ผู้เขียน  หัวข้อ: ความสงสัยในพุทธศาสนา กับตายแล้วไปไหน..?
ทางสายกลาง

ความสงสัยในพุทธศาสนา กับตายแล้วไปไหน..?
 เมื่อ: 2009-04-01 11:43:25 
ก่อนเข้าข้อสงสัย ผมบอกก่อนว่าผมเป็นพุทธ 100% แต่ขี้สงสัยในความเชื่อของศาสนา
ผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับศาสนามานานแล้วแต่หาคำตอบไม่ได้......คำถามมีอยู่ว่า...
- ศีลข้อที่ 1 ห้ามฆ่าและรังแกสัตว์ แล้วทำไมพระสงฆ์ถืงฉันเนื้อสัตว์ได้?
ถ้าตอบว่า ก็คนมาถวายไม่รับไม่ได้ ทำไมไม่ออกกฎไปเลยว่าพระสงฆ์ห้ามรับฉันอาหารประเภทเนื้อสัตซืไปเลยหล่ะ ในเมื่อสมัยพุทธกาล น่าจะหาพืชผักได้ง่ายมากกว่าเนื้อสัตว์ (พี่วินทร์คิดว่าอย่างไงครับ)
- ความเชื่อทางศาสนาที่ว่า "ตายไปแล้วตกนรก รับกรรมที่ก่อเอาไว้" และในเมื่อศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธมีการลงโทษแตกต่างกันไป ผมจึงสงสัยว่า "ถ้าคนไม่มีศาสนาตายแล้วจะไปไหน"

ผมเคยไปถามพระมาแล้วในคำถามเหล่านี้ สิ่งที่ผมได้คือ..........อืม..........??(หรือผมอาจยังไม่พบพระที่ตอบได)
ผมไม่ได้ต้องการได้คำตอบที่ถูกต้อง 100% แต่ผมอยากได้คำตอบแบบใหม่ๆนอกจาก ".....อืม....?"


ท้ายนี้ ผมขอขอบคุณสำหรับความเห็นของพี่วินทร์ครับ

ปล.ผมอยากให้พี่เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับข้อสงสัยทางศาสนาบ้างครับ

2009-04-01 11:43:25/ทางสายกลาง

 


เณรน้อย อิกคิวซัง
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย เณรน้อย อิกคิวซัง   เมื่อ: 2009-04-01 11:59:14
ถ้ามีโอกาสอยากให้ไปถาม พระอาจารย์ ป.อ.ปยุตโต ครับผม
จะได้คำตอบ คม ชัด ลึก ทีเดียวครับ

ที่ศาสนาสอนไม่ให้ฆ่าสัตว์เพราะไม่ต้องการให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเบียดเบียนกันฮะ
เพราะสังใดๆ ถ้าสรรพสัตว์ต่างก็เข่นฆ่าเบียดเบียนกัน สังคมนั้นก็อยุ่กันอย่างไม่สงบสุขครับ

และสวรรค์ในชาติหน้านั้นกระผมไม่แน่ใจว่ามีจริงไหม
แต่สวรรค์ในอก นรกในใจนะ มีแน่นอนครับ

ถ้าคุณไปฆ่าหรือทำร้ายคนอื่น รับรองคุณตกนรกในใจไปแล้วในขณะนั้นๆ แน่นอนครับ

สาธุๆ
 


silent road
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย silent road   เมื่อ: 2009-04-01 14:00:48
สำหรับเรื่องศาสนา (หลายคนอาจจะไม่ชอบความคิดของผมก็ได้)
ผมมองว่าเป็นแค่ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจจริงๆ

สำหรับคำถามข้อแรกนะคับ ก็เป็นสิ่งที่ผมสงสัยอยู่เหมือนกัน หากเรามัวแต่มากินเนื้อสัตว์ (ซึ่งผมก็กิน) แล้วเราจะต่างอะไรกับพระ และอาจจะพูดได้ว่า จะต่างอะไรกับสัตว์ทั่วไปละคับ กระต่ายยังถือมังสาวิรัติเลย

