ผู้เขียน  หัวข้อ: ถนนสายมรณะ
รินดา

ถนนสายมรณะ
 เมื่อ: 2009-04-08 08:34:23 
เรื่องนี้ลองเขียนเล่น ๆ เป็นเรื่องแรก ใช้เวลาในการเขียน คิดเนื้อเรื่อง 1 วัน เริ่มเขียน 2 วัน รวมตั้ง 3 วัน มีผิดพลาดตรงไหน เนื้อเรื่องไม่ดีอย่างไร ให้พี่ ๆ หนอนช่วยคอมเม้นด้วยนะคะ

ฉันเป็นคนต่างอำเภอคนหนึ่ง ที่เข้ามาทำงานในอำเภอเมือง สุดสัปดาห์หากไม่ติดงานหรือทำธุระอะไรก็จะกลับบ้าน บ้านฉันอยู่ห่างจากอำเภอเมืองเกือบ 40 กิโลเมตร ซึ่งหากเดินทางด้วยรถส่วนตัวใช้เวลาเพียง 30 นาที แต่ฉันไม่เลือกวิธีนั้น เพราะฉันไม่มีแม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ ทุกครั้งที่กลับบ้านก็ใช้บริการรถ 2 ประตู 24 หน้าต่าง หรือถ้าเป็นคันรถเล็กหน่อย จะมีหน้าต่างน้อยกว่า 24 บาน นั่นก็คือ รถโดยสารประจำทางหรือรถเมล์นั่นเอง จ่ายค่าบริการแค่ 30 บาท บางครั้งไม่รู้สมองส่วนไหนบอกกับฉันว่า “เก็บตังค์ซื้อรถสักคันนะ” และประมาณ 2 นาทีผ่านไป สมองส่วนตรงกันข้ามบอกว่า “สิ้นเปลืองเปล่า ๆ ไม่จำเป็นสักหน่อย” ใช่ ฉันบอกกับตัวเองแบบนั้น ถึงแม้ว่าการมีรถส่วนตัวจะสะดวกรวดเร็วก็จริงอยู่ แต่การโหนรถเมล์บางครั้งก็ทำให้เราอบอุ่นนะเวลาฝนตก เพราะผู้โดยสารกลายเป็นปลาชั่วคราวที่ยัดกันอยู่ในกระป๋องนั่นเอง
วันนี้เป็นวันเสาร์ ซึ่งหลังจากที่ฉันทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็กลับบ้านเหมือนเช่นเคยทุกสัปดาห์ ฉันมารอรถโดยสารที่ป้าย ซึ่งอยู่หน้า ณ.ที่ว่าการของอำเภอเมือง มองไปบนถนนและบริเวณข้าง ๆ มีผู้คนจอแจน้อยกว่าทุก ๆ วัน อาจเป็นเพราะว่าวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ฉันรู้สึกอบอุ่น และตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้กลับบ้าน และก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่ยืนอยู่ข้างฉันซึ่งรอรถโดยสารจะกลับบ้าน ก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างไปจากฉันมากนัก พวกเรานั่งรอรถประมาณ 10 นาที และแล้วรถ 2 ประตู 24 หน้าต่างก็มาถึง ทุกคนที่ประสงค์จะโดยสารไปกับรถเมล์สายนี้ ต่างก็รีบหยิบจับข้าวของและรีบวิ่งกันไปขึ้นรถคันนั้นรวมทั้งฉันด้วย
รถโดยสารคันนี้เป็นรถปรับอากาศ หลังจากที่ขึ้นรถไปแล้วทุกคนก็จับจองที่นั่งซึ่งเหลืออยู่ไม่มากนัก ฉันได้ที่นั่งริมทางเดิน หลังจากคนขับ 1 แถวซึ่งสามารถมองเห็นด้านหน้ารถอย่างชัดเจน
หลังจากจอดรับผู้โดยสารป้ายสุดท้ายของรถเมล์สายนี้ กระเป๋ารถเมล์ก็เริ่มเก็บค่าโดยสาร
“ลงหลัก กม. ที่ 40 เท่าไหร่ค่ะ” ฉันถาม
“30 บาท” กระเป๋ารถเมล์ตอบพร้อมเคี้ยวหมากฝรั่ง และเขย่ากระบอกเหล็กสีอะลูมิเนียม
