ผู้เขียน  หัวข้อ: เรื่องสั้น...ความสุขสัมผัสผ่าน
ชัยชาติ

เรื่องสั้น...ความสุขสัมผัสผ่าน
 เมื่อ: 2009-03-10 16:06:01 



ใบไม้ต้องลมไหว แกว่งไกวล่วงหล่นลงบนโต๊ะหินอ่อน ฉันบรรจงหยิบใบไม้นั้นหมุนไปมาในมือ โทรศัพท์มือถือแนบอิงอยู่ข้างหู ยิ้มจนแก้มปริ ลักยิ้มบุ๋ม เสียงหัวเราะเกิดขึ้นเป็นระยะ วันนี้คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ฉันจะมีความสุขมากๆจากเจ้าของเสียงจากปลายสาย เราสองคนไม่ได้เจอหน้ากันมานานมากแล้วและอีกไม่กี่ชั่วโมงนับจากนี้ เราสองจะพบหน้ากันอีกครั้ง คนที่ฉันคิดถึงสุดหัวใจ

พี่สาวของฉัน

ขณะนี้พี่สาวกำลังโดยสาร รถทัวร์มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่สถานีขนส่งในตัวจังหวัด พี่สาวอดขำไม่ได้กับอาการตื่นเต้นมากล้นจนแสดงออกในน้ำเสียงของฉัน อันที่จริงความตื่นเต้นที่ว่าเริ่มขึ้นนับตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาเลยแหละ พอพักเที่ยงจากการเรียนในช่วงเช้า ฉันก็กดโทรศัพท์หาพี่สาวทันที แม้ว่าจะต้องผ่านระยะทางอีกสามชั่วโมงจึงจะถึงที่หมายก็ตาม ฉันก็เตรียมการต้อนรับพี่สาวไว้หลายรายการ

“ฉันละอยากรู้เสียจริงๆ ว่าร้านข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดในโลกของแกนะ มันอร่อยสักแค่ไหนกันเชียว”

ฉันชูหัวแม่มือไปในอากาศ แม้คู่สนทนาจะไม่สามารถเห็นได้ก็ตาม

“รับรองได้เลย ว่าพี่จะติดใจ แล้วนี่ยังมีร้านกาแฟที่หนูพูดถึงอยู่บ่อยๆ ถัดออกไปเป็นร้านไอศกรีม ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านส้มตำ”

“พอๆ” เสียงหัวเราะพี่ดังลั่นจนแสบหู “เกือบหกเดือนมานี่ น้องสาวของฉันคงกลายเป็นหมูไปแล้วแน่ๆ ทำไมแถวนั้นร้านของกินถึงได้เยอะแยะขนาดนี้เนี่ย ยัยอู๊ดๆ”

ทำได้เพียงกึ่งบึ้งกึ่งยิ้มกับคำแหย่ของพี่ แล้วก็ต้องวางสายเพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนในช่วงบ่าย พี่สาวนัดแนะว่าจะมารอที่หน้ามหาวิทยาลัย ไม่ต้องออกมารับ เพราะพี่คงมาถึงก่อนฉันเลิกเรียน
ยอมรับว่าบ่ายวันนั้นฉันเรียนไม่รู้เรื่อง ความตื่นเต้นตามติดยิ่งกว่าเงาตามตัว แต่จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ ฉันกับพี่สาวมีโอกาสเจอหน้ากันเพียงปีไม่กี่ครั้ง หลังจากพี่สาวรับปริญญาก็ไปทำงานที่ต่างจังหวัด ไม่นานหลังจากนั้นฉันก็ต้องออกมาจากบ้านอีกคน อาศัยในหอพักใกล้มหาวิทยาลัยในตัวเมือง เหลือเพียงแม่ซึ่งอายุมากขึ้นทุกวันอยู่บ้านเพียงเดียวดาย
บ่อยครั้งที่พี่สาวว่างเว้นจากงานในช่วงหยุดยาวแต่ฉันดันติดงานกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย หรืออย่างปีใหม่ที่ผ่านมาตั้งใจไว้ว่าคงได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน พี่ก็มีงานด่วนที่ต้องเร่งทำเสียอีก

แต่สำหรับครั้งนี้จะไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงความตั้งใจได้อีกแล้ว ไม่ต้องกลัวด้วยว่าจะว่างไม่ตรงกัน เพราะพี่สาวต้องการลงมาหาฉันถึงที่ เป็นวันที่รอคอยมาช้านาน มีหลายสิ่งหลายอย่างเสียเหลือเกินที่ฉันอยากให้กับพี่

