ละวัน

วันแรกของผมบนเกาะอิโวจิมา เริ่มต้นขึ้นด้วยความฮึกเหิมบวกรวมความเกลียดชังที่ปะทุอยู่ภายในมาช้านาน จะได้รับการปลดปล่อย ความตายจะเป็นของขวัญให้แก่ข้าศึกของพวกเรา

เราปะทะกับข้าศึกบริเวณตีนเขา ทหารญี่ปุ่นกราดยิงจากในบังเกอร์ปกคลุมด้วยกิ่งไม้ และทางมะพร้าวอำพรางมิดชิด ยิงกดหัวเราตรึงไว้ในระยะกว่าร้อยเมตร หน่วงให้อยู่กับที่ไม่สามารถรุกคืบไปได้

อาวุธปืนแผดสนั่นประสานเสียง สะเก็ดระเบิดขุดเศษทรายฟุ้งกระจาย ผู้กองสั่งการมอบหมายหน้าที่ให้ผมเคลื่อนที่ไปยังด้านหลัง โอบออกทางมุมอับของบังเกอร์ปืนกล กระหน่ำด้วยอาวุธที่มี

ผมจำวินาทีแรกได้ขึ้นใจ สภาพการณ์รอบๆคอยเตือนว่านี่ไม่ใช่การซ้อม มันคือของจริง หลังจากหอบตัวเองขึ้นจากพื้น วิ่งสุดชีวิตฝ่าวิถีกระสุนปลิวว่อนรอบกาย ใจเต้นระทึก นับถอยหลังเป็นระยะทาง จากห้าสิบเมตร ยี่สิบเมตร สิบเมตร แล้วกระโจนเข้าใส่พร้อมประทับอาวุธยิงเข้าช่องประตูด้านหลังบังเกอร์ทันที

เด่นชัดทั้งความรู้สึกภายในและภายนอกของตนเอง เริ่มจากลมหายใจถูกสะกดกลั้น เสียงอื้ออึงที่กลบเสียงปืนเกรียวกราวรอบๆ ภาพตรงหน้าทำให้จิตสำนึกล่องลอยไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนจมอยู่ในจุดต่ำสุดของนรกภูมิ จวบจนลมหายใจเริ่มต้นทำงานอีกครั้ง ถึงได้รู้สึกตัว

ภาพตรงหน้า ณ วันนั้นทำให้ทุกครั้งที่หลับตาภาพจะเข้ามาวนเวียนให้เห็นซ้ำไปซ้ำมา ก้มลงมองดูอาวุธในมือ ความขยะแขยงขึ้นมาจับจิต อย่าขว้างทิ้งให้ไกลๆ สิ่งทรงอานุภาพ อัปลักษณ์หาที่เปรียบมิได้ เท่าที่มนุษย์จะคิดค้นเพื่อ นำมาประหัตประหารกัน
ทหารญี่ปุ่นขุดเจาะภูเขาซูริบาชิติดตั้งปืนกลและปืนใหญ่ ระดมยิงจากบนนั้นครอบคลุมทั่วทั้งแนวหาด เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทางเราจำเป็นจะต้องกวาดล้างทำลายอย่างเร่งด่วน ผู้บัญชาการสั่งระดมกำลังเต็มที่แต่จำนวนที่เยอะกว่าก็ไม่ใช่สิ่งบ่งบอกความได้เปรียบ การเข้าตียากลำบาก สภาพแวดล้อมเป็นเนินชัน กระสุนยิงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เก็บเป้าหมายเบื้องล่างได้อย่างเด็ดขาด

ปืนใหญ่จากเรือรบนอกเกาะยิงเข้าสนับสนุน เครื่องบินรบทิ้งระเบิดเข้าใส่ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นทั้งขุนเขา พื้นดินแตก ภูผาสั่นไหวคล้ายจะพังทลาย แต่ทหารญี่ปุ่นไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย ยืนหยัดตามคำสั่งปกป้องภูเขาซูริบาชิจนตัวตาย

อีกครั้งที่ผู้กองสั่งให้ผมทำหน้าที่เดิม ปืนกลของญี่ปุ่นตั้งอยู่ใต้ซอกหิน ยื่นปลายกระบอกดำมะเมื่อมออกมากราดยิงบรรดาทหารที่เคลื่อนขึ้นสู่ยอด ผมขยับกายลุกขึ้น ระเบิดตกลงที่ด้านข้าง แรงอัดกระแทกร่างล่วงหล่นลงทางชัน ไปฟุบนิ่งอยู่ในหลุมลึก ประสาทสัมผัสเคลื่อนช้า เปิดเปลือกตาอย่างยากลำบาก หูอื้อไปชั่วขณะ

