ผู้เขียน  หัวข้อ: ตามลมหายใจ...ไปตรัง
saranya_นก

ตามลมหายใจ...ไปตรัง
 เมื่อ: 2009-04-04 00:17:31 


ในช่วงเวลาที่อากาศรอบกายร้อนขึ้นอย่างไร้ความปราณี พายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ฉันเองก็ต้องใช้กระบวนการความคิดต่าง ๆ เพื่อขจัดพายุอารมณ์ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาหลายต่อหลายลูก แต่ก็ยังมีพายุอีกลูกหนึ่งที่หมุนวนอยู่ในใจอย่างรุนแรง...

“ เรื่องใหญ่ล่ะ เธอจำพี่คนที่เราเคยบอกว่า เขาสนใจเธอตอนงานแต่งงานเราได้ไหม เรานึกว่าเขาพูดเล่น ๆ ไม่ได้จริงจังอะไร แต่เขาเอาจริงล่ะ ” เพื่อนรักโทรศัพท์มาหาฉันก่อนวันที่ฉันจะออกเดินทางเพียงสองวัน

“ ความจริงพี่เขาโทรหาเราหลายครั้งมากแล้ว แต่เราไม่ได้บอกเธอ เพราะเรากับแฟนคิดว่าลักษณะของเขาหลาย ๆ อย่างไม่น่าจะเข้ากับเธอได้เลย ” เพื่อนอธิบายต่อ

“ อย่างนั้นก็ดี ก็บอกเขาไปเลยก็ได้นะ ว่าเราไม่ได้อยากมีแฟน เราไม่อยากแต่งงาน เธอจะได้ไม่ต้องลำบากมายุ่งยากกับเรื่องของเราไปด้วยนะ ” ฉันบอกจากใจจริงที่รู้สึกไม่ปลื้มคนที่มาสะดุดตาฉันสักเท่าไหร่

“ แต่พี่เขาเอาจริงนะ เขาบอกเราว่าเขาจะพาเธอไปกินข้าว ไปนั่งรถเที่ยวเลยนะ ” เพื่อนนำเสนอต่อ

“ เหรอ... ” ฉันพูดในน้ำเสียงตกใจ เพราะรู้สึกว่าอะไรมันจะรวดเร็วอย่างนั้น

“ เราก็มีความสุขกับชีวิตดีแล้วนะ บอกตามตรง เรากลัวอะไรที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างมากมายและรวดเร็วอย่างนี้ แล้วก็ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าอะไรจะเข้ามา จะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ” ฉันอธิบายความในใจที่พรั่งพรูออกมาให้เพื่อนฟัง

“ แต่เราก็รักเธอนะ เราอยากให้เธอเปิดใจ ความจริงเราก็เห็นว่าพี่เขาก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไร ที่เราไม่กล้าโทรมาก่อนหน้านี้ เพราะเรากลัวว่าพี่เขาจะอกหักมากกว่ากลัวว่าเธอจะอกหักอีกนะ ” หลังจากคำพูดของเพื่อนทำให้ฉันสับสนไปหมด แล้วคิดไปว่า เอ...ตกลงเธอเป็นเพื่อนของฉันหรือของเขากันแน่นะ

ในที่สุดเราสองคนก็คิดกันว่า จะต้องให้เขาผ่านด่านสำคัญมากด่านหนึ่งเสียก่อน หากผ่านได้สำเร็จ แล้วค่อยให้โอกาสเขาได้พูดคุย

“ เราว่าตามปกติแล้วถ้าผู้ชายเขาไม่จริงจังจริง ๆ เขาก็จะไม่กล้าเข้ามาด่านนี้หรอกนะเธอ ” เพื่อนเอ่ย

“ ก็ว่างั้นแหละ ” ฉันบอกออกไปอย่างรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับเรื่องของความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านี้เหลือเกิน





และเมื่อถึงเวลานี้ที่กำลังจะออกเดินทางฉันไม่คิดที่จะนำพาพายุหมุนในใจให้พัดจากฝั่งออกไปในทะเลด้วย จึงตัดสินใจนำวิธี “ ตามลมหายใจ ” ของคุณหนูดี วนิษา เรซ มาใช้ โดยการวางความคิดทั้งหมดนั้นไว้ที่สายใต้ใหม่ แล้วไม่คิดอะไร แค่เพียงมองและสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ด้วยใจสงบ ทำตัวเหมือนคนดูชีวิต ตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ...

แล้วก็ค่อย ๆ สังเกตว่า ตอนนี้เราคิดอะไร รู้สึกอย่างไร โดยไม่เอาตัวเข้าไปคลุกกับทุกสิ่ง



ไม่ทันไรฉันก็รู้สึกตัวว่ากำลังอยู่ในดินแดนที่แตกต่างออกไป...

เสียงเพลงลูกทุ่งจากคลื่นวิทยุคลื่นหนึ่งปลุกฉันให้ตื่นขึ้นมาท่ามกลางสวนยางพาราสองข้างทาง

“ พี่แหม่มไม่ได้แก่หรอก แค่เกิดพร้อมพระธาตุ ” เสียงดีเจชื่อแหม่มอ่านข้อความจาก sms ที่แฟนคลับส่งเข้ามาในรายการ พาให้เกิดรอยยิ้มน้อย ๆ รอยยิ้มแรกขึ้นบนใบหน้าของฉัน ตามด้วยข้อความน่ารัก ๆ อีกหลายข้อความหลังจากนั้น

ไม่นานรถก็มาถึงสถานีขนส่งตรัง

จำได้ว่าก่อนตื่นนอนฉันฝันไปว่าเพื่อนในกลุ่มอีกคนที่มากับเราด้วยไม่ได้ กำลังท่องเที่ยวอยู่กับเราด้วย เธอกำลังขับรถพาเราไปเที่ยวกันอยู่ นึกแล้วก็เลยส่ง sms ไปหาเธอ ด้วยความคิดถึงและอยากให้เธอรู้สึกว่าเธอกำลังอยู่ไม่ไกลจากใจของพวกเราเลย...


รถตู้จากบริษัททัวร์ที่เราติดต่อไว้มาจอดรออยู่แล้ว คนขับรถนำเราไปที่บริษัททัวร์ และที่นั่นเป็นที่ทำการของร้านอาหารชื่อดังร้านหนึ่งในจังหวัดตรังด้วย พวกเค้าต้อนรับเราด้วยอาหารมื้อเช้าโดยการนำติ่มซำมาวางไว้เต็มโต๊ะ ราวกับไม่ได้คำนึงเลยว่าเรามากันแค่ 3 คน อีกทั้งหมูย่างตรังที่ฉันก็เพิ่งจะเคยชิมเป็นครั้งแรก รสชาตินั้นแปลกไปจากหมูย่างในเมืองกรุงแล้วก็อร่อยดี

อิ่มกันแล้วก็ได้เวลาเดินทางไปยังท่าเรือ ซึ่งต้องใช้เวลานั่งรถไปถึง 1 ชั่วโมง รถวิ่งไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ที่มีเพียงแค่สองเลน ข้างทางเป็นเนินสวนยางพารา วัวสีน้ำตาลแทะเล็มหญ้าอยู่ริมทาง และเมื่อมองไปตามถนนสายนั้น มันยาวไกลจนรู้สึกราวกับว่าสมองของเรานั้นได้ถูกเปิดออกจนไม่มีหนทางตีบตัน...


ท่าเรือหาดยาว อยู่ใน อ.กันตัง ห่างจากตัวเมืองตรังประมาณ 45 กม. มีเรือไม้ชั้นเดียวบ้าง สองชั้นบ้าง บรรทุกนักท่องเที่ยวจอดเทียบอยู่สองลำ ลำของเราจุคนได้เต็มที่ 80 คน แต่นักท่องเที่ยวที่ไปพร้อมกันในครั้งนี้มีประมาณ 20 คน

เรือแหวกน้ำทะเลสีเขียวใสออกจนเป็นแนวฟองคลื่นขาวสาดกระเซ็นเป็นทางยาว พวกเราในชุดพร้อมลงดำน้ำแบบ Snorkelling อยู่ภายใต้เสื้อชูชีพสีส้มนั่งอยู่ด้านหลังสุดฟังคำแนะนำเรื่องการดำน้ำจากมัคคุเทศก์บนเรือ ฉันดำน้ำแบบ Snorkelling มาเป็นครั้งที่สามแล้ว แต่ยังไม่เคยมีครั้งใดที่มีการแนะนำที่ละเอียดลออขนาดนี้ แต่คำแนะนำแต่ละเรื่องนั้นล้วนเกี่ยวกับอันตรายในท้องทะเลทั้งสิ้น ทั้งจากสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลต่าง ๆ จากกระแสน้ำและจากใบพัดเรือ อีกทั้งมีการยกตัวอย่างที่น่ากลัวขึ้นมาอธิบาย ฟังแล้วฉันชักรู้สึกเครียดขึ้นมา แต่หลังจากนั้นสิ่งนี้ก็ทำให้ฉันรู้ว่า ฉันมีความระมัดระวังและไม่ประมาทมากขึ้น