ทันทีที่หมดคาบเรียน ฉันเก็บสมุดคว้ากระเป๋าเผ่นพุ่งทะยานอย่างกับเด็กนักเรียนมัธยม ตรงมาหน้ามหาวิทยาลัยทันที พี่สาวนั่งรออยู่ที่โต๊ะหินอ่อนด้านข้างป้อมยาม รอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของพี่ปรากฏเป็นถ้อยคำทักทาย ผมสีดำสลวยรวบเกล้าอย่างเรียบร้อย พี่สาวลุกขึ้นยืน ฉันดีใจจนแทบจะกระโดดเข้าสวมกอดพี่สาว หากพี่ไม่เอ่ยขึ้นเสียก่อนว่า

“นึกแล้วว่าน้องของฉันต้องกลายเป็นหมูไปเสียแล้ว ยัยอู๊ดๆ”
คนพูดหัวเราะร่า แต่คนฟังคิ้วขมวดเข้าหากัน
“พี่ก็ หนูไม่ได้อ้วนขนาดนั้นสักหน่อยนะ”

ฉันเข้าไปช่วยพี่สาวถือกระเป๋า คำพูดแหย่ต่างๆนานายังพรั่งพรูออกมาไม่หยุด ฉันทำสายตาค้อนเล่นๆ เมื่อไหร่มีโอกาส พี่ก็พี่เถอะ
ถนนสองฝากฝั่งหน้ามหาวิทยาลัยยามบ่ายแก่ๆ เต็มไปด้วยพ่อค้า และแม่ค้า ทั้งรถเข็นและหาบเร่ แผงลอย หอบหิ้วเอาสิ่งของมาวางขายกันแน่นขนัด ผู้คนเดินกันเต็มทั้งสองฝาก กลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดส่งกลิ่นโชยปะทะจมูก ฉันกลืนน้ำลายบ่อยยิ่งกว่าจังหวะก้าวเดินเสียอีก เริ่มรู้สึกด้วยว่าในท้องกำลังลั่นครืนคราง พี่สาวก็ยิ้มได้ตลอด ไม่รู้จักเมื่อย ดูนั่นดูนี่ไปตลอดทาง

“ยัยอู๊ดๆ นี่แกจะรีบจ้ำทำไมขนาดนั้น ร้านไม่หนีไปไหนหรอก”
พี่สาวทักขึ้น แล้วพยายามตามมา เมื่อเห็นว่าฉันเริ่มขยับห่างออกไปเรื่อยๆ
“ร้านนะมันไม่หนีไปไหนหรอกพี่ข-า” ฉันลากเสียงคำว่าข-ายืดยาว “นี่สี่โมงเย็นแล้ว ร้านปิดสี่โมงครึ่งค่ะ”

พี่สาวพยักหน้าเข้าใจ ฉันจึงรีบเดินต่อโดยพยายามรักษาระยะห่างไว้ตลอด อีกไม่เกินสองซอยถัดไปก็จะถึงที่หมาย ตลอดทั้งเส้นทางสายนั้นคล้ายกับตลาดนัดขนาดย่อม ของขายแผ่ยาวออกไปเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด เสียงดังอึงคะนึง ทั้งบนทางเท้าและในท้องถนน แข่งขันประสานเสียงตอบโต้กันไปมา
เราเดินผ่านร้านข้าวแกงและบ้านไม้ทรงโบราณสองสามหลัง ระหว่างทางมีคนขายสลากกินแบ่งรัฐบาล และป้าแก่ๆนั่งขายพวงมาลัย ทั้งหมดผ่านเลยไปจากสายตาอย่างรวดเร็วเพราะตอนนี้จิตใจไปสั่งข้าวรออยู่ที่ร้านแล้ว

“เดี๋ยวก่อน!”พี่สาวร้องเรียกมาจากด้านหลัง พอหันกลับก็เห็นพี่นั่งลงหน้าป้าแก่ๆที่ขายพวงมาลัย