ได้ยินเสียงผู้กองดังมาแว่วๆ รู้สึกถึงอะไรบางอย่างดึงที่ขากางเกง ผมก้มลงไปมอง สายตาปรับสภาพ แล้วก็ได้แต่นิ่งตะลึงคิดว่าฝันไป

เด็กญี่ปุ่นคนหนึ่งคลานออกมาจากเศษซากที่ถูกปกคลุมไปด้วย กองใบไม้ ปกคลุมแทบมองไม่เห็น อายุน่าจะราวๆ เจ็ดถึงแปดขวบใบหน้าเปรอะเปื้อน เป็นรอยดำคล้ำบนผิวสีขาวซีด ดวงตากลอมโตสอดประสานดวงตาหยาบกร้าน

เสียงผู้กองแผดก้อง หูได้ยินสรรพสำเนียงตามปกติ ผมก้มลงหาร่างเด็กคนนั้นตะโกนแข่งกับเสียงปืนพร้อมทำไม้ทำมือให้เข้าใจในความหมาย

“รออยู่ที่นี่อย่าไปไหน”

แล้วกระโจนพรวดขึ้นจากหลุม กลับมาหาผู้กองและลูกหมู่ซึ่งหลบอยู่ตามเศษซากหลุมระเบิดใช้เป็นที่กำบัง

“ไอ้เวรเอ๊ย! เราเสียเวลามามากแล้ว ข้าต้องการให้แกเข้าไปยิงมันตรงๆ เราจะยิงคุ้มกันให้”

ผู้กองสั่งการทันที ผมตะโกนบอกสวนไป

“ผุ้กองมีเด็กอยู่ในหลุมข้างล่าง!”

ผู้กองมีสีหน้างุนงงจนถึงขั้นประหลาดใจ ทุกคนต่างเงียบแล้วไม่นานก็แผดเสียงหัวเราะขึ้น

“ไม่มีเด็กบ้าคนไหน อยู่ที่นี่หรอกเจ้างั่ง”

อีกครั้งที่ผมต้องทำหน้าที่ เสียงปืนเงียบหาย เสียงหัวเราะเริ่มขึ้นจากวันนั้น ไม่มีใครเชื่อว่าผมเห็นเด็กคนนั้นจริงๆ ผมพาทุกคนกลับไปยังหลุมแต่กลับพบกับความว่างเปล่า ทุกคนต่างบอกว่าชาวบ้าน ผู้หญิงและเด็กๆที่นี่ถูกอพยพออกจากเกาะไปจนหมดแล้ว

ผมได้แต่นิ่งงันนึกถึงภาพใบหน้าสกปรกไร้เดียงสา โดยมีเสียงหัวเราะดังแว่วมาเป็นระยะ

เรายึดภูเขาซูริบาชิได้ในอีกหลายวันต่อมา

หลายคนดีใจเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ที่สามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงวันนี้ ความตายดูเป็นเรื่องง่ายดาย การมีชีวิตรอดดูเป็นเรื่องสี่ยง แต่สำหรับผมรู้สึกราวกับว่าเพิ่งได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ชีวิตใหม่ในฐานะตัวตลก เสียงหัวเราะกลายเป็นเสียงเย้ยหยันลุกลามกลายเป็นคำสำทับ เหมือนกับว่าผมไม่เคยทำอะไรถูกเลยสักอย่าง บางครั้งก็กลายเป็นที่ระบายอารมณ์ถูกแกล้งครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งหมดเพียงเพราะเหตุการณ์จากวันนั้น

ทุกคนสรุปว่าผมขี้ขลาดจนต้องกุเรื่องขึ้นมา เพื่อให้ตัวเองได้มุดหัวอยู่หลังที่กำบัง

ผมไม่ได้โต้แย้งอื่นใด นอกจากบอกกับตัวเองเงียบๆว่าผมไม่ได้ขี้ขลาด ไม่ได้ตาขาวอย่างที่พวกนั้นว่า อาจจะรู้สึกไม่ดีอย่างเดียวก็มาจากไอ้อาวุธบ้าที่ถืออยู่นี้ ภาพในวันนั้นยังคงฟังอยู่ในส่วนลึก ผมไม่อยากจะต้องใช้มันอีกแล้ว

