ผู้เขียน
หัวข้อ: เรื่องสั้น "เด็กตาบอด"
ระริน
เรื่องสั้น "เด็กตาบอด"
เมื่อ:
2009-04-01 18:20:52
อิ่มลืมตามองดูโลกได้ไม่ถึงปี ก็เกิดติดเชื้ออย่างรุนแรงจึงทำให้ตาบอดสนิททั้งสองข้าง
หลังจากที่อิ่มกลายเป็นเด็กตาบอด พ่อแม่ของอิ่มก็รู้สึกเหมือนอิ่มเป็นของสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องซ่อนไว้ไม่ให้ใครหาเจอ อิ่มต้องใช้ชีวิตซ่อนผู้คนอยู่ในห้องแคบ ๆ ชั้นบนของบ้าน อาร์มน้องชายคนเล็กจึงกลายเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่แบบที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ
เด็กตาบอดอย่างอิ่มใช้ชีวิตตั้งแต่เล็กจนโต นอกจากจะมองไม่เห็นใครแล้วก็แทบจะไม่ได้พูดคุยกับใครอีกด้วย ชีวิตอิ่มอยู่ในความมืดและความเงียบ จากที่เคยรู้สึกกลัวก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นรู้สึกชินในที่สุด
การตัดสินใจครั้งสำคัญของพ่อแม่ก็คือการพาอิ่มไปโรเรียนสอนเด็กตาบอด เมื่อตอนอายุของอิ่มเลยเกณฑ์ไปหลายปีแล้ว อิ่มตื่นเต้นกับชีวิตที่กำลังจะเปลี่ยน แม่บอกว่าที่โรงเรียนมีหอพักให้เด็ก ๆ อย่างอิ่มได้สนุกกับเพื่อน ๆ ได้เรียนหนังสือและแวดล้อมด้วยคนที่เป็นมิตรและเข้าใจอิ่ม
หลังจากวันที่พ่อแม่พาอิ่มมาโรงเรียน อิ่มก็ไม่เคยได้ยินเสียงพ่อแม่มาหาอีกเลย การอยู่หอพักแบบชั่วคราวก็เปลี่ยนเป็นแบบประจำทั้งชีวิต แต่สิ่งเดียวที่พ่อแม่ทำเป็นประจำไม่เคยขาดก็คือส่งเงินค่าหอพักและค่าอาหารมาให้ที่โรงเรียน จะขาดแต่เพียงก็แค่ความเป็นพ่อแม่ที่ต้องรัก ห่วงใย และคอยดูแลลูกสาวตาบอดเท่านั้น ที่ขาดหายไป
ทุกวัน ทุกเดือน และทุกปีที่โรงเรียนสอนเด็กตาบอดผ่านไปอย่างช้า ๆ อิ่มมีเพื่อนไม่มากนักที่นี่ อาจจะเป็นเพราะว่าอิ่มไม่คุ้นเคยกับการพูดคุยกับใคร ๆ มาตั้งแต่เล็ก สิ่งที่อิ่มทำเป็นประจำในการเป็นนักเรียนประจำก็คือการนั่งเงียบ ๆ คนเดียวบนเก้าอี้ไม้ตัวยาวที่สนามหญ้าข้าง ๆ โรงอาหาร
"หนูอิ่มมานั่งดูท้องฟ้าคนเดียวอีกแล้ว"
เสียงของครูแนนผู้ใจดี ลอยแว่วมากับสายลมยามเย็น
"ถ้าหนูได้เห็นท้องฟ้าจริง ๆ อย่างที่ครูแนนพูดก็ดีสิค่ะ แต่นี่ไม่เห็นอะไรเลย"
อิ่มทำเสียงเศร้า ๆ คล้าย ๆ กำลังตัดพ้อกับโชคชะตาของตัวเอง
"หนูอิ่มกำลังคิดอะไรอยู่ คิดถึงบ้านเหรอจ๊ะ"
"คิดถึงเสียงของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ หนูไม่ได้ยินเสียงท่านมานานแล้ว" อิ่มตอบแบบใสซื่อจนครูแนนจับมืออิ่มบีบเบา ๆ เหมือนดั่งเป็นคำปลอบ ดดยไม่ต้องมีคำพูด
"แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูเข้าใจท่านดี..." อิ่มเบาเสียงลง รู้สึกเหมือนมีก้อนกรวดเล็ก ๆ อยู่เต็มคอ จนพูดอะไรไม่ออก
"อย่าเศร้าไปเลยค่ะ ครูอยู่ตรงนี้กับหนูอิ่มนะคะ" อิ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของครูแนนที่ขยับเข้ามาจนชิด
"หนูไม่เศร้าหรอกค่ะ ก็หนูยังมีครูแนนอยู่ทั้งคนนี่...ครูแนนคะ บอกหนูหน่อยได้มั้ยคะว่าตอนนี้ฟ้าเป็นสีอะไร"