ส่วนข้อสองผมเคยอ่านเจอหนังสือเล่มนึง เป็นการ์ตูนพระพุทธศาสนา มีคนนึงถามคำถามเดียวกันกับคุณเลยคับ พระก็ตอบว่า "ถ้าคุณไม่เชื่อในแรงโน้มถ่วง หากคุณกระโดตึกลงไป คุณจะตายหรือไม่"
สำหรับผม มันเหมือนเป็นการตอบแบบกำปั้นทุบดินมากเกินไป แน่ละ ถึงเวลานี้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าสวรรค์หรือนรกมีจริงหรือไม่ คือผู้ที่ตายแล้วเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอคับ
 


สิญจน์ สวรรค์เสก
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย สิญจน์ สวรรค์เสก   เมื่อ: 2009-04-01 14:58:45

สวัสดีครับท่านทางสายกลาง

คำถามนี้ดูเหมือนว่าท่านทางฯ จะถามพี่วินทร์ แต่ท่านโพสต์ผิดห้องแล้วนะครับ หากอยากจะคุยกับพี่วินทร์ ต้องนำไปโพสต์ในห้อง "คุยกับวินทร์ฯ" ถึงจะถูก

เอาเถอะ ไหนๆ ท่านก็โพสต์มาที่ห้องหนอนสนทนานี้แล้ว ในฐานะที่ผมเป็นหนอนหนุ่มที่ซุ่มทำลับๆ ล่อๆ แกล้งทำหน้าหล่อๆ อยู่แถวนี้ ก็จะขอคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านบ้างล่ะนะครับ



ปุจฉา : ศีลข้อที่ 1 ห้ามฆ่าและรังแกสัตว์ แล้วทำไมพระสงฆ์ถืงฉันเนื้อสัตว์ได้?

วิสัชนา : ตามพระวินัยจริงๆแล้ว พระห้ามฉันเนื้อสัตว์นะครับ! ท่านอ่านถูกแล้วล่ะครับ พระห้ามฉันเนื้อสัตว์ แต่ให้ฉันอาหาร อะไรก็ตามที่ชาวบ้านให้มานั่นคืออาหาร ก่อนลงมือฉันท่านจะต้องพิจารณาปัจจเวกขณะ คือพิจารณาว่าอาหารนี้เราจะฉันเพื่อบำบัดทุกข์ทางกาย ให้หายหิว ให้มีชีวิตอยู่ได้ ไม่ใช่ฉันเพื่อความเอร็ดอร่อย เพื่ออ้วนพี เพื่อสนุกคะนอง

พระพุทธองค์ท่านทรงมองการณ์ไกลครับ จึงทรงบัญญัติต่อว่า อาหารที่สมมุติว่าเป็นเนื้อนั้น ต้องบริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ไม่เห็น(เขาฆ่าและทำ) ไม่ได้ยิน(ว่าเขาจะฆ่าและทำ) และไม่ได้รังเกียจ(ว่านั้นเป็นนั่น นี่เป็นนี่)

และเพื่อความเหมาะสมแก่สมณะสารูปมากขึ้นไปอีก ทรงบัญญัติเพิ่มอีกว่า ห้ามภิกษุฉันเนื้อสิบอย่างโดยเด็ดขาด คือ ช้าง ม้า หมา เสือโคร่ง เสือเหลือง เสือลาย เสือดำ หมี งู และมนุษย์

ทำไมพระองค์ถึงทรงบัญญัติแบบนี้?

หากนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปได้ จะเข้าใจว่าทำไมพระถึงต้องฉันอะไรก็ได้ คือสมัยโน้นมีคนมาบวชเป็นหมื่นๆ แสนๆ นะครับ อาหารไม่ใช่จะหาง่ายๆ เหมือนทุกวันนี้ ที่เดินเข้าตลาดสดตรงไหนล้วนมีช้อยส์ให้เลือกซื้อหามากินมากมาย อยากจะกินเจ กินมังสะวิรัติก็สบายบรื๋อเบบี้ดอล

ที่จริงแล้วร่างกายคนเรานี่ก็เหมือนต้นไม้นั่นแหละครับ พืชแต่ละชนิดต้องการปุ๋ย ยาบำรุง และยากำจัดวัชพืชที่แตกต่างกันไป ใครกินอะไรแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่ได้ก็เอาเถิด อย่าไปยุ่งกับชีวิตของคนอื่นเลย อีกทั้งการขยายพระศาสนาออกไปในถิ่นที่เลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วยการต้องกินเนื้อ ต้องดื่มนม เช่นเมืองหนาว หรือภูมิภาคอื่นๆ ในโลกล่ะ หากบัญญัติแบบนั้นซะตั้งแต่ต้น พุทธศาสนาจะเข้าไปเผยแผ่ได้ไหม? จะมิแคบอั๊กตั๊กอยู่เฉพาะกลุ่มเฉพาะพวกหรือ? องค์ศาสดาจะมีมุมมองแคบๆ แบบนั้นเชียวหรือ?

ศีลข้อหนึ่งนั่นน่ะ ถือให้มั่นเถิดครับ ถ้าถือมั่นแล้ว หากจะมีลู่ทางการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นเป็นลำดับไปเองหรอก

ครั้นผมจะอ้างว่า เราไม่สามารถห้ามคนในโลกไม่ให้ฆ่าสัตว์มาขายมากินได้ ท่านก็อาจจะแย้งว่าก็เพราะมีคนกินนะซี อืม อันนี้ก็ถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมด อย่าว่าแต่การสัตว์มากินเลยครับ แม้แต่การฆ่าคนแท้ๆ ที่ฆ่าแล้วก็กินเนื้อกินหนังก็ไม่ได้ แต่คนเรายังฆ่ากันได้ทั่วทุกมุมโลก เช่นการทำสงครามทั้งหลายนั่นน่ะ เราจะฆ่ากันไปทำไม? ห้ามผู้คนทั้งโลกไม่ให้ผลิตอาวุธขึ้นมาฆ่ากันได้ไหม? ทำเรื่องหยาบๆ ที่เห็นทนโท่แบบนี้กันก่อนดีไหม? แล้วค่อยมาห้ามเรื่องการฆ่าสัตว์ทั้งหลายมาขายมากิน

กิเลสของคนเราอยู่ที่การยึดมั่นถือมั่นทางจิตนะครับ วัตถุภายนอกนั้นเป็นอะไรต่างหากที่อยู่เฉยๆ ของมัน อาหารก็เหมือนกัน มันก็เป็นอยู่ของมันแบบนั้น หากผู้กินไม่ไปยึดมั่นว่ามันเป็นนั่น เป็นนี่ มันก็เป็นกิเลส แต่ถ้ากินเพียงสักแต่ว่าธาตุมันก็เป็นสักแต่ว่าอาหาร



บางคนสิครับ "ไม่กินเนื้อสัตว์!! แต่กำหนัดเนื้อสด!!" อันนี้กิเลสเต็มๆ เลยนะครับท่านเอ๋ย



การที่พุทธศาสนาจากจีนและธิเบตบางสายไม่กินเนื้อสัตว์นั้น ต้องมองให้กว้างและลึกถึงหลักภูมิศาสตร์ด้วย แผ่นดินจีนบางมณฑลไม่มีเนื้อสัตว์กินทั้งปีนะครับ บางฤดูหนาวมาก คนต้องเก็บผักมาดองไว้กินหลายเดือน เลยกลายเป็นประเพณีกินผัก(เจ)ขึ้นมา