กลัวว่าวันหนึ่งเหยื่อของอาวุธชนิดนี้จะ เป็นเด็กน้อยคนนั้น

ทหารญี่ปุ่นส่วนที่เหลือแตกระส่ำหลบหนีเข้าไปตั้งรับยังที่ราบสูงโมโตยาม่า ซ่อนตัวตามทุ่งหญ้าสูงท่วมหัว การยิงปะทะดังระงมเหมือนเช่นทุกวัน

เราเข้ากวาดล้างตามชายทุ่ง มั่นใจได้เลยว่าบนผืนหญ้ากว้างไกลนี้จะต้องมีทหารญี่ปุ่นซุกซ่อนอยู่ ไม่นานกระสุนก็ถูกส่งออกมาทักทาย ทหารหลายนายล้มลงอย่างไม่ทันตั้งตัว ผู้กองสั่งให้ผมยิงอีกครั้ง โดยมีทหารจากอีกหมวดมาสนับสนุน ทหารนายนี้ใช้อาวุธชนิดเดียวกับผม ท่าทางมุ่งมั่น ไร้อาการหวั่นวิตก ผู้กองเรียกย้ำให้ผมออกไปช่วยยิง

ผมขยับกายก่อนร่างจะเงยพ้นต้นหญ้าสูง ก็รู้สึกว่าถูกอะไรบางอย่างดึงรั้งให้ก้มลง หันกลับไป ความประหลาดใจเข้ามาเยือนอย่างไม่ทันตั้งตัวอีกครั้ง

เด็กน้อยคนนั้นหมอบอยู่ที่โคนขา เกาะกุมขากางเกงผมไว้มั่น ไม่รู้ว่าออกมาจากมุมใดของทุ่งหญ้ารอบๆ ร่างนั้นหมอบนิ่งกับพื้นเช่นเดียวกับผม แววตาจ้องมองไปตรงหน้า ผมมองตาม

ทหารคนนั้นหันหน้าเข้าหาทุ่งหญ้าฝั่งที่ศัตรูซุกซ่อนตัวอยู่ ไม่รู้ว่าในนาทีนี้เขาจะต้องกลั้น ลมหายใจเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผมทำหรือเปล่า แต่ดูเขาไร้ซึ่งความลังเลใดๆ ก้าวขยับ ถืออาวุธด้วยสองมือระดับเอว เปลวไฟจุดติดที่ปลายไม่นานร่างนั้นก็สะท้าน ด้วยแรงส่งของเชื้อเพลิงที่พลุ่งพล่านไปเป็นสายออกจากปากกระบอก เข้าใส่ทุ่งหญ้าเบื้องหน้า
สายเพลิงยืดยาวเหมือนน้ำที่ฉีดจากท่อดับเพลิง ลุกโหมรวดเร็ว สว่างแดงเดือดเหมือนสีเลือด ประกอบกับลุกติดบนเชื้อเพลิงเป็นอย่างดี เป็นผลให้แผ่ขยายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วไร้ทางควบคุม

ทันใดนั้นร่างก็ทรุดฮวบ กระสุนเจาะเข้าที่ต้นขา อย่างไม่ทันตั้งตัวกระสุนอีกนัดก็เจาะเข้าถังเชื้อเพลิงสะพายหลัง ระเบิดเป็นลูกไฟดวงใหญ่

ผมสะดุ้งตกใจกับภาพตรงหน้า

หันกลับมาหาเด็กน้อย อีกครั้งที่ร่างนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ร่างของทหารกล้าแหลกเละไม่เหลือซาก จากไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่เช่นผมถูกต่อว่าอย่างหนักจากผู้กอง ผมบอกเหตุผลและเรื่องของเด็กคนนั้นให้พวกเขาฟัง เสียงหัวเราะมาเยือนทันที คราวนี้บางคนถุยน้ำลายเข้าใส่ ฝ่ามือและกำปั้นปะทะใบหน้า เสียงผู้กองเอ่ยขึ้นเด่นชัด

“ตอนนี้ฉันเห็นแต่เด็กเลี้ยงแกะ ที่แสนจะงี่เง่าอยู่ตรงหน้าเท่านั้น”

ผมแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไป ความรู้สึกภายในสับสนว้าวุ่น อยากจะไปให้พ้นจากคำพูดถากถางและเสียงหัวเราะ ปนเปไปกับภาพแววตาของเด็กน้อยคนนั้น