เรือแล่นออกจากฝั่งได้ประมาณ 50 นาที ก็เข้าใกล้เกาะแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “ เกาะกระดาน ” มัคคุเทศน์หรือครูสอนดำน้ำของเราซึ่งภายหลังได้ทราบว่าแต่ละคนเป็นตำรวจน้ำที่มาทำงานพิเศษบอกไว้ว่า น้ำวันนี้เป็นน้ำ 3 ค่ำ ซึ่งยังมีความแรง จึงทำให้น้ำจะขุ่นกว่าน้ำ 10 ค่ำหรือ 11 ค่ำ ครูคนหนึ่งลงไปในน้ำเพื่อสำรวจว่าบริเวณไหนที่น้ำนิ่งที่สุด เขาทำการลากเชือกจากเรือไปเพื่อเป็นแนวสำหรับเกาะดำน้ำ แต่ไม่ค่อยมีใครใช้วิธีเกาะเชือกดำน้ำดูแนวปะการังที่อยู่ลึกลงไปประมาณ 5-6 เมตรสักเท่าไร คนที่ว่ายน้ำเก่งแล้วมักจะว่ายออกไปดำดูด้วยความชำนาญ สำหรับคนอื่น ๆ ที่ยังไม่แน่ใจในฝีมือว่ายน้ำของตนนัก มักจะพากันใช้วิธีเกาะห่วงยางแล้วตีขาพาให้ห่วงยางเคลื่อนไปเรื่อย ๆ แต่วิธีนี้ก็มีอันตรายหากน้ำแรงอาจพัดพาออกไปไกลได้

ฉันเริ่มรื้อฟื้นวิธีใช้หน้ากากดำน้ำและท่อช่วยหายใจ ซึ่งห่างเหินกันมาเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว แต่คราวนี้เมื่อใช้ปากกัดบริเวณคล้ายฟันยางของท่อช่วยหายใจ และดึงหน้ากากดำน้ำลงมาปิดส่วนตาและจมูก การหายใจทางปากต่อจากนั้นก็ทำงานโดยอัตโนมัติไม่มีอะไรติดขัด ฉันลงไปเกาะห่วงยางร่วมกับเพื่อน ๆ เราตีขาเบา ๆ เพื่อไม่ให้เหล่าปลาพากันตื่นตกใจ เป็นความโชคดีที่ห่วงยางของเรามีครูคนหนึ่งมาช่วยลากพาไปยังจุดสำคัญ ๆ ครูใส่ฟินจึงแหวกว่ายน้ำไปได้อย่างง่ายดาย ครูบอกให้เราเกาะห่วงยาง ยืดแขนแล้วเพียงก้มหน้าลงในช่องว่างระหว่างแขนให้หน้ากากสัมผัสน้ำ แล้วมองลงไปใต้ผิวน้ำนั้น

ฉันรู้สึกว่าการใช้ห่วงยางช่วยพยุงตัวของเราให้ลอยน้ำมีข้อดีอีกอย่างนอกจากผ่อนแรง คือทำให้ลำตัวเราขนานไปกับผิวน้ำได้ตลอดเวลา ไม่ต้องพักขาเมื่อเวลาเหนื่อย จะได้ไม่เป็นการรบกวนเหล่าปลาน้อยเหล่านั้นมากนัก เราจะกลมกลืนไปกับผิวน้ำ และแค่เพียงมองลงไป...

...ก็จะพบโลกอีกโลกหนึ่งที่แตกต่างจากบนบกโดยสิ้นเชิง... ฉันหายใจเข้า-หายใจออก ให้สัมพันธ์กับการตีขา ท่อหายใจนั้นแม้จะดูเหมือนว่ามีพื้นที่ผิวสำหรับอากาศเข้าไปได้เพียงไม่มากเหมือนกับเราหายใจในอากาศปกติ แต่ยามนี้ฉันกลับรู้สึกว่า ฉันสามารถหายใจได้ทั่วปอดมากกว่าหลายวันที่ผ่านมานั้นเสียอีก แล้วฉันก็ตามลมหายใจต่อไป...

ทะเลตรังเป็นสถานที่ดำน้ำตื้นที่สวยงามเป็นอันดับสองของประเทศไทย ไม่แปลกเท่าไรนักที่ฉันจะพบว่าภายใต้สายตาที่มองผ่านกระจกหน้ากากลงไปใต้น้ำนั้น กว้างใหญ่ไปด้วยแนวปะการังหลากหลายชนิดและสีสัน ปะการังโต๊ะซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกเห็ดที่หมวกแบนราบ ก่อตัวเป็นแนวหลายชั้นเรียงสลับซับซ้อนเหลื่อมล้ำกันลึกลงไป ป่าปะการังเขากวางชูช่อเป็นบริเวณกว้างใหญ่ เราได้เห็นปะการังเกิดใหม่บนยอดของมันมีลักษณะเป็นสีม่วง ครูบอกว่าปีหนึ่งปะการังจะงอกออกมาประมาณ 1-3 ซม. คิดเอาเองก็แล้วกันว่าแนวปะการังนี้มีอายุประมาณเท่าไร ฉันคำนวณดูแล้วคิดว่ากว่าจะเกิดแนวที่กว้างใหญ่รอบเกาะขนาดนี้น่าจะประมาณไม่ต่ำกว่า 500 ปี แต่ครูบอกว่ามันสร้างมานับเป็นพัน ๆ ปี

เมื่อมองดูความสวยงามของปลาต่าง ๆ เช่น ปลาเสืออินโดลายสีเหลืองสลับเขียวปีกแมลงทับพาดขวางไปตามลำตัว ซึ่งว่ายน้ำมาใกล้ชิดหน้ากากดำน้ำของเราอย่างไม่เกรงกลัว ปลานกแก้วที่มีฟันยื่นและมีสีน้ำเงินสวยงามมากแหวกว่ายไปมา ปลาวัวเขาตัวใหญ่นอนนิ่งอยู่ในซอกหลืบของปะการัง เม่นทะเลสีดำตัวใหญ่ขนแหลมยาววางตัวอยู่บนพื้นทรายใต้ทะเล เหล่าหอยมือเสือขนาดใหญ่เปิดปากอ้าอยู่มากมาย... มันเป็นภาพชีวิตของการอยู่ร่วมกันอีกแบบหนึ่งที่สวยงามมากจนยากที่จะบรรยาย และในใจของฉันก็ได้แต่ร่ำร้องว่า ขออย่าได้มีใครทำร้ายภาพชีวิตสวยงามเหล่านี้เลย

เราไปดำน้ำกันต่ออีกสองเกาะคือ เกาะเชือก และเกาะม้า ในระยะทางที่ห่างไกลกันนั้น คงเนื่องจากสภาพธรรมชาติแวดล้อมที่ต่างกัน จึงทำให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่แต่ละเกาะนั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพที่แตกต่างกันไปบ้าง เช่น ที่เกาะเชือก เราจะได้เห็นปลาโนรี ปลาการ์ตูนที่อาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเล ที่นี่เรายังเห็นปูปะการังอ่อนที่มีขายาวมากกว่าปูปกติซึ่งมักพบในท้องทะเลลึกอีกด้วย

ที่เกาะม้า เป็นบริเวณที่พบดอกไม้ทะเลเป็นจำนวนมาก แต่ในวันนี้มีบางส่วนที่ยังไม่บาน ซึ่งจะมีเนื้อเยื่อสีม่วงเป็นถุงขึ้นมาห่อหุ้มไว้ เมื่อมีดอกไม้ทะเล ที่นั่นมักจะพบปลาการ์ตูนด้วยเช่นเดียวกับที่เกาะม้า ที่นี่เรายังพบปลาจักรพรรดิ์ตัวใหญ่สีน้ำเงินเข้มซึ่งพบได้ยากด้วย ฉันสังเกตว่าที่เกาะม้านี้จะมีปะการังเขากวางหลากหลายสีกว่าจุดอื่น ๆ ที่ผ่านมา คือ มีทั้งสีเขียว สีขาว และสีน้ำตาล มีบริเวณหนึ่งที่เราต้องดำน้ำผ่านโพรงหินซึ่งไม่กว้างนักและสูงจากผิวน้ำแค่ตัวเราผ่านได้ เราต้องว่ายอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่บริเวณนี้เป็นจุดที่มีปะการังอ่อนสีเหลืองอาศัยอยู่ด้วย ที่เกาะม้านี้เราไม่สามารถว่ายน้ำไปชมปะการังได้ไกลนัก เนื่องจากมีบางช่วงที่กระแสน้ำแรง ครูบอกเราให้ว่ายท่ากบส่งแรงไปข้างหลังมาก ๆ ถึงตอนนี้ก็อย่าตกใจ ยังคงต้องมีสติตามลมหายใจให้สม่ำเสมอและสัมพันธ์กับการตีขา และสุดท้ายเราก็กลับไปที่เรือ และขึ้นเรือโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเท่าไรนัก



highlight อีกแห่งนอกจากภาพชีวิตสวยงามใต้ท้องทะเล และยังเป็น Unseen Thailand อีกด้วย ที่นั่นก็คือ “ ถ้ำมรกต ”

ถ้ำมรกตอยู่ในเกาะมุก เกาะอีกแห่งที่เราได้ไป ที่นี่มีความสนุกและตื่นเต้นผสมผสานกัน เริ่มแต่แรกจากการที่เรายังไม่สามารถเข้าไปข้างในถ้ำได้เนื่องจากน้ำขึ้นมาปิดปากถ้ำจนมิด เราทานอาหารกลางวันก่อนเพื่อรอให้น้ำลง อาหารกลางวันวันนี้เป็นอาหารปักษ์ใต้ทั้งหมด รสเครื่องเทศจัดจ้านจนรู้สึกแปลกลิ้น แต่มาใต้ทั้งทีไม่ทานอาหารปักษ์ใต้คงไม่ได้ล่ะ!