และแน่นอน บางยุคบางช่วง เกิดศึกสงคราม พระบิณฑบาตไม่ได้ (แม้ชาวบ้านก็ยังอดตายเลย) ต้องจับจอบจับเสียมทำไร่ทำนาปลูกผักเอง ก็ในเมื่อมีศีลบังคับอยู่แล้ว พอทำแบบนั้นหลายชั่วอายุคนเข้า ท่านเหล่านั้นจึงค่อยๆ กลายมาเป็นลัทธิกินเจ พอนานๆ เข้า เลยลืม" รากแรก" ที่เข้าไปหยั่งในแผ่นดินนั้นไปเลย บวกกับอาหารพวกผักผลไม้ต่างๆ นั้นหาง่ายมากในทุกวันนี้ จึงสะดวกเข้าไปใหญ่ ซ้ำหากกินอาหารจำพวกนี้ก็เป็นผลดีต่อสุขภาพด้วย เข้าล็อคแฟชั่นตามโลกตะวันตกที่กำลังแตกตื่นเรื่องชีวภาพ ชีวจิตเข้าไปอีก เห็นไหมครับ มันบวกกันหลายทฤษฎี มีหลายเหลี่ยมมาก



อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะพูดคือ นักปฏิบัติที่ท่านเอาจริงเอาจังกับการทำความเพียรฝึกสมาธิเจริญสติกันจริงๆนั้น ท่านไม่ใคร่ให้ความสะคัญกับการกิน การตด การขี้ การเยี่ยวเหม็นๆพรรค์นี้สักเท่าไหร่หรอกครับ กินอะไรก็ได้ที่ไม่ตาย ทำให้ร่างกายอยู่ได้ แล้วมุ่งลัดตัดตรงเข้าไปฆ่า "ตัณหา" คือความทะยานอยากภายในจิตซึ่งเป็นมูลเหตุที่ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นโดยตรงกันเลย เพราะการวิ่งตะลอนไล่ตอนไล่ตัดกิเลสด้วยสิ่งภายนอกเหล่านี้ ไม่จบหรอกครับ เหมือนคนเล่นเกมอะไรล่ะ ที่คอยเอาค้อนไล่ทุบตัวอะไรที่มันผลุบโผล่ขึ้นมาจากรูนั่นน่ะ




ปุจฉา : ความเชื่อทางศาสนาที่ว่า "ตายไปแล้วตกนรก รับกรรมที่ก่อเอาไว้" และในเมื่อศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธมีการลงโทษแตกต่างกันไป ผมจึงสงสัยว่า "ถ้าคนไม่มีศาสนาตายแล้วจะไปไหน?"


วิสัชนา : พระพุทธศาสนาไม่เคยสอนว่า ตายแล้วไม่ได้ไปตกนรกอย่างเดียวนะครับ แต่สอนว่าตายแล้วไปเกิดเป็นอะไรก็ได้ตามสภาวะจิตอันเกิดจากการกระทำที่ตนอบรมตนเองมานั้น

ไฟหรือว่าความร้อนนั้น คนมีศาสนาหรือไม่มีศาสนาไปจับมันก็ร้อนครับ ความเย็นก็เช่นกัน เหล่านี้คือสภาวะที่เป็นสัจจธรรม

การเวียนว่ายตายเกิดนี่ก็เหมือนกัน อย่ามองหยาบๆ แค่เฉพาะคนเราเลยครับ ต่อให้เป็นสัตว์เป็นตัวอะไร หรือจะเอาภพภูมิที่ละเอียดมากกว่านี้ก็ยังได้ ล้วนเวียนว่ายตายเกิดเหมือนๆ กันนั่นแหละ

คนศาสนาอื่น หรือคนไม่มีศาสนาก็ตาม ถ้าเขาทำดี นั่นมันก็ดีอยู่แล้วล่ะครับ ถ้าทำชั่ว อย่าว่าแต่คนด้วยกันเลย แม้แต่สัตว์มันก็ยังเกลียดยังกลัวเหมือนๆ กัน