อยากจะตะโกนกลับไปว่าเดี๋ยวก็ไม่ทันกันพอดี ก็ได้แค่เก็บเอาไว้แสดงอาการไม่พอใจออกทางสีหน้า พี่คุยกับป้าขายพวงมาลัยอย่างสนิทสนม ราวกับว่ารู้จักกันมาช้านาน ยิ้มแย้มเป็นกันเอง ไ ม่เข้าใจว่าพี่จะมามีมนุษยสัมพันธ์อะไรเวลานี้ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเป็นระยะ เวลาค่อยๆเคลื่อนไป

กว่าพี่จะพูดคุยกับป้าจบ กว่าจะจ่ายเงินจากการเหมาพวงมาลัยที่เหลืออยู่สามพวง กว่าเราจะเดินมาถึงร้านข้าวมันไก่ ร้านก็ปิดไปเสียแล้ว

“แย่จัง ร้านข้าวมันไก่ปิดเร็วที่สุดในโลก” พี่พูดยิ้มๆ

ฉันทำเป็นไม่ได้ยินเสียง สีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาจริงๆ ไม่รู้ทำไมพี่จะต้องแวะซื้อพวงมาลัย ทั้งๆที่รู้ว่าร้านกำลังจะปิด เสียงถอนหายใจได้ยินบ่อยขึ้นอันเป็นนิสัยประจำตัวเวลาไม่พอใจสิ่งใดขึ้นมา
ฉันเดินนำหน้าพี่ย้อนกลับมาที่หน้ามหาวิทยาลัย เดินผ่านเลยไปแล้วนั่งพักลงบนม้านั่งข้างๆร้านกาแฟ

ตรงข้ามอีกฝากฝั่งเป็นร้านหนังสือ ภายในร้านมีลูกค้าเข้าออกอยู่ตลอด

“นานๆพี่สาวจะลงมาหาสักที ทำหน้าให้มีความสุขหน่อยสิจ๊ะ”

พี่สาวทำลายความเงียบขึ้นแต่ฉันเลือกที่จะอยู่เงียบๆต่อไป แล้วก็อึดอัด อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา

“หนูบอกพี่แล้วว่าจะไม่ทันๆ แล้วเป็นอย่างไรล่ะ”
“ก็ไปกินร้านอื่นก็ได้นี่นา หรือไม่พรุ่งนี้ก็พาพี่มาอีกที”

ฉันไม่รับฟังอะไร พยายามสะกดกลั้นอารมณ์

“พี่จะซื้อพวงมาลัยมาทำไม แถมยังแวะคุยอยู่อีกนานสองนาน”

พี่สาวยกพวงมาลัยในมือขึ้นดม อีกมือหนึ่งส่งพวงที่เหลือให้ฉัน ฉันรับไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้วางลงบนตัก

“พี่ชอบพวงมาลัยชอบกลิ่นหอมของดอกมะลิ ดมดูสิ แล้วป้าคนนั้นน่าสงสารออก ช่วยได้พี่ก็ช่วย”

“คนตั้งเยอะแยะ ถ้าพี่ไม่ซื้อก็ต้องมีคนอื่นมาซื้ออยู่ดี”

พี่นิ่งเงียบไปนาน นานจนฉันใจหาย คิดว่าพี่คงโกรธที่ฉันพูดเอาแต่ใจเช่นนั้น หันกลับไปก็พบว่าพี่ยังคงจ้องมองไปเบื้องหน้า แววตายังร่าเริงไร้วี่แววของความขุ่นเคืองใดๆ รอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ก็ยังปรากฏบนใบหน้า ไม่นานพี่ก็เอ่ยขึ้นเบาๆ

“ยัยอู๊ดๆ เธอรู้บ้างหรือเปล่าเธอกำลังลืมอะไรบางอย่างเสียแล้ว”

อารมณ์พลุ่งพล่านเพราะน้อยใจมลายหาย หัวคิ้วขมวดเข้าหากันจากอาการงุนงงสงสัยขึ้นมาแทน ฉันพยายามจะเค้นเอาคำตอบจากสีหน้าของพี่ แต่พี่สาวไม่มองกลับมาเลยเอา แต่ยิ้มแล้วจ้องไปเบื้องหน้า ฉันมองตามสายตา มีผู้คนเดินผ่านไปมา สุนัขจรจัดสองตัวเดินเคียงคู่สวนผ่านฝูงชน คิดว่าคงไม่มีอะไรน่าสนใจเสียแล้วสายตาก็เหลือบไปสอดประสาน กับภาพเด็กนักเรียนหญิง ชายตัวน้อยๆในร้านหนังสือ