เมื่อน้ำที่ปากถ้ำลดลง เราก็เริ่มจัดขบวน การเข้าถ้ำมรกตต้องอาศัยความสามัคคีเพื่อพากันเข้าไปข้างในได้ครบทั้งหมดทุกคนในครั้งเดียว เนื่องจากข้างในช่วงถ้ำซึ่งระยะทางยาวประมาณ 80 เมตรนั้น เป็นที่มืดเสีย 70 เมตร และถ้าไม่ชำนาญทางอาจเข้าไปผิดทางได้

เราจับชูชีพต่อกันเป็นแถวยาว โดยมีมัคคุเทศก์ซึ่งใส่ฟินถือไฟฉายเป็นคนว่ายนำอยู่ข้างหน้า แต่ละคนในแถวขาก็ต้องทำท่าปั่นจักรยานน้ำช่วยส่งแรงไปด้วย ช่วงแรกของถ้ำซึ่งยังมีแสงแดดส่องถึงนั้นสวยงามจนหลายต่อหลายคนประทับใจ เนื่องจากน้ำที่เราว่ายอยู่ในบริเวณนั้นเป็นสีเขียวมรกตสวยใส แปลก และแตกต่างจากทุก ๆ ที่ เข้าไปได้ประมาณ 10 เมตร ก็ถึงเวลาตื่นเต้น เมื่อในถ้ำนั้นมีแต่ความมืด จะมีเพียงแสงจากไฟฉายของมัคคุเทศก์ส่องไปเป็นบางจุด และถ้ำแคบเพียงแค่แถวยาวนั้นสวนกันได้เท่านั้น มัคคุเทศก์ของแต่ละแถวก็จะมีจิตวิทยาที่ทำให้คนในหมู่คณะของตนไม่เกิดความกลัว แต่รู้สึกสนุกสนานเฮฮาแทน

เมื่อลอดผ่านส่วนที่เป็นถ้ำมาได้ก็จะเห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำ ไม่น่าเชื่อเลยว่าต้นตอของแสงสว่างที่ปลายถ้ำนั้นจะเป็นทะเลน้อยน้ำใสขนาดประมาณ 2 ไร่ ด้านข้างโดยรอบเป็นหน้าผาสูงชันขึ้นไปมีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นจนเขียวขจี บนสุดเป็นโพรงขนาดกว้างใหญ่เปิดออกให้เห็นท้องฟ้าใสและแสงแดดสวยที่ส่องลงมา

ทะเลน้อยน้ำใสแห่งนั้นมีหาดทรายขาวลาดขึ้นไป นักท่องเที่ยวจากหลายชาตินั่งพักผ่อนอยู่บริเวณนั้น เราสามคนเล่นน้ำในทะเลน้อยและถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางนักท่องเที่ยวในเสื้อชูชีพที่ทยอยเข้ามากัน ไม่นานก็ได้เวลากลับออกไปด้วยวิธีเดิม เมื่อออกมาจากถ้ำมรกตก็ได้พบว่ามีเรือท่องเที่ยวมาจอดรอที่จะเข้าไปอีกหลายลำทีเดียว คนไทยคงเป็นอย่างที่พี่เบิร์ดบอกไว้ในโฆษณา “ เรื่องเที่ยว...เรื่องใหญ่ ”

เมื่อไปจนครบ 4 เกาะ ก็ได้เวลาที่เรา 3 คนจะต้องแยกตัวจากคนอื่น ๆ บนเรือ เพื่อไปพักบนเกาะลิบง มีเรือหางยาวมารอรับเราอยู่ระหว่างทาง ทุกคนบนเรือท่องเที่ยวพากันโบกมือลาและส่งยิ้มให้กับเรา เรือหางยาวแล่นไปไม่นานก็เข้าเทียบชายฝั่งเกาะลิบง



เกาะลิบงเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะทะเลตรัง เกาะนี้มีความสำคัญคือเป็นเกาะที่ชาวบ้านดำรงชีวิตและผูกพันกับเหล่าฝูงพะยูนที่อาศัยอยู่ในท้องทะเลไม่ห่างจากชายฝั่งของเกาะมากนัก



วันที่สองนี้เป็นวันที่เราขึ้นเรือหางยาวออกเดินทางไปตามหาพะยูนกัน พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ใช่ปลา เพราะมีปอดเช่นเดียวกับคน แต่ปอดของพะยูนทำงานได้ดีกว่าปอดของคน พะยูนจะขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำเพื่อรับออกซิเจนในอากาศ ก่อนที่จะดำลงไปและอาศัยอยู่ในน้ำได้อีกประมาณ 30 นาที พะยูนออกลูกครั้งละ 1 ตัว ใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 1 ปี ลูกของมันจากดูดนมจากเต้านมข้าง ๆ ครีบสองข้างของมัน พะยูนกินหญ้าทะเลเป็นอาหาร ซึ่งหญ้าทะเลเติบโตได้ในประเทศไทยที่ท้องทะเลใกล้เกาะลิบงเท่านั้น

คนขับเรือหางยาวหยุดเรือให้ลอยลำอยู่ในระยะทางห่างจากฝั่งประมาณ 2 กม. ที่ความลึกประมาณ 10 เมตร...



เราลอยลำอยู่ที่นั่นนานมากแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะมองเห็นพะยูนสักตัว เห็นแต่แมงกะพรุนสีชมพู สีแดง ตัวใหญ่กว่าลูกแตงโมลอยมาเป็นระยะ ๆ มองออกไปก็เห็นแต่เวิ้งน้ำกว้างไกลรอบตัวจนไม่รู้จะมองตรงจุดไหนดี

“ ตรงนี้มีพะยูนกี่ตัว ” ครูเล็กไกด์ที่บริษัททัวร์ส่งให้มาดูแลเราถามขึ้นด้วยสำเนียงในภาษาถิ่นอันน่ารักแบบชาวใต้ซึ่งมีเสียงขึ้นลงสูงต่ำคล้ายคลื่นน้ำในท้องทะเล ที่มีโค้งสันคลื่นแล้วเคลื่อนตัวลงต่ำเป็นท้องคลื่นสลับไปมา

“ เห็นอยู่สองตัว ตัวแม่มัน ตัวใหญ่ ” คนเรือบอกกับพวกเราด้วยภาษาถิ่นใต้เช่นเดียวกัน

“ พี่เอาเรือกลับเลยพี่ ทะเลกว้างขนาดนี้มีอยู่สองตัวจะเห็นได้ยังไง ” เพื่อนของฉันพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะไปด้วย

เรานั่งรอพะยูนกันต่อไป เพราะคนเรือไม่ยอมนำเรือกลับง่าย ๆ ระหว่างนั้นก็นั่งคุยกับครูเล็กไปด้วย มีเรื่องมากมายในท้องทะเลที่เราได้รับรู้และรับฟังจากครูเล็กและคนเรือ ครูเล็กเป็นตำรวจน้ำที่มีความรู้กว้างขวางมาก เพราะทำอาชีพมาหลายอย่างแล้ว และเดินทางไปมาแล้วทั่วราชอาณาจักร เราได้รู้เรื่องเกี่ยวกับการดำน้ำลึกแบบ Scuba ซึ่งฉันเชื่อว่ามันจะต้องสวยงามและมหัศจรรย์มากกว่าเมื่อวานที่เราได้พบเจอหลายสิบเท่า ครูบอกว่าการดำน้ำลึกนั้นจะเหมือนเราอยู่ในโลกส่วนตัวที่เงียบ ได้ยินแต่เสียงหายใจของเราเอง และรายล้อมไปด้วยสิ่งมีชิวตใต้ท้องทะเล แต่การดำน้ำลึกนั้นต้องใช้ทักษะต่าง ๆ ให้สัมพันธ์กันมากกว่าการดำน้ำตื้นมาก เนื่องจากมีอุปกรณ์จำเป็นที่จะต้องใช้ประกอบเวลาดำน้ำหลายต่อหลายอย่าง ทั้งเทคนิคการเปิดอากาศออกจากถังอัดอากาศ (1 ลบ.ซม. ของอากาศที่ถูกอัด เท่ากับประมาณห้องว่าง 16 ตร.ม. 1 ห้อง และเวลาเราสูดหายใจเข้าไป 1 ครั้งจะใช้อากาศประมาณ 1-2 ห้องทีเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความลึกที่เราดำลงไปด้วย) ทั้งการดูเข็มทิศเพื่อไม่ให้หลงทาง ทั้งเทคนิคการขึ้นจากน้ำ ฯลฯ จึงต้องมีสติ ความกล้าและความระมัดระวังอย่างมากมายทีเดียว

นอกจากนี้เรายังพูดกันถึงเรื่องสึนามิ คนเรือบอกกับเราว่าที่เกาะลิบงก็โดนสึนามิด้วยแต่ไม่มากนัก มีคนเสียชีวิตไป 1 คน และที่ถ้ำมรกตอีก 2 คนเป็นชาวต่างประเทศ เขาบอกว่าเช้าวันที่เกิดนั้น พอดีเขาต้องพานักท่องเที่ยวไปที่เกาะรอกซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป 2 ชม. ที่นั่นไม่รู้สึกอะไรกันและปลอดภัยดี ครูเล็กบอกว่า เขาพานักท่องเที่ยวดำน้ำลึกอยู่แถวหินม่วง ครูเล็กสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมใต้ท้องทะเลวันนั้นน้ำแรงผิดปกติ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดคลื่นยักษ์ เพราะตอนนั้นคนไทยยังไม่เคยรู้จักกับสึนามิ เดี๋ยวนี้บนเกาะลิบงมีหอสัญญาณเตือนภัยสึนามิแล้ว และมีการซ้อมหนีภัยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

เรานั่งรอพะยูนอยู่อีกประมาณ 3 ชม. ก็ยังไม่เห็นสักตัว ฉันเอ่ยขึ้นว่า พะยูนเหลืออยู่อีก 49 ตัวใช่ไหม ครูบอกว่าเขาขึ้นพารามอเตอร์มองลงมาจากข้างบนเพื่อนับมัน บางคนก็เดินขึ้นเขาสูงชันเพื่อไปรอดูพะยูนจากด้านบน