"ฟ้าสีสวยมากเลยจ้ะ ดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว ทำให้ฟ้าตอนนี้มีสีส้ม สีเหลือง เป็นริ้ว เป็นลาย สวยงามมากเลย"
"หนูอยากเห็นจัง"
"หนูอิ่มฟังครูนะคะ การมองเห็นบางครั้งไม่ได้ใช้แค่ตามองเท่านั้นนะคะ ของบางอย่างถึงมีตาก็มองไม่เห็น มันต้องใช้ใจมองถึงจะเห็น อย่างความงาม ความรัก และความสุขของคนเราไงคะ ถึงหนูอิ่มจะมองไม่เห็นด้วยตา หนูก็น่าจะลองใช้ใจมองเห็นแทนบ้างนะคะ" เสียงครูแนนอ่อนโยนและมีเมตตาจนอิ่มรู้สึกได้
ค่ำแล้ว..ได้ยินเสียงประกาศของหอพักให้เด็กทุกคนเข้านอน อิ่มเปิดหน้าต่างห้องนอน มองออกไปข้างนอก อิ่มมองเห็นความสวยงามของพระจันทร์ในคืนข้างขึ้น พระจันทร์กลมโต ราวกับอยู่ใกล้แค่เอื้อม เป็นครั้งแรกที่อิ่ม อิ่มใจกับการมองเห็นในค่ำคืนนี้ การมองเห็นที่ไม่ได้ใช้ตา แต่ใช้ใจมองเห็น
อิ่มค่อย ๆ ปิดหน้าต่างอย่างแผ่วเบา แล้วเข้านอนด้วยใบหน้าเปื้อนสุข ต่อจากนี้ไป ชีวิตของอิ่มจะไม่มืดมิดอีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้อิ่มมองเห็นแสงสว่างของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ความสุขที่อิ่มเคยคิดว่ามันอยู่ไกลโพ้น แต่แท้จริงแล้ว ความสุขมันอยู่ใกล้ ๆ แค่นี้เอง.. แค่ที่หัวใจของอิ่ม
2009-04-01 18:20:52/ระริน
แก็บ
ความเห็นที่
1
ตอบโดย แก็บ เมื่อ:
2009-04-01 21:04:47
ดีครับพี่พี่ระริน
ตอนแรกๆก็ตัดพ้อนิดนึง ทำไหมพ่อแม่ทำแบบนั้นว้า แต่พออ่านจบ อิ่มอกอิ่มใจจริงๆๆเลยครับ บ้างที่คนตาดีๆหรือไม่พิการ เลย ตามหาความสุขไม่เจอเลยก็มี มันอยู่ที่ใจจริงๆๆที่จะมองเห็นสิ่งเหล่านี้ที่เรียกว่าความสุขที่แท้จริง
เงินตราก็หาชื้อความสุขแบบนี้ไม่ได้แน่นอน
ครั้งแรกที่อิ่ม อิ่มใจกับการมองเห็นในค่ำคืนนี้ การมองเห็นที่ไม่ได้ใช้ตา แต่ใช้ใจมองเห็น
ชอบมักๆๆครับ
ขอบคุณครับพี่ระรินเอาเรื่องราวดีดีมาให้อ่านนะครับ
นางงามมิตรภาพ^_^
ความเห็นที่
2
ตอบโดย นางงามมิตรภาพ^_^ เมื่อ:
2009-04-02 00:18:19
สวัสดีค่ะคุณระริน
เสียดายจังเลยที่เข้ามาอ่านงานท่านหลังจากโพส
แสงสว่างในความมืดมนไป
อายจังเลยค่ะ
ด้วยมิตรภาพ
ระริน
ความเห็นที่
3
ตอบโดย ระริน เมื่อ:
2009-04-02 07:54:59
น้องแก็บ:
ขอบคุณจ้ะ ที่ขยันมาให้กำลังใจ ซาบซึ้งมาก
เรื่องนี้พี่เขียนจากประสบการณ์ที่ไปสอนเด็กตาบอดที่โรงเรียนเด็กตาบอดกรุงเทพฯ ได้เจอเด็กมากมาย จนตอนแรกจะเขียนเป็นซีรี่ส์แต่เขียนไม่ได้ สะเทือนใจทุกครั้งที่นึกถึงหน้าน้อง ๆ ที่นั่น
เขียนเรื่องหนูอิ่มออกมาได้ ก็บุญแล้ว
ก็มีพ่อแม่หลายคนที่ทิ้งเด็กตาบอดไว้ที่โรงเรียนจ้ะ จากมาเยี่ยมบ่อย ๆ เป็นนาน ๆ มาที และก็เป็นนานมากจะมาที เด็กบางคนหลังจากที่เลยอายุที่ต้องอยู่กับหอของโรงเรียนแล้ว เลือกออกไปใช้ชีวิตตาบอดลำพัง ไม่กลับบ้าน ด้วยเหตุผล ไม่อยากกลับและที่บ้านไม่อยากให้กลับ
เศร้า!!