ทั้งคู่ยืนอ่านหนังสือ พลิกเปิดไปเปิดมา พอดูจบก็เอาไปเก็บตามชั้น มองหาเล่มใหม่เอามายืนอ่านต่อ ภาพเด่นชัดแม้จะอยู่หลังกระจกภายในร้านคนละฝั่งฝากของถนนก็ตาม

รู้สึกเหมือนรอบๆข้างเงียบลงชั่วขณะ กลิ่นหอมของพวงมาลัยในมือโชยมาให้ได้กลิ่นประกอบเป็นระยะ หันกลับมามองหน้าพี่สาวสลับกับภาพเด็กทั้งคู่ เริ่มรู้สึกตัวถึงบางสิ่งที่ฉันลืมไปเสียแล้วจริงๆ บางครั้งคนเราก็เผอเรอเอาสิ่งดีๆทิ้งไว้เบื้องหลัง

ภาพเมื่อครั้งฉันยังเล็กๆผุดขึ้นใจกลางพื้นที่แห่งความทรงจำอันกว้างใหญ่ ในร้านหนังสือนั้นเป็นประจำทุกวันหลังเลิกเรียนที่ฉันและพี่สาวจะมายืนอ่านหนังสือภายในร้าน รอแม่เก็บขวดน้ำตามข้างถนนด้านนอก พี่สาวมักจะอ่านหนังสือที่ฉันเข้าใจยากเสมอ ประเภทที่มีตัวเลขเต็มหน้ากระดาษ มองดูลายตา ไม่น่าสนใจเหมือนหนังสือนิทานที่ฉันชอบดู ภาพการ์ตูนแสนสวย สีสันสดใส ตอนนั้นฉันพลิกเปิดไปเปิดมามองดูแต่รูป ทั้งๆที่อ่านหนังสือยังไม่ออก แต่ก็อาศัยจินตนาการร้อยเรียงเรื่องราวด้วยตัวเอง

มีหนังสือเพียงเล่มเดียวที่เราสองพี่น้องชอบเหมือนๆกัน นั่นก็คือหนังสือแต่งตัวตุ๊กตากระดาษ เปิดดูแต่ละครั้งใจก็อยากให้ได้มาเป็นเจ้าของ ก็ทำได้เพียงแค่ฝัน
พอแม่เลิกงาน พี่สาวก็จะจูงมือฉันเดินตามหลังแม่กลับบ้าน แสงอาทิตย์สุดท้ายลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ถึงกระนั้นแม่ก็ยังมีเหงื่อโทรมกาย หอบหิ้วถุงขวดเต็มสองมือ บางครั้งก็ยกแขนเสื้อขึ้นปาดที่หน้าผาก ตลอดทางกลับบ้านฉันจะส่งเสียงเจื้อยแจ้ว เล่าเรื่องนิทานที่ฉันดูเข้าใจแต่รูปให้ฟังอย่างสนุกสนาน พี่คงมีความสุขไปกับนิทานมั่วๆของฉัน แต่กับแม่คงไม่
เพราะรอยยิ้มไม่เคยปรากฏขึ้นบนใบหน้าแม่สักครั้ง


วันหนึ่งเราสองคนก็มายืนอ่านหนังสือเหมือนเช่นปกติ แต่ไม่นานสิ่งผิดปกติก็เกิดขึ้น หญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนจ้องมองดูเราสองคนอยู่ ฉันเหลือบมองแล้วรีบหลบสายตากลับมายังหนังสือนิทานในมือต่อ จนเวลาผ่านไปสักพัก หญิงสาวคนนั้นก็เข้ามาคุยกับเราสองคน ฉันเงียบ พี่สาวเป็นฝ่ายพูดคุยกับเธอ

ทันใดฉันก็ได้ยินประโยคหนึ่งดังขึ้นมา ”อยากได้เล่มไหน ไปหยิบมาเลย พี่จะซื้อให้”

ตาเบิกกว้าง อ้าปากค้าง ใจเต้นระทึก แทบจะวิ่งไปหยิบมาทันทีด้วยความดีใจ แต่พี่สาวรั้งฉันเอาไว้ ปฏิเสธกับเธอด้วยความเกรงใจ หญิงสาวคนนั้นยังคงแสดงความตั้งใจที่จะซื้อให้ต่อไป เราหันมามองหน้ากัน แล้วก็ตัดสินใจเลือกหาหนังสือที่อยากได้

