ผู้เขียน  หัวข้อ: เรื่องสั้น: วางแผนปล้น!!
ระริน

เรื่องสั้น: วางแผนปล้น!!
 เมื่อ: 2009-04-07 17:15:18 
บิลค่าน้ำ ไฟ โทรศัพท์ บัตรเครดิตและค่าอะไรต่อมิอะไร วางกองสุมพะเนินจนสูงเกือบถึงยอดภูเขาไฟฟูจิ เฮ้อ..แก้วได้ยินเสียงตัวเองถอนหายใจเป็นครั้งที่ร้อย

หลังจากตกงานมาหลายปี เงินสะสมที่เก็บไว้ก็ร่อยหรอไปตามระยะเวลาที่ยาวนานนั้น ทรัพย์สินที่เคยมีติดตัวอยู่ก็ถูกทยอยออกมาขายอย่างคึกคัก นานวันเข้าก็ต้องแบกหน้าไปหยิบยืมเงินจากพี่น้องและผองเพื่อน รวมทั้งเงินกู้จากนอกระบบเพื่อนำมาใช้หนี้ในระบบ ทำให้ตอนนี้ปริมาณเจ้าหนี้ของแก้วเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับดอกเห็ดในหน้าฝน

เมื่อตอนที่ใช้ชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือน แก้วนึกเกลียดเดือนที่มีสามสิบเอ็ดวันเป็นที่สุด เพราะนั่นจะทำให้การได้รับเงินเดือนล่าช้าออกไปอีกหนึ่งวัน! ผิดกับตอนนี้ที่ตกอยู่ในสภาพของการเป็นลูกหนี้ เดือนที่มีสามสิบเอ็ดวัน นั่นหมายความถึงการยืดระยะเวลาที่จะต้องจ่ายหนี้ออกไปได้ตั้งหนึ่งวัน!!

ต้นเดือนในหน้าร้อนจัดของประเทศไทย ท่ามกลางวิกฤติแฮมเบอเกอร์ที่ระบาดไปทั่วโลก อุณหภูมิการตกงานของแรงงานทั่วโลกพุ่งสูงกว่าอุณหภูมิของฤดูร้อนในประเทศไทยเสียอีก แก้วตกงานล่วงหน้าเพื่อน ๆ ผู้ร่วมชะตากรรมมาได้สองปีแล้ว วันนี้จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นแต่เช้าตรู่ แก้วนึกระแวงว่าจะเป็นเจ้าหนี้รายไหนโทรมาทวงหนี้ นานหลายเดือนที่โทรศัพท์มันได้หยุดพักส่งเสียงร้อง เนื่องจากเหตุผลของการค้างชำระค่าบริการ หลังจากที่รวบรวมเงินอยู่สักพัก มากพอที่จะไปจ่ายหนี้ราชการเพื่อเชื่อมต่อสัญญาณ เจ้าโทรศัพท์แสนรักมันก็ทำหน้าที่ส่งเสียงดังได้อีกครั้ง

"ฮัลโหล"

"เฮ้ย! แก้ว นี่ติ่งพูดนะ เป็นยังไงมั่ง ? "

"อ้าว.. ติ่งเองเหรอ โทรมาแต่เช้าตกใจแทบช็อค ก็ยังแย่เหมือนเดิมแหละ ติ่งล่ะ?"

"เพิ่งออกจากงานมาได้สองอาทิตย์แล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะออกหรอกนะ ถูกมันบีบจนในที่สุดก็ต้องออก" ติ่งพูดอย่างเซ็ง ๆ ก่อนจะใส่อารมณ์เล่าเหตุการณ์ให้ฟังอย่างออกรส "ไอ้หัวหน้ามันตัวดี มันเรียกเราเข้าไปคุย มันว่ารู้มั้ยช่วงนี้ยอดส่งออกของบริษัทลดฮวบฮาบ มันเอาเครื่องคิดเลขมากดๆ แล้วบอกว่าเราทำงานไม่คุ้มกับค่าจ้าง มันทำอย่างงี้มาสอง-สามครั้งแล้ว เราก็ได้แต่อดทน จนสุดท้ายนี่ มันก็ว่าทีแรกจะลดเงินเดือนเรา แต่พอคิดไปคิดมา มันว่าให้เราออกเลยดีกว่า ประหยัดเงินของบริษัทไปได้ตั้งเยอะ"