“ แล้วไม่มีสถานเพาะพันธุ์พะยูนบ้างหรือคะ ” ฉันถาม

“ ไม่มีใครเพาะพันธุ์ได้ เค้าว่าที่อเมริกาก็มีพะยูนนะ แต่คนละสายพันธุ์และยังไม่มีใครเพาะพันธุ์ได้ ” ครูตอบ

“ เอาเลยนก ” เพื่อนอีกคนของฉันแซว

“ อะไรเล่า ” ฉันขำขำ แต่ก็คิดว่ามันก็น่าจะมีจริง ๆ เพราะไม่อยากให้สิ่งมีชีวิตชนิดนี้สูญพันธุ์ไป

เรารอพะยูนกันตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนเกือบเที่ยง เปลี่ยนที่ไปลอยลำเรือบ้างเพื่อความหวังใหม่ แต่สุดท้ายฉันก็พอเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มีใครเพาะพันธุ์พะยูนได้เลย ก็เพราะกว่าจะตามหาตัวมันมาเพาะพันธุ์ได้ท่าจะยากลำบากแสนเข็ญ ( อันนี้คิดเล่น ๆ ) แล้วอีกอย่างฉันคิดว่าหญ้าทะเลคงไม่ได้ปลูกได้ง่าย ๆ ในสภาพที่ไม่เป็นธรรมชาติ

“ ที่พะยูนเหลือน้อยลงนี่เพราะหญ้าทะเลมีน้อยลงด้วยรึเปล่าคะ ” ฉันถาม

“ หญ้าทะเลมีเยอะนะ เพียงพอ ใต้นี้มีเต็มเลย ” ครูตอบพลางชี้ลงไปในทะเล

“ แต่ที่พะยูนมีน้อยลง เพราะมันมักติดมากับอวนของชาวประมง ” ครูอธิบายเสริม

“ น่าจะมีการห้ามไม่ให้จับปลาในบริเวณที่พะยูนอาศัยอยู่นะคะ ” ฉันพูดขึ้นมา

“ ที่บอกเมื่อกี้คือเมื่อก่อนไง แต่เดี๋ยวนี้ตั้งแต่บนเกาะได้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเกาะลิบง ก็มีกฎหมายห้ามขึ้น ” ครูเล็กชี้แจงข้อสงสัย

แล้วก็ได้เวลาที่เรือจะต้องไปที่อื่นต่อไป คนเรือดึงสมอเรือขึ้นมา มีหญ้าทะเลติดมาด้วย

“ นี่ไง ใต้นี้มีเต็มไปหมดล่ะ ” คนเรือบอกกับเรา

ฉันนึกถึงหญ้าทะเลที่เคยเห็นในสารคดี ซึ่งมีลักษณะเป็นใบสีน้ำตาลบางยาวและอยู่ไม่ห่างจากผิวน้ำมากเท่าไร หญ้าทะเลแบบนั้นคงเป็นหญ้าทะเลที่แก่แล้ว แต่ที่เห็นในวันนี้หญ้าทะเลมีลักษณะคล้ายหญ้าที่อยู่บนบกมาก เพราะมีใบแหลมเล็กสีเขียวอยู่ตามก้านใบกลมยาวแข็งเล็ก ๆ ซึ่งเป็นสีขาวออกไปทางเขียวอ่อน ฉันเพิ่งจะเคยเห็นหญ้าทะเลที่ยังอ่อนก็วันนี้เอง


คนเรือพาเรือวิ่งไปในทะเล ทะเลตรังตลอดสองวันที่ผ่านมานี้ราบเรียบ เพื่อนของฉันจึงไม่มีอาการเมาคลื่นเลย เรือพาเราไปใกล้เกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งคนเรือเรียกว่าเกาะนก ตอนนี้ระดับน้ำทะเลสูงจนท่วมเกาะนกแล้ว มีเพียงต้นไม้ที่ยืนต้นสูงขึ้นมาเหนือน้ำ ที่นี่มีระบบนิเวศน์ไปอีกแบบหนึ่ง เพราะเป็นที่อาศัยของนกน้ำในตระกูลนกนางนวล ซึ่งเกาะอยู่ตามต้นไม้มากมาย และกินปลาเป็นอาหาร


หลังจากอาหารกลางวันท่ามกลางท้องทะเล บนเรือหางยาวที่ลอยลำลำนั้น คนเรือก็นำเรือให้แล่นไปเรียบตามเกาะต่าง ๆ ในระหว่างทางกลับที่พัก น้ำทะเลใกล้เกาะที่มีต้นไม้ขึ้นเขียวครื้มเหล่านั้นมีสีเขียวที่สวยมาก และมีชีวิตชีวาด้วยปลากระโดนที่กระโดดไปบนผิวน้ำข้าง ๆ เรือ ครูบอกว่ามันใช้ครีบหางตีน้ำพาตัวที่ตั้งขึ้น 90 องศาจากผิวน้ำให้เคลื่อนไปข้างหน้า

เมื่อกลับถึงที่พักน้ำก็ขึ้นจนเต็มพื้นที่ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นแนวปะการังเกิดใหม่ ไม่สามารถเล่นน้ำได้ ยกเว้นบริเวณชายฝั่ง ที่น้ำใสมากจนเห็นพื้นทรายขาว เพื่อน ๆ ของฉันพากันพายเรือแคนนู โดยมีครูช่วยพายบังคับทิศทางของเรืออยู่ข้างหลัง ฉันขอเป็นคนยืนอยู่บนฝั่งคอยถ่ายภาพ

รีสอร์ทที่เราพักนั้นเป็นรีสอร์ทที่เงียบ เนื่องจากด้านนี้ของเกาะไม่มีแหล่งบันเทิงใด ๆ เจ้าของรีสอร์ทบอกเราว่า คนที่มาพักเกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างประเทศที่ต้องการความสงบ ห้องพักข้าง ๆ เราก็มีชาวต่างประเทศพักอยู่ทั้งสองด้าน เป็นครอบครัวเดียวกัน ลูกสาวของเขาอายุเพียง 1 ขวบ 7 เดือน เป็นลูกครึ่งหน้าตาน่ารักมากชื่อ Emina แต่ยายชาวไทยของเธอจะเรียกเธอตลอดเวลาว่า “ อิ-มิ-นา ” ทำให้เรานึกถึงบทสวดมนต์อย่างไรไม่รู้


ประมาณบ่ายสองโมงหลังจากพายเรือและถ่ายรูปเล่นกันจนหนำใจแล้ว ฉันก็อาศัยศาลาหลังคามุงจากที่ตั้งไว้ริมทะเลเป็นที่อาศัยนอนพักผ่อน ลมทะเลพัดมาตลอดเวลาจนฉันเริ่มจะเคลิ้มหลับ ที่รีสอร์ทแห่งนี้เงียบมาก เงียบจนฉันได้ยินเพียงเสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง และเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจ แล้วในที่สุดฉันก็หลับไป...



เย็นวันนั้นครูเล็กอาสาพาเราไปเดินเที่ยวตลาดบนเกาะลิบง ครูบอกเราว่าเดินไปประมาณ 3 กม. ระยะทางที่เดินไปเราได้เห็นหอสัญญาณสึนามิ มีโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ชาวเกาะ 2-3 คนกำลังเตะฟุตบอลอยู่ที่สนามหน้าโรงเรียน ที่นี่มีต้นศรีตรังด้วย ตอนนี้ดอกเริ่มโรยราจากต้น กลีบดอกสีม่วงหล่นกระจายลงมาแต่งแต้มลานพื้นหญ้าสีเขียวดูสวยงามและมีเสน่ห์...

เดินไปเรื่อย ๆ เราก็จะได้เห็นว่าชาวบ้านมีการปลูกสวนยางพาราไว้แทบทุกพื้นที่ บ้างเป็นสวนใหญ่บ้างเป็นสวนเล็ก ๆ บ้างเป็นต้นยางที่แก่แล้ว บ้างยังอ่อนอยู่อายุเพียงประมาณ 1 ปี ครูเล็กบอกเราว่า ยางพาราที่จะกรีดได้ต้องอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป และมักกรีดเวลาเช้าที่อากาศกำลังเย็น การกรีดนั้นต้องมีเทคนิคและความชำนาญ กรีดให้ได้น้ำหนักมือที่พอดี ไม่เช่นนั้นหน้ายางที่ต้นไม้จะเป็นตะปุ่มตะป่ำและต่อไปจะกรีดได้ไม่ดี

“ แล้วเวลาขายยางนี่ขายเป็นน้ำยางหรือขายเป็นแผ่นเลยคะ ” ฉันถาม

“ ก็มีคนรับซื้อทั้งน้ำยางแล้วก็แบบแผ่น น้ำยางเขาก็จะเอาไปทำถุงมือยาง ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการ ” ครูเล็กตอบ

“ แล้วที่ทำเป็นแผ่นนี่ชาวบ้านทำเองหรือว่าส่งให้โรงงานทำคะ ” เพื่อนฉันถาม

“ ชาวบ้านทำกันเอง เขาจะใช้กรดซัลฟุริคใส่ให้ยางแข็งตัว ส่วนที่จะให้เป็นน้ำยางได้นานก็ใส่แอมโมเนีย ” ถึงแม้ครูเล็กจะมีบ้านเดิมอยู่ในกรุงเทพ ฯ แต่ก็อาศัยอยู่ที่ตรังมานาน 22 ปีแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่ครูจะมีความรู้แทบทุกเรื่องของที่นี่


เดินไปได้ประมาณ 2.5 กม. ก็มีหนุ่มชาวเลขี่รถพ่วงมาข้าง ๆ พวกเรา

“ จะไปไหนกันหรือ ” เขาหันมาถามในสำเนียงของชาวใต้พร้อมส่งยิ้มให้พวกเราด้วยไมตรี

“ จะไปตลาด ผ่านไหม ” ครูเล็กตอบ

“ ผมจะไปบ้านพร้าว จะติดรถไปด้วยกันก็ได้ ” น้องหนุ่มชาวใต้เสนอน้ำใจอันน่ารัก พวกเราก็เลยไม่คิดปฎิเสธในน้ำใจไมตรีของเขา ทั้ง ๆ ที่รถพ่วงที่เราขึ้นไปนั่งนั้นมีที่นั่งพออีกประมาณ 3 คนเท่านั้น แต่เราก็นั่งตักพูดคุยกันไป