นึกไปถึงเหยื่อรายแรกของผม รับรู้ถึงความยากลำบากแสนทรมานแม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วก็ตาม ทันทีที่เปลวไฟพวยพุ่งในครั้งแรก รอบด้านไม่มีเสียงใดๆนอกจากเสียงฟู่ฟู่ ของแรงดันเชื้อเพลิงฟังดูน่าขนลุก ความร้อนแรงขนาดนั้น คนที่อยู่ภายในคงเสียชีวิตในทันที ผมหยุดยิง

พริบตานั้น ร่างสามร่างก็พรวดออกมาจากภายในบังเกอร์ วิ่งสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ไฟโหมติดอยู่กับผิวหนังตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า สองมือแกว่งกวัดทุรนทุราย เสียงร้องโหยหวน กลิ่นเนื้อไหม้ลอยเข้าจมูก

ร่างหนึ่งทรุดลงอยู่กับที่ตรงหน้า อีกสองวิ่งออกไปอีกไกล ก่อนทหารนายหนึ่งจะปล่อยกระสุนส่งร่างนั้นสู่สุขคติ ทุกครั้งที่หลับตาภาพที่เห็นก็จะวนเวียนไปมาอยู่เพียงเท่านี้ ได้แต่ถอนหายใจ ผมไม่อยากปฏิบัติหน้าที่ ไม่อยากได้ยินเสียงหัวเราะบ้าๆนั่น ผมไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว

รุ่งขึ้นในวันต่อมาผู้กองพาพวกเราออกลาดตระเวน เข้าไปยังส่วนสุดท้ายของที่ราบสูง ผ่านทางรกที่สองข้างเต็มไปด้วยหลุมระเบิดและต้นมะพร้าวหักครึ่ง ท้องฟ้าเบื้องบนขุ่นมัว ควันไฟจากพื้นดินลอยสูงขึ้นพาดทับ เสียงปืนแว่วให้ได้ยินเป็นระยะ

ขบวนของเราเดินเป็นแถวตอน สงบนิ่ง เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทันใดลำกระสุนก็ผ่าลงกลางแถว ทหารสองนายล้มลงทันที คนอื่นๆหลบหาที่กำบังสองข้างทาง เสียงปืนยิงตอบโต้ ผมก้มหน้าแนบกับผิวดิน รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง

“ผู้กอง มีโพรงถึงกันอยู่ทางนี้”

เสียงตะโกนบอกดังมาจากด้านข้าง ผู้กองพาผมและทหารอีกนายตามไปทันที โพรงนั้นอยู่ห่างออกมาไม่กี่เมตร เชื่อมถึงรังปืนกลที่กำลังยิงกระหน่ำหมวดของเรา สังเกตได้จากลำแสงของปืนที่ส่องกระทบความมืดภายในมาเป็นระยะ ผู้กองสั่งให้ผมเข้าไปจัดการ

ผมลังเล หัวใจแทบหยุดเต้น จนเมื่อเสียงตะหวาดหนักขึ้น

ผมเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว เปิดท่อเชื้อเพลิง ประทับอาวุธที่เอวมั่น เพ่งมองเข้าไปในความสลัวรอบๆกาย กลั้นหายใจ มองเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวในความมืด พริบตานั้นก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นรางๆ ผมจำได้ทันที

เด็กน้อยคนนั้น!

ผมหอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่ยิงปืนไฟออกไปเสียก่อน ครั้งนี้ผมตรงเข้าไปจูงมือ จะพาออกไปยังข้างนอก แต่ถูกสะบัดออก ร่างนั้นถอยห่างออกไปภายในโพรงดำมืด

ผมรีบออกมาจากข้างใน ผู้กองสบถก้อง

“ทำไมไม่ยิงเสียทีวะ!”

“มีเด็กอยู่ในนั้น จริงๆครับผู้กอง” ผมรีบบอกเหตุผล

ด้ามปืนพกตบฉาดลงจนหน้าหงาย เสียหัวเราะของทหารสองนายตรงนั้นดังขึ้น
ผมนอนเกลือกกลิ้ง ผู้กองเข้าไปใกล้โพรง ควักระเบิดมือขึ้นมาถอดสลัก แววตาดุดันจ้องมายังผม

“มาดูกันสิ ว่ามีเด็กที่แกว่าอยู่จริงหรือเปล่า”

กระเดื่องหน่วงเวลาดีดออก ผู้กองปาเข้าไปพร้อมกับเบี่ยงตัวหลบ แรงระเบิดส่งกลุ่มควันทะลักออกมา

วินาทีนั้นผมได้ยินคล้ายเสียงร้องโหยหวนของเด็กดังแว่วมา จากภายใน

ผู้กองยังไม่หยุดแค่นั้น ก้าวมาตรงหน้า จ่อปืนพกสั่งการด้วยความเด็ดขาด

“ยิงซ้ำเข้าไป เผามันอย่าให้เหลือ!”