"ช่างมันเหอะติ่ง หลายบริษัทมันก็เอาคนออกแบบนี้แหละ มันก็ต้องเอาบริษัทมันให้รอดก่อน มันจะไปคิดห่วงใคร แล้วจะทำยังไงต่อไปล่ะ"

"ก็คิดว่าคงต้องปล้นแล้วหละ ไม่งั้นอดตายแน่ เราไม่มีเงินเก็บเลย เงินเดือนก็ใช้เดือนชนเดือน หนักไปทางขาดมากกว่าเหลือ บ้านก็ต้องเช่า ข้าวก็ต้องซื้อ ไหนจะลูกอีกสองคน กำลังกินกำลังนอนกันทั้งนั้น ไอ้เราน่ะอดไม่เป็นไรหรอก สงสารแต่ลูก"

"นี่พูดจริงหรือพูดเล่น"

"เรื่องอะไรที่ถามว่าพูดจริงหรือพูดเล่น"

"เรื่องปล้นน่ะ"

"พูดจริงซิแก้ว เรื่องอย่างนี้มีใครเค้าพูดเล่นกันมั่ง พอดีคิดถึงแก้วขึ้นมาเป็นคนแรกเลยนะก็เลยโทรมาชวนไปปล้นเป็นเพื่อน"

"พูดยังกะว่าจะชวนไปช็อปปิ้ง"

“ปล้นเสร็จก่อน ค่อยไปช็อปปิ้งก็ยังทัน” ติ่งหัวเราะชอบใจ

“นี่มันจะปล้นกันได้ง่าย ๆ อย่างที่ติ่งคิดเหรอ”

“ก็ไม่น่ายาก เราเห็นมันปล้นร้านสะดวกซื้อกันบ่อย ๆ เหมือนว่าสะดวกซื้อก็สะดวกปล้นด้วยยังไงยังงั้น แต่คงต้องวางแผน มีขั้นตอน รัดกุมกันหน่อย”

“ แล้วจะเอาอะไรไปปล้น มือเปล่านี่นะ”

“คงต้องหาปืนสักกระบอก ต้องของจริงด้วยนะ ปืนปลอมมันไม่เนียน เดี๋ยวนี้เด็กมันเก่ง มันดูรู้ ก็มันถูกปล้นมาจนรู้แล้วว่าอันไหนปืนจริง อันไหนปืนปลอม”

“แล้วจะไปหาปืนที่ไหนกันล่ะ ติ่งยิงปืนเป็นด้วยเหรอ”

“โอ๊ย คุณแก้ว ทำตัวเป็นหนูน้อยจำไม ถามอยู่นั่นแหละ ปืนก็ต้องไปหาซื้อเอาน่ะซิ ส่วนเรื่องยิงปืนน่ะ ไม่น่าจะยากอะไร เราเห็นมันยิงกันโครม ๆ ทุกวี่ทุกวัน ถ้ามันยิงยากอย่างที่เธอคิด ป่านนี้คงไม่มีใครยิงใครให้ตายกันเกลื่อนเมืองอย่างนี้หรอก”

“แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อปืน ตอนนี้เรามีติดตัวไม่กี่ร้อยเอง เก็บเงินไว้ซื้อข้าวกิน”

“เงินไม่มี ก็ลองคิดดูซิว่าจะไปหยิบยืมใครมาก่อนได้บ้าง เออ...พรพรรณไง ในกลุ่มพวกเราก็มีแต่พรพรรณนี่แหละที่รวยที่สุด มันมีบริษัทใหญ่โต เราก็โกหกว่าเราขอยืมเงินไปลงทุนดีไหม ว่าแต่จะลงทุนอะไรดีล่ะ”

“เปิดร้านกาแฟแล้วกัน ขอยืมพรพรรณสักหมื่น-สองหมื่น พรพรรณเป็นคนใจดีอยู่แล้ว แค่เราตีหน้าเศร้าให้เค้าสงสาร ก็คิดว่าน่าจะได้นะ ติ่งว่ามั้ย”

“เราก็ว่างั้นแหละ ตกลงตามนี้ เดี๋ยวเราโทรนัดพรพรรณเลยดีกว่า ยิ่งได้เงินมาเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี ”

“ใช่...แต่ ติ่ง แล้วถ้าเกิดถูกตำรวจจับล่ะ จะทำยังไง”

“คุณแก้วใจ...ยังไม่ทันปล้นเลย กลัวถูกจับซะแล้ว อย่าเพิ่งกลัวไปก่อนเลยน่า ทำไปตามขั้นตอนที่วางแผนให้ได้ก่อน หาเงิน ซื้อปืน แล้วก็ปล้น ส่วนเรื่องหนีก็ค่อยมาคิดกันอีกที ตอนนี้ไปหาเงินก่อนดีกว่า โอเคมั้ย?”