“ จะไปทำอะไรนี่ ” ครูเล็กถามพ่อหนุ่มชาวเล

“ ไปรับหางเครื่อง ” หนุ่มชาวเลตอบ

ทุกคนหัวเราะกันครืนหลังจากนั้น

“ หางเครื่องเรือหางยาว ไม่ใช่หางเครื่องที่เป็นคนนะ ” ครูบอก

“ พรุ่งนี้มีรองเง็ง กลับเมื่อไหร่” หนุ่มชาวเลหันมาบอกพวกเราและส่งคำถามมาเหมือนจะชวนดู

“ กลับพรุ่งนี้ค่ะ ” ฉันตอบยิ้ม ๆ

เมื่อถึงบ้านพร้าวเราก็ร่ำลากันอยู่พักหนึ่ง

“ จะกลับกันยังไงล่ะนี่ ” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น

“ เดี๋ยวก็กลับได้เองแหละ ” เพื่อนอีกคนตอบ

บ้านพร้าวห่างจากรีสอร์ทประมาณ 6 กม. เป็นหมู่บ้านชาวเลมุสลิมอยู่ติดทะเลด้านที่เป็นป่าชายเลน บ้านเรือนปลูกเป็นเรือนชั้นเดียวอย่างง่าย ๆ มีร้านขายของชำ ขายขนมพื้นเมืองอยู่หลายร้าน ร้านทำผมเล็ก ๆ ก็ยังมี มีมัสยิดเล็ก ๆ มีสะพานคอนกรีตยื่นเข้าไปในทะเลประมาณ 1 กม. ตอนนี้น้ำใต้สะพานลดลงจนแห้งเหือด เห็นเป็นพื้นเลนแข็ง ๆ ที่มีรูปูเต็มไปหมด เวลาใครพูดเสียงดัง ๆ ปูก็จะวิ่งวุ่นออกจากรู แล้วก็วิ่งกลับรูโดยที่ไม่มีการหลงรูกัน เราเห็นปูก้ามดาบ ซึ่งมีก้ามใหญ่อยู่เพียงข้างเดียว เวลาก้ามกระทบกันจะดังแก๊ก ๆ ครูบอกให้เราลองฟังเสียงของมันดูสิ ที่นี่เมื่อเราเงียบ เราก็จะได้ยินเสียงของธรรมชาติได้อย่างง่ายดาย เสียงแก๊ก ๆ ที่น่ารักนั้นดังไปทั่วบริเวณนั้นเชียวล่ะ...

ได้เวลาที่เราคิดกันไว้ว่าจะกลับถึงที่พักก่อนค่ำ เราเดินกลับทางเดิมที่มาอย่างเร็ว แต่กว่าจะถึงที่พักก็ค่ำแล้ว แล้วคืนนั้นเราก็หลับกันอย่างสบาย…



วันที่สามเป็นวันที่เราจะต้องลาจากเกาะลิบง เรานั่งรถกระบะของรีสอร์ทไปขึ้นเรือที่ท่าเรือซึ่งฉันคิดว่าน่าจะอยู่ใกล้ ๆ บ้านพร้าวนั่นเอง เพราะที่นั่นเราได้พบกับน้องหางเครื่องหนุ่มชาวเลอีกครั้ง

น้องหางเครื่องถามพวกเราว่าจะกลับแล้วหรือ แล้วเราก็ได้เห็นหางเครื่องที่ท้ายเรือของเขาที่จอดเทียบฝั่งอยู่ แต่เรือที่เราจะนั่งกลับฝั่งในวันนี้ไม่ใช่เรือลำนี้หรอกนะ เป็นอีกลำที่จอดอยู่ใกล้ ๆ กัน น้องหางเครื่องรีบร่ำลาพวกเรา เหมือนกำลังจะรีบไปไหนสักแห่ง แล้วเราก็ขึ้นเรือที่ค่อย ๆ เคลื่อนออกห่างจากเกาะลิบงเรื่อย ๆ...


ที่ฝั่งแผ่นดินนั้นมีรถกระบะสี่ประตูของบริษัททัวร์มารับเรา เราได้พบกับน้องอีกคนที่เป็นคนขับรถ คำถามแรกที่เขาถามเราคือ

“ พี่ไปดูพะยูน เห็นไหม ”

“ ไม่เห็น ” พวกเราตอบ

“ เคยเห็นใช่มั้ย ” ฉันถาม

“ เวลาขึ้นมาเค้าขึ้นมานานเท่าไหร่ ” ฉันถามอีก

“ ประมาณ 5 นาที ” เขาตอบ

“ เห็นตรงไหน ” ฉันถามต่อ

“ ข้าง ๆ เรือ ” น้องคนขับรถบอก

“ ข้าง ๆ เรือเลยเนี่ยนะ ” ฉันรู้สึกว่าทำไมเขาถึงได้โชคดีขนาดนั้น


ระหว่างทางกลับฉันนึกถึงผู้คนที่ได้รู้จักพบเจอที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นครูเล็กและทุก ๆ คนบนเรือท่องเที่ยว ครอบครัวของอิมินา เจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทที่ได้คุยกันหลาย ๆ คน น้องหางเครื่อง และน้องคนขับรถที่อุตส่าห์ขับพาเราตระเวนหาซื้อของฝาก

ฉันรู้สึกว่าสายใยไมตรีนั้นแม้ว่าจะเป็นเพียงความรู้สึกที่บางเบา แต่เมื่อได้สัมผัสและเชื่อมโยงต่อกันไป ก็สามารถถักทอต่อเป็นรูปร่างที่กว้างใหญ่สวยงาม แต่บางทีหากเกิดการโยงใยที่เหนียวแน่นมากจนเกินไป การถักทอนั้นก็จะสะดุดลง กลายเป็นปุ่มปมที่จะต้องทำการคลี่คลาย และถ้ายิ่งสายใยสองเส้นมีแรงไปในต่างทิศทาง ปุ่มปมก็คงยิ่งเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น การคลายออกนั้นก็คงต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ จากภายนอกเข้าช่วย...



รถของบริษัททัวร์มาส่งเราที่สถานีรถไฟตรัง เราขึ้นรถเร็วชั้น 2 ขบวนที่ 168 รถออกจากสถานีเวลา 13.25 น. ตู้ที่เราอยู่เป็นตู้นอนซึ่งมีคนทยอยขึ้นมาตามสถานีต่าง ๆ

ฉันมองภาพของแม่กับลูกชายวัยประมาณ 12 ปีคู่หนึ่งซึ่งตีตั๋วเพียงใบเดียว นั่งด้วยกันอยู่ตรงเก้าอี้เยื้องกับที่นั่งของฉัน ภาพที่เห็นนั้นเป็นภาพแม่กับลูกกำลังกินข้าวในกล่องเดียวกันผลัดกันตักข้าวเข้าปาก ดูเป็นภาพที่งดงามดีเมื่อยามได้มองจากมุมของผู้มอง

บนโบกี้รถไฟ เราสามคนรื้อฟื้นความทรงจำอันสดใหม่เหล่านั้นขึ้นมาคุยกันอย่างสนุกสนาน หัวเราะกันเสียงดัง จนในที่สุดก็รู้ตัวว่า เราเป็นจุดเดียวที่กำลังส่งเสียงดังมากในขณะที่ทุกที่นั่งปูที่นอนกันหมดแล้ว

เมื่อฉันขึ้นไปนอนบนเตียงชั้นบนที่กว้างประมาณ 2 ฟุตกว่า ๆ หยิบหนังสือที่นำมาด้วยขึ้นมาอ่านไปได้สักพัก ก็ให้รู้สึกสงสัยว่าคืนนี้จะได้นอนดึกเพราะหนังสือเล่มนี้เป็นแน่ แต่ในใจก็เริ่มรู้สึกคิดถึงงานขึ้นมาเสียแล้ว เพราะงานเป็นสิ่งที่ฉันทำแล้วรู้สึกดีอย่างหนึ่ง และก็ไม่ได้ทำมาสามวันแล้ว

ไม่นานสมาธิในการอ่านหนังสือของฉันก็ถูกสั่นคลอนด้วยเสียงร้องเพลงรักลูกทุ่งตามวิทยุจากโทรศัพท์มือถือที่เขาพกติดตัวมาด้วย พ่อหนุ่มน้อยที่นอนกับแม่อยู่เตียงบนฝั่งตรงข้ามกับฉันเป็นเจ้าของเสียงนี้นั่นเอง ในใจก็อยากรู้นักว่าพ่อหนุ่มน้อยจะมีอารมณ์ร่วมกับบทเพลงมากน้อยแค่ไหน แต่ฟังจากน้ำเสียงและท่วงทำนองที่เขาร้องแล้วก็รู้สึกว่า เขากำลังอยู่ในโลกแห่งความสุขมากมายทีเดียว...

ขณะที่หนุ่มน้อยกำลังร้องเพลงอย่างมีความสุข ก็มีเสียงเด็กผู้หญิงอีกเตียงหนึ่งร้องไห้แทรกขึ้นมา รู้สึกว่าเธอร้องเพื่อต้องการอะไรสักอย่าง

หนุ่มน้อยหยุดร้องเพลงแล้วเปิดม่านหันมาเห็นฉันที่กำลังส่งยิ้มให้อยู่ ฉันแอบดูนิดนึงว่าเค้านอนกันได้อย่างไร ก็พบว่าหนุ่มน้อยต้องนอนอยู่ในพื้นที่บริเวณเล็ก ๆ ตรงช่วงขาที่งอของแม่ มันทำให้ฉันคิดได้ว่า ไม่ว่าจะยากลำบากร้ายแรงดังโดนสึนามิ หรือเกิดความไม่สะดวกใด ๆ หากยังมีลมหายใจ ชีวิตมันก็ยังคงต้องดำเนินไปให้ได้...