ฉันกลับบ้านเกือบทุกสัปดาห์ รู้ดีว่าค่าโดยสารเท่าไหร่ แต่ก็แกล้งถามเท่านั้นเอง ไม่อยากถูกหลอก บางคันเห็นหน้าผู้โดยสารไม่คุ้น ก็หลอกเก็บค่าโดยสารเกินก็มี
รถแล่นพ้นเขตอำเภอเมือง มุ่งหน้าสู่เส้นทางไปยังจุดหมายปลายทาง คนขับเป็นชายผิวคล้ำ รูปร่างค่อนข้างสูงท้วม อายุราว 40 ปลาย ๆ เปลี่ยนเกียร์รถด้วยความชำนาญ อาจเป็นเพราะผ่านการขับมานานหลายปีกระมัง รถเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วไม่มากนัก ทำให้ผู้โดยสารค่อยสบายใจ โดยเฉพาะฉัน รถโดยสารบางคันคนขับอายุยังน้อย 20-30 ปี ขับรถโดยสารราวกับขับรถซิ่ง หากวันไหนฉันนั่งรถโดยสารคันนั้น ก็จะอธิฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอดทางเลยทีเดียว รวมทั้งสงสารคนสูงอายุที่นั่งข้าง ๆ ด้วย เพราะแกจะนั่งเกาะที่จับแน่นมากเลยล่ะ
ตลอดเส้นทางสายนี้ มีต้นไม้เขียวขจีร่มรื่น ถูกปลูกติด ๆ กันเป็นแถวยาวราวกับว่ามายืนต้อนรับผู้ที่ขับรถผ่านมา และบางช่วงเป็นเกาะที่อยู่กั้นกลางระหว่างเลนถนน ก็มีดอกไม้หลากสีสดใสกำลังโต้ลม ต้อนรับเช่นกัน หลายครั้งที่ฉันโดยสารรถเมล์ประจำทางหากได้นั่งติดริมหน้าต่างและไม่เผลอหลับเสียก่อนดเพราะความหนื่อยล้าจากการทำงาน ฉันก็จะชอบมองข้าง ๆ ทางโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย แม้ว่าเดินทางผ่านถนนเส้นทางนี้มาหลายปีแล้วก็ตาม
รถแล่นผ่านไกลจากอำเภอเมืองเกือบ 20 กิโลเมตร เสียดายที่วันนี้ฉันนั่งติดริมทางเดิน ไม่ได้เห็นต้นไม้และดอกไม้หลากสีที่คอยต้อนรับกลับบ้าน ขณะนี้บรรยากาศบนรถไม่ต่างอะไรกับตลาดนัด บนหน้าจอทีวีเอกชัย ศรีวิชัย และแดนเซอร์กำลังร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน เสียงสนั่นทั่วทั้งคัน เด็กผู้หญิงอายุราวๆ 14 ปี ที่นั่งติดกับฉันคุยโทรศัพท์กับแฟนหนุ่มตั้งแต่ฉันเพิ่งขึ้นรถมาก็ยังไม่วางสาย ฉันได้แต่ภาวนา ให้แบตเตอร์รี่มือถือของหล่อนหมดเสียที เบาะที่นั่งถัดจากฉันมีคู่สามีภรรยา ช่วยกันปลอบลูกน้อยอายุประมาณ 5-6 เดือน ที่กำลังร้องไห้จ้าโดยไม่รู้สาเหตุ ส่วนเด็กวัยรุ่น 3 คนที่นั่งอยู่ข้างหลังของฉันก็คุยโม้โอ้อวด หัวเราะเสียงดังอย่างสนุกสนาน เอกชัยที่อยู่ในทีวีก็ยังคงร้องเพลงต่อไปโดยไม่มีผู้โดยสารคนไหนสนใจเลย
“ติ๊ด ตี่ ดี่ ติ๊ด ติ๊ด ตี่ ติ๊ด ตี่” ด้วยตลาดนัดจำเป็นบนรถโดยสารคันนี้ มันทำให้ฉันเกือบไม่ได้ยินเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของมือถือของตัวเอง โชคดีที่ตั้งระบบสั่นไว้ด้วย
ทันที่ที่ฉันกดปุ่มรับโทรศัพท์ มืออีกข้างก็รีบปิดหูข้างหนึ่งเพื่อให้ได้ยินเสียงจากมือถือชัดเจนขึ้น
“วันนี้กลับบ้านหรือเปล่าลูก” คนที่รอฉันอยู่ที่บ้านโทรมาถาม
“กลับจ้าตา นี่แหละกำลังนั่งอยู่บนรถเมล์ค่ะ” ฉันตอบด้วยเสียงค่อนข้างดัง เกรงว่าตาจะไม่ได้ยินคำตอบของฉัน