พี่สาวเลือกหนังสือเลขคณิตป.3 ฉันเลือกหนังสือนิทาน และอีกเล่มหนึ่งเป็นเล่มที่เราสองพร้อมใจกันเลือก หนังสือแต่งตัวตุ๊กตากระดาษที่เราอยากได้มาช้านานนั่นเอง เราต่างขอบคุณหญิงสาวคนนั้นด้วยความดีใจ ก่อนจากกันฉันเห็นเธอยิ้มอย่างมีความสุข จนอดคิดไม่ได้ว่าฉันกับพี่เสียอีกเป็นฝ่ายให้อะไรกับเธอมากกว่า
แม่มีสีหน้าประหลาดใจทันที ขณะที่เห็นเรากำลังนั่งเล่นแต่งตัวตุ๊กตากระดาษที่หน้าร้าน พร้อมกับหนังสืออีกสองเล่มในถุงข้างๆกาย พี่สาวเล่าเรื่องให้แม่ฟัง เมื่อทราบเรื่องราวแม่อยากจะขอบคุณหญิงสาวคนนั้นแต่เธอไม่อยู่เสียแล้ว
อีกครั้งกับการกลับบ้านท่ามกลางท้องนภายามเย็น เป็นอีกครั้งที่แม่เดินหอบหิ้วของเต็มสองมือ เหงื่อท่วมกาย มีฉันและพี่สาวเดินจูงมือติดตามอยู่เบื้องหลัง

แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่เราเดินกลับบ้านพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าทั้งสามคน

ฉันยิ้มไปกับภาพในความทรงจำนั้นอย่างไม่รู้ตัว ยกดอกมะลิขึ้นหอมเป็นระยะ หารู้ไม่ว่าตลอดเวลานั้นพี่สาวกำลังมองดูอยู่

“ความสุขนะไม่ได้หายากหรอก บางครั้งก็เกิดขึ้นได้จากสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่เรามักเลือกที่จะมองข้ามไปเสมอๆ”
พี่สาวพูดขึ้นอีกครั้ง ยกมือขึ้นลูบศีรษะฉันอย่างเอ็นดู

มองดูพวงมาลัยดอกมะลิสีขาวในมือ บางครั้งฉันก็หวังอะไรจนมากเกินไปเพื่อให้ได้ดั่งใจตน จนลืมคิดถึงหลายๆสิ่งรอบๆกาย คิดถึงการให้ซึ่งเป็นการให้จริงๆ โดยไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน การแบ่งปันเพื่อคนที่ด้อยกว่า เหมือนกับสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นแบ่งปันให้กับเรา การให้อย่างเต็มใจอยู่เหนือเหตุผลใดๆ นอกจากความสุขที่ได้รับ

ฉันพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่พี่พูด แล้วลุกขึ้นจูงมือพี่ลุกขึ้น

“หนูเข้าใจแล้วล่ะค่ะ แต่ตอนนี้เรารีบไปกันได้แล้วล่ะพี่”

พี่ยังคงยิ้ม รอยยิ้มของพี่คงไม่มีวันจางหาย เหมือนกับรอยยิ้มในความทรงจำของหญิงสาวคนนั้น ที่ฉันจะไม่มีวันลืมเป็นครั้งที่สอง

“เอ้า กลับมาหิวอีกแล้วล่ะสิเนี่ย ยัยอู๊ดๆ พี่เดินทางมาตั้งไกล น่าจะหิวกว่าแกอีก”
“ใครบอกพี่ว่าหนูหิว หนูจะชวนพี่ไปซื้อหนังสือให้เด็กสองคนนั้นต่างหาก”

เย็นวันนั้นเราสองพี่น้อง นั่งมองดูเด็กน้อยทั้งคู่นั่งอ่านหนังสือที่เราซื้อให้หน้าร้านกันอย่างมีความสุข เหมือนภาพสะท้อนเมื่อวันวานที่เราสองคนกำลังนั่งแต่งตัวตุ๊กตากระดาษกันอยู่ เด็กผู้ชายยื่นหนังสือของตนเองให้เด็กผู้หญิงดู แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน
กลิ่นหอมของพวงมาลัยส่งกลิ่นมามิรู้จาง ความสุขกำลังสัมผัสผ่าน อบอวลไปมาเช่นเดียวกันรอบๆกาย พี่สาวฉันกำลังยิ้มและฉันเองก็กำลังยิ้มอยู่เช่นกัน

มั่นใจได้เลยว่าตอนนี้ไม่ได้มีเพียงฉันกับพี่สาวเท่านั้นที่กำลังมีความสุข.