พรุ่งนี้ก็เป็นเช้าวันใหม่อีกครั้ง จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตเมื่อลืมตาตื่น ฉันนึกถึงข้อเขียนของใครคนหนึ่งจากหนังสือพิมพ์ที่เคยอ่าน

การเริ่มต้นใหม่ อาจมีความหมายไม่ต่างจากการหวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น ที่ต้องอาศัยความเชื่องช้า เรียบง่าย ค่อยเป็นค่อยไป หรืออาจต้องใช้บางช่วงจังหวะในการ หยุด... ยืน... นิ่ง... คิด... หรือตั้งสติบ้าง

จุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นใหม่... บางครั้งอาจแอบอยู่ตามบางซอกบางหลืบภายในหัวใจ และคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร... หากจุดหมายปลายทางก็อาจหลบซ่อนอยู่ภายในที่เดียวกัน...


แล้วก็ถึงเวลาเช้า...






ขอขอบคุณ

- บริษัท สิริสินทัวร์ จำกัด และทุกไมตรีจากผู้คนที่พบพาน
- เพื่อนปลายและเพื่อนลักษณ์ที่ร่วมแชร์ความสุขและเขียนความทรงจำดี ๆ ร่วมกันด้วยชีวิตและจิตใจ รวมทั้งช่วยกันถ่ายภาพในคราวนี้ (เนื่องจากกล้องคู่ใจของฉันเดินทางไปสำรวจต่างประเทศ)
- ธรรมชาติ ผู้คนและบรรยากาศของจังหวัดตรัง ที่ให้ความรู้สึกดี ๆ ตลอดการเดินทางครั้งนี้
- ข้อเขียน ข้อคิดดี ๆ ของคุณหนูดี วนิษา เรซ และคุณณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
- สุดท้ายขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ อาจจะยาวสักหน่อย แต่ก็น้อยเกินกว่าความรู้สึกและเรื่องราวที่ได้รับมามากมาย ถ้ามีโอกาส เพื่อน ๆ ลองเข้าไปสัมผัสกับความเป็นตรังที่งาดงามน่ารักดูบ้างนะคะ




ด้วยมิตรภาพ
Saranya_นก

4 เม.ย. 52





ไปด้วยกันไหม - แอม เสาวลักณ์ ลีละ บุตร :- Amp Saowalak Leelaboot

2009-04-04 00:17:31/saranya_นก

 


saranya_นก
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:19:48


หมูย่างตรังและติ๋มซำอาหารมือเช้าของเรา

หมายเหตุ – ถ่ายตอนกินอิ่มแล้ว เพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ -_-‘
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:20:43


ที่ท่าเรือหาดยาว ซึ่งอยู่ในอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม อ.กันตัง
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:21:34


อำลาฝั่งแผ่นดินชั่วคราว
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:22:23


ระหว่างทางที่จะไปหมู่เกาะทะเลตรัง
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:23:21


ครูเล็กอธิบายถึงอันตรายต่าง ๆ ในท้องทะเล
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:24:12


เตรียมลุยจ้ะ ^_^
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:25:01


เรือจอดเทียบเกาะกระดาน
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:25:56


อุ้ย! ปลาจะรุมตอดไหมนี่
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:26:54


ปลาเสืออินโดคุ้นเคยกับคนมาก แค่ขนมปังลอยอยู่ในอากาศก็มาก็เป็นฝูงแล้ว หากดึงกลับคงมีโกรธ อิ อิ
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:27:56


ปากถ้ำมรกตตอนน้ำกำลังขึ้น
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:28:49


โผล่ออกมาจากถ้ำได้แล้ว เย้!!!
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 12

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:29:41


หน้าผาสูงชันที่ด้านในของถ้ำมรกต

 


saranya_นก
ความเห็นที่ 13

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:30:50


ยามเย็นที่เกาะลิบง
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 14

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:31:45


พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้วนะคะ
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 15

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:32:59


มากระโดดกันเถอะ!
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 16

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:33:53


ยามเช้าที่ลิบงบีชรีสอร์ท
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 17

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:34:44


ออกไปดูดอกไม้ที่บานตอนเช้า...
 


สหัทยา
ความเห็นที่ 18

 
  ตอบโดย สหัทยา   เมื่อ: 2009-04-04 00:35:31
ขอบคุณสำหรับภาพบรรยากาศที่ส่งมาให้ได้ชมกันนะคะ
สวยจังทั้งคนและวิวภาพ

ให้อยากไปด้วยจัง
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 19

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:35:40


Emina เด็กหญิงห้องข้าง ๆ
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 20

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:36:39


มุมหนึ่งในรีสอร์ท
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 21

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:37:52


ไปตามหาพะยูนกันค่ะ
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 22

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:38:57


บริเวณที่เราจอดเรือลอยลำอยู่
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 23

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:39:59


ใกล้ ๆ ฝั่งจะเป็นที่หากินของพะยูน แต่เรือเข้าไปไม่ได้เพราะน้ำอาจตื้นจนใบพัดเรือไปโดนพะยูน
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 24

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:41:05


ดูกะพรูนไปก่อนละกันนะคะ ^_^
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 25

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:42:08


ที่เกาะนกขณะน้ำกำลังขึ้น
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 26

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:43:15


นกในตระกูลนกนางนวลเกาะอยู่มากมายตามยอดไม้ แต่รูปอาจเล็กมากจนสังเกตไม่เห็น
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 27

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:44:11


ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเกาะลิบง เดี๋ยวนี้น้ำทะเลขึ้นมาจนแทบไม่มีชายฝั่งให้เล่นน้ำ เป็นผลกระทบจากโลกร้อน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับโลกที่อาจดูเหมือนไกลตัว ไม่ใกล้ตัวเหมือนเรื่องบ้าน ครอบครัว หรือแฟน แต่เราก็สามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนในระดับผิวสัมผัส (หากอยู่ในกรุงเทพ ฯ) และมองเห็นได้ด้วยตาของเราเองแบบนี้
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 28

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:45:19


เรือแล่นเรียบเกาะ เจาะเห็นความงามของน้ำทะเลสีเขียวมรกต บางครั้งก็มีปลากระโดนกระโดดขึ้นมาทักทาย
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 29

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:46:21


ที่เกาะในตอนบ่ายน้ำจะขึ้นจนสามารถเล่นน้ำบริเวณชายหาดได้
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 30

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:47:15


อีกมุม
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 31

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:48:43


ภาพต่อไปนี้เป็นกิจกรรมริมทะเลยามบ่ายของพวกเราค่ะ

กิจกรรมที่ 1
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 32

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:49:57


กิจกรรมที่ 2
 


สหัทยา
ความเห็นที่ 33

 
  ตอบโดย สหัทยา   เมื่อ: 2009-04-04 00:50:50
^ __ ^
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 34

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:51:00


กิจกรรมที่ 3
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 35

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:52:31


ตอนเย็นเดินสำรวจภายในเกาะ นี่คือหอสัญญาณเตือนภัยสึนามิบนเกาะลิบงค่ะ
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 36

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:53:41


โรงเรียนบ้านหลังเขาเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนเกาะลิบง
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 37

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:54:41


ดอกศรีตรังค่ะ
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 38

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:55:51


ในสมัยนี้ชาวบ้านบนเกาะมีการปลูกยางพาราเป็นอาชีพหลักอาชีพหนึ่ง แต่สมัยก่อนที่เริ่มมีคนมาอยู่บนเกาะนี้ เขาจะทำการเผาถ่านไม้โกงกางจนเดี๋ยวนี้หาไม้โกงกางได้ยากแล้ว
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 39

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:56:50


อีกภาพ
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 40

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:57:58


ภาพแนวการกรีดยางพารา

 


saranya_นก
ความเห็นที่ 41

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 00:58:56


อีก 3.5 กม. ก็ถึงบ้านพร้าวแล้วนะคะ
 


UgLy PriNceSS
ความเห็นที่ 42

 
  ตอบโดย UgLy PriNceSS   เมื่อ: 2009-04-04 01:00:53
มาแอบฟังสาวๆคุยเรื่องความรักกันค่ะ ^____^



รูปสวยจัง อยากไปเที่ยวทะเลบ้างนิ ( ของกินก็น่าสนใจค่ะ )
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 43

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 01:01:04


น้องโบว์กับพี่ชาย ลูกชาวประมงที่อาศัยอยู่ที่บ้านพร้าว กำลังแกะขนมที่เราให้ไปกินอยู่ค่ะ
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 44

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 01:02:18


ของที่ระลึกค่ะ
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 45

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 01:03:21


สถานีรถไฟตรัง อีก 15 ชม.ก็ถึงกรุงเทพ ฯ แล้วค่ะ ลาก่อนนะคะ...
 