11.00 น. ณ ห้องผู้บริหาร บริษัทรับจ้างทวงหนี้แห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ

“นานมากเลยนะ ที่ไม่ได้เจอเธอสองคน ติ่งกับแก้วสบายดีมั้ย?”

“ไม่ค่อยสบายหรอก จริง ๆ หนักไปทางลำบากมากกว่า” แก้วชิงตอบ

“โห! พรพรรณ กิจการเธอใหญ่โตขนาดนี้เลยเหรอ” เสียงติ่งตื่นเต้นกับความหรูหราใหญ่โตของบริษัทพรพรรณ บนชั้น 39 ของตึกสูงย่านถนนสีลม

“พอดีช่วงนี้ธุรกิจเราดีเป็นพิเศษ เศรษฐกิจแย่ คนเป็นหนี้กันเยอะ ค้างหนี้ก็เยอะ บริษัทเรามีประสบการณ์ทวงหนี้มาตั้งแต่เมื่อเกิดวิกฤติปี 40 พอวิกฤติครั้งนี้ ก็เลยได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าระดับองค์กรใหญ่ ๆ ทั้งนั้น ตอนนี้ต้องรับพนักงานเพิ่มทุกวันเลย” พรพรรณยิ้มแก้มปริ เมื่อพูดถึงกิจการที่ดีวันดีคืนท่ามกลางหายนะของชาวโลก

แก้วนั่งนิ่ง ทำหน้ากระอักกระอ่วน ทุกวันที่มีคนโทรมาทวงหนี้ คงเป็นพนักงานคนใดคนหนึ่งของพรพรรณเป็นแน่

“แก้วล่ะ ยังทำงานที่บริษัทโฆษณาอยู่หรือเปล่า”

“เราออกมาได้สองปีแล้ว ตอนแรกกะจะออกมาเปิดบริษัทโฆษณาเล็ก ๆ กับเพื่อน พอดีมีปัญหานิดหน่อยก็เลยไม่ได้ทำ ตกงานมารอติ่งเป็นปีแล้ว” แก้วแค่นเสียงหัวเราะ

“โชคไม่ดีเลยนะแก้ว แล้วติ่งล่ะ”

“เพิ่งออกจากงานมาเอง เศรษฐกิจไม่ดี ยอดส่งออกมันหล่นวูบ ก็เลยถูกบีบออกมาอยู่เป็นเพื่อนแก้วมัน”

“ก็ดี..จะได้ไม่เหงา” พรพรรณหัวเราะเสียงใส เป็นเชิงล้อเล่น “ว่าแต่มาหาเรามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า”

แก้วและติ่งทำท่าอึกอัก กึ่งกล้ากึ่งกลัวจะเอ่ยปากยืมเงินพรพรรณตรง ๆ แบบนั้น

“มีอะไรก็พูดมาเถอะ เราเป็นเพื่อนกัน ถ้าเราช่วยอะไรได้ก็ยินดี”

“จะมายืมเงินเธอไปลงทุนเปิดร้านกาแฟ” ติ่งตัดสินใจพูด

“ร้านกาแฟ? ฟังดูเข้าท่าดีนะ ขายของกินยังไงมันก็ขายได้อยู่แล้ว แต่อาจจะช้าหน่อยช่วงนี้ เพราะร้านกาแฟมันเยอะไง เราว่าถ้าเธอทำร้านเก๋ ๆ ก็น่าจะขายได้ ว่าแต่ถ้าเปลี่ยนจากยืมเงินเป็นให้เราหุ้นด้วย จะดีกว่ามั้ย”