รถแล่นผ่านกิโลเมตรที่ 25 ฉันพยายามไม่ฟังเสียงจอแจบนรถ มองตรงไปข้างหน้า ภาวนาให้กลับถึงบ้านเร็ว ๆ
ทันใดนั้น.....ฉันก็เห็นบนถนนมีรองเท้าประมาณ 2 คู่วางกระจัดกระจาย ใกล้ ๆยังมี เศษของรถชนิดหนึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ รอยคราบสีแดงจาง ๆ บนถนนยังคงมองเห็นอยู่ คงไม่ต้องพินิจพิเคราะห์มากมาย ว่าใครเอารองเท้ามาโยนทิ้งแถวนี้ หรือว่าใครจะเอายาแดงมาเทเล่นบนถนน ฉันรู้สึกหดหู่มากทีเดียวกับร่องรอยการเกิดอุบัติเหตุที่รถแล่นผ่านมาเมื่อครู่
รถแล่นผ่านกิโลเมตรที่ 30 ฉันดีใจที่ใกล้ถึงบ้านเข้ามาทุกที เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กระเป๋ารถเมล์ยื่นโทรศัพท์ให้คนขับ คนขับกดรับ ฉันมองไปที่คนขับ ซึ่งขณะนี้จับพวงมาลัยรถเพียงมือข้างเดียว ฉันเดาได้คำเดียวว่าคนขับพูดอะไร คือคำว่า “ฮัลโหล”
นอกจากนั้นมิอาจจะเดาได้ เพราะตลาดนัดรอบข้าง ๆ ยังไม่วาย ทันใดนั้น.....
ฉันก็เห็นหมาตัวหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ริมถนน คาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว 2-3 วัน หากรถโดยสารคันนี้ไม่ใช่รถปรับอากาศ พวกเราคงได้กลิ่นของเจ้าหมาที่น่าสงสารแล้วอย่างแน่นอน ฉันรู้สึกหดหู่มากกว่าเดิมอีก “หมาน้อยเจ้าคงไม่ตายเพราะโดนยาเบื่อแล้วมานอนตายข้างถนนอย่างนี้หลอกใช่ไหม” ฉันพูดในใจ “หมาน้อยเอ๋ย หากวิญญาณของเจ้ายังวนเวียนอยู่ ได้โปรดไปเตือนพี่น้องผองเพื่อนของเจ้าเถิด ว่าอย่ามาเดินกินลมชมวิวข้าง ๆ ถนน เพราะอาจจะจบชีวิตเช่นเจ้าได้ทุกเมื่อ”
รถแล่นผ่านกิโลเมตรที่ 35 ริมสองข้างทางถนนยังคงมีต้นไม้ยืนตรง ดอกไม้หลากสีโต้ลมต้อนรับผู้ที่ขับรถผ่านไปมาเช่นเดิม บรรยากาศในรถผู้คนยังคุยกันจอแจ มีเพียงเด็กน้อยที่นั่งถัดจากฉัน บัดนี้ผู้เป็นแม่ป้อนนมให้ นอนหลับตาปุ๋ยไปแล้ว หลังจากผ่านกิโลเมตรที่ 35 ประมาณ 5 นาที ฝากของถนนอีกฝั่งหนึ่งมีรถติดเป็นแถวยาวประมาณ 300 เมตร “เอ๋! ตรงนี้ก็ไม่มีแยกไฟแดงนี่นา แล้วทำไมรถถึงติดเยอะจัง” ฉันพูดในใจกับตัวเอง ด้วยรู้จักเส้นทางสายนี้ดี “หรือว่าจราจรเพิ่งมาสร้างใหม่ ก็ดีเหมือนกัน จะได้ลดอุบัติเหตุลงได้บ้าง” ฉันบ่นพึมพำในใจกับตัวเองอีกครั้ง ขณะนี้ผู้โดยสารทุกคนเงียบลง และหันไปมองทิศทางเดียวกัน ฉันได้ยินเสียงหลายคน ๆ พูดว่า “รถชน” หลังจากที่รถแล่นผ่านตรงนี้ไป สภาพสังคมบนรถก็กลับมาเป็นเช่นเดิม เพียงแต่บทสนทนานั้นเปลี่ยนไป แม้ว่าเสียงในรถจะดังอื้ออึงมากกว่าเดิม ตอนนี้ฉันก็ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ อีกแล้ว ได้ยินแค่เพียงเสียงพูดในใจที่บอกกับตัวเองว่า “ที่รถติดน่ะไม่ใช่สี่แยกไฟแดง ที่แท้ติดเพราะอุบัติเหตุต่างหาก”
กิโลเมตร ที่ 40 ฉันก้าวลงจากรถโดยสาร แล้วถอนหายใจทันทีที่เท้าของฉันเหยียบพื้นดิน และมองตามรถที่แล่นจากจุดที่ฉันยืนไกลออกไปมุ่งหน้าสู่เส้นทางจุดหมายต่อไปพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง “เฮ้อ..”
ฉันเดินเข้าซอยกลับบ้าน มองซ้ายขวาที่เห็นคือทุ่งนาซึ่งเมื่อสองเดือนที่แล้วยังเป็นสีเขียวอ่อนอยู่ บัดนี้กลายเป็นสีทองไปแล้ว แต่ต้นตาลโตนดที่ยืนตระหง่านกระทบแสงพระอาทิตย์อยู่บนคันนาก็ยังเป็นบอดี้การ์ดเฝ้าท้องทุ่งสีทองอยู่เช่นเดิม “ขอขอบพระคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่ช่วยคุ้มครองให้ลูกเดินทางผ่านถนนสายมรณะอย่างปลอดภัย ฉันเห็นใจพวกเธอนะต้นไม้และดอกไม้สีสวยผู้ที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับนักเดินทางผ่านถนนสายมรณะ พวกเธอจะรู้สึกอย่างไรกันบ้างหนอ” คราวนี้ฉันไม่ได้พูดในใจ แต่ตั้งใจจะพูดออกมาให้แมงปอกับดอกอ้อที่หยอกล้อกันใกล้ๆ ริมรั้วบ้าน ได้ยินก็เท่านั้นเอง