หลักคำสอนของศาสดาองค์อื่นก็บอกว่ามีสวรรค์มีนรกนะครับ

ต้องมองหลักสัจจธรรมให้ข้ามล่วงกรอบศาสนาต่างๆ ให้ได้นะครับ หาไม่แล้ว ท่านจะมาติดอยู่ที่ "ยี่ห้อทางศีลธรรม" เหล่านี้




อีกแง่หนึ่งที่ผมอยากจะพูดคือ บางคนบางท่านชอบพูดว่า ผมไม่เชื่อในหลักคำสอนของศาสนาใดๆ เลยนั้น ตายแล้วผมจะไปตกนรกไหม?

ก็ดูที่กรรมหรือว่าการกระทำของคนๆนั้นสิครับ ถ้าเขาทำดี แม้ไม่ได้บอกว่านับถือศาสนาใดมันก็ดีอยู่ในตัวของมันเองนั่นแหละ อย่างการให้ทานนี่น่ะ ไม่จำเป็นว่าต้องให้คนพุทธด้วยกันถึงจะสบายใจนี่นา ใช่ไหมครับ เราเอื้อเฟื้อคนชาติอื่น ศาสนาอื่น ถ้าหากพวกเขาเป็นคนดีและใจกว้างพอ ย่อมรู้ว่านี่เราใจดี เรากำลังทำดีกับเขา แม้ให้ข้าวหมาอาหารแมวพวกมันยังรู้เลยครับว่าเราทำดีกับมัน

ศีลก็เหมือนกัน ว่าให้ถึงที่สุดตามคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ ท่านว่า "ศีลคือสภาวะจิตที่สะอาดปราศจากโทษภัย"

เพราะใจคนเราไม่สะอาดนี่แหละครับ เลยเกิดการกระทำ เกิดคำพูดที่หยาบ สกปรก ที่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทำร้ายทำลายกัน จนต้องบัญญัติกฎหยาบๆ ขึ้นมาเป็นข้อๆ เพื่อห้ามปรามเอาไว้ แต่ถ้าฝึกจิตจนดีแล้ว สะอาดบริสุทธิ์แล้ว ฉีกข้อศีล ฉีกพระวินัยทิ้งไปได้เลยครับ ท่านเหล่านั้นหากจะรู้ตัวของท่านเองว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร อ้อ แม้แต่กฎหมาย มาตรารัฐธรรมนูญทั้งหลายนั่นก็ด้วย หากมีแต่คนดีจะบัญญัติมันขึ้นมาทำไมอีกมิทราบ?

การตกนรกหรือขึ้นสวรรค์จึงไม่ได้อยู่กับความเชื่อนะครับ แต่อยู่ที่การกระทำต่างหาก

 


ระริน
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย ระริน   เมื่อ: 2009-04-01 16:35:01
ขอตอบด้วคนค่ะ
-ศีลข้อที่ 1 ห้ามฆ่าและรังแกสัตว์ แล้วทำไมพระสงฆ์ถืงฉันเนื้อสัตว์ได้?

ถ้าตอบตรง ๆ แบบไม่เบี้ยว ก็คือพระสงฆ์ท่านไม่ได้ฆ่าและรังแกสัตว์นี่คะ เพราะถ้าทำก็ผิดศีล แต่ที่ฉันได้ เพราะฉันได้ ไม่ได้ผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าห้าม ก็ฉันได้

อย่าลืมว่าพระสงฆ์ปฏิบัติตามพระวินัย คือทำตามกฏและละเว้นตามข้อห้าม พระสงฆ์ไม่ต้องมาคิดว่าควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร เพราะมีข้อบัญญัติเป็นพระวินัยอยู่แล้ว พระวินัยก็เป็นเหมือนคู่มือของพระสงฆ์แหละค่ะ

ทีนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า ถ้างั้นแล้วทำไมพระพุทธเจ้าไม่ห้ามเรื่องกินเนื้อสัตว์ จริง ๆ แล้วท่านก็ห้ามเฉพาะที่ต้องห้าม อันที่ไม่ห้ามก็เพราะไม่ต้องห้าม เช่น ถ้าเค้าฆ่าเพื่อมาเจาะจงถวายให้ท่าน ถ้าท่านรู้ ท่านเห็น ก็จะไม่ฉัน อันนี้ท่านก็เลยห้ามไม่ให้ฉัน ถ้ารู้และเห็นว่าเค้าฆ่ามาเพื่อถวาย นอกจากนั้นเนื้อหลายชนิด เช่นเนื้อมนุษย์ ก็บัญญัติห้ามไม่ให้ฉัน เพราะเท่าที่จำได้เหมือนเคยมีคนอยากทำบุญแต่ไม่มีอะไรจะถวาย ก็เลยเอาเนื้อตัวเองมาถวายพระ พอพระพุทธเจ้ารู้ ก็เลยห้าม ไม่ให้ฉันเนื้อมนุษย์

ตามรากศัพท์ของภิกษุ แปลว่าผู้ขอ และน่าจะหมายความว่าขอตามที่คนอื่นจะให้ คือใครจะให้ (ถวาย)อะไร ก็เอาตามนั้น ไม่ต้องเลือก

ถ้าอ่านจากพระไตรปิฎก ไม่ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าสอนให้ขอ
"บุคคลรู้ว่า สิ่งของอันใดเป็นที่รักของเขา ก็ไม่ควรขอสิ่งของอันนั้น บุคคลย่อมเป็นที่เกลียดชังเพราะขอจัด" (มณิกัณฐชาดก )

แต่กลับสอนให้รู้จักให้
“บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย ควรแบ่งของปานกลางให้ตามของปานกลาง ควรแบ่งของมากให้ตามมาก การไม่ให้เสียเลยย่อมไม่สมควร จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข" (โกสิยชาดก)

เพราะฉะนั้น ตามความคิดที่ไม่ได้บวชเรียนมานะคะ ก็คิดว่า การมีพระภิกษุ นอกจากจะไว้สืบทอดพระพุทธศาสนาแล้ว ก็เป็นหลักการสอนทางอ้อมอย่างหนึ่ง ให้คนรู้จักให้ บริจาค แบ่งปันหรือเสียสละ คือหัดให้คนรู้จักให้ ใช้เงื่อนไขเรื่องคนรับคือพระภิกษุขึ้นมา นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องบุญ มาเป็นหลักการสอนอีกทางหนึ่ง เพื่อสอนให้คนที่ให้แล้ว ได้เกิดอิ่มเอมกับการให้ก็คือบุญ (ความสุข)นั่นเอง

-ความเชื่อทางศาสนาที่ว่า "ตายไปแล้วตกนรก รับกรรมที่ก่อเอาไว้" และในเมื่อศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธมีการลงโทษแตกต่างกันไป ผมจึงสงสัยว่า "ถ้าคนไม่มีศาสนาตายแล้วจะไปไหน"

จริง ๆ ตายแล้วไปไหน ทางพุทธศาสนาสอนว่า ตายแล้วจะว่าไปก็มีทั้งไปไหนและไม่ไปไหน เหมือนว่าตายแล้วจะเกิดใหม่หรือเปล่า พระพุทธเจ้าก็บอกว่า มีทั้งเกิดและไม่เกิด แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปรู้ เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร

การตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ ก็เป็นทั้งเรื่องจริงและอุปมาอุปมัย