“อย่าเลยพรพรรณ เราเกรงใจเธอน่ะ” ติ่งระวังไม่ให้เกิดพิรุธ จนอาจจะทำให้พรพรรณจับได้ “เรากับแก้วจะทำร้านเล็ก ๆ กันก่อน ถ้าเกิดกิจการดีขึ้นเมื่อไหร่ เธอค่อยมาหุ้นก็แล้วกัน” ติ่งหันไปพยักเพยิกกับแก้ว

“ใช่... ใช่ ถ้ารุ่งเมื่อไหร่ เธอได้เป็นหุ้นใหญ่แน่นอน” แก้วพูดสนับสนุนติ่ง

“แล้วพวกเธอวางแผนกันแล้วหรือยัง ว่าจะเปิดแถวไหน แล้วรู้เรื่องกาแฟดีแล้วเหรอ”

“ พวกเรากำลังจะไปเรียนเรื่องชงกาแฟ เตรียมเปิดร้าน ส่วนทำเลก็น่าจะเป็นแถว ๆ ถนนรัชดา เป็นแหล่งคนทำงาน จริง ๆ ก็อยากเปิดแถวนี้ แต่คงสู้ค่าเช่าไม่ไหว”

“เธอต้องการเงินเท่าไหร่ล่ะ นี่ถ้าเป็นช่วงเศรษฐกิจดี ๆ นะ เราคงไม่มีเงินให้ยืมหรอก พอดีช่วงนี้กิจการเรากำลังไปได้ดี ก็พอจะมีเงินสดมาหมุนเวียนอยู่บ้าง”

“สักสองหมื่นได้มั้ย” ติ่งเอ่ยปาก

“สองหมื่น!!” พรพรรณร้องเสียงหลง “ พวกเธอแน่ใจนะว่าสองหมื่นมันจะพอ ไหนจะค่าเช่าร้าน ค่าอุปกรณ์ ของใช้สารพัด สองหมื่นจะไปทำอะไรได้ พวกเธอยังไม่เคยทำธุรกิจก็เลยคิดว่าสองหมื่นนี่มันพอล่ะสิ”

“งั้นยืมสักสองแสนได้มั้ย พรพรรณ” แก้วโพล่งขึ้นมา

“อืม...สองแสน ก็น่าจะพอสำหรับการเริ่มต้นนะ ขาดเหลืออย่างไงก็ค่อยมาบอกเราทีหลังได้” พรพรรณล้วงสมุดเช็คในกระเป๋าถือราคาแพงระยับ แล้วกรอกตัวเลขสองแสนลงไปอย่างไม่สะทกสะท้าน

“นี่จ้ะเช็ค พรุ่งนี้ขึ้นเงินสดได้เลยนะ” พรพรรณถือเช็คไว้ในมือ ติ่งรีบจะคว้าเช็คใบนั้น แต่พรพรรณยังไม่ยอมปล่อยเช็คหลุดจากมือ “แต่พวกเธอต้องสัญญาก่อน ว่าจะตั้งใจทำร้านกาแฟจริงจัง อย่าทำให้เราผิดหวังล่ะ”

แก้วกับติ่งพยักหน้าหงึก ๆ สายตาจ้องจับอยู่กับเช็คในมือของพรพรรณ

“เราสัญญา” ติ่งว่า “เราก็สัญญา จะไม่ทำให้เธอผิดหวัง” แก้วรับคำ

“เอ้านี่เช็ค เธอเก็บไว้ แล้วเปิดร้านเมื่อไหร่ อย่าลืมโทรมาบอกนะ เราจะแวะไปกินกาแฟที่ร้านเธอแน่นอน”

“แล้วพวกเราจะรีบหาเงินมาใช้คืนเธอ” แก้วรีบเก็บเช็คยัดใส่กระเป๋าถือสีซีด ๆ

“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องรีบเพื่อน เศรษฐกิจยังคงจะแย่อยู่อย่างนี้อีกหลายปี คำนวณดูแล้วกิจการเรายังเติบโตไปได้อย่างน้อยอีกสอง-สามปี จนกว่าท่านประธานาธิบดีสหรัฐ จะกู้โลกได้สำเร็จ”

แก้วกับติ่งล่ำลาพรพรรณอย่างซาบซึ้งในน้ำใจ เช็คมูลค่าสองแสนบาทอยู่ในมือแก้ว เงินในนั้นมันมากเกินกว่าที่คาดไว้เสียอีก ทั้งสองคนลงจากชั้น 39 มายืนอยู่หน้าตึกชั้นล่าง ท่ามกลางคนเดินขวักไขว่ไปมาในช่วงเที่ยง