2009-04-08 08:34:23/รินดา

 


ต้นข้าว
ความเห็นที่ 1

 
  ตอบโดย ต้นข้าว   เมื่อ: 2009-04-08 09:14:00
ใช้เวลาเขียน 2 วัน แสดงว่ามีความตั้งใจมาก ส่วนใหญ่เรามักเวลา ไม่เกิน 2 - 3 ชั่วโมง งานเลยออกมาไม่ดีเท่าไหร่

ถ้านี่เป็นเรื่องเล่า ก็เป็นเรื่องเล่าที่มองเห็นภาพ และทำให้เรานึกถึงตัวเองเวลากลับบ้านเรา


ยินดีที่ได้รู้จักรินดานะคะ เราไม่ได้เข้าบอร์ดหลายวัน ก็เลยยังไม่ได้คุยกัน ^_^
 


ชริ
ความเห็นที่ 2

 
  ตอบโดย ชริ   เมื่อ: 2009-04-08 10:08:23
ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องแรก
เขียนเรื่องได้น่าติดตาม บรรยายภาพได้รอบด้าน
มีลูกเล่นที่สามารถดึงคนอ่านให้มองเห็นเหตุการณ์
สามารถเขียนฉากที่มีตัวละครได้หลายคน
และขอชมเชยค่ะ
 


ข้าวฟ่าง
ความเห็นที่ 3

 
  ตอบโดย ข้าวฟ่าง   เมื่อ: 2009-04-08 10:10:52
เขียนมาให้อ่านอีกนะคะ

ดำเนินเรื่องน่าติดตามมากเลย
 


แก็บ
ความเห็นที่ 4

 
  ตอบโดย แก็บ   เมื่อ: 2009-04-08 10:49:43
ดีตอนเช้าครับรินดา

เล่าเรื่องเห็นภาพตามเลยครับ พอได้อ่านเรื่องราวที่รินดาเขียน เราก็นึกถึง เรื่องที่เราเขียน
ที่ชื่อ ว่า ชีวิตปลากระป๋อง รถเมย์มีประสบกาณร์อะไรหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะความรู่สึกดีที่เห็นคนแก่ๆได้นั่งสักที่ หรือความรู้สึกไม่ดี ที่เห็นเด็กตัวเล็กๆมายืนฮ้อยโหนรถเมย์ อันนี้เป็นส่วนที่น้อยที่เราเจอแทบทุกวัน แต่มีเรื่องราวอีกมากมายที่เรายังไม่ประสบพบเจอแต่ไงก็ให้เจอแต่เรื่องความรู้สึกดีๆ น้อ