กลางดึก
10 มี.ค. 52

2009-03-10 16:06:01/ชัยชาติ

 


ชัยชาติ
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย ชัยชาติ   เมื่อ: 2009-03-10 16:07:46


แรงบันดาลใจจากแง่คิดดีๆ จากพี่สหัทยา

เดี๋ยวมาตอบของเก่า
 


หนุ่มช่างสงสัย
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย หนุ่มช่างสงสัย   เมื่อ: 2009-03-10 17:04:07
อ่านแล้วมีความสุขครับ
 


ใหม่
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย ใหม่   เมื่อ: 2009-03-10 21:06:16

มีความสุข แต่ก็อยากกินข้าวมันไก่เหมือนกัน


 


ชัยชาติ
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย ชัยชาติ   เมื่อ: 2009-03-10 23:20:01


เอาละตอบของเก่าก่อน จากเรื่องสั้น...เสียงสะท้าน

คุณชริ เรื่องนี้หนักจริงๆ ทั้งในเรื่องและนอกเรื่อง และเป็นเรื่องที่เขียนแล้วเขียนอีก
หลายรอบ เพิ่มรายเอียดจนยาวขึ้นอย่างที่เห็น
(ผมหงอกมาเยือนหลายเส้นเลย T-T) ^ ^

คุณน๊อต ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ ^ ^
(ไปแอบเห็นภาพคุณน๊อตมา หน้าคล้ายเพื่อนผมคนนึงเลยละ)

คุณGarnet ขอบคุณครับ และขอบคุณสำหรับคำชม (น้องหมาฝากมา) ^ ^

คุณขวัญเรือน เรื่องนี้ตั้งใจให้รู้สึกหลอนไปในความน่ากลัวของสงคราม
แต่จริงๆ ความน่ากลัวคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ อาจจะมากกว่านี้เสียอีก
ขอบคุณครับ ^ ^

คุณarada ขอบคุณสำหรับคำชม และเสียงหัวเราะ(ที่แอบสะใจ)
แต่หัวเราะทีหลังจะดังกว่านะ โฮะ โฮะ ^ ^

พี่Jasmine ขอบคุณที่แวะเข้ามาทักทายครับ ^ ^

พี่จินนี่ เอิกๆ หลอนไปตามกัน
ป.ล. นั่นรูปบั๊ดเองครับ ^ ^

..........................................

เรื่องใหม่นี้ได้มาจากโจทย์ที่พี่หน่อยตั้งโจทย์ให้ลองนำมาเขียนเป็นเรื่องสั้น
ใช้เวลานานมาก จนเข้าที่เข้าทางเสียที หวังว่าคงจะได้รับความสุขไปพร้อมกันนะ
ครับ

คุณหนุ่มช่างสงสัย เห็นชื่อคุณแล้วผมคิดถึง คิ้วที่กำลังขมวดเข้าหากันทุกที
จินตนาการไปได้เนอะ ^ ^

คุณใหม่ ขอบคุณครับ ผมเองก็อยากกินข้าวมันไก่เหมือนกัน
เดี๋ยวหาเจ้ามือเลี้ยงก่อน ^ ^
 


UgLy PriNceSS
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย UgLy PriNceSS   เมื่อ: 2009-03-11 00:16:51
คุณชัยชาติ.....




ตกลงเขียนเรื่องแมว หรือ หมูเนี่ย เห็นมีภาพแมว แต่เนื้อเรื่องมีเสียงอู๊ดๆ น่ะ.....


แล้วจากเนื้อเรื่องน่ะค่ะ เรื่องร้านกาแฟ ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ หรือ ร้านหนังสือ เหล่านี้พอจะเข้าใจหมดนะ....แต่เรื่องนั่งยองๆซื้อพวงมาลัยจากป้าแก่ๆ แล้วชอบชวนแ กคุยเนี่ย...ทำไมมั นละเอียดขนาดนั้นอะคุณชัยชาติ ซ่อนกล้องไว้ตรงใหน หรือ เป็นเด็กร้านเซเว่นสาขาแถวบ้านเราเนี่ย ^^"


บางทีที่เธอชวนป้าคุยทุกครั้งเวลาซื้อ....อาจต่อราคามาลัยสองพวงสิบแปดได้มั๊ย (จากยี่สิบ ) ป้าไม่เคยลดให้ เลยต้องต่อทุกครั้งน่ะ....