ผมนิ่งอึ้ง สั่นศีรษะปฏิเสธ กระสุนย้ำคำสั่งที่ขาซ้ายทันที

“ข้าบอกให้ยิง เร็ว! ไม่อย่างนั้นนัดต่อไปจะไม่ใช่ที่ขา ข้ารับรอง”

ปากกระบอกปืนจ่อใกล้เข้ามาที่ต้นคอ ผมปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะขัดขืนรุนแรงเพียงใดก็ไม่เป็นผล

หลับตาลง พร้อมกับปลดปล่อยเปลวไฟให้ออกมาแผดเผาทุกสิ่ง แรงดันเชื้อเพลิงเข้มข้นส่ง ไอร้อนแรงกระทบผิวหน้า เม็ดเหงื่อไม่ทันซึมออกก็ระเหยไปในรูขุมขน ไฟพุ่งเข้าตามซอกมุมหลั่งไหลเหมือนของเหลว ไม่มีอะไรภายในจะรอดพ้นเงื้อมมือมันไปได้

ผู้กองยังคงจ่อปืนที่ต้นคอผมอีกนาน แผดเสียงหัวเราะกังวาน คล้ายคนบ้า

ไม่มีผู้รอดชีวิตสักคนเดียว หมวดเราหยุดพักตรงนั้นอยู่นาน เสียงปืนจากที่ต่างๆค่อยๆสงบลง เงียบราวกับว่าไม่เคยมีการยิงกันเกิดขึ้นที่นี่ ผมยังยืนอยู่ที่เดิม ตรงหน้าโพรงนั้น จนเมื่อเปลวไฟดับลง ผมคว้าไฟฉาย ก้าวเข้าไปภายในหวังอยู่ในใจว่าคงไม่มีภาพสะเทือนใจที่ไม่อยากจะเห็น

ลึกเข้าไปภายในที่แสงจากภายนอกส่องเข้าไม่ถึง มีร่างสองร่างนอนเกยกัน ไหม้เป็นตอตะโกจำสภาพเดิมไม่ได้ เปลวไฟเผาผลาญหลอมละลายดูคล้ายก้อนเนื้อสองก้อนที่ถูกเอามารวมกัน ผมเบือนหน้าฉายไฟเข้าไปภายในอีกด้าน

ทันทีนั้นรู้สึกเหมือนอะไรจุกขึ้นมาที่ต้นคอ แววตาเบิกค้าง รีบเอามืออีกข้างขึ้นมาหมายจะปิดปาก แต่ไม่ทัน ปล่อยอาเจียนออกมาเป็นสาย รุนแรงจนจุกในอก

ผมรีบพาร่างออกมาจากในนั้น ยังคงคลื่นไส้ไม่หยุด พวกผู้กองและเพื่อนๆในหมวดเห็นผม เสียงผู้กองเอ่ยขึ้นทันที น้ำเสียงเย้ยหยันเสียดแทง

“เป็นยังไง เจอเด็กของเอ็งหรือเปล่าวะ”

วันนั้นเป็นวันที่เสียงปืนเงียบสงบ คล้ายสัญญาณบ่งบอกถึงสงครามที่ใกล้สิ้นสุด จากใจกลางความสับสนและโหดร้าย จากเสียงหัวเราะอันเหยียดหยาม การถูกมองอย่างตัวตลก ผมนึกทุเรศตัวเอง ทุเรศทุกสิ่งรอบๆในสงครามบ้าๆ

เสียงหัวเราะของผู้กองและเพื่อนๆในหมู่กลายเป็นเสียงโหยหวน แต่ละคนวิ่งพล่านทันทีที่เปลวไฟฉีดสาดต้องร่าง ต่างคนต่างวิ่งแล้ว ค่อยๆล้มแน่นิ่ง ผมยิ้มอย่างเป็นสุข ในที่สุดก็หยุดเสียงหัวเราะของพวกเขาได้เสียที

ผมได้ยินเสียงหัวเราะของตัวเองดังก้องสะท้านแทนที่ ทรุดกายนั่งลงมองดูภาพเบื้องหน้า เปิดกระติกน้ำดื่มอย่างกระหาย แล้วก็ต้องสำลัก ไอจนตัวสั่น

เสียงหัวเราะยังคงดังอยู่!