ขอบคุณครับผม
 


หัวใจสีส้ม
ความเห็นที่ 5

 
  ตอบโดย หัวใจสีส้ม   เมื่อ: 2009-04-08 16:13:45
เขียนบรรยายได้เยี่ยมเลยค่ะ

น่าติดตามและระทึกใจด้วย
ตอนแรกคิดว่าจะมีเหตุการณ์ตื่นเต้นเสียแล้ว

ดีจังที่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

^__^

จะรออ่านงานเขียนต่อไปนะคะ
 


Jasmine
ความเห็นที่ 6

 
  ตอบโดย Jasmine   เมื่อ: 2009-04-08 18:43:33
เรื่องแรกเขียนได้ขนาดนี้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหากับเรื่องต่อไปนะคะ

ฝากตรงที่เวลาเขียน ให้ตัวบรรทัดในแต่ละเว้นวรรคค่ะ
จะได้ถนอมสายตาคนอ่านด้วย

ส่วนอันไหนที่เป็นคำพูด ให้แยกเป็นบรรทัดเดียวต่างหากเลยจะดีกว่าค่ะ

ติเพื่อก่อนะคะ อย่าโกรธกันน้า

ยิ้มหวานนนนนนนนนนนนน
 


ยางมะตอยสีชมพู
ความเห็นที่ 7

 
  ตอบโดย ยางมะตอยสีชมพู   เมื่อ: 2009-04-08 19:49:24
เอาเป็นว่า กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย ^ ^
ถ้าเป็นผมเมื่อก่อน สงสัยรถเมล์คันนั้น คงลงคูตั้งแต่ กม.ที่ 25 แล้วล่ะมั้ง

เขียนดี ลื่นไหลฮะ

แต่ติดนิดเดียว ตรงการเว้นวรรคนี่ล่ะฮะ
มันติดกันมากจนเกินไป จนบางครั้ง ทำให้งานของเราไม่น่าอ่าน
(น่าจะคล้ายๆ กับ คุณ Jasmine ล่ะเนาะ)

สู้ๆ ฮะ ^ ^
 


The Alone
ความเห็นที่ 8

 
  ตอบโดย The Alone   เมื่อ: 2009-04-08 20:41:08
เล่าเรื่องเห็นภาพดีนะครับบ

^^
 


สุทัศน์
ความเห็นที่ 9

 
  ตอบโดย สุทัศน์   เมื่อ: 2009-04-09 05:12:20
ดำเนินเรื่องเรียบง่ายแต่ชวนติดตามมากครับ

ผมว่านั่งรถเมล์สนุกกว่านั้งรถส่วนตัวนะครับ

นั่งรถเมล์ - สนุก ประหยัด วุ่นวาย ไร้ความเป็นส่วนตัว
นั่งรถส่วนตัว - สะดวก เป็นส่วนตัว เปลืองน้ำมัน เหงา...
 


รินดา
ความเห็นที่ 10

 
  ตอบโดย รินดา   เมื่อ: 2009-04-09 08:48:56
ขอบคุณทุก ๆ คำติ และ ทุกๆ คำชม นะคะ
ปกติแล้วชอบอ่านมากกว่า ไม่ได้ชอบเขียนเลย อาจเป็นเพราะไม่มีเวลา
เอาเป็นว่าจะพยายาม(อย่างมาก) หาเวลาลองเขียนอีกซักเรื่อง แล้วจะนำคำติไปปรับปรุงแก้ไขนะคะ

ถ้าหาเวลาเขียนเองไม่ได้ ก็คงเอาเรื่องที่อ่านมาเล่าต่ออ่ะค่ะ
 


น็อต
ความเห็นที่ 11

 
  ตอบโดย น็อต   เมื่อ: 2009-04-11 10:26:59
^_^
 




ข้อความ :
สามารถเคาะ Enter หาต้องต้องให้เว้นบรรทัด หรือใช้คำสั่ง <br>
ชื่อ :
รูปภาพ :  
ขนาดไม่เกิน 50K และต้องมีนามสกุลเป็น gif และ jpg
รหัส :   666bf2a7
ใส่รหัส :   (กรุณาใส่รหัสจากข้างบนนะครับ)