ดูรูปคุณก็ไม่เห็นจะคุ้นหน้าเลย....ทำเรา....งง...โพดนะเนี่ย ^^"




 


ชริ
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย ชริ   เมื่อ: 2009-03-11 10:08:13
เลิกงานจะเข้ามาอ่าน
 


จินนี่
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-03-11 11:29:04
บั๊ดจ๊ะ

พล็อตเรื่องน่ารัก เล่าเรื่องความสุขเล็กๆ ระหว่างพี่-น้อง
การแบ่งปัน ช่วยอึดหนุนป้าขายมาลัย


ทว่าขอเสนอแนะไว้จักหน่อย

๑. ภาพประกอบ 'แมว' มิเข้ากับเนื้อเรื่อง หรือ แทนสัญลักษณ์ใดเลยนะ

๒. การบรรยายฉาก :

ตลอดทั้งเส้นทางสายนั้นคล้ายกับตลาดนัดขนาดย่อม ของขายแผ่ยาวออกไป
เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด เสียงดังอึงคะนึง ทั้งบนทางเท้าและในท้องถนน
แข่งขันประสานเสียงตอบโต้กันไปมา

ลองอ่านทวนบทบรรยายที่ยกตัวอย่างนี้ อาจเลือกใช้คำกระชับ ได้ใจความ
ชวนให้ผู้อ่านนึกภาพตาม แต่ไม่เยิ่นเย้อ เช่น

เสียงดังอึงคะนึง น่าจะใช้คำว่า 'เสียงอื้ออึง'


ด้วยมิตรภาพจ้า :)
พี่จินนี่เอง
 


ชัยชาติ
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย ชัยชาติ   เมื่อ: 2009-03-11 11:34:16


คุณUgLy PriNceSS ขอบคุณครับ เรื่องของแมวอู๊ดๆอ่ะ


คุณชริ ขอบคุณครับ

พี่จินนี่ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ
ส่วนเรื่องรูปนั้น เป็นความผิดพลาดในการโพสต์อย่างแท้จริง
รูปที่จะเอาลงไม่ใช่รูปนี้ครับ แต่เมื่อลงไปแล้วก็ต้องเลยตามเลย
งง เป็นไก่ตาแตกอยู่พักนึง

ขอบคุณครับ


 


ต้นข้าว
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย ต้นข้าว   เมื่อ: 2009-03-11 12:26:23
หวัดดีจ๊ะบั๊ด

ประทับใจไปกับความสุขในการให้ของพี่หน่อยเหมือนกันจ๊ะ

ขอบใจมากจ๊ะที่นำมาถ่ายทอดอีกครั้ง นึกถึงตัวเองตอนเด็ก ๆ นะว่าถ้าได้รับหนังสือสักเล่มจะดีใจแค่ไหน
 


หัวใจสีส้ม
ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-03-11 14:13:43
อ่านแล้วเห็นถึงพัฒนาการด้านงานเขียนของบั๊ดนะจ๊ะ

เรื่องภาพประกอบ เห็นด้วยกับพี่จินนี่นะคะ
พอมาอ่านที่น้องบั๊ดตอบ จึงมาถึงบางอ้อ !! 55++
(เคยเกิดกับตัวเองมาแล้ว แหะๆ)

เป็นเรื่องเล็กๆ ที่น่ารักดีค่ะ เข้าใจหาพล็อตดี
แต่อ่านๆไป ก็ยัง งงๆ ว่าพวงมาลัยนี่เกี่ยวกันยังงัย ??
หรือ ความสุขของคนเรามันก็แค่ได้ทำประโยชน์ให้คนอื่นบ้่างใช่ไหม
หรือถ้าผิดประเด็น วานชี้แจงเน้อ

^_________^
 


ชริ
ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย ชริ   เมื่อ: 2009-03-11 16:24:50
เรื่องนี้อ่านแล้วค่อยๆสัมผัสไปที่ละเล็กละน้อย ค่อนข้างละเอียดเป็นเรื่องใกล้ตัว
และไม่ง่ายที่จะทอดถ่ายออกมาได้ขนาดนี้ ผู้เขียนต้องมีประสบการณ์
การเขียนเป็นอย่างดี ไม่พลาดทุกรายละเอียดทำให้เกิดละมุมละไม ยอมรับค่ะ
เพราะทุกเรื่องคุณไม่เคยทำให้คนอ่านต้องผิดหวัง
 