ผมทะลึ่งลุกขึ้น มองไปรอบๆกาย ประทับอาวุธส่ายไปมา ประสาทตึงเขม็งขึ้นอีกครั้ง ไม่อยากได้ยินเสียงนี้อีกต่อไป ผมจะทำทุกอย่าง ต้องทำทุกอย่างเพื่อหยุดมัน เสียงหัวเราะแผดดังขึ้น ค่อยๆใกล้เข้า แล้วก็ใกล้จนรู้สึกตัวได้ เสียงนั้นดังมาจากด้านหลัง ผมสะกดกลั้นลมหายใจค่อยๆหันกลับ

ท่ามกลางควันไฟลุกไหม้โหมกระหน่ำ ท่ามกกลางหมู่ไม้ที่หักโค่น ยืนตายซาก ผมอ้าปากค้าง มือที่ถืออาวุธสั่นเทา ร่างกายชาไปทั้งร่างจากภาพตรงหน้า แทบไม่เชื่อสายตา

เด็กน้อยคนนั้นกำลังยืนหัวเราะผมอยู่..

3 มี.ค. 52
(11.42 น.)

2009-03-07 15:07:35/ชัยชาติ

 


ชัยชาติ
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย ชัยชาติ   เมื่อ: 2009-03-07 15:20:58



คิดถึงทุกๆคนมากครับ ช่วงนี้มีหลายเรื่องให้ต้องทำ
ซ้ำยังต้องอยู่กับบ้าน หาโอกาสโพสต์เรื่องสั้นได้ยากเต็มที

ตอบของเก่า ^ ^

คุณThe Alone หัวอกเดียวกันมั้งครับ ขอบคุณมากๆครับ ^ ^

พี่ Jasmine เดี๋ยวนี้จะไปไหนคิดหน้าคิดหลังดีๆแล้ว หวาดเสียวอ่ะ
ขอบคุณครับ ^ ^

พี่ saranya_nok.worm ได้ยินเสียงดาวตกเพราะๆไปด้วยกันนะ
ขอบคุณครับ ^ ^

คุณ หัวฟู ดีใจที่ยังเข้ามาอ่านเสมอๆ ขอบคุณมากๆครับ ^ ^

คุณ ต้นข้าว บางครั้งเมื่อเรื่องราวมันผ่านไปแล้ว ใจเราเย็นลงเราก็
รู้สึกย้อนกลับไปว่าทำบ้าๆแบบนั้นทำไม หึหึ
ตลกดีเนอะ ^ ^

คุณ Garnet ขอบคุณสำหรับภาพและกลอน ได้ยินเสียงดาวตกหลายดวงเลย
^ ^

คุณ ชริ ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมอยู่เสมอ เป็นกำลังใจให้ครับ
สวัสดีครับ ^ ^

คุณหนุ่มช่างสงสัย ไปไหนกันพลาดก้เอาเพื่อนไปซวยด้วยกันนี่แหละครับ
555+ ^ ^

คุณ UgLy PriNceSS อยากฟังเรื่องของแอมเหรอ เหอะๆ ถ้าเจอตัวจะสัมภาษณ์มาลงให้
(ป.ล. ไม่ใช่บ้านครับ หอพักอยู่ที่ท่าช้าง) ^ ^

พี่จินนี่ ขอบคุณสำหรับข้อคิดและแง่คิด ขอจดจำไว้คอยเตือนตัวเอง
ขอบคุณมากครับ ^ ^

ถ้ามีเวลาจะเข้าไปอ่านของทุกๆคนครับ





ดนิสัยห่ามๆ
 


สหัทยา
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย สหัทยา   เมื่อ: 2009-03-07 15:52:04
พี่หน่อยล่ะ...ไม่ตอบก็ต้องเอ่ยนะจ้ะ ส่งมาได้รับแล้วเน้อ * ----*
 


ต้นข้าว
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย ต้นข้าว   เมื่อ: 2009-03-07 19:17:41
สวัสดีจ๊ะบั๊ด หายไปหลายวันเพื่อน ๆ เขาบ่นคิดถึงเรื่องสั้นของบั๊ดแน่ะ

สำหรับเรื่องนี้เราอ่านแล้วรู้สึกได้ว่าฝีมือการเขียนของบั๊ดพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในสนามรบด้วยงั้นแหละ

จะรออ่านเรื่องต่อไปนะ

^_^
 


ชริ
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย ชริ   เมื่อ: 2009-03-07 20:49:49
วันนี้ปวดหัวมากพรุ่งนี้จะเข้ามาตอบ เหมือนไม่เจอกันนานนะ
 