“ไม่นึกว่าจะได้เงินมาง่าย ๆ อย่างนี้เลยนะติ่ง ตอนนี้เรามีเงินแล้ว ทีนี้ก็ขั้นต่อไปก็ไปหาซื้อปืนใช่มั้ย”

ติ่งเงียบ ก่อนที่จะฉีกยิ้มให้แก้ว มันเป็นรอยยิ้มแรกของวันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

“แก้ว...ไปหาทำเลดี ๆ เปิดร้านกาแฟกันเถอะ”




2009-04-07 17:15:18/ระริน

 


แก็บ
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย แก็บ   เมื่อ: 2009-04-07 17:17:35
ดีตอนเย็นๆครับพี่ระริน

เดียวปั่นงานก่อนครับ เดียวกลับมาอ่าน

ขอบคุณครับผม
 


หัวใจสีส้ม
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-04-07 18:49:12
ในที่สุดก็จบแบบที่คิดไว้แต่แรก
ดีนะไม่หลงกลคนเขียน
55+++

คุณระรินเขียนได้ดีไม่เบาเลยค่ะ

^_________^
 


ต้นข้าว
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย ต้นข้าว   เมื่อ: 2009-04-07 21:03:54
สวัสดีค่ะคุณระริน

ปกติไม่เห็นคุณระรินเขียนเรื่องสั้น ส่วนใหญ่จะหนักไปทางกลอนเปล่า 3 - 4 บรรทัดมากกว่า อยากบอกว่าคุณระริน (เอ่อ ขออนุญาตเรียกพี่ได้ไหมคะ) พี่ระรินเขียนดีนะคะ แม้เรื่องจะดูเว่อร์ แต่อ่านแล้วไม่ขัดเลยสักนิด นี่คงไม่ใช่เรื่องแรกใช่ไหมคะ

ชอบนะคะ คราวหน้าคงต้องรบกวนพี่ระรินวิจารณ์เรื่องที่ต้นข้าวเขียนบ้างแล้วล่ะค่ะ
 


ต้นข้าว
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย ต้นข้าว   เมื่อ: 2009-04-07 21:12:29
รู้สึกหน้าแตกนิดหน่อยเมื่อเปิดไปเห็นกระทู้เด็กตาบอด เพราะยังไงก็ไม่ใช่เรื่องสั้นเรื่องแรกแน่ ๆ

ในงานหนังสือต้นข้าวพยายามหาปลาย่างนะคะ แต่หาไม่เจอ ตะกี้ก็เลยมาหาในซีเอ็ด eShop เจอแล้วล่ะคะ เขาลดให้สองบาทห้าสิบด้วย
 


นางงามมิตรภาพ^_^
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย นางงามมิตรภาพ^_^   เมื่อ: 2009-04-07 22:29:01
สวัสดีค่ะ
เป็นคนชอบอ่านเรื่องสั้น
แต่เวลาเพื่อนๆเอามาโพสต์ถ้ายาวมากก็ไม่ค่อยได้อ่าน
แต่วันนี้เข้ามาอ่านงานท่านระรินค่ะ

เรื่องนี้เขียนเข้ากับกระแสดีนะค่ะ

ด้วยมิตรภาพ
 


ท่านเจ้าคุณ
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย ท่านเจ้าคุณ   เมื่อ: 2009-04-08 00:31:22
อืม....ไม่เสียแรงที่หลงรักสำนวนมาสองสามอาทิตย์ - -

เรื่องสั้นก็สนุกดีนะครับ แต่ผมว่าตอนจบมันเรียบแล้วก็เงียบไปหน่อยนะ

นึกแล้วก็ขำครับ แผนชั่วแบบนี้ผมเองก็คิดมาเยอะ

นี่ดีนะที่ได้งานก่อน ไม่งั้นคงถือปืนเดินไปร้านสะดวกปล้นเป็นแน่ ^^


ว่าแต่ทำไมน๊าาาาา คนเราถึงชอบร้านกาแฟ คิดเหมือนกันเลย

จะว่าไปติ่งเหมือนผมเลยนะเนี่ย ต่างที่ยังไม่มีลูก ฮ่าๆๆ
 


แก็บ
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย แก็บ   เมื่อ: 2009-04-08 09:53:05
ดีตอนเช้าครับพี่ระริน
ในที่สุดก็ได้มาอ่านจนได้ แล้วก็ทำให้มนุษย์เงินเดือนอย่างแก็บฮ่าเลยที่เดียว
เพราะช่วงต้นเรื่องมานเป็นเหมือนชีวิตมุนษย์เงินเดือนที่ต้องมุนเงินเดือนชนเดือน
นี้คือเรื่องจริงของทุกวันนี้เลยครับ
เดียวแก็บต้องไปหาวางแผนปล้นมังแล้วละครับ