ชริ
ความเห็นที่ 46

 
  ตอบโดย ชริ   เมื่อ: 2009-04-04 01:22:17
พรุ่งนี้จะเข้ามาอ่านค่ะ ขอนอนก่อนแหละ หลับฝันดีจ๊ะ
 


ชายชมจันทร์
ความเห็นที่ 47

 
  ตอบโดย ชายชมจันทร์   เมื่อ: 2009-04-04 01:45:02
อยากตะโกนดังๆ ให้โลกรู้ว่า "ผมรักคนโพสสสสสสส อู๊ย.....ผิดๆ "

เอาใหม่ๆ "ผมรักทะเลไทยยยยยย"

บรรยากาศดีมากๆ และหาเพลงมาเข้ากับบรรยากาศด้วยสิ
เเหมๆ อิจฉาจังเลย

ชอบครับ เหมือนๆ ได้ไปเที่ยวด้วยกันเลย คือนั่งดูกระทู้ของท่านนก ไปด้วย
แล้ว เอาพัดลมมาเป่าแรงๆ ไปด้วย ได้บรรยากาศเหมือนนั่งรับลมริมทะเล เดี๊ยะ เลย

แทงค์ ยูว์ คับ
 


ไอซ์
ความเห็นที่ 48

 
  ตอบโดย ไอซ์   เมื่อ: 2009-04-04 07:47:36
อากาศร้อน ๆ อย่างนี้
อยากไปเหยียบทะเลบ้างอ่ะเจ้

ว่าแต่ว่า
เจ้โพสต์ท่าถ่ายรูปได้ราวกับนางแบบเลย
อิอิ

 


Jasmine
ความเห็นที่ 49

 
  ตอบโดย Jasmine    เมื่อ: 2009-04-04 10:02:37
ขอบคุณสำหรับภาพสวย ๆ และคนโพสที่น่ารัก ๆ ด้วยค่ะ

แถมมีรายละเอียดเรื่องแหล่งท่องเที่ยวอีก

อ้า! ตรัง ทริปหน้าเจอกันแน่
 


หนอนดำ
ความเห็นที่ 50

 
  ตอบโดย หนอนดำ   เมื่อ: 2009-04-04 11:02:50
โหย
จำเนี๊ยนเนียนนะครับพี่นก ทุกช๊อตก็ว่าได้

อิจฉาจังเลยน้ออออ
อยากเที่ยวๆ
 


หัวใจสีส้ม
ความเห็นที่ 51

 
  ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-04-04 11:34:35
ชอบชื่อ "อิ-มิ-นา" จังค่ะ ^__________^

ภาพสวยๆ ทำให้อยากไปบ้างซะงั้น

แต่ว่า....ขาดปัจจัย 555+++
 


จินนี่
ความเห็นที่ 52

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-04-04 11:42:01
นกจ๊ะ

แจ่มจ้า แต่ละภาพ และคำบรรยายชวนให้หวนคิดถึง 'ตรัง' อีกครา
แม้ว่าพี่เยือนผ่านมาหลายปี ก็ยังคงประทับใจมิลืมเลือนจ้า


ด้วยรอยยิ้มจ้า
พี่จินนี่เอง
 


ยางมะตอยสีชมพู
ความเห็นที่ 53

 
  ตอบโดย ยางมะตอยสีชมพู   เมื่อ: 2009-04-04 12:33:13
ยาวจังฮะ...


แต่รับรู้ได้เลยว่า พี่มีความสุขขนาดไหน แหะๆ





ชอบๆ อยากไปมั่งง่า ยิ่งน่าร้อนอย่างนี้ต้องทะเลสถานเดียว T T

 


สายลม
ความเห็นที่ 54

 
  ตอบโดย สายลม   เมื่อ: 2009-04-04 13:04:10
ยังไม่ได้อ่านค่ะ ยาวมากกกกกก
(แล้วจะเข้ามาอ่านอีกที ^^)

อิ่มอกอิ่มใจกับภาพถ่ายเกินบรรยาย อิจฉาจังเลย


ว่าแต่ ทำไมเอารูปสายลมตอนเด็กๆ มาโชว์อย่างนั้นล่ะคะภาพในความเห็นที่ 19 นั่น ภาพสายลมตอนเด็กชัดๆ (เหอะๆ ว่าไปนั่น)

 


loadman
ความเห็นที่ 55

 
  ตอบโดย loadman   เมื่อ: 2009-04-04 15:15:30
สวยงามมากมายคับ
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 56

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 16:37:55
สวัสดีค่ะ


พี่หน่อย - เห็นร้อน ๆ อยากให้คลายร้อนด้วยน้ำทะเลสวยใสกันค่ะ ^_^


น้อง Beautiful PriNceSS - อย่าเรียกว่าความรักเลยนะ เพราะความรักมันให้ความรู้สึกดีกว่านี้มาก...กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก... อิ อิ


น้องชริ - แค่เข้ามาดูภาพพี่ก็ดีใจด้วยแล้วนะ อาจทำให้คลายเครียดจากการเขียนเรื่องได้บ้างนะ เจอพี่ ๆ ต๊อง ๆ ซะงั้น ^_^


คุณชายชมจันทร์ - รักทะเลไทยเหมือนกันค่ะ ทะเลไทยนี่สวยมหัศจรรย์เลยนะคะ คุณชาย ฯ อยู่ในห้องเปิดฮีตเตอร์ แล้วเป่าพัดลม อืม...ความรู้สึกคงใกล้เคียงอยู่ริมทะเลเนาะ แต่เปลืองไฟอะ อิ อิ


น้องไอซ์ - มีโอกาสต้องไปให้ได้นะคะ แค่เห็นและสัมผัสน้ำทะเล ก็รู้สึกดีมากมาย...ยยยยยยยยย งานนี้พี่รับจ๊อบถ่ายแบบกับนิตยสาร " สาวซ่าส์จาก...Bankok แมกกาซีน " ฮับ


คุณ Jasmine - เอ...รู้สึกว่าทริปต่อไปของคุณจัสมินจะเป็นเรือสำราญใช่ไหมคะ อย่าลืมภาพถ่ายนะคะ ส่วนตรังไปแล้วจะประทับใจค่ะ เป็นอะไรที่น่ารักมากค่ะ ดำน้ำที่นี่แล้วรู้สึกเป็นว่าการดำน้ำเป็นสิ่งเสพย์ติดอีกชนิดขึ้นมาทันที โอ้ย...อยากดำน้ำอีก ๆ ๆ ๆ


น้องหนอนดำ - เนียน ๆ ค่ะ แต่ไม่ทุกช็อตหรอกนะ เพราะความจริงพี่คุยกับครูตอนอยู่บนเรือ 4-5 ชม. นี่แทบดำน้ำลึกได้เชียวล่ะ แต่ขี้เกียจเขียนเยอะ ยาวแค่นี้คนเห็นเข้าก็ไม่อยากอ่านกันแว้ว...ว หุ หุ


น้องหัวใจสีส้ม - พี่ทุกคนก็ชอบชื่อ อิ-มิ-นา เหมือนกันค่ะ พอยายของเธอเรียกทีไร เราก็จะต่อให้ สักกาเรนะ... แล้วยายของเธอก็จะต่อว่า " อย่าซ้น ยายบอกว่าอย่าซ้น...นนน " ^_^


พี่จินนี่ - นกไม่ได้ไปใต้มานานมากแล้ว ได้ไปคราวนี้รู้สึกเหมือนได้เติมพลังใจพลังชีวิตเข้าในกระแสเลือดคนไทยมากมายค่ะ ประทับใจมาก ๆ จึงต้องเขียนเก็บไว้อ่านยามคิดถึง คงมีโอกาสได้กลับไปกันอีกเนาะ ^_^


น้องไปป์ - ใช่แล้วหน้าร้อนต้องทะเลสถานเดียว ถ้าน้องไปป์ไปนี่เค้าอาจแยกไม่ออกเลยว่าเป็นคนใต้หรือคนกรุงเทพ ฯ หุ หุ รู้สึกจะผิวสีเดียวกันเชียว ว่าง ๆ แวะไปเนียน ๆ นะน้อง ^_^


คุณสายลม - ความจริงก็คาดหวังไว้แล้วว่าคงไม่มีใครอ่าน ฮ่า ฮ่า แต่เขียนเก็บไว้ระลึกถึงน่ะค่ะ ไม่ได้เขียนหลายเวอร์ชั่นเลยนำมาลงไว้ให้ดูกระทู้มันครบถ้วนเฉย ๆ มั้ง ภาพคุณสายลมตอนเด็ก ๆ น่ารักนะ แล้วตอนนี้ล่ะ ไม่กล้านำมาลงเลยเหรอ... ประมาณว่าสูงอายุป่าว? (ล้อเล่นน่ะค่ะ ^_^) ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ อย่าคิดมาก...กเนอะ


คุณ loadman - ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะ แทนเพื่อน ๆ ด้วย สวยเนาะ ^ ^






ขอบคุณทุกคนที่คลิกอ่าน และได้รับความรู้สึกเสมือนซาบซ่าส์ สดใส ไปด้วยกันนะคะ มีความสุข...ขกันค่ะ



ด้วยมิตรภาพ...