กีรติ
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2009-03-07 21:11:02
เข้ามาในห้กำลังใจ อ่านไปสามบรรทัด
เดี๋ยวมาอ่านอีกนะ
 


saranya_nok.worm
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย saranya_nok.worm   เมื่อ: 2009-03-07 22:53:13
เขียนถึงสมรภูมิรบได้บรรยากาศมากนะคะ

อ่านถึงช่วงที่มีคำสั่งให้ฆ่าทุกคนไม่เว้นแม้แต่เด็กน้อยแล้วรู้สึกว่าหัวใจแตกร้าว ถ้าใครใกล้ชิดเด็กจะรู้ว่าเด็กนั้นเป็นสิ่งที่เกิดมาเพื่อแต่งแต้มความบริสุทธิ์สดใสให้กับโลกใบนี้จริง ๆ

อ่านแล้วก็นึกไปว่า ถ้าเราเป็นทหารคนนี้ เราคงจะหาทางพาเด็กหนีไปให้ได้ แม้จะคิดว่าตัวเองคงต้องโดนประหารในตอนหลังก็ตาม



แต่ตอนจบดีนะคะ หักมุมดี ^_^
 


UgLy PriNceSS
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย UgLy PriNceSS   เมื่อ: 2009-03-07 23:00:50
เขียนได้เยอะดีแท้ค่ะ.....


ตอนเด็กๆเคยโดนดุเรื่องเกี่ยวกับการโกหกเหมือนกันนะ ( จากที่คุณพูดถึงเด็กเลี้ยงแกะ) พอเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆก็เริ่มดีขึ้น จนถึงกับว่ายึดมั่นในคำพูดน่ะค่ะ คือถ้าไม่แน่ใจตัวเอง ว่าจะทำได้...ก็ จะไม่รับปากใครเด็ดขาด ถ้าจะให้พูดโกหกขอเงียบๆ ทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็นอะไรจะดีกว่าค่ะ ( นิสัยแบบนี้บางคนชอบ...บางคนเกลียด..ธรรมดานะ ) ^ ^


เขียนเรื่องสงครามตอนอากาศแบบนี้...มั นยิ่งร้อนได้ที่จริงน๊อ...บางทีท่ามกลางควันคลุ้งและ เด็กน้อยยืนหัวเราะเยาะคุณอยู่ อาจมีหญิงชราโดนยิงพรุนไปทั้งร่าง กระเ สือกกระสนคลานเอาตัวรอด เพียงเพราะเธอไม่อยากตายนะ ( คิดเล่นๆ ทำเรื่องเข้าเขียนมาน่าอ่าน....ออกนอกทางซะงั้น ) ^ ^"


ส่วนเรื่องคุณแอม....เราก็อยากฟังความสองด้านน่ะค่ะ เหมือนถนนที่จะครบก็ต้องมีสองฝั่งไง เพราะบางทีไม่ถึงกับโกหกหรอกนะ...แต่เรามักเลือกเล่า...เฉพาะสิ่งที่เราอยากจะเล่าน่ะค่ะ ...สัมภาษณ์คุณแอมนี่ ..รออ่านนะคะ ^_____^


 


UgLy PriNceSS
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย UgLy PriNceSS   เมื่อ: 2009-03-07 23:02:25
โพสต์ต่อจากพี่นก....ห่างเจ็ดนาที ^ ^
 


ชัยชาติ
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย ชัยชาติ   เมื่อ: 2009-03-07 23:04:04


วันนี้เป็นวันโชคดีจริงๆ ที่พี่ชายกลับมาบ้าน
ก็เลยอาศัยเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านมือถือของพี่ชาย
หลังจากนี้จะพยายามหาเวลาเข้ามาตอบตอบและอ่านความคิดเห็นของทุกคนครับ

เรื่องเก่า ณ ดวงดาวเหนือระลอกคลื่น ผมก็เพิ่งได้เข้ามาอ่าน
ความคิดเห็นวันนี้เอง คิดถึงห้องหนอนมากๆครับ

พี่หน่อย ขอบคุณที่แวะเข้ามา ดีใจที่ได้รับรอยยิ้มครับ ^ ^

คุณต้นข้าว ครั้งต่อไปคงต้องรอนานหน่อยนะครับ
แต่ยังมีแรงเขียนต่อไป

คุณชริ หายดีแล้วค่อยมาอ่านก็ได้นะครับ เพราะเรื่องนี้ ออกจะหนักๆ
เดี๋ยว ชริ ปวดหัวสองข้างแย่เลย
หายไวๆครับ