ขอบคุณครับผม ^_^

 


ระริน
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย ระริน   เมื่อ: 2009-04-08 10:29:14
หัวใจสีส้ม:
ขอบคุณค่ะที่แวะมาชม
ตอนแรกน้องอิงคิดว่าจะจบยังไง ปล้นหรือไม่ปล้น?

พล็อตเรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่พี่เคยคุยกับเพื่อนแบบขำ ๆ เพราะช่วงนั้นมันปล้นร้านสะดวกซื้อกันบ่อย ไม่รู้ตอนนี้หยุดปล้นกันรึยัง หรือเค้ากำลังหาเงินไปซื้อปืนกันอยู่ หรือว่าพอได้เงินแล้วเกิดเปลี่ยนใจไม่ปล้น

อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันเน๊อะ!

ต้นข้าว:
เรียกพี่ได้ค่ะ เพราะแก่ใกล้ ๆ คุณวินทร์แล้วววว
เป็นคนสมาธิสั้นถึงสั้นมากค่ะ เลยเขียนได้แต่เรื่องสั้น อิอิ
ที่เขียนกลอนเปล่า ก็เพราะเหตุผลนี้แหละค่ะ ในชีวิตเคยอ่านนิยายจนจบไม่กี่เรื่องเลย และเป็นคนนิสัยเสียที่ต้องเปิดดูตอนจบก่อน แล้วจึงย้อนไปอ่านตอนต้น

พยายามฝึกเขียนเรื่องสั้นอยู่ค่ะ ยังเขียนได้ไม่ดีเท่าไหร่ ใช้การเขียนเป็นการบำบัดอาการสมาธิสั้นอยู่ค่ะ หายเมื่อไหร่ จะเขียนเรื่องยาวซะที

ก็แวะเข้าไปอ่านที่ต้นข้าวเขียนอยู่บ่อย ๆ ค่ะ แต่บางทีไม่ได้คอมเม้นท์ แบบว่าอ่านของคนโน้นคนนี้เพลินซะจนลืม

ดีใจค่ะที่ได้ปลาย่างแล้ว

ท่านเจ้าคุณ:
ขอบคุณที่มาให้กำลังใจค่ะ

จบแบบเงียบไปหน่อย เพราะไม่ได้ปล้นมั๊งคะ มันเป็น turning point ของตัวละคร บางทีการที่เราโกหกเพื่อให้คนมาช่วย แล้วได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงใจ มันทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของชีวิตได้

ร้านกาแฟมันเป็นแค่การโกหกคำโตก็เพื่อหลอกเอาเงินคนอื่นเค้า แต่สุดท้ายมันกลายเป็นการจุดประกายให้อยากทำจริง ๆ

แก็บ:
ดีจ้ะ
ทำงานก็เหมือนการวางแผนปล้นแหละจ้ะ หาทางเอาเงินเค้ามาใส่กระเป๋าเราแลกกับความเสี่ยงสาระพัด ทั้งถูกโขกสับ กดดันและอื่น ๆ อีกมากมาย

พี่ก็ปล้นลูกค้าอยู่ทุกวัน แต่ลูกค้ายังไม่มีเงินให้ปล้นเลย..เซ็งชะมัด
.................
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน ทำให้มีกำลังใจอยากเขียนเรื่องสั้นต่อไป ขอบคุณค่ะ
 


เทอร์โบ-เจ็ท
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย เทอร์โบ-เจ็ท   เมื่อ: 2009-04-08 11:11:13
ไม่ค่อยได้มีเวลาอ่านเรื่องสั้นเลย เป็นพล๊อตเรื่องจริง ที่สั้น และได้ใจความดี
 