คุณนางงามมิตรภาพ:
ได้อ่านแสงสว่างแห่งความมืดมนแล้วค่ะ
ชอบมาก
ที่เด็กมีแม่เป็นแสงสว่างให้
จริง ๆ ก็ควรเป็นอย่างนั้นนะคะ แต่ก็อาจจะมีที่ไม่เป็นอย่างนั้น
แปลกจัง ที่ได้ยินคุณนางงามพูดว่าอายจัง หลังจากที่เข้ามาอ่านงานของเรา ไม่เห็นมีอะไรต้องอายตรงไหนนี่คะ
เราต่างมีมุมมองในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ได้เหมือนและแตกต่างกัน เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ไม่ต้องคิดมากนะคะ
ด้วยมิตรภาพเช่นกันค่ะ
แก็บ
ความเห็นที่
4
ตอบโดย แก็บ เมื่อ:
2009-04-02 09:08:09
ดีตอน้าครับพี่ระริน
แก็บเคยไปเลี้ยงข้าวเด็กตาบอด ตรงที่ฝั่งราชวิถี ตรงเส้นที่จะไปโรงบาลรามาอะครับ
เขาเรียกว่าโรงเรียนเด็กตาบอดกรุงเทพหรือป่าวครับ แก็บก็จำไม่ค่อยได้นานมากแล้ว
แต่น้องๆๆเขาน่ารักมาก ยิ้มแย้มแจ่มใสมาก ถ้าไม่บอกว่าว่านี้คือโรรงเรียนตาบอดอาจจะไม่รู้เลยที่เดียว ในใจก็ว่าเดียวจะมาอีกบ่อยแต่กลับแล้วกับเล่า ก็ยังไม่ได้ไปเลยครับ
แล้วตอนนี้พี่ระรินยังสอนอยู่ปะครับ
ขอบคุณครับผม
ชริ
ความเห็นที่
5
ตอบโดย ชริ เมื่อ:
2009-04-02 09:31:13
ชอบค่ะ คุณระริน
ชริอ่านเรื่องนี้ทำให้คิดอะไรออก คิดว่าคนตาบอดต้องการกำลังใจจากครองครัวยังไม่พอ
คนอื่นก็สามารถหยิกยื่นให้กำลังใจได้เช่นกัน เนื่องจากนั้นทัศนะที่ดีก็เป็นสิ่งหนึ่ง
และช่วยให้เขาเข้าใจเหมือนคนปรกติได้ สิ่งนี้แหละคือการมองเห็น
ระริน
ความเห็นที่
6
ตอบโดย ระริน เมื่อ:
2009-04-02 10:57:03
ตอนนี้ไม่ได้สอนแล้วจ้ะน้องแก็บ ที่เดียวกันแหละ น้อง ๆ ก็มีน่ารัก มีเศร้า มีเกเร มีเก้าลอเก้า
ถ้าเรานาน ๆ ไปที เราก็จะเห็นชีวิตพวกเค้าแบบนึง คนที่อยู่กับเค้าตลอดก็จะเห็นชีวิตอีกแบบนึง
พี่สอนน้อง ๆ เค้าไม่นานหรอกค่ะ สอนทำการบ้านช่วงเย็น เพราะน้อง ๆ เค้าไปเรียนรวมกับคนปกติ เค้าก็จะมีปัญหามากอยู่สักหน่อย หนังสือเรียนไม่ใช้ตัวเบล์ไงคะ ก็ต้องให้เพื่อนจดเลคเชอร์ให้ บางคนก็อัดเทปกลับมาฟัง บางคนพอยากมาก ๆ กลับจากโรงเรียนก็ไม่ทำการบ้านเลย พี่จะช่วยอ่านการบ้านให้เค้าฟัง แล้วให้เค้าตอบ เอาคำจอบจากเค้าเขียนลงในสมุดให้ เค้าก็จะได้มีการบ้านส่งคุณครู
พี่เป็นคนอ่อนไหวมากไปหน่อย วันแรกที่ไป กลับบ้านมาร้องไห้แทบจะไปอีกไม่ได้ ตอนหลังต้องสะกดจิตตัวเองห้ามเศร้า แต่ก็เศร้าอยู่ตลอดนะ
คุณชริ:
ขอบคุณค่ะที่ชอบ
กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมาก พอ ๆ กับวิธีในการที่เรามองสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
การมองเห็นไม่ใช่การเพ่งอยู่กับการมองเห็นด้วยตา ถ้าอย่างนั้น ตามองไม่เห็นก็ไม่ต้องเห็นอะไรอีกแล้ว
แล้วความรัก ความงาม ความสุข เราต้องใช้ตาคู่ไหน หรือ ตากี่คู่ ถึงจะมองเห็นล่ะคะ?
ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :
afb1f5c2
ใส่รหัส :
(กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)