บุญ-กรรม เป็นเรื่องเฉพาะตัว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกินของไม่ดี ไม่สะอาด คุณก็อาจจะปวดท้องหรือไม่ปวดท้องก็ได้ เพราะมันไปขึ้นอยู่กับปัจจัย (องค์ประกอบ) ต่าง ๆ ด้วย เช่น เงื่อนของเวลา กินไปเมื่อไหร่ กินไปมาก-น้อยแค่ไหน เป็นต้น เพราะฉะนั้น ก็เลยอาจจะได้ผลทั้งสองอย่างคือเกิดและไม่เกิด และถ้าเกิดคือสมมุติว่าปวดท้อง ก็ไม่มีใครไปปวดท้องร่วมกับคุณด้วย เว้นแต่ว่าคุณเอาของสิ่งนั้นไปให้คนอื่นกิน เค้าก็อาจจะปวดท้อง (หรือไม่ปวด)เช่นกัน ถ้าปวดเค้าก็อาจจะปวดไม่เหมือนคุณ ไม่เท่ากับคุณ แล้วที่สำคัญก็คือต่างคนต่างปวด ไม่ขึ้นอยู่กับกันและกัน แต่อาจจะเกี่ยวข้องกัน เพราะปวดท้องเนื่องมาจากคุณ

เหมือนเวรกรรมนั่นแหละค่ะ ใครทำ-ไม่ทำ ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องได้ผลเหมือนกันหรือไม่เหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทั้งนั้น

ดังนั้น ถ้าไม่ใช่คนพุทธที่บังเอิญไปทำกรรมเอาไว้ ก็อาจจะตกนรกหรือไม่ตกนรกได้ทั้งนั้น อาจจะรับกรรมหรือไม่รับกรรมได้ทั้งนั้นเหมือนกัน และตายไปแล้วจะไปไหนหรือไม่ไปไหนก็ได้เหมือนกัน

อ่านแล้วงงมั้ยคะเนี่ยะ ค่อย ๆ อ่านก็คงจะเข้าใจได้ง่าย ๆ ค่ะ

ถกกันเรื่องพุทธศาสนากันเยอะ ๆ เถอะค่ะ จะได้เกิดปัญญา เพราะทางพุทธเราสอนเรื่องปัญญา ไม่ได้สอนเรื่องความเชื่อหรือศรัทธา เมื่อมีข้อสงสัย มีปัญหา ก็ใช้ปัญญากำจัดข้อสงสัยและปัญหานั้นไป

วิถีของพุทธจึงสอนให้คิดให้ได้ คิดให้เป็น มองให้เห็น และ เข้าใจ
 


หัวใจสีส้ม
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-04-01 17:23:36
วาว..... แปะๆๆๆๆๆๆ

ข้าน้อยขอคาราวะ ท่านสิญจน์ สวรรค์เสก ด้วยใจจริงค่ะ
โดนใจข้าน้อยนัก
^^

อ่านแบบตั้งใจมากๆเลย (แอบกระซิบ)

ดิฉันได้เคยอ่านหนังสือของ อ.ประมวล เพ็งจันทร์
เรื่อง เดินเพื่ออิสระภาพ
ก็ได้กล่าวไว้ในเรื่องการรับประทานอาหาร และก่อนรับประทานให้พึงสำรวมจิต
และพิจารณาอาหารก่อนนำลงไปเพื่อหล่อเลี้ยงกายหยาบ

ศาสนา เต็มไปด้วยปริศนาธรรมค่ะคุณทางสายกลาง
เหตุแห่งทุกข์ เพราะเราไม่รู้จักทุกข์
เหตุแห่งสุข เพราะเราไม่รู้จักสุข
อ่านไม่ผิดค่ะ ต้องตั้งมั่นในทางสายกลาง เพื่อไม่ทุกข์ และไม่สุขจนเกินพอดี

พระพุทธองค์ทรงบรรยัติหลักธรรม เพื่อให้หมู่มวลมนุษย์
ได้พึงพิจารณาทุกสิ่งก่อนตัดสินใจทำสิ่งใดๆ
หาใช่เอนเอียง