 


ชริ
ความเห็นที่ 57

 
  ตอบโดย ชริ   เมื่อ: 2009-04-04 16:56:34
ใช้เวลาอ่านนานมาก ค่อยๆอ่านออกไปซื้อขนมสองรอบแล้วมานั่งอ่านต่อ
อ่านช้าๆ
เหมือนมนต์สะกดไปตามตัวอักษร

พี่นกรู้ตัวไม่ค่ะว่าพี่เขียนแนวสารคดีได้ดีที่เดียว
เก็บเกี่ยวรายละเอียดได้อย่างกลมกลืน พี่นกเขียนให้
คนอ่านทอดสายตามองไปที่ธรรมชาติหรือสิ่งที่พี่นกเห็น
ตรงนี้ทำให้คนอ่านได้ท่องเที่ยวไปกับพี่นกด้วย
น่าเสียดาย! ถ้าเทียวต่ออีกสัก 4-5 วัน
ก็คงจะดี เรื่องนี้ลองส่งพิมพิ์สิค่ะ

ชริชอบอ่านแนวสารคดี

ขอปรบมือให้ อย่าทิ้งแนวนี้เด็ดขาดเพราะอาจจะเป็นสไตล์ของพี่นกก็ได้
จะรออ่าน แนวสารคดีในเชิงอนุรักษ์ต่อไป

และในตัวพี่นกมีอะไรใช้ค้นหาอีกมาก เสียดายค่ะที่สั้นเกินไปสำหรับชริ
เพราะชริไม่ได้อ่านแนวนี้ในห้องหนอนที่ถูกใจมานาน

เก็บเรื่องนี้เอาไว้ให้ดีนะค่ะเพราะมันมีคุณค่า
ถ้าไปเที่ยวที่ไหนอีกก็ลองเขียนและเอามารวมเล่มสิค่ะ
แนวโบราณคดี ชริก็อยากจะอ่าน ลองไปเทียวใกล้ๆแล้วเขียนมาสิค่ะ
แนวชนบท แนวป่าไม้ ภูเขา ถ้าใช้เวลาไม่นานลองไปสัมผัสดู
แล้วเขียนเก็บเอาไว้หรือลงเว็บให้เพื่อนอ่าน
ชริว่า พี่นกจะเป็นดาวประดับดวงหนึ่งค่ะ


ชริค่ะ
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 58

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-04 17:50:58
สวัสดีจ้ะน้องชริ

อ่านความคิดเห็นของชริแล้วพี่น้ำตาจะไหล... รู้สึกตื้นตัน และมีความสุขอย่างประหลาด

ความจริงคราวนี้พี่ไม่ได้ตั้งใจเขียนสารคดีมาให้อ่านกัน แค่เขียนบันทึกสำหรับตัวเองอ่านและนำความรู้สึกจริงมาเขียนทั้งหมด เพื่อว่าวันหนึ่งเมื่อเราหวนคิดถึงแล้วกลับมาอ่านอีกครั้ง เราจะระลึกได้ถึงความรู้สึกนั้นอย่างไม่มีขาดตกหล่นหายไปในห้วงกาลเวลา



ใจจริงพี่ก็อยากจะเขียนยาว ๆ นะ แต่นั่นแหละ พี่คิดว่าเขียนเท่านี้ก็ไม่มีคนอ่านของพี่แล้ว แต่ถ้าคิดว่าเราอ่านคนเดียวคงได้ยาวกว่านี้ ค่อย ๆ เขียนไปเรื่อย ๆ รายละเอียดนั้นความจริงเยอะกว่านี้มาก ขอบคุณน้องชริที่เป็นกำลังใจให้พี่ คราวหน้าถ้าพี่ได้เดินทางไปไหน ทำอะไรอีก พี่จะพยายามเขียนเก็บรายละเอียดให้ได้มากกว่านี้ค่ะ


พี่เองก็คิดว่า งานชิ้นนี้มีคุณค่าสำหรับพี่มาก แต่รู้สึกว่ามันมีมากยิ่งขึ้นมาก เมื่อมีความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากน้องชริ ขอบคุณน้องมาก ๆ ค่ะ สารคดีเป็นแนวเขียนหนึ่งที่พี่อยากเขียนมานานแล้ว แต่ไม่กล้าเขียนสักที ขอบคุณกำลังใจจากน้องนะคะ พี่ไม่ลืมและไม่ทอดทิ้งแนวนี้แน่ ๆ ค่ะ และจะหาหนทางพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป...



ขนมหมดไปสองถุงเชียวหรือ อยากออกตังค์ให้จัง แต่เดี๋ยวเค้าหาว่าเป็นหน้าม้าพี่กันน่ะสิจ้ะ ^_^



ด้วยไมตรีจิตต์

จาก...พี่นก (แฟนงานเขียนของน้องชริเช่นกัน)
 


UgLy PriNceSS
ความเห็นที่ 59

 
  ตอบโดย UgLy PriNceSS   เมื่อ: 2009-04-04 22:37:35



ความรักให้ความรู้สึกดีกว่านี้มาก....ชอบค่ะพีนก ^____^

 


น็อต
ความเห็นที่ 60

 
  ตอบโดย น็อต   เมื่อ: 2009-04-05 01:32:23
^_________^
เพลงเพราะ รูปสวยงาม ครับพี่นก
ขอมาอ่านพรุ่งนี้นะครับ
 


สายลม
ความเห็นที่ 61

 
  ตอบโดย สายลม   เมื่อ: 2009-04-05 14:08:06
เฮ้อ... จบซะที! เหนื่อย ขอยาดมหน่อยค่ะ ^^


เข้ามาอ่านแล้วนะคะ รู้สึกเหมือนได้ร่วมทัวร์ไปกับคุณในทริปนี้ด้วยกันเลยค่ะ

งามบรรยากาศ งามมิตรไมตรี งามความรู้สึก ...งดงามในทุกตัวอักษร


ด้วยความเคารพ

ปล. สายลมอายุไม่สูงเท่าไหร่ค่ะ กะลังละอ่อนขบเผาะ

: )

 


อยากกินผักตบชวามั้ย
ความเห็นที่ 62

 
  ตอบโดย อยากกินผักตบชวามั้ย   เมื่อ: 2009-04-05 19:08:24
ชอบมากครับ เห็นภาพเลย แถมมีเกร็ดความรู้อีกมากมาย อยากไปเที่ยวจัง

ปล. แล้วพี่นกเกิดก่อนหรือหลังพระธาตุอะครับ ^^ (แซวเล่นนะครับ)
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 63

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-05 21:54:04
สวัสดีค่ะ


น้องน๊อต - ดีใจที่สิ่งที่นำมาลงให้ประโยชน์และความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ นะคะ ^______^


คุณสายลม - โอ้...อยากขนยาดมส้มโอมือที่บ้านไปให้สักลัง เหลือมาจากงานคุณยายเยอะแยะเลย ขอบคุณที่อุตส่าห์เข้ามาอ่านจนจบนะคะ มีความพยายามมาก...กกกกก แต่อย่าเพิ่งบ่นจะเป็นลมสิ แหม...รู้หมดอายุเท่าไหร่ ^_^


น้องอยากกินผักตบชวามั้ย - (ชื่อยาวกว่าพี่อีกนะเนี่ย) สงสัยจะเป็นอีกคนที่หลงกลอ่านจนจบ อิ อิ ขอบคุณมากมายค่ะ มีโอกาสก็ไปสัมผัสกับเรื่องจริงแบบสามมิติและหลากหลายอารมณ์ความรู้สึกนะคะ

ปล.พี่เกิดปี 2529 ค่ะ เป็นพ.ศ.ที่มีคนเค้าสั่งมาให้เกิด 555...





ขอบคุณทุก ๆ คลิกที่เข้ามาอ่าน แสดงความคิดเห็น และดื่มด่ำไปกับการเดินทางครั้งนี้นะคะ...
 


กีรติ
ความเห็นที่ 64

 
  ตอบโดย กีรติ   เมื่อ: 2009-04-05 22:15:26
หายร้อนไปเลยพี่เอ๊ย
 


น็อต
ความเห็นที่ 65

 
  ตอบโดย น็อต   เมื่อ: 2009-04-06 01:54:46
ชอบครับพี่นก เขียนยาวไปเลย ( ย่อหน้าช่วยให้อ่านง่ายขึ้นเยอะเลยครับ)
เพลิน สนุกครับ เหมือนได้ไปเที่ยว และมีแฝงปัดยา อุ้ยพิมพ์ผิด อิอิ

ขอบคุณที่นำเรื่องราวดีๆ มาแบ่งปันครับพี่นก ผมเชื่อว่าลงเป็นตอนได้ สบายๆๆ
ลมหายใจ... ไปตรัง 1 -10 ^________^ เหรอ 23 ดี ไหมพี่ธีร!
 


ป้าโคฯ
ความเห็นที่ 66

 
  ตอบโดย ป้าโคฯ   เมื่อ: 2009-04-06 08:32:34
สดชื่นดีจังพี่นก:)
 


saranya_นก
ความเห็นที่ 67

 
  ตอบโดย saranya_นก   เมื่อ: 2009-04-06 10:46:02
สวัสดีค่ะ


น้องอ้อย - ดีใจที่น้องอ้อยค่อยยังชั่ว Hot ขึ้นนะคะ 555... พี่ล่ะกลัวน้องเหนื่อยจะแย่ เดี๋ยวโทรมทั้งยังสาว แล้วเอาไว้มีโอกาสไป Summer Holiday กับแฟน (คงไม่ต้องแฟน ๆ แล้วมั้ง ฮิ ฮิ) บ้างนะจ้ะ ^_^


น้องน็อต - 555... ชอบจริง ๆ เลย " ปัดยา " ปัดยาใจอะไรอย่างนี้ มีแล้วไม่ต้องเยียวยาหัวใจรึเปล่าจ้ะ ^_^ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านจนจบ อาจมีไม่กี่คนหรอกนะที่อ่านจบ แล้วไว้เจอกัน พวกนี้ต้องให้รางวัล โทษฐานมีความพยายามเป็นเลิศ...ศศศ กว่าจะอ่านจบต้องการยาใจสักหน่อยมั้ยจ้ะ ^_^


น้องโอปอล์ - คิดถึงจังเลยจ้ะ ท่าทางงานหนักมากนะ เพื่อนพี่ที่ทำงานอยู่ที่อุทยานวิทย์ ฯ อีกคนมันยังโดดงานไปเที่ยวด้วยกันเลย 555... น้องไม่โดดไปมั่งอะ ^_^ เห็นน้องเข้ามาอ่านพี่ก็ชื่นใจจ้ะ ดีใจที่ทำให้น้องรู้สึกสดชื่นในบรรยากาศร้อนแรงเช่นนี้นะคะ ^_^




ขอบคุณทุกคลิก ทุกความคิดเห็น ที่ทำให้กระทู้นี้สมบูรณ์ขึ้นค่ะ ^______^
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   b79c741
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)