จินนี่
ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย จินนี่   เมื่อ: 2009-04-08 11:39:18
สวัสดีจ้า พี่ระริน (ขอเรียกพี่ด้วยคนได้ป่ะ)

เดิมเห็นงานเขียนกลอนสั้น เรานึกว่าพี่ระรินเป็นวัยรุ่นซะอีก
เราเพิ่งว่างแวะทยอยอ่าน จึงฝากเม้นท์ไว้จักหน่อย

อืม..เรื่องสั้นนี้ถ่ายทอดเรื่องสะท้อนสังคม ค่าครองชีพสูง
วิกฤติเศรษฐกิจส่งผลกระทบกับทุกอาชีพและธุรกิจนะจ๊ะ


ชวนให้ฉุกคิดว่า :
เราจะสร้างงาน สร้างรายได้อย่างไร เพื่อยังชีพ แลเลี้ยงครอบครัว


ด้วยมิตรภาพ
จินนี่เอง
 


หัวใจสีส้ม
ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-04-08 11:40:19
พี่ระรินคะ ตอนแรกก็คิดไว้แล้ว ว่าไม่ปล้นชัวร์!!
เพราะ พี่ระริน เขียนแนวอบอุ่นเสมอ
ไม่น่าใจร้ายง่ะ
^^"

ดีนะ ไม่ผิดกับที่คิดไว้ ฮิฮิ ^____^
 


ระริน
ความเห็นที่ 12

 
  ตอบโดย ระริน   เมื่อ: 2009-04-08 17:12:59
จินนี่คะ
สวัสดีค่ะ..เรียกพี่ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา

แก่แล้วค่ะแต่ความรู้สึก(หลายครั้ง)ยังเป็นเหมือนตอนผูกคอซองอยู่เลย ผูกติดกับชีวิตตอนนั้นมากเพราะเป็นช่วงที่ค้นพบเมล็ดพันธุ์ของการเป็นนักอ่านและนักเขียน

เรื่องสั้นเพิ่งเริ่มเขียนนะคะ คงต้องพัฒนาต่อไป ขอบคุณที่มาให้กำลังใจค่ะ

หัวใจสีส้ม:
ในที่สุดก็พบคนที่อ่านใจเราออก ไว้พี่จะลองเขียนแนวโหด ๆ ดูมั่งนะ มุขผู้หญิงอบอุ่นแล้วเป็นโรคจิตใคร ๆ ก็ใช้กันหมดแล้วเน๊อะ
 


ท่านเจ้าคุณ
ความเห็นที่ 13

 
  ตอบโดย ท่านเจ้าคุณ   เมื่อ: 2009-04-08 22:49:10
เค้าเรียกว่าturning point นี่เอง ผมเพิ่งรู้เลยนะเนี่ยครับ
 


น็อต
ความเห็นที่ 14

 
  ตอบโดย น็อต   เมื่อ: 2009-04-08 23:13:40
^____________^
ชอบครับ พี่ระริน(ขออนุญาตเรียกพี่อีกคนครับ)
 


สุทัศน์
ความเห็นที่ 15

 
  ตอบโดย สุทัศน์   เมื่อ: 2009-04-09 04:45:18
พล็อตเรื่องเจ๋งดีอ่ะครับ
คนอื่นก็ชมไปหมดแล้วไม่รู้ว่าจะชมอะไรอีก

แต่... ผมคิดว่าถ้ามีบรรยายเพิ่มอีกหน่อยน่าจะดีนะครับ
โดยเฉพาะตอนที่ไปขอยืมเงินจากพรพรรณ

ชอบครับ
 


ระริน
ความเห็นที่ 16

 
  ตอบโดย ระริน   เมื่อ: 2009-04-09 10:19:52
น๊อต:
ขอบคุณค่ะที่ชอบ แล้วแวะมาอ่านบ่อย ๆ นะ

คุณสุทัศน์:
จะพัฒนาการเขียนให้ดีขึ้นค่ะ บางทีอาจจะรีบจบไปหน่อย ทำให้ขาดการให้ความสำคัญกับบางช่วงไป ขอบคุณสำหรับคำติ-ชมค่ะ

อ้าว! ลืมคุณเทอร์โบ-เจ็ท
คอมเมนท์ไว้สั้น ๆ (แบบได้ใจความ ฮิฮิ) ขอบคุณมากค่ะ ที่แวะมาให้กำลังใจ
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   df44d4e1
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)