เป็นดังที่ท่านสิญจน์ แจ้งไว้นั่นหนา ^___^


ดิชั้นว่า ...คนที่ไม่นับถือศาสนาใดเลยนั้น
เมื่อคราวที่จิตลาจากกายหยาบแล้วต้องไปหนใดนั้นไซร้
คงจักต้องถามกลับว่า
ก่อนที่จะลาจากไปโลกนี้ไป
กายหยาบนั้นเคยทำสิ่งใดที่เป็นเรื่องเบียดเบียนผู้อื่นไว้หรือไม่
เบียดเบียนนั้น หมายรวมถึง แม้เพียงทำให้สิ่งมีชีวิตใดๆ ทุกข์กาย หรือทุกข์ใจ
(พูดส่อเสียด นินทา ให้ร้าย ก็เป็นกรรมแล้ว ไม่ต้องถึงกับฆ่าแกงกัน)

ระดับของพระสงฆ์ก็ยังมีหลายระดับ เหตุเพราะยังไม่อาจลดละเลิกได้หมดนั่นเอง

ถามต่อค่ะ นั่นสิ ...แล้วไปไหนต่อล่ะ ก็เค้าไม่นับถือศาสนาอะไรทั้งสิ้น
ตอบแบบปรัชญากลางๆนะคะ
กายหยาบไปนอนในที่สงบ เพื่อรอพบสัจธรรม

(แล้วแต่ว่าเจ้าของกายจะให้บำเพ็ญกุศลศพลักษณะใด
คนไม่นับถือศาสนาใดเลย ดิชั้นเองก็สงสัยเช่นกัน ว่าหลังจากเสียชีวิตแล้วนั้น
จะมีการจัดพิธีศพแบบใด??)

ส่วนจิตที่ล่องลอย คงมิอาจมีใครตอบได้ว่าไปไหน
นอกจากพระพุทธองค์

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ...
มีสิ่งที่มนุษย์ควรทำ และควรรู้มากกว่าจะมานั่งตั้งคำถามว่าตายแล้วไปไหน
แต่กายนั้น กลับมิสร้างกรรมดีอะไร
ก็มิอาจทำให้เกิดกุศลกรรมใดๆ

พระพุทธองค์ทรงตรัสเช่นนั้น
เพราะบัวมีสี่เหล่า ครั้นจะนั่งอรรถาธิบายไป

แต่บางเหล่ารับรู้ได้ ก็ปฏิบัติได้

ครั้นหากเป็นบัวที่รับรู้ได้ช้า ก็ใช้เวลาเพื่อบรรลุหลักธรรม

หากเป้นบัวในตม ไม่อาจสั่งสอนได้ แม้นบอกไปก็มิอาจจบสิ้นคำถาม
^/\^

ตัวดิชั้นเองก็หาใช่ผู้ศึกษาหลักธรรมลึกซึ้งนัก
แต่เข้าวัดบ่อยๆ และชอบอ่านหนังสือธรรมะน่ะค่ะ

เวลาอ่านแล้วก็หลับตาเพื่อตีโจทก์ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน
เมื่อระลึกได้ว่าคืออะไร ก็มานั่งน้ำตาซึมทุกครั้ง
ได้เห็นว่า เออหนออันตัวเรานั้นหยาบนัก
จักต้องสลัดจิตหยาบออกด้วยจึงจักน่าพิสมัย
หากแม้นจิตสลัดกายหยาบไปแล้ว
คนข้างหลังจักได้ระลึกถึงเสมอ ^^

แต่ทางที่ดีคุณทางสายกลางต้องไปโพสต์ ถามคุณวินทร์ที่
http://www.winbookclub.com/talk_topic.php
คุยกับวินทร์ เลียววาริณ ค่ะ

^___^
 


หนอนดำ
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย หนอนดำ   เมื่อ: 2009-04-02 11:19:28
อ่านของคุณสิญจน์ สวรรค์เสก แล้วสว่างวาบเลยครับ

เอาไปเลยสามจอก
เอาเป็นชาละกันนะครับ สามจอกนี้ จะได้ไม่ผิดศีล (^_^)
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   b1f8c89e
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)