พี่อ้อย ได้รับกำลังใจแล้วครับ ขอบคุณมากๆนะครับ

 


ชัยชาติ
ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย ชัยชาติ   เมื่อ: 2009-03-07 23:29:59


พี่ saranya_nok.worm ขอบคุณครับ นอนดึกจังเลย
เรื่องนี้เขียนหลายวันเลย พอดีมีเวลาก็เลยแก้นั่นแก้นี่
จนออกมาอย่างที่เห็น

คุณ UgLy PriNceSS ชอบเวลาคุณตอบจริงๆ เหมือนกำลังชวนคุยไปด้วยกัน

เรื่องร้อนๆนี้ มันเริ่มมากจาก ได้เข้าไปดู ฟุตเตจ สงครามโลกครั้งที่
สองบนเกาะ อิโว จิมา ภาพที่ชวนขนลุกที่สุดก็เวลาทหารยิงปืนไฟ
นี่แหละ

ก็เลยเอาความน่าเกลียดน่ากลัว และ ชวนขนลุกมาถ่ายทอด


ถ้าผมเจอคุณแอม เดี๋ยวค่อยว่ากันครับ ^ ^


 


ชัยชาติ
ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย ชัยชาติ   เมื่อ: 2009-03-08 06:39:56


^ ^
 


ชริ
ความเห็นที่ 12

 
  ตอบโดย ชริ   เมื่อ: 2009-03-08 08:36:36
เรื่องนี้หนักจริงๆค่ะ เราพยายามอ่านหลายรอบ คนที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ตัดสินใจยาก เขียนได้ดีมีลูกเล่น และน่าจะมีอนาคตไกลด้วยค่ะ
 


น็อต
ความเห็นที่ 13

 
  ตอบโดย น็อต   เมื่อ: 2009-03-08 13:23:56
บรรายละเอียดดีจังครับ
ชื่นชมครับ
 


น็อต
ความเห็นที่ 14

 
  ตอบโดย น็อต   เมื่อ: 2009-03-08 13:24:40
บรรยายละเอียด แก้คำผิดครับ
ขอโทษนะเ้ด้อ
 


Garnet
ความเห็นที่ 15

 
  ตอบโดย Garnet   เมื่อ: 2009-03-08 16:26:05
เขียนดีจังค่ะ..หมาก็น่ารักนะ
 


ขวัญเรือน
ความเห็นที่ 16

 
  ตอบโดย ขวัญเรือน   เมื่อ: 2009-03-08 18:12:56
เอ่อ.... รู้สึกเราจะเริ่มหูแว่ว
เด็กที่ไหนมาเรียก..
เอ้อ.. ขาหนักๆเหมือนต้องลากไอ้ตัวอะไรสักตัวที่กาะขามาง่า..
กลัวๆๆ.. หลอนไปแล้วเรา

... แต่ที่จริงนะ..จริงจังล่ะ
... สงคราม การเข่นฆ่า การทำร้าย ทำลายกัน น่ากลัวที่สุด..

สาธุ๊..... ขอให้โลกสงบสุข.... เพี้ยง !
 


arada
ความเห็นที่ 17

 
  ตอบโดย arada   เมื่อ: 2009-03-08 21:02:05
สวัสดีค่ะชัยชาติ
หายไปนานเลยนะคะเนี่ย
ไม่เห็นจะมาแจ้งข่าวเรื่องการไปเยี่ยมพี่ธีร
แปลว่า.....?? ล่มล่ะสิ
ฮิฮิ (แอบสะใจ งี้ล่ะ อวดเราดีนัก)

งานเขียนชิ้นนี้ กลับมาสู่แนวเดิมเหรอคะ เครียดๆ
แต่ชอบนะคะ เก่งๆ
ขออีกเรื่องงงงงงงงงงงงงงงงงงง
 


Jasmine
ความเห็นที่ 18

 
  ตอบโดย Jasmine   เมื่อ: 2009-03-09 08:46:11
แวะมาทักทายค่ะ
 


จินนี่
ความเห็นที่ 19

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-03-09 10:36:14
สวัสดีจ้า น้องบั๊ด

โอ้...หายไปนานปู้นนะจ๊ะ
เรื่องสั้นแนวรบนี้ ชวนให้รู้สึกนอยด์ ระแวงหลังเชียว


ป.ล ความเห็น 11 นั้น เป็นภาพบั๊ด กะน้องหมารึ

 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   22b8433
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)