ขวัญเรือน
ความเห็นที่ 12

 
  ตอบโดย ขวัญเรือน   เมื่อ: 2009-03-11 16:26:33
คุณชัยชาติคะ ก่อนอื่น.. เป็นคนชอบทั้งหมาและแมว รูปนี้แมวน้อยน่ารัก ถึงไม่ค่อยเข้ากับเรื่อง..ให้อภัยจ้ะ

อ่านไปน้ำตาซึมไป
นี่..จ่ายค่าลิขสิทธิ์ชีวิตฉันมาเลยนะคุณ
ตอนเด็ก ไปยืนอ่านหนังสือตามร้านเหมือนกัน
แต่เป็นร้านเล็ก ใหญ่กว่าแผงหนังสือหน่อยเดียว
โดนเจ้าของ ดุบ้างด่าบ้างเหน็บแนม แกมไล่บ้าง
แต่ป้าแกยังปราณี ไม่เดินมาเคาะกะโหลกให้ อาศัยบารมีเพื่อน
ลูกป้าเจ้าของร้านเป็นเพื่อนกัน แต่วันหนึ่งก็มีคนสวยใจดี
มาบอกเรา ว่าจะซื้อให้เอง เป็นของขวัญ... หนังสือเล่มแรกที่ได้เป็นเจ้าของ (นอกเหนือจากมานีมานะ)
จำชื่อไม่ได้แต่จำได้ว่าคุณคนนั้น สวยที่สุดจริงๆในหัวใจเรา

... ชดเชยกับวัยวาน ฉันตอนนี้เลยยอมหูหนวกชั่วคราว(แม่บ่น)เวลาซื้อหนังสือหอบกลับบ้าน
และแน่นอนว่า ฉันเองก็กระทำตนเป็นคนสวยเหมือนกัน .. ทุกครั้งที่มีโอกาส เด็กน้อยใกล้ตัวฉัน เช่นไอ้เด็กมอมแมมแก้มคางเลอะบนเขานี่ จะได้ของขวัญสักชิ้น แม้จะเป็นของที่ฉันไม่เข้าใจว่าทำให้เด็กยิ้มได้อย่างไร ฉันจะให้เขา แม้จะเป็นแค่ยางลบลายมินนี่เม้าส์กลิ่นหอมก้อนละ 2 บาท หรือหนังยางรัดผมคละสี ถุงละ 5 บาทแบ่งให้สาวน้อยได้ 5 คน ...

ขอบคุณนะจ้ะ โลกที่มีมุมมองดีๆอยู่ ขอบคุณ...
ปล. หลอนจริงๆ เด็กที่ไหนเกาะขามาหรือเปล่า ?
 


arada
ความเห็นที่ 13

 
  ตอบโดย arada   เมื่อ: 2009-03-11 20:29:17
ชัยชาติ

เรื่องนี้ "สุโค่ยยยยยยยยยยยย"

สุดยอดเลย ได้แรงบันดาลใจจากพี่หน่อยสินะคะ

อ่านแล้วเหมือนกันล่ะ อิอิ

อ่านไปยิ้มไป อ่านไปซึ้งไป

น่ารักและอบอุ่นอ่ะ

ชอบมักๆเลย

ปล. หัวเราะดังกว่าเหรอ??........ใครจะหัวเราะดังกว่ากันนะ ชิส์
 


สหัทยา
ความเห็นที่ 14

 
  ตอบโดย สหัทยา   เมื่อ: 2009-03-12 00:04:52
มาแล้วแม้จะดึกแม้จะเป็นคนท้าย ๆ
ได้เข้ามาอ่านนานแล้ว
แต่อยากมาอย่างเงียบ ๆ
และบอกน้องชายว่า...
เรื่องนี้อ่านแล้ว ชอบจ้ะ

รอเรื่องต่อไปนะคะ
 


น็อต
ความเห็นที่ 15

 
  ตอบโดย น็อต   เมื่อ: 2009-03-15 19:57:39
สวัสดี บั๊ด
^___________________________^
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   de8f668
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)